เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่้านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร”

ผมเริ่มเดินทางร่วมกับองคาพยพอนาคตใหม่ด้วยความฝัน มุ่งมั่นว่าการเมืองคือเรื่องของคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ตาม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการอนาคตใหม่เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางที่ราบเรียบ พวกเราเผชิญขบวนการนิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ์​ และการถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนล้วนเสมอภาคและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ผมยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฏรที่มาจากประชาชน ในการใช้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อถกเถียงและพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

ผมอยากชวนให้ทุกคนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชน สิ่งใดเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของเรามากกว่ากัน

ในขณะที่คดีของพวกเราเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หลากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า จึงต้องถามว่าสรุปแล้วมาตรฐานในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่

ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพวกเขาถูกท้าทายจึงต้องต่อสู้กลับ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ

ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด ผมยืนยันว่าพวกเราผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป

ประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของพวกเราไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน อันก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากเกินแก่จะเยียวยาได้ในภายหลังได้

ประการที่สอง การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นส่วนสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประการที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนที่อยู่ในกลุ่มคดี 44 สส. ไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้อีก

ประการสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนต่อไป ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว

กลับกัน หากศาลฎีกาจะสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงเพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับคดีความ เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

ดังนั้น ผมย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน”

กรณ์ ส่ง 3 ข้อกังวลถึง เอกนิติ เบรก พรก.กู้เงิน-จี้ล้างบางสแกมเมอร์ตลาดหุ้น

กรณ์ ส่ง 3 ข้อกังวลถึง เอกนิติ เบรก พรก.กู้เงิน-จี้ล้างบางสแกมเมอร์ตลาดหุ้น

กรณ์ ส่ง 3 ข้อกังวลถึง เอกนิติ เบรก พรก.กู้เงิน-จี้ล้างบางสแกมเมอร์ตลาดหุ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

23 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 ข้อกังวลถึงท่านรองนายกฯ และรมว.คลัง และ 1 ข้อฝากฝังถึงกรมบัญชีกลางเรื่องการเบิกจ่ายเงินน้ำท่วมหาดใหญ่

วันนี้ผมทำหน้าที่การตั้งคำถามในวาระ ‘กระทู้สด‘ ในสภาฯ เป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 10 ปี

ผู้ถูกถามคือท่านรองนายกฯ เอกนิติ ซึ่งได้กรุณามาตอบกระทู้ในสภาฯ เป็นครั้งแรก

คุณเอกนิติเป็นคนที่ผมเคารพ ไว้ใจ และชื่นชมมากที่สุดในรัฐบาล จึงมีความคาดหวังต่อตัวท่านสูงตามด้วย

แน่นอน มีเรื่องที่เราคิดไม่เหมือนกัน อย่างเช่นผมอยากให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน เพราะนํ้ามันนอกจากเป็นต้นทุนชีวิตของเกือบทุกคนแล้ว ยังเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญของสินค้าทุกประเภทอีกด้วย วันนี้ของแพงขึ้นเพราะนํ้ามันแพง และแม้ราคานํ้ามันลดลงแล้ว ราคาสินค้าก็ไม่ลดลงตาม นี่คือเหตุสำคัญที่เราได้เสนอให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตแต่แรก

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือผมเชื่อในเจตนาตั้งใจของคุณเอกนิติ พูดง่ายๆ ผมมั่นใจว่าท่านเป็นคนดีที่หวังดีต่อประเทศ คิดต่างกันก็แลกเปลี่ยนกันตามหน้าที่และบทบาทของแต่ละคน อยู่ต่างพรรค มองต่างมุมกันบ้าง แต่เคารพซึ่งกันและกัน

แต่วันนี้ผมแอบกังวล

1. กังวลว่าท่านจะถูกกดดันให้ออก พรก. กู้เงิน ทั้งๆ ที่ขัดกับหลักวินัยทางการคลังที่ท่านยึดถือเหมือนผม และควรสำรองกระสุนสำคัญนี้ไว้ใช้ในวันที่ ’หลีกเลี่ยง‘ ไม่ได้ตามนิยามรัฐธรรมนูญจริงๆ

2. กังวลว่าท่านยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในฐานะประธาน คตร. ว่าวิธีคำนวณค่าการกลั่นที่อิงกับราคาสิงคโปร์นั้น เหมาะสมถูกต้องเป็นธรรมแล้วหรือยัง?

3. กังวลว่าท่าน (ยัง) ไม่เข้มพอในการกำกับให้กลต. เอาจริงกับการสอบสวนกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนในการเปิดทางให้กลุ่ม scammer เข้ามาครองหุ้นต่างๆ ในตลาดทุนไทย

เหล่านี้คือประเด็นที่แลกเปลี่ยนกันในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านในการแก้ปัญหาสำคัญของบ้านเมืองต่อไป

พอวาระถาม-ตอบกระทู้เราเสร็จสิ้น ผมได้เดินไปทักทายท่าน และได้ขอให้ท่านช่วยกำชับกรมบัญชีกลางให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบเยียวยาซ่อมบ้านให้กับพี่น้องชาว #หาดใหญ่ ตามที่เพื่อน สส. จูรี นุ่มแก้ว ได้อภิปรายไว้ก่อนหน้า ท่านเอกนิติก็ได้รับปากว่าจะเร่งดำเนินการวันนี้ทันที

การเมืองถ้าไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเป็นประเด็น ก็จะเป็นการเมืองที่แข่งกันด้วยนโยบาย แลกเปลี่ยนกันด้วยข้อมูล บกพร่องก็ติ ทำดีก็ชม และสำคัญที่สุดก็คือช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก

ข่าวดีชาวหาดใหญ่! จูรี คุย เอกนิติ จ่ออนุมัติ 1,089 ล้าน เยียวยาซ่อมแซมบ้าน

ข่าวดีชาวหาดใหญ่! จูรี คุย เอกนิติ จ่ออนุมัติ 1,089 ล้าน เยียวยาซ่อมแซมบ้าน

ข่าวดีชาวหาดใหญ่! จูรี คุย เอกนิติ จ่ออนุมัติ 1,089 ล้าน เยียวยาซ่อมแซมบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.12 น.

23 เมษายน 2569 นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถือเป็นข่าวดี เมื่อครู่ทางเราได้หารือ ท่านเอกนิติ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง เรื่องเงินเยียวยาซ่อมแซมบ้านในหาดใหญ่และโดยรอบ 1,089 ล้าน ที่รอพิจารณาอนุมัติอยู่ที่กรมบัญชีกลาง

ท่านบอกว่า ท่านฟังอยู่และจะสั่งการไปถึงกรมฯวันนี้เลย เพื่อให้อนุมัติโดยไว

///พวกเรา…รอผลดำเนินการหลังจากท่านสั่งการวันนี้นะครับ

#จูรี #ร่างทรงชาวบ้าน #ผู้แทนหาดใหญ่

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 1แสนครัวเรือนกำลังรออยู่! จูรี จี้ กรมบัญชีกลาง ไฟเขียวงบฯ 1,089 ล้าน อุ้มจ่ายเยียวยา น้ำท่วมหาดใหญ่)

ทวี แฉกลางสภา! ขบวนการปลุกปั่นขจัด สส.กมลศักดิ์ ยันรู้ตัวคนสั่งการแล้ว

ทวี แฉกลางสภา! ขบวนการปลุกปั่นขจัด สส.กมลศักดิ์ ยันรู้ตัวคนสั่งการแล้ว

ทวี แฉกลางสภา! ขบวนการปลุกปั่นขจัด สส.กมลศักดิ์ ยันรู้ตัวคนสั่งการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.03 น.

“ทวี”ขอ”สมช.”ช่วยดูคดี”สส.กมลศักดิ์” หลังพบข้อมูล”คนก่อเหตุ”ถูกปลุกเร้าให้ขจัดคนนี้เพื่อ”ความสงบ” แย้มตอนนี้รู้แล้วใครเป็นคนสั่ง ขออย่าตัดตอนความยุติธรรม

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568 – 2570 เสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ผ่านแผนพัฒนามา 16 ปี เมื่อปีที่ผ่านมามีการวิจัยพบว่าคน 3 จังหวัด มีจำนวน 2.9 ล้านคน เท่ากับ 3.2% ของจีดีพี และมีความยากจนจำนวนมาก ซึ่งงานวิจัยระบุว่าปัญหาเกิดจากแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ เพราะงบประมาณแก้ปัญหาความไม่สงบ ได้งบ 5 แสนล้านบาท แต่ประชาชนมีรายได้น้อย มีงบที่เก็บท้องถิ่นใช้ในภาคใต้เพื่อบริหาร 3 – 4% ส่วน 89% เป็นการสงเคราะห์โดยรัฐบาลกลาง

“การใช้งบมากเป็นเพราะความมั่นคงของรัฐไม่ใช่ความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงราย ทำให้พบว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้ ล้าหลังมาก ทั้งที่มีทรัพยากร และมีอัตราการเกิดจำนวนมาก ความท้าทายในมิติของการพัฒนาต้องทำอย่างไรให้เศรษฐกิจในภาคใต้ดีขึ้น เช่น การนำซอฟท์โลนลงไปในพื้นที่ แต่ไม่เข้าใจว่าชายแดนภาคใต้มีดอกเบี้ยไม่ได้เพราะขัดหลักศาสนา ถือว่าไม่เข้าใจ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย ไม่ใช่กดทับ หรือจับผิด หากทหารนำจะถูกมองว่าเป็นการจ้องจับผิด วันนี้การพูดคุยคือทางออกและเชื่อว่าจะมีข้อยุติ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงในมิติที่ กอ.รมน.ดูความมั่นคง ทั้งนี้ มีประเด็นที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ เป็นผู้เสียหาย เขาต้องสืบสวนคู่ขนาน ทราบหรือไม่ว่า พ่อของนายกมลศักดิ์เป็นข้าราชการ เขาเข้าโรงเรียนนายร้อย น้องเป็นปลัดอำเภอ แต่ถูกยกระดับให้เป็นข้าศึก ให้เป็นผู้เห็นต่าง

“คนที่มารับสารภาพบอกว่า หากขจัดคนนี้แล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบ นี่เป็นความรู้สึกของคนที่ปลุกเร้า ผมว่าเป็นอันตรายมาก และไม่ควรใช้ความมั่นคงอยู่เหนือความยุติธรม หรือใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม บริบทที่เกิดกับคุณกมลศักดิ์ หากไม่สุดตามพยานหลักฐาน แล้วตัดตอนที่บุคคลซึ่งญาติของเขามาเล่าแล้วว่าใครคนสั่ง คนดำเนินการ ดังนั้น เป็นเรื่องที่ สมช.ต้องลงไปดูเพื่ออำนวยความยุติธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า การพูดคุยไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่การแก้ปัญหาต้องทำทางรัฐศาสตร์ คือ การกระจายอำนาจ บริหารและการปกครอง เมื่อสังคมหวาดระแวงใช้พื้นที่แห่งนี้แก้ป้ญหา ปัจจุบันชายแดนภาคใต้ถูกโจมตีด้วยยาเสพติด ที่เป็นปัญหาทำลายคน ดังนั้น ขอให้ช่วยขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเพราะเป็นสิ่งสำคัญ

มีอะไรให้เชื่อมั่น?! อภิสิทธิ์ ถาม สมช. วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น

มีอะไรให้เชื่อมั่น?! อภิสิทธิ์ ถาม สมช. วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น

มีอะไรให้เชื่อมั่น?! อภิสิทธิ์ ถาม สมช. วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.48 น.

มีอะไรให้เชื่อมั่น? “อภิสิทธิ์”ถาม”สมช.” วางเป้าไฟใต้สงบปี 70 ทั้งที่มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น แนะฟื้นกระบวนการพูดคุย ลดการนำจาก”ฝ่ายมั่นคง” หนุนกระจายอำนาจ สร้างคำตอบทางการเมือง

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568 – 2570 เสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ร่างนโยบายฉบับดังกล่าวไม่ต่างจากฉบับก่อน มีเพียงการสลับและจัดหมวดหมู่เท่านั้น ทั้งนี้ บางเป้าหมายที่ตั้งขึ้นบางเป้าหมาย มีตัวชี้วัดว่าปีหน้าต้องสงบภายในปีหน้า อย่างน้อยต้องมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่สถิติของเหตุการณ์ความรุนแรงที่รวบรวมจากภาคประชาชน หลังปี 2569 ที่น้อยลง เพราะสถานการณ์โควิด แต่หลายปีก่อนหน้านั้นเหตุการณ์เพิ่มขึ้น ผู้เสียชีวิตหลักร้อย ดังนั้น นโยบายที่ทำซ้ำกันมาหลายปี แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น

“ก่อนหน้าที่ผมเป็นรัฐบาลได้ใช้วิธีกระบวนการพูดคุย ซึ่งทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ภายหลังปี 2560 ไม่คืบหน้าไม่ไปไหน เพราะการพูดคุยในสากลต้องมีเป้าหมายที่เป็นคำตอบทางการเมือง ไม่ใช่กระบวนการประวิงเวลาหรือเจรจาหาข่าวแต่คงนโยบายปราบปราม ทั้งนี้ กระบวนการพูดคุยที่มีหน่วยข่าวกรองนำทีม ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ดี ผมมองว่ากางเป้าหมายให้เป็นศูนย์ที่อาจเกิดจากกดทับ ไม่มีใครต้องการ เพราะสิ่งที่ต้องการคือ การกระจายอำนาจ และการเคารพในอัตลักษณ์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในร่างนโยบายที่กำหนดว่า การกระจายอำนาจเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขการแบ่งแยกดินแดน ถ้อยคำที่เปรียบเทียบการเข้าใจกระจายอำนาจต่างกันสิ้นเชิง แม้การพูดคุยวันนี้ คือการถอยไปสู่กิจกรรมร่วมเพื่อสร้างสันติสุขในระยะยาว มีอะไรที่ทำให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมา 3 ปี แต่เหตุรุนแรงเพิ่ม จะทำอะไรให้เหตุสงบได้ในปีหน้า หากต้องการคำตอบทางการเมือง จะจริงใจกับการกระจายอำนาจและสร้างความเข้าใจให้คนในและนอกพื้นที่อย่างไร

หวัง อี้ ถึงไทย เตรียมถก อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

หวัง อี้ ถึงไทย เตรียมถก อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

หวัง อี้ ถึงไทย เตรียมถก อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.11 น.

23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 15.45 น.ที่ผ่านมา นายธนพ ปัญญาพัฒนากุล เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23 – 25 เม.ย.นี้ โดยมี นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับกำหนดการของ นายหวัง อี้ นั้น ในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.) เวลา 09.00 น.จะเข้าพบหารือกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ จากนั้น เวลา 11.00 น.เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเป็นประธานร่วมในการประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย – จีน ครั้งที่ 3 ที่ จ.กระบี่ เพื่อสานต่อพลวัตความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ขยายการค้า การลงทุน และกระชับความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายจะแถลงข่าวร่วมกัน ในเวลาประมาณ 19.00 น.

ปชน.เปิดปฏิบัติการล่าชื่อ สส.! ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

ปชน.เปิดปฏิบัติการล่าชื่อ สส.! ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

ปชน.เปิดปฏิบัติการล่าชื่อ สส.! ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

ปชน.เปิดปฏิบัติการ! ล่าชื่อ สส. ยื่นฟัน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปม ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น ย้อนเกล็ดแสบ เรามีบรรทัดฐานด้วยหรือ เชื่อเป็น พฤติกรรมอำพรางซ้ำ เหมือนการเล่นละคร แล้วเอา ศาล เป็นตัวประกอบ ด้าน ไอติม ซัดเป็นการ ฟอกขาว ชัดเจน จ่อชวนเพื่อนฝ่ายค้าน ลงชื่อในวงประชุมครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงเรื่องการยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้นว่า เท่าที่อ่านคำชี้แจงที่ออกมา คิดว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ดูแล้วเหมือนเป็นการเชื่อพฤติการณ์ที่อำพรางซ้ำด้วยซ้ำ จึงเป็นอีกครั้งที่เราต้องตั้งคำถามองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ว่าการชี้แจงของนายศักดิ์สยามว่าเป็นคนละข้อกล่าวหาที่ศาลรัฐธรรมนูยวินิจฉัย ตนคิดว่าไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นเอาไว้อยู่ เอกสารที่ได้จากสถาบันการเงินก็ชัดว่าต้นทางมาจากใคร เจตนาชัดว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ตนขอพูดตรงๆ มันเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลเป็นตัวประกอบ 

เมื่อถามว่ารายละเอียดเกี่ยวกับนายศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช.ชี้แจงมา มองว่าเป็นการแก้ต่างให้นายศักดิ์สยามหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ด้วยความเป็นธรรม ป.ป.ช.ก็ชี้แจงตามการแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม แต่ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้เลยว่าไม่เจตนาปกปิดทรัพย์สิน

เมื่อถามว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เราเคยมีบรรทัดฐานด้วยหรือ” ตนคิดว่า ป.ป.ช. ไม่เคยมีบรรทัดฐานใดๆ ที่ผ่านมาคิดว่าก็ไม่เคยใช้บรรทัดฐานเดียวกันในแต่ละคดี 

เมื่อถามว่าที่เป็นหลักการว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร สามารถใช้ได้หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คำนี้มีผลเฉพาะผลของการวินิจฉัย ซึ่งกรณีของนายศักดิ์สยาม คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กรคือนายศักดิ์สยามต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและต้องห้ามดำรงตำแหน่งภายใน 2 ปี เช่นเดียวกับกรณีของพรรคก้าวไกล ผลคือพรรคก้าวไกลพ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์รับเลือกตั้ง 10 ปี ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยกับรายละเอียด 50 หน้าของคดีนายศักดิ์สยามไม่ได้มีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ที่ตนถามคือพยานหลักฐานประกอบคดีเป็นชุดเดียวกัน สืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงแทบเป็นอื่นไปไม่ได้เลย

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เราเห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ทำให้กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรมนายศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อสรุปว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 อย่าง 1. ใช้สิทธิตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน เสนอต่อประธานสภา เพื่อพิจารณาส่งไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องเข้าวิปฝ่ายค้านเพื่อสอบถามเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดว่าเห็นด้วยหรือไม่ รวมทั้งสอบถามไปยังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าจะเข้าชื่อด้วยหรือไม่ 2. จะผลักดันการแก้ไขมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ว่าจะส่งหรือไม่ส่งชื่อ สส. เข้าชื่อกัน ขอให้ตรวจสอบองค์กรอิสระ เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต สมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา ที่ไม่ส่งเรื่องนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร และคลิปเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. เรื่องติดสินบน 

เมื่อถามว่าหากเป็นไปตามข้อ 1 กังวลว่าประธานสภาฯ จะไม่ส่งชื่อหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุและผลเป็นหลัก แต่อย่างที่บอก หากเราไม่ต้องการให้เกิดข้อกังวลนี้ ต้องตัดอำนาจการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออกไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ เราก็หวังว่าประธานสภาฯ จะไม่ใช้อำนาจและดุลยพินิจ เพื่อกระทำการใดๆ ที่อาจจะขัดกับหลักการและเหตุผลที่ควรจะเป็น

พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาคดี 44 สส.พรุ่งนี้ เชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม

พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาคดี 44 สส.พรุ่งนี้ เชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม

พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาคดี 44 สส.พรุ่งนี้ เชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

ไม่หวั่นแม้วันมามาก! ปกรณ์วุฒิ เผยกำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมยืดอกรับชี้ชะตา คดี 44 สส. พรุ่งนี้ เดินหน้าทำงานต่อ ลุยจัดประชุมใหญ่ปรับโครงสร้างพรรคส้ม ด้าน พริษฐ์ ชวน ปชช.จับตาผลลัพธ์ ยังเชื่อสิ่งที่ทำ ไม่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรม หวั่นกระบวนการยุติธรรม2มาตรฐาน ทำประเทศไร้ที่พึ่ง

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชน ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.2569 ซึ่งตรงกับวันที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งในคดี 44 สส.วันพรุ่งนี้ (24เม.ย.) ว่า ตอนนี้กำลังใจเต็มเปี่ยม สบายมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเดินหน้า เราทำงานได้อยู่แล้ว 

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค หากศาลฯมีคำสั่งในคดี44สส. ว่า เป็นอนาคตที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เราก็ต้องยืนยันว่าสิ่งที่ 44 คน ทั้ง สส.ปัจจุบันและอดีต สส.ได้ดำเนินการ ไม่มีอะไรที่จะนำไปสู่การถูกตีความว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้จับตาดูผลลัพธ์ของคำสั่งในวันพรุ่งนี้และคดีดังกล่าว เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับ 44 คนหรือพรรคประชาชน แต่จะส่งผลกระทบต่อมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมในประเทศเรา 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนทุกคนอยากเห็น ไม่ว่าจะเห็นต่างกันอย่างไรในประเด็นไหน ไม่ว่าจะชื่นชอบหรือไม่ชื่นชอบพรรคการเมืองใด เราต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมที่มีมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ประชาชนมีข้อกังวลว่ามีกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ประเทศนี้ก็จะไร้มาตรฐานกับการมีกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ว่า สำหรับเรื่องทางการเมือง นายวันมูหะมัดนอร์ ก็แสดงความชัดเจนว่าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พรรคประชาชาติก็พร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ตอนลงพื้นที่ชายแดนใต้ สส.พรรคประชาชาติ มาถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน ตอนนี้ถือเป็นเนื้อเดียวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนนี้พรรคประชาชาติเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และสภาฯ ก็เปิดแล้วรัฐบาลต้องปฏิบัติภารกิจ 100% ทุกสัปดาห์จะพยายามจัดให้มีการประชุม สส.พรรคร่วมรัฐบาล มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.36 น.

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! ภูมิใจไทย ซิว ความมั่นคงฯ-ป.ป.ช.-พัฒนาการเมือง-ตำรวจ ด้าน พรรคส้ม คว้า กฎหมาย-กิจการศาลฯ-ติดตามงบ-พัฒนาการเมือง ส่วน เพื่อไทย นั่ง กิจการเด็ก-แรงงาน-ศึกษา-อว. ขณะที่ กิจการสภาฯ-กีฬา-ท่องเที่ยว เป็นของ กล้าธรรม 

23เม.ย.2569 เมื่อเวลา14.00น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดตัวแทน6พรรคการเมือง ที่ได้โควตาประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภาฯ ทั้ง35คณะ ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย ได้14คณะ พรรคประชาชน ได้9คณะ พรรคเพื่อไทย ได้5คณะ พรรคกล้าธรรม ได้4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ ได้2คณะ และพรรคไทรวมพลัง ได้1คณะ มาหารือถึงการจัดสรรโควตาดังกล่าวจากการหารือก่อนหน้านี้เมื่อวันที่20เม.ย.ที่ผ่านมายังคุยกันไม่ลงตัว เนื่องจากมียกมธ.ที่พรรคการเมืองมีความต้องการตรงกันหลายคณะ โดยใช้เวลาหารือกันประมาณ40นาที

จากนั้นในเวลา 14.40 น. นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ประธานสภาฯ ได้นัด 6 พรรคการเมืองที่มีสัดส่วนได้ประธานกมธ.มาหารืออีกรอบ ซึ่งทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง ทุกคนได้พูดคุยกันและเห็นว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ทุกคนยอมแพ้ในสิ่งที่ตัวเองยืน แม้จะมีหลายคณะที่หลายพรรคมีความต้องการที่ตรงกัน จึงทำให้ได้ข้อสรุปโดยดี ส่วนคณะกรรมาธิการที่มีข้อถกเถียงกันก่อนหน้านี้นั้น จริงๆเป็นสิ่งที่ทุกพรรคอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำงาน วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันมากขึ้น ได้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อทำงานร่วมกัน และทุกคนถอยร่วมกันจึงทำให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน 

เมื่อถามว่า กมธ.ฯ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ตามที่มีรัฐมนตรีสังกัดกระทรวงหรือไม่ นายธนยศ กล่าวว่า ไม่ใช่ เราไม่ได้มองว่ารัฐมนตรีอยู่กระทรวงไหน เราต้องได้กระทรวงนั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจะได้กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยสังกัดดูแล อยู่ที่การพูดคุย ซึ่งทุกคนอยากให้เดินหน้าทำงานในสภาให้ดีที่สุด และคิดว่าไม่เกี่ยวกันเพราะทุกกมธ.มีความสำคัญหมด และการทำงานในกมธ.เป็นการทำงานร่วมกัน 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านแฮปปี้ใช่หรือไม่ นายธนยศ กล่าวแซว นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า “ยิ้มหน่อยๆ” ก่อนที่จะให้นายปกรณ์วุฒิ เป็นผู้ตอบคำถาม โดยนายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เหมือนที่ทางวิปรัฐบาลได้ตอบไป แน่นอนว่าครั้งที่ผ่านมาเราอาจมีการถกเถียงเรื่องของกระบวนการ แต่ตนเชื่อเช่นกันและเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดก็จบลงบนการเจรจาร่วมกัน น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เพราะได้พูดคุยกันตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยอมถอยคนละก้าว ทุกพรรคก็เดินได้ ซึ่งค่อนข้างโอเคทั้งสองฝ่าย จับมือทำงานร่วมกันด้วยกัน ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็เห็นตรงกันว่าการทำงานกมธ. แม้ว่าตนจะเป็นสส.มาสองสมัยและบางครั้งนั่งกมธ.ที่ประธาน กมธ.เป็นคนละฝ่าย แต่การทำงานก็เป็นไปด้วยดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโควตาประธาน กมธ. มีดังนี้พรรคภูมิใจไทยได้ 14 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 2.กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 3.กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค 4.กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน 5.กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.กมธ.การปกครอง 7.กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ 8.กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) 9.กมธ.การพลังงาน 10.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 11.กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 12.กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 13.กมธ.การอุตสาหกรรม และ 14.กมธ.การตำรวจ 

ขณะที่พรรคประชาชน ได้ 9 คณะประกอบด้วย 1.กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน 2.กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 3.กมธ.คมนาคม 4.กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ 5.การทหาร 6.กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 7.กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ 8.กมธ.การสวัสดิการสังคม และ 9.กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย 

ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ 5 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ 3.กมธ.การแรงงาน 4.กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 5.กมธ.การศึกษา ขณะที่พรรคกล้าธรรม ได้ 4 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร 2.กมธ.การกีฬา 3.กมธ.การท่องเที่ยว และ 4.กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 2 คณะ ประกอบด้วย กมธ.การสาธารณสุข และ กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ป.ป.ง.) และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง ได้ 1 คณะ คือ กมธ.การต่างประเทศ