‘ครูสลา’ เผยศิลปินคู่ชีวิต เบื้องหลังเพลงฮิตระดับประเทศ แต่งจบใน 1 ชั่วโมง

11 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

“ครูสลา คุณวุฒิ” เปิดใจถึงเส้นทางบนถนนสายดนตรี กับบทบาทคนเบื้องหลังที่สร้างศิลปินนักร้องมาแล้วมากมาย พร้อมย้อนความทรงจำถึงนักร้องที่ร่วมฝ่าฟันมาด้วยกันตั้งแต่ยุคเริ่มต้น โดยยกชื่อ “ไมค์ ภิรมย์พร” เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผ่านทั้งช่วงลำบากและการเรียนรู้มาด้วยกัน

ครูสลาเล่าว่าช่วงแรกทั้งครูและไมค์ต่างก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จเพราะต่างคนต่างเพิ่งเริ่มต้นในเส้นทางของตัวเองถึงขั้นที่แกรมมี่ส่ง “ไมค์ภิรมย์พร” และ “พรชัยวรรณศรี” ไปเรียนร้องเพลงกับอาจารย์สยามรักถิ่นไทยที่จังหวัดอุบลราชธานีและเป็นจังหวะเดียวกับที่ครูสลาเองก็เป็นนักแต่งเพลงมือใหม่จึงเปรียบเหมือนการ “เข้าโรงเรียนพร้อมกันแต่ต่างวิชาเอก” ก่อนจะค่อยๆเรียนรู้ลองผิดลองถูกและต่อสู้มาด้วยกันผ่านความยากความเสี่ยงและการลุ้นกับชีวิตจนในที่สุดประสบความสำเร็จกลายเป็นภาพความทรงจำสำคัญบนเส้นทางดนตรีของทั้งคู่

อีกหนึ่งเรื่องที่ครูสลาเล่าด้วยความประทับใจคือเบื้องหลังเพลงฮิต“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ของ “ตั๊กแตนชลดา”ซึ่งเกิดขึ้นจากโจทย์เร่งด่วนหลังทีมงานพบว่าอัลบั้มยังขาดเพลงอีกหนึ่งเพลง

ครูสลาเผยว่าขณะนั้นเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ยุโรปก่อนจะได้รับการประสานกลับมาว่าอัลบั้มของตั๊กแตนยังปิดไม่ลงเพราะเหลือเพลงสุดท้ายอีกหนึ่งเพลงโดย “อาจารย์บอยธีระพงษ์” ซึ่งดูแลด้านดนตรีต้องการเพลงในรูปแบบหนึ่งจึงส่งโจทย์มาให้ครูสลา

จากโจทย์ดังกล่าวครูสลาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการแต่งเพลงก่อนนำไปเกลาเนื้อร้องและนัดตั๊กแตนเข้ามาร้องเพื่อใช้เป็นเพลงปิดอัลบั้ม

หลังปล่อยเพลงออกมาเพลงกลับได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วและขึ้นชาร์ตเพลงลูกทุ่ง FM ทันทีในช่วงนั้นเพลง “จิรักหรือจิหลอก” ถูกปล่อยออกมาก่อนและเริ่มมีกระแสตอบรับขณะที่เมื่อพูดถึงเพลงของตั๊กแตนหลายคนก็มองว่าเพลงดังน่าจะเป็นเพลงนี้เพราะเป็นเพลงภาษาโคราชซึ่งเป็นภาษาบ้านเกิดของตั๊กแตนและมีอาจารย์สิงห์เฒ่าศราวุธเป็นผู้แต่ง

แต่สิ่งที่ทำให้ครูสลาประหลาดใจก็คือมีคนบอกว่า “ไม่ใช่” เพราะยังมีอีกหนึ่งเพลงช้าที่กำลังมาแรงจนครูสลาต้องถามกลับว่า “เพลงอะไร?”

เมื่อได้ยินชื่อเพลงครูสลาถึงกับร้องอุทานว่า…  “นั่นคือเพลงที่ตัวเองเคยแต่งขึ้นแบบเร่งรีบในตอนนั้น และกลายเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่อยู่ในความทรงจำของครู โดยมองว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่แต่งแบบเร่งด่วนแล้วได้ผลตอบรับดี และยังมีอีกหลายเพลงที่เป็นลักษณะนี้”

ยินดีกับ ‘พีเจ มหิดล’ สำเร็จการศึกษา คว้าปริญญาตรี นิเทศฯ จุฬาฯ

11 กันยายน 2569 เวลา 15:41 น.

ร่วมยินดีกับอีกหนึ่งความสำเร็จของ “พีเจ-มหิดล พิบูลสงคราม” หนึ่งในนักแสดงหนุ่มสุดฮอตจาก iQIYI Original “GELBOYS 2 ตกอยู่ในสถานะติ่งแฟน” ที่ล่าสุดขึ้นแท่นบัณฑิตใหม่ป้ายแดง คว้าปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากตั้งใจเรียนควบคู่ไปกับการทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มที่

งานนี้ทำเอาเหล่าแฟนคลับรวมถึงคนบันเทิงเตรียมจัดเต็มของขวัญเพื่อร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคึกคัก

โดยพีเจมีกำหนดการเข้ารับปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นี้

‘ฝน-ไอซ์-เบน’ชวนแฟน ‘ดวลเพลงดัง พลังมัธยม’ ลุ้นแชมป์เพลงลูกทุ่งสุดฮิต ‘รักจางที่บางปะกง’

11 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

คึกคักครื้นเครง ดวลเพลงดัง พลังมัธยม การันตีความบันเทิง เปิดเวทีเฟ้นหาหนุ่มน้อยเสียงดีดวลโจทย์เพลงฮิตประจำสัปดาห์ พิธีกรคู่หู โหน-ธนากร ศรีบรรจง และอ้น-อัครวัฒน์ จุมพลวิวัฒน์ ส่งคนบันเทิงมากประสบการณ์ฝน-ธนสุนทร, ไอซ์-ศรัณยู และเบน-สันติราษฎร์ นั่งเก้าอี้กรรมการร่วมตัดสิน พร้อมแชร์เทคนิคดี ๆ ทั้งเรื่องการร้องการทำโชว์ รวมถึงการบริหารเสน่ห์บนเวที ทำให้การแข่งขันสนุกเข้มข้นและสูสีกันมาก ๆ แต่ก่อนจะไปร่วมลุ้นและสนุกกับเสียงเพลง มีโชว์บรรเลงขลุ่ยสุดพิเศษจาก ครูเอิร์ธ-นรภัทร ภาบรรจงจิตต์ หัวหน้าโครงการทูตวัฒนธรรมเครือข่ายองค์กรศาสนาพุทธโลก เจ้าของรางวัล The Best Teacher Award ระดับ World Music และ น้องเควิน-อัศวงศ์รัตน์ อัสรางชัย แชมป์ดนตรีโลก วัฒนธรรมวินิต ตัวแทนคนไทยขลุ่ยไทยเวทีโลก มาฝากกันด้วย

 จากนั้นลุ้นและเชียร์ 3 ผู้เข้าแข่งขัน น้องอันดา, น้องออโต้ และน้องกิต กับภารกิจพิชิตแชมป์เพลงลูกทุ่งยอดฮิต  รักจางที่บางปะกง ของนักร้องชั้นครู สดใส รุ่งโพธิ์ทอง โจทย์สัปดาห์นี้โดนใจกรรมการและผู้ชม แม้เนื้อหาจะแอบเศร้า
แต่มีดนตรีสนุกสนานชวนให้เต้นตาม ทำให้เหล่าผู้เข้าแข่งขันต้องงัดความสามารถออกมาสู้กัน จัดเต็มทั้งเสียงร้อง ลีลาท่าทาง โดยเฉพาะโน้ตประหารที่ต้องเก็บทุกเม็ด โกยคะแนนให้มากที่สุด ใครจะคว้าแชมป์และถ้วยรางวัลไปครอง มีนัดกัน
วันพุธนี้ติดตามความสนุก และร่วมส่งกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันได้ในรายการ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม วันพุธที่ 16 กันยายนนี้เวลา 13.10 น. ทาง ช่อง 7HD กด 35 Facebook : Ch7HD และ Ch7HD Entertainment  และสามารถชมความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD เว็บไซต์ :  www.ch7.com

‘ไบร์ท วชิรวิชญ์‘ สร้างโมเมนต์ระดับโลก กระทบไหล่ CEO คนใหม่ของ Apple

11 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

“ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี” สร้างอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญบนเส้นทางระดับนานาชาติ หลังได้รับเชิญจาก Apple ให้เข้าร่วม Apple Event: Surprise and Shine ณ Apple Park เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 8 และ 9 กันยายน 2569 ท่ามกลางแขกรับเชิญจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

ไฮไลต์สำคัญคือการได้พบปะพูดคุยและถ่ายภาพร่วมกับ John Ternus CEO คนใหม่ของ Apple ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งภาพที่น่าจดจำและสะท้อนช่วงเวลาสำคัญของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของแบรนด์ระดับโลก

วันที่ 8 กันยายนไบร์ทได้รับเชิญให้ร่วมดินเนอร์ณ Apple Park ซึ่งจัดขึ้นสำหรับแขกรับเชิญพิเศษโดยเฉพาะท่ามกลางบุคคลจากหลากหลายวงการและหลากหลายประเทศเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ Apple Park

ต่อเนื่องในวันที่ 9 กันยายนไบร์ทปรากฏตัวณ Steve Jobs Theater เพื่อร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมสัมผัสประสบการณ์ต่างๆภายใน Apple Park อย่างใกล้ชิดทั้งเทคโนโลยีดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์

การได้รับเชิญครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวของ “ไบร์ทวชิรวิชญ์” ในฐานะศิลปินและนักแสดงจากประเทศไทยกับการปรากฏตัวในงานสำคัญระดับโลกและได้ร่วมอยู่ในโมเมนต์แห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Apple พร้อมสร้างอีกหนึ่งภาพจำบนเวทีนานาชาติ

‘จูเน่ เพลินพิชญา’ สวยแกลมสะกดทุกสายตา! เปลี่ยนลุคสุดปัง ร่วมชม Ralph Lauren Spring 2027 ที่นิวยอร์ก

11 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

 เรียกเสียงฮือฮาให้กับรันเวย์ไม่น้อย เมื่อ “จูเน่ – เพลินพิชญา โกมลารชุน” นักแสดงมากความสามารถ ปรากฏตัวในลุคสุดแกลมจากลักชัวรีแบรนด์ระดับโลก Ralph Lauren เพื่อร่วมชมแฟชั่นโชว์ Ralph Lauren Spring 2027 Collection ณ มหานครนิวยอร์ก งานนี้บอกเลยว่าออร่าความสวยมาเต็ม! ทำเอาเหล่าช่างภาพพร้อมใจกดแฟลชกันรัว ๆ เมื่อเจ้าตัวสลัดภาพสาวหวาน พลิกลุคมาเป็นสาวสวยสุดแกลมที่ทั้งหรูหรา โดดเด่น และเต็มไปด้วยเสน่ห์ จนกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่เรียกสายตาจาก
ฟรอนต์โรว์ได้อยู่หมัด

นอกจากจะโดดเด่นด้วยลุคสุดแกลมจนเหล่าช่างภาพกดแฟลชกันรัว ๆ แล้ว งานนี้ “จูเน่” ยังได้กระทบไหล่เหล่าคนดังระดับโลกที่มาร่วมชมแฟชั่นโชว์อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ไวโอลา เดวิส (Viola Davis), เมแกน เฟฮี (Meghann Fahy), อาเรียนา เดอโบส (Ariana DeBose), ไอซา กอนซาเลซ (Eiza González), ซินเทีย เอริโว (Cynthia Erivo), กิโกะ มิซูฮาระ (Kiko Mizuhara) และอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สาวไทยได้เฉิดฉายท่ามกลางเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลก พร้อมร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ Ralph Lauren Spring 2027 อย่างใกล้ชิด

สำหรับคอลเลกชัน Spring 2027 Ralph Lauren พลิกนิยามความชิคผ่านมุมมองใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลังบวก ถ่ายทอดเรื่องราวจากอดีตผ่านอิสระแห่งดีไซน์ พร้อมผสานความโรแมนติก ความดิบเท่ และความประณีตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนเสน่ห์ของหญิงสาวที่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองและสนุกไปกับการสร้างสรรค์สไตล์ในแบบที่ไม่ซ้ำใคร โดดเด่นด้วยพาเลตต์สี น้ำเงินกรมท่าและสีขาว ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกเหนือกาลเวลา ควบคู่กับซิลูเอตที่ชัดเจนและมีโครงสร้าง โดยเฉพาะ กางเกงทรงกว้าง ที่กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของคอลเลกชัน เสริมด้วยไอเทมเดนิม แจ็กเก็ต และชุดสูทที่ยังคงถ่ายทอดกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ralph Lauren ได้อย่างชัดเจน

@RalphLauren
#RalphLauren #RalphLaurenSpring27 

#RLCollection #NYFW

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

11 กันยายน 2569 เวลา 16:14 น.

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ บนตึกไทยฯ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 12.09 น. วันที่ 11 ก.ย.2569 พระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ หรือวัดในเตา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง รับกิจนิมนต์ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล โดยได้ขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อมอบขวัญกำลังใจในการทำงาน ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พร้อมทั้งมอบคติธรรมในการปกครองดูแลพี่น้องประชาชน และได้เจิมกระหม่อม และลงยันต์บนโต๊ะทำงาน พร้อมกับปิดทององค์นรสิงห์จำลองด้วย รวมถึงยังให้พรนายกฯ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปีในวันที่ 13 ก.ย. เพื่อเสริมสิริมงคลด้วย

ทั้งนี้ สำหรับเกจิดัง รูปดังกล่าว เคยลงยันต์ และเป่ากระหม่อมนายกฯ เมื่อครั้งเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดตรัง และได้ให้พรขอให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระเครื่องและวัตถุมงคลของพระอาจารย์ประสูตินั้น มีการสร้างไว้หลายรุ่นด้วยกัน แต่จำนวนการสร้างแต่ละอย่างจะไม่มากนัก แต่หลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ เช่น หุ่นพยนต์ รุ่นแรก

วันนอร์ ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ.

11 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

วันนอร์ แจง ร่อนจดหมายเปิดใจดับไฟใต้ เชื่อมั่น หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ ปี 70 เกิดสันติสุขแน่ เผย คณะทำงานชุด สีหศักดิ์ คืบหน้าไปมาก ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ. ระบุ เปลี่ยนหัวหน้าพรรคหรือไม่ ต้องจัดประชุมใหญ่ ชี้ ขึ้นอยู่กับสมาชิก

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโพสต์จดหมายเปิดใจเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ถึงเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดความสงบ เพราะประชาชนทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้มา 20 กว่าปีแล้ว งบประมาณเราก็ใช้ไป 5 แสนกว่าล้านบาท มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายพันคน ถ้าเราไม่ทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้นหรือยุติได้ ให้เกิดความสันติสุขอย่างถาวร บ้านเมืองเราก็ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งเหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในพื้นที่ แต่กระทบถึงทั่วประเทศด้วย ทำให้ความเชื่อมั่นชาวต่างชาติ ทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวประเทศไทยต้องชะงัก

สิ่งเหล่านี้แม้มันจะยากลำบาก แต่เราต้องพูดให้เป็นภาษาเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันให้เกิดสันติสุขให้ได้ ตนยังมีความเชื่อมั่นในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าหากให้โอกาสทุกคนได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในปี 70 ตามยุทธศาสตร์น่าจะเกิดความสันติสุขได้ นี่เป็นความหวัง ทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า 20 ปี อะไรมันพิสูจน์ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรที่จะก่อเกิดสันติสุขได้ เราควรรีบ เพราะเราเสียเวลามาเยอะแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นส่วนตัวไม่ตรงกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ตรง ในคณะเจรจาเราเพิ่งจะเริ่มทำงาน ฉะนั้น ความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน ต้องปรับให้ไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องให้ตรงกันทีเดียว แต่ต้องปรับให้ไปในทิศทางที่จะเกิดสันติสุขให้ได้ ขณะนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน เพิ่งประชุมไปได้แค่ 2 ครั้ง แต่ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ทำยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนขึ้นมา มีคณะทำงานแต่ละด้านขึ้นมา ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปที่กำลังจะนัดหมายนั้นก็น่าจะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น

เมื่อถามว่า ในช่วงท้ายจดหมายเปิดใจมีการกล่าวถึงประชาชาติ แสดงถึงแรงกระเพื่อมภายในพรรคหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคอาจจะถามว่าพรรคประชาชาติจะต้องเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกพรรคและของประชาชน หากพรรคการเมืองจะเดินได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะนำพรรคคือ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ทุกคน เพียงแต่ตนสื่อให้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องเดินหน้าต่อไป ย้ำว่าอยู่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาชาติไม่ได้แตกกันใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีแตก เราเป็นพรรคที่ไม่ใหญ่ เป็นพรรคเล็กด้วยซ้ำไป เรามี สส.แค่ 5 คน มีกรรมการบริหารพรรค 10 กว่าคน ทุกคนก็มีหน้าที่ในพรรค ร่วมรัฐบาลก็ต้องร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่จะเดินหน้าเพื่อประชาชนต่อไป แม้ความเห็นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของ สส.และพรรคการเมือง แต่ทุกคนต้องทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สมัครสมานสามัคคีรัฐบาลก็เดินหน้าไปไม่ค่อยจะราบรื่น การที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน หมายความว่ารัฐบาลมีความแข็งแรงมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นและมีพลัง เราก็ทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาเยอะ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี ปรองดอง ร่วมมือ และต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง สร้างปัญหาให้พรรคประชาชาติหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวของ พ.ต.อ.ทวี แต่หากเป็นความเห็นของพรรคจะต้องมาจากที่ประชุมพรรค สส.ทุกคนยังคงยึดมั่นแนวทางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ความเห็นของ สส.แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้าง ตนไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้อยู่ในสภา แต่ได้รับรายงานจาก สส.ของพรรคว่าทุกครั้งที่มาประชุมร่วมกันและมีมติไปในทิศทางเดียวกันคือ โหวตไปในทิศทางที่เป็นมติวิปรัฐบาล ไม่มีใครแตกแถว

เมื่อถามอีกว่า มีข่าวถึงขั้นว่า จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชาติจริงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคต้องมีการประชุมใหญ่ของพรรค ตนคิดว่า พ.ต.อ.ทวี รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และ สส. ยังทำงานได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประชุมที่จะต้องประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นอกจากว่า จะมีสถานการณ์ใดพิเศษก็ยังมีการประชุมวิสามัญตลอดเวลา

นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด-ระดับใด

11 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด-ระดับใด เรียกความเชื่อมั่น ปชช.ต่อระบบราชการ พร้อมคืนความยุติธรรมให้คนสอบได้ แจงทำหนังสือถาม”ผบ.ตร.”ปม”ทองเจือ”ไม่อยากตอบลอยๆ ยันไม่รู้เรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์แค่คนร่วมงาน

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ปปง. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในการแถลงข่าว

โดย นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนและผู้ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และตำรวจของมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อระบบราชการของไทยที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้วแต่ความจริงแล้วคดียังไม่จบ เราอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ ที่ผ่านไปแล้วคือในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่งเท่านั้น และได้มีการแจ้งชื่อทั้งหมดผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ดำเนินการเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีการทุจริต 5,000 กว่าราย ซึ่งคดีการทุจริตมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก ซึ่งคดีนี้เริ่มขึ้นจากเอ็มโอยู 7 หน่วยงานที่ตนได้สั่งการให้มีการทำงานร่วมมือตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย วันนี้การดำเนินงานในคดีนี้พบพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถยึดและอาญาทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วคิดเป็นมูลค่า รวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐานหรือเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสเปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและเพื่อคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถของเขาโดยสุจริต

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ความมุ่งมั่นในทุ่มเทและยึดมั่นในความถูกต้อง กาดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพียงการปราบปรามผู้กระทำความผิด แต่เป็นการปกป้องหลักคุณธรรมและความเป็นธรรมของระบบราชการไทย ซึ่งในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลามีความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีคดีได้มีการดำเนินการไปหลายอย่างแล้วทั้งการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่เขามีส่วนกำกับดูแลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และมีการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานรวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางคดีและทางวินัย ซึ่งขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าไปเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ ทั้งนี้ เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้หลายรายแล้วและยังมีการดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ขยายผลไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้เห็นแล้วว่าเราสามารถยึดอายัดทรัพย์สินรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 320.86 ล้านบาท คือส่วนที่เราดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราขยายผลและดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าเครือข่ายนี้ได้ร่วมกันกระทำการอันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบั่นทอนขวัญกำลังใจของระบบราชการและข้าราชการทุกคนตลอดจนความกังวลให้กับประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เรื่องของคดีประชาชนไม่ต้องมีความกังวลว่าจะมี อิทธิพลใดๆ ที่จะมาทำให้รูปคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เอื้อหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดได้ เราทำงานร่วมกันตามเอ็มโอยูและแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการแปลงคดีหรือทำให้คดีเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง เพราะ ป.ป.ช.เป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีนี้ ขอให้มั่นใจว่าเราเอาจริงเอาจังกับคดีเหล่านี้และได้ดำเนินการไปเป็นอันมากแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อสอบถามกรณี นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายกฯ กล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเอ่ยถึงชื่อนายทองเจือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจตนจึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ทำคดีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถามไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆ ก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จักเป็นคนที่ทำงานด้วยกันมีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อก็เป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่าทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและรับหลังและในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทราบมาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำคดีนี้อยู่ก็สอบถามไปเพื่อที่จะตอบข้อสงสัย ได้อย่างมีข้อเท็จจริงและมีหลักฐานประกอบ

ผอ.JIC สวนกัมพูชา ไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก ยัน AOT-สื่อเห็นพื้นที่จริง ชี้หลักฐานตรวจสอบได้ ย้ำเขตแดนต้องใช้กลไกสองฝ่าย

11 กันยายน 2569 เวลา 14:59 น.

11 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาระบุว่า การนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และสื่อมวลชนลงพื้นที่เป็นการจัดฉากว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก เพราะสิ่งที่อยู่ในพื้นที่คือสิ่งที่คณะผู้สังเกตการณ์และสื่อมวลชนได้เห็นด้วยตนเอง หน้าที่ของไทยคือเปิดพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัย และให้ผู้มาเยือนใช้วิจารณญาณของตนเอง หากฝ่ายกัมพูชามีข้อมูลหรือหลักฐานที่แตกต่างออกไป ก็ควรนำเสนอผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหากันผ่านสื่อ แต่คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่า คณะผู้สังเกตการณ์ไม่ได้เห็นความจริงทั้งหมด เนื่องจากไทยเป็นผู้กำหนดเส้นทางและสถานที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ชายแดนทุกครั้งจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เส้นทางจึงต้องได้รับการประเมินและประสานงานล่วงหน้า แต่การกำหนดเส้นทางเพื่อความปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าเป็นการกำหนดว่าผู้สังเกตการณ์ต้องเชื่ออะไร ที่สำคัญ ไทยไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคำพูดของไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่สนับสนุนให้ตรวจสอบเพิ่มเติมจากข้อมูลและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้

กรณีที่ พ.อ.โรเดริก การ์เซีย ระบุว่า สิ่งที่เห็นแตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับมาก่อน และต้องตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า “ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีครับ คำว่า ‘ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม’ สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการมาตลอด คืออย่าเพิ่งตัดสินจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อมูลเดิมกับสิ่งที่เห็นในพื้นที่ไม่ตรงกัน หน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ก็คือกลับไปตรวจสอบ และประเทศไทยพร้อมสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบที่เป็นกลางและอยู่ภายในกรอบอำนาจหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์”

เมื่อถามว่า ภาพฐานสแกม สถานีตำรวจจำลอง หรือสถานที่ที่ถูกตั้งข้อสงสัย สามารถพิสูจน์ความผิดของกัมพูชาได้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ไม่ควรกระโดดจากสิ่งที่พบไปสู่ข้อสรุปทางกฎหมายโดยไม่มีการสอบสวน ภาพหรือสถานที่เป็นข้อมูลเบื้องต้น ส่วนจะเชื่อมโยงกับการกระทำผิดใด หรือใครเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยจุดยืนของไทยคือ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาค และควรแก้ด้วยความร่วมมือและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยการกล่าวหากัน

ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ได้ยึดครอง แล้วเหตุใดจึงพูดถึงการถอนกำลัง พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกคำว่า “การวางกำลัง” ออกจากคำว่า “การยึดครอง” ให้ชัดเจน การมีกำลังอยู่ในพื้นที่ตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงไม่ได้ทำให้เกิดข้อสรุปเรื่องอธิปไตยโดยอัตโนมัติ ไทยยืนยันว่าไม่มีเจตนายึดดินแดนของกัมพูชา และการจัดกำลังของฝ่ายไทยต้องพิจารณาภายใต้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ขณะที่ปัญหาเขตแดนต้องแก้ผ่านกลไกที่มีหน้าที่โดยตรง ไม่ใช่ตัดสินผ่านการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผอ.JIC กล่าวอีกว่า ไทยไม่ขอให้ใครเชื่อเราเพราะคำพูด แต่ขอให้ตรวจสอบจากข้อเท็จจริง หากสงสัยก็ตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีหลักฐานก็นำมาเปรียบเทียบกัน ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ตัดสินเขตแดน และข้อพิพาทเรื่องเขตแดนต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน

“ฉากอาจสร้างได้ แต่หลักฐานตรวจสอบได้ ประเทศไทยจึงไม่ขอแข่งขันกันด้วยวาทกรรม เราขอแข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริง เปิดให้ตรวจสอบ และกลับเข้าสู่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด” ผอ.JIC กล่าว

นันทนา ตั้งชื่อ งบ 70 คนเหนือดวง เหน็บ‘ดีอี’ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น กระทรวงลูกเทพ

11 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

งบฯคนเหนือดวงแต่ประชาชนแล้วแต่ดวง! ’พันธุ์ใหม่‘ เกาะกระแสแซะแสบขนาด ’นายกฯ‘ ยังต้องพึ่งเหรียญ ‘สมีโชติ‘ สับเละ5ข้อค้าน ‘งบฯปี70’ เหน็บ ‘ดีอี’ ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น ’กระทรวงลูกเทพ‘ ทุ่มTH-AIPassportแต่เหลวไม่เป็นท่า อัดเงินสู้เลือกตั้งทำจีดีพีไตรมาสแรกโต ซื้อเสียงฉ่ำ ‘กกต.’ บ้อท่า สมควรถูกตัดงบฯสืบสวนสอบสวน จวกจัดงบฯหาทางออกไม่เจอ แถมสารพัดปัญหารุมเร้า แต่ไร้ระบบให้ตรวจสอบ ลั่นหากยังให้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ไปต่อ ประเทศไปไม่รอดแน่

11ก.ย.2569 เมื่อเวลา10.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่10ก.ย.ที่ผ่านมา โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายว่า จากการอภิปรายงบฯปี70ของฝั่งสส. 4วัน4คืน ทำให้มองเห็นงบฯปี70ได้ชัดยิ่งกว่าชัด จึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็นคนเหนือดวง แต่สำหรับประชาชนต้องเรียกว่า งบประมาณแล้วแต่ดวง งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตประเทศ หากจัดงบฯดีมีอนาคตก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่ถ้าจัดงบฯแบบนี้ก็ถือเป็นลายแทงหุบเหว ดังนั้นประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจคงต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกฯยังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย คำถามคือรัฐบาลจัดงบฯดูแลประชาชนปีนี้อย่างไร เงินถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าถูกต้องเป็นธรรม ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างอนาตตให้ประชาชนหรือไม่

“วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนหุบเหว เศรษฐกิจเรากำลังป่วยหนัก ภูมิคุ้มกันเราไม่มีเหลือแล้ว เราแคระแกรนไม่เติบโต 10กว่าปีติดต่อกันเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน นำเพียงพม่า 10ไตรมาสที่ผ่านมาเราโตเฉลี่ยไตรมาสละ1.5เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะไตรมาสแรกปีนี้จีดีพีโตถึง2.8เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป เงินสะพัดขนาดจีดีพีเพิ่มแบบนี้ จะซื้อเสียงกันฉ่ำขนาดไหน แต่ที่น่าแปลกคือ กกต.จับซื้อเสียงไม่ได้เลยสักรายเดียว สมควรถูดตัดงบฯสืบสวนสอบสวนหรือไม่“ น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ปีนี้ทั้งปีมีการคาดการณ์จาก IMF และWorld Bank ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เกิน1.6เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยงบประมาณที่เสนอมา รัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหา หรือซ่อนปัญหากันแน่ ตนขอชี้ให้เห็นความผิดปกติของงบฯปี70 ดังนี้ 1.กระทรวงหลักๆถูกปรับลดงบฯ แต่งบประมาณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เพิ่มขึ้น33เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ใครๆก็ทราบดี การที่รัฐบาลวางเดิมพันหมดหน้าตักกับเอไอ มันพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบฯ 1.6 พันล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า ทั้งความผิดพลาดในการคำนวณความต้องการจาก5ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง1.5ล้านบัญชี แถมคนใช้จริงไม่ถึง5แสนคน ยังไม่นับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอีกมากมาย ลองหลับตานึกภาพงบฯดีอีทั้งปี 1.3 หมื่นล้านบาทว่าจะเป็นอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า 2.งบฯรายจ่ายประจำปีสูงถึง73.6เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงิน2.7ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ22เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นทุกปี วิธีลดงบฯประจำไม่ใช่ลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการ ขณะนี้ประเทศเริ่มไปแล้ว ของประเทศไทยจะเริ่มกี่โมง 3.งบฯกลางที่รัฐบาลกำหนดไว้สูงถึง7แสนล้านเท่ากับ18.3เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ หากสภาฯอนุมัติงบฯนี้ให้เหมือนการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล อาจเรียกว่างบฯสิ้นคิด คิดอะไรไม่ออกก็ทำเอาไปกองรวมกันไว้แล้วหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาฯก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่างบฯกลางยิ่งมาก ก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มจีดีพี

น.ส.นันทนา กล่าวว่า 4.เงินกู้7.88แสนล้านบาท นำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้านใดบ้าง ขณะนี้เรามีหนี้สาธารณะเกือบ70เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หนี้สินครัวเรือนมีสัดส่วนถึง88เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทคือภาระประชาชน ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน โลกจะจดจำว่ารัฐบาลอนุทิน เป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ และ5.งบฯลงทุนเกือบ8แสนล้าน ประเทศชาติได้อะไร การบริหารงบฯประเทศไทยไม่เคยกำหนดKPIให้ชัดเจน เช่น เงินลงทุนเท่านี้จะสร้างงานได้เท่าไหร่ จีดีพีจะโตเท่าไหร่ จะลดต้นทุนทางธุรกิจได้เท่าไหร่ และหากทำไม่ได้ตามKPIงบฯปีหน้าควรจะถูกตัด ระบบนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทำ มีแต่เพิ่มงบฯเข้าไปไม่สนใจผลผลัพธ์

“นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร เอ็สเอ็มอี อุตสาหกรรมอนาตน ที่กระทบกับชีวิตผู้คนอย่างสาหัส ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังโคม่า ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลก็ถังแตก การลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามา ภาคเศรษฐกิจกำลังร่วงโรย เอสเอ็มอีกำลังจะตายเป็นใบไม้ร่วง แล้วเราก็กำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หากรัฐบาลยังบริหารประเทศเช่นที่เป็นมา ประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบฯมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ยอมให้ตรวจสอบได้ รัฐบาลเผชิญปัญหามากมาย หลายเรื่องประชาชนกังขา แต่ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น คดีเขากระโดง ฮั้วสว. โกงสอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ สแกมเมอร์ รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าประชาชนขาดศรัทธาและไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจัดงบฯแบบยังหาทางออกจากวิกฤตไม่เจอ ประชาชนไม่อาจเสี่ยงให้รัฐบาลบริหารเงินจากหยาดเหงื่อแรงงาน ดิฉันจึงไม่อาจเห็นชอบรัฐบาลนายอนุทิน บริหารงบฯปี70นี้” น.ส.นันทนา กล่าว