ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/264010
วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าครับว่า ทำไมเข้าหน้าแล้งทีไร รัฐต้องมาออกประกาศขอให้ชาวนาลดการปลูกข้าวนาปรังกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นประจำทุกปี ขณะที่ฝ่ายชาวนาก็เดินสวนทางลุย “วัดดวง”ปลูกข้าวนาปรังกันทุกปี ทั้งที่ทุกคนน่าจะทราบกันดีถึง “ความเสี่ยง” จากการต้องเผชิญกับปัญหาน้ำไม่พอใช้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากชาวนา “รั้น” หรือการแก้ปัญหาของรัฐยัง “เกาไม่ถูกที่คัน”จึงทำให้ต้องเกิดวัฏจักรวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันทุกปีอยู่อย่างนี้
พอดีเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความของ คุณอารีวรรณคูสันเทียะ นักวิจัยจากมูลนิธิชีวิตไท หรือ “โลโคลแอค” ซึ่งเป็นการเปิดเผยรายงานผลการศึกษาเรื่อง “ศักยภาพชาวนาในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” เห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจ และตอบข้อสงสัยข้างต้นได้ค่อนข้างดี ควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะลองหยิบจับมาศึกษาดู เผื่อจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
โดย คุณอารีวรรณ บอกว่า เหตุผลหลักที่ชาวนาภาคกลางไม่ลดพื้นที่ทำนาปรัง เพราะมีปัญหาเรื่องนาเช่า ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่สูง นอกจากนี้ยังชี้ด้วยว่า มาตรการช่วยเหลือชาวนาของรัฐยังไม่ตอบโจทย์ แต่จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาชาวนาให้หนักขึ้น เสนอว่าภาครัฐควรปรับมาตรการช่วยเหลือชาวนาโดยแก้ที่ต้นเหตุ คือ ความเปราะบางในเศรษฐกิจครอบครัวชาวนา ควรตรวจสอบความต้องการของชาวนาระดับพื้นที่ก่อนกำหนดนโยบายเฉพาะจุดและควรสร้างแรงจูงใจให้ชาวนามีทางเลือกมากขึ้น สนับสนุนการทำเกษตรรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำนา หรือความเสี่ยงจากการทำเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งนี้ ชาวนากว่า 3.7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ แม้จะเป็นผู้ผลิตข้าวสร้างรายได้จาการส่งออกข้าวมากถึงปีละ 80,000-100,000ล้านบาท แต่ชาวนาส่วนใหญ่กลับมีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี มีรายได้เฉลี่ยเพียง 271 บาท ต่อไร่ ต่ำสุดเมื่อเทียบกับเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่น งานศึกษาพบว่าใน จ.ชัยนาท และราชบุรี ชาวนายังคงต้องทำนา แม้จะมีอายุสูงถึง 77 ปี และ 80 ปี โดยส่วนใหญ่จบการศึกษาแค่ชั้นประถม มีร้อยละ 5 เท่านั้น ที่จบการศึกษาปริญญาตรี และยิ่งทำการผลิตเข้มข้นด้วยสารเคมีมาก ก็จะยิ่งมีหนี้สินมาก โดยชาวนา จ.ชัยนาท ที่มีการทำนาแบบเข้มข้นมีหนี้สินเฉลี่ย 489,591 บาท ต่อครอบครัว ขณะที่ชาวนาราชบุรี ที่ทำนาเข้มข้นน้อยกว่า มีหนี้สินเฉลี่ย 225,979 บาท ต่อครอบครัว
นอกจากนี้ งานศึกษายังพบด้วยว่า ชาวนาภาคกลางใน จ.ราชบุรี ร้อยละ 82 มีที่ดินทำกินไม่เกินครอบครัวละ 5 ไร่ ส่วนใน จ.ชัยนาท ร้อยละ 29 ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และร้อยละ 40 ต้องเช่าที่นาคนอื่นทำนา โดยพบว่าต้นทุนค่าเช่านา คือสัดส่วนที่สูงที่สุดของต้นทุนทำนาทั้งหมด คือร้อยละ 23จากต้นทุนทำนาเฉลี่ย 4,812 บาท ต่อไร่ ในขณะที่พบด้วยว่า ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของชาวนาภาคกลางปัจจุบันสูงขึ้นจากเดิมมากโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และภาระส่งลูกเรียนระดับปริญญาตรี ซึ่งสูงเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายครอบครัวชาวนาทั้งหมด โดยชาวนาชัยนาทมีค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยเดือนละ 16,546 บาท ส่วนชาวนาราชบุรีมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 11,600 บาท
ปัญหานาเช่า ภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว และภาระหนี้สิน จึงเป็น 3 เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวนาภาคกลางยังเดินหน้าทำนาต่อไป ไม่ใช่ชาวนาไม่ต้องการปรับตัว ที่ผ่านมาชาวนาพยายามปรับตัวตามนโยบายรัฐมาโดยตลอด แต่ด้วยเงื่อนไขความเปราะบางของเศรษฐกิจในครอบครัว ทำให้ชาวนาภาคกลางต้องทำนาอย่างต่อเนื่องเพื่อหมุนหนี้ และไม่สามารถปรับตัวตามนโยบายงดทำนาปรังของรัฐได้
ทั้งนี้งานศึกษาของโลโคลแอคมีข้อเสนอด้วยว่า รัฐบาลควรแก้ปัญหาชาวนาให้ตรงจุด ด้วยการลดภาวะข้อจำกัดความเปราะบางในเศรษฐกิจของครอบครัวชาวนา ทั้งในเรื่องปัญหานาเช่า ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในครอบครัว ไม่เช่นนั้นมาตรการช่วยเหลือชาวนาด้านต่างๆ ของรัฐอาจไม่บรรลุผล หรืออาจซ้ำเติมปัญหาชาวนาให้หนักขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ ดังเช่น มาตรการงดปล่อยน้ำทำนาปรัง ที่อาจทำให้ชาวนาที่แบกภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่สูงไม่มีทางออกให้กับครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเครียดและเพื่อที่จะแก้ปัญหาชาวนาได้อย่างตรงจุดแบบไม่เหมารวม ภาครัฐควรตรวจสอบความต้องการของชาวนาในระดับพื้นที่ ควรหาแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้ชาวนามีทางเลือกที่มากขึ้น สนับสนุนการตัดสินใจในการทำการเกษตรหลากหลายรูปแบบ ที่จะมีรายได้จากหลายทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำนาเพียงอย่างเดียว หรือทำเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง