กกต. คุมเข้มวันชี้ชะตา คดีฮั้วสว. 14 ก.ย.นี้ จัดตำรวจ 1 กองร้อย รับมือมวลชน

12 กันยายน 2569 เวลา 18:07 น.

‘กกต.’คุมเข้มวันลงมติฮั้ว สว. 14 ก.ย.จัดตำรวจ 1 กองร้อย รับมือมวลชน จ่อแถลงผลเย็น 14 ก.ย.นี้ คาดไม่เปิดเผยคะแนน-ชื่อคนผิด

วันที่ 12 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมกกต.เพื่อลงมติคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. มีรายงานว่าวันดังกล่าวเมื่อเริ่มการประชุม กกต.แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหา โดยใบลงมติดังกล่าวกกต.แต่ละคนได้รับไปตั้งแต่ครั้งจบการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติ ซึ่งเมื่อวันที่11ก.ย.ที่ผ่านมากกต.ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องการลงมติดังกล่าวแล้ว

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน รมต.สส.และกรรมการบริหารพรรคพรรคภูมิใจไทย 21คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน สว.สำรองและผู้สมัครสว. 50 คน

ทั้งนี้ หลังจาก กกต.มีมติแล้วจะเป็นขั้นตอนของสำนักงานฯซึ่งจะต้องมีการรวบ รวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังพบว่าสำนักงานฯมีการเตรียมการเรื่องของการแถลงผลการประชุมไว้ในเย็นวันเดียวกัน โดยจะมีการเปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมาก ข้างน้อย รวมถึงจะไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถูกกล่าวหากรณีที่กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาฯพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัย และคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลัก

นอกจากนี้ สำนักงานฯประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาเกาะติดการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้า จึงมีการเตรียมในเรื่องมาตรการความปลอด ภัย โดยประสานกับกองบังคับการตำรวจ นครบาล 2 และตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้งมีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชน และประชาชน อยู่บริเวณภายนอกสำนักงานฯ จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าว

มีรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวกกต.จะพิจารณาลงมติสำนวนคดีข้อกล่าวหาใน 7 ข้อหา ประกอบด้วย 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา70 และมาตรา36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 1 )หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 3 )หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

ศุภชัย โต้ อภิสิทธิ์ ชี้ กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ปมส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ยัน ภท.ไม่ปกป้องคนผิด

12 กันยายน 2569 เวลา 17:37 น.

’ศุภชัย‘ โต้ ’อภิสิทธิ์‘ ปมจี้ กตต. ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาล ชี้ มีอำนาจวินิจฉัย บอก ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ขอเคารพองค์กรอิสระ ยืนยัน ภูมิใจไทยไม่ปกป้องคนผิด

เมื่อเวลา 14.55 น. วันที่ 12 ก.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาลในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ว่า ดูเสมือนว่านายอภิสิทธิ์ ได้ออกความเห็นของท่าน ซึ่งตนมีความเห็นแย้งกับท่าน ที่ท่านบอกว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาล ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของท่าน ก็เป็นความเห็นในเชิงอัตรา เพราะท่านเองคิดว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือ ยื่นศาล แต่ขณะเดียวกันตนอยากทบทวนให้ท่านทราบว่าอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่าถ้าเหตุนั้นมันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต. ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้ และไม่ยื่นต่อศาล

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ท่านพูดอยู่ครึ่งเดียว ทั้งนี้ที่ตนพูดเพื่ออยากจะบอกว่าอำนาจตามกฎหมายของ กกต. รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด สิ่งที่จะย้ำให้ประชาชนได้ทราบคือกกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ที่เมื่อมีการไต่สวน สอบสวนจบแล้วก็ต้องส่งไปยังศาล แต่กกต. มีหน้าที่จะวินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นในทุกคดี และกกต.ได้ปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่อง สส.หรือท้องถิ่นทั้งหมดเป็นอำนาจของ กกต. ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อก็ส่ง ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องต้องส่ง แต่ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ไม่ส่ง วันนี้ก็พยายามที่จะกดดันบอกต้องส่งอย่างเดียว วันนี้ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไปเถอะ แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ในฐานะพรรคการเมืองต้องพูดสองมุม ตนยืนยันมาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าวินิจฉัยแล้วไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายที่ตั้งข้อหามา 6 ข้อหา ท่านฟ้องไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 จะฟ้องแบบเหวี่ยงแห ฟ้องทุกราย ทั้งๆที่แต่ละคนพฤติการณ์ การกระทำไม่เหมือนกันคุณจะมาจับเหวี่ยงแห อันนี้ผิด กกต. มีสิทธิ์จะถูกฟ้องได้

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันเรื่องของการดำเนินคดี เรื่องที่มีโทษทางอาญาต้องมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดที่ชัดเจน แต่ละข้อหาต้องพิสูจน์ได้ว่า 229 รายมีการกระทำความผิดอะไรบ้าง พฤติการณ์เป็นอย่างไร ถ้าบอกจ่ายเงินจ่ายให้กับใคร ประเภทที่บอกไปอยู่ด้วยกันโทรศัพท์หากันอันนี้พยายามทำให้สังคมไขว้เขว ตนยังยืนยันว่า อำนาจ กกต.ชัดเจน ถ้าเห็นมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีความผิด มีการกระทำความผิดก็ต้องยื่น แต่ถ้าท่านเห็นว่าไม่ผิดยื่นไม่ได้ วันนี้เห็นว่าใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ตนยืนยันว่า เราไม่ได้ปกป้องใครก็ตามของพรรคภูมิใจไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน 9 คนของพรรคภูมิใจไทยที่ตนเคยพูดตั้งแต่แรก เขาไม่ได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิด แต่การพยายามชี้นำสังคมบิดเบือนข้อเท็จจริง เลยจำเป็นต้องมาพิสูจน์ความจริงเล่าให้ประชาชนที่สนใจฟัง

เมื่อถามว่า ที่นายศุภชัยบอกว่าวันที่ 14 กันยายนจะมีคดีที่ช็อกคืออะไร นายศุภชัย กล่าวว่า ช็อกนี้ มันแล้วแต่ใครจะช็อก ตนคิดว่ามันต้องมีช็อกนั่นแหละ แต่คงไม่พูดดีกว่า เอาเป็นว่าตั้งแต่ตนดูมาถึงวินาทีนี้มีคนช็อกกันเป็นระยะอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าช็อกเกิดจากอะไรก็ใจเย็นๆ

ภูมิใจไทยคึกคัก! อนุทิน นำประชุม สส. นักการเมือง-คนดังส่งดอกไม้อวยพรวันเกิดครบ 60 ปี

12 กันยายน 2569 เวลา 17:27 น.

ภท.คึกคัก “อนุทิน” ประชุมสส.พรรคประจำสัปดาห์ ก่อนเบิร์ดเดย์ 60 ปีค่ำนี้ “พปชร.-ปช.-เจียรวนนท์“ ส่งดอกไม้อวยพร

วันที่ 12 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่พรรคภูมิใจไทย ก่อนการประชุมพรรคประจำสัปดาห์ในเวลา 16.30 น. เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากช่วงค่ำจะมีการรับประทานอาหารและอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่จะครบรอบ 60 ปีในวันที่ 13 ก.ย.69

โดยตั้งแต่เวลา 14.00 น. ได้มีรัฐมนตรี สส. ตัวแทนพรรคการเมือง และภาคเอกชน นำดอกไม้มาอวยพรวันเกิดนายอนุทิน อย่างต่อเนื่อง อาทิ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และสส.เพชรบูรณ์ นายยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา พรรคประชาชาติ และยังมีภาคเอกชน เช่น นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ส่งแจกันดอกไม้ เป็นต้น

ขณะที่นายอนุทิน เดินทางถึงพรรคในเวลา 15.30 น. โดยผู้สื่อข่าวได้อวยพรวันเกิดล่วงหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า “ยังๆไม่ถึง“

ทั้งนี้เวลา 18.00 น.สส.พรรคภูมิใจไทย จะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน และร่วมอวยพรวันเกิด นายอนุทิน

พริษฐ์ ขู่ 14 ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล 229 คนเอี่ยวฮั้ว สว. เจอกันเวทีสภา-ซักฟอก

12 กันยายน 2569 เวลา 16:38 น.

’ไอติม‘ บี้กดดัน ‘7กกต.’ ลงมติส่ง ‘229ผู้ถูกกล่าวหา’ ใน ‘คดีฮั้ว สว.’ ให้ศาลพิสูจน์ ชี้หลักฐานทั้งเส้นเงิน-นัดหมาย-โพยยังอยู่ มองเคสพยานกลับคำคนเดียวไม่ทำให้ ‘ช้างทั้งตัว’ หายไป ลั่นหากยกคำร้องเรื่องไม่จบ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทุกช่องทาง หวั่นบางสีอยู่เหนือกฎหมาย

12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันพรุ่งนี้ ( 14 ก.ย.) ว่า กิจกรรมสัมมนาเรื่ององค์กรอิสระในวันนี้ต้องการสื่อสารให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอิทธิพลแทรกแซง ซึ่งบทบาทของ กกต. ต่อคดีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญที่สังคมกำลังจับตา

นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนยังยืนยันข้อเรียกร้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน ลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนต่อศาล ไม่ใช่การฟันธงว่าทุกคนกระทำผิด แต่เห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาล ว่าใครกระทำผิดบ้าง โดยยกเหตุผลว่า คดีก่อนหน้านี้ กกต. เคยส่งฟ้องจากหลักฐานข้อความสนทนาเรื่องการจับคู่ลงคะแนน ขณะที่คดีนี้มีหลักฐานที่เห็นว่าแสดงถึงการทำงานเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงิน การนัดหมาย และโพยที่นำไปใช้ในวันเลือก

นายพริษฐ์ กล่าวว่า กกต. 4 ใน 7 คน มีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ เนื่องจากได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจาก สว. ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ที่ให้ความเห็นชอบตนเอง ทางออก คือส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา หรืออย่างน้อยควรพิจารณาความเห็นของ กกต. อีก 3 คนที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว แล้วลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน

ส่วนข้อสังเกตว่าการจัดกิจกรรมเป็นการกดดัน กกต. ก่อนลงมติ นายพริษฐ์ยืนยันว่า การเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎร โดยสิ่งที่กังวลคือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละคดี จึงต้องนำเสนอข้อมูลและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับพยานกลับคำให้การ นายพริษฐ์กล่าวว่า “เราจะเรียกว่าเอกสารหลุดหรือเอกสารปล่อยครับ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาบังเอิญตรงกับที่ สส. พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในสภาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ หลักฐานคดี สว. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานเพียงคนเดียว แต่ยังมีพยานอีกหลายร้อยคน เส้นทางการเงิน ประวัติการติดต่อ โพย และบัตรลงคะแนน

“มันมีช้างทั้งตัวครับพยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากพยานอ้างว่าการให้การครั้งแรกเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ก็ควรตรวจสอบเช่นกันว่าการกลับคำให้การครั้งที่สอง ซึ่งเป็นคุณต่อพรรคภูมิใจไทยและเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคมีอำนาจ ได้รับแรงกดดันหรือไม่ โดยต้องนำคำให้การทั้งสองครั้งมาเทียบกับพยานและหลักฐานอื่น ไม่ใช่เลือกตั้งคำถามเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า คำให้การครั้งหลังที่ปฏิเสธเรื่องการทำโพย ขัดแย้งกับหลักฐาน โดยอ้างถึงภาพกล้องวงจรปิด การพบโพยในสถานที่เลือก และรูปแบบการกระจายคะแนนทั้ง 20 กลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกัน ฃพร้อมตั้งคำถามว่า หากอ้างว่ามีการทำโพยย้อนหลัง จะอธิบายผลคะแนนที่สอดคล้องกันได้อย่างไร

สำหรับแนวทางหลังวันที่ 14 กันยายน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. ยกคำร้องหรือไม่ส่งฟ้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน “เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน” โดย กกต. ต้องเตรียมตอบคำถามในการพิจารณารายงานประจำปีในสภาสัปดาห์หน้า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหารก็ต้องตอบคำถามในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในทางกฎหมายยังต้องพิจารณาช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการดำเนินคดีกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งอาจต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่พรรคการเมืองโดยตรง

นายพริษฐ์ กล่าวยืนยันว่า พร้อมดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิที่มีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม พร้อมกล่าวว่า หากคดีโกง สว. จบลงโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้กลับมาคือระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด และว่า “สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีอยู่เหนือกฎหมาย”

พริษฐ์ ยัน ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกใน ก.ย.นี้ ล็อกเป้าถล่ม อนุทิน-ไชยชนก

12 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

’ทั่นปธ.วิปค้าน‘ ลั่นยื่นซักฟอกรัฐบาลในเดือนก.ย.นี้แน่นอน ล็อกเป้า ‘อนุทิน–ไชยชนก’ พุ่งเป้าเปิดเแผล ’โกงสอบท้องถิ่น–ฮั้ว สว.– TH – AI Passport’ แย้มมีเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผย

วันที่ 12 กันยายน  2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดทำรายละเอียดญัตติ และรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่ต่างฝ่ายประสงค์จะอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว คาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม คือจะพยายามทำญัตติให้เสร็จและยื่นภายในเดือนนี้

เมื่อถามว่า ส่วนหนึ่งเพราะรอดูมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เรื่องคดีฮั้ว สว.หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้รอตรงนั้น เพราะยังไงก็รู้ผลในวันที่ 14 กันยายน อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า มีการล็อกเป้าเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า มี 2-3 ส่วน ส่วนแรกคือประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่นการโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport ส่วนที่สองคือกลุ่มประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สาม ต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปราย จะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนตัวบุคคล หลังจากที่ได้มีการนัดทานข้าวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคไปรวบรวมข้อมูล ซึ่ง 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้ว และพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมจากทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า จะมีการอภิปรายเชื่อมโยงถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูเนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการ ก็ต้องเจาะจงไปที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่า ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ก็ต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วย

ผอ.JIC ไทย เปิดหลักฐาน กัมพูชาใช้’พระวิหาร’เป็นฐาน ขอประชาคมโลกสอบ ย้ำมรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม

12 กันยายน 2569 เวลา 16:01 น.

“ผอ.JIC ไทย” เปิดหลักฐานโต้เขมร ใช้ “พระวิหาร” เป็นฐานทหาร ย้ำมรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม ขอประชาคมโลกตรวจสอบพิกัด-ภาพอาวุธ-ไทม์ไลน์ ใครยิงจากไหน เมื่อใด

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ระบุถึงกรณีที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานว่า ทหารกัมพูชาใช้บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นทางทหาร โดยไทยยืนบนหลักว่า การนำพื้นที่มรดกโลกไปใช้ประโยชน์ทางทหารเป็นประเด็นสำคัญตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อมูลที่ฝ่ายไทยนำเสนอประกอบด้วยภาพทางอากาศ พิกัด และภาพอาวุธที่ระบุว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทั้งอาวุธต่อต้านรถถัง RPG อาวุธประจำกาย และตำแหน่งอาวุธต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่ไทยต้องการคือ ให้มีการตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้อย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ตัดสินจากคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนกรณีที่ไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาใช้พื้นที่มรดกโลกเป็นฐานยิงใส่ทหารไทยใช่หรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้ในกิจกรรมทางทหาร และมีข้อกล่าวหาที่ต้องตรวจสอบว่า มีการใช้อาวุธจากพื้นที่นั้นต่อกำลังไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมนำเสนอพิกัด เวลา ภาพ และข้อมูลประกอบ เพื่อให้พิจารณาจากข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า หากทหารกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานทหาร เท่ากับว่าปราสาทหมดความคุ้มครองหรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ไม่ควรพูดว่าหมดความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายมีรายละเอียดและเข้มงวดกว่านั้น โดยอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 กำหนดให้หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่ทำให้เสี่ยงต่อการถูกทำลายหรือเสียหายจากการสู้รบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยิงจากพื้นที่มรดกโลก ไทยมีสิทธิตอบโต้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในขณะนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะมีทหารหรืออาวุธอยู่แล้วจะโจมตีได้ทันที ภายใต้หลักคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ต้องพิจารณาว่าสถานที่นั้นกลายเป็นวัตถุประสงค์ทางทหารหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และต้องใช้มาตรการที่เป็นไปได้เพื่อลดความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม โดยหลักดังกล่าวปรากฏชัดใน Second Protocol ปี 1999 โดยเฉพาะเรื่อง imperative military necessity และ precautions in attack

เมื่อถามย้ำอีกว่า แล้วใครควรรับผิดชอบต่อความเสียหายของปราสาท ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องดู Full Timeline ว่าใครนำกำลังและอาวุธเข้าไป ใครใช้อาวุธ จากตำแหน่งใด เมื่อใด และฝ่ายที่ตอบโต้มีเป้าหมายอะไร จึงจะประเมินความรับผิดชอบได้อย่างเป็นธรรม ไม่ควรเริ่มเรื่องจากภาพความเสียหายเพียงปลายเหตุ

ส่วนข้อความสำคัญที่ไทยต้องการบอกประชาคมโลกคืออะไร ผอ.JIC ระบุว่า มรดกโลกต้องเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงคราม ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมกัน อย่าใช้มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางทหาร และอย่าโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมโดยปราศจากเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไทยขอเพียงมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย คือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง คุ้มครองชีวิต และคุ้มครองมรดกของมนุษยชาติ

“มรดกโลกไม่ควรถูกใช้เป็นฐานทางทหารหรือเป็นเกราะกำบังการปฏิบัติการทางทหาร หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการยิงจากพื้นที่ดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline ใครยิง จากไหน เมื่อใด และเป้าหมายอะไร ไทยพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรฐานสากล” ผอ.JIC กล่าว

‘เหรียญเหนือดวง’ก็ช่วยไม่ได้ ปชป. อัดรัฐบาลซ้ำซากแก้ค่าน้ำมันแพง อึ้งกองทุนติดลบพุ่งแสนล้าน 

12 กันยายน 2569 เวลา 15:43 น.

“ปชป.” อัด รัฐบาลซ้ำซากแก้ค่าน้ำมันแพง สร้างหนี้ให้ ปชช.แบก อึ้งกองทุนน้ำมันติดลบพุ่งแสนล้าน ย้อนเจ็บ “เหรียญเหนือดวง” ช่วยไม่ได้ หากไม่จริงใจแก้ปัญหา

วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงข่าวอัดรัฐบาลถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันแพงและภาระหนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรี ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีนี้ นายกฯ จะสละเวลามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยบริหารงานราชการแผ่นดินและทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน มากกว่าการรับใช้กลุ่มทุนพลังงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่อย่างหนัก


น.ส.ศิริภา กล่าวต่อว่า ในครึ่งปีแรกกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทำกำไรไปมากกว่า 80,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลโดยกรมสรรพากรออกมาประกาศว่าจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สูงกว่าประมาณการถึง 2% คิดเป็นเงิน 40,000 – 50,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นล้วนมาจากผลของการจัดเก็บ VAT จากการนำเข้าน้ำมันและกลุ่มธุรกิจพลังงาน ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่รัฐบาลเองก็ได้รับประโยชน์จากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ แต่สุดท้ายประชาชนยังคงต้องเผชิญราคาน้ำมันแพงและแบกรับภาระหนี้สินกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่า 80,000 ล้านบาท

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุอีกว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แม้ราคาหน้าปั๊มในประเทศยังไม่ปรับขึ้น แต่ราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้ว เนื่องจากรัฐใช้วิธีอุดหนุนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบ “ชดเชยแล้ว ชดเชยอีก” สร้างหนี้ระยะยาวตกเป็นภาระของประชาชน ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้ง โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตทันที และการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นมาทำเป็นส่วนลด ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันลงได้ทันทีถึง 9 บาทต่อลิตร โดยไม่ต้องสร้างหนี้กู้เงินมาอุดหนุน

“ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านนายกฯ จะจริงใจต่อการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงในครั้งนี้ มากกว่าการเดินสายไปมูทั่วประเทศในช่วงวันเกิดของท่านค่ะ และหากท่านไม่คิดจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเลย ดิฉันต้องเรียนท่านแบบนี้ค่ะว่า หากท่านยังจะสะสมหนี้สิน สร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชนไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เหรียญเหนือดวงที่ท่านแขวนอยู่ ก็จะไม่สามารถช่วยอะไรท่านนายกฯ ได้เลยค่ะ” น.ส.ศิริภา กล่าว

ด้าน นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันนาน เข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว ทั้งการเก็บภาษี Windfall Tax การยกเว้นภาษีสรรพสามิต และการเจรจากับโรงกลั่นเพื่อปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นไม่ให้ฟันกำไรเกินควร เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขระหว่างโรงกลั่น ธุรกิจพลังงาน และประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้โรงกลั่นฟันกำไรอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

นายพงศกร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันติดลบอยู่ราว 85,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในเดือนหน้าอาจพุ่งสูงถึง 100,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องใช้เงินอุดหนุนประมาณสัปดาห์ละ 2,500 ล้านบาท คำถามคือรัฐบาลจะนำเงินจากไหนมาจ่าย ในเมื่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนั้น เงินกู้ก้อนแรก 200,000 ล้านบาทจะหมดลงในเดือนนี้ ส่วนเงินกู้ก้อนหลังอีก 200,000 ล้านบาท ก็ไม่มีงบส่วนใดที่จัดสรรไว้สำหรับชดเชยกองทุนน้ำมันเลย โดยรัฐบาลเตรียมนำไปใช้กับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานผ่านโครงการโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งตนจะนำเสนอรายละเอียดข้อห่วงใยต่อไป

“ขอให้รัฐบาลฟังเราหน่อยครับ คนใช้น้ำมันเนี่ยท่านอาจจะมีสวัสดิการเบิกได้ ในเรื่องของน้ำมัน เพราะท่านเป็น ครม. เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาล แต่พี่น้องประชาชน เขาต้องจ่ายเอง ค่าน้ำมัน ไม่มีเงินที่สามารถที่จะเบิกค่าน้ำมันได้ และที่สำคัญคือ เงินที่ท่านเอาไปจ่ายเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนน้ำมันหรือไปกู้ คนที่เป็นหนี้ คือประชาชน ไม่ใช่แค่ท่าน ดังนั้นครับ คิดถึงประชาชนบ้าง” นายพงศกร กล่าว

ธนกร หนุนขยาย ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 พร้อมสานต่อ ไทยเที่ยวไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

12 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.


“ธนกร” หนุนขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” เผยรัฐบาลเตรียมสานต่อนโยบาย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี วอนผู้ประกอบการโรงแรมอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา ลั่น “อนุทิน” ไม่ปล่อยให้เอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะให้มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า ขณะนี้เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ หรือผลตอบรับของโครงการ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเฟสแรกนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าตนไปลงพื้นที่ที่จังหวัดไหนก็จะมีชาวบ้านมาฝากข้อความไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า ขอให้ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปเรื่อยๆ จนกว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกจะเลิกผันผวน เพื่อให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องลำบากจนเกินไปจากค่าครองชีพต่างๆ ที่สูงขึ้น ที่สำคัญ รัฐบาลก็ชี้แจงไปแล้วว่า วันนี้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในส่วนของ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ไปนั้นยังมีเหลืออยู่ ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถขยายโครงการออกไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 เดือน

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างมากจากพี่น้องประชาชนแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมผลักดันโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569 โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก โดย 1 สิทธิจะได้รับการสนับสนุนค่าที่พักจ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 เชื่อว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศได้แน่นอน

“เมื่อรัฐบาลมีมาตรการออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ก็อยากจะขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้วยว่า อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักเลย เพราะเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง ในยามที่ประเทศต้องการความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้ ซึ่งท่านนายกฯ ไม่มีทางปล่อยคนที่เอาเปรียบคนไทยด้วยกันเองอย่างแน่นอน ทั้งขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่ให้โอกาสเข้าร่วมโครงการได้อีก และดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด” นายธนกร กล่าว

รัฐบาลปลื้ม สื่อเวียดนาม–มาเลเซีย ชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 ดิจิทัลโนแมด-อันดับ 4 วัยเกษียณ

12 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

สื่อเวียดนาม–มาเลเซียชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 “ดิจิทัลโนแมด”–อันดับ 4 “วัยเกษียณ” รัฐบาลต่อยอดดึงกำลังซื้อเข้าไทย 365 วัน

วันที่ 12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า VnExpress International ของเวียดนาม และ The Star ของมาเลเซีย รายงานผล Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งประเมิน 192 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายอันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด (Digital Nomads) ด้วยคะแนน 75.4 และอันดับ 4 ของโลกสำหรับผู้เกษียณ (Retirees) ด้วยคะแนน 74.3 สะท้อนว่าไทยไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านการท่องเที่ยว แต่มีศักยภาพเป็นจุดหมายสำหรับ “อยู่นาน ทำงาน และใช้ชีวิต” ในระดับโลก

สำหรับดิจิทัลโนแมด ไทยอยู่อันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและโปรตุเกส ส่วนกลุ่มผู้เกษียณ ไทยอยู่อันดับ 4 รองจากมาเลเซีย ปานามา และโปรตุเกส โดยทั้งสองประเภทไทยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

จุดแข็งของไทยอยู่ที่ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ 96.9 คะแนน ระบบเงินตราและธนาคาร 91.8 คะแนน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 89.4 คะแนน รวมถึงคุณภาพและต้นทุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างละ 78 คะแนน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานจากระยะไกลและผู้เกษียณที่ต้องการพำนักระยะยาว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองอันดับดังกล่าวเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เพราะดิจิทัลโนแมดและผู้เกษียณต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพำนักและใช้จ่ายในประเทศต่อเนื่อง ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และบริการต่าง ๆ หากสามารถดึงดูดให้พำนักนานขึ้น ย่อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชนได้ตลอดทั้งปี

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยวไทย แต่ต้องทำให้คนที่มีศักยภาพอยากอยู่ไทยนานขึ้น และใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมดและอันดับ 4 สำหรับผู้เกษียณ จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องเปลี่ยนให้เป็นรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจ” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวผ่านการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคบริการ และระบบสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายคุณภาพตลอด 365 วัน โดยขยับจากการเน้น “จำนวนคนมาเที่ยว” ไปสู่การเพิ่ม “มูลค่าต่อคนและระยะเวลาพำนัก” ให้มากขึ้น

สำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสภาพแวดล้อมที่รองรับการทำงานและพำนักระยะยาว ขณะที่กลุ่มผู้เกษียณจะเชื่อมโยงกับการยกระดับบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เศรษฐกิจสุขภาพ และเศรษฐกิจสูงวัย ซึ่งเป็นภาคบริการมูลค่าสูงที่ประเทศไทยมีศักยภาพ

“จุดแข็งของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘เที่ยวดี’ แต่คือ ‘อยู่ได้ ทำงานได้ และเกษียณได้’ รัฐบาลจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้เป็น Destination Thailand ที่ดึงกำลังซื้อ สร้างรายได้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับยังสะท้อนประเด็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนา ทั้งการเข้าถึงภาษาอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจ และหลักนิติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะนำมาประกอบการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าทำงาน และน่าลงทุนในระยะยาว

ชวน แฉขบวนการยึดครององค์กรอิสระ ตั้งคนตามอำเภอใจ เหมือนระบบประธานาธิบดี  เตือนอย่าใช้ชาติคืนหนี้บุญคุณ!

12 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

“ชวน” ชี้ องค์กรอิสระเป็นกลไกสำคัญตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่กำลังโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เตือน ต้องยึดความซื่อสัตย์-เที่ยงตรง -ธรรมาภิบาล ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติ

12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ในช่วงเช้ามีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

โดยนายชวน กล่าวปาฐกถาว่า เดิมโครงสร้างการปกครองยึด 3 อำนาจหลักคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด 3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆไม่ใช่เพราะโครงสร้างไม่ดี แต่เพราะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากบุคคลมากกว่าการยึดอำนาจหลายครั้ง ซึ่งในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรก ใช้โครงสร้างการปกครองบ้านเมืองในระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เหมือนเดิมแต่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆเกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ เพื่อให้เป็นองค์กร มีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กร รวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ

นายชวน กล่าวว่า ในทุกองค์กรจะมีมาตราหนึ่งเขียนไว้ว่า บุคลากรที่จะเข้ามาอยู่ในองค์กร ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และคำนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น แต่มีองค์กรเดียวที่ไม่เขียนเรื่องนี้ไว้คือกรรมการสิทธิมนุษยชน รัฐบาลในขณะนั้นจึงเป็นภาระที่ต้องออกกฎหมายในทุกฉบับให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด รัฐบาลชุดนั้นจึงต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้มแข็ง ซึ่งกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระได้ประกาศใช้เมื่อปีพ.ศ. 2541-2542

นายชวน กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อย่างกกต.ชุดแรก ได้ลงโทษผู้ที่ทำผิดโดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่เมื่อกกต. ชุดหลังจากนั้นก็มีข้อครหาตามมา ซึ่งกกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน มาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นก็มีกกต. บางชุดมีข้อครหาว่าเรียกรับเงิน เปลี่ยนใบแดงเป็นใบเหลือง หรือเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบเขียว ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่าย และด้วยการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระมีผลต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ประสิทธิภาพการปกครองนี้สมบูรณ์ อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ สถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจแต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น ทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม

นายชวน กล่าวว่า เมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการคือการส่งตำรวจไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

นายชวน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์ เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต. เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้น องค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลว การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มาก แต่ในที่สุดการเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส. ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลเที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง