พิสิษฐ์ ตั้ง 5 ข้อสังเกต จับโป๊ะก๊วน สว.สีส้ม 1 วันก่อนเลือกวุฒิสภาปี 67 อัดกลับไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมไม่ใช่

20 กันยายน 2569 เวลา 10:01 น.

“พิสิษฐ์”ตั้ง 5 ข้อสังเกต จับโป๊ะ”ก๊วน สว.สีส้ม” 1 วันก่อนเลือกวุฒิสภาปี 67 จี้ลากเข้าสู่กระบวนการแบบ 138 คน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อัดกลับไม่ใช่ปากบอก”ประชาธิปไตย” แต่พฤติกรรมไม่ใช่

20 กันยายน 2569 ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีเวทีฝ่ายค้านที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ไปร่วมงานด้วย และมีการระบุ มีการบอกว่าโดนขุด สีน้ำเงินเอาคืน

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ ได้ยกการประชุมของผู้สมัครวุฒิสภา ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพคอารีน่า เมือทองธานี 1 วันก่อนวันเลือก สว.พร้อมกล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ คือ

1.น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ได้เคยออกมาเปิดเผยว่ามีการเชิญ คระกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าร่วมการประชุมด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหน เพราะ น.ส.พรรณิการ์ ไม่เคยพูดชื่อออกมา และไม่แน่ใจว่าจะได้ยินคำตอบหรือไม่

2.จากที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ให้สัมภาษณ์ว่า งานวันนั้นไม่ใช่ไอลอว์จัด ตนก็เอะใจในคำตอบ เพราะนายเทวฤทธิ์บอกว่าได้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หนึ่งคือ senate67 ซึ่งเป็นโครงการของไอลอว์ จึงมองว่าคำตอบของนายเทวฤทธิ์ย้อนแย้งกันหรือไม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้จัดงานแต่เชื่อว่ามีคนจัดงานแน่นอน

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.งานดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการให้ การรับผลประโยชน์หรือไม่ เพราะการจัดงานที่อิมแพคอารีน่า โดยเฉพาะห้องจูปิเตอร์มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทราบมาว่าออกมาเป็นบิลใบเสร็จใบเดียว ซึ่งคนที่ไปในงานวันนั้นบอกว่ามีกล่องบริจาคและใส่เงินบริจาคเข้าไปจึงเกิดคำถามว่าการตั้งกล่องบริจาคเก็บไปเท่าไหร่เก็บไปมากกว่าหรือเก็บไปน้อยกว่า หากเก็บไปมากกว่าใครได้ประโยชน์ ถ้าเก็บน้อยกว่าแสดงว่ามีคนเติมเข้าไปใช่หรือไม่แต่ไม่มีการชี้แจง

4.ก่อนที่จะเข้างานวันนั้นจะต้องลงทะเบียนในsenate67 ก่อน ซึ่งในงานมีการตั้งคำถามถึง ประเด็นมาตรา 112 ส่วนตัวจึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมคนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องถามประเด็นเหล่านี้ด้วย

“ลองเปิดข้อมูลในไอลอว์ได้เลย จะมีบอกเลยว่าใครตอบคำถามใดบ้างและที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าบอกว่าเป็นการประชุมแบบเปิดเผยเปิดเผยจริงหรือไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวพอจะประชุมกันนักข่าวเชิญข้างนอกแล้วเก็บมือถือ จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องเก็บมือถือ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็แนะนำตัวกันธรรมดา แต่เท่าที่ผมทราบมามีอะไรมากกว่านั้น” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 5.ตนถามไปยังผู้เข้าร่วมงานและไม่มีใครตอบตนได้เกี่ยวกับริสแบนด์ 3 สี สีขาว สีเขียว สีฟ้า ใส่เพื่ออะไร ทำไมต้องมี 3 สีหากบริสุทธิ์ใจจะหมายถึง กลุ่มอาชีพก็ต้องเป็น 20 สี 20กลุ่มอาชีพ แต่ทำไมมีเพียงแค่ 3 สี

“แล้วคุณไปดูสีที่นายเทวฤทธิ์ใส่กับสีที่น.ส.นันทนา ใส่เป็นสีเดียวกันแล้วได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็อยากรู้ว่าคนที่ใส่สีนี้ ทุกคนได้เป็นหรือไม่แล้วถ้าไม่ได้เป็นคนอื่นที่เป็นสีอื่นได้เป็นหรือไม่ก็ไม่มีใครมาชี้แจง แล้วจะมาบอกว่าผมต้องการเรียกร้องอะไร ผมต้องการเรียกร้องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กกต.ควรใช้มาตรการเดียวกันกับ ตรวจสอบการฮั้ว สว.ของสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ผมขอความเป็นธรรมแค่นั้นเองไม่ได้มีเจตนาที่ให้ทำอะไรนอกเหนือจากนี้ ให้ได้มีระดับการตรวจสอบที่เข้มข้นเดียวกัน” นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า สว.สีส้ม ไม่ได้ไปให้การกับ กกต.สะท้อนอะไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาที่โดนกล่าวหา 138 คน ได้เข้าให้การกับ กกต.อย่างครบถ้วนและได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงคิดว่าถ้าบริสุทธิ์ใจก็ควรไปให้การทุกอย่างเหมือนกับที่ทางวุฒิสภา 138 คน ได้ทำ

เมื่อถามว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อหากอีกฝ่ายยังคงเล่นเกมอยู่แบบนี้ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยของท่าน ที่ท่านพูดท่านไม่ได้พูดอย่างที่ท่านปฏิบัติ ท่านพูดว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยแต่เอามวลชนลงทำถนน อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือไม่ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่พูดจริงก็ต้องใช้กระบวนการ ตามระบบระเบียบตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญปี 60 ในเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติอยู่แล้วส่ง 26 คน ไปศาลฎีกานั่นคือมติของ กกต. กกต.เป็นองค์กรอิสระที่อย่าลืมว่าทุกคนถูกรับรองมาจาก กกต.และรัฐธรรมนูญปี 60 ก็ถูกรับรองจากประชาชน

“คุณต้องเคารพกติกา และก็เคารพกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมมันไม่ใช่ อย่างนี้ก็ไม่จบสักที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่จบในเมื่อ กกต.ยุติแล้ว และขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนทุกคน ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกันกับที่ทำกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันข้อมูลต่างๆ ก็ขอให้เจาะลึกและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อประชาชนให้ตรงตามความเป็นจริง” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายกฯบินโตเกียว ประชุมขับเคลื่อนหน่วยงานตัวแทนประเทศไทย ก่อนเดินทางต่อสหรัฐฯ ร่วม UNGA81 เผยเจรจาภาษีมะกัน ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบ ย้ำ!ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว

20 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

“นายกฯ”บินโตเกียว ประชุมขับเคลื่อนหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อสหรัฐฯ ร่วม UNGA81 เผยเจรจา”ภาษีมะกัน”ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบ ย้ำ!ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ต้องหาข้อสรุปเพิ่มเติม ระบุ”ศุภจี”มั่นใจปิดดีลได้ ไม่ต้องแก้เนื้องาน เผยหากมีโอกาสต้องคุย”ทรัมป์”อยู่แล้ว

20 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20 – 21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21 – 24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25 – 26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย สำหรับคณะทางการฝ่ายไทยในภารกิจทั้ง 3 ประเทศ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย

นายเอกภพ กล่าวว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง โดยมีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การต้อนรับ สำหรับภารกิจ ที่กรุงโตเกียว ในวันที่ 21 ก.ย.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นในช่วงบ่ายจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ที่นครนิวยอร์ก

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตนไม่ใช่ผู้ตั้งโจทย์ และไม่มีการนัดพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทางคณะเจรจา ที่เป็นผู้แทนการเจรจา และผู้แทนการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย รายงานมาว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว และยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สหรัฐฯได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งทางประเทศไทยต้องกลับมาหาวิธีในการบรรลุข้อสรุปให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางไปครั้งนี้ จะมีโอกาสได้พบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีโอกาสได้เจอ

เมื่อถามว่า จะมีโอกาสได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวสั้นๆ ว่า play it by ear (ดูตามสถานการณ์) เพราะหลักการมีอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไข ที่ทางสหรัฐฯ ได้ขอเพิ่มขึ้นมา ซึ่งตนได้ถามกับนางศุภจี ว่าเราจะสามารถปิดจบข้อตกลงได้หรือไม่ ซึ่งนางศุภจีก็ตอบตนกลับมาว่าได้ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมาแก้ไขเนื้องาน เมื่อถามอีกว่า เงื่อนไขที่ว่าคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ถามในรายละเอียด

เมื่อถามว่า จะราบรื่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วว่านางศุภจีมีความมั่นใจ และเดี๋ยวตนจะไปถามนางศุภจีอีกครั้ง ซึ่งการเดินทางไปนิวยอร์กครั้งนี้ ตนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับตัวแทนของนางศุภจี และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งทุกอย่างจะอยู่ในกรอบ

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะคงภาษีให้อยู่ที่ร้อยละ 19 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามจะกดให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาขั้นตอนตัวร่างก็จะถูกส่งไปให้ผู้นำแต่ละประเทศ ซึ่งปกติแล้วจะมีการจัดให้นั่งพูดคุยกัน หรือโทรศัพท์พูดคุยกัน เมื่อถึงเวลานั้นก็ต้องดูว่าจะสามารถพูดคุยอะไรกันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า อุปสรรคในการพูดคุยเรื่องการค้าคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่า คณะเจรจาไม่ได้รายงานว่ามีสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งเวลาเจรจาต่างฝ่ายก็ต่างมีเงื่อนไขสุดโต่ง ก่อนจะให้พูดคุยให้ได้ข้อสรุปที่ต่างฝ่ายต่างรับได้ นี่คือการเจรจา ไม่ใช่การตบมือข้างเดียวแล้วเราจะได้สิ่งที่เราต้องการทั้งหมด หรือสิ่งที่เขาต้องการทั้งหมด ดังนั้น จึงเรียกว่าการเจรจา

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสได้เจอประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อหน้าจะพูดคุยและทวงสัญญาที่มีการตกลงในถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีโอกาสก็ต้องคุยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปเยือนเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA81)

อนุทิน ไม่หวั่น! คนขยายปม สว. เคลื่อนไหวการเมือง ยันทุกอย่างต้องยึดตามกฎหมาย

20 กันยายน 2569 เวลา 09:37 น.

20 กันยายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฮั้ว สว. ที่ดูเหมือนยังไม่จบในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ยังมีการขยายไปยังหน่วยงานอื่น มีความกังวลหรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กฎหมายระบุไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่เหมือนยังมีการหยิบยกเรื่องนี้ไปเคลื่อนไหวต่อ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ภายใต้กฎหมาย เพราะเรามีกรอบรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรอิสระในการวินิจฉัยกรณีอะไรบ้างและยังกำหนดสิทธิประชาชนว่ามีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ประเมินหรือไม่ว่าทำไมคนยังไม่เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ประเมิน เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

รัฐบาลย้ำ 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เปิดเช็กสิทธิ-สถานที่ลงคะแนน เตือนปฏิบัติตามกติกา ป้องกันบัตรเสีย

20 กันยายน 2569 เวลา 09:28 น.

20 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นหลักประกันสุขภาพและชีวิตของแรงงานทั่วประเทศ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศ ร่วมลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.

โดยขอแนะนำให้นายจ้างและผู้ประกันตนเตรียมความพร้อม ด้วยการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ระบบ e-Service (สำหรับนายจ้าง) และ e-Self Service (สำหรับผู้ประกันตน) หรือ โมบายแอปพลิเคชัน SSO Plus นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมยังเพิ่มระบบแจ้งเตือน โดยจะส่งข้อความ SMS ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เคยแจ้งความประสงค์และให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้กับทางสำนักงานประกันสังคม เพื่อเตือนความจำก่อนถึงวันลงคะแนนอีกด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เนื่องจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้นขอให้ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนตรวจสอบวิธีการลงคะแนนให้ละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาบัตรเสีย โดยการเลือกตั้งนี้จะไม่ใช่การกากบาทเลือกหมายเลขผู้สมัครที่ต้องการ แต่เป็นการกำหนดให้ผู้ลงคะแนน ต้องเขียนตัวเลขอารบิกของผู้สมัครที่ต้องการเลือก ลงในช่องสี่เหลี่ยม 1 ช่องต่อ 1 หมายเลข โดยผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถเลือกผู้สมัครฝ่ายตนเองได้สูงสุดไม่เกิน 7 คน

ส่วนเรื่องความโปร่งใสในการลงคะแนน ทาง กกต.ได้ออกระเบียบห้ามถ่ายคูหาลงคะแนน ในลักษณะที่เห็นหรือคาดเดาการลงคะแนนได้ และหลัง 16.00 น.สามารถถ่ายการเปิดหีบ-นับคะแนนได้ แต่ต้องไม่รุกล้ำแนวกั้น ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติระหว่างลงคะแนน ให้ยื่นคำทักท้วงต่อกรรมการประจำที่เลือกตั้งหรือหากพบการขาน/ขีดคะแนนผิดพลาดระหว่างนับคะแนน ให้ยื่นคำคัดค้านทันที

รัฐบาลขออย่ากังวล ย้ำค่าป่วยการ อสม. อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ไร้ผลกระทบแม้ถ่ายโอนภารกิจ

20 กันยายน 2569 เวลา 09:13 น.

20 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บางท่านเกิดความสับสนต่อแนวทางการเบิกจ่ายค่าป่วยการ หรือการรับรองผลงาน ส่งผลกระทบต่อการทำงานและขวัญกำลังใจพี่น้อง อสม. จากการถ่ายโอนด้านสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขอชี้แจงว่า การเบิกจ่ายค่าป่วยการ อสม. เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2564 ซึ่งกำหนดให้งบประมาณเงินอุดหนุน สำหรับจ่ายค่าป่วยการ อสม. อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เป็นหน่วยงานเสนอตั้งงบประมาณและรับผิดชอบการบริหารจัดการ ซึ่งการเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการ อสม. มีกรอบระเบียบกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ เพื่อความรัดกุม ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า แนวทางการรับรองผลงาน อสม. ในปัจจุบันแยกออกเป็น 2 กระบวนการอย่างชัดเจน คือ 1. กระบวนการทำงานของ อสม. ซึ่งจะยังคงปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสถานบริการสาธารณสุข รพ.สต. และ 2. กระบวนการรับรองผลการปฏิบัติงานเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการ เป็นการตรวจสอบ ควบคุม กำกับการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้ประธาน อสม. ระดับหมู่บ้าน/ชุมชน รับรองรายงานส่งให้กับ ประธาน อสม. ระดับตำบล ก่อนส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอตรวจสอบและยืนยันผลงาน เพื่อนำส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ตรวจสอบและยืนยันผลงานส่งให้ สบส. ต่อไป

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ อสม. อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการให้ตอบโจทย์คนทำงาน ถึงแม้ รพ.สต. จะได้รับการถ่ายโอนภารกิจไปยัง อบจ.แล้ว พี่น้อง อสม. ยังคงบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยบริการปฐมภูมิทุกสังกัด เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างไร้รอยต่อ ขอให้ อสม. อย่าเป็นกังวล ขอให้ทำงานตามบทบาท หน้าที่ ตามเจตนารมย์ด้วยการอุทิศตนทำงานด้านสาธารณสุขด้วยจิตอาสา เพื่อให้ประชาชนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพได้อย่างทั่วถึง ทำหน้าที่เป็นกลไกและสะพานเชื่อมต่อหลักระหว่างหน่วยงานรัฐด้านสาธารณสุขกับคนในชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพจากระดับฐานราก เพื่อให้ประชาชนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1.61 แสนล้าน คลังชง ครม. ขยายเวลา 22 ก.ย.นี้

20 กันยายน 2569 เวลา 08:51 น.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ–ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 ขยายระยะเวลาโครงการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ว่า ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,528 ราย สะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการไปสู่ประชาชน ร้านค้า และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ

ยอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติรวม 155,335.8 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery รวม 6,219.8 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้อยู่เพียงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่เป็นกลไกร่วมจ่ายที่นำเงินภาครัฐมาสมทบกับกำลังซื้อของประชาชน และส่งต่อไปเป็นรายรับของร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคบริการ ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

“ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยทั้งลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดย Fitch Ratings ประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคและมาตรการภาครัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยประชาชนได้ตรงจุดและทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ไทยช่วยไทย พลัสจึงดูแลทั้งสองด้านพร้อมกัน คือช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยประคองรายได้ของผู้ประกอบการ โดยยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสะท้อนการหมุนเวียนของกำลังซื้อไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับแนวทางดำเนินมาตรการในระยะต่อไป กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยการขยายระยะเวลา วงเงิน สิทธิ หรือเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจะแจ้งรายละเอียดอย่างเป็นทางการให้ประชาชนทราบโดยเร็ว จึงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ และอย่าหลงเชื่อข้อความที่ระบุว่าโครงการระยะต่อไปได้รับอนุมัติแล้วก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี

สำหรับโครงการระยะปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิยังสามารถใช้สิทธิได้ตามหลักเกณฑ์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้.

วัส ติงสมิตร เจาะลึกบทเรียนฎีกา สู่การสะเทือนวงการการเมือง เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก

20 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

20 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกบทเรียนจากฎีกา 3509/2549 สู่การสะเทือนวงการการเมือง: เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก!

ในโลกของกระบวนการยุติธรรมและการเลือกตั้ง “ดุลพินิจ” ของเจ้าพนักงานและองค์กรอิสระถือเป็นดาบสองคมเสมอ ด้านหนึ่งคืออำนาจอิสระในการวินิจฉัยเพื่อความเป็นธรรม แต่อีกด้านหนึ่ง หากถูกใช้โดยปราศจากขอบเขต มันจะกลายเป็นการ “กระทำตามอำเภอใจ” ทันที!

วันนี้เราจะมาร่วมเจาะลึกและร้อยเรียงบทวิเคราะห์ทางกฎหมาย นำบรรทัดฐานดั่งเหล็กกล้าจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 มาจับชนกับประเด็นร้อนคดี “ฮั้วเลือก สว.” และการลงมติของ กกต. เสียงข้างมาก เพื่อดูว่าในทางกฎหมายแล้ว ความผิดตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 จะเอาผิดผู้ใช้อำนาจได้อย่างไร!

PART 1: ถอดรหัสฎีกา 3509/2549 – ดุลพินิจไม่ใช่ “อำนาจตามอำเภอใจ”

ย้อนกลับไปในคดีศาลฎีกาที่ 3509/2549 เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ลงข่าวเป็นเท็จ ใส่ความข้าราชการตุลาการท่านหนึ่ง จนมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ “พนักงานอัยการ” (จำเลย) ผู้มีหน้าที่สั่งคดี กลับสั่ง “ไม่ฟ้อง” โดยอ้างง่ายๆ ว่า ผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท

ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญระดับตำนานไว้ดังนี้:

1) อิสระต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย: แม้เจ้าพนักงานจะมีอิสระในการสั่งคดี แต่ความมีอิสระนั้นต้องอยู่ภายใต้ “ขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งหมายถึงการใช้ดุลพินิจบนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ หากกระทำตามอำเภอใจหรือบิดผันอำนาจ ย่อมถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

2) เกณฑ์วินิจฉัยในชั้นไต่สวน/สั่งคดี: หน้าที่ของอัยการ (หรือองค์กรไต่สวนอย่าง กกต.) ไม่ใช่การนั่งเป็นศาลพิพากษาว่าใครผิดหรือบริสุทธิ์ แต่มีเกณฑ์เพียงว่า “มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะนำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (ศาล) หรือไม่”

3) การด่วนตัดสิทธิชี้ขาด: การที่พยานหลักฐานเบื้องต้นชัดเจนว่าข่าวนั้นเป็นเท็จและส่งผลเสียหายร้ายแรง แต่อัยการกลับด่วนวินิจฉัยดุจศาลพิพากษาเสียเองว่าขาดเจตนา ถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้สุจริต และเป็นการกระทำเพื่อช่วยผู้ต้องหาให้พ้นโทษ!

PART 2: ปรากฏการณ์ “ฮั้วเลือก สว.” และรอยแผลในมติ กกต. เสียงข้างมาก

สืบเนื่องจากการแถลงผลการไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. โดย กกต. มีมติส่งศาลและดำเนินคดีอาญาบุคคลรวม 77 ราย แต่กลับ “ยกคำร้อง” ข้อกล่าวหาในส่วนของกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ รวมทั้ง สว. อีก 100 กว่าคน

ทว่า เบื้องหลังมติดังกล่าว นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ (กกต. เสียงข้างน้อย) ได้ออกมาแฉข้อเท็จจริงสุดสะเทือนใจวงการยุติธรรม ดังนี้:

มองช้างต้องมองทั้งตัว: พยานหลักฐานการฮั้วเกิดขึ้นกระจายทั่วประเทศ ทั้งโพยฮั้ว 12 โพยที่จับได้คาหนังคาเขาร่วมกับกล้องวงจรปิด, พยานบุคคล, พยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เบอร์โทรศัพท์เชื่อมโยงถึง กก.บห. และ สส.

นัดประชุมลับสอดคล้องกัน: มีพยานระบุตรงกันเรื่องการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อกำหนดตัวประธาน/รองประธาน สว. มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนระดับหัวหน้าพรรค/รัฐมนตรีในพื้นที่

มติ 4 ต่อ 3 “ไม่รับสำนวน DSI”: แม้ตรวจพบเส้นเงินนับแสนโอนจากมือจ่ายไปยังภาคใต้ แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับลงมติ ไม่รับสำนวน DSI ซึ่งมีเส้นเงินเข้าสู่สำนวน ทำให้การสืบสวนโดนตัดตอน ไม่สามารถสืบสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังระดับสูงได้!

รับฟังการกลับคำให้การที่มีพิรุธ: กกต. เสียงข้างมากยอมรับฟังหนังสือกลับคำให้การของ สส. ที่อ้างว่าถูกข่มขู่ ทั้งที่เป็นผู้มีบารมีระดับประเทศ และมายื่นกลับคำให้การหลังจากเวลาผ่านไปนานมาก

PART 3: นำแนวฎีกา 3509/2549 มัดความผิด กกต. เสียงข้างมาก ตาม ม.69 พ.ร.ป. กกต.

เมื่อนำบรรทัดฐานจากฎีกา 3509/2549 มาจับกับข้อเท็จจริงที่ กกต. เสียงข้างน้อยเปิดเผย เราจะเห็นโครงสร้างการดำเนินคดีอาญาต่อ กกต. เสียงข้างมาก ตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้อย่างแหลมคม

ตัวบทกฎหมาย: มาตรา 69 พ.ร.ป. กกต.

“กรรมการ… ผู้ใดกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ…

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยทุจริต ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา…”

ประเด็นเด็ด: ม.69 “ไม่ต้องมีเจตนาพิเศษ” ให้เกิดความเสียหาย!

จุดสำคัญที่สุดทางข้อกฎหมายคือ มาตรา 69 พ.ร.ป. กกต. ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบเจตนาพิเศษว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” เหมือนเช่น ป.อ. มาตรา 157

ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ของโจทก์จึงง่ายและกระชับขึ้นอย่างมาก! เพียงแค่พิสูจน์ว่า:

1)ใช้อำนาจขัดต่อหลักวิญญูชน (ตามแนวฎีกา 3509/2549): เมื่อพยานหลักฐานเรื่องโพย เบอร์โทร และการนัดประชุมมีความสอดคล้องร้อยเรียงกันทั่วประเทศ วิญญูชนย่อมเห็นว่า “มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ” ที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับ “ด่วนวินิจฉัยยกคำร้องเสียเอง” ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และเกินล้ำขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย

2) ละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ (ม.69 วรรคหนึ่ง): การลงมติ 4 ต่อ 3 เพื่อ “ไม่รับสำนวน DSI ที่มีข้อเท็จจริงเส้นเงิน” เข้ามาพิจารณา ถือเป็นการพฤติการณ์ตั้งใจตัดตอนพยานหลักฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด เข้าองค์ประกอบความผิดตามวรรคหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อแกล้งผู้สมัคร สว. คนใด!

3) การกระทำโดยทุจริต (ม.69 วรรคสอง): คำว่า “ทุจริต” หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การบิดผันอำนาจตัดพยานหลักฐานและฟังความพยานกลับคำให้การที่มีพิรุธ เล็งเห็นได้ชัดเจนว่าทำไปเพื่อช่วยพรรคการเมืองและนักการเมืองมิให้ต้องรับโทษหรือโดนตัดสิทธิทางการเมือง ยกระดับความผิดสู่บทลงโทษหนักเทียบเท่า ป.อ. มาตรา 149!

ใครคือผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง?
ตามแนวฎีกา 3509/2549 ผู้สมัคร สว. ผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ หรือ สว. สำรอง ย่อมได้รับผลกระทบจากการฮั้ว จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง ที่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต. เสียงข้างมากต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประผิดมิชอบได้ทันที!

บทสรุป: ดุลพินิจที่ไม่สุจริต ย่อมนำไปสู่ตาราง!

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 คือกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นว่า “อำนาจชี้ขาดในชั้นต้น ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจตามอำเภอใจ”

กรณี กกต. เสียงข้างมากในคดีฮั้วเลือก สว. การปฏิเสธพยานหลักฐานเชิงระบบ ตัดทิ้งเส้นเงิน และยกคำร้องให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง อาจไม่ใช่อย่างไร้ร่องรอย เพราะเมื่อนำหลักวิญญูชนและแนวฎีกามาจับ การกระทำดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะตกเป็นความผิดอาญาตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต.

เพราะสุดท้ายแล้ว… หากจับงวง จับหู หาง หรือขา ย่อมไม่อาจรู้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อนำพยานหลักฐานมารวมกัน ‘ช้างทั้งตัวก็คือช้าง’ หรือหากมองแค่ชิ้นส่วนพลาสติกทีละชิ้น ก็ไม่อาจรู้ว่าเป็นภาพอะไร แต่เมื่อต่อจิ๊กซอว์จนครบ จะเห็นภาพการฮั้วเลือกตั้งครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์!”

เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ จึงยากที่เป็นไปโดยไม่มีคนคิดค้น วางแผน ลงทุน และขับเคลื่อน

เมื่อผู้ใช้อำนาจพยายามปฏิเสธการมีอยู่ของช้าง หรือภาพการฮั้ว สว. ก็อาจต้องรับโทษทางอาญาในที่สุด!

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
20/9/69

#ฎีกา3509ปี2549 #กกต #ฮั้วเลือกสว #สว2567 #พปปกกตมาตรา69 #กฎหมายอาญา #คดีทุจริตและประผิดมิชอบ #องค์กรอิสระ #ดุลพินิจตามอำเภอใจ #กระบวนการยุติธรรม #วิเคราะห์กฎหมาย #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร

สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกว่า 66% มองอิทธิพลการเมือง ทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 07:45 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,123 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า เมื่อกล่าวถึง “กระบวนการยุติธรรมไทย”กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นึกถึงการพิจารณาและตัดสินคดีของศาล ร้อยละ 63.85ทั้งนี้จากสถานการณ์คดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมและความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทย ร้อยละ 46.39 โดยมองว่าคนแต่ละกลุ่มในสังคมไทยได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เท่าเทียมเลย ร้อยละ 38.02 เรื่องที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดลง คือ การแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมืองร้อยละ 66.87 เรื่องที่ควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย คือทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น ร้อยละ 66.52

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นธรรมและความเท่าเทียมการเรียกคืนความเชื่อมั่นจึงต้องทำให้ประชาชนเห็นและสัมผัส ได้ว่า กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระ เป็นที่พึ่งเข้าถึงได้ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการตั้งคำถามจากสังคมเหมือนอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนสัญญาณที่สังคมไม่ควรมองข้ามสรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเมื่อประชาชนกว่าสองในสามขาดความเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยสะท้อนความรู้สึกสะสมว่ากฎหมายอาจมิได้ทำงานอย่างเสมอหน้ากับทุกคน ยิ่งประชาชนร้อยละ 73.55 มองว่าคนแต่ละกลุ่มได้รับความเป็นธรรมไม่เท่าเทียมกันยิ่งชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างหลักความเสมอภาคกับประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจริงการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมืองเป็นข้อกังวลสำคัญ เพราะเมื่อความเป็นอิสระถูกตั้งคำถามความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากกระบวนการที่โปร่งใส มีมาตรฐานและอธิบาย ต่อสาธารณะได้เสียงเรียกร้องให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น

ย้ำว่าความยุติธรรมต้องไม่เป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่มีความรู้ เงิน หรืออำนาจต่อรองการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจึงต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่ากฎหมายคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาคไม่เลือกฐานะหรือสถานะทางการเมือง ท้ายที่สุด ความยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อมั่น มิใช่เพียงความยุติธรรมที่รัฐประกาศหากต้องเป็นความยุติธรรมที่ประชาชนมองเห็น เข้าถึง และตรวจสอบได้จริง

Art & Illustration

โพลเผยคดีฮั้ว สว. คนมอง กกต.ชุดปัจจุบัน หนักสุด ตามด้วยนายกฯอนุทิน-ฝ่ายรัฐบาล

20 กันยายน 2569 เวลา 07:08 น.

20 กันยายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “มติ กกต.” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา 77 คน รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน 26 คน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการคาดการณ์ของประชาชนต่อมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 77 ราย รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 ราย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.27 ระบุว่า ไม่เคยคาดการณ์อะไรเลย รองลงมา ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ตรงตามที่คาดการณ์ไว้มาก ร้อยละ 17.86 ระบุว่า ไม่ตรงตามที่คาดการณ์ไว้เลย ร้อยละ 15.50 ระบุว่า ค่อนข้างตรงตามที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10.84 ระบุว่า ไม่ค่อยตรงตามที่คาดการณ์ไว้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.34 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 30.46 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 19.16 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 15.04 ระบุว่า กังวลมาก

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คาดว่าจะต้องเผชิญศึกหนักทางการเมืองและ/หรือกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลัง กกต. มีมติ กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 ระบุว่า กกต. ชุดปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 31.53 ระบุว่าเป็น นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 25.42 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด ร้อยละ 15.88 ระบุว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่จะถูกสั่งฟ้อง จำนวน 77 คน ร้อยละ 13.97 ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.66 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ ร้อยละ 8.24 ระบุว่า กลุ่ม สว. จำนวน 26 คนที่จะถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ 7.86 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ร้อยละ 6.64 ระบุว่าเป็น กลุ่ม สว. ที่ไม่ถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ 4.58 ระบุว่าเป็น คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และร้อยละ 2.14 ระบุว่าเป็น คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และไอลอว์

จี้ทบทวนใหม่ ส.ภัตตาคารออกโรง ร้านเล็กแห้วไทยพลัส

20 กันยายน 2569 เวลา 06:14 น.

จี้ทบทวนใหม่ ส.ภัตตาคารออกโรง ร้านเล็กแห้วไทยพลัส

เพื่อไทย กระทุ้งหนู ข้าวของแพง ทั้งยังปล่อยดีเซลทะลุ 40 บาท จี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด่วน ขณะที่สมาคมภัตตาคารไทย เรียกร้องนายกฯขยายสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ให้ครอบคลุมร้านอาหาร SME ชี้ควรสร้างแรงจูงใจและหลักประกันว่าการปฏิบัติตามกฎหมายจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองช่วงปลายเดือนกันยายนว่า มีหลายเรื่องที่ต้องจับตา ความเคลื่อนไหวภายหลังมติกกต.การได้มาซึ่งสว. การตรวจสอบจากหลายฝ่าย การขยับเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน คดีการเมืองสำคัญเช่น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ที่รอคำวินิจฉัยจากศาลช่วงปลายเดือน ซึ่งทุกเรื่องควรเดินไปตามข้อเท็จจริง กฎหมาย และกลไกตรวจสอบ โดยไม่ควรก้าวล่วงหรือฟันธงผลล่วงหน้า

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ อย่าปล่อยให้กระแสการเมืองกลบศึกปากท้อง ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ ราคาน้ำมันดีเซลB7 ล่าสุดอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร ข้อมูลสำรวจอาหารจานเดียว เดือนเมษายน–สิงหาคม2569 สูงถึง 523 รายการ จาก 1,544 รายการ หรือประมาณหนึ่งในสามปรับขึ้นราคาและเพิ่มขึ้น 5–10 บาทต่อจาน

“น้ำมันดีเซลทะลุ 40 บาทต่อลิตร เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่หน้าปั๊ม น้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่ง เมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าและอาหาร ชาวบ้านไม่ได้ถามแค่ว่าการเมืองจะจบอย่างไร แต่ถามว่า น้ำมันเท่าไหร่ ข้าวจานหนึ่งเท่าไหร่ งานยังมีหรือไม่ รายได้พอกับรายจ่ายหรือไม่ และสิ้นเดือนจะเหลือเงินในกระเป๋าเท่าไหร่”นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศมาเกือบ 6 เดือน ประชาชนย่อมต้องการเห็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 เรื่อง 1. ลดต้นทุนพลังงาน ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน ภาษี กองทุนน้ำมัน และค่าการตลาด พร้อมชี้แจงให้ชัดว่าส่วนใดสามารถลดภาระประชาชนได้

2. กดค่าครองชีพของประชาชนให้ลดลงกว่านี้ ติดตามราคาสินค้าจำเป็น อาหาร ค่าเดินทาง และค่าไฟ ตรวจสอบต้นทุนเมื่อพบการปรับราคาผิดปกติ ไม่ปล่อยให้ประชาชนรับภาระปลายทางเพียงฝ่ายเดียว โดยรัฐบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูมีผู้ประกอบการหรือธุรกิจอะไรฉวยโอกาสขึ้นราคา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนหรือไม่

3. เพิ่มรายได้ช่วยคนตัวเล็ก ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินของSMEs และผู้ค้ารายย่อย ควบคู่กับการสร้างงาน โดยมาตรการต้องมีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ประชาชนตรวจสอบได้

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า แม้รัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยพลัสออกไปอีก2เดือน ไปถึงพ.ย.แต่คงบรรเทาความเดือดร้อนได้ชั่วคราว แต่เชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สัมผัสได้คือ ราคาสินค้า ราคาพลังงานจะลดลงเมื่อไหร่ มีทางไหนจะช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นผลเมื่อไหร่ ถ้ารัฐบาลลดค่าครองชีพและทำให้รายได้ประชาชนดีขึ้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากผลงานที่สัมผัสได้ หากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสะสมพร้อมกับแรงกดดันทางการเมือง รัฐบาลอาจต้องรับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

“รัฐบาลอาจห้ามศึกการเมืองไม่ได้ แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ศึกปากท้องเบาลง ประชาชนไม่ได้วัดรัฐบาลว่าผ่านเกมการเมืองมากี่ครั้ง แต่ดูจากชีวิตตัวเองว่า ราคาสินค้า ราคาพลังงานจะทำให้ลดลงบ้างได้หรือไม่ รายได้เพิ่มไหม และมีเงินเหลือในกระเป๋าหรือไม่ การเมืองร้อนเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับมือ ไม่ปล่อยให้มีใครเติมเชื้อไฟ จุดประเด็นให้ลุกลามไปกว่านี้ แต่ขณะเดียวกันปากท้องต้องรีบแก้ เพราะการเมืองมีทางออกตามกติกา วันนี้ไปทางไหนมีแต่คนโอดครวญกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งปัญปากท้องประชาชนรอไม่ได้ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

ขณะที่ นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมภัตตาคารไทย ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาขยายสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้ครอบคลุมร้านอาหารขนาดเล็กและ SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พร้อมระบุว่า การใช้สถานะ VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิเดี่ยวๆ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเสียโอกาส พร้อมเสนอให้ใช้เกณฑ์รายได้ต่อปี จำนวนการจ้างงาน หรือขนาดกิจการมาประกอบการพิจารณาแทน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

“ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนหนึ่งมีรายได้เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี จึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แม้ในทางธุรกิจจะยังคงมีลักษณะเป็นกิจการขนาดเล็ก มีจำนวนพนักงานจำกัด และต้องรับภาระต้นทุนรอบด้าน ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษี และเงินสมทบประกันสังคม ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่” นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าว

นางฐนิวรรณ กล่าวต่อว่า การกำหนดสิทธิโดยพิจารณาจากสถานะการจดทะเบียน VAT เพียงประการเดียว อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ปฏิบัติตามกฎหมายและเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในทางนโยบาย ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจและหลักประกันว่าการปฏิบัติตามกฎหมายจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ

สำหรับข้อเสนอในหนังสือที่สมาคมภัตตาคารไทย ได้ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี มี 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย คนละครึ่ง พลัส” ได้ หากยังมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์กิจการขนาดเล็กหรือ Micro SME ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด 2.พิจารณากำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิโดยใช้รายได้ต่อปี ขนาดกิจการ จำนวนการจ้างงาน หรือเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นองค์ประกอบในการพิจารณา แทนการใช้สถานะการจดทะเบียน VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิเพียงประการเดียว

3.กำหนดเพดานรายได้หรือหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก เพื่อให้มาตรการมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นและสามารถสร้างผลกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง โดยไม่เปิดช่องให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์เกินวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.ใช้โครงการ “ไทยช่วยไทย คนละครึ่ง พลัส” เป็นกลไกส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีและระบบการจ้างงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การขยายฐานภาษี การยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว