กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตือนผู้มีสิทธิที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ เมื่อวานนี้ อย่าลืมแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ ระหว่างวันที่ 9 – 15 ก.พ.2569 ในกรณีไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. สามารถแจ้งผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกต. http://www.ect.go.th หรือเว็บไซต์กรมการปกครอง https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscausess/ หรือ แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือพิมพ์คำว่าแจ้งเหตุการเลือกตั้ง สส.  หรือยื่นด้วยตนเองต่อนายทะเบียนอำเภอ / นายทะเบียนท้องถิ่น  ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน  ทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน 

ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิ ในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส. การสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภา  และดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้เริ่มนับเวลาการจำกัดสิทธิใหม่  หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

ส่วนการไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ  สามารถแจ้งเหตุระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถแจ้งเหตุ  ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th หรือเว็บไซต์กรมการปกครอง https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscausess/ หรือแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือพิมพ์คำว่า แจ้งเหตุการณ์ออกเสียงประชามติ หรือ ยื่นด้วยตนเอง ทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน   ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน 

ผู้มีสิทธิออกเสียงที่ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียง จะถูกจำกัดสิทธิ ในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน  เข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภา และดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันออกเสียงครั้งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง และหากในการออกเสียงครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอีก ให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้ โดยนับจากวันที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย

สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย

สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.20 น.

สะพัด เพื่อไทย ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลัง ยิ่งลักษณ์-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุ อาปู อยากกลับไทยแล้ว เผย อิ้งค์-โอ๊ค แจ้งให้พ่อทักษิณรู้แล้วในการเยี่ยมที่เรือนจำฯ วันนี้

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมีรายงานข่าวจากผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ว่าตอบตกลงที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว แม้ว่าเสียง สส.ภายในพรรคจะแตกเป็นสองฝ่าย โดยฝั่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องการที่จะร่วมรัฐบาล และต้องการเป็นฝ่ายค้าน ให้รอการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ตาม

โดยแหล่งข่าวระดับสูงของพรรคเพือไทย แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เจรจา กับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้ยอมร่วมรัฐบาล เบื้องต้นโควต้านายยศชนัน อาจจะได้เป็นรองนายกฯ หรือรมว.อุตสาหกรรม แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ

ซึ่งกรณีนี้ถ้าเป็นที่ตกลงกันได้ก็อาจจะส่งผลต่อการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการเดินทางกลับมาอยู่ประเทศไทย 

ซึ่งการเจรจาดังกล่าวนี้ ในวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ได้แจ้งให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้รับทราบในการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯแล้ว

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.08 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการพิจารณา เรื่องกล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งตำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งตำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ…. ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาภายในเตือนธันวาคม 2568 นั้น

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงกรณีตังกล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการได่สวนได้สรุปสำนวน การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกคล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึ่งถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกคล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา ตีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์กมสวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปติพัทธ์ สันติภาตา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักตืนถนาถ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสิธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักตินัย นุ่มหนูผู้ถูกคล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุตมพันธ์ผู้ถูกคล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวร่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20นายวิโรจน์ ลักขณาอติศร ผู้ถูกคล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุตมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกคล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกคล่าวหาที่ 25นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแตง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกคล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 35นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกคล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ต้นสกุล ผู้ถูกคล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณณ อยุธยา ผู้ถูกคล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ ศีรีภูวตล ผู้ถูกคล่าวหาที่ 42นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกคล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 

ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ….. ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติตังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติตังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมีได้มีเจตนา ร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนา ร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยหาลรัฐธรรมบูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญาตามที่ผู้ถูกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอ และพฤติกรรมต่าง ๆ ประกอบแล้ว มีความเห็นว่า แม้ว่าสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายจะเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมายได้ก็ตามแต่จำต้องพิจารณาเนื้อหาของร่างที่เสนอว่ามีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีเนื้อหา ที่ไม่สมควรหรือไม่ ประการใด โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ

ฉบับตังกล่าวด้วยแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 111 และข้อ 112 แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายตังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้สภา ผู้แทนราษฎรดำเนินการในกระบวนการตรากฏหมายต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าญัตติที่เสนอมีเนื้อหาในลักษณะตังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ทั้ง 44 คน จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนและฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมบูญ และผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นติน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่มีมติจึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

กกต.ลั่นกัดไม่ปล่อย ทุจริตพุ่ง113เรื่อง ซื้อเสียงที่1 ยันมีคลิปทุจริตในมือลุยสอบทั่วประเทศ

กกต.ลั่นกัดไม่ปล่อย ทุจริตพุ่ง113เรื่อง ซื้อเสียงที่1 ยันมีคลิปทุจริตในมือลุยสอบทั่วประเทศ

กกต.ลั่นกัดไม่ปล่อย ทุจริตพุ่ง113เรื่อง ซื้อเสียงที่1 ยันมีคลิปทุจริตในมือลุยสอบทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.02 น.

กกต. เผยมีเรื่องร้องทุจริตแล้ว 113  ซื้อเสียงมากสุด ยันกัดไม่ปล่อย พร้อมนำทุกเคสที่เป็นปัญหาการเลือกตั้งไปแก้ไข  เร่งกรรมการประจำเขตรายงานผลเลือกตั้ง-ประชามติแบบสมบูรณ์ก่อนเผยแพร่ใบปิดหน้าหน่วยให้ประชาชนตรวจสอบ 

วันที่ 9 ก.พ.2569  ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  แถลงว่าได้ประชุมร่วมกับ กกต. และมีมติให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ  เรียนว่าในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง การฉีกบัตรเสียหาย  หรือเรื่องการจับกุม รวมทั้งการรายงานผลที่ผิดพลาดทางเทคนิค กกต.ได้กำชับว่าดำเนิน การอย่างเฉียบขาดทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องระบบก็ต้องมาตรวจสอบเพื่อเป็นบทเรียนในการแก้ไข  ดังนั้น ทุกเรื่องจะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด ต่อเนื่องและรวดเร็ว

ร.ต.อ.ชนินทร์ ยังกล่าวถึงการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งว่า สามารถร้องได้ตลอด จนกระทั่งหลังประกาศผลแล้ว 30 วัน  จึงจะหมดโอกาสร้อง ส่วนที่มีการวิจารณ์ เรื่องของการซื้อเสียงหลายพื้นที่มีคลิปปรากฏออกมา  จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า คนรู้กันทั้งประเทศยกเว้น กกต.หรือเปล่า ร.ต.อ.ชนินทร์  ยืนยันว่า ทุกเรื่องกำลังสืบสวนอยู่ บางเรื่องก็โดนไปแล้ว  บางเรื่องก็ตามอยู่ ไม่ต้องห่วงเราเก็บตลอด กัดไม่ปล่อย ซึ่งวันนี้ก็มี ( 9 ก.พ.) คำร้องเพิ่มขึ้นอีก  2 เรื่อง รวมกับเมื่อวานเป็น  113  เรื่อง โดยเรื่องความผิดซื้อเสียงตามมาตรา 73( 1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาเป็นอันดับ 1 และในจำนวนนี้ได้มีการรับเป็นสำนวนแล้ว 107 เรื่อง คละกันไปทุกพื้นที่  

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง   กล่าวถึงระบบรายงานการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ว่าเมื่อคืนทางสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ได้แก้ไขปัญหาระบบที่ติดขัดทางเทคนิค และได้มีการรายงานผลคะแนนเข้ามา จนขณะนี้รายงานเข้ามาอยู่ที่ประมาณร้อยละ  94  ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้รายงานไม่เกินร้อยละ  95  อีกทั้งทราบจากสื่อมวลชนว่ามีตัวเลข ที่ยังไม่ถูกต้องอยู่บ้าง  จึงได้แจ้งสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ  เรียนว่าขณะนี้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกแห่งอยู่ระหว่างให้กรรมการประจำเขตรวบรวมผลคะแนนอย่างเป็นทางการส่งไปที่อนุอำเภอ ก่อนที่จะส่งไปที่เขตเลือกตั้งทั้ง  400 เขต เมื่อครบถ้วนแล้วก็จะต้องนำผลการเลือกตั้ง นำรายงานผลการนับคะแนนที่เป็นทางการและมีความถูกต้องแล้ว รวมทั้งเป็นตัวจริงส่งมาที่สำนักงาน กกต.กลาง  เพื่อรายงานต่อ กกต.ต่อไป ซึ่งถึงเวลานั้นเราก็จะได้รับทราบผลคะแนนที่เป็นทางการ  และ กกต.ก็จะได้นำเอกสารสำคัญที่ประชาชนสามารถตรวจสอบ ได้คือรายงานผลคะแนนรายหน่วยหรือ  5/18  เผยแพร่ผ่านทางเวปไซด์ของ กกต.เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบความถูกต้อง 

จับตา! การเมืองพัทลุงสะเทือน หลัง ‘ธรรมเพชร’ ร่วงหมด 2 เขต

จับตา! การเมืองพัทลุงสะเทือน หลัง 'ธรรมเพชร' ร่วงหมด 2 เขต

จับตา! การเมืองพัทลุงสะเทือน หลัง ‘ธรรมเพชร’ ร่วงหมด 2 เขต

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.54 น.

เมื่อชาวพัทลุงปิดประตูใส่หน้า “ธรรมเพชร”

ตระกูลธรรมเพชร ถือเป็นบ้านใหญ่แห่งเมืองพัทลุง ครองพื้นที่ทั้งการเมืองท้องถิ่น และระดับชาติมาอย่างยาวนาน โดยพี่ใหญ่ “สุพัฒน์ ธรรมเพชร” ครองเก้าอี้ สส.เขต1 พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์มาหลายสมัย ตั้งแต่ปี 2535 ได้รับเลือกตั้งมาท้้ง 2 ครั้ง และต่อมาอีก 4 ครั้งคือ ปี 2538,2539,2544 และ 2548 ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2550 จึงให้ “สุพัชรี ธรรมเพชร” บุตรสาวลงสมัครแทน และได้รับเลือกตั้งติดต่อกันมา 3 สมัย คือ 2550,2554,2566

อย่างไรก็ตาม การเลือกต้้งครั้งนี้ 2569 “สุพัฒน์” และ “สส.แหม่ม สุพัชรี” ย้ายสังกัดไปพรรคกล้าธรรม โดยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้เดินทางไปตรวจราชการที่พัทลุง โดยมี “สส.สุพัชรี” และ “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” สส.พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกชาย “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” นายก อบจ.พัทลุง ให้การต้อนรับอย่่างอบอุ่น

สำหรับ “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” เป็นน้องชาย “สุพัฒน์ ธรรมเพชร” ได้รับการผลักดันจากพี่ชายลงสมัครนายกอบจ.พัทลุง เมื่อปี 2555 เอาชนะมาได้ และครองตำแหน่งนายกอบจ.มาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในการเมืองระดับชาติ “วิสุทธิ์” แทนที่จะเดินสายพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงกระแสลุงตู่มาแรง ได้ส่ง “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บุตรชายลงสมัครสส.เขต 2 พัทลุง สังกัดพรรครทสช. ช่วงปลายปี 2568 มีการจับตากันว่า “นิติศักดิ์” ยังจะอยู่สังกัดเดิมหรือย้ายไปกล้าธรรม หากแต่ปลายเดือนธันวาคม ก็เกิดเซอร์ไพรส์เมื่อ “นิติศักดิ์” ข้ามขั้วไปเปิดตัวกับพรรคเพื่อไทย

เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 “ธรรมเพชร” ยังแยกเป็น 2 สาย “สุพัชรี” ลงรักษาแชมป์เขต 1 สวมเสื้อสีเขียวพรรคกล้าธรรม ส่วน “นิติศักดิ์” รักษาแชมป์เขต 2 ในเสื้อสีแดงพรรคเพื่อไทย

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฎว่า “ธรรมเพชร” โดนคนพัทลุงเซอร์ไพรส์ สอบตกทั้ง 2 เขต “สุพัชรี” พ่าย “อธิคุณ คงมี” จากภูมิใจไทย ส่วน “นิติศักดิ์” พ่าย “วรท เทอดวีระพงศ์” จากภูมิใจไทยไปเช่นกัน

น่าจับตามองอนาคตว่า การพ่ายแพ้ครั้งแรกในระดับชาติของตระกูลธรรมเพชร จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการเมืองท้องถิ่นหรือไม่ โดยขณะตระกูลธรรม ยังครองเก้าอี้ 1 นายกอบจ. 3 นายกเทศมนตรี ประกอบด้วย

“ไกรวัฒน์ ธรรมเพชร” นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง (หลานชายสุพัฒน์-วิสุทธิ์)

“ประเสริฐ ธรรมเพชร” นายกเทศมนตรีตำบลเขาเจียก (บิดาของไกรวัฒน์)

“เสถียร ธรรมเพชร” นายกเทศมนตรีตำบลโคกชะงาย (น้องชายสุพัฒน์ และพี่ชายวิสุทธิ์)

ธรรมนัส ร้อง กกต. นับคะแนนใหม่ หวังได้ สส.เพิ่ม ปัดลือ อนุทิน นัดทานข้าวคุยจัดตั้งรัฐบาล

ธรรมนัส ร้อง กกต. นับคะแนนใหม่ หวังได้ สส.เพิ่ม ปัดลือ อนุทิน นัดทานข้าวคุยจัดตั้งรัฐบาล

ธรรมนัส ร้อง กกต. นับคะแนนใหม่ หวังได้ สส.เพิ่ม ปัดลือ อนุทิน นัดทานข้าวคุยจัดตั้งรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.46 น.

ธรรมนัส ลุ้น สส. เพิ่ม หลังร้องขอ กกต. นับคะแนนใหม่อีกหลายเขต พร้อมปฏิเสธข่าวลือ อนุทิน นัดทานข้าวคุยจัดตั้งรัฐบาล ขอให้รอความชัดเจนอย่างเป็นทางการของพรรคแกนนำ ก่อนนัดประชุมพรรคฯหารือรายละเอียด

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงคะแนนเสียงของพรรคกล้าธรรม ที่ล่าสุด เมื่อเวลา 15:00 น. มีการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคกล้าธรรมได้ที่นั่ง สส. ทั้งหมด 58 ที่นั่ง ซึ่งเพิ่มจากเดิม 1 ที่นั่ง  ทั้งนี้ตนยังมีความคาดหวังว่า จะมีคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น หลังคะแนนเสียงปัจจุบันยังไม่นิ่งและมีหลายเขตคะแนนสูสี 

โดยปัจจุบันได้ร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการนับคะแนนเสียงใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ดบางเขต และพื้นที่อื่นๆ อีก 2-3 เขต ส่วนที่นั่ง สส. จะถึง 60 ที่นั่งหรือไม่ ต้องรอลุ้นหลังจากนี้ว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะออกมาเป็นอย่างไร  

ส่วนประเด็นกระแสข่าวที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นัดทานข้าวกับตนนั้น ปฏิเสธไม่เป็นความจริง และจนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครโทรมาหาพูดคุยรายละเอียด  หรือทาบทามเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด คาดว่าอาจจะมีการเจอและพูดคุยในเบื้องต้น หลังเสร็จสิ้นจากการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (10 ก.พ.2569) ส่วนจะได้ข้อสรุปเมื่อไหร่นั้นคงต้องรอพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลประสานงานเข้ามาอีกครั้ง 

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ยังไม่นัดประชุมผู้บริหารพรรคในเวลานี้  เพราะอาจจะต้องรอความชัดเจน หลังจากพรรคแกนนำ ทาบทามจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน

ยอมไม่ได้ ‘ลำธาร ปชน.’ บุกกกต. ร้องนับใหม่เขต 13 โคราช บัตรหายปริศนา?

ยอมไม่ได้ 'ลำธาร ปชน.' บุกกกต. ร้องนับใหม่เขต 13 โคราช บัตรหายปริศนา?

ยอมไม่ได้ ‘ลำธาร ปชน.’ บุกกกต. ร้องนับใหม่เขต 13 โคราช บัตรหายปริศนา?

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.37 น.

9 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.นาลันทา บุญชิต หรือ “ลำธาร” ผู้สมัคร สส. เขต 13 จ.นครราชสีมา (อำเภอสีคิ้ว และอำเภอปากช่อง) จากพรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ตรวจสอบและสั่งนับคะแนนใหม่ หลังพบความผิดปกติในเอกสารผลนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง

น.ส.นาลันทา เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบความไม่สอดคล้องของตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสงสัยดังนี้

ข้อมูลระบุผู้มาใช้สิทธิ 77,721 คน แต่ผลรวมบัตรดีและบัตรเสียกลับมีเพียง 77,407 ใบ ทำให้มีบัตรหายไปอย่างปริศนาถึง 314 ใบ โดยพบจำนวนบัตรเสียสูงถึง 6,426 ใบ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนต่างคะแนน

สำหรับผลคะแนนเบื้องต้น น.ส.นาลันทา (อันดับ 2) พรรคประชาชน ได้ 23,609 คะแนน ตามหลัง นายพชร จันทรรวงทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย (อันดับ 1) ที่ได้ 27,516 คะแนน อยู่เพียง 3,907 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนบัตรเสียที่เกิดขึ้น

น.ส.นาลันทา ระบุผ่านสื่อโซเชียลส่วนตัวว่า การยื่นร้องเรียนครั้งนี้เพื่อรักษาสิทธิของประชาชนทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยขอให้ กกต. ตรวจสอบบัตรเสียและกระบวนการนับคะแนนหน้าหน่วยที่อาจเกิดข้อผิดพลาด

“ขอขอบคุณทุกกำลังใจจากประชาชนในเขต 13 ยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้ทำเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย หลังจากนี้จะรอผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการจาก กกต. ต่อไป”

ด้าน กกต. จังหวัดนครราชสีมา ได้รับเรื่องไว้พิจารณาตามระเบียบ โดยจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากหน้าหน่วยเลือกตั้ง ก่อนจะมีมติว่าจะมีการเปิดหีบนับคะแนนใหม่ในหน่วยที่มีปัญหาหรือไม่

อยากเห็นทีมสุดซอยทำงานต่อ! น้าเดช เชียร์ เอกนัฏ นั่งอุตสาหกรรม ในรัฐบาลชุดใหม่

อยากเห็นทีมสุดซอยทำงานต่อ! น้าเดช เชียร์ เอกนัฏ นั่งอุตสาหกรรม ในรัฐบาลชุดใหม่

อยากเห็นทีมสุดซอยทำงานต่อ! น้าเดช เชียร์ เอกนัฏ นั่งอุตสาหกรรม ในรัฐบาลชุดใหม่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.37 น.

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า ถ้าเป็นไปได้ เอาเอกณัฐ มานั่งอุตสาหกรรม อยากเห็นทีมสุดซอยทำงานต่อเนื่อง แค่นั้น

สรรเพชญขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯสมัยที่ 2 เต็มกำลัง

สรรเพชญขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯสมัยที่ 2 เต็มกำลัง

สรรเพชญขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯสมัยที่ 2 เต็มกำลัง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.18 น.

‘สรรเพชญ’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯสมัยที่ 2 เต็มกำลัง

9 ก.พ.2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยระบุว่า ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลาทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้ตนได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียงกว่า 44,258 คะแนน ซึ่งนับเป็นกำลังใจสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า บรรยากาศการลุ้นผลคะแนนตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยต่างร่วมกันลุ้นให้คะแนนเสียงสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนเพิ่มขึ้นหลายพันคะแนน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อการทำงานที่ผ่านมา

“ผมขอกราบขอบพระคุณจากใจจริง ทุกคะแนนเสียงมีความหมายและมีคุณค่าอย่างยิ่ง การได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 ทำให้ผมยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้ยืนยันว่า จะเดินหน้านำทุกปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่การพิจารณาและผลักดันผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวสงขลาอย่างแท้จริง” นายสรรเพชญ กล่าว

ตร.เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี ​69 รวม 151 คดี พบซื้อสิทธิ์ขายเสียง 9 คดี ฉีกบัตร 15 คดี​

ตร.เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี ​69 รวม 151 คดี พบซื้อสิทธิ์ขายเสียง 9 คดี ฉีกบัตร 15 คดี​

ตร.เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี ​69 รวม 151 คดี พบซื้อสิทธิ์ขายเสียง 9 คดี ฉีกบัตร 15 คดี​

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ศลต.ตร. เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.ปี ​69 พบซื้อสิทธิ์ขายเสียง 9 คดี ฉีกบัตร 15 คดี​ ยังพบทำลายป้ายหาเสียง ใส่ร้าย หมิ่นประมาท คุกคาม ไปจนถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 151 คดี ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน โดยพรรคประชาชนถูกทำลายป้ายมากที่สุด คิดเป็นเกือบ 38% ขณะที่ตำรวจยังเร่งสืบสวนขยายผลเอาผิดผู้กระทำผิดทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ได้เปิดเผยสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2568 – 5 ก.พ.2569 พบการกระทำความผิดในหลายข้อหาทั้งทำลายป้ายหาเสียง,ทำให้เกิดความกลัวสอง, ร้องเรียน กกต,ดูหมิ่นซึ่งหน้า, ใส่ร้ายด้วยความเท็จ, ร้องเรียน, จำหน่ายเครื่องดื่ม, ทำลายป้ายหาเสียง รวมทั้งชักชวนซื้อสิทธิ์ขายเสียง ลักทรัพย์,หมิ่นประมาท,ร้องเรียน กกต.ดูหมิ่นซึ่งหน้า,จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมทั้งหมด 151 คดี โดยแบ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล 16 คดี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 27 คดี,ภาค 2 จำนวน 7 คดี,ภาค 3 จำนวน 9 คดี,ภาค 4 จำนวน 20 คดี,ภาค 5 จำนวน 18 คดี,ภาค 6 ตำรวจ 11 คดี,ภาค 7 จำนวน 26 คดี รวมคดีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์, ภาค 8 จำนวน 3 คดี และภาค 9 จำนวน 4 คดี 

สำหรับสัดส่วนพรรคการเมืองที่ถูกทำลายป้ายหาเสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน จำนวน 45 ป้าย คิดเป็น 39 %,พรรคเพื่อไทย จำนวน 19 ป้าย คิดเป็น 18%,พรรคภูมิใจไทย จำนวน 18 ป้าย คิดเป็น 15%,พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 12 คิดเป็น 9%  และพรรคกล้าธรรม 9 ป้าย คิดเป็น 6%  ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ อีก 11 พรรค พบว่าถูกทำลาย 1-2%

ทั้งนี้ รายงานเหตุคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 7-8 ​ก.พ.2569 เวลา 18.00 น. พบมีการฉีกบัตร 15 คดี​ พื้นที่​ ภ.4  เยอะสุดจำนวน​ 6 คดี​, ภาค ​5 จำนวน​ 3 คดี, ภาค ​2 จำนวน​ 2 คดี​ และ​นครบาล​, ภาค6, ภาค7 และภาค9 อย่างละ 1 คดี

ส่วนการซื้อเสียงพบ​ทั้งหมด 9 คดี​แบ่งเป็นภาค 8 ​จำนวน 4 คดี​ และภาค​ 2,4,5, 6,7 อย่างละ 1 คดี​ ส่วนความผิดอื่น ถ่ายภาพ และชี้นำ​พบว่า​ ภาค 5 จำนวน 3 คดี และภาค 8 จำนวน 2 คดี​