แตกใบอ่อน : ลูกอีช่าง‘ยื้อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291943

807934531

แตกใบอ่อน : ลูกอีช่าง‘ยื้อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ผิดคาดสักเท่าไรกับการออกมาแสดงท่าทีของ “กรมวิชาการเกษตร” เกี่ยวกับการพิจารณายกเลิกวัตถุอันตราย 3 ชนิด ที่ประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ภายหลังจากที่ประชุม “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน มีมติตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ให้ออกประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 และภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ต้องยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ตัว เนื่องจากพาราควอต จัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายาถอนพิษได้ 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนคลอร์ไพริฟอส ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น กระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ การเจริญเติบโต และเสี่ยงเป็นพาร์กินสัน

ส่วนเจ้า “ไกลโฟเซต” ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้า ที่ประชุมมีความเห็นให้กำหนดโซนการใช้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และในพื้นที่อุทยาน เนื่องจากเจ้าสารเคมีชนิดนี้ถูก “องค์การอนามัยโลก” กำหนดให้เป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค 22 โรค เช่น เบาหวาน ความดันสูง อัลไซเมอร์ เป็นต้น

โดยภายหลังจาก รมว.สาธารณสุข ออกมาประกาศมติของคณะกรรมการฯออกมาอย่างเป็นทางการ ความกดดันก็ย้ายมาอยู่ที่ “กรมวิชาการเกษตร” ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งกว่าจะมีท่าทีออกมาได้ก็ล่วงเข้ามาถึงเดือนกันยายน โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร “สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ” แกออกมายืนยันชัดว่า สำหรับกรณี “ไกลโฟเซต” นั้น เห็นควรให้จำกัดการเฉพาะใช้และไม่มีแนวทางยกเลิกตามข้อเสนอ แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณา

ส่วนอีก 2 ชนิด คือ “พาราควอต” และ “ควอร์ไพริฟอส” ต้องส่งเรื่องหารือไปยัง “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ซึ่งมีปลัดกระทรวอุตสาหกรรมเป็นประธาน เนื่องจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่า สารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้าง

พร้อมกับย้ำในตอนท้ายว่า กรมวิชาการเกษตร มีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535เท่านั้น

ฟังคำชี้แจงของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแล้ว บอกได้คำเดียวว่า จี๊ดใจมาก

เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า สรุปแล้วข้อมูลที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ใช่หรือไม่ กรมวิชาการเกษตร ถึงใช้วิธี “เตะออก” ด้วยการซื้อเวลาโยนไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาอีก

สิ่งที่ต้องไม่ลืมเลย ก็คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากจะมี “กระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีความ “เชี่ยวชาญ” ข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาที่สุดในประเทศ เป็นหน่วยงานหลักนั่งอยู่ในคณะกรรมการแล้ว ยังมีผู้แทนที่มีความรู้ด้านต่างๆ ของกระทรวงอื่นๆ รวมทั้งหมดถึง 5 กระทรวง รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯเองด้วย

ดังนั้นการที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาเขี่ยลูกไปให้ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ของกระทรวงอุตสาหกรรมอีก ผมก็ว่ามันทะแม่ง

เพราะอย่างน้อยถามว่า กระทรวงอุตสาหกรรม จะเชี่ยวชาญข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยประชาชน เท่ากระทรวงสาธารณสุขไหม ผมก็ว่า “ไม่”

แล้วแบบนี้เจตนามันคืออะไร

ส่วนไอ้เรื่องข้ออ้างว่า มีอำนาจเป็นเพียงหน่วยงานที่ให้คำแนะนำเท่านั้น ลองไปเปิดอ่าน “พ.ร.บ.วัตถุอัตราย” ดูดีๆ ครับว่า เขาเขียนไว้ว่าอย่างไรบ้าง

อย่ามาพูดให้ต้องรู้สึกสมเพชประเทศไทยมากไปกว่านี้เลย

มะลิลา

แตกใบอ่อน : สมุนไพรไทยในตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290242

807934531

แตกใบอ่อน : สมุนไพรไทยในตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ขออนุญาตเก็บตกงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแค่จะสามารถจะปลุกกระแสตลาดสมุนไพรในประเทศให้คึกคักอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างกระแสให้ต่างชาติมารุมตอมได้ยิ่งกว่าเดิมอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่เชื่อลองไปถาม “ชนินทร หริ่มเจริญ” ผอ.กองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานโต้โผใหญ่จัดงานครั้งนี้ดูได้ เพราะมีคนเห็นดอดควงผู้ประกอบการทั้งในประเทศ รวมถึงต่างประเทศอย่างเอเชีย ยุโรป พาไปบุกพิสูจน์ศักยภาพการผลิตสมุนไพรไทยถึง“โรงงานชีวะโกโอสถ” อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และ “บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด” อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 2 โรงงานสมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่าได้มาตรฐานระดับสากล

งานนี้ได้ข่าวว่าบรรดาผู้ประกอบการต่างชาติ พากันทึ่งในสรรพคุณและศักยภาพการผลิตของโรงงานสมุนไพรไทยอย่างมาก และน่าจะเป็นทิศทางที่ดีที่ตลาดสมุนไพรไทยจะได้ขยายตัวในตลาดโลกกว้างขวางขึ้นไปอีก จากเดิมที่กระแสตอบรับดีอยู่แล้วจนทำยอดส่งออกได้ถึงปีละนับแสนล้านบาท

พูดถึงสมุนไพรไทยและองค์ความรู้“แพทย์แผนไทย” ก็ต้องบอกว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะ “จีน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้ายุทธจักรของศาสตร์แพทย์แผนโบราณ

ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่คุยโวโอ้อวดหรือตะแบงเข้าข้างประเทศไทยแบบไม่ลืมหูลืมตานะครับ แต่เพราะอย่างที่เรารู้กันดีอยู่ว่าประเทศไทยมีพืชพื้นบ้าน พืชสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคเป็นร้อยเป็นพันชนิด ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ตามข้อมูลจาก “กรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” กระทรวงสาธารณสุข บ้านเรามีสมุนไพรอยู่ราวๆ กว่า 1,800 ชนิด และคนเฒ่า คนแก่ บ้านเราก็รู้จักเอามาทำยา เอามารักษาโรค หรืออย่างที่เราเรียกว่าเป็น “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” มานานเป็นร้อยปีแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเป็นที่เราเองที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแพทย์ทางเลือก หรือคิดจะพัฒนาตลาดสมุนไพรในเชิงพาณิชย์มาก่อน จนถูกฝรั่งมังค่า ถูกชาวต่างชาติ แอบนำไปจดสิทธิบัตรกันอย่างหน้าด้านๆ มาหลายชนิดแล้ว จนกระทั่งกระแสการบริโภคเพื่อสุขภาพมาบูมในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นั่นแหละ สมุนไพรไทยถึงได้แจ้งเกิดขึ้นมาได้

ขณะที่ตัวเลขของ กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ก็ยืนยันชัดว่าตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จจากสมุนไพรไทยปัจจุบันถือว่า “มาแรง” และเติบโตไม่ใช่เล่น เพราะมีการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งสมุนไพรสด สารสกัดจากสมุนไพร ยาแผนโบราณ และที่สำคัญ คือ สินค้าจำพวกเครื่องสำอางค์สมุนไพร เช่น สบู่ แชมพู ครีมถนอมผิว ที่สร้างมูลค่าการส่งออกได้ชนิดที่ว่าทะลุทะลวง

ดังนั้น จึงถือว่าน่าจับตาทีเดียวกับทิศทาง “สมุนไพรไทย” ของเราในอนาคต เพราะถ้าพัฒนากันดีๆ ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญ ก็คือ “เกษตรกรไทย” จะได้มีทางเลือกและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ต้องพึ่งพาแต่การปลูกข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือพืชยอดฮิตอื่นๆ จนต้องประสบปัญหาล้นตลาดวนๆ เวียนๆ อยู่แบบที่ผ่านมาทุกปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรของเราลืมตาอ้าปากกันไม่ได้เสียที

มะลิลา

แตกใบอ่อน : เตะหมูเข้าปากหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287722

807934531

แตกใบอ่อน : เตะหมูเข้าปากหมา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ต้องยอมรับตรงๆว่า นับวันนโยบายของรัฐบาลชักจะดูทะแม่งๆ มากขึ้นทุกที

โดยเฉพาะนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ที่ดูเหมือนต้องการสร้างปัญหา มากกว่าแก้ปัญหา ไล่มาตั้งแต่กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หรืออย่างล่าสุดกับมติของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม2560 ที่มีพี่ใหญ่ “บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน และมี “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน ซึ่งผลการประชุมวันนั้นพอจะสรุปเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า มีมติสำคัญๆ อยู่อย่างน้อย 2 ประเด็น คือ

1.การเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)ยุบ “องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” หรือ กอสส.

2.การเสนอให้ยกเลิกระบบการตรวจสอบและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เรื่อง โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ (EHIA)

ผมไม่ทราบว่า ในระหว่างการประชุม มีใครได้ให้ข้อมูลกับ 2 รัฐมนตรี คือ “บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กเต่า” บ้างหรือไม่ว่า การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติลักษณะนี้ออกมา จะทำให้เกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “ความไว้ใจ” ระหว่างประชาชนกับรัฐในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการตัดกลไกทั้ง 2 อย่างนี้ทิ้งไป ย่อมเท่ากับเป็นการตัดกระบวนการตรวจสอบติดตามโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนออกไปอย่างสิ้นเชิง

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การนำพาประเทศไทยให้ถอยหลังลงคลองกลับไปสู่ความไร้ธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินโครงการต่างๆ นั่นเอง

ต้องไม่ลืมนะครับว่า อดีตที่ผ่านมาข้อมูลผลกระทบโครงการต่างๆ โดยเฉพาะรายงานการศึกษา EIA และ EHIA แทบจะเป็นเหมือนกับ “ของสูง”
สำหรับประชาชน เพราะแทบไม่เคยมีใครสามารถเข้าถึงได้ ใครมันจะโกง จะปั้นข้อมูลเท็จยังไงมันก็ทำได้ ส่งผลให้ที่ผ่านมามีโครงการหลายอย่างมากมายที่ดำเนินการไปแล้ว แทนที่จะได้ประโยชน์ แต่สุดท้ายกลับสร้างความเสียหายให้กับประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างหนักหน่วงและรุนแรง

จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งได้กำหนดกฎเหล็กให้มีการทำรายงานและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งให้มี กอสส. คอยตรวจทานข้อมูลเหล่านั้น นั่นแหละสถานการณ์ของชาวบ้านและชุมชนถึงดีขึ้น เพราะถ้าใครมั่วทำข้อมูลรายงานการศึกษามา ก็เป็นได้ถูกตีตกไม่ผ่านความเห็นชอบทุกครั้ง

ไอ้ที่เคยทำๆแล้วผ่านฉลุยเหมือนที่เคยเป็นมา ก็เลยผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ

ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจึงมีความพยายามจาก “มือที่มองไม่เห็น” มาโดยตลอดที่จะยุบ กอสส. และล้มระบบการตรวจสอบและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการต่างๆ เพื่อทำให้วังวนเดิมก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีกับชาวบ้านและประชาชนแน่นอน

บรรทัดนี้จึงขอฝากไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งบิ๊กป้อม และบิ๊กเต่า ให้รีบหาทางทบทวนมติดังกล่าวเสียแต่เนิ่นๆ

ต้องระวังให้ดีครับ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น “เตะหมูเข้าปากหมา”ไปเสียเปล่าๆ

ซึ่งคนที่ต้องรับตราบาปนี้ไปก็ไม่ใช่ใครหรอกครับ ก็คณะรัฐมนตรีที่นั่งหน้าสลอนในรัฐบาลนั่นแหละที่จะโดน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ‘น้ำท่วมอีสาน’ เคราะห์ซ้ำหรือโอกาสรอดของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286496

807934531

แตกใบอ่อน : ‘น้ำท่วมอีสาน’ เคราะห์ซ้ำหรือโอกาสรอดของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“แม้แต่ร้านส้มตำไก่ย่าง แม่ค้ายังนั่งตบยุงกันอยู่เลยตอนนี้” นี่คือคำตอบและบรรยากาศของพ่อค้าแม่ค้าส้มตำไก่ย่างย่านบางเขน แถววัดพระศรีมหาธาตุ เนื่องด้วยไม่มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเหมือนเมื่อก่อน จากที่เคยขายได้วันละ 4,000 – 5,000 บาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1,000 – 2,000 บาท ซึ่งถือว่าลูกค้าหายไปมากพอสมควร เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเศรษฐกิจที่บีบรัดเข้ามาทุกขณะ จากกำลังซื้อที่ลดน้อยลงของรายได้ที่เข้ามายากขึ้นในทุกวัน ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินของต้องจำกัด หรือใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ นี่ขนาดส้มตำไก่ย่างซึ่งเป็นอาหารที่ราคาย่อมเยาหากินได้ง่ายทั่วไปยังอยู่ในสภาพนี้ นับประสาอะไรกับผู้คนชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำทั่วไป จะลำบากยากแค้นขนาดไหน ลองนึกภาพตามเอาเอง

จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยังเกิดพายุฝนตกซ้ำเติมทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานในจังหวัดสกลนคร ที่ถูกกระแสน้ำจากฝายชะลอน้ำพังทลายลงมาท่วมเมืองทั้งเมืองให้อยู่ใต้บาดาลเพียงไม่กี่อึดใจ และสาเหตุการเกิดน้ำท่วมก็ยังถกเถียงกันไม่เลิกอยู่ในขณะนี้ ว่าเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หรือจากภัยธรรมชาติ แต่ที่แน่ๆ คือ ผลจากน้ำท่วมภาคอีสานในคราวนี้ก็ทำให้ชาวบ้านได้รับความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ตลาดขายของที่เสียหายทั้งทีวีตู้เย็น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ สินค้าปุ๋ยยา หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะเรือกสวนไร่นาที่ทำให้เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและรายได้ ฉุดให้จีดีพีของประเทศตกต่ำลงไปพอสมควร

ในอดีตยุควิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐกิจระดับบน ระดับกลางที่ล้ม และบางส่วนก็ล้มบนฟูก แต่เศรษฐกิจฐานล่างโดยเฉพาะภาคการเกษตรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ในวิกฤติครั้งนั้นก็ถือว่าแรงงานวัยหนุ่มสาวที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกจับสลากให้ออก ยังสามารถกลับบ้านไปทำนาทำไร่ เก็บผักตัดหญ้า พอประทังชีวิตไปได้ บางมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์บางท่านยังชื่นชมด้วยซ้ำว่า ชนชั้นรากหญ้าอาชีพเกษตรกรที่มีฐานอันแข็งแกร่งนอกเมืองออกไปนั้น เป็นผู้ค้ำยันประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้นมาอย่างภาคภูมิและแข็งแกร่งด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิงที่เกษตรกรฐานรากในปัจจุบันกลับอ่อนแอล้มตามๆ กันไปกับทุกภาคส่วน จากหนี้นอกระบบ จากการกู้ยืมเงินจากหน่วยงานหรือกองทุนต่างๆ ที่ให้กู้แต่กึ่งถูกบังคับให้ซื้อปุ๋ยยาฆ่าแมลงที่นำมาบริการหลังอนุมัติกู้ไปในทันที และอ่อนแอจากรายได้ที่ลดน้อยถอยลงกับราคาผลผลิตตกต่ำที่ได้พูดไปก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากของเกษตรกรที่ไม่มีรายได้จากที่อื่นใดมาสนับสนุนเลย

หรือวิกฤติครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะยื่นมือมาช่วยให้พี่น้องเกษตรกรรอดพ้น ก่อนที่จะไปไทยแลนด์ 4.0 ควรให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนของเกษตรกร เพื่อให้แข่งขันด้านราคากับนานาประเทศได้ ควรส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการผลิตดูแลบำรุงรักษา และแก้ปัญหาโรคแมลงแบบปลอดภัยไร้สารพิษ เพราะการใช้ปัจจัยการผลิตจากวัสดุที่หาได้ง่ายๆ ใกล้ตัวจากพืชสมุนไพร จุลินทรีย์ต่างๆ ในท้องถิ่นจะช่วยลดต้นทุนให้ต่ำกว่าการใช้สารเคมีปุ๋ยยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และแก้ปัญหาราคาผลผลิตภาคการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา มะละกอ มะนาว ฯลฯ

รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องการตลาด ส่งเสริมและเจรจาให้ห้างโมเดิร์นเทรดทั้งหลาย เพื่อซื้อผลผลิตของเกษตรกรตามฤดูกาล กระจายไปตามสาขาทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตให้ได้ยาวนานและได้มาตรฐานสากล โดยอาศัยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มักจะเก็บไว้แต่บนหิ้ง หรือไม่ก็ตกไปอยู่ในมือบริษัทที่ร่ำรวยใหญ่โตแต่เพียงกลุ่มเดียว ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆ เข้าไม่ถึง ช่วยบริหารกลไกราคา อย่าปล่อยให้ตกต่ำ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะประชาชนค่อนประเทศที่เป็นเกษตรกรขาดรายได้มาจุนเจือ ทำให้กำลังซื้อลดน้อยลงไปตามๆ กัน ทั้งผู้บริโภค พ่อค้า แม่ค้า และโยงไปถึงเศรษฐกิจระดับบนของประเทศ ส่งผลให้ในระดับมหภาคขับเคลื่อนไปได้ยาก

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ลดวิกฤติขาดแคลนน้ำระดับจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285331

807934531

แตกใบอ่อน : ลดวิกฤติขาดแคลนน้ำระดับจังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จริงๆ แล้วผมได้รับบทความชิ้นนี้จาก “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” หรือ สกว. มานานหลายสัปดาห์แล้ว โดยเนื้อหาก็ว่าด้วยความสำเร็จจากการวิจัยการพัฒนากระบวนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจดี แต่ด้วยความที่ช่วงที่ผ่านมา มัวแต่ยุ่งๆ จนทำให้ลืมไปเสียสนิทสัปดาห์นี้นึกขึ้นได้เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านเสียก่อนที่จะลืมไปนานกว่านี้ บทความของ สกว. ท่านว่าไว้อย่างนี้ครับ …

ปัจุบันมีหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต่างประสบกับปัญหาเรื่อง “น้ำ” ทรัพยากรหลัก ที่มนุษย์พึ่งพิงตั้งแต่ตื่นนอน กระทั้งเข้านอน และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจากปริมาณน้ำต้นทุน ที่มีจำกัดและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความแปรปรวนของทรัพยากรน้ำและอาจจะนำไปสู่ “สงครามน้ำ” ได้ในอนาคต การจัดการน้ำในอดีตที่ขาดข้อมูลในระดับ พื้นที่ ทำให้ยากในการแก้ปัญหาและวางแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการได้

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความเสี่ยงใหม่ และความ มั่นคงด้านน้ำของประเทศในอนาคต ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุนโครงการศูนย์วิจัยระบบการวางแผนจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความมั่นคงระดับจังหวัด โดยมี รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ

รศ.ดร.สุจริต ท่านบอกว่า ที่ผ่านประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัด ขณะที่จำนวนประชากรและพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป รวมถึงการเพิ่มผลผลิตของพืชอาหารและพืชพลังงาน ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

งานวิจัยการวางแผนจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความมั่นคงระดับจังหวัด ได้ใช้แนวคิดการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่และสร้างความมั่นคงด้านน้ำทั้งระดับชุมชนและจังหวัด โดยยึดหลัก “จากพื้นที่สู่นโยบาย” คำนึงถึงภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลและแผนงานจากพื้นที่ เพื่อให้ทิศทางในการบริหารสอดคล้องกัน และหาภาพของศักยภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำในรูปของการใช้น้ำให้เหมาะกับส่วนต่างระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน สามารถตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วม บนพื้นฐานการวิเคราะห์ประเมินปัจจัยสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ตลอดจนข้อมูลระดับการพยากรณ์ จำลองสถานการณ์ และข้อมูลปัจจัย สนับสนุนการจัดทำและประเมินวิเคราะห์แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในด้านต่างๆ ของชุมชนและจังหวัด

ผลงานวิจัยจากโครงการได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาล และคณะกรรมาธิการปฏิรูปเพื่อประกอบการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การจัดทำงบประมาณเชิงพื้นที่และมีการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ โดยกรมชลประทาน ได้มีการจัดทำ MOU การพัฒนาชุดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตตำบลตะพง นาตาขวัญ และบ้านแลง จังหวัดระยอง ร่วมกับทั้ง 3 อบต. และ อบจ.ระยอง เพื่อใช้ในการเกษตรและการอุปโภค สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ประโยชน์ จากน้ำชลประทานถึง 2,500 ไร่

รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. ชี้ว่า จุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำระดับชุมชนสู่ระดับจังหวัด ด้วยวิธีการจัดกระบวนการทำงานที่มีการพัฒนาศักยภาพคน โดยใช้ข้อมูลพื้นที่หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วย เพื่อให้เกิดการประสาน ทำความเข้าใจจัดทำกติกา และหาระบบที่รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงหรือความเสี่ยงในอนาคตได้ในระดับชุมชน-จังหวัด ผลที่ได้รับจากงานวิจัยมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาประเทศในอนาคต งานวิจัยได้พัฒนากระบวนการวางแผนน้ำที่เชื่อมโยงกับการวางแผนพัฒนาจังหวัด และพัฒนาเครื่องมือการวางแผนจัดการน้ำ ตลอดจนการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาน้ำภายในพื้นที่นำร่อง ช่วยยกระดับความเข้าใจในการจัดการน้ำให้กับชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด รวมถึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการจัดทำข้อตกลงข้ามหน่วยงาน การกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการจัดการทรัพยากรน้ำและประสานงานกับ อปท. ในร่าง พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ และการจัดทำพระราชบัญญัติจัดทำงบประมาณเชิงพื้นที่ต่อไป

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284134

807934531

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยตอนนี้เราอยู่ตรงไหน คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่หลายท่านอยากรู้!!! เพราะโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐกำลังเร่งให้ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” นั้น เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น ไม่ว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังช่วงต่อขยาย โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เฟส 3 โครงการขยายสนามบินดอนเมือง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โครงการเรือจุกเสม็ดรองรับเรือสำราญและเรือเฟอร์รี่ที่จะเชื่อมโยงภาคตะวันออกไปยังหัวหิน-ชะอำ โครงการสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และอื่นๆ อีกมากมาย

จากคำถามข้างบน ก็อยากจะตอบว่าเรายังย่ำอยู่ “ที่เดิม”

โดยมองหรือสังเกตจากภาวะเศรษฐกิจสังคมรอบๆ ตัวเราในปัจจุบัน ที่ถึงแม้สินค้าเกษตรจะราคาตกต่ำ แต่ก็ยังไม่มีคนซื้อ (ถามพ่อค้าแม่ค้าที่รับผลิตผลจากเกษตรกรมาส่งตลาดไทได้ครับ) สินค้าตามห้างสรรพสินค้าที่มีแต่คนเดินชม แต่ไม่ซื้อ หรือจะดูจากการเติบโตของ GDP ที่โตเพียง 1-2% กว่าๆ มาหลายปี ก็ถือว่าต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว ดังนั้นถ้าจะให้สรุปกันง่ายๆ ประเทศไทยยังคงต้องฝ่าฟันต่ออีก 5-10 ปี เพราะในยามนี้เรายังก้าวไม่พ้นกับดักความยากจน หรือกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (รายได้ต่อคนของประชากรอยู่ที่ 23,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เราก็ยังมีความหวังว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะไปถึงเส้นชัย

สำหรับอาชีพต่างๆ ในอนาคตอาจจะมีการ “เปลี่ยนแปลง” ต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งคาดว่ามีหลายอาชีพอาจจะ
ล้มหายตายจากในระยะเวลาอันสั้น การเพาะปลูก การค้าขายสินค้าทั่วไปหรือสินค้าเกษตรแบบเดิมๆ (ไม่แปรรูป ไม่เพิ่มมูลค่า ไม่มีเว็บไซต์ ไม่ใช้เฟซบุ๊คช่วยทำตลาด) การดำรงชีวิตแบบเดิมๆ จะพลาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงทรัพยากร และมีสิทธิ์ตกขบวนรถไฟสาย 4.0 แน่นอน

การเชื่อมโยงของโลกจะเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วโดยอินเตอร์เนต และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ การกระจายตัวของเมือง ความเจริญมั่งคั่งจะออกจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น โลกแห่งดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่ การแลกเปลี่ยนด้วยธนบัตรเงินตราจะค่อยถูกยกเลิก การเกษตรจะเน้นแปลงที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ การดูแลโรคแมลงศัตรูพืชจะมีการใช้ “โดรน” สำรวจตรวจสอบแทนมนุษย์ สามารถเตือนและเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ 24 ชั่วโมง ช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ทันท่วงที

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ยังไม่นับรวมความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง “โลกร้อน” ที่ไม่นานมานี้มีข่าวแผ่นน้ำแข็งใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกขนาด 50 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ที่ขั้วโลกใต้ กำลังแตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกา โดยยังเหลือผืนน้ำแข็งส่วนที่ยังเชื่อมต่ออยู่เพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น เรื่องนี้บ่งบอกถึงอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงและเลวร้าย  ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการผลิตภาคการเกษตรเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม (เอลนีโญ-ลานีญา) โรคแมลงศัตรูพืชที่ระบาดรุนแรง เช่น ช่วงปี 2552-2554 เกิดระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไปทั่วประเทศ อุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงเพียง 1-2 องศา ล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกท่านควรเอาใจใส่ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

การให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องลดการใช้สารพิษในภาคการเกษตรที่ดูจะเชื่องช้า จากหน่วยงานที่กำกับดูแล โดยสังเกตจากตัวเลขการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่ในแต่ละปียังคงสูงเป็นหลักหมื่นถึงสองหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐบาลของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ส่งเสริมให้เดินตามแนวทางเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการเกษตรปลอดภัยไร้สารพิษออกมาอย่างมากมาย แต่ล่าสุดรายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรปี 2559 ก็ยังมียอดการนำเข้าอยู่ที่ 20,577,925,471.87 บาท ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่าง
จากปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ปัญหาหรือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนและพี่น้องเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในโลกอนาคตนั้น ผู้คนต้องการสิ่งที่เรียกว่าสะอาดปราศจากมลพิษและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี พลังงานสะอาด การโฆษณาค้าขายออนไลน์ อินเตอร์เนต การชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้ธนบัตร กิจกรรมที่ก่อให้เกิดโลกร้อน คาร์บอนเครดิต ความคุ้มค่าของการใช้น้ำ เป็นต้น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ต้องตระหนักได้ว่า “เรายืนอยู่ตรงไหน?” และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ ยังไม่เข้าใจ “จะทำอย่างไร” เป็นโจทย์ที่น่ากลุ้มใจ น่ากังวลไม่น้อย โดยเฉพาะ “รัฐบาล”

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : เสือข้ามห้วย-เสือลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282841

807934531

แตกใบอ่อน : เสือข้ามห้วย-เสือลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใดกับข่าวการถูกเด้งออกจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯของ “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ”ไปนั่งตบยุงอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเพราะความจริงก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะอยู่แล้วว่าแกจะถูกเขี่ยออกจากเก้าอี้ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะตั้งแต่เมื่อคราวโยกย้ายเมื่อปลายปีก่อนแล้วที่มีข่าวลักษณะนี้หลุดออกมา

ส่วนสาเหตุก็อย่างที่ทราบกันตั้งแต่ปีมะโว้ คือ ปลัดกับรัฐมนตรีทำงานไม่เข้าขากัน โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีนายใหญ่กระทรวงเกษตรฯ มองว่า ปลัดธีรภัทรทำงานไม่เข้าเป้า ผลงานไม่เข้าตาเพราะสั่งงานใครไม่ได้ ลูกน้องไม่เชื่อฟังซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปลัดธีรภัทรแกไม่ใช่ “ลูกหม้อ” ของกระทรวงเกษตรฯ แต่เป็นที่รัฐมนตรีฉัตรชัยนี่แหละที่ไปลากแกมาจากเก้าอี้ “อธิบดีกรมป่าไม้”

การเป็นเสือ “ข้ามห้วย” มากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่ก่อปัญหาให้กับปลัดธีรภัทร เพราะอย่างแรก กระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงที่ค่อนข้างใหญ่ มีขอบเขตภารกิจที่ค่อนข้างกว้างขวาง และที่สำคัญ คือ “ขาใหญ่” ค่อนข้างเยอะ

ดังนั้นการที่อยู่ๆ ไปเอาคนจากข้างนอกที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจหรืออาจจะเรียกได้ว่ายังมีความ “อาวุโส” และ “บารมี” ไม่มากพอมาทำงานแบบปลัดธีรภัทร พอมาเจออธิบดีหรือข้าราชการระดับเขี้ยวลากดินหน่อย คุณธีรภัทรเองก็แทบจะกลายเป็นง่อย สั่งงานใครไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นพอรัฐมนตรีมอบหมายงานอะไรลงมา ก็กลายเป็นงานไม่เดินไปเสียอย่างนั้น

ในขณะที่เนื้องานของกระทรวงเกษตรฯเอง ยิ่งนับวันก็ยิ่งต้องอาศัยกระบวนการขับเคลื่อนเชิงรุกมากขึ้นไปเรื่อยๆ และมีภารกิจสำคัญให้ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อเกิดช่องว่างระหว่างปลัดกับผู้บริหารคนอื่นๆ และปลัดกับรัฐมนตรี สุดท้ายปลัดธีรภัทรก็เลยต้องตายอย่างเขียด

จาก “เสือข้ามห้วย” ก็ต้องกลายเป็น “เสือลำบาก” เป็นผู้รับบาป-รับกรรมไปคนเดียว

สิ่งที่ต้องจับตากันต่อหลังจากนี้ คือ แล้วใครที่จะได้ขึ้นมาเป็นปลัดคนต่อไปซึ่งตามข่าวที่ออกมาก็มีรายชื่อ “แคนดินเดต”อยู่แค่เพียง 2 คน คือ รองปลัดฯ“เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” กับ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร “สมชาย ชาญณรงค์กุล”

2 คนนี้จะว่าไปก็มีชื่อเป็นแคนดิเดตมานานตั้งแต่มีข่าวปลดปลัดธีรภัทรในช่วงแรกๆ เพราะได้ทั้งความอาวุโส ความสามารถด้านบริหาร รวมทั้งเป็นคนของกระทรวงเกษตรฯ จึงทำให้ได้ใจคนในองค์กรมากทั้งคู่ โดยแต่เดิมชื่อที่มาแรงเป็นพิเศษ คือ รองปลัดเลิศวิโรจน์ เพราะมีข่าวว่าแกทำงานถูกอกถูกใจและ “เข้าตา” ท่านนายกฯ“ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อย่างหนัก จนถูกหยิบยกไปพูดถึงบ่อยครั้ง เช่น ผลงานเรื่องแผนการทำเกษตรเหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ (Agri Map) นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับสายทหาร โดยจุดอ่อนเดียวที่มีก็น่าจะมีเพียงเรื่องความเชี่ยวชาญสายงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ เนื่องจากรองปลัดเลิศวิโรจน์ เป็นสายตรงทำงานอยู่ใน “กรมชลประทาน” เป็นหลัก กระทั่งได้ขึ้นเป็นอธิบดีจนครบวาระ 4 ปีถึงได้ย้ายออกมาเป็นรองปลัดฯ

ขณะที่ อธิบดีสมชาย แม้แต่เดิมจะมีภาษีน้อยกว่า แต่ระยะหลังถือว่ามาแรง เพราะเป็น “คีย์แมน” สำคัญที่คอยขับเคลื่อน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ และสำคัญไม่แพ้งาน “เกษตรแปลงใหญ่” เลยทีเดียว ซึ่งอธิบดีสมชายก็สามารถทำได้ค่อนข้างเข้าตารัฐมนตรี นอกจากนี้หากจะดูเรื่องความกว้างขวางในเนื้องานของกระทรวงเกษตรฯ ตัวของอธิบดีสมชายก็ต้องถือว่าครบเครื่องไม่เบา เพราะเคยผ่านงานทั้งรองปลัดกระทรวงฯ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก่อนจะมานั่งในเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ดังนั้นถ้าเป็นมวย สำหรับ 2 คนนี้ก็ต้องถือว่าเป็นมวยถูกคู่ แต่สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าใครจะเฉือนใคร หรือจะมี“ตาอยู่” โผล่มาจากไหนอีกหรือไม่ คงไม่นานก็น่าจะได้รู้กัน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ตีตรวนประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281573

807934531

แตกใบอ่อน : ตีตรวนประมง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) ที่เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าการดำเนินการเพื่อแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม หรือ “ไอยูยู” ของประเทศไทย จะเพิ่งเดินทางกลับกันไปได้ไม่นานเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เข้าใจว่ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯเหมือนจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าท้ายที่สุดปีนี้ ประเทศไทยก็คงไม่แคล้วต้องถูกอียูคงสถานะ “ใบเหลือง” เหมือนเดิมต่อไป โดยยังไม่มีการประกาศลดหรือเพิ่มอันดับจากเดิม

เบื้องต้น “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เปรยๆ ออกมาว่า แม้การเดินทางมาติดตามการแก้ปัญหาของไทยครั้งนี้ เจ้าหน้าที่อียูจะเห็นว่าเรามีการแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดไป คือ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือของเรายังไม่มีความชำนาญมากพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวแปรสำคัญหนึ่งของการแก้ปัญหาไอยูยู ดังนั้น หลังจากนี้จึงอาจต้องมีการหารือกับอียูเรื่องการส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกให้กับเจ้าหน้าที่ไทยต่อไป

ดังนั้นนาทีนี้จึงอาจต้องเตรียมใจกันไว้ล่วงหน้าว่า ประเทศไทยจะยังคงถูก “ตีตรวน” จากปัญหาไอยูยูต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งอีกไม่นานเราก็คงได้ทราบผลจาก “อียู” กันอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสาละวนจากการวิ่งตามแก้ปัญหาเพื่อปลดตัวเองให้พ้น “ใบเหลือง” ของอียูในครั้งนี้ ก็ยังมีอีกปัญหาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และควรเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องให้น้ำหนักความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เสียด้วยซ้ำ นั่นคือผล
กระทบจากการประกาศใช้ “พ.ร.ก.ประมง” ที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรา 34 ที่มีการกำหนดเขตประมงชายฝั่งทะเลให้ประมงพื้นบ้านสามารถออกเรือไปจับสัตว์ทะเลได้ระยะไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างหนักกับชาวประมงไทย

ถามว่ากระทบยังไง ก็เพราะในบรรดาเรือประมงในบ้านเราส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นเรือประมงขนาดเล็กหรือประมงพื้นบ้านของชาวบ้านที่อยู่ตามแนวชายฝั่ง ไม่ได้เป็นเรือขนาดใหญ่โตเหมือนอย่างที่เห็นในหนังกัน ซึ่งการ “บีบ” ให้ชาวบ้านออกเรือได้ไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ก็เท่ากับเป็นการจำกัดพื้นที่ทำกิน ผลที่ตามมาก็ลองนึกภาพดูว่า การให้ชาวประมงพื้นบ้านที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นลำตลอดแนวชายฝั่งของประเทศออกมาแย่งทรัพยากรกันในพื้นที่จำกัดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชาวบ้านจะหากินกันพอไหม ทรัพยากรจะทรุดโทรมลงไปขนาดไหน

ที่สำคัญเรือเหล่านี้ก็เป็นเรือประมงชาวบ้านธรรมดาซึ่งไม่มีทะเบียน ดังนั้น หากชาวบ้านนำเรือออกจับปลา ก็ยังเสี่ยงต่อการทำผิดในเรื่องการห้ามเรือไร้สัญชาติทำการประมงตามมาอีกข้อ กลายเป็นความซวยซ้ำซ้อนที่รัฐประเคนให้กับชาวบ้านไป

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐกลับทำเสมือนหนึ่งอุ้มชูเรือประมงขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดให้สามารถเข้าทำประมงในพื้นที่อยู่ห่างออกไปไกลเกินกว่า 3 ไมล์ทะเลขึ้นไปได้ โดยไม่อินังขังขอบเรื่องการควบคุมการทำประมงแบบ “ล้างผลาญ”
ของเรืออวนลาก เรือปั่นไฟจับปลากระตัก ที่เป็นปัญหากัดกร่อนทำลายทรัพยากรทางทะเลมาช้านาน

กรมประมงและกระทรวงเกษตรฯ อย่ามาอ้างเด็ดขาดถึงออกกฎการเปลี่ยนตาข่ายอวดจับปลาของเรือประมงพาณิชย์ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้จาก 0.4 ซม. มาเป็นขนาด 4 ซม. เพราะลำพังมาตรการแค่นี้คงไม่พอ เนื่องจาก “ฆาตกรตัวจริง” ยังลอยอยู่กลางทะเล โดยเฉพาะเรือปั่นไฟปลากะตักที่เป็นตัวการสำคัญในการจับปลาเล็กปลาน้อย ปลาที่ยังโตไม่เต็มวัย บางทีวันดีคืนดี ไอ้เรือใหญ่เหล่านี้ก็ลอบเข้ามาในเขตต่ำกว่า 3 ไมล์ทะเล มาล้างผลาญแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านซ้ำขึ้นไปอีก เรื่องแบบนี้รัฐกลับไม่ยอมหือ ไม่ยอมอือ ปล่อยให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบบนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน

อย่ามาแก้ตัวนะครับว่า กระทรวงเกษตรฯ กรมประมง ไม่รู้เรื่องและไม่ได้ปล่อยปละละเลยปัญหา เพราะในความจริงที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่มีนายกฯเป็นประธาน ก็เคยเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรา 34 นี้มาแล้ว แต่จนแล้วจนรอด พ.ร.ก.ประมง ฉบับใหม่ที่เพิ่งเข็นออกมาก็ยังคงมาตรานี้ไว้อยู่

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมทุกวันนี้ถึงยังมีชาวบ้านชาวประมงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่อย่างไม่ยอมหยุด สาเหตุก็เป็นเพราะรัฐนั่นแหละที่ไม่เคยเห็นหัวชาวบ้าน และก็เพราะพฤติกรรมเช่นนี้แหละ ถึงทำให้แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมชาวบ้านเขาถึงเกลียดรัฐกันนักหนา

นี่ยังไม่นับรวมกับเรื่องกินสินบาท คาดสินบนนะครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : เรื่องดีๆไม่รีบทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280330

807934531

แตกใบอ่อน : เรื่องดีๆไม่รีบทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าครับว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งเวลาที่พูดถึงวิกฤติพลังงานในบ้านเราทีไร ทั้งรัฐบาลกระทรวงพลังงาน หรือแม้แต่การไฟฟ้า ก็มักจะมาบ่นๆๆ ให้ประชาชนคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ฟังอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อนาคตวิกฤติพลังงานในบ้านเราน่าเป็นห่วงสักแค่ไหน ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ รวมถึงค่าไฟฟ้า จะพุ่งขึ้นไปสูงยังไง ก่อนจะตบตูดต่อท้ายบอกให้เราทุกคนช่วยกันประหยัด

แต่พอจะมีใครสังเกตบ้างหรือเปล่าครับว่า ประโยคคำพูดเหล่านี้ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีๆ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม เมื่อก่อนเคยถาม เคยบ่น กันยังไงเดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้น

สถานการณ์ที่ผ่านมา มันเหมือนกับว่า ทั้งรัฐ ทั้งเรา ต่างคนต่างรู้ถึงปัญหาดี แต่ก็ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมอะไรกันสักอย่าง โดยเฉพาะในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลก็ร้อบแบะๆ กันมาตลอด “พลังงานทางเลือก” บ้านเรามันถึงไม่โตกันเสียที

แล้วก็ไม่ใช่แค่ไม่โตกันเปล่าๆ ทุกวันนี้ยังต้องมานั่งเถียง นั่งสู้กันอีกกับ“โรงไฟฟ้าถ่านหิน” จนผมเองก็อดสงสัยและแอบคิดในใจว่า รัฐาลในบ้านเราเขามีอะไรซ่อนไว้อยู่ข้างหลังกันบ้างหรือเปล่าเพราะไม่เห็นจะยอมสนับสนุนพลังงานทางเลือกกันจริงๆ จังๆ เสียที

ไม่ต้องดูที่ไหนไกลครับ เอาแค่เรื่อง “โซลาร์รูฟท็อป” หรือระบบเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าบนหลังคา ถ้าดูกันดีๆ ก็จะเห็นว่า คนที่กุมนโยบายเรื่องนี้ในบ้านเรามีอาการอิดๆ ออดๆ กันขนาดไหนกับการสนับสนุนเรื่องนี้ ทั้งที่ชาวบ้านและใครๆ ต่อใครก็พากันออกมาร้องแรกแหกกระเชอให้รัฐช่วยสนับสนุนเรื่องนี้กันให้เต็มสูบ เพราะมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และมีความเหมาะสมจริงๆ กับสภาพอากาศอย่างบ้านเราที่ร้อนจนแดดเผากันเปรี้ยงๆๆอยู่แทบทุกวี่ทุกวันขณะที่ต้นทุนราคาอุปกรณ์ติดตั้ง ก็ยิ่งมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์หรือคุ้มทุนได้มากขึ้นเร็วขึ้น

ดังนั้นจึงทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วแบบนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราจะไปมัวกลัวอะไรอยู่

ยิ่งถ้ารัฐบาลออกมาประกาศปาวๆๆว่า จะเข็นประเทศไทยให้เป็น “Thailand 4.0” จะผลงานวิจัย นวัตกรรม และการคิดค้นเทคโนโลยี นำพาบ้านเมืองให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน 20 ปี ก็ยิ่งต้องบอกว่า รัฐบาลต้องรีบตื่นลืมตาขึ้นมาลงมือปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงๆ ได้แล้ว เพราะถ้ามัวแต่นั่งนึก นอนฝัน เอาแต่พูดอยู่อย่างนี้ก็ไร้ประโยชน์ครับ

ดูอย่างประเทศอินเดียโน่นสิ พัฒนาพลังงานทางเลือกเสียจนสามารถสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระดับโลกไปแล้ว

ที่วันนี้ผมต้องมาเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรนะครับ มันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็มัวแต่มะงุมมะงาหราคิดอะไรทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ดึงเกมกันไปดึงเกมกันมา เหมือนมองไม่เห็นปัญหา ทีจะซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน รถถัง นี่ไวจัง…3 ปีมานี่ ล่อเข้าไปกี่หมื่นล้านแล้ว ได้นับบ้างหรือเปล่า

แต่พอมาถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งถ้าจะให้พูดแบบกำปั้นทุบดินก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้มันก็เรื่องความมั่นคงของคนไทยเหมือนกัน กลับเหมือนแกล้งโยนให้ชาวบ้านมานั่งเถียงกับการไฟฟ้า เถียงกับกระทรวงพลังงานอยู่นั่นแหละว่าจะเอา-ไม่เอา “ถ่านหิน” ทั้งที่ก็รู้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า จริงๆ บ้านเรายังมีพลังงานทางเลือกอะไรอีกบ้างที่ทำได้

อยากจะโปร อยากจะศึกษา “ถ่านหิน” ก็ศึกษาไปสิครับ ทำไปเลย และทำให้รู้แน่ว่าไอ้ที่จะไปสร้างที่แถบ “อันดามัน” หรือที่อื่นๆ น่ะมันดีจริงหรือเปล่า มันได้ความคุ้มค่ามากกว่าที่จะเสียไปหรือเปล่า

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดประตู“ทางเลือก” อื่นๆ ให้กับประชาชนเขาด้วย

อย่าคิดเอาแต่จูงจมูกหรือชี้นิ้วสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน เหมือนคนไทยไม่มีสมองอย่างเด็ดขาด

เรื่องดีๆ ไม่รีบทำ ระวังเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะคิดบ้างว่า ที่หวงก้างกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะกลัวค่าไฟถูกแล้วผลประโยชน์ของใครมันจะหายไปนะครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : เหล้าเก่าในขวดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279177

807934531

แตกใบอ่อน : เหล้าเก่าในขวดใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถ้าไม่นับข่าวใหญ่อย่างการจำใจงัด “มาตรา 44” มาแก้ปัญหาผลกระทบจากการออก “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว” ของรัฐบาล ก็ต้องยกข่าว ครม.อนุมัติงบฯก้อนโต 2.28 หมื่นล้าน ให้กระทรวงเกษตรฯ เอาไปดำเนินโครงการ “9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือว่าเป็นงบฯก้อนโตเสียจนเงิน 1.5พันล้านที่ ครม.อนุมัติในวันเดียวกัน เพื่อเอาไปใช้ในการอุดหนุนสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ให้คนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 14.12 ล้านคน แทบจะกลายเป็นเศษเงินไปในพริบตา

ถามว่าโครงการนี้มีดีตรงไหน?

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แกบอกว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการแจกเงินให้กับเกษตรกรเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการนำเงินลงไปเป็นทุนต่อยอดเพื่อให้เกษตรกรรู้จักเรียนรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่ง แห่งละ 2.5 ล้านบาท รวม 2.28 หมื่นล้านบาท

โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้ประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5-6 ล้านคน

ส่วนเงื่อนไขคร่าวๆ ที่จะได้รับเงิน คือ แต่ละชุมชนต้องรวบรวมสมาชิกประมาณ 500 คน แล้วเสนอโครงการซึ่งเป็นกิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) ด้านประมง และอื่นๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งต้องมีการจ้างแรงงานร้อยละ 50 ในพื้นที่โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง โดยหลังจากครม.อนุมัติ จะสามารถขับเคลื่อนงานทันทีและชุมชนจะได้รับเงินไม่เกิน 15 กรกฎาคมนี้

เท่าที่ฟังรัฐมนตรีเล่ามาคร่าวๆ ถึงบรรทัดนี้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าหลักการของโครงการนี้ก็คล้ายๆ กับ “โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง” หรือโครกงาร “ตำบลละล้าน” ที่กระทรวงเกษตรฯโดย “กรมส่งเสริมการเกษตร” สมัยมีอธิบดีชื่อ “โอฬาร พิทักษ์” และมีรัฐมนตรีชื่อ “ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา” เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อคราวเกิดปัญหาภัยแล้งปี 2558 ซึ่งการดำเนินการครั้งนั้นได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว เพราะเป็นโครงการที่ชุมชนเสนอขึ้นมาเอง ทำให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดมากกว่าการให้ภาครัฐคิดแล้วโยนไปให้เกษตรกรทำ ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาได้บางพื้นที่เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ผมมองว่าเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ที่ทำให้โครงการ “ตำบลละล้าน” ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คือ การดึงองคาพยพต่างๆ จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กองทัพ กระทรวงมหาดไทย และโดยเฉพาะกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ที่ส่งทั้งเจ้าหน้าที่และครูบัญชีอาสาลงพื้นที่ไปช่วยชุมชนดูแลการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายเงินของโครงการ จนแทบพูดได้ว่าเป็นโครงการที่ปลอดจากการทุจริตมากที่สุดโครงการหนึ่ง

มะลิลา

ผมยังไม่ทราบว่าในการดำเนินโครงการ 9101 ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้วาง
“โมเดล” ไว้อย่างไรบ้าง แต่ด้วยความที่มีเม็ดเงินค่อนข้างมหาศาล จึงอยากฝากเอาไว้ให้ช่วยคิดต่อเผื่อให้การทำงานเกิดความรัดกุม มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง