ชัชชาตินำโด่ง ชิงผู้ว่าฯกทม.

ชัชชาตินำโด่ง  ชิงผู้ว่าฯกทม.

ชัชชาตินำโด่ง ชิงผู้ว่าฯกทม.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชัชชาตินำโด่ง ชิงผู้ว่าฯกทม. คู่แข่งสีส้มแผ่ว สก.กลับมาแรง

เปิดผลสำรวจสวนดุสิตโพล “ชัชชาติ” ยังมาแรง คะแนนความนิยมนำโด่ง เหนือผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนอื่นๆ ขณะที่ “ชัยวัฒน์” คู่แข่งจากพรรคปชน.เรตติ้งแผ่วลงสะท้อนว่า คนกรุงเทใจให้คนมีประสบการณ์ เพราะคาดหวังกับการแก้ปัญหาเมืองที่จับต้องได้จริง ส่วน ส.ก.ส่วนใหญ่เลือกพรรคสีส้ม

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 2)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,179 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน คือ มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที ร้อยละ 36.39 สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปที่อยากให้เป็น คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 57.68 เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สก. กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือก สก.จากพรรคประชาชน ร้อยละ 35.20 และมองว่าหลังจากได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว กทม.น่าจะดีขึ้น ร้อยละ 78.03

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลล่าสุดพบว่าคะแนนของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงนำและขยับเพิ่มขึ้น ด้านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชนมีกระแสแผ่วลงเล็กน้อย สะท้อนว่าคนกรุงในเวลานี้อาจต้องการเห็นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ จึงเทใจให้ผู้สมัครที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีมากกว่ากระแสคนรุ่นใหม่ เพราะคาดหวังกับการแก้ปัญหาเมืองที่จับต้องได้จริงและหวังให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนตรี พานิชยานุวัฒน์ หัวหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ ในปี 2569 ให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพในการบริหาร” มากกว่ากระแสทางการเมือง โดยต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่ “มีประสบการณ์และพร้อมทำงานทันที” ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่สูงถึงร้อยละ 57.68 แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อผลงานและภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติใกล้ชิดประชาชน นอกจากนี้การที่พรรคประชาชนได้รับความนิยมในการเลือก สก. สูงสุด สะท้อนแนวโน้มของคนเมืองที่ยังให้ความสำคัญกับการเมืองแนวใหม่ โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่เชื่อว่า กทม.จะ “ดีขึ้น” หลังการเลือกตั้ง สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อการเมืองท้องถิ่นในฐานะกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหาเสียง

เปิดลงทะเบียนวันแรก 30ล้านคนเฮ ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส

เปิดลงทะเบียนวันแรก  30ล้านคนเฮ  ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส

เปิดลงทะเบียนวันแรก 30ล้านคนเฮ ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดลงทะเบียนวันแรก 30ล้านคนเฮ ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มต้น6โมงเช้า25พ.ค. แบงก์กรุงไทยพร้อมแล้ว เผยขั้นตอนสมัคร3กลุ่ม หวังกระตุ้นศก.ฐานราก

สิ้นสุดการรอคอย รัฐบาลประกาศดีเดย์ 25 พฤษภาคมนี้ เปิดลงทะเบียนวันแรกเจอกัน 6 โมงเช้า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ภายใต้เงื่อนไข รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60 ส่วนประชาชนออกเองอีก 40 ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ เผยขั้นตอนสมัครทั้งกลุ่มคนทั่วไป 30 ล้านสิทธิและร้านค้ารายย่อย

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชนผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

นางสาวลลิดา กล่าวด้วยว่าในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้” รองโฆษกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในกลุ่มคนทั่วไป 30 ล้านสิทธิ จะเริ่มต้นเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในวันที่ 25 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 06.00 น.-22.00 น. ไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค. ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยมีเงื่อนไขคือรัฐบาลจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวันและต้องใช้จ่ายให้หมดภายในเดือนนั้นโดยไม่กระทบเดือนถัดไป

สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน ได้ทันที 2.ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทย ประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์

พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชั่นถุงเงิน ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร และ 3.ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชั่นถุงเงิน โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ไทยช่วยไทย พลัส จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น.

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

นอกจากนี้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่างๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประกอบด้วย อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพฯ มอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงิน ตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.33 น.

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธศาสตร์สังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ท่ามกลางกระแสข่าวที่คุณปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาเสนอซ้ำให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ภารกิจซ้ำซ้อน” และ “กระทบความเป็นกลางของสถาบันฯ” ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม ผมมองว่านี่คือการนำเสนอข้อมูลแบบ Selective Truth (เลือกพูดความจริงบางส่วน) เพื่อเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าการมองผลประโยชน์ของรัฐในระยะยาว

​วันนี้ผมขอใช้ “ข้อมูล” และ “ตรรกะยุทธศาสตร์” มาตีแผ่ให้เห็นว่า ทำไมข้อเสนอนี้ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

​1. กับดักคำว่า “ซ้ำซ้อน”: หน้าที่ต่างกัน… เพื่อดุลอำนาจที่สมดุล
​คุณปิยบุตรพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า องคมนตรีทำงานทับซ้อนกับคณะรัฐมนตรี แต่ในทางยุทธศาสตร์บริหารราชการแผ่นดิน:
​รัฐบาล (ฝ่ายบริหาร): ขับเคลื่อนนโยบายตาม “คะแนนเสียง” และ “วาระทางการเมือง” ซึ่งมักเป็นโครงการระยะสั้น (Short-term focus) ที่เปลี่ยนไปตามตัวบุคคล
​องคมนตรี (เสถียรภาพ): ดูแลยุทธศาสตร์ “ความอยู่ดีมีสุขพื้นฐาน” ผ่านโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งต้องการความต่อเนื่องระดับ 20-30 ปี (Long-term Impact) เช่น การจัดการน้ำในเขตพื้นที่วิกฤต หรือการส่งเสริมอาชีพบนดอย
​วิเคราะห์: หากยุบองคมนตรี งานยุทธศาสตร์ระยะยาวเหล่านี้จะตกไปอยู่ในมือของ “นักการเมือง” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยนทิศทางตามงบประมาณและฐานเสียง ความเสียหายที่เกิดจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบายน้ำและที่ดิน มีมูลค่าสูงกว่างบประมาณขององคมนตรีหลายเท่าตัว

​2. ความเป็นกลางที่แท้จริง: “กันชน” ไม่ใช่ “คู่ขัดแย้ง”
​ข้ออ้างที่ว่าการมีองคมนตรีกระทบความเป็นกลางของสถาบันฯ คือการบิดเบือนกลไก Buffer Zone (เขตกันชน):
​การมีองคมนตรีช่วยให้สถาบันฯ ทรงทราบข้อมูลรอบด้านจาก “ผู้เชี่ยวชาญอิสระ” ที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ทำให้ทรงวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้งได้จริง
​ลองคิดดูว่า: หากไม่มีองคมนตรี สถาบันฯ จะต้องรับข้อมูลและคำปรึกษาจาก “รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว” นั่นต่างหากที่จะทำให้สถาบันฯ ถูกลากเข้าไปผูกติดกับ “ขั้วอำนาจทางการเมือง” จนเสียความเป็นกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​3. กลไกอภัยโทษ: ความยุติธรรมที่ต้องมี “ตัวกรองชั้นที่สอง”
​ประเด็นที่อันตรายที่สุดคือการพยายามดึงอำนาจกลั่นกรองการอภัยโทษกลับไปที่ฝ่ายการเมือง 100%
​องคมนตรีทำหน้าที่เป็น Second Filter เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามหลักนิติธรรม ป้องกันไม่ให้การอภัยโทษถูกใช้เป็น “เครื่องมือแลกเปลี่ยนทางการเมือง” หรือเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก (Cronyism)
​การยุบองคมนตรีในส่วนนี้ คือการทำลายระบบ Checks and Balances และทำให้อำนาจบริหารล้นเกินจนยากจะตรวจสอบ

​4. บทเรียนจากอังกฤษ [????????] : สิ่งที่คุณปิยบุตร (ตั้งใจ) ไม่พูด
​คุณปิยบุตรมักอ้างโมเดลอังกฤษเพื่อกดดันไทย แต่ข้อมูลจริงคือ:
​UK Privy Council: มีสมาชิกกว่า 700 คน และมีอำนาจทางกฎหมาย (Orders in Council) ที่กว้างขวางกว่าไทยมาก
​การเลือกยกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนทฤษฎีตนเอง (Cherry Picking) แต่จงใจละเลยบริบทที่สะท้อนถึง “ความจำเป็นของที่ปรึกษาองค์ประมุขในระบอบประชาธิปไตย” คือการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนต่อสังคม

ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: Evolution ไม่ใช่ Abolition
​ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมขอเสนอทางออกที่สร้างสรรค์กว่าการทำลายโครงสร้างทิ้ง:
​Strategic Transparency: พัฒนาการรายงานผลงานองคมนตรีผ่าน Digital Dashboard ให้ประชาชนเห็นข้อมูลความสำเร็จของโครงการยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นตัวเลข
​Professional Synergy: เปิดพื้นที่ให้องคมนตรีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับชาติ ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ในมิติสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีมากขึ้น
​Reframing Neutrality: ยืนยันในหลักการ “ที่ปรึกษาอิสระ” เพื่อค้ำจุนดุลอำนาจไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จจนเกินไป

บทสรุปทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
การตัด “แขนขา” ของสถาบันหลักทิ้ง ไม่ได้ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่การทำให้แขนขานั้นทำงานสอดประสานกับหัวใจและสมองของประชาชนต่างหาก คือยุทธศาสตร์ที่จะพาประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดฝ่ายเดียว

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดฝ่ายเดียว

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดฝ่ายเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.56 น.

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียว

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” อย่าให้ ”ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน” ยึดคำว่าประชาธิปไตยไปผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียว

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีก็จริง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประมุขของรัฐ ไม่ใช่สัญลักษณ์ว่างเปล่า และถูกตัดขาดจากพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน
ถึงแม้ว่า หลักรัฐธรรมนูญวางสถานะพระมหากษัตริย์ไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แต่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในโครงสร้างรัฐธรรมนูญอย่างไร มาหาคำตอบกัน

คำว่า “เป็นกลางทางการเมือง” ไม่ได้แปลว่า “ถูกตัดออกจากโครงสร้างรัฐ”

และ “อยู่เหนือการเมือง” ไม่ได้แปลว่า “เป็นเพียงสัญลักษณ์ว่างเปล่า”

ตามรัฐธรรมนูญไทย พระมหากษัตริย์มีสถานะเป็น ประมุขของรัฐ และอยู่ในโครงสร้างการใช้อำนาจอธิปไตย แต่ไม่ใช่ผู้บริหารราชการแผ่นดินแบบรัฐบาล

จุดสำคัญที่สุดอยู่ที่ รัฐธรรมนูญมาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 10 กำหนดให้คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และมาตรา 12 ห้ามองคมนตรีดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือแสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

ดังนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้ “ลงมาเล่นการเมือง” แต่ก็ไม่ได้ “หายไปจากระบบรัฐ” เช่นกัน

หัวใจของคำว่า “อยู่เหนือการเมือง”

ไม่ใช่แปลว่า “ไม่เกี่ยวกับบ้านเมือง”

แต่แปลว่า ไม่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ไม่หาเสียง ไม่แย่งอำนาจกับพรรคการเมือง และไม่ต้องถูกดึงลงมาเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองแบบรัฐบาล

พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชกรณียกิจและบทบาทเชิงรัฐ

รัฐธรรมนูญไม่ได้วางพระมหากษัตริย์ไว้เป็นเพียงตราประทับหรือพิธีกรรมเท่านั้น แต่มีบทบาทหลายชั้น เช่น เป็นประมุขของรัฐ เป็นจอมทัพไทย ทรงสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ พระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และทรงเลือกแต่งตั้งคณะองคมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

คำว่า “เป็นกลางทางการเมือง” จึงไม่ได้หมายความว่า พระมหากษัตริย์ต้องถูกตัดขาดจากข้อมูลบ้านเมือง พระราชกรณียกิจ หรือความทุกข์ร้อนของประชาชน

แต่ในฐานะประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ย่อมต้องทรงรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจ การบรรเทาทุกข์ ความมั่นคงของรัฐ และความผาสุกของประชาชน

คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลอีกชุดหนึ่ง

ดังนั้น องคมนตรีไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นอำนาจซ้อนรัฐบาล แต่เป็นกลไกถวายความเห็นแก่ประมุขของรัฐ เพื่อให้พระราชกรณียกิจดำเนินไปด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และความต่อเนื่องของรัฐ

คำแนะนำ” ไม่ใช่ “ข้อสั่งการ”

นี่คือจุดที่ควรตีให้แตก เพราะวาทกรรมของฝ่ายวิจารณ์มักทำให้คนรู้สึกว่า แค่มีองคมนตรีอยู่ในห้อง เท่ากับฝ่ายบริหารถูกครอบงำทันที

กรณีภัยแล้ง น้ำท่วม บรรเทาทุกข์ โรงครัวพระราชทาน หรือการดูแลประชาชนยามวิกฤต เป็นพื้นที่ที่พระราชกรณียกิจของสถาบันกษัตริย์ไทยมีประวัติและบทบาทยาวนาน

พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง
แต่ไม่ได้อยู่นอกโครงสร้างรัฐ
คณะรัฐมนตรีบริหารประเทศ
แต่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ

ความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ได้แปลว่าต้องถูกตัดขาดจากข้อมูล ความทุกข์ร้อนของประชาชน และพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเมือง

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบที่เหลือแต่พรรคการเมืองกับรัฐบาล แต่คือระบอบที่จัดวางบทบาทของประชาชน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และประมุขของรัฐให้อยู่ในที่ทางตามรัฐธรรมนูญ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระมหากษัตริย์ทรงรับรู้เรื่องบ้านเมือง

ปัญหาอยู่ที่บางฝ่ายพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า การรับรู้ ความห่วงใย และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน คือการแทรกแซงการเมือง ทั้งที่รัฐธรรมนูญแยกไว้ชัดเจนแล้วว่า ใครเป็นประมุขของรัฐ และใครเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน

อย่าให้เขายึดคำว่า “ประชาธิปไตย” ไปใช้ฝ่ายเดียว

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีก็จริง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประมุขของรัฐ ไม่ใช่สัญลักษณ์ว่างเปล่าที่ถูกตัดขาดจากข้อมูล ความต่อเนื่องของรัฐ และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน”

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะร่วมประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะร่วมประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะร่วมประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะ ร่วมการประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ที่ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะ เข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและมอบนโยบายในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภูมิภาคยุโรป 

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

‘ลงแขกลงคลอง’ ลดปลาหมอคางดำ ดึงชุมชนร่วมจับ-ใช้ประโยชน์-เฝ้าระวังต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

สมุทรปราการ เดินหน้าจัดการปลาหมอคางดำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” บูรณาการความร่วมมือระหว่างประมงจังหวัด/ ชลประทาน/อำเภอ/เทศบาล/ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งลดปริมาณปลาหมอคางดำตัด วงจร การแพร่พันธุ์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่จับได้

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า หลังจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกจังหวัดคุมเข้มการสกัดกั้นการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการมีการดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวังแหล่งน้ำ การจับลดปริมาณปลาหมอคางดำ และการปล่อยปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำปลาหมอคางดำไปบริโภคและแปรรูป ส่งผลให้หลายพื้นที่พบแนวโน้มปริมาณปลาหมอคางดำลดลง หลังมีการจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ

“ที่ผ่านมาประมงจังหวัดต่างๆ ได้ดำเนินการตามมาตรการของกรมประมงอย่างเคร่งครัด มีการเฝ้าระวัง และลงแขกจับกันตลอด ทำให้หลายพื้นที่ปริมาณปลาหมอคางดำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บางพื้นที่เริ่มไม่พบในแหล่งน้ำแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีการเฝ้าระวัง และรายงานกับกรมประมงอยู่ตลอด เพราะอย่างที่ทราบกันดี เอเลี่ยนสปีชีร์ ไม่สามารถกำจัดได้ง่ายๆ ในเวลา 2-3 ปี บางครั้งอาจใช้เวลานับสิบปีในการกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำ”

นอกจากมาตรการลดปริมาณปลาในแหล่งน้ำ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการยังต่อยอด การใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ โดยร่วมกับกรมราชทัณฑ์ผ่านเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ จัดกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขังในการแปรรูปปลาหมอคางดำ เป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผย สมุทรปราการ” สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเปลี่ยนปลาต่างถิ่นให้เกิดประโยชน์

ล่าสุด สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการ ยังได้ร่วมกับ โครงการชลประทานสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง เทศบาลเมืองลัดหลวง ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชน ริมคลองลัดหลวง กว่า 100 คน จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” เพื่อเร่งลดปริมาณปลาหมอคางดำในพื้นที่คลองลัดหลวง ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายภาคส่วนในพื้นที่ โดยเทศบาลเมืองลัดหลวงได้นำเรือท้องแบนลงเก็บขยะ เปิดทางน้ำ และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ขณะที่สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการร่วมวางอวนดักจับปลาหมอคางดำส่วนโครงการชลประทานสมุทรปราการดำเนินการระบายน้ำออกจากคลอง เพื่อลดระดับน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำ โดยมีประชาชนและชาวชุมชนเข้าร่วมลงมือลงแรงตลอดกิจกรรม

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้ หน่วยงานอยู่ระหว่างการรวบรวมและคัดแยก โดยเบื้องต้นคาดว่ามีปริมาณหลายร้อยกิโลกรัม หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมมีประชาชนและชาวบ้านที่มาร่วมสังเกตการณ์จำนวนมากขอนำปลาหมอคางดำกลับไปประกอบอาหาร ภายในครัวเรือนซึ่งช่วยสะท้อนว่า การจัดการปลาหมอคางดำไม่ได้มีเพียงการจับลดปริมาณเท่านั้น แต่ยัง สามารถส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในระดับชุมชนได้ด้วย

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

เมื่อพูดถึงคำว่า “เมตาบอลิซึม” หลายคนมักจะนึกถึงการเผาผลาญแคลอรีหรือการลดน้ำหนัก ซึ่งแม้ว่าการลดน้ำหนักจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเมตาบอลิซึมที่สมดุลคือสิ่งที่สำคัญ เพราะเมตาบอลิซึมคือรากฐานการทำงานของร่างกายทั้งหมด มีผลต่อความรู้สึกของเรา รวมถึงการชะลอวัยในระยะยาว

ดร. ลุยจิ แกรตตัน รองประธานสำนักงานสุขภาพและสุขภาวะ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ รวมทั้งยังเป็นแพทย์ที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั่วโลก จึงได้รวบรวมเคล็ดลับการดูแลเมตาบอลิซึมให้กับทุกคน โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างยั่งยืน

วิถีชีวิตแบบคนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียด อาหารแปรรูป และการเคลื่อนไหวที่น้อยเกินไป สามารถทำให้ระบบเผาผลาญของเราเสียสมดุลได้ ความเครียดเรื้อรังจะเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติซอลและกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมัน อาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลสูง ไฟเบอร์ต่ำ และขาดสารอาหารสำคัญจะทำให้การควบคุมความอยากอาหาร ระบบทางเดินอาหาร และความไวของอินซูลินบกพร่อง และการนั่งทำงานหรือนั่งรถนานๆ ก็จะลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้การเผาผลาญช้าลงและเกิดความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกาย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เมื่อเราเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ เราจะสามารถฟื้นฟูระบบการเผาผลาญตามธรรมชาติของร่างกายและมีสุขภาพดีได้ในระยะยาว

เคล็ดลับ แค่ปรับก็เปลี่ยนเมตาบาลิซึมให้กลับมาเป๊ะ

ปรับสมดุลอาหารในจาน : สิ่งที่เรากินคือรากฐานสำคัญของสุขภาพการเผาผลาญ และโภชนาการเองก็มีอิทธิพลต่อกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการเผาผลาญ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเผาผลาญไขมัน การทำงานของลำไส้ การควบคุมฮอร์โมน และการอักเสบ  การกินโปรตีนไม่ติดมันจะช่วยสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญขณะพักที่สูงขึ้น รวมทั้งอาหารที่มีไฟเบอร์และสารอาหารจะช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดี อิ่มนานขึ้น และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลนอกจากนี้ยังมีผักผลไม้บางชนิดที่ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น เช่น สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ที่พบในส้ม เลมอน และเกรปฟรุต และสารแคปซิคัม (capsicum) ที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าและพริกหวาน

ดังนั้น การจัดจานอาหารให้สมดุลไม่ได้หมายถึงการจำกัดอาหาร แต่มันคือการเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบำรุงระบบต่างๆ ที่ขับเคลื่อนการเผาผลาญของเรา

เคลื่อนไหวให้มากขึ้น : การเคลื่อนไหวคือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพเมตาบอลิซึมที่ดี การออกกำลังกายช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการใช้พลังงาน เพิ่มความไวของอินซูลิน และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบจริงจังหรือแค่เดินเร็วๆ ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอจะเป็นตัวช่วยดูแลร่างกายได้ในระยะยาว เพราะทุกก้าวที่เดินจะช่วยส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญของเราในวันข้างหน้า

ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการฟื้นตัว    :  การนอนหลับมักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญต่อการควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึม เพราะในช่วงเวลาที่เราหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเผาผลาญ น้ำหนัก พลังงาน และความอยากอาหาร ทำให้การนอนแบบมีคุณภาพช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน ควบคุมฮอร์โมนความหิว เช่น เลปติน (บ่งบอกความอิ่ม) และ เกรลิน (กระตุ้นความหิว) รวมถึงช่วยลดคอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียดที่บั่นทอนเมตาบอลิซึม ซึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การพักผ่อนมีคุณภาพ เช่น ลดเวลาอยู่หน้าจอก่อนนอน รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ (7–9 ชั่วโมงต่อคืน) และมีกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน จะช่วยให้การพักผ่อนเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

สุขภาพเมตาบอลิซึมคือรากฐานของการมีชีวิตที่ดีที่สุดในทุกช่วงวัย และสร้างได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่สม่ำเสมอและรอบด้าน ทั้งการดูแลเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อนอย่างสมดุล

สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีดูแลตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์  รับชมเคล็ดลับดีๆ จากเฮอร์บาไลฟ์ได้ทาง YouTube The Breakdown Mini-Series  หากต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม หรือติดตามเคล็ดลับด้านสุขภาพ สามารถติดตามได้ที่ Facebook/HerbalifeThailandOfficial หรือ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

เปิดฉาก ‘SITE 2026’ ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

เปิดฉาก 'SITE 2026' ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

เปิดฉาก ‘SITE 2026’ ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

NIA เปิดฉาก SITE 2026 ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก ชูแนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment”  เปิดเวทีเชื่อมสตาร์ตอัป นักลงทุนและพันธมิตรระดับนานาชาติ

25 พฤษภาคม 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA แถลงข่าวการจัดงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall พร้อมขยายพื้นที่ครอบคลุม Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า งาน SITE 2026 ในปีนี้จะก้าวจากเวทีแห่งการเชื่อมโยง สู่เวทีที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากทิศทางของงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ มาสู่ปีนี้ที่มุ่งผลักดันให้เครือข่ายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุน ความร่วมมือใหม่ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และการเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาคและนานาชาติ

“ปีนี้ เราต้องการให้ SITE 2026 เป็นแพลตฟอร์มที่โอกาสพบกับเงินทุน และนวัตกรรมพบกับพันธมิตรระดับโลก  เพราะ Innovation Impact ไม่ได้วัดจากความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

NIA วางบทบาทของงาน SITE 2026 ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ผลกระทบระดับโลก ผ่าน 5 แกนหลัก ได้แก่ Frontier Tech & Future Industries, Investment-Ready Innovation, Global Connectivity, Multiplier Effect และ Strategic Alliances เพื่อเชื่อมประเทศไทยกับเครือข่ายเมืองนวัตกรรมสำคัญทั่วโลก และเปิดทางให้สตาร์ตอัปไทยปักหมุดในเวทีโลกชัดเจนยิ่งขึ้น

ผอ.NIA กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ NIA ยังมุ่งให้ SITE 2026 สร้างผลกระทบเชิงระบบนวัตกรรมใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านระบบนิเวศนวัตกรรม และด้านความร่วมมือระดับโลก ผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง AI, Deep Tech, Sustainability และ Wellness Economy ควบคู่กับนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงในภาคเศรษฐกิจและสังคม

“เหตุผลสำคัญที่ปีนี้ SITE 2026 ใช้คำว่า “The Year of Investment” เพราะการลงทุนคือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นการเติบโตจริง โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าในปี 2025 มูลค่าการลงทุนในสตาร์ตอัปไทยอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินพร้อมลงทุนในระบบนวัตกรรมไทยมีมูลค่ารวมมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 32,000 ล้านบาท สะท้อนว่าปี 2026 คือจังหวะสำคัญของการเชื่อมนวัตกรรมกับแหล่งทุนอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กริชผกา ระบุ

สำหรับไฮไลต์ของงาน SITE 2026 ปีนี้ NIA ได้ออกแบบกิจกรรมให้ครบทั้งเวทีแห่งอนาคต เวทีแห่งโอกาสการลงทุน และเวทีแห่ง ecosystem ไทย  ตั้งแต่เวทีเสวนาและฟอรัมระดับโลก  การรวม 100 สตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต และ 100 นวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง  เวที Pitch และกิจกรรม Business Matching ไปจนถึง International Pavilion พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ผ่าน Startup Thailand League  จุดรวมพลังหน่วยงานสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือใหม่ในมิติ design, business และ innovation ผ่าน SYNC Design & Innovation ตลอดจนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ผ่าน Maker Faire Bangkok ที่จะเข้ามาเติมมิติของการลงมือสร้างจริงและวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ในมิติของการลงทุน SITE 2026 ตั้งเป้าให้เป็น “ตลาดนัดการลงทุนจริง” ของปี โดยเชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับ VC, CVC, นักลงทุนต่างประเทศ และพันธมิตรทางธุรกิจในงานเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี เครือข่าย และโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือจากประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดแสดงผลงานจาก 8 สตาร์ตอัปชั้นนำ ที่สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยและผลลัพธ์จากการต่อยอดผ่านกลไกสนับสนุนของ NIA อาทิ BOTNOI, Family Deaf, Happenn, MUI Robotics, Heal and Soul, Techcare, Zengrowth และ Brain Dynamic

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่เชื่อมนวัตกรรมไทยสู่การลงทุน พันธมิตรและความร่วมมือระดับโลก ได้ที่ SITE 2026 ระหว่างวันที่ 25–27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนได้ที่ site.nia.or.th

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย  แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก และหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) ซึ่งหลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เป็นปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้อายุไม่ถึง 40 ปี ก็อาจมีความเสี่ยงได้เช่นกัน

แพทย์หญิงทรายด้า บรูณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดหัวใจมีการสะสมของคราบไขมัน (Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกโดยเฉพาะเวลาออกแรงหรือเครียด ปวดร้าวไปที่ไหล่ แขนซ้าย คอ หรือกราม หายใจลำบาก หอบง่าย เหนื่อยผิดปกติ  หรือในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป การนั่งทำงานนาน ๆ ความเครียด การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด และการออกกำลังกายน้อย ต่างเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดโรคนี้เร็วขึ้น แม้ในคนอายุยังไม่ถึง 40 ปีก็สามารถมีความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากกระบวนการที่ซับซ้อน แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่

คอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูง: ไขมันเลว (LDL) สามารถไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด / ความดันโลหิตสูง: ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและตีบเร็วขึ้น /  เบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า / การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดและทำให้เกล็ดเลือดจับตัวง่าย / ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ / กรรมพันธุ์: หากในครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ย่อมเพิ่มความเสี่ยง

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการซักประวัติหาความเสี่ยงของโรค การตรวจสุขภาพประจำปี แต่สำหรับผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการแน่นหน้าอกเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือหน้ามืด แพทย์จะใช้การอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram : ECHO) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) และการเดินสายพาน (EST-Exercise Stress Test) บางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยวิธีการทำ CT Scan (CTA Coronary Artery) เพื่อหาอาการผิดปกติประกอบการวินิจฉัยโรคร่วมด้วย

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

สำหรับแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่มีอาการเรื้อรังหรือคงที่ คือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เป็นๆ หาย ๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แพทย์จะวางแผนการรักษาด้วยการใช้ยา แนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยายหลอดเลือดด้วยการทำบอลลูน หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค, กลุ่มที่มีอาการแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการ เจ็บแน่นหน้าอกร่วมกับเหนื่อยหอบ หน้ามืด เป็นลม หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น แพทย์จะรักษาด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจทันที

การป้องกันสำคัญที่สุด

แม้การแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าเพียงใด แต่การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ลดอาหารมัน เค็ม และหวาน การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

เริ่มต้นสำรวจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง และหันมาดูแลหัวใจตั้งแต่วันนี้ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ใช่โรคที่เลือกอายุ มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือผู้สูงวัย

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เพราะ ‘แม่’ คือผู้ให้ความสุข – รอยยิ้ม ตราบนิจนิรันดร์ ด้วยความอาลัยรัก “คุณแม่จำลอง อินทรชิต”

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถาน วัดลาดเป็ด ตำบล ท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสุกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางจำลอง อินทรชิต (เป็นกรณีพิเศษ) โดยมีบุตรและธิดา ได้แก่ 1.นายสุรจิตต์ อินทรชิต (อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  2.นางจงกล ขันพิจิตร  3.นายสุรวุฒิ อินทรชิต 4.นายจิรวัฒน์ อินทรชิต    5.นางเบญจมาศ อินทรชิต พร้อมด้วย นายวิทยา ฉายสุวรรณ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยวน พันธ์สกุล อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนู มีแสงเงิน อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย อดีตอธิบดีกรมหม่อนไหมและอดีตรองเลขาธิการ ส.ป.ก. นางสาววรรณพร ดอกจำปา อดีตผู้ตรวจราชการกรม ส.ป.ก. นางสาวจิราทิตย์ โรจน์อุ่นวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน   นายอุกฤษฏ์ อินทาภรณ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน    นายบัณฑิต สุคนธบัณฑิต อดีตปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย นางสุกันตา ศรีกำพล อดีตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี นางศิรประภา สุคนธบัณฑิต ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นายสุพัฒ มูลพฤกษ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวเปรม ตู้ดำ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอ่างทอง   นางสาวพรพรรณ ภูวนธรรม อดีตผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ส.ป.ก. ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

“คุณแม่จำลอง อินทรชิต เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร โอบอ้อมอารี เป็นมิตรกับทุกคน  ชอบทำบุญทำทานและบริจาคทรัพย์เป็นสาธารณกุศลอยู่เป็นเนืองนิจ”

แม้ว่าเราจะสูญเสียท่านไป แต่ความทรงจำและคุณความดีที่ท่านได้อุทิศตนเพื่อทะนุบำรุงพุทธศาสนา จะยังคงอยู่ และระลึกถึงความประทับใจไปตลอดกาล คุณแม่จำลอง อินทรชิต ได้ล้มป่วยด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต โดยเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในจังหวัดชลบุรีและได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.55 น. รวมสิริอายุ 86 ปี การจากไปของคุณแม่จำลอง อินทรชิตในครั้งนี้ สร้างความ เศร้าโศกแก่ บุตร – ธิดา และญาติมิตรเป็นอย่างยิ่ง และเป็นความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวอินทรชิตเป็นอย่างยิ่งเฉกเช่นคำกล่าวนี้ อันมีความหมายลึกซึ้งที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างตอนหนึ่ง  ซึ่งกล่าวไว้อย่างจับใจในพิธีฌาปนกิจฯของท่านว่า “ความตายไม่มีขอบเขตเรื่องศาสนา ความตายไม่กำหนดวันและเวลา  ความตายไม่นำพาเรื่องของวัย ความตายไม่มีแบบอย่างตายอย่างไร? ความตายไซร้เท่านั้น!! นิรันดร”

สุดท้ายนี้ คณะเจ้าภาพ ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้เกียรติร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมฯ  และร่วมพิธีฌาปนกิจฯ “คุณแม่จำลอง อินทรชิต” ตลอดจนร่วมนำพวงหรีดแสดงความไว้อาลัยและร่วมสมทบปัจจัยทำบุญในครั้งนี้ ด้วย