แหวกฟ้าหาฝัน : กิน ดื่ม เที่ยว และ Wine Museum เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384467

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน ดื่ม เที่ยว และ Wine Museum เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : กิน ดื่ม เที่ยว และ Wine Museum เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถังไวน์โบราณ

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวสายกิน เมื่อมีโอกาสไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่โอกาสเดินทางมาน้อยหรือมายาก สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ก็คือ ทดลองอาหารพื้นเมือง โปรตุเกสเป็นประเทศยุโรปตะวันตกสุดของทวีปยุโรปที่มีชื่อเสียงเรื่องขนมอันเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นทองหยิบ ฝอยทอง และทาร์ตไข่ เมื่อมาถึงโปรตุเกสแล้ว นอกจากขนมแล้ว Porto ยังมีอาหาที่ขึ้นชื่ออีกอย่างที่เป็นที่นิยมซึ่งนักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองให้ได้ นั่นคือ Francesinha แซนด์วิชของชาวโปรตุเกสที่มีต้นกำเนิดจาก Porto ในทศวรรษที่ 1960 Daniel da Silva ผู้นำแซนด์วิชเข้ามาสู่เมืองปอร์โตโดยมีต้นแบบมาจากแซนด์วิชฝรั่งเศส แซนด์วิชนี้ไม่ใช่อาหารสำหรับคนมังสวิรัติ เพราะมันมีลักษณะพิเศษตรงที่ใช้เนื้อต่างๆ ถึง 4-5 แบบ อาทิ แฮม ไส้กรอก เนื้อย่างมาปรุงและโปะหน้าด้วยชีสและซอส ไม่มีใครทราบว่าซอสที่นำมาปรุงประกอบด้วยเครื่องปรุงอะไรบ้าง แต่พ่อครัวทุกคนจะใช้เบียร์เป็นส่วนประกอบแน่นอน ร่วมกับพริกอีก 2-3 อย่างแล้วแต่ว่าใครจะชอบอะไร อาหารจานนี้มีเครื่องเคียงคือเฟรนช์ฟรายส์

นอกจากอาหารจานหลักแล้ว เมือง Porto ยังมีชื่อเสียงทางด้าน wine ด้วยที่เรียกว่า Port Wine ไวน์ดังขนาดตั้งชื่อตามชื่อเมืองนี้ถูกผลิตจากองุ่นพันธุ์บริสุทธิ์ที่ปลูกแถวหุบเขา Douro ทางตอนเหนือของโปรตุเกส ไวน์ที่มีสีแดงรสชาติหวานมากนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองในเวลาต่อมา แต่เมื่อไวน์หวานนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ประเทศปลูกไวน์อื่นๆ เลยหันมาปลูกองุ่นและทำไวน์ชนิดนี้ตาม เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา แอฟริกาใต้ สหรัฐ เรียกได้ว่าแพร่หลายไปทั่วโลกทีเดียว

แม่น้ำหน้า Wine Museum

ดังนั้นเพื่อให้ไวน์ที่มาจาก Porto คงความเป็นเอกลักษณ์จึงต้องกำหนดคำว่า Duoro ไว้ อันเป็นต้นกำเนิดของไวน์ พอร์ตไวน์เป็นจิตวิญญาณของท้องถิ่นทั้ง Porto และ Duoro หากย่านนี้ไม่มีไวน์ชนิดนี้แล้ว เมืองนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา พอร์ตไวน์ก็เป็นไวน์ส่งออกที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกส แม้การผลิตและการส่งออกถูกปรับปรุงมาตลอดหลายคริสต์ศตวรรษแล้วก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นได้ร่วมกับ Marquis of Pombal ได้ตั้งบริษัทขึ้นเพื่อปกป้องไวน์ท้องถิ่นนี้ และหุบเขา Duoro ก็ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 2001

เมื่อการผลิตไวน์ของเมือง Porto มีความพิเศษ การได้เยือน Wine Museum ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเยือนมิวเซียม Port Wine Museum ที่ตั้งอยู่ ณ โกดังเก่า
ที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ริมน้ำนี้ได้เปิดทำการตั้งแต่ปี 2004 ของจัดแสดงภายในเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถานที่จัดตั้งมิวเซียม พอร์ตไวน์ การทำไวน์ การขนย้าย และการค้าไวน์ชนิดนี้จากอดีตถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้เพลิดเพลินกับการดูถังบ่มไวน์ ขวดและแก้วไวน์เก่าอายุ 200 ปีที่ใช้บรรจุและดื่มไวน์ชนิดนี้ พัฒนาการของขวดใส่ไวน์ ชุดแต่งกายของผู้ผลิต เรือที่ใช้ขนไวน์ไปทั่วโลกยิ่งกว่านนั้น ไม่เพียงมิวเซียมจะมีการจัดแสดงเครื่องกระเบื้องที่ผลิตนับจากคริสต์ศตวรรที่ 17 จากย่านนี้ให้ได้ดูเป็นของแถมแล้ว บางวันนักท่องเที่ยวยังอาจมีโอกาสได้ฟินกับการลิ้มลอง Port wineอีกต่างหากด้วย

 

Wine Museum Porto

Wine Museum Porto

บรรยากาศในมิวเซียม

บรรยากาศในมิวเซียม

เครื่องกระเบื้อง

เครื่องกระเบื้อง

ของจัดแสดงในมิวเซียม

ของจัดแสดงในมิวเซียม

ขวดและแก้วใส่ Port Wine

ขวดและแก้วใส่ Port Wine

Port Wine

Port Wine

Francesinha

Francesinha

แหวกฟ้าหาฝัน : Bolsa Palace ตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดในโลก เมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383085

แหวกฟ้าหาฝัน : Bolsa Palace ตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดในโลก เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Bolsa Palace ตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดในโลก เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Porto ไม่เพียงจะมีโอกาสได้เยือนสถานีรถไฟที่สวยขนาดได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และโบสถ์ประจำเมืองที่มีสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแล้ว เมืองนี้ยังมีตลาดหลักทรัพย์ที่สวยที่สุดของโลกจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย ตลาดหลักทรัพย์ที่ถูกสร้างขึ้นจากดำริของสมาคมพ่อค้าแห่งโปรตุเกสให้มีสถาปัตยกรรมแบบ British Neoclassic ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งข้างโบสถ์ St.Francis ที่แต่เดิมเป็นคอนแวนต์ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ในปี 1832 คอนแวนต์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ไปบางส่วน อีก 10 ปีต่อมาพระนางเจ้า Mary ที่สองจึงได้ยกคอนแวนต์ที่ถูกไฟไหม้นี้ให้กับสมาคมพ่อค้าเพื่อไว้สร้างสมาคมการค้าประจำเมือง

การก่อสร้างสมาคมได้เริ่มขึ้นในปีเดียวกันภายใต้การออกแบบของ Joaquim de Costa Lima Junior สถาปนิกผู้ออกแบบพระราชวัง Palladian ให้มีสถาปัตยกรรมแนวBritish Neoclassic ในการออกแบบนั้น สถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปนิกชาวอังกฤษ 2 คน คือ ผู้ John Carr ผู้ออกแบบโรงพยาบาลSt Anthony และ John Whitehead ผู้ออกแบบโรงงานอังกฤษ รวมทั้งผลงาน Carlos Amarante สถาปนิกชาวโปรตุเกสผู้โด่งดัง เขารับผิดชอบเฉพาะส่วนการออกแบบทั่วไปและดูแลการก่อสร้างอยู่นาน 20 ปี

ส่วนรายละเอียดของสถาปัตยกรรมภายในที่ใช้เวลาในการตกแต่งถึง 60 ปีถูกออกแบบโดยศิลปิน นักออกแบบ และสถาปนิกหลายคน เช่น Tomas Augusto Soler ออกแบบโดมโลหะ 8 เหลี่ยมที่ส่วนฐานของโดมถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยโล่สัญลักษณ์ของโปรตุเกสและเมืองที่โปรตุเกสทำการค้าด้วยในช่วงคริสต์ศตวรรษ 19 Goncalves e Sousa ออกแบบบันได Antonio Soares dos Reis เป็นผู้สร้างงานประติมากรรมตกแต่งบันได Antonio Teixeira Lopes ออกแบบด้านหลังของสวน Jose Marques da Silva ออกแบบบัลลังก์ตัดสินคดี ห้องประชุม และเฟอร์นิเจอร์ของห้อง GoldenJose Maria Veloso Salgado เป็นผู้สรรสร้างงานจิตรกรรมตกแต่งภายใน Teixeira Lopes เป็นผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรมส่วนต่างๆ ในพระราชวัง

นอกจากอาคารที่อยู่หน้า Praca do Infante D.Henrique นี้ จะมีบันไดและสวนที่แสนสวยงามแล้ว ไฮไลท์ของพระราชวังยังอยู่ที่ Arab Room ห้องที่ Goncalves e Sousa สถาปนิกผู้ออกแบบได้ทำการออกแบบด้วยสถาปัตย-กรรมแบบ Moore ซึ่งเป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกให้มีบรรยากาศแบบ 1001 ราตรีโดยใช้สีทองเป็นหลักอันเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อใช้เป็นส่วนรับรองผู้นำของประเทศโดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจาก Alhambra Palace เมือง Granada ประเทศสเปน ปัจจุบันห้องอันแสนสวยหรูนี้มักใช้เป็นที่จัดคอนเสิร์ต

นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเยือนตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ดูรอบขายตั๋วจากเว็บไซต์ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้พลาดการเข้าชม ที่นี่ขายตั๋วเป็นรอบแบบมีไกด์นำ แต่ละวันจะมีไกด์ภาษาอังกฤษอยู่หลายรอบ และหากนักท่องเที่ยวโชคดีมา Porto ในเวลาที่มีคอนเสิร์ตควรหาโอกาสมาดื่มด่ำความบันเทิงในห้องอาหรับอันแสนอัศจรรย์ที่ผู้เข้าชมจะตื่นตะลึงจนต้องกลั้นหายให้ได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Porto Cathedral

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381763

แหวกฟ้าหาฝัน : Porto Cathedral

แหวกฟ้าหาฝัน : Porto Cathedral

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Porto Cathedral inside

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเดินทางโดยรถไฟสถานที่แรกที่จะได้สัมผัสเมื่อมาถึงเมืองต่างๆ ก็คือ สถานีรถไฟกลางเมืองนั้นๆ Porto เมืองอันดับสองของโปรตุเกสก็เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรปที่มีสถานีรถไฟใหญ่ 2 แห่ง โดยสถานีที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากลิสบอนมาถึงก็คือ Sao Bento ส่วนอีกสถานีเล็กกว่าชื่อ Campanha สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นสถานีที่ถูกดำริจะสร้างขึ้นตั้งแต่ 1864 เพื่อเป็นสถานีรถไฟกลางของเมือง ในที่สุดในปี 1887 เทศบาลเมืองก็ได้ตัดสินใจใช้ Benedict Convent เป็นสถานที่ก่อสร้างสถานีรถไฟกลางแห่งใหม่โดยมอบหมายให้ Jose Marques da Silva สถาปนิกชาว Porto เป็นผู้ออกแบบโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส ในช่วงเริ่มแรกนั้น เทศบาลให้ก่อสร้างส่วนของอุโมงค์เพื่อให้สถานีเป็นทางเชื่อมกับสถานี Campanha ก่อน

แท่นบูชาในโบสถ์

ส่วนของตัวสถานีเริ่มก่อสร้างทีหลังในปี 1900 โดยพระเจ้า Carlos ที่ 1 เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ เนื่องจากสถานีรถไฟแห่งนี้จะเป็นหน้าตาของเมือง การออกแบบภายในจึงมีความละเอียดอ่อนและใช้กระเบื้องจากโรงงานที่ดีที่สุดของเมืองคือ Sacavem การก่อสร้างสถานีเป็นไปอย่างเชื่องช้า กว่าจะเปิดตัวได้ก็เข้าสู่ปี 1916 ต่อมาในปี 1988 รัฐบาลกลางต้องการให้สถานีแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจึงตัดสินใจปรับปรุงสถานีครั้งใหญ่ในปี 1992 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาใช้สถานีแห่งนี้จะพบว่า กระเบื้องตกแต่งที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาว Porto ดั้งเดิมนี้มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์และน่าประทับใจสมกับความตั้งใจของรัฐที่จะให้ที่นี่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

บรรยากาศในโบสถ์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เป็นคาทอลิกหรือชื่นชอบเยี่ยมเยือนศาสนสถาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มักต้องมาเยือนเมื่อไปตามเมืองใหญ่ๆ ก็คือ Cathedral หลายคนอาจสงสัยว่า Cathedral ต่างกับ Church อย่างไร Cathedral คือโบสถ์ขนาดใหญ่ซึ่งแต่ละเมืองมักมีแห่งเดียวเพราะเป็นที่ประทับของ Bishop ผู้ดูแลโบสถ์ทั่วทั้งเมือง ส่วน Church นั้น แต่ละเมืองจะมีกี่แห่งก็ได้เพราะเป็นสถานที่ประกอบกิจของชาวคริสต์นิกายคาทอลิก และโปแตสแตนท์ Porto เป็นเมืองหนึ่งที่เคยมีความสำคัญทางศาสนาอย่างมากและมี Bishop อยู่ ที่นี่จึงมี Cathedral ขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก

 Baptist of Chirst by John the Baptist

Porto Cathedral ที่ตั้งอยู่กลางเมืองนี้อันเป็นอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีความสำคัญที่สุดของเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 และถูกใช้เป็นที่ประทับของบิชอปเรื่อยมา แม้ Porto Cathedral จะมีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในล้วนเป็นแบบผสมผสาน ทั้งนี้เพราะโบสถ์แห่งนี้ถูกต่อเติมและตกแต่งอยู่หลายศตวรรษในช่วงเวลาต่างๆ กันโดยเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา ในปี 1333 โบสถ์ได้เพิ่มส่วนของหอสวดมนต์ Joao Gordo ตามชื่อของอัศวินประจำพระเจ้า Dinis ที่หนึ่งโดยตกแต่งตามสถาปัตยกรรมแบบโกธิก หลังจากนั้นมาโบสถ์ก็ได้รับการตกแต่งตามแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเรื่อยมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่เข้าสู่ยุคบาโรค Nicolau Nasoni สถาปนิกอิตาเลียนคนแรกของยุคบาโรคได้เป็นผู้ตกแต่งด้านหน้าทั้งสองข้าง รวมทั้งแท่นบูชาในหอสวดมนต์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังมีการตกแต่งด้วยหินอ่อนสีแดงเป็นรูปต่างๆ เช่น Baptist of Chirst by John the Baptist, The Life of Virgin Mary

Porto Cathedral ด้านนอก

โบสถ์ที่มีหอสูงสองด้านที่ถูกครอบด้วยหลังคากลมนี้ แม้ด้านหน้าบันจะปราศจากการตกแต่ง แต่ส่วนระเบียงที่ถูกสร้างแบบสถาปัตยกรรมแบบบาโรค และหน้าต่างรูปกุหลาบตามอย่างสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์กลับสามารถสร้างความประทับใจอย่างยิ่งยวดให้กับผู้พบเห็น ส่วนทางเดินจนถึงหน้าแท่นบูชาภายในซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์และปกคลุมด้วยหลังคาโค้งที่ทำจากหินนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมโปรตุเกสในยุคต่อมา นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมหลายๆ ยุคจึงควรให้เวลาในการพิจารณาสถาปัตยกรรมส่วนต่างๆ รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโบสถ์เพื่อดื่มด่ำกับโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุดและสวยงามที่สุดของเมือง Porto แห่งนี้

ประติมากรรมหน้าโบสถ์

เมือง Porto ถ่ายจาก Porto Cathedral

ตัวอย่างกระเบื้องที่สถานีรถไฟ Porto

กระเบื้องสถานีรถไฟ Porto

Porto Train Station

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378947

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สะพานข้ามแม่น้ำ บริเวณ Ribiera

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปรตุเกส นอกจากเมืองหลวงหรือลิสบอนแล้ว เมืองหนึ่ง ที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนยังไปไม่ถึงโปรตุเกสก็คือ Porto เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ เมืองที่มีประชากรในเขตเมืองเพียงแค่สองแสนกว่าคนนี้กลับได้รับการยอมรับให้เป็น Global city เมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1996 ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Douro นี้เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อนคริสตกาล คนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่บริเวณที่ตั้งของเมืองในปัจจุบันนี้คือชาว Proto-Celtic และ Celtic ในช่วงที่จักรวรรดิโรมันรุ่งเรืองและครอบครองแหลมไอบีเรียนี้ ที่นี่กลายเป็นเมืองสำคัญทางการค้าระหว่างOlissipona หรือลิสบอนในปัจจุบันกับ Bracara Augusta หรือ Braga ต่อมาในยุค Visigothic ที่นี่ก็เป็นเมืองสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์

ตึกริมทะเล

ในช่วงที่ชาวมัวร์เรืองอำนาจ เมืองนี้ก็ถูกรุกรานและเปลี่ยนมือ ภายหลัง Alfonso ที่สาม ได้ยึดดินแดนแห่งนี้คืนให้ชาวคริสต์ใหม่ในปี 1387 John I แห่งโปรตุเกส และ Philippa แห่ง Lancaster บุตรสาวของ John of Gaunt ได้แต่งงานกัน ณ ดินแดนแห่งนี้จึงทำให้ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือกันทางการทหารระหว่างโปรตุเกสและอังกฤษนับจากนั้นมาในครั้งนั้นโปรตุเกสได้มีการเซ็นสนธิสัญญา Treatyof Windsor หรือสนธิสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการทหารครั้งแรกของโลกขึ้น ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 โปรตุเกสกำลังเป็นมหาอำนาจทางน้ำ Porto ก็เป็นเมืองที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนากองเรือ ในปี 1415 เจ้าชายเฮนรี่ได้เดินทางไปถึงโมร็อกโกตอนเหนือและทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกาอันเป็นที่มาของ Age of Discovery ของโปรตุเกส

วิวมุมสูง Ribiera

นอกจากการเดินเรือ เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตไวน์จนมีไวน์ที่ชื่อ port wine อันมาจากชื่อเมือง เมื่ออังกฤษเซ็นสัญญาทางการค้าMethuen Treaty กับโปรตุเกส การผลิตไวน์ Portก็ค่อยๆ เปลี่ยนมือไปสู่บริษัทสัญชาติอังกฤษ รัฐบาลของ Marquis of Pombal เห็นว่าการที่อังกฤษกลายมาเป็นเจ้าของไวน์ประจำเมืองเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เขาเลยตั้งบริษัทสัญชาติโปรตุเกสเพื่อดำเนินการผลิต Port wine จาก Douro valley แต่เพียงผู้เดียวเพื่อควบคุมคุณภาพไวน์ และป้องกันมิให้ต่างชาติได้สิทธิในการผลิตไวน์ท้องถิ่น แต่คนพื้นเมืองกลับไม่เห็นด้วย
จึงได้ทำการเผาบริษัทเสียจนเป็นที่มาของการปฏิวัติที่ชื่อว่า Rovolt of the drunks

บรรยากาศริมทะเล Matosinhos

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมา Porto อาจเดินทางเข้าเมืองได้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ และรถบัส การเดินทางโดยรถไฟจากลิสบอนก็ไม่ยาก รถไฟระหว่างเมืองวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาทีถึง 3 ชั่วโมง 10 นาที ขึ้นกับชนิดของรถที่วิ่งค่าใช้จ่ายระหว่าง 24-30 เหรียญ แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการประหยัด สามารถนั่งรถบัสได้ด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 19 เหรียญเท่านั้น รถไฟที่วิ่งระหว่างเมือง Lisbon และ Porto ทันสมัยไม่แพ้รถไฟวิ่งระหว่างเมืองของประเทศอื่นในยุโรป แต่วิ่งไม่เร็วเท่านั้น ความเร็วเฉลี่ยเพียงแค่ 150-180 กม./ชม. เท่านั้น บนรถไฟจะมีจอทีวี.ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

บรรยากาศร้านอาหารริมทะเล

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว Porto เองต้องเป็นคนที่มีความแข็งแรงมากพอสมควร ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเขาเกือบตลอด เริ่มตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ ถนนสายช็อปปิ้งหลักๆ ซึ่งเป็นข้อดีนั่นคือ เห็นวิวเมืองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนนักท่องเที่ยวสายกินที่ต้องการหาอาหารทะเลกินสามารถทำได้ไม่ยาก เพราะเมืองนี้ติดทะเลสามารถหาร้านอาหารริมทะเล  Matosinhos ได้โดยเดินทางจากในเมืองใช้รถบัสลงป้าย S Pedroแล้วเดินลัดเลาะมาตามถนน R.Herois deFranca อาหารทะเลเมืองนี้ไม่แพงมากที่ขึ้นชื่อสุดคือปลา ส่วนขาแอลกอฮอล์ก็รับรองว่าถูกใจเพราะไวน์ขาวที่ไว้กินกับอาหารทะเลก็ถูกแสนถูก แถมรสชาติดีอีกต่างหาก หลังจากเสร็จจากมื้ออาหารสามารถเดินเล่น อาบแดด เล่นน้ำทะเล หรือจะแค่ถ่ายรูปริมทะเลก่อนกลับเข้าเมืองก็แล้วแต่ใครจะเตรียมตัวกันมามากขนาดไหน ขากลับแวะสถานีที่เลยสะพาน Louis I ชมวิวเมืองมุมสูง Ribeira ได้อีกต่างหากด้วย

ถนนสาย shopping กลางข้างสถานีรถไฟ Porto

 

ของหวาน

ของหวาน

ปลาซาร์ดีนย่าง

ปลาซาร์ดีนย่าง

เตาปิ้งปลา

เตาปิ้งปลา

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377472

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Cholera Morbid by Victor Bastos

ผลงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มิวเซียมด้านศิลปะมักมีเป็นประจำ แต่จะแยกเป็นสัดส่วนหรือจัดรวมกันไปก็คือ งานประติมากรรม งานประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของทัศนศิลป์ที่จัดแสดงในรูป 3 มิติ
ต้นตำรับของงานประติมากรรมมักมาจากการแกะสลัก และการปั้นโดยอาศัยวัสดุจากหิน เหล็ก กระเบื้อง และไม้ เมื่อโลกวิวัฒนาการดีขึ้น งานประติมากรรมก็ทำจากวัสดุที่มีความหลากหลายมากขึ้นได้ อย่างไรก็ดีงานประติมากรรมจากวัสดุที่มีความแข็งสูง เช่น หินและโลหะ ย่อมมีความคงทนได้ดีกว่าวัสดุอื่นๆ ดั้งเดิมนั้นงานประติมากรรมมักถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการจัดทำมีค่าใช้จ่ายสูงจวบจนคหบดีเริ่มมีมากขึ้น งานประติมากรรมเพื่อคนทั่วไปจึงเริ่มแพร่หลายมากขึ้น และแผ่ขยายไปสู่ด้านอื่นๆ เช่น สังคม และวัฒนธรรม

ใน Chiado Museum ก็มีงานของนักประติมากรรมดีๆ อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักประติมากรรมชาวโปรตุกีส และที่นี่ยังจัดงานประติมากรรมไว้เป็นหมวดหมู่ต่างหากโดยไม่ปะปนกับงานจิตรกรรมเฉกเช่นเดียวกันกับมิวเซียมศิลปะใหญ่ๆ ในปารีสซึ่งทำให้ง่ายต่อการดูและศึกษา เช่น Francisco Franco de Sousa นักประติมากรรมรุ่นใหม่คนแรกของโปรตุเกส และนักประติมากรรมที่โดดเด่นที่สุดในทศวรรษที่ 1920 งานของเขาในช่วงทศวรรษที่ 1920 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในการยกระดับประวัติศาสตร์งานประติมากรรมของโปรตุเกสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Monument to Goncalves Zarco เขาเกิดในครอบครัวคนมีเงิน เขาทำงานเกี่ยวกับไม้กับบิดา และเข้าเรียน School of Fine Art ที่ลิสบอนเมื่ออายุได้ 15 ปี ต่อมาเข้าย้ายไปอยู่ปารีสเพื่อศึกษางานของ Auguste Rodin

Cholera Morbid by Victor Bastos detail

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาย้ายกลับมาอยู่โปรตุเกสและได้สร้างสรรค์อนุสาวรีย์ขึ้น 4 แห่ง หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง เขาย้ายกลับไปฝรั่งเศส และไปอยู่กับ Modigliani และพัฒนาผลงานขึ้นใหม่จนมีการจัดแสดงผลงานที่ Salon d’Automne และ Society National of Fine Art หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่โรมและกลับมาโปรตุเกสอีกครั้งเพื่อช่วยทำอนุสาวรีย์ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเป็นศิลปินที่ได้รับการเรียกร้องให้มีส่วนในการจัดตั้งอนุสาวรีย์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศนักท่องเที่ยวจะเห็นว่า งานของ Franco ใน ChiadoMuseum ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น The Girl, French Girl หรือ Girl Head ล้วนได้รับอิทธิพลมาจาก Auguste Rodin ทั้งนั้น ยกเว้น Bust of The Painter ที่นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ Modigliani ที่มีลักษณะแบนๆ ยาวๆ จะทราบดีว่า งานชิ้นนี้ของ Franco ได้รับอิทธิพลจากModigliani อย่างไม่ต้องสงสัย

Victor Bastos นักประติมากรรมชาวโปรตุกีส เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยการเรียนจิตรกรรมกับ Antonio Manuel da Fonseca แล้วย้ายไปจบการศึกษาทางด้านการเขียนที่ฝรั่งเศส เขาสามารถชนะรางวัลที่สามกับงานจิตรกรรมของเขาจาก Academia Real de Belas Artes ในขณะยังเป็นนักเรียนอยู่ และย้อนกลับมาเป็นครูสอนภาพร่างที่มหาวิทยาลัย Coimbra โปรตุเกส เนื่องจากเขาเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับงานประติมากรรมอยู่เนืองๆ เขาจึงได้รับเชิญเข้าเป็นผู้ร่วมทีมฟื้นฟูงานประติมากรรมแห่งชาติของโปรตุเกส นับจากนั้นมาเขาก็มีส่วนร่วมกับการสร้างอนุสาวรีย์ต่างๆ อีกมากมายให้กับโปรตุเกส นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าใน Chiado Museum มีงานของ Victor Bastos ชิ้นเด่นคือ Cholera Morbid เป็นงานที่สะท้อนถึงความหวาดกลัว และความเชื่อ ศิลปินพยายามที่จะสร้างสรรค์ฉากเกี่ยวกับความสูญเสียผ่านเสื้อผ้า ท่าทาง สีหน้าของตัวละครตามแนวทางศิลปะอย่าง NeoClassic การจัดวางโครงเรื่องในภาพเป็นการแสดงอารมณ์ที่ตรงข้ามกันระหว่างความหวาดกลัวต่อความตาย และความกลมกลืนกันของความเชื่อเสมือนหนึ่งการแบ่งระหว่างชีวิตและความตาย และยังเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อโบราณที่ว่า มนุษย์มิได้เป็นผู้กำหนด ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างโดดเด่นสังเกตจากสีหน้าและความอ่อนช้อยของท่าทางตัวละครราวกับกำลังโลดแล่นออกจากแผ่นหินเลยทีเดียว

Bust of Camoes by A-Victor Bastos

Bust of Camoes by A-Victor Bastos

Bust of the painter by Francisco Franco

Bust of the painter by Francisco Franco

French Girl by Francisco Franco

French Girl by Francisco Franco

Girl Head by Francisco Franco

Girl Head by Francisco Franco

The Girl by Francisco Franco

The Girl by Francisco Franco

แหวกฟ้าหาฝัน : Romantic Generation in Chiado Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375986

แหวกฟ้าหาฝัน : Romantic Generation in Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Five Artists at Sintra by Joao Cristino da Silva

Romaticism เป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะทั้งด้านวรรณกรรม จิตรกรรม และดนตรีในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เน้นในเรื่องอารมณ์ ความเป็นตัวตน และยกย่องธรรมชาติซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคม และค่านิยมทางการเมือง Romanticism ยังย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับแนวคิดยุคกลางแทนที่จะเป็นยุคแห่งเหตุผลเพื่อหลีกหนีสังคมเมือง การเจริญเติบโตของประชากรที่มากขึ้นและอุตสาหกรรม แนวทางศิลปะที่เน้นการใช้จินตนาการและการยกระดับคุณภาพชีวิตนี้แม้โดยหลักการจะตรงข้ามกับแนวทางศิลปะแบบ Realism แต่ก็สามารถมีผลต่อแนวทางศิลปะในยุคต่อมาไม่ว่าจะเป็น Liberalism, Radicalism, Conservatism และ Nationalism อยู่ไม่น้อย

ใน Chiado Museum ก็มีผลงานศิลปะแนว Romaticism อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะงานจากศิลปินชาวโปรตุกีสแม้ศิลปินแนวนี้ชาวโปรตุกีสที่ดังๆ จะมีไม่มาก และอายุไม่ยืนนักก็ตาม เช่น Joao Cristino da Silva จิตรกรและนักออกแบบชาวโปรตุกีส เขาเกิดในครอบครัวพ่อค้าและเริ่มเรียน Academy of Fine Artที่มหาวิทยาลัยลิสบอน ในปี 1841 แต่เขากลับทะเลาะกับอาจารย์และลาออกไปก่อนที่จะเรียนจบ แล้วหันไปทำงานแกะสลักอยู่ 2 ปีก่อนย้อนกลับมาทำงานจิตรกรรม หลังจากนั้นไม่นานเขาก็สามารถที่จะจัดแสดงผลงานในปารีส แมดริด และเมืองต่างๆ ในโปรตุเกส งานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือ Five Artists at Sintra ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ใน Chiado Museum นี้เคยเป็นงานที่พระเจ้าเฟอร์ดินันด์ที่สองแห่งสเปนเคยซื้อไป นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ศิลปินวาดตัวละครในภาพแต่ละคนได้อย่างมีชีวิตชีวาสังเกตได้จากแววตาและการเคลื่อนไหวของร่างกายเหมือนจริงราวกับการแสดงที่ผู้ชมเห็นอยู่ตรงหน้า แม้เขาจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูงคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โดยงานของเขาไม่เพียงเป็นที่ต้องพระทัยพระเจ้า Amadeo ที่หนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งจนเป็นอัศวิน และเป็นศาสตราจารย์เท่านั้น แต่น่าเสียดายเขากลับเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวด้วยอายุเพียงแค่ 48 ปี

Only God by Francisco Augusto Metrass

Miguel Angelo Lupi จิตรกรและศาสตราจารย์ชาวโปรตุกีส เขาเข้าศึกษาด้านศิลปะที่ Lisbon Academy of Fine Art ในปี 1841 เขาพยายามหางานทำเพื่อยังชีพระหว่างหัดวาดภาพและสามารถเข้าทำงานที่ Court of Auditors จนได้รับมอบหมายให้วาดภาพพระเจ้า Pedro V เพื่อใช้ในห้องว่าการศาล ผลงานของเขาเป็นที่ประทับใจจนได้รับรางวัลเป็นเงินทุนให้ไปเรียนศิลปะต่อที่อิตาลีบ้านเกิดของบิดา หลังจากไปฝึกวาดภาพตามอย่างศิลปินรุ่นเก่าๆ ที่อิตาลี 3 ปี เขากลับมาแข่งขันวาดภาพ Kiss of Judasที่ Lisbon Academy และได้รับตำแหน่งเป็นอาจารย์ที่นั่น นับจากนั้นมาเขาก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นและได้รับรางวัลที่ Exposition Universalle เสียดายเขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 57 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ภาพ The Blacks of Serpa Pinto ของศิลปินมีความมีชีวิตชีวาสูงโดยสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้จากการเห็นภาพเพียงแค่ shot เดียว

The Blacks of Serpa Pinto by Miguel Angelo Lupi

Francisco Augusto Metrass จิตรกรชาวโปรตุกีส เขามาจากครอบครัวชาวเยอรมันที่ทำการค้าทางด้านนำเข้าส่งออก เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Art ที่ลิสบอนตั้งแต่อายุ 11 ปีโดยเริ่มเรียนการเขียนภาพเหมือนก่อน หลังจากนั้นเขาย้ายไปเรียนต่อที่โรม เมื่อเขา หวนกลับมาอยู่โปรตุเกส เขาก็เลิกเขียนภาพเหมือนแล้วหันมาเขียนภาพที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์แทน และจัดแสดงผลงานของแรกที่พระราชวังของ Count of Lumiares ถึงกระนั้นเขากลับรู้สึกว่าภาพเขียนของเขาไม่ได้รับการตอบรับดีนัก เขาจึงตัดสินใจประมูลขายภาพทั้งหมดที่จัดแสดงและย้ายไปฝรั่งเศสเพื่อศึกษาต่อ เมื่อเขาย้ายกลับมาโปรตุเกสอีกครั้ง เขาหันมาสร้างสรรค์งานคล้ายกับศิลปินดัทช์ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีถึงขนาดที่พระเจ้าเฟอร์ดินันด์ที่สอง ทรงซื้อภาพ Scene from the life of LÚs Vaz de CamÔes เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ภาพเขียนในปี 1854 หลังจากชนะการประกวดภาพเขียนSolomon’s Judgment ภายหลังเขาป่วยด้วยวัณโรคจนไม่สามารถทำงาน และเสียชีวิตในที่สุดด้วยอายุเพียงแค่ 36 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า Only God by Francisco Augusto Metrass ใน Chiado Museum เป็นภาพที่แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเต็มเปี่ยม สังเกตได้จากสายน้ำและแววตาที่ตื่นตระหนกของเด็กทารก แม้ศิลปินจะเรียนศิลปะเพียงเล็กน้อยและอายุไม่มากก็ตาม

แหวกฟ้าหาฝัน : Chiado Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374497

แหวกฟ้าหาฝัน : Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศด้านนอกตัวอาคาร

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมโดยเฉพาะงาน Contemporary art และได้มาลิสบอนจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมี Berardo Museum ที่มีงานแนว modern art มี MAAT มิวเซียมที่มีทั้งงานสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีแนว Contemporary Art แล้วยังมี Chiado Museum หรือ National Museum of Contemporary Art อีกต่างหาก ลิสบอนจึงเป็นเมืองที่ครบเครื่องเรื่อง Contemporary art ไม่น้อยหน้าเมืองหลวงใหญ่ๆ ของยุโรปตะวันตกเลยทีเดียว

Chiado Museum

National Museum of Contemporary Art หรือ Chiado Museum ที่เป็นภาษาโปรตุกีสนี้เป็นมิวเซียมที่อยู่ในเขต Chiado เมืองลิสบอน มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1911 โดยแยกจาก
Museum of Fine Art และได้รับผลงานของศิลปินท้องถิ่นและนานาชาติตั้งแต่ปี 1850 มาจัดแสดงนี้จัดตั้งครั้งแรก ณ Palacio das Janelas Verdes ด้วยความตั้งใจที่จะให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นที่ส่งเสริมการพัฒนาศิลปะยุคใหม่ ต่อมารัฐบาลได้มีดำริให้นำผลงานศิลปะที่ได้รับการแบ่งมาจาก Museum of Fine Art ไปจัดแสดงที่ Convent of S.Francisco เพื่อให้ง่ายต่อการจัดแสดงผลงานและส่งเสริมการรวมกลุ่มของศิลปินรุ่นใหม่มากขึ้นไปอีก

ด้านนอกถ่ายจากมุมไกล

อย่างไรก็ดี Carlos Reis ผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียมกลับไม่สามารถขยายมิวเซียมและหาผลงานมาจัดแสดงเพิ่มเติมได้มากนัก จวบจนกระทั่ง Sousa Lopes ได้เป็นผู้อำนวยการมิวเซียม ศิลปินท้องถิ่นจึงยินยอมให้นำผลงานมาจัดแสดงมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับงานจากศิลปินนานาชาติที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนมาจัดแสดง เช่น Rodin, Bourdelle, Joseph Bernard ต่อมาเมื่อ Diogo Macedo นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงได้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ เขาได้ขยายเวลาทำการมิวเซียมและเปิดประตูมิวเซียมแยกต่างหากจาก Museum of Fine Art อีกทั้งยังส่งเสริมการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวเพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้มีโอกาสนำผลงานมาจัดแสดงมากขึ้นไปอีก

บรรยากาศภายใน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มิวเซียมล้าหลังมากอันเป็นผลมาจากการที่นาซีบีบบังคับให้จัดแสดงผลงานที่นาซีอนุญาตเท่านั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ในปี 1959 นักการเมืองได้แต่งตั้ง Eduardo Malta จิตรกรขึ้นเป็นผู้อำนวยการท่ามกลางการคัดค้านของศิลปินทั่วทั้งประเทศ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเห็นว่าผู้อำนวยการคนนี้คงไม่สามารถยกระดับมิวเซียมให้เทียบเท่ากับมิวเซียมอื่นๆ ในยุโรปอย่างแน่นอน ถึงกระนั้นก็ตาม ศิลปินก็ไม่สามารถทำอะไรได้ มิวเซียมจึงอยู่ในสภาพล้าหลังต่อไปอีกจนถึงปี 1988 ซึ่งเป็นปีที่รอบมิวเซียมถูกไฟไหม้ Telesa Gouveia รัฐมนตรีว่าการวัฒนธรรมจึงได้ตัดสินใจยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการเป็นผู้เสนอโครงการปรับปรุงและออกแบบมิวเซียมใหม่โดยให้ Jean Michel Wilmotte เป็นผู้ออกแบบ มิวเซียมได้รับการเปิดตัวใหม่อีกครั้งในวันที่ 12 กรกฎาคม 1994

บรรยากาศภายใน

สถาปนิกได้พยายามออกแบบอาคารตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-modern แต่ยังคงให้ความเคารพต่อประวัติศาสตร์ของสถานที่ก่อตั้งซึ่งเป็นอารามเดิมก่อนได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ส่วนโถงใหญ่จะมีเสาหินใหญ่ 2 ต้นที่รองรับโครงหลังคาโค้งตามแนวทางการก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมโปรตุเกส อีกทั้งยังพยายามเก็บงานประติมากรรมเก่าๆ หลายชิ้นตามทางเดินไว้ด้วย
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมจึงไม่เพียงจะได้มีประสบการณ์กับงานศิลปะเท่านั้น ยังได้มีโอกาสเห็นความลงตัวในการปรับเปลี่ยนอารามให้กลายเป็นมิวเซียมยุคใหม่ได้อย่างน่าทึ่งอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art ใน MAAT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373054

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art ใน MAAT

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art ใน MAAT

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Utopia ของ Pierre Jean Giloux

นักท่องเที่ยวที่จ่ายค่าตั๋วเข้า MAAT นอกจากจะได้ชมนิทรรศการจากส่วนโรงไฟฟ้า Tejo แล้ว ในตึกใหม่ของ MAAT ยังเป็นที่จัดแสดงผลงาน Contemporary Art ที่สำคัญของ Lisbon อีกด้วย งาน Contemporary Art ในตึกนี้มีความแปลกและทันสมัยไม่แพ้งานแนวนี้ที่ใดในโลก เช่น งานของ Kader Attia ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เติบโตใน Algeria และปารีส เขาเข้าเรียนที่ Ecole
Superieure des Arts Appliques Dupre และ The Ecole Nationale Superieure des Arts Decoratifs ในปารีส และบาร์เซโลนา อีกทั้งยังใช้เวลาอีกหลายปีในคองโกและอเมริกาใต้ การที่ Attia มีประสบการณ์จากหลากหลายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ได้บ่มเพาะให้เขามีความสามารถในการผสมผสานความรู้เข้าด้วยกันจนได้งานที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ตัวอย่าง Video งานของ Kader Attia

หัวข้องานวิจัยที่เขาให้ความสำคัญคือ Repair หรือการซ่อมแซมซึ่งเกี่ยวโยงตั้งแต่ความเสียหายไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพจนเข้าสู่จุดเหมาะสมโดยเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ ศิลปินใช้ภาพถ่ายและวีดีโอเป็นสื่อในการจัดแสดงผลงานเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับความทันสมัย และการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ทั้งในเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม และความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรม เขาเน้นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของประเทศผู้ล่าอาณานิคมต่อประเทศอาณานิคมจนทำให้วัฒนธรรมของประเทศอาณานิคมบางอย่างสูญหายหรือผันแปรไป เขายังตั้งคำถามในเรื่องความทันสมัยที่ตั้งใจมีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่กลายเป็นควบคุมประชากรของประเทศกำลังพัฒนา และนำไปสู่การทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตอีกต่างหากซึ่งเขาสรุปว่า แท้ที่จริงแล้วนับจากอดีตมา มนุษย์เราไม่ได้ทันสมัยขึ้นเลย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของเขาแม้เป็นงาน Concept แต่เขาก็สามารถจัดแสดงออกมาได้สมกับกับเป็นศิลปินรางวัล Marcel Duchamp และ Miro Foundation จริงๆ

แบบร่างปริศนาของ Alexander Brodsky

คำว่า Utopia หรือดินแดนในอุดมคติเป็นสิ่งที่มนุษย์แทบทุกคนเคยได้ยินมาและฝันที่จะได้ไปอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว แต่หน้าตาของดินแดนในฝันเป็นเยี่ยงใด จินตนาการของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน Pierre Jean Giloux ศิลปินชาวฝรั่งเศสได้ทำการศึกษาภาพร่างของ Arata Isozaki ที่วาดภาพ Hiroshima เมืองญี่ปุ่นที่ถูกระเบิดนิวเคลียร์บอมบ์ในสงครามโลกทั้งสอง เขาพยายามเขียนภาพเมืองใหม่ภายใต้จินตนาการของดินแดนในฝันของ Thomas More ซึ่งเขียนไว้ในปี 1516 นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าเมืองในอุดมคติของ Giloux ดูล้ำสมัยราวกับดาวอังคารเลยทีเดียว

งานของ Kader Attia

ส่วนแบบร่างปริศนาของ Alexander Brodsky สถาปนิกและนักประติมากรรมชาวรัสเซียเน้นใช้ความมืด และจินตนาการจากเทพนิยาย และเกมมาเรียงร้อยให้ดูสนุกสนานมากขึ้นจนดูเหมือนงานสถาปัตยกรรมในจินตนาการที่ยากจะเป็นจริงโดยเฉพาะในรัสเซียโลกคอมมิวนิสต์ที่เขาอาศัยอยู่ Brodsky จบการศึกษาจากสถาบันในรัสเซียในปี 1978 เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนสำคัญของชมรมสถาปนิกกระดาษที่มักทำงานร่วมกับ LLya Utkin ในงานสถาปัตยกรรมที่บิดเบือนรูปแบบผังเมือง งานสถาปัตยกรรมกระดาษเป็นผลจากการปฏิเสธงานสถาปัตยกรรมมาตรฐานตามแนวทางคอมมิวนิสต์ที่เมินความสนใจต่อการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน แม้งานสถาปัตยกรรมจากรัสเซียจะไม่เป็นที่รู้จักมากนักในโลกตะวันตก แต่งานสถาปัตยกรรมกระดาษของสถาปนิกทั้งสองกลับโดดเด่นจนเป็นที่รู้จักและสามารถชนะรางวัลในการแข่งขันระดับมืออาชีพอยู่เนืองๆ

งาน Contemporary Art

งานของ William Powida จิตรกร และนักวิจารณ์ศิลป์ชาวนิวยอร์ก เขาชอบผลิตงานที่เย้ยหยันอัจฉริยภาพของคนและขัดแย้งกับระบบทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง What is Contemporary? ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงอัตลักษณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี นอกจากงานของศิลปินข้างต้นแล้ว งานหลายชิ้นที่จัดแสดงใน MAAT ยังมีความแปลก ล้ำสมัยอยู่ไม่น้อย แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับงาน Concept ของศิลปิน Contemporary Art อาจรู้สึกฉงนว่า ของแบบนี้เข้ามาอยู่ในมิวเซียมที่มีค่าก่อสร้างหลายร้อยล้านยูโรได้อย่างไร ส่วนนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงาน ContemporaryArt ก็จะรู้สึกว่า MAAT ก็เป็น Contemporary Art Museum ที่ไม่ด้อยกว่ามิวเซียมแนวเดียวกันในเมืองใหญ่ของยุโรปอื่นๆ เลยทีเดียว

What is Contemporary? ของ William Powida

งานของ Kader Attia

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Exhibition ในโรงไฟฟ้า Tejo MAAT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371585

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Exhibition ในโรงไฟฟ้า Tejo MAAT

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Exhibition ในโรงไฟฟ้า Tejo MAAT

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานของ Tomas Calaco

โรงไฟฟ้า Tejo ที่เป็นส่วนอาคารเก่าของ MAAT นั้น นอกจากชั้นล่างจะคงความเป็นโรงไฟฟ้าไว้เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแล้ว ชั้นบนยังเป็นที่จัดแสดงผลงานนิทรรศการ Contemporary Art ที่สำคัญของลิสบอนด้วย ผลงานที่จัดแสดงมีทั้งของศิลปินท้องถิ่นและศิลปินนานาชาติ อาทิ

Tomas Colaco ศิลปินชาวโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงในการสรรสร้างสิ่งแวดล้อมให้มีความกลมกลืนระหว่างทฤษฎีและความเป็นจริงด้วยการใช้สื่อและธีมที่หลากหลายโดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของสิ่งของและสถานที่ด้วยการลบความหมายเดิม ผลงานใน MAAT นั้นเขาอาศัยแรงบันดาลใจจากภาพเสมือน 3 มิติ Allegory of Prudence ของ Titian ศิลปินยุคเรอเนซองส์ผู้โด่งดังมาปรับใหม่บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ด้วยการจัดแสดงต้นไม้ และสิ่งของมากมาย อาทิ โต๊ะ โคมไฟ กระถางต้นไม้ ผลไม้อุปกรณ์เขียนภาพ โดยตกแต่งอย่างละเอียดละออสังเกตจากลายบนเก้าอี้เสมือนฉากละครเวทีแบบ 3 มิติ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเข้าชมของจริงยังได้ฟังเสียงธรรมชาติประกอบอีกต่างหากจนรู้สึกเหมือนได้เข้าร่วมอยู่ในบรรยากาศนั้นๆ ด้วยเลยทีเดียว

ตัวอย่างงาน Contemporary อื่น ๆ

กล่องใส่ซองจดหมายที่โต้ตอบระหว่างครอบครัวของบิดาในช่วงที่บิดาเขาเป็นทหารในสงคราม Portuguese Colonial ในเมือง Angola ของ Nuno Nunes Ferreira ศิลปินมากรางวัลชาวลิสบอนในนิทรรศการนี้เป็นเครื่องรำลึกถึงความคิดถึงที่พ่อเขามีต่อแม่ ในช่วงเวลานั้นบุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายให้แม่เขาถึงวันละ 3 ครั้งเพราะพ่อของเขาเขียนจดหมายหาแม่วันละ 3 มื้อ กองจดหมายเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวันเวลาที่การเดินทางของข้อมูลยังล้าหลังกว่าปัจจุบันที่ข้อมูลสามารถส่งผ่านกันแบบ real time งานชิ้นนี้ของ Ferreira เป็นตัวอย่างของการนำเสนองานแนว concept ล้วนๆ นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับศิลปะแนวContemporary Art จะทราบดีว่าศิลปินรุ่นใหม่มักนำเสนองานผ่าน concept มากกว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียว

งานของ Nuno Nunes Ferreira

นอกจากใน MAAT จะมีผลงานของศิลปินท้องถิ่นแล้ว ที่นี่ยังมีศิลปินแนวContemporary Art ชาวเยอรมันที่ได้รับรางวัลด้วยเช่น Isa Genzken นักประติมากรรมหญิงชาวเยอรมันที่ได้รับรางวัลนานาชาติจากCultural Donation of SSK Munich และ Wolfgang-Hahn จาก Museum Ludwig เมือง Cologne แม้งานของ Genzken จะเป็นแนวประติมากรรม แต่เธอมักใช้สื่อที่มีความหลากหลาย ในการผลิตผลงาน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ฟิล์ม วีดีโอ กระดาษ ผ้าใบ หนังสือ มาจัดให้เข้ากันอยู่ในงานประติมากรรม Empire/Vampire, Who Kills Death ผลงานใน MAAT ชิ้นนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดงานหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของศิลปินที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองนักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ศิลปินใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย อาทิ กระดาษ ปูนปาสเตอร์ ภาพถ่ายเก่าๆและกระจกมาสร้างสรรค์งานประติมากรรม 3 มิติเสมือนหนึ่งฉากละครที่ดึงดูดให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมกับชิ้นงานได้อย่างยอดเยี่ยมสมกับเป็นศิลปินที่ได้ชนะรางวัลมาแล้วมากมายจริงๆ

นอกจากงานที่กล่าวมาข้างต้น ภายในส่วนนิทรรศการยังมีผลงานของศิลปินอีกหลายท่าน ที่ล้วนเป็นงานแนว concept ที่นักท่องเที่ยวซึ่งไม่คุ้นเคยอาจรู้สึกฉงนว่า ศิลปินคิดอะไรและสร้างสรรค์งานพวกนี้ออกมาทำไม ส่วนนักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบงาน contemporary art ก็อาจรู้สึกว่างานศิลปะพวกนี้ดูสนุกแปลกตาดี

 

Allegory of Prudence ของ Titian

Allegory of Prudence ของ Titian

EmpireVampire, Who Kills Death ของ Isa Genzken

EmpireVampire, Who Kills Death ของ Isa Genzken

งานของ Maria Beatriz

งานของ Maria Beatriz

แหวกฟ้าหาฝัน : MAAT Lisbon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370144

แหวกฟ้าหาฝัน : MAAT Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : MAAT Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปย่าน Belem กรุงลิสบอน โปรตุเกส นอกจากจะไปถ่ายรูปกับ Monument of Discoveries, Tower of Belem และเยือน Berardo Museum แล้ว ที่นี่ยังมีมิวเซียมสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมสวยๆ และเทคโนโลยีห้ามพลาดนั่นคือ MAAT มิวเซียมที่มีชื่อเต็มว่า Museum of Art,Architecture and Technology ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อ 5 ตุลาคม 2016 นี้เป็นมิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่สำหรับโครงการวัฒนธรรมของลิสบอนโดยมีมูลค่ากว่า 20 ล้านยูโร อาคารที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Tagus ทางทิศตะวันตกของเมืองนี้มีลักษณะพิเศษหนึ่งตรงที่มีการเชื่อมระหว่างอาคารใหม่กับโรงไฟฟ้า Tejo เดิมส่งผลให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่แห่งคริสต์ศตวรรษ

มิวเซียมที่ถูกออกแบบโดย Amanda Levete สถาปนิกเลื่องชื่อจากอังกฤษผู้ได้รับรางวัล Stirling และเป็นผู้ชนะการออกแบบทางเข้าใหม่ด้านสนามของ Victoria Albert Museumกรุงลอนดอนนี้ถูกออกแบบได้อย่างโดดเด่นและมีความหมายโดยให้ส่วนหน้าสุดคล้ายหัวเรือ และมีหน้าบรรณยาวๆ แบบงูเลื้อยโดยใช้กระจกทำเป็นหลังคาเพื่อสะท้อนแสงให้คล้ายกับเกล็ดงูมิวเซียมที่สถาปนิกออกแบบอย่างล้ำสมัยด้วยคอมพิวเตอร์นี้เน้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ทำจากภายในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหินปูนซึ่งเป็นวัสดุที่มีชื่อเสียงในการทำกระเบื้องของเมืองลิสบอนเพื่อสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง โครงการที่ประกอบด้วยพื้นที่ในการจัดนิทรรศการมากถึง 3 พันตารางเมตร และพื้นที่สาธารณะอีก 7 พันตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำนี้ถูกออกแบบเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมอันยาวนานของโปรตุเกส ร่วมไปกับความร่วมสมัยของคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยส่วนของหลังคาจัดเป็นทางเดินที่เห็นทิวทัศน์ทั้งตัวเมืองและแม่น้ำได้

ยิ่งกว่านั้นเพื่อให้มิวเซียมเป็นสถานที่สะท้อนความอลังการได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลจึงให้ส่วนภูมิทัศน์ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษต่างหาก นั่นคือ Vladimir Djurovic นักภูมิสถาปัตย์ชาวเลบานอน ผู้ออกแบบ King Hussein Memorial Garden สวนที่ระลึกถึงพระเจ้าฮุสเซนแห่งจอร์แดน Aga Khan Museum + Ismaili Center in Toronto การที่รัฐบาลเลือก Djurovicนักภูมิสถาปัตย์มาออกแบบเป็นพิเศษคงเป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีตรรกะในการออกแบบสวนโดยใช้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจึงไม่เพียงจะได้ชื่นชมกับศิลปะ แต่ยังมีโอกาสได้สัมผัสดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบๆ อีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศทั้งเก่าและใหม่ ส่วนเก่าที่เป็นอาคารโรงไฟฟ้า Tejo เดิมนั้นมีการจัดแสดงนิทรรศการแบบ Interactive โดยรวมเอาส่วนห้องต้มความดันต่ำ ห้องเครื่องจักรไอน้ำ และห้องทำงานประจำวันสำหรับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังมีการจัดแสดงปฏิบัติการของเครื่องยนต์ที่ใช้ถ่านหิน และคนงานที่กำลังทำงานกับถ่านหินไว้ให้ชมด้วย เครื่องจักรที่จัดแสดงล้วนเป็นของเก่าที่เคยทำงานอยู่ และได้มีการฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพดีใช้งานได้ นอกจากนี้ส่วนโรงไฟฟ้ายังมีการจัดแสดงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวอย่างการทดลองเพื่อทดสอบความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไฟฟ้า การกำเนิดไฟฟ้า และเรื่องราวของ MichaelFaraday ผู้ให้กำเนิดไฟฟ้าเคมีอีกต่างหาก

ส่วนอาคารใหม่ก็จะเป็นงานเกี่ยวกับ Contemporary Art เป็นส่วนใหญ่ซึ่งมีความล้ำสมัยไม่น้อยไปกว่าตัวอาคารเลย หลังจากชื่นชมสถาปัตยกรรมภายนอกและของจัดแสดงภายในแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินริมน้ำที่มีสะพาน 25 de Abril ที่สวยที่สุดของลิสบอนตั้งตระหง่านอยู่อีกต่างหากด้วย