แตกใบอ่อน : ทำไมชาวนาไม่ลดทำนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/264010

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าครับว่า ทำไมเข้าหน้าแล้งทีไร รัฐต้องมาออกประกาศขอให้ชาวนาลดการปลูกข้าวนาปรังกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นประจำทุกปี ขณะที่ฝ่ายชาวนาก็เดินสวนทางลุย “วัดดวง”ปลูกข้าวนาปรังกันทุกปี ทั้งที่ทุกคนน่าจะทราบกันดีถึง “ความเสี่ยง” จากการต้องเผชิญกับปัญหาน้ำไม่พอใช้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากชาวนา “รั้น” หรือการแก้ปัญหาของรัฐยัง “เกาไม่ถูกที่คัน”จึงทำให้ต้องเกิดวัฏจักรวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันทุกปีอยู่อย่างนี้

พอดีเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความของ คุณอารีวรรณคูสันเทียะ นักวิจัยจากมูลนิธิชีวิตไท หรือ “โลโคลแอค” ซึ่งเป็นการเปิดเผยรายงานผลการศึกษาเรื่อง “ศักยภาพชาวนาในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” เห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจ และตอบข้อสงสัยข้างต้นได้ค่อนข้างดี ควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะลองหยิบจับมาศึกษาดู เผื่อจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

โดย คุณอารีวรรณ บอกว่า เหตุผลหลักที่ชาวนาภาคกลางไม่ลดพื้นที่ทำนาปรัง เพราะมีปัญหาเรื่องนาเช่า ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่สูง นอกจากนี้ยังชี้ด้วยว่า มาตรการช่วยเหลือชาวนาของรัฐยังไม่ตอบโจทย์ แต่จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาชาวนาให้หนักขึ้น เสนอว่าภาครัฐควรปรับมาตรการช่วยเหลือชาวนาโดยแก้ที่ต้นเหตุ คือ ความเปราะบางในเศรษฐกิจครอบครัวชาวนา ควรตรวจสอบความต้องการของชาวนาระดับพื้นที่ก่อนกำหนดนโยบายเฉพาะจุดและควรสร้างแรงจูงใจให้ชาวนามีทางเลือกมากขึ้น สนับสนุนการทำเกษตรรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำนา หรือความเสี่ยงจากการทำเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้ ชาวนากว่า 3.7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ แม้จะเป็นผู้ผลิตข้าวสร้างรายได้จาการส่งออกข้าวมากถึงปีละ 80,000-100,000ล้านบาท แต่ชาวนาส่วนใหญ่กลับมีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี มีรายได้เฉลี่ยเพียง 271 บาท ต่อไร่ ต่ำสุดเมื่อเทียบกับเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่น งานศึกษาพบว่าใน จ.ชัยนาท และราชบุรี ชาวนายังคงต้องทำนา แม้จะมีอายุสูงถึง 77 ปี และ 80 ปี โดยส่วนใหญ่จบการศึกษาแค่ชั้นประถม มีร้อยละ 5 เท่านั้น ที่จบการศึกษาปริญญาตรี และยิ่งทำการผลิตเข้มข้นด้วยสารเคมีมาก ก็จะยิ่งมีหนี้สินมาก โดยชาวนา จ.ชัยนาท ที่มีการทำนาแบบเข้มข้นมีหนี้สินเฉลี่ย 489,591 บาท ต่อครอบครัว ขณะที่ชาวนาราชบุรี ที่ทำนาเข้มข้นน้อยกว่า มีหนี้สินเฉลี่ย 225,979 บาท ต่อครอบครัว

นอกจากนี้ งานศึกษายังพบด้วยว่า ชาวนาภาคกลางใน จ.ราชบุรี ร้อยละ 82 มีที่ดินทำกินไม่เกินครอบครัวละ 5 ไร่ ส่วนใน จ.ชัยนาท ร้อยละ 29 ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และร้อยละ 40 ต้องเช่าที่นาคนอื่นทำนา โดยพบว่าต้นทุนค่าเช่านา คือสัดส่วนที่สูงที่สุดของต้นทุนทำนาทั้งหมด คือร้อยละ 23จากต้นทุนทำนาเฉลี่ย 4,812 บาท ต่อไร่ ในขณะที่พบด้วยว่า ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของชาวนาภาคกลางปัจจุบันสูงขึ้นจากเดิมมากโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และภาระส่งลูกเรียนระดับปริญญาตรี ซึ่งสูงเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายครอบครัวชาวนาทั้งหมด โดยชาวนาชัยนาทมีค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยเดือนละ 16,546 บาท ส่วนชาวนาราชบุรีมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 11,600 บาท

ปัญหานาเช่า ภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว และภาระหนี้สิน จึงเป็น 3 เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวนาภาคกลางยังเดินหน้าทำนาต่อไป ไม่ใช่ชาวนาไม่ต้องการปรับตัว ที่ผ่านมาชาวนาพยายามปรับตัวตามนโยบายรัฐมาโดยตลอด แต่ด้วยเงื่อนไขความเปราะบางของเศรษฐกิจในครอบครัว ทำให้ชาวนาภาคกลางต้องทำนาอย่างต่อเนื่องเพื่อหมุนหนี้ และไม่สามารถปรับตัวตามนโยบายงดทำนาปรังของรัฐได้

ทั้งนี้งานศึกษาของโลโคลแอคมีข้อเสนอด้วยว่า รัฐบาลควรแก้ปัญหาชาวนาให้ตรงจุด ด้วยการลดภาวะข้อจำกัดความเปราะบางในเศรษฐกิจของครอบครัวชาวนา ทั้งในเรื่องปัญหานาเช่า ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในครอบครัว ไม่เช่นนั้นมาตรการช่วยเหลือชาวนาด้านต่างๆ ของรัฐอาจไม่บรรลุผล หรืออาจซ้ำเติมปัญหาชาวนาให้หนักขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ ดังเช่น มาตรการงดปล่อยน้ำทำนาปรัง ที่อาจทำให้ชาวนาที่แบกภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่สูงไม่มีทางออกให้กับครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเครียดและเพื่อที่จะแก้ปัญหาชาวนาได้อย่างตรงจุดแบบไม่เหมารวม ภาครัฐควรตรวจสอบความต้องการของชาวนาในระดับพื้นที่ ควรหาแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้ชาวนามีทางเลือกที่มากขึ้น สนับสนุนการตัดสินใจในการทำการเกษตรหลากหลายรูปแบบ ที่จะมีรายได้จากหลายทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำนาเพียงอย่างเดียว หรือทำเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

แตกใบอ่อน : ต้องปรับตัวหรือไม่ ให้ทันเกษตร 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261698

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

โลกเราหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ ตาย เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี สลับสับเปลี่ยนกันไปตามห้วงเวลาของแต่ละสถานการณ์ แล้วมนุษย์ตัวเล็กๆทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้จะต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร จำเป็นไหมที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วยหรือไม่???

ประเทศไทยในยามนี้ถือว่าสภาพแวดล้อมต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวจากเดิม โดยเฉพาะด้านอาชีพทางการเกษตรที่เริ่มมาตั้งแต่เกษตรกรรมหรือยุค 1.0 ที่ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก เช่น ไม้สัก ยางพารา ข้าว ฯลฯ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นยุคอุตสาหกรรมเบา หรือยุค 2.0 ที่ใช้เครื่องจักรเข้ามาใช้ในการทุ่มแรงงานคน ช่วยในการผลิตสิ่งทอ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ และค่อยๆก้าวมาอีกขั้นที่เรียกว่าอุตสาหกรรมหนัก หรือยุค 3.0 ที่ผลิตเครื่องยนต์กลไกต่างๆ เช่น รถยนต์ เหล็กกล้า อิเล็คทรอนิกส์โรงกลั่นน้ำมัน ฯลฯ ทำให้ประเทศไทยเราอยู่กับยุคนี้มามากกว่า 20 ปี จนเห็นได้ว่าตัวเลข GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเริ่มมีความถดถอยเพราะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีความสามารถในการผลิตและแข่งขันกับเราได้ ด้วยค่าแรงที่ต่ำกว่า!!!

นโยบายนี้พยายามที่จะให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมได้ก้าวไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าด้านการค้าขาย ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนับแต่นี้ไป ซึ่งจะนำไปสู่วิสัยทัศน์แห่งอนาคตก็คือ เปลี่ยนจาก 1. การเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) 2. เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง 3. เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services 4. เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

ดังนั้นประชาชนคนไทย จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงปรับตัวพัฒนาสาขาอาชีพให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และเรียนรู้การตลาดแบบดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อสร้างความแตกต่าง เช่น การผลิตพืชผักปลอดสารพิษเกษตรอินทรีย์ทดแทนข้าว หรือพืชผักที่ปลูกด้วยสารเคมี การแปรรูปน้ำผัก ผลไม้เพื่อสุขภาพ แทนที่การขายวัตถุดิบแบบเดิมๆ ที่มีราคาต่ำ ซึ่งหากไม่มีเปลี่ยนแปลงพัฒนาในอนาคตก็จะสู้กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มCLMV และที่สำคัญจะต้องศึกษาหาตลาดตามโซเชียลเนตเวิร์กต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าจากผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้ซื้อ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น จีพีเอส ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัด อุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพดิน และโดรน เพื่อการฉีดพ่นปุ๋ย ยาต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว ในการผลิตและช่วยบูรณาการให้แก่สาขาอาชีพที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สามารถโทร.มาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ หมายเลข 0-2986-1680-2

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ปัญหาขยะจะช้าไม่ได้ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260511

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ขออนุญาตคุยต่อจากสัปดาห์ที่แล้วถึงปัญหา “ภัยเงียบ” จากขยะ

ดังที่ทราบกันว่า รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมาต่างรู้ดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความย่ำแย่ของสถานการณ์ขยะในบ้านเรา แต่ทุกอย่างก็ถูกปล่อยทิ้งให้ “หมักหมม” เอาไว้ไม่ผิดกับปัญหาขยะที่เกิดขึ้น

จะปู จะแม้ว จะมาร์ค จะใครก็ตามที่ผ่านมา แทบไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนหรือเห็นใครที่จะมาสนใจกับปัญหาขยะอย่างจริงๆ จังๆ สักราย เต็มที่ก็ได้แต่พูดๆๆๆสร้างภาพเอาคะแนนกันและก็หันหลังเปิดตูดไป จนมาถึงสมัย “ลุงตู่” นี่แหละที่เริ่มมีการขยับกันอย่างเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

พูดแบบนี้ไม่ได้ “อวย” นายกฯหรือรัฐบาลทหารนะครับ อะไรดีก็ต้องว่าดี อะไรไม่ดีก็ต้องว่าไม่ดี

จำได้ว่าหลังการยึดอำนาจ หนึ่งในบรรดานโยบายแรกๆที่ คสช. ปล่อยออกมาก็คือ เรื่องการจัดการปัญหาขยะ ซึ่งไม่เพียงแต่จะยกระดับปัญหาให้เป็นถึง“วาระแห่งชาติ” ที่หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อน รัฐบาลยังได้ประกาศ “โรดแมป” การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งมีภารกิจโดยสรุป 4 ข้อ คือ 1.การเร่งจัดการขยะมูลฝอยสะสมในสถานที่กำจัดขยะพื้นที่วิกฤติ 2.การกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับขยะที่เข้ามาใหม่ 3.การจัดระเบียบมาตรการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย และ 4.การสร้างวินัยของคนในชาติ มุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน

คำประกาศของรัฐบาลครั้งนี้ แม้จะถือว่าเป็นการออกตัวที่ช้าไปบ้างหากเทียบกับวิกฤติปัญหาขยะที่เกิดขึ้นมาช้านาน แต่มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา และถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียวสำหรับการตั้งธงจัดการปัญหาขยะอย่างเป็นชิ้นเป็นอันของประเทศไทย

แต่ทีนี้ ปัญหามันอยู่ที่ว่า รัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง? กับสิ่งที่รัฐบาลได้เริ่มเอาไว้

หากมองกันด้วยสายตาชาวบ้านชาวช่องอย่างผม ก็ต้องบอกว่า การจัดการขยะของรัฐบาลครั้งนี้ นโยบายดี แผนงานดี แต่การปฏิบัติกลับเหมือนไม่เต็มใจเดินไปข้างหน้าสักเท่าไร ยกตัวอย่างง่ายๆ การจัดการขยะตกค้างในพื้นที่วิกฤติและการจัดการปัญหาขยะเกิดใหม่ ถามว่าหลังรัฐบาลประกาศไปแล้วตั้งแต่ปี 2557 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังบ้างหรือไม่

ถ้าบอกว่าทำแล้ว แต่ทำไมยังมีชาวบ้านออกมาร้องเรียนถึงปัญหาการลักลอบนำขยะไปทิ้งตามสถานที่ต่างๆ จนสร้างมลพิษหมักหมมไว้เป็นนานแรมปีอยู่อีกเป็นระยะ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นหมาดๆ ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาในพัทยา ซึ่งมีขยะถูกขนเอาไปทิ้งกองเป็นภูเขาห่างจากศาลาว่าการแค่ 500 เมตรเท่านั้น

อีกปัญหาหนึ่งที่อยากจะพูดถึง คือ โรดแมปตามข้อที่ 4 การสร้างวินัยคนในชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน ซึ่งมีกระทรวงทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

ว่ากันที่แนวคิดก่อน ผมว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะถ้าให้พูดกัน “ยอมรับความจริง” ก็ต้องบอกว่า เวลานี้ยังมีพวกเราคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ “ขาดวินัย” ในเรื่องขยะอยู่มาก ไม่ต้องพูดถึงหลัก 3Rs หรือการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง หรือพูดถึงเรื่องอะไรให้ยุ่งยาก เอาแค่การทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางแค่นั้นแหละ พวกเราก็ยังทำกันไม่ได้ ใครอยากจะหย่อนอยากจะทิ้งที่ไหนก็ใส่กันตูมๆๆ ขยะถึงได้เกลื่อนเมืองกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาสำคัญ และเป็น “รากฐาน” ที่จะช่วยแก้ปัญหาขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แล้วถามว่าทั้ง 2 หน่วยงานนี้ได้ทำอะไรลงไปบ้าง ก็ต้องบอกว่าเขาก็ทำอยู่ และแต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องที่ทำ ก็เป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่เดินมาถูกทาง เช่น โครงการความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและโรงเรียนปลอดขยะขึ้นมา ซึ่งเป็นโครงการที่หวังผลได้จริงและมาถูกทาง เพราะเป็นเสมือนการกลับไปตั้งต้นปลูกฝังจิตสำนึกกันถึงในครัวเรือน ในชุมชน และในโรงเรียน เพื่อสอนให้รู้จักระเบียบวินัย การคัดแยก การนำกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งโครงการนี้ทำให้หลายโรงเรียน และหลายชุมชนทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ คือ มีการจัดการขยะ มีวินัย สะอาดสะอ้าน และไม่ได้ทำกันแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ทำกันอย่างจริงจังและยั่งยืน

โครงการลักษณะนี้จึงเป็นโครงการที่ตั้งความคาดหวังไว้ได้ แต่ต้องเป็นการหวังผลในระยะยาว เพราะการปูพื้นสร้างจิตสำนึก สร้างความเข้าใจ สร้างวินัยต่างๆเหล่านี้ ค่อนข้างต้องใช้เวลามาก ไม่สามารถทำได้เพียงแค่ช่วงข้ามวัน

ดังนั้นควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการเหล่านี้ จึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต้องหาทางทำงาน “เชิงรุก” ในการรณรงค์ให้คนไทยเกิดจิตสำนึกให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น โครงการร่วมมือกับภาคเอกชนรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก เหมือนอย่างที่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เคยทำมา นั่นก็ถือเป็นโครงการตัวอย่างที่ดี แต่ถ้าจะให้ดีมันควรจะต้องมีโครงการอื่นๆ มาช่วยเสริมอย่างต่อเนื่อง

จะจับ จะปรับคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ หรือจะออกกฎหมาย จะรณรงค์ หรือจะใช้มาตรการไหน จำเป็นต้องคิดอ่านกันเพิ่มขึ้นได้แล้วครับ

เพราะเท่าที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ มันยังไม่เท่าทันสถานการณ์พอ ปล่อยเอาไว้ขยะก็ท่วมเมือง ท่วมแม่น้ำ ท่วมทะเล ไปเสียเปล่าๆ ต้องรีบลงมือครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : บทเรียน‘ถ่านหิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258564

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ในที่สุดก็ชัดเสียยิ่งกว่าชัด ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันด้วยตัวเองถึงคำสั่งให้ “ยกเลิก” รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ดับไฟ” ได้ในช่วงเกือบจะนาทีสุดท้าย จากผลพวงของความพยายาม “เลี่ยงบาลี” ของผู้ใหญ่ในรัฐบาลไปจนถึง กฟผ. ที่อ้างว่านายกฯเพียงแค่ให้ “ทบทวน” ข้อบกพร่องของผลการศึกษา EIA ที่เคยทำมา จนเกือบพาลจะเป็นการปลุกม็อบให้บุกมาชุมนุมคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาลขึ้นมาอีกรอบ

โดยหลังจากนี้ก็คงเหลือเพียงแค่การจับตารอดูกันต่อไปถึงกระบวนการ “นับหนึ่ง” ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงแค่การกลับไปเริ่มทำ EIA และ EHIA กันใหม่หมดเท่านั้น แต่อาจจะต้องกลับไปเริ่มกันใหม่ตั้งแต่การเปิดเวทีเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับอนาคตพลังงานของประเทศกันเลยทีเดียว

เพราะหากถอดรหัสจากคำพูดของนายกฯเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการไปถึงปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพลังงาน ให้ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันของทุกฝ่ายว่า อนาคตพลังงานของประเทศควรเป็นอย่างไร

“ต่อไปเราจะใช้อะไร แล้วโลกเขาใช้อะไรกันในการผลิต เราจะไม่เน้นในการพูดเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะเริ่มด้วยการทะเลาะกันทุกครั้งไป ดังนั้นต้องสร้างความเข้าใจกันก่อน แน่นอนว่ามันต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าอีก แต่จะสร้างอย่างไร ต้องดูว่าอะไรดี ปลอดภัย และรองรับการสร้างความมั่นคงได้ทางพลังงานไฟฟ้า ต้องทำให้สอดคล้องกัน ระหว่างพลังงานที่เกิดจากฟอสซิล กับพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทน”

ผมค่อนข้างเห็นด้วยทีเดียวกับความคิดของนายกฯ เรื่องการเปิดเวทีพูดคุยกันถึงอนาคตพลังงานของชาติว่า วันข้างหน้าควรมีการจัดการกันอย่างไร แต่จะให้ดีก็ควรจะมีการวางแผนกันอย่างครบวงจร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” มันไม่ได้มีเพียงแค่มิติของ “การจัดหา” หรือสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการในอนาคตเท่านั้น แต่ยังมีมิติอื่นๆ ที่สำคัญ
ไม่แพ้กัน แต่ที่ผ่านมากกลับถูกละเลยไปหมด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กรณีการออกมาพูดว่าไฟฟ้าไม่พอใช้ ซึ่งที่ผ่านมาผมเห็นพูดกันเช้าจรดเย็นตั้งแต่นายกฯ ไปจนถึงรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ยันการไฟฟ้า แต่เชื่อลองสังเกตดูสิครับว่า ไอ้ที่พูดกันปาวๆๆ ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีใครหรือหน่วยงานไหนที่คิดจะออกมารณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันอย่างจริงๆ จังๆ หรือเปล่า

ไม่มีนะครับ ที่ผ่านมาเต็มที่ก็มีแต่จัด “อีเว้นท์” เป็นพักๆ พอเลิกแล้วก็บ้านใครบ้านมัน

นี่ยังไม่พูดถึงความล้มเหลวเรื่องการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ประโยชน์จาก “พลังงานแสงอาทิตย์” หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ ในระดับครัวเรือนนะครับ

แบบนี้จะสร้างมาอีกกี่สิบโรงไฟฟ้าก็สร้างกันไม่พอใช้หรอกครับ เพราะคนมันไม่ประหยัด

ความยั่งยืนมันเลยไม่มี

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ รัฐจำเป็นต้องปฏิรูป “ความคิด” ของตัวเองให้ได้ในเรื่องการวางแผนบริหารจัดการพลังงาน เพราะหากลองย้อนมองกลับไปในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า การเลือกพัฒนาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของไทย รัฐจะเป็นผู้ชี้ขาดเพียงฝ่ายเดียวว่า จะเลือกใช้โรงไฟฟ้าแบบไหน ที่ใด และไม่มีการเสนอทางเลือกแบบต่างๆ ต่อสาธารณชนเพื่อ
ฟังความเห็นให้รอบด้าน พอถึงเวลาลงมือก็งัดกฎหมายมาประกาศบังคับใช้ มัดมือชาวบ้านไม่ให้คัดค้านทัดทาน

กระบวนการแบบนี้ในอดีตอาจจะใช้ได้ผลครับ แต่ปัจจุบันใช้ไม่ได้แน่ ซึ่งปัญหาความขัดแย้งกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ รวมถึงกรณีการคัดค้านโครงการรัฐด้านอื่นๆ อาทิ โครงการระเบิดแก่งน้ำโขงที่ จ.เชียงราย โครงการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร ล้วนกรณีตัวอย่างที่บ่งบอกได้อย่างดีว่าวิธีคิดแบบนี้มันไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

ต้องไม่ลืมนะครับว่า ทุกวันนี้โลกเราก้าวกันไปไกลขนาดไหนแล้ว และชาวบ้านก็ไม่ได้กินแกลบ จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาจูงจมูกได้ง่ายๆ กันอีกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญ คือ ในอดีตที่ผ่านมา มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจากโครงการของรัฐเกิดขึ้นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และสร้างความเจ็บช้ำให้กับชาวบ้านเอาไว้อย่างแสนสาหัส หากไม่รู้จะดูตัวอย่างที่ไหนก็ลองไปดูกรณี “โรงไฟฟ้าแม่เมาะ” ดูก็ได้

โลกเปลี่ยน รัฐก็ต้องเปลี่ยน

หมดเวลาแล้วครับสำหรับการเอาแต่ชี้นิ้วสั่งประชาชน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : มอบความรักปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257586

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนแห่งความรักผู้เขียนจึงขออนุญาตเขียนเรื่องราวของความรัก และควันหลงจากเทศกาล “วาเลนไทน์” (Valentine’s Day) เพื่อเตือนสะกิดใจ ให้ความรักที่มอบให้ปลอดภัยไร้สารพิษ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่มักใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความหมายนั่นก็คือ “ดอกกุหลาบ”ซึ่งถือได้ว่าเป็นสื่อที่นิยมเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาของดอกกุหลาบในวันแห่งความรักนั้นมีราคาสูงขึ้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร “หนุ่มสาว” ก็ยังยินดีและเต็มใจที่จะซื้อมอบให้กันและกัน

กุหลาบนั้นเป็นไม้ดอกไม้ประดับ เป็นที่รู้จักและปลูกในเมืองไทยมานาน จากหลักฐานพบว่า ได้มีการปลูกกันอย่างจริงจัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (รัชกาลที่ 5) แต่การปลูกกุหลาบในสมัยนั้นเป็นการปลูกแบบเพื่อประดับมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่ายเหมือนในทุกวันนี้ แต่ในปัจจุบันดอกกุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแค่วันวาเลนไทน์เท่านั้น คนส่วนมากมักใช้กุหลาบไว้พระ รับปริญญา งานแต่ง หรือใช้ในโอกาสอื่นๆอีกด้วย

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งแหล่งปลูกกุหลาบที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี สำหรับอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จัดได้ว่าเป็นแหล่งใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ แต่จะอย่างไรก็ตามชื่อเสียงด้านการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายในภาคการเกษตรของที่นี่ก็ไม่เบาทีเดียว เพราะเป็นแหล่งเพาะปลูกกะหล่ำ ดาวเรือง และพืชอื่นๆ อีกมากมาย การใช้สารเคมีวัตถุอันตรายกับพื้นที่บนภูเขา ต้นน้ำจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมหาศาล และที่สำคัญสารเคมีและวัตถุอันตราย จะปนเปื้อนหรือตกค้างมากับ “ดอกกุหลาบ” ด้วยหรือไม่!!! ด้วยปัจจัยที่ละเอียดอ่อนในการปลูกกุหลาบ ซึ่งถือว่ายุ่งยากพอควร ต้องมีดิน น้ำ สภาพอากาศ และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสม ดินจะต้องมีสภาพเป็นดินร่วน หรือ ดินปนทราย สภาพพื้นที่ปลูกต้องมีอุณหภูมิต่ำหรือมีอากาศค่อนข้างเย็น เพราะจะทำให้ดอกกุหลาบโต มีกลีบดอกที่แข็งแรง ก้านยาว และสีของดอกสวยสดมิฉะนั้นก็จะได้ดอกกุหลาบที่ไม่ได้คุณภาพ การดูแลบำรุงรักษา เรื่องโรค แมลง เพลี้ย หนอน ราและไร จึงมีการใช้ “สารเคมีและวัตถุอันตราย” ค่อนข้างสูง

“ดอกกุหลาบ” ในฐานะที่เป็นสื่อตัวแทน “ความรัก” แต่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไป นั่นก็คือ “สื่อความรักที่บริสุทธิ์ สะอาด ปลอดภัย ไร้สารพิษ” ซึ่งหนุ่มสาวทุกคนควรใส่ใจให้ความสำคัญด้วย เพราะสารเคมีที่เป็นอันตรายอาจจะกล้ำกลายมาพร้อมกับดอกกุหลาบอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นเหตุทำให้คนที่เรารักอายุสั้นลงกับสารพิษที่สะสมจากการสัมผัส หรือเผลอสูดดมเข้าไปสะสมในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา เช่น มะเร็งอัมพฤต อัมพาต ปากเบี้ยว มือหงิก สะเก็ดเงิน สะเก็ดทอง ฯลฯ หรือเรียกว่า “ตายแบบผ่อนส่ง” ภัยเหล่านี้เปรียบเหมือนเส้นผมบังภูเขา เพราะมีผลการวิจัยเกี่ยวกับพิษภาคการเกษตรที่เชื่อถือได้ออกมามากมายในกรณีแบบนี้

ดังนั้น ในเทศกาลวันวาเลนไทน์นี้ขอให้หนุ่มสาวและคู่รักทุกคู่ที่ใช้วิธีมอบกุหลาบสื่อความรักให้กัน หลีกเลี่ยงวิธีสูดดม หรือสัมผัสดอกโดยตรง เพียงเท่านี้ก็สามารถมีความรักที่ปลอดสารพิษในวันวาเลนไทน์เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอยู่ด้วยกันไปตราบนานเท่านาน

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ยิ่งกว่าอัปยศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256674

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

แบบนี้ไม่เรียก “อัปยศ” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เห็นข่าวนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ออกมาปรามกลุ่มประชาชนที่คัดค้านการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” จ.กระบี่ ไม่ให้เดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ตามที่มีการประกาศดีเดย์กัน

“ขอร้องว่าอย่ามาเดินขบวนกันช่วงเวลานี้ เดี๋ยวจะมีปัญหาทางกฎหมาย ผมขอเตือนไว้ก่อน เพราะการเดินขบวนคุณขออนุญาตกันหรือยัง เพราะมีคำสั่ง คสช. และกฎหมายอยู่ นี่คือปัญหาประเทศไทยทั้งที่มีกฎมายก็ยังจะทำ แล้วมาอ้างประชาธิปไตย ที่ผ่านมาคนอื่นเขาเดือดร้อนหรือไม่ ถ้ามันสร้างไม่ได้ แล้วภาคใต้มีพลังงานไฟฟ้าไม่พอใช้จะทำอย่างไร”

นี่เป็นคำขู่ของนายกฯที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครที่ไหนกลัวหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า “ไม่มี” เพราะปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วก็เกิดจากความ “ไม่โปร่งใส” ของรัฐบาลเอง

ไม่รู้ว่านายกฯยังจำได้หรือเปล่าว่าเมื่อปี 2558 เป็นนายกฯเองนั่นแหละที่สั่งให้ตั้ง “คณะกรรมการไตรภาคี” มาศึกษาว่า
จ.กระบี่ สามารถพึ่งพา “พลังงานหมุนเวียน” ตามข้อเสนอของชาวบ้านที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินได้จริงหรือไม่

ทุกอย่างก็ทำท่าจะไปได้ดี เพราะในขณะที่การศึกษากำลังจะได้ข้อสรุป แต่จู่ๆเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว ก็กลับมีการสั่งเบรกการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคีไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ทุกอย่างต้องกลับไปที่จุดเดิม คือ การกลับมา “เผชิญหน้ากัน” อีกครั้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ซึ่งแม้ใครจะคิดว่า “พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์” ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้เป็นต้นตอสำคัญของเหตุครั้งนี้ แต่สำหรับผมกลับรู้สึกว่าคนที่สั่งให้ล้มจริงๆ ต้องเป็นใครที่ใหญ่กว่าหรือไม่ เพราะ พล.อ.สกนธ์ คงไม่คิดจะลุกขึ้นมาหักหาญ “คำสั่ง” ของนายกฯเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใครที่ออกคำสั่งล้มการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคี แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว คือ เวลานี้ชาวบ้านทุกคนต่างกำลังรู้สึกว่าถูก “หักหลัง” เพราะรัฐบาลตั้งธงไว้อยู่แล้วว่า “จะเอาให้ได้” กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นทางออกจึงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ ชาวบ้านต้องลุกขึ้นสู้

คำขู่ของนายกฯจึงไม่ต่างอะไรกับน้ำลายที่บ้วนลงพื้น เต็มที่ก็มีแต่คนรังเกียจ แต่ไม่มีใครกลัว

น่าเสียดายนะครับ แทนที่รัฐบาลจะ “สำเหนียก” ถึงสัญญาณความไม่พอใจของชาวบ้านที่แรงขึ้นๆ และเร่งหาทางทำความเข้าใจ ด้วยการทำทุกอย่างให้กลับเข้าสู่ครรลอง เช่น การฟื้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน

แต่นี่กลับตรงกันข้าม ทั้งนายกฯและรัฐบาลกลับยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อ้างเหตุผลความชอบธรรมของตัวเอง โยนบาป
ใส่ความคนคิดต่างว่าเป็นเพียง “เสียงส่วนน้อย” พร้อมกับราดน้ำมันโหมความขัดแย้งด้วยการข่มขู่คุกคามด้วยการหยิบสั่งห้ามไม่ให้ชุมนุม

และที่ถือว่า “อัปยศ” ที่สุด ก็ถือการเตรียมจัด “ม็อบชนม็อบ” โดยใช้กลไกอำนาจฝ่ายปกครองสั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระดมคนมาชุมนุมสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหมู่บ้านละ 20 คน ดังภาพหลักฐานคำสั่งที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ตั้งแต่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปถึงกระทรวงมหาดไทย ไปถึงจังหวัด และอำเภอในกระบี่ ที่ชาวบ้านนำออกมาแฉกันอย่างกลาดเกลื่อนในเวลานี้นี่แหละ

ผมไม่รู้จะใช้คำว่า “เลว” หรือคำว่าอะไรดีที่จะสามารถบอกให้รับรู้ถึงความรู้สึก “รังเกียจ” พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะออกมาจากฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะถ้าเป็นฝ่ายรัฐที่มีทั้งอำนาจและความได้เปรียบต่างๆ อยู่มือ

ต้องไม่ลืมนะครับว่า ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนมาแล้วอย่างมากมายต่อกรณีความขัดแย้งจากปัญหาการจัดการทรัพยากรในลักษณะนี้

เขื่อนน้ำโจน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ บ่อนอก หินกรูด จำได้บ้างหรือเปล่าครับว่า เคยก่อความเสียหายและความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านเอาไว้อย่างไร

ถ้าวันนี้รัฐบาลยังขืนใช้ความบ้าอำนาจ ไม่หยุดใช้ความคิด หรือหยุดใช้บทเรียนในอดีตที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรร่วมกับประชาชน

อย่าว่าแต่คำว่า “ปฏิรูป” หรือ “ปรองดอง” เลยครับ

แค่คำว่า “ร่วมมือ” รัฐบาลก็ไม่มีปัญญาทำให้เกิดได้แน่นอน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ปัญหาขยะจะช้าไม่ได้ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/259495

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัญหาขยะในประเทศไทยเริ่มน่ากลัวมากขึ้นทุกวัน

ถ้าย้อนกลับไปสักประมาณ 1-2 ปีก่อน เราอาจจะคุ้นกันเพียงภาพกองขยะหรือ “ภูเขาขยะ” ที่ถูกทิ้งให้หมักหมมตามตรอกซอกซอย หรือไม่ก็ตามคูคลองสถานที่ต่างๆ กันเท่านั้น

แต่วันนี้พวกคนไทยหลายคนคงได้เห็นแล้วกับภาพความน่ากลัวของ “ขยะ” ที่ลามไปถึงทะเล

เชื่อว่าตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นภาพ “แพขยะทะเล” ยาวนับ 10 กม. ที่ถูกนำมาเผยแพร่และส่งต่อกันทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ กันอย่างอึกทึกครึกโครม พร้อมกับข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการสำรวจของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2558 หรือแค่ปีเศษๆ ที่ผ่านมา พบว่าในบรรดา 192 ประเทศที่มีชายฝั่งติดทะเลประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก

หลายคนอาจจะคิดว่า ข้อมูลที่ฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนี้สำรวจมามัน “มั่ว” หรือเปล่า

เรื่องนี้ไม่ยากครับ เพราะหากดูจากฐานข้อมูล “ขยะทะเล” ของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะเห็นได้ว่า ไม่ได้มั่วเลย

กรมทรัพยากรทางทะเล บอกว่า ในบรรดา 23 จังหวัดชายฝั่งของไทย มีปริมาณขยะมากถึง 10 ล้านตันในจำนวนนี้มีมากถึง 5 ล้านตัน หรือครึ่งต่อครึ่งที่ไม่ถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้อง และมีโอกาสถูกชะและพัดพาให้ลงทะเล จนกลายเป็น “ขยะทะเล”

ทั้งนี้มีการประมาณกันว่า แต่ละปีมีขยะและพลาสติกถูกพัดลงทะเลมากถึง 5 หมื่นตัน หรือ 750 ล้านชิ้น โดยขยะที่พบส่วนใหญ่เป็น “ถุงพลาสติก” มากที่สุด 13% หลอดเครื่องดื่ม 10% ฝาพลาสติกและภาชนะบรรจุอาหาร อย่างละ 8% ส่วนที่เหลือเป็นขยะอื่นๆ เช่น เชือก ก้นบุหรี่ กระป๋อง กระดาษ โฟม และขวดเครื่องดื่ม เป็นต้น ส่วนที่มาของขยะ เกิดจาก 2 ทาง คือ 1.จากกิจกรรมบนฝั่ง คือ ขยะจากชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง ขยะบริเวณท่าเรือ การท่องเที่ยวชายหาด และ 2.จากกิจกรรมในทะเล เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง และการท่องเที่ยว

ขณะที่ภาพรวมสถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า เมื่อปี 2558 มีขยะประมาณ 26.85 ล้านตัน/ปี โดยในจำนวนนี้ถูกนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่แค่ 4.94 ล้านตัน หรือแค่ 19% และมีขยะที่ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 8.34 ล้านตัน หรือ 30% ส่วนที่เหลือ 7.15 ล้านตัน หรือ 27% ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง และมีขยะมากถึง 6.22 ล้านตัน หรือ 23% ที่ถูกทิ้งให้ตกค้างในพื้นที่

นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่น่าตกใจและกำลังคุกคามเราอยู่ในทุกวันนี้

แล้วถามว่ารัฐบาลล่ะ รู้เรื่องนี้หรือเปล่า ก็ต้องบอกว่ารู้ดีมากๆ และที่ผ่านมาก็น่าจะมีการขับเคลื่อนมาตรการหลายอย่างมาแก้ปัญหามากพอสมควร

แต่การทำงานดังกล่าวจะเกาถูกที่คัน หรือทันต่อสถานการณ์หรือไม่ สัปดาห์นี้เนื้อที่หมดแล้ว จึงขออนุญาตยกยอดไปคุยต่อสัปดาห์หน้าก็แล้วกันนะครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : อยากรบ ก็ได้รบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255812

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ทหารทรยศ”

เสียงบ่นดังๆ ของ “ประสิทธิชัย หนูนวล” ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ซึ่งฟังดูอาจทำให้รู้สึกไม่รื่นหูและรุนแรงไปสักนิดสำหรับนายทหารบางคน โดยเฉพาะบรรดาแม่ทัพนายกองที่กุมอำนาจอยู่ในรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในขณะนี้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลานี้ไม่ได้มีแค่ “ประสิทธิชัย” หรือ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” เท่านั้นที่กำลังรู้สึกอย่างนี้กับทหาร

เพราะความจริงในเวลานี้ก็คือ มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่กำลังคิดกันแบบนี้กันจริงๆ

ผมจำได้ว่าตลอดปีเศษๆที่ผ่านมา ผมเคยเตือนไปหลายครั้งหลายหนผ่านคอลัมน์นี้ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำของคณะนายทหารใน คสช. ให้ระวังท่าทีเกี่ยวกับการสนับสนุนการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”ในภาคใต้เอาไว้ให้ดี เพราะโครงการนี้มีประเด็นที่ “อ่อนไหว” ซุกซ่อนอยู่มากมาย ไล่เลียงมาตั้งแต่เหตุผลความจำเป็นในการก่อสร้าง ความเหมาะสม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาชีพประมงพื้นบ้าน รวมถึงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งทุกเรื่องล้วนข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น

โดยตอนแรกก็ดูเหมือนจะดี จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมาพูดคุยหาทางออก เพราะไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร หากเกิดขึ้นภายใต้การตัดสินใจเห็นชอบร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าฝ่ายชาวบ้าน รัฐบาล หรือการไฟฟ้า ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้

แต่สุดท้ายมันกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะคล้อยหลังไปเพียงปีเศษๆ ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไปโดนใครเข้ากล่อมมา ถึงได้มองเห็นคนที่ออกมาคัดค้าน “ไม่เอาถ่านหิน” แต่ขอพลังงานทางเลือก เป็นแค่ “เสียงส่วนน้อย” ไปเสียฉิบ

ที่พูดนี่ไม่ได้ยกเมฆมาจากไหน แต่อ้างเอาจากคำพูดของ “โฆษกรัฐบาล” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เมื่อคราวแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี 26 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งแกบอกเสียงดังฟังชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศกลางวงประชุมครม.ว่าภายใน 1 เดือนนี้ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาจะต้องมีความชัดเจนให้ได้ เพราะสถานการณ์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีในอดีตสามารถแก้ไขได้ ส่วนที่มีภาคประชาชนคัดค้านก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบไปชี้แจงว่า ประชาชน “ส่วนใหญ่” ในพื้นที่เขาเห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องมีการเดินหน้าสถานเดียว!!

ในเมื่อตั้งธงกันมาขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่จะได้ยินเสียงบ่น “ทหารทรยศ” ดังขึ้นมาอย่างเซ็งแซ่ในหมู่ภาคประชาชน ก่อนตามมาด้วยคำถามแรงๆว่า เบื้องหลังการผลักดันเรื่องนี้มีผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน“ถ่านหิน” ยืนค้ำให้ท้ายอยู่หรือไม่ รัฐบาลถึงได้กล้าผลักประชาชนเข้าไปอยู่ในวงจรของความตาย

ถ่านจะหินดีหรือไม่ดี นาทีนี้แทบไม่ต้องมาพูดกันอีก เพราะถ้ามันดีจริงประเทศอื่นเขาก็คงไม่ทยอยยกเลิกการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินกันเป็นแถว แล้วหันมาพัฒนา “พลังงานทางเลือก” เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

แต่ก็เอาล่ะครับ ในเมื่อนายกฯเลือกที่จะทำตามความคิดตัวเอง ไม่สนใจเสียงชาวบ้าน ไม่สนใจภัยที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ไม่สนใจชีวิตและสุขภาพของคนในท้องถิ่น ท้ายที่สุดชาวบ้านก็คงไม่มีทางเลือกอื่น คือ การเผชิญหน้ากับรัฐ ซึ่งล่าสุดทราบว่า ชาวบ้านเขาก็ประกาศระดมพลกันแล้ว 10.00 น. 17 ก.พ.นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

ในเมื่อนายกฯอยากรบ ก็จะได้รบสมใจ บอกได้คำเดียว ไม่มีใครกลัวใครก็แล้วกัน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : น้ำท่วมภาคใต้ ใส่ใจปัญหาพืชเศรษฐกิจหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254876

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปีนี้พี่น้องชาวใต้ถือว่าเจอศึกหนักตั้งแต่ต้นปีทีเดียว จากอุทกภัยต้อนรับปีไก่ทองหลายระลอกน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายและหนักสุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ลงไปจนถึงพัทลุง และยะลา สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวใต้ทั่วทุกหย่อมหญ้า เรียกว่าแทบจะทั่วทั้งด้ามขวานของไทยก็ว่าได้ ซึ่งน่าเห็นใจมากเพราะผู้ประสบภัยเกือบทุกคนต้องเดือดร้อนอย่างหนักหนาสาหัสจากการขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาหารการกิน รวมถึงทรัพย์สินมีค่าต่างๆ บางส่วนต้องอันตรธานสูญหายไปกับสายน้ำอย่างยากจะที่ทำใจ สัตว์เลี้ยงก็ไม่เว้นที่จะถูกผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งกระแสน้ำพัดพา ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ใครที่พอมีกำลังจะส่งสิ่งของเครื่องใช้ไปช่วยเหลือผ่านตามช่องทางต่างๆ ก็จะดีไม่น้อย

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้นี้ก็กินระยะเวลามาพอสมควร บางพื้นที่ก็ค่อยๆ คลี่คลายลงไปบ้างแล้ว การดูแลแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมก็จัดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และไม่ควรมองข้ามอีกเรื่องคือ พื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ไม้ผล ในกรณีที่ยังไม่หนักหนาจนเหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไขก็ควรที่จะต้องรีบดำเนินการ เช่น พื้นที่สวนยางสวนปาล์ม ไม้ผลไม้ยืนต้นต่างๆ ที่มีน้ำท่วมขังไม่มาก ควรหาจุดที่ต่ำที่สุดในพื้นที่แล้วทำการขุดเป็นสระเพื่อให้น้ำไหลไปรวมอยู่ในจุดเดียว หรือทำคันล้อมแล้ววิดระบายน้ำออกให้ได้โดยเร็วหรือในกรณีที่ระดับน้ำเริ่มเบาบางแล้ว แต่ถ้าน้ำยังขังเยอะอยู่วิธีการนี้ก็จะใช้ไม่ได้ผล

ในส่วนของพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลายแล้ว ต้องระมัดระวังอย่ารีบร้อนเข้าไปเหยียบย่ำซ้ำเติมพื้นที่รอบโคนต้นเพราะรากขาดอากาศหายใจมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมอ่อนแอ บอบช้ำ ถ้าเรารีบเข้าไปบริหารจัดการ นำคนและเครื่องจักรเข้าไปดูแลแก้ปัญหาในทันที อาจจะทำให้พืชยิ่งได้รับความบอบช้ำมากยิ่งขึ้น จากดินที่ยังเหลวเละ อาจจะส่งผลทำให้รากฉีกขาดแตกหัก จนทำให้ต้นพืชล้มตายเสียหายอย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อดินเริ่มแห้งเริ่มหมาดก็อาจจะโรยด้วยปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกบางๆ ใต้ทรงพุ่ม เพื่อให้รากฟื้นตัว จะได้ใช้สารอาหารจากปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกไปทีละน้อย หากใส่ปุ๋ยเคมีทันทีอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองกับระบบราก ซึ่งเรื่องนี้ควรค่อยๆทำในภายหลังจะดีกว่า ส่วนพืชที่ต้นไม่สูงมากนัก การฉีดพ่นให้ปุ๋ยหรืออาหารเสริมทางใบก็จะช่วยทำให้พืชฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

ฝากพี่น้องเกษตรกรลองนำไปปรับใช้ โดยเฉพาะผู้ที่ปลูกยางพารา ที่ซึ่งตอนนี้ราคาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงกิโลกรัมละ70 บาทแล้ว เผื่อว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ นำไปดูแลแก้ปัญหาในสวนยาง ให้กลับมามีผลผลิตเพื่อออกจำหน่ายได้เงินมาบรรเทาค่าใช้จ่าย และเลี้ยงครอบครัวได้โดยเร็ว

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ 0-2986 1680-2

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ‘ถ่านหิน’มาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253944

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจาก “สับขาหลอก” ชาวบ้านมาหลายเดือน ในที่สุดรัฐบาล…ไม่ใช่สิ ที่จริงต้องเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คนเดียวต่างหาก เพราะสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันในรัฐบาลได้ทั้งหมด ก็เปิดหน้าไพ่หงาย “ธาตุแท้” ของตัวเองออกมาให้เห็นเกี่ยวกับปัญหาโครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในภาคใต้

เพราะฟังจากน้ำเสียง “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ก็คงไม่แคล้วว่า ในที่สุด “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่ชาวบ้านชาวช่องทั้งหลายกำลังคัดค้านไม่เห็นด้วยอยู่ในขณะนี้ เตรียมได้แจ้งเกิดในไม่ช้านี้แน่ๆ

พล.ท.สรรเสริญแกบอกว่า ระหว่างการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะต้องมีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนี้ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาเดินหน้าโครงการดังกล่าว ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา

“นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ปัจจุบันสถานการณ์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีข้อกังวลกันในอดีตสามารถแก้ไขได้ รวมถึงการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในภาคใต้มีความจำเป็นในทุกๆด้าน เช่น พลังงานชีวมวล ลม แสงแดด น้ำมัน ก๊าซ หรือ ถ่านหิน ดังนั้นจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้พลังงาน ไม่ควรพึ่งพาพลังงานก๊าซในสัดส่วนที่มากเกินไป”

ส่วนกรณีที่มีภาคประชาชน กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่พากันออกมาคัดค้าน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบหลายๆ เรื่องที่จะตามมานั้น ตามน้ำเสียงของ “เสธ.ไก่อู” ที่อ้างคำพูดของนายกฯ แกบอกว่า คนพวกนี้เป็นแค่เพียง “เสียงส่วนน้อย” โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ความจริงแล้วประชาชน “ส่วนใหญ่” ในพื้นที่ ต้องการเห็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทั้งการใช้พลังงานภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ในด้านภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถที่จะจำกัดการใช้พลังงานได้ จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ดังนั้นโครงการนี้จะต้องมีการเดินหน้า!!

มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมคงไม่มีอะไรจะไปเถียงหรือคัดง้างกับรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะเข้าใจว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านทั้งในกระบี่และเทพา รวมถึงภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวนมาก ก็ผลัดกันออกมาแสดงจุดยืนและพยายามให้ข้อมูลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรู้ถึงผลดีผลเสียของการตะแบงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่มามากจนไม่รู้จะมากยังไงแล้ว

ในเมื่อมีธงว่าจะเอาให้ได้

และในเมื่อคิดว่าคนเหล่านี้เป็นแค่ “เสียงส่วนน้อย”

ก็เอาเลยครับ ประกาศออกมาเลย จะได้รู้กันไปว่าแท้ที่จริงรัฐบาลและคสช.เคยเห็นหัวชาวบ้านกันบ้างหรือไม่