โซไซตี้ : ‘ดีป้า’ มุ่งสร้างคอนเทนต์ครีเอเตอร์-อินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ ผ่านโครงการ CONNEXION ออนไลน์เรียนฟรี สู่อาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710466

โซไซตี้ : ‘ดีป้า’ มุ่งสร้างคอนเทนต์ครีเอเตอร์-อินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ  ผ่านโครงการ CONNEXION ออนไลน์เรียนฟรี สู่อาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล

โซไซตี้ : ‘ดีป้า’ มุ่งสร้างคอนเทนต์ครีเอเตอร์-อินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ ผ่านโครงการ CONNEXION ออนไลน์เรียนฟรี สู่อาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ชีวิตวิถีใหม่ซึ่งเป็นกลไกกระตุ้นให้ธุรกิจออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น และกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เปิดตัวโครงการ CONNEXION มุ่งยกระดับองค์ความรู้ พัฒนาทักษะชุดใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลแก่ประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานให้มีความพร้อมต่อการประกอบอาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล อย่างดิจิทัลคอนเทนต์ครีเอเตอร์ และดิจิทัลอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคุณภาพ โดยจับมือกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสื่อโซเชียลออนไลน์ 15 ท่าน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ผ่านทาง www.depaconnexion.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ประธานเปิดโครงการ CONNEXION หนึ่งในโครงการสำคัญประจำปี 2566 ของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ภายใต้แนวคิด “DIGITAL INFINITY-ดิจิทัลไม่มีที่สิ้นสุด” เผยว่าดีอีเอสให้ความสำคัญเรื่องอี-คอมเมิร์ซค้าขายออนไลน์มาโดยตลอด เราเห็นการพัฒนาของอี-คอมเมิร์ซมาหลายปีแล้ว เริ่มจากยุคแรก ร้านค้าเปิดเว็บไซต์ขายให้ลูกค้า ยุคที่ 2 เข้าสู่มาร์เก็ตเพลส หรือ E-marketplace ยุคนี้เติบโตในช่วงโควิดพอดีทำให้เกิดการซื้อของออนไลน์กันเยอะมาก ประกอบกับการพัฒนาช่องทางการจ่ายเงินที่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุคที่ 3 คือ ยุคดิจิทัลไดเร็กเซล ซึ่งก็คืออินฟลูเอนเซอร์สามารถโฆษณาแล้วขายโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหรือ marketplaceซึ่งเป็นยุคที่จะเกิดขึ้นได้หากเราช่วยกันผลักดัน

โครงการ CONNEXION เป้าหมายคืออยากส่งเสริม E-Commerce ในการฝึกเยาวชนคนรุ่นใหม่หรือคนทั่วไปที่สนใจทักษะการขายของออนไลน์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ให้มีคนดูเยอะๆ สามารถขายของไปด้วยจะได้มีรายได้ ตั้งเป้าผู้สมัครไว้ 25,000 คนที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายของอินฟลูเอนเซอร์ สร้างคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในรูปแบบต่างๆ สินค้าของคนไทยก็จะขายได้มากขึ้น ผู้ผลิตสินค้าก็จะสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซก็จะสามารถมีรายได้จากการสร้างสรรค์คอนเทนต์ รวมถึงเชื่อมโยงกันด้านการเก็บข้อมูลใช้วิเคราะห์การตลาด ข้อมูลธุรกิจ รวมถึงเป็นเครื่องมือหาสินเชื่อให้ด้วยถ้าเรามีข้อมูลการค้าออนไลน์จะทำให้เกิดเครดิตสตอรี่ อยากให้ทุกคนเข้ามาร่วมกัน เพื่อการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้ก้าวไปสู่สิ่งที่เราตั้งใจจะเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากถึงน้องๆ ที่หันมาประกอบอาชีพนี้ว่า การมีรายได้นั้นหมายถึงต้องมีการเสียภาษี ไม่ขายของผิดกฎหมาย และต้องมีความซื่อตรงสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า เปิดเผยว่า โครงการ CONNEXION มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับองค์ความรู้ พัฒนาทักษะชุดใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลแก่ประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ว่างงาน และนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานให้มีความพร้อมต่อการประกอบอาชีพใหม่ในยุคดิจิทัลที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซไทย แบ่งเป็นแพลตฟอร์มCONNEXION (www.depa.connexion.com)จัดอบรม 2 หลักสูตรประกอบด้วย หลักสูตร Digital Content Creator และ หลักสูตร Digital Influencer แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ Basic-IntermediateAdvanced โดยทั้ง 2 หลักสูตรจะเปิดรับผู้เรียน ไม่น้อยกว่า 25,000 รายซึ่งทั้งหมดจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงและผลักดันให้เกิดการรีวิว หรือการสร้าง Storytellingให้กับสินค้าไม่น้อยกว่า 200,000 รายการมีการจัดโรดโชว์ใน 6 ภูมิภาค เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้ที่สนใจและเข้ารับการยกระดับในหลักสูตรต่างๆ ส่วนผู้เข้ารับการอบรมที่ผ่านเกณฑ์และมีผลงานที่น่าสนใจจะมีโอกาสเข้าสู่ขั้นตอนการจัดแสดงในโครงการ ซึ่งผลงานที่น่าสนใจจะได้รับโอกาส Pitching กับคณะกรรมการเพื่อต่อยอดและสร้างโอกาสเข้าร่วมงานกับบริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติ

กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยเผยว่า อี-คอมเมิร์ซเติบโตทุกปี โดยเฉพาะโควิดเป็นตัวเร่งทุกคนมุ่งสู่ช่องทางดิจิทัล มิติในการเติบโตมองเป็น 3 มิติ คือ 1.อี-คอมเมิร์ซในไทยทุกคนต้องมีอย่างน้อย 5 ข้อ ได้แก่มีอี-คอมเมิร์ซ มีมาร์เก็ตเพลสเป็นของตัวเอง และวัดผลว่า 3-6 เดือน มียอดขายเป็นอย่างไร และมาทำ CRM ให้ดี 2.E-Marketing (การตลาดอิเล็กทรอนิกส์) ของเราเป็นอย่างไร3.E-logistics (อี-โลจิสติกส์) เราสามารถส่งของถึงมือลูกค้าภายใน 1-3 วัน หรือภายใน 1 วันได้หรือไม่ เพราะทุกคนต้องการความเร็ว4.E-Payment ช่องทางการชำระเงินสะดวก ปลอดภัยหรือไม่ และ 5.E-Commerce plus Entertainment ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะดึงให้คนสนใจ ซึ่งคาดว่ามูลค่าการเติบโตอี-คอมเมิร์ซในไทยจากแปดแสนล้านเป็นสี่ล้านล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขที่ทางสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยร่วมกับหลายพันธมิตร มองว่าเราไปถึงแน่นอนเพราะต่อไปนี้เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล มิติที่ 2 คือ Cross border e-commerce ปั้น KOL ในไทยให้แข็งแรงแล้วเราก็จะมีต้นแบบดีๆ อย่าง KOL ต่างประเทศ อาทิ KOL ประเทศจีน หลี่เจียฉี ไลฟ์ขายลิปสติก 6 เดือน 9 หมื่นกว่าล้านบาทมิติที่ 3 คือ Meta-Commerce การซื้อขายสินค้าบนโลกเสมือนจริง ซึ่งปัจจุบันเราก็มีVirtual KOL เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ในอนาคตการซื้อของผ่าน VR AR จะกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทั้ง 3 มิติ จะถูกเชื่อมโยงด้วย Live commerceเชื่อว่าเทรนด์ E-Commerce ไม่มีวันตายมีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

อภิวิชญ์ เอกธาราวงศ์ จากเพจEatguide มองทิศทางอินฟลูเอนเซอร์ว่า จะเกิดอินฟลูเอนเซอร์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นตามความสนใจของคนดู ซึ่งตลาดจะเป็น Niche Market แต่มีกำลังซื้อสูงสำหรับ key success ของผม คือ การสร้างแบรนดิ้งของตัวเองทำคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับจุดยืน และทำคอนเทนต์บนพื้นฐานของความจริงใจ

ด้าน โปแปง อุดมพัฒน์วรโชติ TikToker ในชื่อ Jessicaqueennnn เผยว่า แม้ทุกวันนี้ใครก็สามารถเป็นอินฟลูฯได้ แต่การจะประสบความสำเร็จมีคนติดตามและทำเป็นอาชีพได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างตัวแปงเองใช้เวลากว่า 6 เดือน ในการลองผิดลองถูกและค้นหาสไตล์ของตัวเองเจอ ซึ่งโครงการ CONNEXION เป็นโครงการที่ดีมากๆ เพราะเป็นเสมือนทางลัดอินฟลูฯ หลายท่านจะมาแชร์ประสบการณ์ตรง อุปสรรคต่างๆ เทคนิคการนำเสนอ หรือแม้แต่การรับมือกับดราม่าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดของโครงการ CONNEXION ได้ใน 3 ช่องทางคือWebsite: http://www.depaconnexion.com หรือ Facebook: depaCONNEXION และ LINE OA : @depaconnexion

โซไซตี้ : วว. ร่วมงาน Propak Philippines 2023 ลงนาม Letter of Intent กับ DPI พร้อมหารือความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบการไทย & ฟิลิปปินส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710314

โซไซตี้ : วว. ร่วมงาน Propak Philippines 2023 ลงนาม Letter of Intent กับ DPI  พร้อมหารือความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบการไทย & ฟิลิปปินส์

โซไซตี้ : วว. ร่วมงาน Propak Philippines 2023 ลงนาม Letter of Intent กับ DPI พร้อมหารือความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบการไทย & ฟิลิปปินส์

วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิตผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน ProPak Philippines 2023 ณ World Trade Center Metro Manila, Pasay City งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ระดับนานาชาติสำหรับประเทศฟิลิปปินส์เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้แนวโน้มตลาดการลงทุน การสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ การประชุม สัมมนา และการฝึกอบรมเชิงเทคนิค เชื่อมโยงผู้ขายผู้ซื้อระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และยา สนับสนุนการจัดงานโดย Department of Trade and Industry (DTI), Department of Science and Technology (DOST) และบริษัท InformaMarkets เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ประเทศฟิลิปปินส์

โอกาสนี้ ผู้ว่าการ วว. ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent)กับ Honorable Blesila A.Lantayona,Undersecretary for Regional Operations Group, DTI เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวโน้มนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยั่งยืน ร่วมกันพัฒนาและดำเนินโครงการที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small, and Medium Enterprises : MSMEs)

พร้อมนี้ DTI ได้นำเสนอโครงการ Share Service Facilities ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการแข่งขันของ MSMEs ผ่านการแบ่งปันการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ ระบบ สิ่งอำนวยความสะดวก และโปรแกรมการฝึกอบรมเสริมทักษะต่างๆ ซึ่งช่วยให้ MSMEs ปรับปรุงผลผลิต ประสิทธิภาพ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการสร้างงานและการเติบโตของธุรกิจ MSMEs นอกจากนี้คณะผู้บริหาร วว. ได้เยี่ยมชมหน่วยงานPhilippine Trade Training Center – Global MSME Academy (PTTC) ภายใต้ DTI หน่วยงานPTTC ซึ่งเป็นพันธมิตรส่งเสริมการเติบโตและสนับสนุนการพัฒนา MSMEs ผ่านการฝึกอบรม สร้างทักษะ ปรับปรุงระบบและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาผู้ประกอบการ ก่อให้เกิดความก้าวหน้า ความสามารถการแข่งขัน ความยืดหยุ่นและความยั่งยืน

โซไซตี้ : PRINC ผนึก TDH ขยายศูนย์ทันตกรรมครบวงจร ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708862

โซไซตี้ : PRINC ผนึก TDH ขยายศูนย์ทันตกรรมครบวงจร  ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์

โซไซตี้ : PRINC ผนึก TDH ขยายศูนย์ทันตกรรมครบวงจร ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พิธีลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC กับบริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด (TDH) เพื่อร่วมมือจัดตั้งแผนกทันตกรรมภายใต้ความร่วมมือ PRINC กับ TDH ภายในโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ (บางนา กม.7) ซึ่งคาดเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 2 ปี 2566

ธานี มณีนุตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทพริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด(มหาชน) หรือ PRINC ผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนามโรงพยาบาล “เครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” กล่าวว่า แผนกทันตกรรมภายใต้ความร่วมมือ PRINC กับ TDH กำหนดตั้งอยู่ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ (บางนา กม.7) ด้วยความพร้อมทั้งด้านบุคลากร สถานที่ ยาและเวชภัณฑ์ ฯลฯ ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่าง PRINC กับ TDH สร้างประโยชน์ร่วมกันในการต่อยอดจากฐานกลุ่มผู้ใช้บริการในโรงพยาบาลที่มีเดิม และขยายฐานผู้รับบริการใหม่และชาวต่างชาติให้ได้รับบริการทันตกรรมที่มีคุณภาพแบบครบวงจร

“ปัจจุบันตลาดการให้บริการด้านทันตกรรมในโรงพยาบาลในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% จากมูลค่าตลาดกว่า 6,000 ล้านบาทเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี และแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ขณะที่ความร่วมมือเปิดแผนกทันตกรรมภายในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญตามกลยุทธ์บริษัทที่มุ่งขยายบริการทางการแพทย์เฉพาะทางไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในเครือฯ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาในการขยายแผนกทันตกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่าง PRINC และ TDH ไปยังโรงพยาบาลในเครือแห่งอื่นๆ ภายในระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการด้านทันตกรรมครบวงจร และรองรับการให้บริการชาวต่างชาติที่มีความต้องการเข้ารับบริการรักษาด้านทันตกรรมในไทย” ธานี กล่าว

ด้าน ทันตแพทย์เรืองยศ อ่อนสอาด ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด และผู้ก่อตั้ง TDH Dental กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า TDH Dental มีทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทางทันตกรรมทุกสาขา ทำให้ความร่วมมือจัดตั้งแผนกทันตกรรมในครั้งนี้ เพิ่มศักยภาพทางการรักษาด้านทันตกรรมแบบครบวงจรและครอบคลุมทุกการรักษาด้านทันตกรรม รวมไปถึงโอกาสในการรองรับคนไข้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีประกันสุขภาพกับบริษัทชั้นนำต่างๆ ครอบคลุมการผ่าตัดทางทันตกรรมในกรณีภาวะฉุกเฉิน มีโรคประจำตัวหรือภาวะเสี่ยงพร้อมมุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์ทันตกรรมครบวงจร นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายขยายความร่วมมือพัฒนาศูนย์ทันตกรรมให้มีมาตรฐานทัดเทียมกันในทุกสาขาของเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์

“TDH Dental ผู้นำด้านการจัดฟันแบบใส Invisalign ในไทย มีทีมทันตแพทย์ Invisalign ระดับ Black Diamond Provider 5 ปีซ้อน และยังได้รับการการันตีมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 10 ท่าน พร้อมนำนวัตกรรมการจัดฟันล่าสุดในเอเชีย Brava by Brius ซึ่งแม่นยำด้วยระบบ Fully Digital ลดเวลาจัดฟันมากกว่าเดิมลง 55% ซึ่งเป็นบริการที่มีอัตราการเติบโตสูง และคาดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของการจัดฟันในอนาคต”ทันตแพทย์เรืองยศ กล่าว

ในปัจจุบันโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิลเฮลท์แคร์ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือฯ13 แห่ง ใน 11 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบด้วย โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน, โรงพยาบาลศิริเวช ลำพูน, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1,โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2, โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี, โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี, โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ชุมพร, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ, โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก,โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร, โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ และโรงพยาบาลพริ้นซ์ สกลนคร ที่เพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โซไซตี้ : หนุนเด็กไทยก้าวทันโลกศตวรรษที่ 21 CPF สานต่อภารกิจยกระดับการศึกษา ‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ปี 8

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707328

โซไซตี้ : หนุนเด็กไทยก้าวทันโลกศตวรรษที่ 21  CPF สานต่อภารกิจยกระดับการศึกษา ‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ปี 8

โซไซตี้ : หนุนเด็กไทยก้าวทันโลกศตวรรษที่ 21 CPF สานต่อภารกิจยกระดับการศึกษา ‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ปี 8

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การพัฒนาทักษะความรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะ ความรู้ เป็นการเรียนรู้ด้วยการส่งเสริมให้คิดและต่อยอด เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน    

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ภาคเอกชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา เป็นพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นสานต่อภารกิจขับเคลื่อนโครงการสานอนาคตการศึกษา “คอนเน็กซ์ อีดี”(CONNEXT ED) เข้าสู่ปีที่ 8 โดยในปี 2566 นี้จะเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิชาการนำทักษะใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21 มาใช้ อาทิ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบโค้ด (Coding)การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learningและ STEM เพื่อบูรณาการความรู้ระหว่างวิชาต่างๆ ควบคู่กับต่อยอดทักษะวิชาชีพพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะบริหารโครงการสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ เป็น 1 ใน 12 องค์กรเอกชนที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี เพื่อร่วมยกระดับความเท่าเทียมทางการศึกษา โดยปีนี้ จะเน้นส่งเสริมการนำทักษะใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ 21มาใช้ อาทิ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบโค้ด (Coding) การจัดการเรียนการสอนภายใต้โครงการ Proactive teacher for active learning และโครงการ STEMEducation

บริษัทยังได้สนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและวิชาชีพ โดยนำโมเดลองค์ความรู้ (Best Practice) โครงการ “โรงเรือนจําลองฟาร์มไก่พันธุ์ไข่” ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ เพิ่มทักษะอาชีพ ลดปัญหาด้านโภชนาการของเด็กนักเรียน และเป็นแหล่งเรียนรู้อุตสาหกรรมแปรรูปไก่ไข่ขนาดย่อมนำมาถอดบทเรียนของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการ เป็น 1 ใน 17 โมเดลต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ส่งเสริมโครงการด้านวิชาชีพอื่นๆ อาทิ โครงการอัจฉริยะยุวเกษตรโครงการร้านกาแฟเด็กน้อย โครงการขนมและเบเกอรี่ เป็นต้น      

“ซีพีเอฟ มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนโครงการคอนเน็กซ์ อีดี ทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานร่วมกับสถานศึกษา เราจะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นและอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเราชาวซีพีเอฟ ซึ่งเป็นไปตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ คือ คำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนและมองประโยชน์ขององค์กรเป็นลำดับสุดท้าย” พิมลรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2566 ซีพีเอฟ มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partnerซึ่งเป็นพนักงานของซีพีเอฟที่สมัครใจเข้ามาทำงานวางแผนพัฒนาการศึกษาร่วมกับโรงเรียนในความดูแลของซีพีเอฟ 298 โรงเรียน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี โดยจะเพิ่มจำนวนผู้นำรุ่นใหม่เป็น 150 คน จากปัจจุบันมีผู้นำรุ่นใหม่แล้ว 4 รุ่น รวม 83 คน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของผู้นำรุ่นใหม่ที่ดูแลโรงเรียนปรับจาก 1 : 4 เป็น 1 : 2  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเป็นเพื่อนคู่คิดกับผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครู มุ่งสู่เป้าหมายในการยกระดับผลการประเมินคุณภาพโรงเรียน (School Grading)จากระดับดีสู่ระดับยอดเยี่ยม ทั้งด้านผู้เรียนด้านการมีส่วนร่วม ด้านผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษาด้านหลักสูตรและการสอน และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามเป้าหมายของโครงการที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กดีและเด็กเก่ง 

โซไซตี้ : มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ ครบรอบ 15 ปีระดมทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในไทยและต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707175

โซไซตี้ : มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ  ครบรอบ 15 ปีระดมทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในไทยและต่างประเทศ

โซไซตี้ : มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ ครบรอบ 15 ปีระดมทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในไทยและต่างประเทศ

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เจ้าหญิงเลอา แห่งเบลเยียม เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วย หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล  ร่วมงาน โดยมี เคานต์เจรัลด์ แวน เดอ สตราเทน พอนโธส ประธานมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ ให้การต้อนรับ 

เคานต์เจรัลด์ แวน เดอ สตราเทน พอนโธส ประธานมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจกล่าวว่า “มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2551 โดยใช้ชื่อของเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ หรือ กุสตาฟว์ รอแล็ง-ฌักแม็ง (Gustave Rolin-Jacquemyns)นักกฎหมายและที่ปรึกษาราชการทั่วไปในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบกฎหมาย การบริหารราชการของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นผู้จุดประกายความสัมพันธ์ของประเทศไทยและเบลเยียมเข้าด้วยกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานบนพันธกิจหลักสามประการ คือ การรักษาความทรงจำและผลงานของเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ ที่มีต่อประเทศไทย การสานความสัมพันธ์ของราชวงศ์ไทยและเบลเยียมและการช่วยเหลือพร้อมยกระดับสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย

เจ้าหญิงเลอา แห่งเบลเยียม ร่วมชมนิทรรศการ

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 15 ปี มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ จึงได้จัดกิจกรรมครั้งสำคัญเพื่อสานต่อปณิธานการช่วยเหลือสังคม กับกิจกรรม “The Candle Light Gala Dinner” เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 ณ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก เพื่อมอบเงินจำนวกว่า 3,000,000 บาท ให้แก่องค์กร สถาบันการศึกษา สมาคม และโครงการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่จัน, โครงการช่วยเหลือแม่และเด็กที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว อำเภอแม่สอด, ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านฟ้าไทยงาม, สนามฟุตบอลเชียงรายฮิลล์, โครงการผลิตภัณฑ์ศิลปะงานผ้า เชียงราย, สมาคมภริยาอัยการ, สภากาชาดไทย, สโมสรโรตารีแม่จัน, ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, The Kidu Fund of Bhutan. ในพระอุปถัมภ์เจ้าหญิงเดเชน ยังซอม วังชุก แห่งภูฏาน, มูลนิธิสถาบันแสงสว่างในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, The Prince and Princess Alexandre Mutual Aid Fund ในพระอุปถัมภ์เจ้าหญิงเลอาเเห่งเบลเยียม, โครงการกำลังใจ ในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นต้น โดยได้รับเกียรติจาก เจ้าหญิงเลอา แห่งเบลเยียมเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วย หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ร่วมเป็นประธานในงาน

เจ้าหญิงเลอา ถ่ายภาพร่วมกับ หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล, เคานต์เจรัลด์ แวน เดอ สตราเทนพอนโธส พร้อมด้วย มร.เฟรด โมอาว็าด ทายาทรุ่นที่ 4 ของ “โมอาว็าด” 

กิจกรรมดังกล่าวที่จัดขึ้นยังได้ร่วมมือกับ โมอาว็าด (Mouawad) แบรนด์จิวเวลรี่ชั้นนำระดับโลก จัดทำมงกุฎเพชรมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์จำลอง จำนวน 15 ชิ้น เพื่อร่วมจำหน่ายและประมูล นำรายได้สมทบทุนให้กับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมูลนิธิ The Prince and Princess Alexandre Mutual Aid Fundในพระอุปถัมภ์เจ้าหญิงเลอาเเห่งเบลเยียมโดยภายในงานจัดแสดงโชว์ชุดพิเศษโดยผู้พิการที่สูญเสียขาจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย พร้อมด้วยมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ที่มาร่วมเดินแฟชั่นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังบวกกับเครื่องแต่งกายที่ได้ดีไซเนอร์ไทยชื่อดัง วรวรรธน์วราสถิรวัฒน์ ช่วยรังสรรค์ผลงานที่พร้อมจะถ่ายทอดจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและสวยงามของผู้พิการ เพื่อนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและในการใช้ชีวิตให้กับคนไทยในสังคมปัจจุบันนอกเหนือจากกิจกรรม The Candle Light Gala Dinner มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจยังได้จัดกิจกรรมเพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ งานนิทรรศการ “WALK!” นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นจากผู้พิการที่สูญเสียขาจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย จากมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นที่ทรงคุณค่า เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและการสร้างพลังบวกที่พร้อมจะมอบแรงบันดาลใจให้กับประชาชนชาวไทยและผู้เข้าชมงานในการใช้ชีวิตและก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความท้าทายไม่ว่าจะยากเพียงใด ก็สามารถเอาชนะได้ เมื่อชนะแล้ว เราสามารถ walk! ก้าวไปสู่จุดหมายที่ไกลที่สุดได้” เป็นการนำเสนอผลงานโดยผู้พิการที่สูญเสียขาจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย จากมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมกว่า 12 ท่าน ที่มาร่วมเป็นแบบผ่านภาพถ่ายกว่า 12 ผลงาน พร้อมบอกเล่าเรื่องราวมุมมองในการฟันฝ่าอุปสรรคสู่ความสำเร็จ และกิจกรรม “เสวนาเล่าเรื่องเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ” โดยมี เวโรนิก ก็อดดิงเหลนของเจ้าพระยาอภัยราชาฯ  และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พาย้อนเวลาไปวันแรกที่เจ้าพระยาอภัยราชาฯ ได้เดินทางมายังสยามประเทศ พร้อมร่วมรำลึกคุณงามความดีในบทบาทต่างๆ ทั้ง ทนายความ นักการเมืองชาวเบลเยียม ผู้ก่อตั้งสภากาชาดระหว่างประเทศและสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

เจ้าหญิงเลอา ถ่ายภาพร่วมกับมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์

เจ้าหญิงเลอา ถ่ายภาพร่วมกับมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์

การมอบเงินสนับสนุนสถาบันการศึกษา สมาคม และโครงการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

การมอบเงินสนับสนุนสถาบันการศึกษา สมาคม และโครงการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

การมอบเงินสนับสนุนสถาบันการศึกษา สมาคม และโครงการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

การมอบเงินสนับสนุนสถาบันการศึกษา สมาคม และโครงการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

บรรยากาศการแสดงต่างๆ

บรรยากาศการแสดงต่างๆ

บรรยากาศการแสดงต่างๆ

บรรยากาศการแสดงต่างๆ

บรรยากาศการแสดงต่างๆ

บรรยากาศการแสดงต่างๆ

มงกุฎเพชรมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์จำลอง จำนวน 15 ชิ้น สำหรับจำหน่ายและประมูล นำรายได้สมทบทุนให้กับมูลนิธิต่างๆ

มงกุฎเพชรมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์จำลอง จำนวน 15 ชิ้น สำหรับจำหน่ายและประมูล นำรายได้สมทบทุนให้กับมูลนิธิต่างๆ

โซไซตี้ : เชฟรอน-SEAMEO STEM-ED-ไทยพีบีเอส เปิดตัวเรียลิตี้ใหม่‘Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705810

โซไซตี้ : เชฟรอน-SEAMEO STEM-ED-ไทยพีบีเอส  เปิดตัวเรียลิตี้ใหม่‘Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน’

โซไซตี้ : เชฟรอน-SEAMEO STEM-ED-ไทยพีบีเอส เปิดตัวเรียลิตี้ใหม่‘Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน’

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงสะเต็มศึกษา หลายคนอาจรู้สึกว่าไกลตัวและจับต้องได้ยาก แต่ความจริงแล้วองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นแฝงอยู่รอบตัวทั้งในด้านการดำเนินชีวิต รวมถึงในโลกการทำงานจริงยิ่งถ้าเหล่าเยาวชนได้ติดอาวุธด้านสะเต็มศึกษามากขึ้นเท่าไร ประตูแห่งสายอาชีพก็จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น เชฟรอน และ ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO STEM-ED) ได้เดินหน้ายกระดับการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาให้สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด
ได้สานต่อโครงการ STEM Career Academies ภายใต้ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์พลังคิด เพื่ออนาคต ผนึกกำลังพันธมิตรไทยพีบีเอส เปิดตัวรายการสารคดีผสมเรียลิตี้ใหม่ในชื่อ “Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน”ครั้งแรกของการนำเสนอประเด็นด้านสะเต็มศึกษาควบคู่กับการฝึกปฏิบัติอาชีพจริง โดยได้พาเหล่าเยาวชนเปิดประตูออกจากห้องเรียนไปสัมผัสประสบการณ์ในสายอาชีพที่ใฝ่ฝันพร้อม Trainer ที่จะมาเป็น Role Model ชี้แนวทางสู่เส้นทางอาชีพนั้นๆ โดยผู้ชมสามารถติดตามเส้นทางพิชิตฝันของเยาวชนได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.00-19.30 น. ผ่าน ALTV ช่อง 4 โดยสามารถรับชมตัวอย่างรายการได้ที่ https://www.facebook.com/CareerAcademies.tv/videos/576608284305587/

พรสุรีย์ กอนันทา รองปธ.กก.บริหาร บจ.เชฟรอนประเทศไทยฯ

เพราะโลกแห่งการทำงานจริง ต่างเต็มไปด้วยหลายสิ่งที่โรงเรียนอาจไม่ได้สอน ดังนั้น รายการ Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน จึงได้พาผู้ชมไปติดตามเส้นทางฝันของตัวแทนเยาวชนกับการฝึกงานจริงใน 5 สาขาอาชีพที่จะเป็นเทรนด์ของตลาดในอนาคต ตั้งแต่อาชีพกลุ่ม Hospitality and Culinary เช่น เชฟ และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ, กลุ่ม Healthcare and Wellness เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ, กลุ่มInformation Technology เช่น นักพัฒนาSoftware, กลุ่ม Smart Agriculture เช่น Smart Farmer และกลุ่ม STEM Teaching Profession เช่น ครูสอนวิชาสะเต็มศึกษา ซึ่งในแต่ละตอนได้แฝงความสำคัญของสะเต็มศึกษาที่อยู่ในทุกย่างก้าวของการทำงานอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ มาพัฒนานวัตกรรมต่างๆ พร้อมเรียนรู้อย่างใกล้ชิดกับ Trainer ของแต่ละกลุ่มอาชีพ อาทิ เชฟฮูโต๋- เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ จากรายการ Top Chef Thailand และศศิกานต์ เพิ่มสุขทวี และ พัชริดา พันธุมาศ Graphic designer and food stylist ของ Krua.co ซึ่งรายการดังกล่าวดำเนินการผลิตโดยบี อเมซซิ่ง เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด โดยมี ปอ-อรรณพทองบริสุทธิ์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรตลอดรายการ

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผอ.ศูนย์ SEAMEO STEM-ED

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในการต่อยอดโครงการดังกล่าวว่า “เราเชื่อเสมอว่าการศึกษาคือรากฐานของการพัฒนาพลังคนโดยการบูรณาการด้านสะเต็มศึกษาถือเป็นองค์ความรู้สำคัญที่จะเป็นโอกาสแห่งอนาคตเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าซึ่งเชฟรอนได้มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการพัฒนาสะเต็มศึกษามาตลอดภายใต้โครงการ “Chevron EnjoyScience : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” โดยการเปิดตัวรายการ Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน ที่ร่วมกับไทยพีบีเอส และ SEAMEO STEM-ED ในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการสร้างแรงกระเพื่อมสู่สังคมวงกว้าง เพื่อผลักดันการบูรณาการด้านสะเต็มศึกษาเข้ากับการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนพร้อมเปิดมุมมองใหม่ในโลกการทำงานสายอาชีพที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยที่จะเป็นอนาคตของชาติได้มีโอกาสเลือกเดินตามเส้นทางที่ใฝ่ฝันมากขึ้นไปจนถึงได้นำทักษะเหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศต่อไป”

ปัจจุบันทักษะด้านสะเต็มศึกษา ถือเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก แต่ในประเทศไทยยังค่อนข้างขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว โดยเฉพาะด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้นบทบาทของสะเต็มศึกษาจึงสำคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สมยศ เกียรติอร่ามกุล รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและสมรรถนะเพื่อประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนสะเต็มศึกษาเข้าสู่ระดับนโยบายของประเทศ ให้เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการพร้อมลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งทำให้เยาวชน ได้ค้นพบความชอบของตนเองและหาตนเองเจอได้เร็วขึ้น โดยในครั้งนี้เราได้ร่วมกับพันธมิตรเพื่อผลิตรายการ Career Academiesภารกิจพิชิตฝัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและให้ผู้ชมรายการได้เห็นโอกาสทางการศึกษาในรูปแบบใหม่ๆ มองเห็นเส้นทางการต่อยอด สายอาชีพด้านสะเต็มที่มากกว่าที่เคยรู้จัก รวมถึงช่วยลดอัตราการออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อช่วยให้เยาวชนก้าวสู่อาชีพที่ใฝ่ฝันได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอาชีพในอุตสาหกรรมS-Curve ที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน”

แน่นอนว่าการที่เราจะยกระดับการสื่อสารเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมสู่สังคมได้นั้น จำเป็นต้องมีสื่อกลางที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ด้าน สมยศ เกียรติอร่ามกุล รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์และหลอมรวมเนื้อหา ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่มอบพื้นที่ออกอากาศให้รายการ “Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน”กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นสู่การเป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทย โดยไทยพีบีเอสได้เปิดช่องการศึกษา ALTV ทีวีเรียนสนุก ที่มีภารกิจสำคัญคือเปิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุดให้แก่สังคมไทยและส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงยุคโควิด-19 นอกจากการเรียนการสอนทั่วไปแล้ว เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของสะเต็มศึกษาที่จะตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต ดังนั้นรายการ Career Academies ภารกิจพิชิตฝันจะเป็นอีกหนึ่งประตูที่จะเปิดเส้นทางของสายอาชีพมากมายและสร้างแรงบันดาลใจด้านสะเต็มศึกษาให้ผู้ที่รับชมได้สนใจและเห็นถึงความสำคัญของการประยุกต์การเรียนรู้แบบบูรณาการรวมถึงการต่อยอดสายอาชีพมากขึ้น เพื่อต่อยอดระบบการศึกษาไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

รายการ Career Academies ภารกิจพิชิตฝัน นำเสนอทั้งหมด 22 ตอน โดยผู้ชมสามารถร่วมติดตามเส้นทางพิชิตฝันที่เป็นจริงได้ของเหล่าเยาวชนทุกวันอาทิตย์ ผ่าน ALTV ช่อง 4 สามารถรับชมรายการย้อนหลังได้ที่ https://www.altv.tv/CareerAcademies

โซไซตี้ : PRINC ลุยตรวจโควิด-19 ชาวจีน-ต่างชาติ 24 ชม. พร้อมเสริมทัพรับ ‘ผู้ป่วยกัมพูชา-ลาว’ ปักธง ‘อีสานเมดิคัลฮับ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704256

โซไซตี้ : PRINC ลุยตรวจโควิด-19 ชาวจีน-ต่างชาติ 24 ชม.  พร้อมเสริมทัพรับ ‘ผู้ป่วยกัมพูชา-ลาว’ ปักธง ‘อีสานเมดิคัลฮับ’

โซไซตี้ : PRINC ลุยตรวจโควิด-19 ชาวจีน-ต่างชาติ 24 ชม. พร้อมเสริมทัพรับ ‘ผู้ป่วยกัมพูชา-ลาว’ ปักธง ‘อีสานเมดิคัลฮับ’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธานี มณีนุตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิลแคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC ผู้ประกอบธุรกิจบริหารโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนาม “เครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” กล่าวถึงแผนการให้บริการสาธารณสุข หลังจีนเปิดประเทศ พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในเพื่อนบ้านกัมพูชา ว่า หลังจากบริษัทตั้งศูนย์ให้บริการผู้ป่วยต่างประเทศ (Inter-national Customer Services) ขึ้นในโรงพยาบาลในเครือ 3 แห่ง ในช่วงไตรมาสที่ 3/65 ที่ผ่านมา ได้แก่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ และโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์รับชาวต่างชาติทั้งรูปแบบ Fly-inและ Drive-in ทำให้ปัจจุบันสามารถอำนวยความสะดวกและเพิ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติได้ตามเป้าหมายและยังมีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดด ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้รับบริการชาวต่างชาติจากเดิม 80 เป็น 100% ในปี 2566 โดยเฉพาะหลังจากเมื่อจีนเปิดประเทศ และกระทรวงสาธารณสุขยกเลิกวัคซีน 2 เข็ม เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จึงปรับแผนการให้บริการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยและขากลับยังมีข้อกำหนดตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี PCR โดยโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ซึ่งถือเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมากที่สุด ประกาศเปิดให้บริการตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งแบบปกติ และแบบ Express ซึ่ง Express ผลได้ภายใน 2 ชั่วโมง พร้อมมีการจัดตั้งทีมล่ามภาษาจีน เพื่อให้บริการในศูนย์ให้บริการผู้ป่วยต่างประเทศพร้อมให้บริการรองรับกรณีผู้ป่วยชาวจีนเข้ารับการรักษาโควิด-19

“โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เป็น 1 ในโรงพยาบาลที่ทางสถานทูตจีนวางใจ มีการปรึกษา ติดตามคนไข้อย่างใกล้ชิด ที่สำคัญ เรามีเครือข่ายและคู่สัญญาประกันและความช่วยเหลือต่างประเทศ พร้อมประสานเรื่องการรักษาและการดูแลสินไหมผ่าน Medical Assistant Company ทั้งของจีนและระดับนานาชาติมีคู่สัญญากับโรงแรมทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล หากเจ็บป่วยหรือต้องการความช่วยเหลือสามารถจัดความช่วยเหลือไปได้ทันที รวมถึงจัดหาสถานที่แยกกักตัวกรณีที่ติดเชื้อในรูปแบบ Hotel Isolation หรือสามารถประสานรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ขึ้นกับความประสงค์ของผู้ป่วย” ธานีกล่าว

ส่วนอัตราการเติบโตผู้ป่วยชาวต่างชาติกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะชาวกัมพูชา รวมทั้งนักธุรกิจจีนที่ทำงานอยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามารับการรักษาในรูปแบบ Drive-in ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ทางเครือพริ้นซิเพิลเฮลท์แคร์ได้มุ่งขยายความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพระหว่างประเทศเพื่อส่งต่อผู้ป่วยจากกัมพูชา มารับการรักษาที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี และโรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับหน่วยงาน โรงพยาบาล คลินิก และหอการค้าจังหวัดเสียมเรียบ-อุดรมีชัย เพื่อสร้างเครือข่ายส่งต่อผู้ป่วยมอบสิทธิ์การรักษาเทียบเท่าคนไทย พร้อมบริการการแพทย์ครบวงจรทั้งศูนย์ตรวจสุขภาพ ผ่าตัด รักษามะเร็งและให้เคมีบำบัด โดยแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง และมีแผนงานร่วมมือพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสุขภาพระหว่างไทย-กัมพูชา

“เราตั้งเป้าให้ “กลุ่มพริ้นซ์อีสาน” ให้เป็นอีสานเมดิคัลฮับของชาวอีสาน ชาวลาวและกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือของพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์รวม3 แห่ง ประกอบด้วย รพ.พริ้นซ์ ศรีสะเกษ, รพ.พริ้นซ์ อุบลราชธานี และพริ้นซ์ สกลนคร ที่เตรียมเปิดให้บริการ ปี 2566 และมีแผนขยายรพ.เพิ่มอีก เพื่อมุ่งขยายบริการสาธารณสุขและให้บริการการแพทย์เฉพาะทางในสาขาที่ขาดแคลน โดยเฉพาะโรคมะเร็งและการรักษาโดยให้เคมีบำบัด โรคทางจักษุ กระดูกและข้อ ฯลฯ เพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างเท่าเทียม ตามปณิธานขององค์กรที่มุ่งสร้างคนที่มีจิตใจของผู้ให้” ธานีกล่าว

สำหรับศูนย์ให้บริการผู้ป่วยต่างประเทศ (Inter-national Customer Services) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำผู้รับบริการชาวต่างชาติ ฯลฯ เกี่ยวกับแผนการรักษา การเดินทาง ค่าใช้จ่าย ภาษาและวัฒนธรรมฯลฯ ทำให้สามารถดูแลผู้ป่วยร่วมกันตั้งแต่การคัดกรอง วินิจฉัยโรคที่แม่นยำ เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ตลอดจนการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประโยชน์ในการรักษาสูงสุด และยังมีการติดตามอาการเมื่อผู้ป่วยกลับบ้านอีกด้วย ผู้ที่สนใจข้อมูลสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://inter.princhealth.com/

โซไซตี้ : วว. รับมอบใบรับรองระบบงานหน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 แห่งแรกแห่งเดียวของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704083

โซไซตี้ : วว. รับมอบใบรับรองระบบงานหน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 แห่งแรกแห่งเดียวของไทย

โซไซตี้ : วว. รับมอบใบรับรองระบบงานหน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 แห่งแรกแห่งเดียวของไทย

วันเสาร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย สำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) รับมอบใบรับรองระบบงาน มอก.17065 : 2556 (ISO/IEC 17065 : 2012) การตรวจสอบและรับรอง-ข้อกำหนดสำหรับหน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และการบริการ : หน่วยรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ (Compostable Plastics) มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุน ยกระดับผู้ประกอบการของไทยให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการวว. กล่าวว่า วว. โดยสำนักรับรองระบบคุณภาพ ในฐานะหน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และการบริการดำเนินการให้บริการตรวจประเมินและรับรองพลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 แก่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงาน มีระบบบริหารจัดการกระบวนการผลิตที่สอดคล้องตามมาตรฐานกำหนด รวมถึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากสำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. นั้นมีมาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอีกด้วย

โอกาสเดียวกันนี้ วว. ได้มอบใบรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 ให้กับบริษัท แวนด้าแพค จำกัดที่ขอบริการตรวจรับรอง จากสำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. ขอบข่ายผลิตภัณฑ์ ถ้วยน้ำดื่ม ฝาโดมและฝายกดื่ม ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินและให้การรับรองตามระบบคุณภาพหน่วยรับรองระบบงานเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นผลสำเร็จที่ทำให้กระบวนการสอบกลับ (Traceability) ด้านการรับรองผลิตภัณฑ์กระบวนการและบริการได้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่ได้การรับรองจากสำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. จะได้รับการยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพที่ผลิตนั้น มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการให้บริการดังกล่าวแล้ว สรร.วว. ยังให้บริการตรวจประเมินและรับรองผลิตภัณฑ์และบริการ (ProductCertification) ได้แก่ มาตรฐานเกษตร GAP มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  มาตรฐานผลิตภัณฑ์ระบบขนส่งทางรางและมาตรฐานท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองตรวจประเมินและรับรองผลิตภัณฑ์ สรร.วว. โทร. 02-5779373 หรือ 061-4150480E-mail : thanakorn_s@tistr.or.th

ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.

บรรจง สุกรีฑา เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวว่า สมอ.มุ่งมั่นดำเนินงานเคียงคู่เศรษฐกิจไทย ใส่ใจผู้บริโภค (Better lives, Better economy) โดยเป็นองค์กรนำด้านการมาตรฐานของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลดำเนินงานด้านการมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกอบการผู้บริโภคและประเทศชาติโดยรวม มีวัตถุประสงค์ดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค รักษาสิ่งแวดล้อม แทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย ขจัดปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากมาตรการด้านมาตรฐาน โดยมีภารกิจส่งเสริมและพัฒนาด้านการมาตรฐานของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล กำหนดมาตรฐานที่ตรงความต้องการและสอดคล้องกับแนวทางสากล และสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบรับรอง และกำกับดูแลผลิตภัณฑ์และบริการจากการที่ วว. ได้รับมอบใบรับรองระบบงาน มอก.17065 :2556 (ISO/IEC 17065 : 2012) ซึ่งเป็นหน่วยรับรองพลาสติกสลายตัวทางชีวภาพแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยนั้น วว. จะเป็นพันธมิตรเครือข่ายของ สมอ. ในการร่วมขับเคลื่อนด้านมาตรฐานของประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

“ขอแสดงความยินดีกับ วว. ที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฯ ทั้ง สมอ. และ วว. ได้ร่วมกันพัฒนาในด้านการรับรองที่สอดคล้องกับหลักสากลโดยวว.เป็นหน่วยงานเครือข่ายที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ สมอ.มีการกระจายภารกิจในลักษณะการเชื่อมโยงมาตรฐาน มีการบูรณาการความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงาน ยินดียิ่งที่ได้ร่วมงานกับ วว. อันจะทำให้ผลผลิตที่ผู้ประกอบการได้รับจะมีมากขึ้นไปด้วย วว. เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานด้านการรับรองมายาวนาน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพขององค์กร เชื่อมั่นว่าการที่ วว. ได้รับมอบใบรับรองระบบงานจาก สมอ. ในครั้งนี้ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และขอร่วมแสดงความยินดีกับบริษัทแวนด้า แพค ที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์จาก วว. ด้วยซึ่งไม่ต้องไปรับรองจากต่างประเทศ อันเป็นผลจากการที่ สมอ. มีความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายดังเช่น วว. ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศเป็นรูปธรรม” เลขาธิการ สมอ. กล่าว

บัณฑิต เฉลิมสุขศรี ผู้จัดการระบบคุณภาพ บริษัทแวนด้า แพค จำกัด กล่าวว่า วว. ให้คำปรึกษากับบริษัทมาตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่ง ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ มาตรฐาน ISO 17088 : 2012 ตามมาตรฐานของ สมอ. ทั้งนี้บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการด้านการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป ให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้ายุคใหม่วิเคราะห์และจัดการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานการบริโภคทรัพยากรที่มีคุณค่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ ที่มุ่งไปสู่สังคมเครดิตคาร์บอนต่ำ

บรรจง สุกรีฑา เลขาธิการ สนง.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

บรรจง สุกรีฑา เลขาธิการ สนง.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

บัณฑิต เฉลิมสุขศรี ผจก.ระบบคุณภาพ บจ.แวนด้า แพค

บัณฑิต เฉลิมสุขศรี ผจก.ระบบคุณภาพ บจ.แวนด้า แพค

วว. มอบใบรับรองฯ ให้กับ บจ.แวนด้าแพค

วว. มอบใบรับรองฯ ให้กับ บจ.แวนด้าแพค

สมอ. และ วว. ร่วมแสดงความยินดีกับ บจ.แวนด้าแพค

สมอ. และ วว. ร่วมแสดงความยินดีกับ บจ.แวนด้าแพค

สมอ.มอบใบรับรองให้กับ วว.

สมอ.มอบใบรับรองให้กับ วว.

ผลิตภัณฑ์ บจ.แวนด้า แพค

ผลิตภัณฑ์ บจ.แวนด้า แพค

โซไซตี้ : ‘เคทีซี’ ยืนหนึ่ง 4 ปีซ้อน ครองมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700387

โซไซตี้ : ‘เคทีซี’ ยืนหนึ่ง 4 ปีซ้อน ครองมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล

โซไซตี้ : ‘เคทีซี’ ยืนหนึ่ง 4 ปีซ้อน ครองมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยตัวแทนสายงานหลัก รับมอบ 2 ใบรับรองมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล ISO/IEC 27001: 2013 และมาตรฐานการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701: 2019 โดยเป็นสถาบันการเงินรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ต่ออายุการรับรองมาตรฐานทั่วองค์กร ครอบคลุมทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) และทุกกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของธุรกิจหลัก บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลและการรับชำระเงิน ซึ่งการได้รับมาตรฐานสำคัญต่อเนื่องนี้ ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นและเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าเคทีซีมุ่งเน้นความสำคัญกับระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ในการปกป้องข้อมูลของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้ปลอดภัยจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต โดย บุคลากร ใจดี ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สถาบันรับรองมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษให้เกียรติมอบใบรับรองฯ ณ เคทีซี อาคารสมัชชาวาณิช 2

มาตรฐาน ISO/IEC 27001: 2013 และ ISO/IEC 27701: 2019 ออกให้โดยสถาบันรับรองมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ (The British Standards Institution-BSI) โดยได้เข้าตรวจประเมินวิธีปฏิบัติงานของเคทีซีว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าเคทีซีได้จัดการและปกป้องข้อมูลของบริษัทและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้เสีย พนักงานและลูกค้าองค์กรให้มีความปลอดภัย (Confidentiality)ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ (Integrity) และพร้อมใช้งาน (Availability) ภายใต้ระบบจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management System:ISMS) และระบบจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Information Management System: PIMS) ที่มีประสิทธิภาพ

ISO/IEC 27001:2013 เป็นมาตรฐานสากลสำหรับระบบจัดการความปลอดภัยของข้อมูล(Information Security Management System : ISMS) เพื่อให้องค์กรนำข้อกำหนดไปใช้ในการประเมินความเสี่ยง ออกแบบด้านการรักษาความปลอดภัยและการนำไปปฏิบัติ รวมถึงการบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งในรูปแบบของดิจิทัลและเอกสาร มาตรฐานนี้จะให้การรับรองว่าองค์กรได้ดำเนินงานสอดคล้องกับกฎหมายกฎระเบียบ ข้อบังคับและข้อกำหนดตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลสำคัญ

ISO/IEC 27701:2019 เป็นมาตรฐานการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นส่วนขยายจากISO/IEC 27001 มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล และมาตรฐาน ISO/IEC 27002หลักปฏิบัติสำหรับการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Information ManagementSystem : PIMS)ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้เสริมความแข็งแกร่งของระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการละเมิดความเป็นส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้เสีย พนักงานและลูกค้าขององค์กร

โซไซตี้ : ‘สินิตย์’ ชู Smart Craft ปลดล็อกปัญหาการผลิตงานหัตถศิลป์ไทย มอบ sacit นำเทคโนโลยีมาเสริมทัพในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698825

โซไซตี้ : ‘สินิตย์’ ชู Smart Craft ปลดล็อกปัญหาการผลิตงานหัตถศิลป์ไทย  มอบ sacit นำเทคโนโลยีมาเสริมทัพในยุคดิจิทัล

โซไซตี้ : ‘สินิตย์’ ชู Smart Craft ปลดล็อกปัญหาการผลิตงานหัตถศิลป์ไทย มอบ sacit นำเทคโนโลยีมาเสริมทัพในยุคดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

สินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับนโยบายการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาใช้ในการพัฒนาประเทศ นำเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระบวนการผลิตต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมจึงเป็นโอกาสดีที่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยจะปรับตัวนำเอาเทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่มาใช้ในการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ผลิต ชุมชน และผู้ประกอบการ สามารถผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีความรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น

รมช.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญต่อการสร้างผู้ประกอบการให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ สร้างความแตกต่างยกระดับสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้างเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ตรงกับรสนิยมและการใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบัน กระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้ผลิตเกิดการเรียนรู้และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สามารถต่อยอดมูลค่าทางการขาย สร้างศักยภาพและความยั่งยืนให้กับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ จึงได้มอบหมายให้ sacit หรือ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยของผู้ประกอบการด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยให้ทันกับกระแสโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเป็นส่วนช่วยในการผลิต เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มกระบวนการผลิตมากขึ้น

สินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์

ภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน sacit ได้จัดวาง Role Model โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับงานศิลปหัตถกรรมในพื้นที่ชุมชนหัตถกรรมต่างๆ จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปานซอยบ้านทุ่งกองมู จ.แม่ฮ่องสอน, กลุ่มทอผ้ามัดหมี่โฮลโบราณ จ.สุรินทร์, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองหญ้าปล้องพังโคน จ.สกลนคร, วิสาหกิจชุมชนเครื่องลงยาสีโบราณจ.นนทบุรี, ป้ายอหม้อดิน-เครื่องปั้นดินเผาคลองสระบัวจ.พระนครศรีอยุธยา, บ้านกลองลุงเหลี่ยม-เครื่องดนตรี กลองแขก จ.อ่างทอง, กลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์จักสานคลุ้มบ้านคลองโอน จ.ตราด และกลุ่มกระจูดบ้านทอนอามาน จ.นราธิวาส โดยเชื่อมโยงเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ-การผลิต ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อเข้ามาพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และพัฒนากระบวนการผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยเริ่มจากการลงพื้นที่กลุ่มปานซอยบ้านทุ่งกองมู อ.เมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ทำงานศิลปหัตถกรรม “ต้องลาย-ปานซอย” คือ การนำแผ่นโลหะเช่น สังกะสี หรืออะลูมิเนียมมาตอกและฉลุให้เป็นลวดลายที่วิจิตรงดงาม ส่วนใหญ่นำมาใช้ประดับตกแต่งในส่วนของชายคาและโครงสร้างของหลังคาอาคารตามวัดวาอาราม ศาสนสถานต่างๆ ให้ดูมีความอ่อนช้อยสวยงามมากขึ้น ซึ่งปัญหาที่พบ คือ ใช้เวลาในการผลิตยาวนาน มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การร่างแบบลงบนกระดาษ การตอกกระดาษตามลวดลายที่ร่างไว้นำกระดาษที่ตอกลายมาวางทาบบนแผ่นอะลูมิเนียมหรือสังกะสีและลอกลายลงบนแผ่นอะลูมิเนียม ตอกจุดไข่ปลาตามเทคนิคการต้องลาย-ปานซอย จากนั้นนำไปติดตั้งประดับตกแต่งตามสถานที่ที่กำหนดไว้ เพื่อแก้ปัญหากระบวนการผลิตดังกล่าว sacit จึงได้สร้างนวัตกรรมแม่แบบปานซอยมาตรฐานที่สามารถตอกขึ้นลายได้ในครั้งเดียว ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการลอกลายซ้ำๆให้มีความง่าย จึงทำให้ร่นระยะเวลาในการผลิตให้สั้นลง ผลิตได้มากขึ้น และทันต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบันได้