มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ  พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.14 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. และ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ถวายน้ำสรงพระศพ

สำหรับวันที่ 15 มิถุนายน 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ศูนย์การศึกษา ได้แก่ ท่าพระจันทร์ ศูนย์รังสิต ศูนย์ลำปาง และศูนย์พัทยา จัดพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูปเพื่อน้อมถวายความอาลัย และด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

โดยมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมฯ อาทิ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ รศ.ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์และการดิจิทัล รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ผศ.ดร.อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการสร้างคุณค่าทางวิสาหกิจ ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง รศ.ดร.ณัฐดนย์ พรรณุเจริญวงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร พร้อมทั้งผู้บริหารคณะ คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในระดับปริญญาตรี ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม พระองค์ทรงเข้ารับราชการในสายงานอัยการ และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกฎหมายอย่างใกล้ชิดกับประชาชน ทรงพระวิริยอุตสาหะเพื่อเสริมสร้างหลักนิติธรรมและความเสมอภาคในสังคม จนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ และได้รับการถวายพระสมัญญาในสื่อมวลชนว่า “เจ้าหญิงนักกฎหมาย”

ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการ ทั้งด้านกฎหมาย การยุติธรรม การทหาร การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจน
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคม พระกรณียกิจเหล่านี้ล้วนเป็นประจักษ์พยานแห่งพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และทรง
อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการ อาทิ ผาณิต
พูนศิริวงศ์, ดารณี วัธนเวคิน-กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, สถิตย์ ไม้งิ้ว บุคลากร เจ้าหน้าที่สมาคม ร่วมลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป
ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569

สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการ อาทิ ผาณิต พูนศิริวงศ์, ดารณี วัธนเวคิน-กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, สถิตย์ ไม้งิ้ว บุคลากร เจ้าหน้าที่สมาคม ร่วมลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ในศูนย์ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ในศูนย์ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ลงนามถวายความอาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ลงนามถวายความอาลัย

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา พร้อมศิษย์เก่า มธ. ร่วมพิธี
ถวายความอาลัย ณ ศูนย์ท่าพระจันทร์

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา พร้อมศิษย์เก่า มธ. ร่วมพิธี ถวายความอาลัย ณ ศูนย์ท่าพระจันทร์

ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง
นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี
ถวายความอาลัย

ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี ถวายความอาลัย

รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี
ถวายความอาลัย

ชาวธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี ถวายความอาลัย ชาวธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและ
สุขศาสตร์ นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา
ศูนย์พัทยา ร่วมพิธีถวายความอาลัย

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและ สุขศาสตร์ นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ศูนย์พัทยา ร่วมพิธีถวายความอาลัย

เมื่อประชาชนประสบภัย การมีที่ให้พึ่งพาคือหัวใจสำคัญ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

เมื่อประชาชนประสบภัย การมีที่ให้พึ่งพาคือหัวใจสำคัญ  มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

เมื่อประชาชนประสบภัย การมีที่ให้พึ่งพาคือหัวใจสำคัญ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ยามเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ โดยเฉพาะ “อุทกภัย” ชื่อหน่วยงานที่หลายคนคุ้นหูและภาพจำที่หลายคนคุ้นตา นั่นคือ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ที่อยู่เคียงข้างและเป็นที่พึ่งของผู้ประสบภัยมายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย หรือที่ทุกคนคุ้นเคยในพระนามว่า “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” หรือ “พระองค์ภาฯ” ภาพของพระองค์ที่ทรงลงพื้นที่ประสบภัย พร้อมกับน้ำพระทัยที่หลั่งไหล
ดั่งสายธารแห่งพระเมตตานั้นยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงดวงใจของพสกนิกรไทย ที่พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งพิงและเป็นที่พึ่งพาให้กับพวกเขาตราบจนทุกวันนี้

ภาพคุ้นชินของพสกนิกรไทยกับการที่พระองค์ภา ทรงลงไปให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ประสบภัยด้วยพระองค์เอง ยังคงเป็นภาพที่ประทับอยู่ในจิตใจอันสัมผัสได้ถึงน้ำพระทัยที่ทรงมีอย่างเปี่ยมล้น เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ทั้งภาพที่ทรงแจกถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง ภาพทรงช่วยประกอบอาหารร่วมกับพระมารดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในโรงครัวพระราชทาน ภาพพระองค์ทรงดูแลผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงภาพแห่งความทรงจำอื่นอีกมากมาย อันสะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน โดยการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างครบวงจร ทั้งการเฝ้าระวังก่อนเกิดภัย บรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดภัย และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

“มูลนิธิฯ จะเป็นศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์ มีการประสานงานกับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งด้านการป้องกัน เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันการสูญเสีย ด้านการบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี และการฟื้นฟูให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิต
อย่างปกติได้อย่างยั่งยืน ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน บูรณาการ มุ่งขณะเข้าใจปัญหาแบบองค์รวม ดำเนินการตามเป้าหมายอันเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืนให้กับสังคม”

พระนโยบาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

รวมไปถึงหลักการที่พระองค์พระราชทานเอาไว้ และเป็นที่ยึดถือปฏิบัติของมูลนิธิฯ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นั่นคือ “เข้าก่อนออกทีหลัง”

“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ พวกเรา เข้าก่อน ออกทีหลัง” นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ กล่าวไว้เมื่อครั้งเหตุการณ์มหาอุทกภัยจังหวัดเชียงราย ในปี 2567 ว่า “เพราะทันทีที่ได้รับข้อมูลจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติและแหล่งต่างๆ จะลงพื้นที่ และถ้า ณ จุดนั้นขาดอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการตอบโต้ภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็จะแจ้งเข้ามายังมูลนิธิฯ การจัดหาอุปกรณ์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว”

สถานีโทรมาตรอัตโนมัติเป็นหนึ่งในโครงการที่พระองค์ภา ทรงเล็งเห็นถึงการเตือนภัยก่อนที่จะเกิดเหตุ มีพระดำริให้มูลนิธิฯ ดำเนินการจัดตั้งเสาสถานีโทรมาตรอัตโนมัติขึ้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นต้นแรก ทำหน้าที่ตรวจวัดอากาศและปริมาณน้ำเพื่อการเฝ้าระวังและป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นและพัฒนาจนสามารถส่งผลแบบทันท่วงที และติดตั้งอีกหลายจุดทั่วประเทศไทยในเวลาต่อมา

“เมื่อน้ำจบแล้ว หลายหน่วยอาจออกจากพื้นที่กันไปแล้ว แต่มูลนิธิฯ ยังคงอยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่คอยทำความสะอาด เพื่อส่งผู้ประสบภัยกลับเข้าบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่เรายังอยู่เพื่อเยียวยา และฟื้นฟูอาชีพให้ผู้ประสบภัยกลับมามีอาชีพ มีรายได้ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
ได้อย่างที่เคยเป็น และเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้มาจากพระวิสัยทัศน์ขององค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที” นายวีระศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ภา ที่เป็นหลักการในการทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนั้น

“การฟื้นฟูหลังน้ำลดก็มีความหมายอยู่เหมือนกัน เพราะน้ำท่วมทำความเสียหายให้อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพ ผู้ต้องสร้างรายได้จากอุปกรณ์ต่างๆ … ทางมูลนิธิฯ ก็เลยจัดเงินทุน สิ่งของจำเป็นมาช่วยสนับสนุนให้ฟื้นคืนกลับสู่อาชีพต่างๆ และกลับคืนสู่ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด”

พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งเสด็จไปทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของแก่ผู้ประสบอุทกภัย หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ จ.อุบลราชธานี วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยอย่างหาที่สุดไม่ได้ เมื่อพระองค์ภาฯ เสด็จสู่แดนสรวง ตลอดพระชนม์ชีพ
ของพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อคนไทย และทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการมุ่งมั่น และพัฒนาที่ยังคงจารึกอยู่ในใจพสกนิกรชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ทรงเป็นเจ้าหญิงที่เป็นที่พึ่งพาของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ทุกพระราชปณิธาน
อันแน่วแน่ ทรงห่วงใยและปรารถนาเพื่อที่จะบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยอันจะเป็นแนวพระราชจริยวัตรหลักที่สภากาชาดไทยน้อมนำ มุ่งมั่น และสานต่อสืบไป

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิรันดร์ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและบุคลากรสภากาชาดไทย

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.49 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือสมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ ทรงเป็น
พระมิ่งขวัญและเป็นความภาคภูมิใจของชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็นบัณฑิตแห่งธรรมศาสตร์ เพราะทรงช่วยประกาศความเกรียงไกรของธรรมศาสตร์ให้ขจรขจายแผ่ไปบนแผ่นดินไทย และนานาชาติ

พระองค์ทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2540 ระหว่างที่ทรงศึกษา ทรงปฏิบัติพระองค์ให้กลมกลืน
กับนักศึกษา โดยไม่ได้ถือพระองค์ ทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นประจำ เช่น งานรับเพื่อนใหม่ งานกีฬาในคณะและระหว่างคณะ และทุกครั้งที่ทรงร่วมกิจกรรมก็ไม่เคยทำให้เพื่อนๆ และรุ่นพี่รุ่นน้องเกิดอาการอึดอัดแม้แต่น้อย

ครั้นในยามมีเวลาว่างจากการเรียน อย่างเช่นช่วงเวลาพักเที่ยง ก็ทรงร่วมพระดำเนินไปเสวยอาหารตามร้านต่างๆ บริเวณท่าพระจันทร์ ทำให้พ่อค้า แม่ขายในบริเวณดังกล่าวประทับใจในความเรียบง่ายเป็นกันเองของพระองค์ท่าน

ชาวธรรมศาสตร์ที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ บอกตรงกันว่า พระองค์ทรงบอกเสมอว่าเวลาเล่นหรือเรียนด้วยกัน รวมถึงเวลาทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งไปพบเจอภายนอกมหาวิทยาลัยก็ขอให้ทักทายพระองค์ โดยไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์

อาจารย์นริศ ชัยสูตร ระลึกถึงความประทับใจในสมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ โดยบอกว่าตนเองตั้งใจอยากให้พระองค์ทรงเลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ศึกษาระดับปริญญาตรีในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะตนเองเป็นคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ ปี 2539

แล้ววันหนึ่ง สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ เสด็จยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างไม่เป็นทางการเพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันขี่ม้าในสนามธรรมศาสตร์ ที่คณะเศรษฐศาสตร์เป็นเจ้าภาพจัดงาน ในยุคอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ เสด็จมาทอดพระเนตรการแข่งขัน โดยไม่มีขบวนใหญ่โต ไม่มีพิธีรีตอง แค่เพียงมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน แล้วประทับนั่งในเต็นท์ธรรมดาข้างสนามฟุตบอลเหมือนกับผู้ชมทั่วไป

ในช่วงพักการแข่งขัน อาจารย์นริศกราบทูลเชิญเสด็จไปยังห้องรับรองบนตึกโดม ชั้น 2 โดยอาจารย์นรนิติ และอาจารย์สมยศ เชื้อไทย คณบดี คณะนิติศาสตร์ รอเฝ้าอยู่

อาจารย์นริศบอกว่าได้กราบทูลเชิญพระองค์ท่านเข้าศึกษาในโครงการเศรษฐศาสตร์ B.E. ที่ใช้การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่พระองค์ท่านรับสั่งว่าทรงไม่ถนัดเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่สนพระทัยด้านนิติศาสตร์ และรับสั่งอีกว่ายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากนัก ทำให้อาจารย์นรนิติและอาจารย์สมยศได้กราบถวายข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และคณะนิติศาสตร์อย่างโดยละเอียด และพระองค์ท่านทรงบอกว่า หากทรงเข้าศึกษาที่ธรรมศาสตร์ จะทรงใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างเช่นคนทั่วไป ไม่ต้องการให้ทหารหรือเจ้าหน้าที่ติดตามเดินประกบในเขตมหาวิทยาลัย

พระองค์ท่านทรงสอบเข้าธรรมศาสตร์ด้วยพระองค์เอง ไม่มีโควตาพิเศษใดๆ จากมหาวิทยาลัย เมื่อทรงเข้าเป็นนักศึกษา ก็ทรงดำเนินชีวิตเรียบง่าย เดินไปเรียน ร่วมทำกิจกรรมเหมือนนักศึกษาทั่วไป แม้แต่รถยนต์ประจำพระองค์ ก็ไม่ได้เข้ามาจอดภายในมหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาที่ทรงศึกษาในธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไม่มีปัญหาเรื่องการถวายการดูแลพระองค์ เพราะพระองค์ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม้แต่น้อย แต่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของความมีวินัย ความเรียบง่าย ความรับผิดชอบ และทรงเป็นกันเองกับทุกคน

พระจริยวัตรที่แสนเรียบง่าย แต่ทรงมุ่งมั่นมุมานะในการศึกษาอย่างจริงจัง และทรงเสียสละเพื่อสังคมตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ปรากฏชัดเจนในสายตาและการรับรู้ของชาวธรรมศาสตร์ตราบนิจนิรันดร์

อั้ม พัชราภา ตัวแม่สายบุญ! ควงแก๊งสี่ขาสลัดลุคสุดจึ้ง แฟนคลับแห่กดไลก์สนั่น

อั้ม พัชราภา ตัวแม่สายบุญ! ควงแก๊งสี่ขาสลัดลุคสุดจึ้ง แฟนคลับแห่กดไลก์สนั่น

อั้ม พัชราภา ตัวแม่สายบุญ! ควงแก๊งสี่ขาสลัดลุคสุดจึ้ง แฟนคลับแห่กดไลก์สนั่น

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลทันที เมื่ออินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง ellethailandofficial ได้เผยแพร่ภาพแฟชั่นเซตสุดน่ารักของซุปเปอร์สตาร์ค้างฟ้า “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” ที่มาร่วมถ่ายทอดความอบอุ่นในแคมเปญการกุศลสุดพิเศษการถ่ายแบบในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง Sretsis ในการเปิดตัวเสื้อยืดการกุศล “Comète and Nutella Charity Tees” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันประจำฤดูกาล Spring/Summer 2026 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Significant Others’

เสื้อยืดรุ่นพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนรักที่เข้ามาเติมเต็มความทรงจำ โดยความพิเศษของผลงานชุดนี้ได้รับความร่วมมือจาก มูลนิธิเดอะวอยซ์ (The Voice Foundation) ซึ่ง Carly Beck ศิลปินชื่อดังที่มาร่วมตีความให้ Comète และ Nutella สุนัขแสนรักของผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ กลายร่างเป็นคู่บ่าวสาวสุดชิคในย่าน West Village ของนครนิวยอร์ก ซึ่งลวดลายดังกล่าวได้ถูกสกรีนลงบนเสื้อยืดสีหวานที่สาวอั้มสวมใส่ถ่ายแบบ

โดย  อั้ม พัชราภา ซุปตาร์ผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่รักและสนับสนุนสวัสดิภาพของสัตว์ต่างๆ มาอย่างยาวนานสำหรับผู้ที่สนใจเสื้อยืดในคอลเลกชันนี้ นอกจากจะได้เสื้อผ้าดีไซน์น่ารักไปครอบครองแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญใหญ่อีกด้วย โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายเสื้อยืดการกุศล Comète and Nutella Charity Tees จะถูกนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิเดอะวอยซ์โดยตรง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของสัตว์จรจัดที่กำลังต้องการความช่วยเหลือในสังคมต่อไปเรียกได้ว่าเป็นแคมเปญที่อิ่มทั้งใจได้ทั้งสไตล์ สมฐานะตัวแม่สายบุญของวงการบันเทิงไทยจริงๆ

ฝันที่เป็นจริง เอมมี่ มรกต กรี๊ดลั่น เผยโมเมนต์สวมกอด พี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ ยกเป็นนางฟ้าไอดอลในวัยเด็ก

ฝันที่เป็นจริง เอมมี่ มรกต กรี๊ดลั่น เผยโมเมนต์สวมกอด พี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ ยกเป็นนางฟ้าไอดอลในวัยเด็ก

ฝันที่เป็นจริง เอมมี่ มรกต กรี๊ดลั่น เผยโมเมนต์สวมกอด พี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ ยกเป็นนางฟ้าไอดอลในวัยเด็ก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.02 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดอบอุ่นและน่าประทับใจของวงการนางงาม เมื่อ “เอมมี่ – มรกต แสงทวีป” อดีตมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2547 ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว (⁠aimeemorakot⁠) เผยนาทีแห่งความสุขหลังมีโอกาสได้พบและร่วมเฟรมกับนางงามจักรวาลขวัญใจคนไทยตลอดกาลอย่าง “ปุ๋ย – ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก” (มิสยูนิเวิร์ส 1988)โดยในโพสต์ดังกล่าว เผยให้เห็นภาพของทั้งคู่ในลุคเรียบหรูสีขาว-ดำสุดคลาสสิก จากแบรนด์ดัง VVon Sugunnasil มีทั้งช็อตสวมกอดกันด้วยความอบอุ่น ช็อตรอยยิ้มพิมพ์ใจ และการไหว้ทักทายกันอย่างอ่อนน้อมร่วมกับเพื่อน ๆ ในวงการงานนี้ สาวเอมมี่ถึงกับเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ พร้อมระบุแคปชันบรรยายความรู้สึกในใจแบบสุดซึ้งว่า

When you meet your childhood idol ☺ กรี๊ดๆๆๆ ความฝันที่เป็นจริง ตอนเด็กๆ เคยมีคนที่เราใฝ่ฝันอยากเจอ อยากสวย อยากเก่งเหมือนเค้าไหมคะ คนคนนั้นของมี่คือ พี่ปุ๋ย พรทิพย์ค่ะ โตขึ้นอยากเป็นนางงาม อยากเป็นนางฟ้าเหมือนพี่ปุ๋ย  น่าจะเป็นความฝันของคนเด็กหลายๆคนเหมือนกัน แต่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง นางฟ้านางสวรรค์ พี่ปุ๋ยสวยทั้งภายในและภายนอก แววตา รอยยิ้ม สง่างามที่สุดค่ะ ขอบคุณเพื่อนรัก @vvonsugunnasil ที่สานฝันในครั้งนี้ให้นะคะ “

ตำนาน 90s รีเทิร์น ลูกเกด ซอนญ่า เฮเลน รวมตัวตัวแม่ตัวมัม ทวงคืนบัลลังก์ความแซ่บระดับไอคอนิก

ตำนาน 90s รีเทิร์น ลูกเกด ซอนญ่า เฮเลน รวมตัวตัวแม่ตัวมัม ทวงคืนบัลลังก์ความแซ่บระดับไอคอนิก

ตำนาน 90s รีเทิร์น ลูกเกด ซอนญ่า เฮเลน รวมตัวตัวแม่ตัวมัม ทวงคืนบัลลังก์ความแซ่บระดับไอคอนิก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

ทำเอาวงการรันเวย์และโซเชียลมีเดียต้องสั่นสะเทือน! เมื่อ 3 ตัวแม่ซูเปอร์โมเดลระดับตำนานแห่งยุค 90s อย่าง “ลูกเกด – เมทินี กิ่งโพยม”, “พิม – ซอนญ่า คูลลิ่ง” และ “เฮเลน – ปทุมรัตน์ วรมาลี” ได้กลับมารวมตัวกันแบบครบองค์ประชุม ทำเอาแฟนๆ ยุค Y2K ถึงกับกรีดร้องให้กับมิตรภาพอันยาวนานและความสวยอมตะที่กาลเวลาทำอะไรพวกเธอไม่ได้จริงๆ

โดยในอินสตาแกรมของแม่เกด (@metinee) ได้เผยภาพประทับใจแรร์ไอเทม ขณะที่ทั้งสามคนร่วมเฟรมกันในลุคเรียบหรูโทนสีดำ (All Black) นั่งกอดเอวซบไหล่กันด้วยความสนิทสนม พร้อมแคปชันสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “The Girls are back ” ซึ่งทางด้าน “พิม ซอนญ่า” ก็รีบเข้ามาคอมเมนต์ส่งหัวใจรัวๆ ขณะที่แฟนๆ ต่างเข้ามาคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือการรวมตัวของ ‘ตัวแม่’ ที่แท้จริง!

ไม่ปล่อยให้แฟนคลับพักสายตา แม่เกดสาดความปังต่อในภาพเซตถัดมา ควงคู่เพื่อนซี้ “เฮเลน ปทุมรัตน์” จัดเต็มแฟชั่นเซตสุดเร่าร้อนในชุดคอร์เซ็ทและชุดบอดี้สูทสีแดงเพลิง ประดับขนนกและเครื่องเพชรสุดอลังการ โดยแม่เกดมาในลุคผมสั้นสุดเฉี่ยว ส่วนแม่เฮเลนสวมหมวกท็อปแฮตจิ๋วสีแดงสุดคูตู้ร์ พร้อมแคปชันชวนยิ้มว่า “Reunited  Trouble back together again …” (การกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ตัวป่วนกลับมาอยู่ด้วยกันอีกแล้ว)

เรียกได้ว่าการโคจรกลับมาเจอกันครั้งนี้ของ ลูกเกด-ซอนญ่า-เฮเลน ไม่เพียงแต่ทำให้นึกถึงกลิ่นอายแฟชั่นยุค 90s ที่รุ่งเรือง แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คำว่า “ตัวแม่..ก็คือตัวแม่” ไม่มีใครสามารถโค่นพวกเธอลงจากบัลลังก์ได้จริงๆ!

อ๋อม สกาวใจ ปลาบปลื้มใจที่สุดในชีวิต เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

อ๋อม สกาวใจ ปลาบปลื้มใจที่สุดในชีวิต เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

อ๋อม สกาวใจ ปลาบปลื้มใจที่สุดในชีวิต เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.09 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่ายินดีและเป็นเกียรติประวัติสูงสุดแก่ครอบครัว เมื่อนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง “อ๋อม-สกาวใจ พูนสวัสดิ์” ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว (oomsakaojai) ขณะสวมเครื่องแบบปกติขาวเต็มยศ พร้อมถือกล่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจโดยเธอได้ระบุข้อความบรรยายความรู้สึกใต้ภาพดังกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า“สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เนื่องในโอกาสที่ข้าพเจ้า สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติยศยิ่ง ตริตาภรณ์มงกุฎไทย “

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนคลับรวมถึงคนในวงการบันเทิงและผู้ติดตาม เข้ามาร่วมกดไลก์และแสดงความยินดีกับความสำเร็จและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ของเธอกันอย่างล้นหลาม ทางทีมข่าวต้องขอแสดงความยินดีกับคุณอ๋อม สกาวใจ มา ณ ที่นี้ด้วย

แฟนคลับแห่ส่งกำลังใจ ฮาย อาภาพร เฝ้าชิดขอบเตียงหลังคุณแม่เข้าห้องผ่าตัดล่าสุดปลอดภัยแล้ว

แฟนคลับแห่ส่งกำลังใจ ฮาย อาภาพร เฝ้าชิดขอบเตียงหลังคุณแม่เข้าห้องผ่าตัดล่าสุดปลอดภัยแล้ว

แฟนคลับแห่ส่งกำลังใจ ฮาย อาภาพร เฝ้าชิดขอบเตียงหลังคุณแม่เข้าห้องผ่าตัดล่าสุดปลอดภัยแล้ว

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.38 น.

ทำเอาแฟนๆ และเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างพากันเป็นห่วงและร่วมส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม เมื่อนักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่สายฮา “ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์” ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @hi_hiso เผยภาพขณะที่เฝ้าคุณแม่อยู่ข้างเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

จากภาพในอินสตาแกรม จะเห็นโมเมนต์สุดอบอุ่นที่คุณฮายคอยกุมมือและส่งยิ้มให้กำลังใจคุณแม่ที่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียง พร้อมกับเขียนแคปชันระบุข้อความว่า ยายเก่งที่สุด ขอบคุณคุณหมอ พยาบาลที่ดูแลยายเป็นอย่างดี ออกมาจากห้องผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้หัวเราะได้แล้ว ลูกก็สบายใจ”

นอกจากนี้ อินสตาแกรมส่วนตัว ได้มีการอัปเดตภาพความประทับใจ เผยให้เห็นอีกหนึ่งพลังใจสำคัญ เมื่อนักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่ระดับตำนานอย่าง “พี่นาง-ศิริพร อำไพพงษ์” ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและส่งกำลังใจให้คุณยายถึงห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลด้วยตัวเอง

เป็นโมเมนต์สุดน่ารักและอบอุ่น ทั้ง ฮาย พี่นาง ศิริพร และคุณยาย ต่างพากันชูสองนิ้วสู้ๆ ส่งรอยยิ้มสดใสให้กับกล้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาการของคุณยายดีขึ้นมากจนสามารถชูสองนิ้วร่วมเฟรมได้อย่างแข็งแรงหลังจากโพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็มีเพื่อนพ้องในวงการบันเทิง รวมถึงแฟนคลับจำนวนมากที่เข้ามาแสดงความห่วงใยและร่วมอวยพรให้คุณแม่ของฮาย อาภาพร หายป่วย สุขภาพกลับมาแข็งแรงไวๆ ในเร็ววัน

กิ๊ก สุวัจนี คัมแบ็กทวงบัลลังก์ตัวแม่เผยเคล็ดลับลบภาพจำร่างพังหักดิบลดน้ำหนัก 10 กิโลฯเพื่อลูกจนหมอทึ่ง

กิ๊ก สุวัจนี คัมแบ็กทวงบัลลังก์ตัวแม่เผยเคล็ดลับลบภาพจำร่างพังหักดิบลดน้ำหนัก 10 กิโลฯเพื่อลูกจนหมอทึ่ง

กิ๊ก สุวัจนี คัมแบ็กทวงบัลลังก์ตัวแม่เผยเคล็ดลับลบภาพจำร่างพังหักดิบลดน้ำหนัก 10 กิโลฯเพื่อลูกจนหมอทึ่ง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.19 น.

ตัวมารดาระดับตำนาน “กิ๊ก-สุวัจนี ไชยมุสิก” กลับมาทวงบังลังก์นางร้ายอีกครั้งในละครเรื่อง “วาดฝันวันวิวาห์” ร่วมงานกับผู้จัดคู่บุญ “ป้าแจ๋ว ยุทธนา” และสองสาวกระแสแรงอย่าง “หลิงหลิง ศิริลักษณ์” และ “ออม กรณภัสร์” แต่ที่ทำเอาแฟน ๆ และสื่อมวลชนต้องตะลึงตาค้าง คงหนีไม่พ้นรูปร่างใหม่ที่ผอมเพรียว สวยเซ้ง มีออร่ากระจายในวัยเลข 5 ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจถึงเบื้องหลังการปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องการหักดิบลดน้ำหนักและการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล กิ๊ก สุวัจนี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการหักดิบลดน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัมว่า

 “กิ๊กมาหักดิบตัวเองตอนรู้สึกว่าเวลาเลี้ยงลูก แล้วรู้สึกว่าทำไมเหนื่อยง่ายอย่างนี้ ทำไมเรี่ยวแรงไม่มี พูดกับลูก เล่นกับลูกไม่สนุกเลย ตั้งแต่วันนั้นกิ๊กดูแลสุขภาพ ซึ่งกิ๊กไม่ได้ควบเดียว 10 กิโล กิ๊กค่อย ๆ ลด… ถ้ากิ๊กทำได้ คนทั้งโลกก็ทำได้หมด เพราะกิ๊กมาช้ากว่าคนอื่นเขามาก”

นอกจากนี้เธอยังฝากกำลังใจถึงคนที่มีรูปร่างท้วมหรือใหญ่เหมือนเธอในสมัยก่อนว่าให้อดทนและสู้ต่อไป เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในวันเดียวเมื่อถามถึงเคล็ดลับการลดน้ำหนักและการสร้างออร่าความสวย กิ๊ก สุวัจนี ย้ำชัดว่าเธอเลือกที่จะ ไม่พึ่งพาเทคโนโลยี แต่เน้นการปรับพฤติกรรมตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมากที่สุดควบคุมอาหาร ทานแต่พอดี (เน้นว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด)  ออกกำลังกาย เล่นเวทและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนย่อยควบคู่กันไปการพักผ่อน จัดสรรเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเต็มที่จนได้ผลลัพธ์สุดอัศจรรย์ คุณหมอยังทึ่ง เซลล์ข้างในอายุแค่ 30!จากการทุ่มเทดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ผลตอบรับที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่รูปร่างที่สวยงาม แต่คือ “สุขภาพ” ที่แข็งแรงจนแพทย์ยังต้องเอ่ยปากชม ซึ่งสร้างความดีใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก

“ไปตรวจเลือดมา ทุกอย่างดี เพอร์เฟกต์ หมอบอกว่าคุณเหมือนอายุ 30 กว่าเลยนะ (หัวเราะ) อันนี้คือดีใจมาก เพราะข้างในเซลล์เราเหมือนคนอายุ 30 กว่า แต่จริงๆ เราอายุมากกว่านั้น แสดงว่าโอเค ฉันยังอยู่กับลูกได้อีกนาน มันมีเป้าหมายที่จะทำต่อไป สุขภาพดีเพื่อลูก”

การคัมแบ็กครั้งนี้ของ “กิ๊ก สุวัจนี” ไม่เพียงแต่เป็นการกลับมาสร้างความสะใจให้คนดูผ่านหน้าจอด้วยพลังการแสดงระดับตำนานเท่านั้น แต่เธอยังกลายเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ให้กับใครหลาย ๆ คนที่กำลังริเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักเพื่อคนที่ตัวเองรักอีกด้วย

ท๊อป บีม เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์

ท๊อป บีม เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์

ท๊อป บีม เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

รายการ WandOland เปิดมุมลึกซึ้งที่หลายคนไม่เคยเห็นของ “ท๊อป จิรายุส” ซีอีโอ Bitkub เมื่อเจ้าตัวยอมรับเบื้องหลังความสำเร็จคือความเหงาในแบบของผู้นำที่ต้องเป็นที่พึ่งให้คนรอบตัวแต่ในวันที่เหนื่อยกลับไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ขณะที่ “บีม วลัญช์รัตน์” เปิดใจถึงช่วงเวลาที่เคยทุ่มเทซัพพอร์ตคนรักจนเกือบหลงลืมความฝันของตัวเอง ก่อนทั้งคู่จะค่อย ๆ เรียนรู้การรักษาความสัมพันธ์ จนถึงขั้น Workshop ให้เติบโตไปพร้อมกัน สู่รัก 8 ปีที่ยังเลือกกันในทุกวัน

ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกที่ไหน ?

บีม : เจอกันครั้งแรกในงานที่เขาไปพูดค่ะ อยู่แถวที่โรงแรมเอราวัณ ซึ่งบีมก็สนใจพวกเรื่องลงทุนคริปโต ตอนนั้นมันใหม่มาก แล้วเราชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็เลยไปฟัง แล้วก็เจอเขา

ท๊อป : ตอนผมเปิด Bitkub ใหม่ ๆ เลยครับ

บีม : เพิ่งเปิด เหมือนตอนนั้นยังไม่ได้แนะนำตัวเลยว่าเป็น Founder Bitkub เป็นมา 7-8 ปีที่แล้ว ตอนที่บีมเห็น เขาพูดเก่ง แล้วก็ดูเป็นคนเก่ง แต่ตอนนั้นบีมอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษค่ะ เขาแนะนำตัวว่าจบจากที่นี่ ๆ เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปต่อคิวและถามคำถาม แต่บอกเขาว่าไม่ได้ถามเรื่อง Bitcoin เพราะอยากรู้เรื่องการเรียนต่อ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งจบปริญญาตรี

ท๊อป : แล้วผมพูดมาหลายเวทีมากครับ ทุกคนถามแต่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูด ผมพูดตั้ง 2-3 ชั่วโมง เรื่อง Blockchain มีคนนี้คนเดียวที่ถามเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แล้วเขาซุ่มอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้พอทุกคนถามหมดอยู่ดี ๆ ก็โผล่มาแล้วถามเรื่องการเรียนต่อ ผมจำได้แม่นเลยมีคนเดียว ไม่ถามอะไรเกี่ยวกับที่เราพูดเลย ตอนแรกที่เจอก็ดูก็น่ารักดีครับ แล้วสิ่งที่เขาพูดคืออยากจะเรียนต่อ เรามีไฟล์นี้อยู่ ผมตั้งใจทำ Personal statement มากตอนที่สมัครไปเรียนที่ Oxford มันต้องมี reference letter และ personal statement ซึ่งผมยังเก็บไฟล์นั้นไว้เลย แล้วคิดว่าเราจบมานานแล้ว ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เดี๋ยวส่งให้เขาดีกว่า เพราะสูตรของผมคือจะส่งให้ทุกคนที่อยากจะเข้าเรียนต่อ เพื่อช่วยเขาเพราะเราไม่ได้ใช้อะไรแล้ว เพราะฉะนั้นโมเมนต์แรกที่คิดคือมีไฟล์นั้นอยู่ก็เลยอยากจะส่งให้เขาเป็นตัวอย่าง

บีม : แต่ว่าของบีม โมเมนต์แรกคือกลัวค่ะ เพราะตอนที่เข้าไปคุยกับเขาคือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร      คิดแค่ว่าอยากได้เคล็ดลับว่าไปยังไง แต่สิ่งที่เขาถามกลับมาอันแรกเลยคือเขาหน้านิ่งมาก แล้วตอนที่เขาถามกลับมาว่า เกรดเท่าไหร่ แล้วหน้าไม่มีอารมณ์เลย ก็คิดว่าหรือเราไม่ควรถาม ตอนนั้นบีมไม่อยากคุยแล้ว ไม่อยากบอกว่าเราเป็นใคร คือขาแข็ง แต่ถอยไม่ได้แล้วค่ะ

ท๊อป : เราก็ถามว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ใช่ไหม คุณก็ต้องมีเกรดที่ดี คุณต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

บีม : สุดท้ายเราก็ถอยค่ะ เดี๋ยวลองถามเคล็ดลับจากรุ่นพี่คนอื่นดีกว่า

ท๊อป : ตอนนั้นขอ Contact ไว้แล้วครับ มีก่อนที่เขาจะถอย ขอเพื่อที่จะส่ง Personal statement ให้ที่มากกว่านั้นคือ มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เรียนด้วยกันที่ Oxford เขาจบเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผมไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็คิดว่าเราไม่ค่อยรู้ระบบไทย คนที่น่าจะแนะนำได้ดีกว่าจริง ๆ อาจจะเป็นเด็กไทยด้วยกันก็เลยนัดสร้างกลุ่มให้ Connection ให้ แต่บีมหายไปเลย ไม่ตอบ เราก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอุตส่าห์นัดให้แล้วเดี๋ยวเราจะเสียหน้า เพราะบีมก็อยู่ในกลุ่มแต่เขาไม่ตอบ เราก็เลยต้องตามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหายไปเลย ก็เลยได้มีการติดต่อไปหลังจากนั้นครับ

บีม : ตอนที่ผ่านไปสักพักแล้วเขาหา Contact แล้วเขาก็ติดต่อมาค่ะ ประมาณเป็นเดือน จากที่เราถามรู้สึกว่าคนนี้นิสัยดีมาก เหมือนเขายังจำได้และยังติดต่อเชื่อมต่อกลุ่มให้ค่ะ แต่ตอนนั้นเราก็กลัว ๆ นิดหนึ่ง ก็เลยไม่ได้ตอบไปสักพัก แต่พอเห็นแล้วว่าเขาตั้งกลุ่มก็เข้าไปตอบค่ะ แล้วเขาก็เหมือนมีติดตามเรื่องเรื่อย ๆ ประมาณนั้น เราก็รู้สึกว่าเขาดูเป็นคนดี

ท๊อป : โมเมนต์แรกสำหรับผมที่เข้ากันคือ พาเขามาดูออฟฟิศ ตอนนั้น Bitkub ออฟฟิศเล็กมากครับ    เป็นตอนเพิ่งเริ่มเปิดบริษัทใหม่ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ไปทานข้าวกัน หลังจากดูออฟฟิศเสร็จก็ไปทานข้าวกันต่อครับ นั่นเป็นโมเมนต์ที่ได้คุยกันจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นแบบ Face to Face  จริง ๆ แล้วพอคุยกัน บางทีเคมีมันบอกไม่ได้ผ่านตัวหนังสือ แต่พอได้คุยกันจริง ๆ แล้วมันรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ ก็คือโมเมนต์ที่ได้เจอกัน face to face จริง ๆ ได้นั่งทานข้าวกันจริง ๆ

ส้มตำปูปลาร้า สร้างความประทับใจ ?

ท๊อป : โมเมนต์ที่ประทับใจครั้งแรกคือ ชอบทานส้มตำปลาร้าทั้งคู่ และต้องใส่พริกเยอะ ๆ มาก ต่างคนต่างดูไม่เหมือนคนที่ชอบกินเผ็ดครับ

บีม : ตอนแรกบีมก็ไม่คิดว่าจากภูมิหลังที่เขาอยู่เมืองนอกมานาน จะชอบกินส้มตำปลาร้าเหมือนกัน  ซึ่งอันนี้เราก็ชอบกิน และตอนแข่งกินเผ็ดบีมชนะด้วยค่ะ

ท๊อปมองเห็นอะไรในตัวบีม ?

ท๊อป : เขาเป็นคนที่เสียสละเพราะเขาเป็นกองหลังใช่ไหมครับ พอผมตั้งเป้าหมายอะไร เขาก็ต้องสละสิ่งที่เคยเป็นตัวตนเขามาก่อนเพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับเรา ยกตัวอย่างเรื่องการกิน เราไม่กินแป้ง ไม่กินน้ำตาล ไม่กินส้มตำปลาร้า ไม่กินเผ็ด ความผูกพันครั้งแรกที่เราชอบกันคือเพราะชอบพริกเหมือนกัน แต่พอผ่านมาระยะเวลา 7-8 ปีให้หลัง ทั้งสองคนไม่กินพริกเยอะขนาดนั้นแล้ว และไม่ได้กินส้มตำปลาร้าขนาดนั้นแล้วแต่ก็ยังอยู่กันได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นโมเมนต์ที่ชอบกันครั้งแรก ต่างคนต่างเติบโตขึ้นทั้งคู่เพื่อที่จะอยู่ด้วยกันได้ครับ พอเราตั้งเป้าหมาย เขาก็เป็นคนที่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างของเขาทั้งหมด ทุกวันนี้เขายังไม่ได้ไปเรียนต่อเลยนะครับ เจอกันครั้งแรกเขาตั้งใจจะไปเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนซัพพอร์ตเราแทน เป้าหมายชีวิตเขาคืออยากไปเรียนต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่ได้ไปเรียนเลยครับ

บีม : ยังอยากไปเรียนต่ออยู่ ก็คิดว่าถ้าตอนนี้เห็นว่าข้างหน้าเขาเริ่มมั่นคงระดับนี้แล้ว และข้างหลังเราก็เริ่มมีทีม มีการสร้างทีม มีเลขาฯ 10 คนแล้ว ระบบเริ่มมั่นคงขึ้น ก็เดี๋ยวลองหาช่องทางค่ะ เพราะสำหรับบีม อยากที่จะเติบโตขึ้นตลอดในทุกด้านค่ะ

เป้าหมายในความสัมพันธ์ที่อยากให้ไปต่อ ?

บีม : จริง ๆ ก็เยอะเลยค่ะ บีมพยายามจะสะท้อนความคิดของตัวเองและคุยกับเขาตลอด ถ้าโมเมนต์นี้เรายังต้องช่วยซัพพอร์ตเราก็จะทำให้เต็มที่ แต่เราก็คุยกับเขาเหมือนกันว่า บีมรู้สึกว่าต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเอง และบีมกับพี่ท๊อปให้ดีขึ้น เพราะมันจะมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเปรียบเป็นวงกลม วงกลมของพี่ท๊อปกับวงกลมของบีม แล้วเราคอยซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ จนมีระยะหนึ่งที่รู้สึกว่าพอมันมากเกินไป วงกลมมันทับกันสนิท มันทำให้บางทีความสัมพันธ์กับตัวเราเองหรือเป้าหมายของเราหายไปในบางช่วงเวลา เราก็เลยบอกเขาว่าเราอยากทำสิ่งนี้ 1 2 3 4 นะ เพื่อให้สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเองดีที่สุด และบีมก็เชื่อว่าในความสัมพันธ์ของทุกคน ถ้าความสัมพันธ์กับตัวเองดีและสุขภาพจิตดีที่สุด ความสัมพันธ์กับคนอื่นมันจะยิ่งดีและยิ่งส่งเสริมกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่บาลานซ์ มันอาจจะทำให้เราซัพพอร์ตเขาได้ไม่เต็มที่แล้วก็ได้ค่ะ ก็เคยมีช่วงเวลานั้นเหมือนกัน

ท๊อป : เรามี session แบบนี้เลยนะครับ มีการจองตารางเวลาของผมไว้เลยว่าเขียนว่า Workshop เป็นระหว่างผมกับเขา ทั้ง ๆ ที่การอยู่ด้วยกันมันอาจจะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก แต่เราต้องการช่วงเวลาที่เรามีสติรู้ตัวเพื่อมาออกแบบ มาล็อกเวลาช่วงหนึ่งเลย แล้วมาคุยกันในทุก ๆ เรื่อง มาเปิดใจ มาแชร์เป้าหมายของชีวิตกัน

มุมไหนของคุณที่ยังรู้สึกว่าเราอาจจะยังไม่เก่งพอในความสัมพันธ์นี้ ?

ท๊อป : เราเองเป็นคนที่นิ่งมาก เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงหน้า default หน้าก็คือเป็นคนนิ่ง นิ่งอยู่แล้ว ที่บอกว่า Love language นี่เขาไม่เห็นสักอัน เป็นคนที่ไม่ Express สักอย่างนะครับ ไม่ Express  ผมว่าสิ่งที่ไม่เก่งพอคือ ผมว่าทั้งหมดเลย ผมยังงงอยู่เลยว่าถ้าไม่ได้เจอเขาที่รับเราได้ ผมว่าคนอื่นน่าจะเข้ากับเรายากมาก เพราะว่าตอนที่ยุ่งมาก 5-6 ปีแรกไม่มี Valentine Dinner, Christmas Dinner, Birthday Dinner ไม่มีพาไปเที่ยวไหน ทำแต่งานอย่างเดียว ไม่เคยซื้อของให้ จนกระทั่งของชิ้นแรกที่ซื้อให้คือนาฬิกา Apple Watch ที่เกี่ยวกับ Productivity ทุกอย่างมันเป็น KPI ครับมันไม่มี non-KPI time มันมีแต่ KPI  พอยึด KPI ได้ มันก็จะกลายเป็นความลื่นไหลต่อเนื่อง แล้วก็หาเพดานอันใหม่ มันไม่เคยพอเลยครับ เปลี่ยนเป็นความลื่นไหลต่อเนื่อง แล้วก็เพดานใหม่ โดยที่เราไม่เคยมองระหว่างความลื่นไหลต่อเนื่องกับเพดาน เราสนุกกับเส้นทางระหว่างทางหรือเปล่า สิ่งที่อยากจะบอกตัวเองคือ เราต้องยอมรับความเจ็บปวด เราลืมสิ่งนั้น ระหว่างความลื่นไหลต่อเนื่องกับเพดานใหม่ เป็นการใช้ชีวิตอยู่กับกระบวนการ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายอย่างเดียวครับ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่มอง แต่เราควรจะมีความสุขกับกระบวนการ อย่างการออกกำลังกายก็โอเค ทุกคนอยากจะมีร่างกายที่ดูดี โชว์ร่างกายอะไรได้ มีกล้ามท้องหกส่วน แต่มันต้องมีความสุขกับกระบวนการ ว่ามันคือความเป็นฉันจริง ๆ คือฉันต้องเป็นคนรักสุขภาพคือต้องออกกำลังกายอยู่แล้วเป็นปกติ มันไม่ใช่เพราะว่าเป้าหมายสุดท้ายที่เราอยากจะได้คืออะไร พยายามจะเปลี่ยนตรงนี้มากขึ้น พอมาในเรื่องของความสัมพันธ์ เราก็จะมองเป้าหมายของเราเมื่อก่อนว่าต้องชนเป้าหมายให้ได้ กลายเป็น KPI ทั้งหมด แต่ชีวิตมันควรที่จะมีเวลานอกเหนือจาก KPI ที่ใช้เวลาโดยที่ฉันอยากจะมีความสุขกับช่วงเวลาตรงนั้น ปล่อยให้เสียเปล่าได้ ไม่ต้องหวังอะไรเป็นการตอบแทน มีความสุขกับกระบวนการของมันของชีวิต เพราะนี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์นะครับ ทุกเรื่องในชีวิตว่าจริง ๆ  ก็ดีที่จะชนเป้าหมาย แต่เดี๋ยวพอเราชนเป้าหมาย มันก็ต้องมีเป้าหมายใหม่ อีกแล้ว ก็ต้องอย่าลืมมีความสุขไปกับการเดินทางด้วย ของทุกเรื่องที่ทำ

บีม : ขอเสริมนิดหนึ่ง ของบีมก็เป็นเหมือนที่บีมเคยสังเกตพี่ท๊อปด้วย เพราะว่าบีมเคยเตือนพี่ท๊อปว่าบีมรู้สึกว่า 7 ปีก่อน คุณมีความสุขง่ายกว่านี้เยอะเลยนะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเขาจะยังมีความสุขกับอะไรเล็ก ๆ แต่เหมือนตอนนี้ อันนี้ก็ไม่ได้ก็ต้องเป๊ะ แล้วก็ไปเรื่อย ๆ แล้วพอยิ่งมาสนใจเรื่องสุขภาพ ยิ่งรอบตัวต้องไปอีก บีมก็เลยบอกเขาว่าโอเค ตั้งเป้าหมายให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมมีความสุขกับมันด้วย เพราะว่าสุขภาพจิตมาคู่กับร่างกาย สุขภาพจิตสำคัญกว่าร่างกาย เราก็จะบอกว่าเหมือนถ้าสุขภาพจิตเราดี หรือว่าเราไม่ได้เครียดเราไม่ได้ตึงมากเกินไป เราก็จะมีแรงในการที่ทำให้ร่างกายเราดีขึ้น มันก็ออกมาเองในร่างกาย

คุณคิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณมีความกลัวอะไรที่ไม่ค่อยพูดออกมา?

บีม : อาจจะกลัวเราเป็นอะไร เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่กังวลมากคือเป็นห่วงมาก ไม่ค่อยให้ทำอะไรเท่าไหร่ กลับดึก อยู่ไหน คือปกติเขาก็ไม่ได้ค่อยได้คุยกันหรือไม่ได้ตาม แต่ถ้ามันรู้สึกว่าดึกแล้ว มันไปที่ที่อันตรายหรือเปล่า อย่าไปนะ อย่านั่งรถจักรยานยนต์ คือเขาจะห่วงความปลอดภัยมาก ๆ เป็นพิเศษค่ะ บีมว่าเขาอาจจะกลัวเราเป็นอะไร

ท๊อป : คำถามนี้มันสะท้อนถึงความใส่ใจและความเหนียวแน่นของความสัมพันธ์ของกันและกัน ซึ่งฟังแล้วรู้สึกได้เลย

บีม : งั้นขออีกอันหนึ่ง ถ้าเป็นตัวเขาเอง บีมมองว่าเขากลัวจัดการไม่ได้ เขากลัวเขาไม่เก่ง เพราะว่าหัวของเขาคือต้องแก้ปัญหาให้กับทุกคน เขารู้สึกว่าต้องเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนรอบตัวให้ได้ ในความแข็งแกร่งจริง ๆ ข้างในเขา บีมว่าเขาก็คงเหนื่อย แต่การแสดงออกมาเขาต้องทำให้ได้ ต้องนำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของในที่ทำงานเอง ฝั่งของครอบครัว หรือฝั่งของเราเองก็ตาม จริง ๆ คือรู้สึกว่าข้างในเขาก็น่าจะแบกเยอะ แต่อยากแสดงออกมาว่าต้องทำให้ได้

ท๊อป : ใช่ครับ ผมว่ามันเป็นความเหงา อีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เหงาเพราะไม่ได้เจอคน มันเป็นความเหงาที่ผมว่ายังไม่มีใครแชร์ มันคือ the same level of psychological wound เหมือนกับเรา ที่เราเป็นช้างเท้าหน้าของทุกเรื่อง ทุกคนรอบตัวเราพึ่งเราหมดเลยนะครับ บริษัท 1,000 คน ครอบครัว ครอบครัวเราที่เป็นครอบครัวเราจริง ๆ เราก็เป็นช้างเท้าหน้าของความสัมพันธ์ ฝั่งครอบครัวเขา ฝั่งเขาเราก็เป็นอะไรไม่ได้ คือทุกคนพึ่งเรา มันก็จะเป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วใจเราล่ะ แล้วใครมาเป็นที่พึ่งของเรา และพอมีปัญหาหนัก ๆ ผ่านมาเรื่อย ๆ ผมว่ามันไม่มีใครเข้าใจ psychological wound ที่มันสะสม as a leader นะ มันก็เป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วเขาก็พูดถูกตรงที่ว่าก็เป็นห่วงเยอะมากเกินไปนะครับ ห้ามนู่นห้ามนี่ เดี๋ยวอันตราย เราอาจจะเวอร์ด้วยครับ แต่เหมือนเขาทำตัวเป็นเหมือนลูกวัวไม่กลัวเสือครับ

ท๊อป : แล้วบีมเขาเป็นคนที่พูดออกมาครับ เขากลัวมากเลยนะ คือกลัวผมไม่รักเขา กลัวไม่ให้เวลาเขา ไม่สนใจเขา พูดตลอด รักเขาไหม

บีม : ไม่ใช่ เพราะเขาไม่พูดไงคะ เขาไม่เคยบอกเลย เราก็เลยต้องถาม

หลังจากที่ทะเลาะกัน อะไรคือช่วงเวลาหรือสัญญาณที่ทำให้คุณรู้ว่าเรายังเป็นทีมเดียวกัน?

บีม : บีมก็จะบอกเขาว่า ทะเลาะกันมันเห็นต่างกันได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วอยากจะทำให้ดีขึ้นทั้งคู่ และการทะเลาะกันมันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าเราเข้าใจกันมากขึ้นแล้วมันพร้อมปรับกันทั้งคู่ ยังไงมันก็จะอยู่กันไปได้ยาว ๆ ก็จะพยายามเหมือนบอกเขาว่าไม่ใช่ว่าเราไม่ดีนะ แต่แค่ค่อย ๆ คุยกัน เพื่อให้เรายังเหมือนเข้าใจกันมากขึ้น พอเราเข้าใจกันมากขึ้น เราก็จะทำเหมือนทำให้การปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น พอปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะคอยบอกเขา reach out ไป บางทีก็อยากจะให้อารมณ์เขานิ่งก่อน เพราะเราก็รู้ว่าถ้าต่างคนต่างเอาอารมณ์มาคุยกันยังไงไม่เห็นผลอยู่แล้ว ก็มีบ้างที่หายกันไปทำให้แต่ละคนเย็นก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน แต่ว่าสุดท้ายแล้วจริง ๆ บีมพยายามจะปรับจูนกันให้เร็วที่สุดจะดีที่สุดไม่งั้นเดี๋ยวมันจะค้างไปหลายวัน

ท๊อป : น้อยมากครับที่ค้าง แล้วส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนมาง้อ เร็วมาก แป๊บเดียว ทีมเดียวกันแน่นอน แป๊บเดียวมาแล้ว เป็นฝ่ายง้อตลอด พอเขามาง้อ มาอะไรอารมณ์เย็นลง ก็คุยกัน ก็คือชัดเจน

คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=smD_bajeNjI