แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต สามปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิด 5G ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427465

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต สามปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิด 5G ในไทย

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต สามปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิด 5G ในไทย

วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)เคยมีการประเมินว่า หากประเทศไทยไม่มีการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้งาน โอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะสูญเสียนับเป็นมูลค่าสูงถึง 2.3 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่า 5Gจะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากที่สุด โดยตัวเลขนี้เทียบได้กับ GDP ของประเทศไทยในปัจจุบันถึง 20%

ภาคส่วนที่จะเสียหายหนักที่สุดตามการประเมินของ กสทช. คือภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ที่เป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้ประมาณการไว้ว่าจะ
เสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่ 7 แสนล้านบาท ไปจนถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10-30% ของการเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยปัจจุบัน

ขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ อย่างภาคการเกษตร อาจสูญเสียโอกาสที่จะทำ Smart Farming ในการช่วยวิเคราะห์ดิน น้ำ และทรัพยากรต่างๆ ส่วนภาคการขนส่งโลจิสติกส์ อาจสูญเสียโอกาสในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างยานพาหนะด้วยกัน และเชื่อมต่อกับระบบควบคุมการจราจร หรือภาคการท่องเที่ยว อาจสูญเสียโอกาสในการใช้แพลทฟอร์มและเทคโนโลยีเสมือนจริง ทั้ง Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR)

นอกจากการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจแล้ว หาก 5Gไม่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ประเทศไทยยังอาจสูญเสียเครื่องมือในการฝ่าวิกฤติสังคมผู้สูงอายุ นั่นเพราะเทคโนโลยี 5G จะช่วยลดการนัดพบแพทย์สำหรับการวินิจฉัยรักษาโรคพื้นฐานได้ถึง 5.5% ต่อปี หรือคิดเป็นการเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ของผู้ป่วยในไทย 12-15 ล้านครั้ง

จากการประหยัดเวลาการเดินทางนี้ ยังจะประหยัดค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้ป่วยได้อย่างน้อย 11,000 ล้านบาทต่อปีอีกทั้ง 5G ยังจะช่วยให้เกิดการรักษาทางไกล หรือ Telehealth ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาในการลางานเป็นวันๆ เพื่อไปโรงพยาบาลอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีอยู่สามปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดเทคโนโลยี 5G ขึ้นในประเทศไทย อันดับแรกคือ คลื่นความถี่ (Spectrum) เพราะเมื่อมีการส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งต้องการคลื่นความถี่เพื่อรองรับมากขึ้นเท่านั้น โดยที่ผ่านมา กสทช. ได้จัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้ง 3G และ 4G ในคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz,1800 MHz และ 900 MHz

สำหรับคลื่นความถี่ในอนาคตที่คาดว่าจะนำมาประมูลเพื่อใช้งาน 5G ภายในปี 2563 คือคลื่นความถี่ 700 MHz และ 2600 MHz ขณะที่คลื่นความถี่ใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจคือคลื่นความถี่ย่าน 3.5 GHz (C-Band) และย่าน 26 กับ 28 GHz หรือย่าน mmWave

ปัจจัยถัดมาคือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เมื่อ 5G มีการรับ-ส่งข้อมูลปริมาณมากและความเร็วสูงขึ้นเท่าไร โครงสร้างพื้นฐานเพื่อจะรองรับข้อมูลที่วิ่งบน 5G ยิ่งต้องมีความจุมากเท่านั้น เช่น หากต้องการส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลระหว่างกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ ส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างสองภูมิภาค จะต้องมีความจุข้อมูลสูงพอที่จะรองรับการส่งข้อมูลความเร็วสูงนั้นด้วย

ทว่าแม้จะมีการลงทุนระบบ 5G ได้ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่หากโครงสร้างพื้นฐานไม่มีความจุเพียงพอ ก็จะทำให้เกิดคอขวดในการส่งข้อมูลผ่าน 5G ที่จะไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ ดังนั้นจึงต้องการการลงทุนจากภาคเอกชนในการเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงข่ายหลักและโครงข่ายรอง

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนให้เกิดการร่วมกันขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการ หรือที่เรียกว่า Infrastructure Sharing จะช่วยลดวงเงินลงทุนตั้งต้น และลดความเสี่ยงจากการลงทุนแก่ผู้ให้บริการแต่ละราย พร้อมสามารถขยายโครงข่ายพื้นที่บริการให้มีความครอบคลุมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ปัจจัยสุดท้ายคือ การเชื่อมต่อ (Connectivity) ซึ่ง 5G จะไม่เป็นเพียงโครงข่ายที่เชื่อมโยงมนุษย์ด้วยกันแบบที่เราใช้ 4G ในปัจจุบัน แต่จะเป็นโครงข่ายที่รองรับอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) และการสื่อสารของจักรกลอัจฉริยะ (AI) อีกด้วย ดังนั้นนอกจาก 5G จะต้องมีการเชื่อมต่อที่ดี ทั้งความง่ายและความทั่วถึง ยังต้องสามารถรองรับการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ IoT หลากหลายรูปแบบด้วย

ตัวอย่างเช่น การมี Smart City ในอนาคตซึ่งต้องการอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ Smart Home ภายในบ้าน Smart Grid สำหรับภาคไฟฟ้า หรือ Smart Energy รวมทั้ง Smart Traffic Management การจัดการให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อได้อย่างสะดวก พร้อมกับให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใช้อุปกรณ์รูปแบบใหม่ๆ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสูงมากนักจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้สำนักงาน กสทช. ได้มีการกำหนดโรดแมปเพื่อผลักดัน 5G ซึ่งประกอบไปด้วย การประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่ (Set Zero การจัดสรรคลื่น) ที่สะท้อนความต้องการอย่างสมเหตุสมผล การทบทวนกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน (Term of Payment)เพื่อสร้างแรงจูงใจลงทุนระยะยาว รวมไปถึงการกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตตามกลุ่มผู้ใช้งาน เช่น ภาคโทรคมนาคม ที่อนุญาตครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศ (Nationwide) หรือภาคการผลิต ที่อนุญาตเฉพาะพื้นที่ (Specific Location) เช่น นิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งภายใต้โรดแมปนี้ กสทช. มั่นใจว่า 5G จะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2563-2564

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต ประสบการณ์การอนุญาติ 5G ต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426041

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต ประสบการณ์การอนุญาติ 5G ต่างประเทศ

วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G นับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ โดยหน่วยงานกำกับดูแลกำลังศึกษารูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมในการให้อนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีและคลื่นความถี่มาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพและในเวลาที่เหมาะสม

สำหรับแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่และการอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G ในต่างประเทศมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ควรจะเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวทั่วประเทศ (Exclusive Right) หรือสามารถแบ่งตามภูมิภาค หรือสามารถใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน (Shared License) เป็นต้น โดยประเทศที่ได้ดำเนินการจัดสรรและอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 5G ไปแล้ว เช่น

สหรัฐอเมริกา The Federal Communications Commission (FCC) หรือองค์กรกำกับดูแลด้านการสื่อสารและคลื่นความถี่ของสหรัฐอเมริกา จัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz ในแต่ละ County หรือให้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ในการให้บริการแบบแบ่งตามพื้นที่ (Geographic Area) ในเดือนพฤศจิกายน 2561 โดยใช้วิธีการดำเนินการประมูลแบบหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round) และในแต่ละรอบราคาจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ (Ascending Bid) เช่นเดียวกับประเทศไทย

ขณะเดียวกันจะมีการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 24 GHz หลังจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz เสร็จสิ้น โดยใช้วิธีการประมูลแบบ Clock Auction ซึ่งแบ่งเป็น2 ช่วง ช่วงแรกจะให้ประมูลบล็อกคลื่นความถี่ทั่วไป (GenericBlocks) ในเขตพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จำนวน 9 เขต และช่วงที่สองจะให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ทั่วไปประมูลเลือกย่านความถี่ที่ต้องการ ซึ่งคลื่นความถี่ย่าน 2.4 GHz แบ่งออกเป็น 7 บล็อก บล็อกละ 100 MHz

สหราชอาณาจักร จัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่เมื่อเดือนเมษายน 2561 โดยย่านความถี่ที่นำมาประมูลเป็นย่านความถี่สูง ได้แก่ ย่านความถี่ 2.3 GHz จำนวน 40 MHz และย่านความถี่ 3.4-3.6 GHz จำนวน 150 MHz รวมจำนวนคลื่นความถี่ที่องค์กรกำกับดูแลการสื่อสารของสหราชอาณาจักร หรือ Ofcom นำออกประมูลเป็นจำนวน 190 MHz ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสหราชอาณาจักรมีคลื่นความถี่ในอุตสาหกรรมรวม 837 MHz

นอกจากนี้ Ofcom ยังมีแผนที่จะนำคลื่นความถี่ย่าน 3.6-3.8 GHz และคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz รวมจำนวน 116 MHz ในช่วงปี 2563 หลังจากการประชุม World Radiocommunication Conferences 2019 หรือ WRC19 แล้วเสร็จ รวมไปถึงคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz, 37-43.5 GHz และ 66-71 GHz ซึ่งราคาของคลื่นความถี่ Ofcom คาดว่าจะมีราคาสูงเช่นเดียวกับการประมูลครั้งที่ผ่านมา แต่สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz อาจมีการกำหนดเรื่องการจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมจำนวนประชากร

การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2.3 GHz และย่าน 3.4-3.6 GHz เป็นการอนุญาตให้ผู้ที่ชนะการประมูลเป็นผู้มีสิทธิในการใช้คลื่นความถี่แต่เพียงผู้เดียว หรือ Exclusive Right ได้สิทธิในการถือครองคลื่นความถี่ 20 ปี ให้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ในการให้บริการทั่วประเทศ (Nationwide) และไม่มีการกำหนดเรื่องการจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมจำนวนประชากร เนื่องจาก Ofcom ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความจุและความเร็วในการส่งข้อมูลแทนการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมจำนวนประชากร

Ofcom ให้ความสำคัญกับการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีนโยบาย อาทิ ส่งเสริมให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น สถานีฐาน อาคารสิ่งปลูกสร้าง ระบบสื่อสัญญาณ (Site and Asset Sharing) และฐานข้อมูลผู้ใช้โครงข่ายไร้สาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G

สาธารณรัฐเกาหลี Korea Communications Commission (KCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้ ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 โดยมีคลื่นความถี่ย่าน 3.5 GHz จำนวน 280 MHz และคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz จำนวน 2,400 MHz ซึ่ง KCC กำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่ (Spectrum Cap) แบบ By Band กล่าวคือกำหนดให้ผู้เข้าร่วมการประมูลแต่ละราย ประมูลได้ไม่เกินย่านความถี่ละ 10 บล็อก

KCC อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 3.5 GHz เป็นระยะเวลา 10 ปี และคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมทั้งกำหนดให้มีการจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 3.5 GHz จะต้องสร้างสถานีฐาน (Station) รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 150,000 สถานี และสำหรับคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz จะต้องสร้างติดอุปกรณ์สถานีฐาน (Equipment Basis)รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 100,000 สถานี โดยหวังจะให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในมีนาคม 2562 ทั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ผู้ที่ชนะการประมูลเป็นผู้มีสิทธิในการใช้คลื่นความถี่แต่เพียงผู้เดียว

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต เครือข่าย 5G ที่จะปฏิรูปสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417092

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต เครือข่าย 5G ที่จะปฏิรูปสังคม

วันเสาร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อุตสาหกรรมการสื่อสารแบบไร้สายได้เข้ามาปฏิรูปสังคมอย่างชัดเจน ซึ่งเราเริ่มเห็นผลของการปฏิรูปดังกล่าวมาตั้งแต่เรายังใช้เทคโนโลยี 2G ในปี ค.ศ.1990, เทคโนโลยี 3G ในปี ค.ศ.2000 และเทคโนโลยี 4G ตั้งแต่ปี ค.ศ.2010 จนถึงปัจจุบัน

ในแต่ละช่วงที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาพันธสัญญาของผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม คือ การสร้างเครือข่ายหรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ ออกมาใช้งาน และเกิดเป็นการปฏิรูปสังคม จากการที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคมต่างได้รับการพัฒนาขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายใหม่ซึ่งวัฏจักรนี้ก็เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคของเทคโนโลยี 5G ด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ผู้ประกอบการ (operators) จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้บริการการเชื่อมต่อในยุค 5Gเพื่อให้เกิดการสื่อสารแบบไร้พรมแดน จากอุปกรณ์ต่างๆที่ทำงานประสานกับระบบนิเวศของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสามารถเข้าถึงได้แทบทุกหัวระแหง

” 5G ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรมอย่างฉับพลัน (Disruption) เพราะการมุ่งไปสู่การพัฒนา 5G บวกกับการให้บริการทุกรูปแบบบนระบบคลาวด์ จะช่วยให้เกิดการบริการใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต”

อย่างไรก็ตามวิสัยทัศน์ของเทคโนโลยี 5Gจะไม่กลายเป็นความจริง หากไม่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลของลูกค้า โดยการให้บริการบนเทคโนโลยี 5G จะต้องรับมือกับนโยบายความเป็นส่วนตัว อีกทั้งความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ อันมีผลต่อผู้ใช้งานองค์กรและหน่วยงานรัฐบาลมากขึ้น

ดังนั้น ผู้ให้บริการอาจจะต้องผลักดันให้เกิดการหารือเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัว และสร้างแนวทางปฏิบัติร่วมกันว่าข้อมูลใดบ้างของลูกค้า ที่สามารถเก็บรวบรวมไว้ได้ มีวิธีการนำออกมาใช้งานอย่างไร และสามารถแบ่งปันข้อมูลนั้นให้กับใครได้บ้าง

ในด้านการพัฒนาข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับระดับความเสี่ยงและความมั่นคง เป็นปัจจัยที่จะทำให้ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลต้องกลับมาทบทวนกฎหมายและนโยบายด้านความปลอดภัยแบบครอบคลุมรอบด้านมากกว่าที่เคยเกิดขึ้น ในเครือข่ายการสื่อสารแบบไร้สายในยุคก่อนๆ

ประเด็นสำคัญที่มีการพูดกันอย่างมากคือ เทคโนโลยี 5G จะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในหลายอุตสาหกรรม อย่างฉับพลัน (Disruption) เพราะการมุ่งไปสู่การพัฒนา 5G บวกกับการให้บริการทุกรูปแบบที่อยู่บนระบบคลาวด์ จะช่วยให้เกิดการบริการใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

นอกจากเรื่องความเร็วของการรับส่งข้อมูล การตอบสนองที่รวดเร็ว และการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้คลื่นความถี่ที่ดีขึ้นแล้ว อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี 5G ยังใช้พลังงานน้อยกว่า 4G อีกด้วย ซึ่งถือเป็นความสามารถที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของInternet of Things (IoT) ในอนาคต

เมื่อ 5G สามารถเข้ามาแก้ปัญหาบางอย่างของ 4G ได้ จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมและสังคมแบบรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น การเชื่อมต่อในเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การรักษาทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Telehealth) รถยนต์ไร้คนขับ และ IoT เป็นต้น

นอกจาก 5G จะทำให้จำนวนอุปกรณ์ IoTและเซ็นเซอร์ต่างๆ แพร่หลายเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเปลี่ยนรูปแบบของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ IoT ด้วย เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้หุ่นยนต์จะสามารถเชื่อมต่อกันได้บนคลาวด์แบบเรียลไทม์ จึงทำให้สำนักงานใหญ่ที่อยู่คนละทวีปกับโรงงานสามารถตรวจสอบระบบงาน และวัดประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานได้อย่างเรียลไทม์ รถยนต์จะมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ อุปกรณ์การควบคุม และอุปกรณ์สื่อสารเชื่อมต่อกันได้อย่างครบวงจร ไปจนถึงการเชื่อมโยงรถยนต์ ประชาชนและกล้อง CCTV เข้ากับระบบSmart city เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของเมืองได้อีกด้วย

ผู้ให้บริการ 5G จะแตกต่างจากเทคโนโลยีเดิมอย่างมาก เนื่องจากถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้เกิดการบริการที่ทันสมัยและหลากหลายเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้งาน โดยมีการคาดการณ์ว่า จะเกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนมาก เมื่อ 5Gเริ่มเปิดให้บริการ โดยเราจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบการทำธุรกิจที่พลิกโฉม(Business disruption) ไปจากเดิมอย่างน่าตื่นตาตื่นใจและรวดเร็วกว่า ที่คาดการณ์ไว้

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต (1) ความเร็วของ 5G ที่อาจมาแรงแซง WIFI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414245

แนวหน้า 5G ไกด์ : เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต (1) ความเร็วของ 5G ที่อาจมาแรงแซง WIFI

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคถัดจากนี้ ที่จะเป็นยุคของ เทคโนโลยี 5G ซึ่งมีความเร็วของการส่งข้อมูลสูงกว่า 4G ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างน้อย 10 เท่า จะทำให้โลกอุตสาหกรรมในอนาคตมนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกัน สอดประสานราวกับวงดนตรีที่เล่นเพลงเดียวกันอย่างไพเราะด้วยเครื่องดนตรีที่หลากหลาย โดยที่หุ่นยนต์ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบคลาวด์ เพื่อความปลอดภัยและสั่งการควบคุมกระบวนการได้แบบเรียลไทม์

5G ไม่ได้เป็นการก้าวกระโดดเพียงในเรื่องความเร็วเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับการเพิ่มจำนวนเครือข่ายที่สามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และสามารถรองรับการใช้งานเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์นับล้านชิ้น

ทั้งนี้ การวิเคราะห์และคาดการณ์โดยสำนักวิจัยหลายแห่ง สามารถสรุปได้ว่าอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมจะถูกพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ภายในปี ค.ศ.2023-2025 ตามมาด้วยการพลิกโฉมของอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารและธุรกิจการค้าปลีก ในช่วงปี ค.ศ.2025 ไปจนถึงอุตสาหกรรมพลังงานในปี ค.ศ.2030 ซึ่งภายหลังจากปี ค.ศ.2030 เราจะได้เห็นภาพจริงของการอพยพจากอุตสาหกรรมเก่าเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบ

ในส่วนของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่างกำลังก้าวไปสู่ระบบ 5G โดยหลายประเทศได้วางโครงข่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2018 ซึ่งถือได้ว่าเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2 ปี อันเป็นผลมาจากการแข่งขัน ในความพยายามที่จะผลักดันให้การบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล
ในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก

ความต้องการเพิ่มความเร็วเครือข่ายในระดับ Gbps และการมีแอพพลิเคชันที่หลากหลาย ส่งผลทำให้ 5G มีผลกระทบต่อบทบาทและขอบเขตของการให้บริการโทรคมนาคมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเงินการธนาคาร, ประกันภัย, การขนส่ง, ค้าปลีก, บันเทิง ไปจนถึงพลังงาน

ขณะเดียวกันเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงและเชื่อมต่อ ทั้งระหว่างผู้ใช้งาน และระหว่างคนกับอุปกรณ์หรือเครื่องจักร อันจะส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต, รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, หุ่นยนต์ ไปจนถึงระบบเมืองอัจฉริยะให้เกิดการเชื่อมโยงด้วย IoT

การสำรวจของ Ericsson พบว่า ผู้นำด้านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 95% เชื่อว่า 5G จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากอุปกรณ์ IoT ซึ่งผลสำรวจพบว่ามีการนำ 5G มาใช้ โดย 64% จะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการส่งผ่านข้อมูลไปยังอุปกรณ์ต่างๆ แทนการเชื่อมต่อ WiFi ขณะที่ 38% จะใช้เพื่อดำเนินการด้านสุขภาพ เช่น บริษัทเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพใช้อุปกรณ์ IoT ในการเชื่อมต่อ 5G เพื่อตรวจสอบผู้ป่วยที่กำลังฟื้นตัวจากการรักษา และ 36% ใช้ในการควบคุมระยะไกลแบบเรียลไทม์ เช่น บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใช้การเชื่อมต่อ 5G เพื่อสำรวจและตรวจสอบความพร้อมและความผิดปกติของระบบต่างๆ

“จากการสำรวจพบว่า 64% ของผู้ใช้งาน จะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการส่งผ่านข้อมูลไปยังอุปกรณ์ต่างๆ แทนการเชื่อมต่อ WiFi”

สำหรับมุมมองของ Nokia เชื่อว่าเครือข่าย 5G จะทำให้ผู้ใช้งาน VR สามารถทำงานร่วมกันได้ราวกับว่าอยู่ใกล้กัน ซึ่งอาจจะดูเหมือนวีดีโอเกมยุคใหม่ และการทำงานร่วมกันจากระยะไกล โดย 5G จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับทุกสิ่งทุกอย่าง

ด้าน Facebook เองได้ประกาศว่าโครงการ Telecom Infra Projectเป็นความคิดริเริ่มในการออกแบบเพื่อปรับปรุงโครงสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานข้อมูลที่มีเพิ่มขึ้นของโลก โดยบริษัท ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้จำหน่ายอุปกรณ์ เช่น Nokia, Intel และ Deutsche Telekom เพื่อให้สามารถดำเนินการรับมือกับการใช้งานข้อมูลจำนวนมหาศาล อย่างระบบ VR และการดูวีดีโอออนไลน์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จุดเด่นอีกประการของ 5G คือความสามารถในการลดความหน่วงเวลาได้อย่างมาก (Ultra-low Latency) ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับรถยนต์ได้อย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ ช่วยพัฒนาความปลอดภัยของยานพาหนะได้อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ความหน่วงเวลาที่ต่ำของ 5G จะช่วยให้เครือข่ายหุ่นยนต์สามารถดำเนินงานที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญของผู้ให้บริการเครือข่าย 5G ในอนาคต คือ มาตรฐานการให้บริการ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งในอนาคตข้างหน้า 5G จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การทำงาน ความบันเทิงอีกทั้งจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการและโมเดลธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมในอนาคต