โซไซตี้ : วว. คว้ารางวัล Thailand Research Expo Award 2022 ผลงาน ‘สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/678989

โซไซตี้ : วว. คว้ารางวัล Thailand Research Expo Award 2022  ผลงาน ‘สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.’

โซไซตี้ : วว. คว้ารางวัล Thailand Research Expo Award 2022 ผลงาน ‘สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.’

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบรางวัลชมเชยจากการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่เด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงส่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ให้แก่ ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในฐานะผู้แทน วว.จากการประกวดผลงานนิทรรศการ ThailandResearch Expo Award 2022 เนื่องในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2565 ซึ่ง วว. นำเสนอผลงาน “สารชีวภัณฑ์ วว. ยกระดับผลผลิตการเกษตร พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วย วทน.” เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ ช่วยป้องกันกำจัดศัตรูพืชทดแทนสารเคมีทางการเกษตร จากการดำเนินงานส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวน 33.3418 ล้านบาท โดยมีผลงานวิจัยพัฒนาที่ วช. คัดสรรมานำเสนอกว่า 700 ผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โอกาสนี้ ดร.ตันติมา กำลัง นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ รับโล่ขอบคุณหน่วยงานสนับสนุนในการร่วมจัดงาน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชัน เซ็นทรัลเวิลด์

ทั้งนี้ วว. ร่วมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนของประเทศ ผ่านการดำเนินงานโดย ICPIM 2 หรือ ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรมอาหาร 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. มีสายการผลิต“สารชีวภัณฑ์” ครอบคลุมตอบโจทย์ทั้งสายการผลิตเชื้อราและแบคทีเรีย ที่เป็นประโยชน์ทั้งระบบการผลิตพืช มีประสิทธิภาพควบคุมศัตรูพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยมีกำลังการผลิตรวมต่อปี 115,000 ลิตรเพื่อการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืน

การดำเนินงานด้านชีวภัณฑ์ของ วว. มีจุดแข็งคือ มีโครงสร้างพื้นฐานโรงงาน ICPIM 2 ที่มีศักยภาพตอบโจทย์ให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย ในการให้บริการครบวงจรทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์ใหม่ๆ ในระดับห้องปฏิบัติการ และทดสอบกระบวนการผลิต ขยายจุลินทรีย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม สามารถผลิตสารชีวภัณฑ์ได้จำนวน3 รูปแบบ คือ หัวเชื้อเหลว หัวเชื้อน้ำและหัวเชื้อผง ในส่วนของบรรจุภัณฑ์มี 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง และใหญ่ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ชีวภัณฑ์ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยพัฒนาถังหมักระดับชุมชนที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกร ผู้ประกอบการ ในการขยายชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานให้เพียงพอกับการใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ “สารชีวภัณฑ์”หรือขอรับบริการจากศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. (ติดต่อ ICPIM 2) ได้ที่ โทร.02-5779016, 02-5779021 โทรสาร 0 25779009E-mail : tistr@tistr.or.th

โซไซตี้ : แถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676115

โซไซตี้ : แถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา  แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โซไซตี้ : แถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
บูรณาการจัดแถลงผลการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2565 ภายใต้แนวคิด ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พลิกโฉมประเทศไทยสู่การเปลี่ยนแปลง : CSLH Thailand Collaboration for Change นำคณะแถลงผลโดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมฯ พร้อมด้วยประธานอนุกรรมการหลักทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย วีระ โรจน์พจนรัตน์ ด้าน
วัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ด้านกีฬา นคร ศิลปอาชา ด้านแรงงาน และ รณภพ ปัทมะดิษ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ณ สุราลัยฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2565

ภายในงานยังมีการเสนอมุมมองแนวทางการปฏิรูปและพัฒนาประเทศในอนาคต ในหัวข้อ Building Human Capital for the Next Chapter of Thailand Development : สานต่อ เดินหน้าพัฒนาคนไทย ร่วมเสวนากับ ถกลเกียรติ วีรวรรณ CEO, The One Enterprise, ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน กรรมการและ
เลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี,ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด และ เรือโทบุญศักดิ์พลสนะ อดีตนักกีฬาแบดมินตัน ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งโอลิมปิก 5 สมัย พร้อมด้วยการร่วมขึ้นเวทีทอล์กเสนอมุมมองชีวิตจากเรื่องราวประสบการณ์จริง สร้างแรงบันดาลใจสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่กล้าตามล่าหาฝัน และรัก(ษ์)ความสวยงามของวัฒนธรรมไทยร่วมสานพลังขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยให้งดงาม โดยสองสาวงามจากเวทีประกวด Miss Universe Thailand 2022 โดย แอนนา เสืองามเอี่ยม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 ร่วมทอล์กในหัวข้อ ใครๆ ก็ทำได้: Everyone can do! ความคิด ความฝัน ผลักดันให้เกิดความสำเร็จ และนิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 และในฐานะอนุกรรมการด้านการปฏิรูปอุตสาหกรรมบันเทิงเพื่อคุณธรรม วัฒนธรรมและสังคมร่วมทอล์กในหัวข้อ “ปลูกฝังการรักในสิ่งที่เราเป็น:In my soul วัฒนธรรมไทย ประเทศไทย หล่อหลอมตัวตนของฉัน” นอกจากนี้ ภายในงานแถลงผลการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยังเปิดให้ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมผลงานและร่วมแสดงพลังขับเคลื่อนประเทศผ่านการแสดงความคิดเห็นเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน สามารถรับชมการถ่ายทอดการแถลงผลการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ย้อนหลังได้ทางช่อง YouTube CRA Chulabhorn Channel ของทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ >> https://youtu.be/0cit7wxkjro

โซไซตี้ : รอบชิงสุดมันส์!! MBK COVER DANCE 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/675930

โซไซตี้ : รอบชิงสุดมันส์!! MBK COVER DANCE 2022

โซไซตี้ : รอบชิงสุดมันส์!! MBK COVER DANCE 2022

วันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชมเพลินเชียร์สนั่นกับการแข่งขันที่ทุกทีมขับเคี่ยวกันแบบจัดเต็มความมันส์ทุกรอบในงานแข่งเต้นโคฟเวอร์แห่งปี MBK COVER DANCE 2022 ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท โดยเฉพาะรอบชิงชนะเลิศ (FINAL) ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ซึ่งผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมต่างปล่อยของแบบไม่มีใครยอมใคร สร้างสรรค์ Stage Performance ในสไตล์ของวงออกมาในธีม Mini Concert สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมจำนวนมากที่มาร่วมเชียร์ โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่
รอบ FINAL มีจำนวน 45 ทีม จากผู้เข้าประกวดกว่า400 ทีม แบ่งเป็นรุ่น Junior และ Teen

สำหรับกิจกรรม MBK COVER DANCE 2022 ถือเป็นเวทีการแข่งขัน Cover Dance ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จัดโดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ บริษัท แฮนด์ซั่ม เอนเตอร์เทนเม้นท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดงาน COVER DANCE ติดต่อกันมาทุกปี สนับสนุนพื้นที่และเปิดกว้างทางความคิดสร้างสรรค์ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยในรอบชิงชนะเลิศนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมชมการแข่งขันเพื่อให้กำลังใจกับทุกๆ ทีม และมอบรางวัลให้กับบรรดาทีมที่ชนะการแข่งขันในประเภทต่างๆ นำโดย วิศาล สิปิยารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายบริหารพื้นที่เช่าและผู้เช่าสัมพันธ์ พร้อมด้วยคีตวัฒน์ ต้องเคียน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดิจิตอล บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังมีกฤติมุก จันทร์ชื่น หรือ เจลเลอร์ สมาชิกบอยกรุ๊ปมาแรงวง LAZ1 ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการและร่วมมอบรางวัลบนเวทีอีกด้วย

ผลการแข่งขันรางวัลชนะเลิศรุ่น Teen ประเภท Boy Band ได้แก่ทีม Killusion ประเภท Girl Group ได้แก่ทีม Krush – T รางวัลชนะเลิศรุ่น Junior ประเภท Boy Band ได้แก่ทีม UFO ประเภท Girl Group ได้แก่ Rookies Girls

กฤษพล ยะราช หัวหน้าทีม Krush-T เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ในทีม เผยความรู้สึกถึงรางวัลชนะเลิศที่ได้รับว่า “รู้สึกดีครับ หายเหนื่อย คุ้มกับความเหนื่อย พวกเราซ้อมกันร่วมเดือน โดยตีโจทย์มินิ คอนเสิร์ตในธีม Back to the 90s ให้ความสำคัญตั้งแต่เพลง การแต่งตัว ความพร้อมเพรียงกัน ทำให้โชว์ออกมาสนุก คนดูมีส่วนร่วมไปกับโชว์ ขอบคุณเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ที่จัดงานนี้ขึ้นมา เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาแข่งและเจอกับเพื่อนใหม่ๆได้ประสบการณ์ที่ดีครับ”

วงศธร น้อยสีลา สมาชิกทีม Killusion เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ในทีม เปิดเผยความรู้สึกว่า “เพื่อนๆ ในทีมดีใจ ตอนประกาศผลเรียกชื่อทีมทุกคนตกใจ ดีใจมากๆ เพราะทุกคนทำเต็มที่ ปีก่อนๆ ก็มาแข่งผ่านมาถึงรอบลึกๆ ครั้งนี้ชนะเลิศ ปีนี้ตั้งใจทำมินิคอนเสิร์ตที่แตกต่างจากปีก่อน ถ่ายทอดความเป็นตัวเอง ใช้เวลาฝึกซ้อมกันทุกอาทิตย์ ถึงไม่มีงานแข่งก็ซ้อมกันมาเรื่อยๆ สำหรับงาน MBK COVER DANCE 2022 ถือเป็นงานใหญ่ งาน Cover ประจำปีที่ทีมอันดับต้นๆ มาลงแข่งกันเป็นเวทีที่ทุกคนอยากจะลงแข่ง ถือเป็นความท้าทายของทีม และเปิดโอกาสให้คนรู้จักทีมเรา ขอบคุณเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์มากๆ ครับ ที่เปิดโอกาสให้พวกเราที่มีความชื่นชอบในการเต้นได้มีพื้นที่ในการแข่งขัน และยังมีห้องซ้อมเต้น สนับสนุนเยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์”

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK CENTER) ศูนย์กลางการใช้ชีวิตคูลๆ แหล่งรวมความพิเศษเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ และเตรียมพบประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามกิจกรรมที่น่าสนใจ ร้านค้าเปิดใหม่ และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.mbk-center.co.th และ www.facebook.com/mbkcenterth

โซไซตี้ : ‘ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่อง’ ซีซั่น 3 นำซองผลิตภัณฑ์กาแฟ และขยะพลาสติก สร้างถนนสีเขียวหมายเลข 3 ให้อุทยานแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674599

โซไซตี้ : ‘ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่อง’ ซีซั่น 3 นำซองผลิตภัณฑ์กาแฟ  และขยะพลาสติก สร้างถนนสีเขียวหมายเลข 3 ให้อุทยานแห่งชาติ

โซไซตี้ : ‘ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่อง’ ซีซั่น 3 นำซองผลิตภัณฑ์กาแฟ และขยะพลาสติก สร้างถนนสีเขียวหมายเลข 3 ให้อุทยานแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กาแฟเขาช่อง แบรนด์กาแฟไทยเจ้าแรกที่ก้าวมาเป็นผู้นำตลาดด้านการรณรงค์ลดใช้พลาสติกและนำพลาสติกมาสร้างให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารงานของ ดร.อริยา จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหารรุ่นใหม่แห่งกาแฟเขาช่องที่มีความมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดแคมเปญ“ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่อง” โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นซีซั่นที่ 3ภายใต้แนวคิด “ท้า กล้า แลก” UPCYCLING FIGHT OUT หวังปลุกกระแสอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนหันมาใส่ใจปัญหาขยะพลาสติก และเป็นไอเดียการนำพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำหรือสร้างสรรค์แปรรูปมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขยะสะสมเป็นมลพิษระยะยาวในชุมชน

แคมเปญ “ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่อง”ในซีซั่น 1 และซีซั่น 2 ได้นำซองผลิตภัณฑ์กาแฟเขาช่องและขยะพลาสติกจากทั่วประเทศ ที่ประชาชนส่งเข้ามาร่วมกิจกรรม ไป UPCYCLING เป็นพื้นที่กิจกรรมและถนนสีเขียว มอบให้อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ พื้นที่กว่า 6,000ตารางเมตร ใช้ขยะพลาสติกรวม 10,270 กิโลกรัม และ มอบให้อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่กว่า 9,280 ตารางเมตร ใช้ขยะพลาสติก รวม 11,872 กิโลกรัม

ดร.อริยา จิระเลิศพงษ์เผยว่าใน “ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่อง” ซีซั่น 3 นี้ กาแฟเขาช่องเราได้สนับสนุนโครงการ GREEN ROAD ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของ ผศ.ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ ให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมและคัดแยกขยะพลาสติกชนิดต่างๆก่อนนำไป UPCYCLINGแปรรูปพลาสติกเป็นอิฐบล็อกและนำไปปูพื้นลานกิจกรรมและสร้างถนนสีเขียว หมายเลข 3 ให้อุทยานแห่งชาติในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน และนอกกิจกรรมส่งขยะพลาสติกมาร่วมสร้างถนนสีเขียว หมายเลข 3แล้ว ในปีนี้ เรายังมีเซอร์ไพรส์ด้วยกิจกรรมความสนุกและความท้าทายร่วมกับกลุ่มศิลปินไอดอลรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับภารกิจ UPCYCLING แปรรูปขยะพลาสติกเป็นสิ่งของที่เป็นประโยชน์มอบให้ชุมชนอีกด้วย แต่ศิลปินจะเป็นใคร ลงพื้นที่ทำภารกิจที่ไหน ทำถนนสีเขียว หมายเลข 3 ที่จังหวัดอะไร ขอให้รอติดตามชมเร็วๆ นี้ค่ะ”

ติดตามกิจกรรม “ท้าไม่ทิ้งกับกาแฟเขาช่องซีซั่น 3” และ กิจกรรมต่างๆ ของกาแฟเขาช่อง ได้ทางFanpage : Khao Shong Coffee Thailand

ดร.อริยา จิระเลิศพงษ์

ดร.อริยา จิระเลิศพงษ์

UPCYCLING แปรรูปพลาสติกเป็นอิฐบล็อก นำไปปูพื้นลานกิจกรรมและสร้างถนนสีเขียว

UPCYCLING แปรรูปพลาสติกเป็นอิฐบล็อก นำไปปูพื้นลานกิจกรรมและสร้างถนนสีเขียว

อิฐบล็อกรูปแมว

อิฐบล็อกรูปแมว

โซไซตี้ : บทบาท ‘การทูตสาธารณะ’ ต่อการสื่อสารภาพลักษณ์ไทย สู่สายตาประชาคมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673147

โซไซตี้ : บทบาท ‘การทูตสาธารณะ’  ต่อการสื่อสารภาพลักษณ์ไทย สู่สายตาประชาคมโลก

โซไซตี้ : บทบาท ‘การทูตสาธารณะ’ ต่อการสื่อสารภาพลักษณ์ไทย สู่สายตาประชาคมโลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และ ธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย ร่วมแถลงข่าวโครงการรางวัลการทูตสาธารณะประจำปี 2565 (Public Diplomacy Award 2022)

หากจะพูดถึงภารกิจการทำหน้าที่ “การทูต” (Diplomacy) หลายคนคงทราบดีว่าเป็นการทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลและระดับประเทศในภาพกว้าง มีการดำเนินงานโดยภาครัฐ และเป็นบุคคลที่รัฐแต่งตั้งให้ดำเนินกิจการทางการทูตกับรัฐอื่น หรือองค์การระหว่างประเทศ โดยหน้าที่หลักของนักการทูต คือ การเป็นผู้แทนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศผ่านการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ เช่น การเจรจา การแสดงท่าทีของรัฐบาล การเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศ ผ่านการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น ขณะเดียวกัน ในอีกมิติหนึ่งของการดำเนินงานด้านการทูต ที่เรียกว่า “การทูตสาธารณะ” (Public Diplomacy) ซึ่งหมายถึง งานการทูตที่สามารถดำเนินโดยภาครัฐและบุคคล กลุ่มบุคคลทั่วไปที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ไปยังระดับประชาชนชาวต่างประเทศโดยตรงในอันที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงสร้างเกียรติภูมิ ภาพลักษณ์ ความนิยม การยอมรับ ให้แก่ประเทศไทย คนไทย และความเป็นไทย ขอเน้นว่าเป็นการดำเนินการที่มุ่งเน้นไปยังประชาชนชาวต่างประเทศซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก

การทูตสาธารณะ มีหลายหน่วยงานในกระทรวงต่างประเทศที่เป็นเจ้าภาพ เช่น กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ, กรมสารนิเทศ และอีกหนึ่งหน่วยงานที่กระทรวง
การต่างประเทศก่อตั้งขึ้น ได้แก่ มูลนิธิไทย (Thailand Foundation)ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีลักษณะเป็นองค์กรร่วมภาครัฐและเอกชน ทำหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและไมตรีจิตระหว่างชาวไทยและนานาชาติ

มูลนิธิไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นเวลา 15 ปี โดยแนวคิดของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องการให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านทูตสาธารณะโดยเฉพาะ มูลนิธิไทยจะทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความเป็นไทยและคุณค่าความเป็นไทย ผ่านเสาหลัก 4 ประการ ประกอบด้วย ประการแรก ได้แก่ การเผยแพร่มรดกและวัฒนธรรมของไทย ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะวัฒนธรรมไทยเก่าแก่ แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน เช่น ภาพยนตร์ ละคร เพลง เป็นต้น โดยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ประการที่ 2 คือโครงการศึกษาความเป็นไทยและโครงการแลกเปลี่ยน เพื่อส่งเสริมด้านความสัมพันธ์การเรียนรู้ระหว่างประเทศ โดยการชักชวนชาวต่างชาติที่เป็นเยาวชนกลุ่มประเทศเป้าหมายให้มาเยือนประเทศไทย รวมถึงจัดการอบรมคณะทูตหรือนักธุรกิจที่เริ่มมาตั้งถิ่นฐานหรือทำงานในประเทศไทย ให้รับรู้ถึงความเป็นไทย และมีการอบรมนักเรียนไทยที่จะไปร่วมในโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิหลังและจุดเด่นของไทย เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถเผยแพร่และรับบทบาทการเป็นทูตสาธารณะให้กับประเทศไทยได้ด้วย อีกทั้งยังมีการอบรมเกี่ยวกับอัตลักษณ์ไทยให้แก่นักเรียนและนักศึกษาจากต่างประเทศที่เข้ามาตามโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ ด้วยประการที่ 3 การสอนภาษาไทย ผลิตสื่อการสอนออนไลน์ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยนเรศวร สอนภาษาไทยผ่านการใช้ 13 ภาษาในการสอนเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนของชาวต่างชาติและส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทย เปิดให้เรียนฟรี คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2565ประการที่ 4 ด้านสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและการทำสมาธิ โดยนำเสนอคำสอนในศาสนาและความเชื่อที่คนไทยศรัทธายึดเหนี่ยว เริ่มจากศาสนาพุทธ ที่คนไทยร้อยละ 90 นับถือ ซึ่งจะมีการบรรจุข้อมูลเป็นองค์ประกอบสำคัญ หลักธรรมคำสอน ที่นำมาตีความและประยุกต์ใช้ให้เข้ากับปัจจุบัน เพื่อช่วยในการแก้ปัญหา เช่นเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า นอกจากนี้จะมีการแนะนำเรื่องการทำสมาธิ โดยใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารทั้งหมด

ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อการทูตสาธารณะที่ผูกสัมพันธ์ไปยังประชาชนชาวต่างชาติ เพื่อก่อให้เกิดความรู้จัก ความเข้าใจ ความนิยม ที่ยุคนี้เรารู้จักกันในความหมายของ “แฟนคลับ” (Fan Club) เพื่อก่อให้เกิดความชื่นชอบในความเป็นไทย ท่ามกลางการสื่อสารข้อมูลในยุคที่ไร้พรมแดน จึงต้องมีการปรับใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ และให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายในทุกระดับในยุคปัจจุบัน จึงก่อให้เกิดผู้มีบทบาทด้านการต่างประเทศมากมายซึ่งจะไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคลากรภาครัฐเท่านั้น การดำเนินงานด้านการต่างประเทศจึงมีความหลากหลายเป็นที่มาของโครงการรางวัลการทูตสาธารณะ ที่กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยจะมอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2565 (Public Diplomacy Award 2022) จำนวน 1 รางวัล ให้แก่บุคคล กลุ่มบุคคลทั่วไปหรือองค์กร ที่ได้ไปดำเนินกิจกรรมในเชิงการทูตสาธารณะในต่างประเทศ

สำหรับรางวัลการทูตสาธารณะจะมอบให้แก่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทย นำเสนอในแง่มุมต่างๆ ทั้งในด้านสาธารณะ มนุษยธรรม การสาธารณสุขด้านวัฒนธรรม นวัตกรรม กีฬา เป็นต้น โดยเป็นผู้ที่มีการสร้างการรับรู้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและประเด็นสาธารณะที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลก รวมทั้งเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของผู้ได้รับรางวัล ให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับบุคคลหรือองค์กรอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้โครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนทั่วไปในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานการทูตสาธารณะ และเพื่อสร้างการรับรู้ต่อบทบาทของมูลนิธิไทยในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายทูตสาธารณะของไทยอีกทางหนึ่งด้วย ผู้ที่ได้รับคัดเลือกว่าเหมาะสมกับรางวัล “การทูตสาธารณะ” คนแรกของประเทศไทย จะได้รับเงินรางวัล, ประกาศนียบัตรเกียรติคุณและการแต่งตั้งให้เป็น“Goodwill Ambassador forPublic Diplomacy” เป็นเวลา 1 ปี, ถ้วยรางวัล (Trophy) ที่มีการจารึกชื่อผู้ได้รับรางวัล และยังได้รับการจารึกชื่อผู้ได้รับรางวัล ณ กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา โดยจะประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัลในเดือนตุลาคม 2565

ทั้งนี้ ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า การทูตสาธารณะถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงต่างประเทศ ที่มีเป้าหมายในการเสริมสร้างเกียรติภูมิและบทบาทของไทยในประชาคมโลก

ทางด้าน ธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย กล่าวว่า การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เป็นการดำเนินการเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีไปยังประชาชนในต่างประเทศโดยเฉพาะ เพื่อให้เขามีความเข้าใจประเทศไทย คนไทยและความเป็นไทยดีขึ้น เกิดเป็นความนิยม ชื่นชม หรือเรียกว่าการสร้าง “แฟนคลับ” ให้กับประเทศไทย คนไทย และความเป็นไทยนั่นเอง

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย ตั้งใจจัดทำขึ้น เพื่อเชิดชูเกียรติให้กับบุคคลหรือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ความเป็นไทยโดยไม่หวังผลประโยชน์ ทำให้ประเทศไทยเป็นที่นิยม สร้างความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดีสู่สายตาของนานาประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทั่วไปสนใจเกี่ยวกับการทูตสาธารณะและสร้างสรรค์กิจกรรมการทูตสาธารณะต่อไปในอนาคต สามารถดูรายละเอียดคุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมหรือเข้าข่ายการรับรางวัลวิธีการเสนอชื่อผู้รับรางวัลและรายละเอียดอื่นๆ ได้ที่ www.thailandfoundation.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิไทย 02-2035000 ต่อ 11031 ในเวลาราชการ

ธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย

ธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย

โซไซตี้ : กลุ่มบริษัทบีทีเอส จัดพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670045

โซไซตี้ : กลุ่มบริษัทบีทีเอส จัดพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 กลุ่มบริษัทบีทีเอสได้จัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทบีทีเอส เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทฯ กวิน กาญจนพาสน์, ดร.อาณัติ อาภาภิรม,รังสิน กฤตลักษณ์, สุรพงษ์เลาหะอัญญา, คง ชิ เคือง, มารุต อรรถไกวัลวที,พล.ต.ต.วราห์ เอี่ยมมงคล พร้อมพนักงานกลุ่มบริษัทฯเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ บริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ

โซไซตี้ : วว. จับมือพันธมิตร จัดงาน ‘ปลูกป่า ปลูกเห็ด’ สนับสนุนเกษตรกรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/669903

โซไซตี้ : วว. จับมือพันธมิตร จัดงาน ‘ปลูกป่า ปลูกเห็ด’  สนับสนุนเกษตรกรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานเปิดงาน “ปลูกป่า ปลูกเห็ด”ซึ่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเครือข่ายพันธมิตร จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติตำบลแม่ทราย อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วย การบรรยายเรื่อง เทคโนโลยีการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซา การเสวนาเรื่อง การปลูกป่า ปลูกเห็ด โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและผู้แทนเกษตรกร รวมทั้งการเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซาและแปลงสาธิตต้นแบบเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตับเต่า เห็ดเผาะและเห็ดเศรษฐกิจ

สายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซา (เห็ดตับเต่า เห็ดเผาะ เห็ดระโงก) และเห็ดตีนแรดเพื่อสร้างต้นแบบสวนป่าสวนเห็ดครัวเรือนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน (ปีที่ 1) และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเห็ดป่าไมคอร์ไรซาในสภาพพื้นที่ป่าและการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดระโงกในสภาพพื้นที่ไร่แบบธรรมชาติ(ปีที่ 2) ซึ่ง วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดยได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดแพร่-น่าน ซึ่งได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดีในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดการชะล้างพังทลายของดินบนพื้นที่ลาดชัน ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้สำหรับการจัดงานปลูกป่าปลูกเห็ดในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของการขับเคลื่อนงานภายใต้โครงการฯ เพื่อนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้สนใจได้เรียนรู้เทคโนโลยีและร่วมฝึกปฏิบัติการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซา

“วว. ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยได้ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตพืชผลทางการเกษตร ซึ่งมีบทบาทในการสร้างงาน สร้างรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่เป้าหมายให้ดีขึ้น ผ่านการสร้างอาชีพโดยการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาที่มีการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียว พร้อมทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงวิถีชีวิตพื้นถิ่นบนฐานธรรมชาติและฐานวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน วว.และ สวก. จึงได้ดำเนินโครงการการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาฯ และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเห็ดป่าไมคอร์ไรซาในสภาพพื้นที่ป่าและการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดระโงกในสภาพพื้นที่ไร่แบบธรรมชาติฯ เพื่อขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยเดิมและเทคโนโลยีการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซา แบบไม่ต้องอาศัยโรงเรือนไปสู่แปลงสาธิตต้นแบบในพื้นที่เป้าหมาย และนำองค์ความรู้ที่ได้ศึกษามาไปต่อยอดในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเห็ดป่าไมคอร์ไรซาในสภาพพื้นที่ป่า การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดระโงกในสภาพพื้นที่ไร่แบบธรรมชาติ พร้อมทั้งสร้างแปลงสาธิตต้นแบบในพื้นที่ และสร้างเกษตรกรต้นแบบผู้ผลิตเห็ดป่าไมคอร์ไรซา ในปีที่ 2 ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่านเพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในปีต่อๆ ไป” สายันต์ ตันพานิช กล่าว

โซไซตี้ : ฉลองปรากฏการณ์กาแฟพรีเมียม ในโมเมนต์สุดพิเศษกับแจ็คสัน หวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668700

โซไซตี้ : ฉลองปรากฏการณ์กาแฟพรีเมียม  ในโมเมนต์สุดพิเศษกับแจ็คสัน หวัง

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ที่สุดของกาแฟผงละเอียดสีทองระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งของประเทศไทยจากบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ที่สุดของโมเมนต์แห่งการดื่มด่ำกาแฟระดับพรีเมียมครั้งแรกในไทย ด้วยการเปิดตัวศิลปินระดับโลกแจ็คสัน หวัง ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อย่างเป็นทางการ โดยมี วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า นำทีมสร้างปรากฏการณ์ที่สุดของโมเมนต์แห่งการดื่มด่ำกาแฟระดับพรีเมียมครั้งแรกในไทย ร่วมด้วย โจโจ้ เดลาครูซ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่(ไทย) จำกัด, ศรีประภา จิงประเสริฐสุข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, ชวพร เลาหพงศ์ชนะ,ชวนล ไคสิริ,ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก และ ภูวนาท คุนผลิน พร้อมด้วยแฟนๆ และคนรักกาแฟร่วมงานเปิดตัวอย่างคับคั่งที่ริเวอร์ปาร์ค ไอคอนสยาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Finest Moment with Jackson Wang” ค่ำคืนสุดประทับใจกับประสบการณ์เหนือระดับของที่สุดของกาแฟผงละเอียดสีทองคุณภาพ

แจ็คสัน หวัง หรือ “พี่แจ็ค” กล่าวว่า “ยินดีและเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับเนสกาแฟ โกลด์เครมมา เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบในการดื่มกาแฟดีใจและอยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเนสกาแฟเห็นว่าผมคู่ควรกับการเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดในเนสกาแฟ โกลด์ เครมมาก็คือ รสชาติที่ดีเยี่ยม” นอกจากนี้ พี่แจ็คยังบอกอากาเซ่อีกว่า ดีใจที่ทุกคนออกมาสนับสนุนเขาและเนสกาแฟ โกลด์ เครมมา และอยากให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ปลอดภัย

ที่สุดของการโคจรมาพบกันครั้งนี้ เริ่มต้นจากการที่เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ต้องการให้คนรักกาแฟชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มด่ำที่สุดของกาแฟที่พิเศษยิ่งกว่าในทุกช่วงเวลา ซึ่งแจ็คสันได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยความเป็น The Finest Man ในทุกๆ ด้าน จึงทำให้เขามอบประสบการณ์กาแฟระดับพรีเมียมให้คนไทยได้อย่างลงตัวในฐานะศิลปินระดับโลก แจ็คสันมีความเชื่อและมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ซึ่งเห็นได้จากความสำเร็จของเขาในด้านต่างๆ ด้วยความสำเร็จมากมายและเสน่ห์ที่ดึงดูดใจผู้คนของแจ็คสัน ทำให้เขาสะท้อนภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมของการเป็น “The Finest Man” อย่างลงตัว เช่นเดียวกับเนสกาแฟ โกลด์ เครมมาที่ใส่ใจทุกรายละเอียดในการรังสรรค์ทุกขั้นตอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ตั้งแต่การคัดสรรเมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพ ไปจนถึงการคั่วและบดละเอียดกว่ากาแฟผงทั่วไปถึง 10 เท่า จนเป็นที่สุดของกาแฟผงละเอียดสีทอง เพื่อให้ได้ชั้นเครมมาที่นุ่มละมุนบนผิวกาแฟ อันเป็นสัญลักษณ์ของกาแฟคั่วบดละเอียดชงสดคุณภาพสูง จึงเป็น “TheFinest Coffee” มอบช่วงเวลาสุดพิเศษด้วยกลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติกาแฟพรีเมียมที่ดีเยี่ยม

ดื่มด่ำโมเมนต์สุดพิเศษของคุณกับเนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ที่มีให้เลือก 2 สูตร ได้แก่ เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา สูตรอินเทนซ์ กาแฟผงละเอียดสีทองที่ให้รสเข้มและกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟอาราบิก้า เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟรสชาติเข้มข้น สามารถชงได้หลากหลายเมนู และเนสกาแฟ โกลด์ เครมมา สูตรสมูทหอมนุ่มละมุน เหมาะสำหรับคนรักกาแฟรสนุ่มและกาแฟดำ มีจำหน่ายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อชั้นนำ ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ และทางร้านค้าออนไลน์

โซไซตี้ : เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) รวมอาหารขึ้นชื่อ แหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมประเพณีของปทุมธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667157

โซไซตี้ : เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism)  รวมอาหารขึ้นชื่อ แหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมประเพณีของปทุมธานี

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เตรียมจัดงานใหญ่ เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) จังหวัดปทุมธานี รวบรวมไว้ทั้งอาหารนานาชนิดที่ขึ้นชื่อ แหล่งท่องเที่ยว และวัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดปทุมธานี ภายในงานเดียว ทั้งอาหารดั้งเดิมของชนชาติไทย มอญ อิสลาม จีน อาหารพื้นบ้าน อาหาร Street Food ฯลฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวภายในประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19ระบาดผ่อนคลายลง และเตรียมพร้อมเปิดเมืองให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ระหว่างวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2565 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดปทุมธานี (หลังเดิม)

โดย ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า “นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถสร้างประสบการณ์ทางการท่องเที่ยว และมีความสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดนักท่องเที่ยวในอนาคต โดยเป็นสินค้าและบริการที่มีโอกาสและศักยภาพสูง อันนำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารร่วมกับการพัฒนากรรมวิธีการผลิตของภาคเกษตรมุ่งเน้นประสบการณ์สัมผัสบรรยากาศและวัฒนธรรมท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอาหารเพื่อสุขภาพ”

จังหวัดปทุมธานี เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปริมณฑลติดกับกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีศักยภาพความหลากหลายของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศมีการผสมผสานกันทั้งการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรม เชิงเกษตรและวิถีชีวิตพื้นถิ่นที่เรียบง่าย ตลอดจนมีประเพณี วัฒนธรรม และอาหารการกินที่ผสมผสานเป็นเอกลักษณ์ของหลากหลายชาติพันธุ์ และจากคำขวัญของจังหวัดปทุมธานีที่กล่าวว่า “ถิ่นบัวหลวง เมืองรวงข้าว เชื้อชาวมอญนครธรรมะ พระตำหนักรวมใจ สดใสเจ้าพระยา ก้าวหน้าอุตสาหกรรม” ซึ่งข้าวและบัวยังมีความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดและมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบสานต่อคนรุ่นหลังจังหวัดปทุมธานี โดย สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี จัดงานนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวภายในประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบาดผ่อนคลายลง และเตรียมพร้อมเปิดเมืองให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Local Economy) การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจรายสาขารายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งการจัดงานครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี พ.ศ. 2563 ผู้ประกอบการร้านอาหาร/ชุมชน มีรายได้หมุนเวียนจากการจัดงานมูลค่า 4,525,925 บาท และมียอดผู้เข้าชมงานและจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาการจัดงาน จำนวน 42,755 คน

“ภายในงานรวบรวมทั้งอาหารนานาชนิดที่ขึ้นชื่อ แหล่งท่องเที่ยว และวัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดปทุมธานี ภายในงานเดียวทั้งอาหารดั้งเดิมของชนชาติไทย มอญ อิสลาม จีน อาหารพื้นบ้าน อาหาร Street Food อาทิ ข้าวแช่มอญเมืองปทุมธานี กุ้งแม่น้ำ ก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ด ข้าวเกรียบมอญโบราณ หมูทุบเมืองปทุม ปลาดุกแดดเดียว ขนมเบื้องมอญโบราณ เป็นต้น” ณรงค์ศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้จากข้อมูลการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานีปี พ.ศ. 2564 (เดือน มกราคม-ธันวาคม 2564)มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี จำนวน 426,693 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นเงิน504 ล้านบาท สำหรับปี พ.ศ. 2565 (เดือน มกราคม-เมษายน 2565) มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี จำนวน 483,759 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นเงิน 629 ล้านบาท ซึ่งพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้นจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาทั้งปี คาดการณ์ว่าจังหวัดปทุมธานีจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง2 ล้านคน ได้ภายในสิ้นปี 2565 นี้ เทียบเท่า ปี พ.ศ.2562 ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจะสามารถสร้างรายได้ให้จังหวัดปทุมธานีอย่างมาก

โซไซตี้ : สหพัฒน์ รวมพลังประสานความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าโครงการ ‘สถานีขยะล่องหน รวมพลังชุมชน คุ้งบางกะเจ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/666999

โซไซตี้ : สหพัฒน์ รวมพลังประสานความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตร  เดินหน้าโครงการ ‘สถานีขยะล่องหน รวมพลังชุมชน คุ้งบางกะเจ้า’

วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สหพัฒน์ รวมพลังเครือข่ายพันธมิตรเดินหน้าโครงการ “สถานีขยะล่องหน รวมพลังชุมชนคุ้งบางกะเจ้า” ปีที่ 2 ปรับมุมมองแนวคิดการบริหารจัดการขยะไปยังกลุ่มเยาวชนในโรงเรียน 11 แห่งรอบคุ้งบางกะเจ้า รวมทั้งชุมชนและหน่วยงานร้านค้าโดยรอบพื้นที่ รณรงค์ให้เยาวชนและคนในชุมชนนำขยะมาแลกสิ่งของอุปโภค-บริโภค ผ่าน “แคมเปญเก็บแยก แลก เร๊ววว” พร้อมนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดขยายสู่คนในครอบครัว สอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหพัฒน์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในมิติของสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy

ผาสุข รักษาวงศ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC เปิดเผยว่า สหพัฒน์ ร่วมเดินหน้าโครงการ“สถานีขยะล่องหน รวมพลังมหาชุมชน คุ้งบางกะเจ้า”ปีที่ 2 รวมพลังความร่วมมือของภาคธุรกิจภาคสังคม และภาคชุมชน มุ่งสร้างการตระหนักรู้ในเรื่องการบริหารจัดการขยะ ดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยเหลือชุมชนในช่วงโควิด-19 ณ บริเวณคุ้งบางกะเจ้า ซึ่งในปีนี้ได้มีการขยายเครือข่ายการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดยมี บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) (OSP) บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เข้ามาร่วมสนับสนุนให้การดำเนินโครงการมีความเข้มแข็งมากขึ้น จากเดิมที่ได้นำร่องโครงการ โดยร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และวัดจากแดงในปีที่ผ่านมา

“สำหรับการดำเนินโครงการปีที่ 2 นี้จะขยายการสนับสนุนสินค้าอุปโภค-บริโภคแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่นำขยะมาส่งให้กับสถานีขยะล่องหน จากเดิมที่มุ่งเน้นกลุ่มประชาชนเป็นหลักโดยสหพัฒน์จะเป็นแกนนำในการสร้างการตระหนักรู้เน้นการสร้างจิตสำนึกให้ความรู้ความเข้าใจการจัดการขยะ ผ่าน “แคมเปญ เก็บแยก แลก เร๊ววว” รณรงค์ให้คนในชุมชนนำขยะมาแลกสิ่งของอุปโภคบริโภค ปรับมุมมองแนวคิดการบริหารจัดการขยะไปยังกลุ่มเยาวชนในโรงเรียน 11 แห่งรอบคุ้งบางกะเจ้าครอบคลุมนักเรียน 1,000 คน รวมทั้งชุมชนและหน่วยงานร้านค้าโดยรอบพื้นที่ ให้เกิดการตระหนักรู้ว่าขยะไม่ใช่ขยะ ไม่มีอะไรเป็นขยะ ส่งเสริมให้เห็นมูลค่าของขยะมากขึ้น และรู้ว่าขยะทุกประเภทมีทางไปและรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ พร้อมนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดขยายสู่คนในครอบครัวต่อไปสอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหพัฒน์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในมิติของสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy” ผาสุข กล่าว

นอกจากนี้ สหพัฒน์ยังช่วยส่งเสริมแนวคิดการทำงานสถานีขยะล่องหน โดยนำองค์ความรู้จาก “โครงการสหพัฒน์ให้น้อง” ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการมุ่งปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักการคัดแยกขยะเพื่อร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม โดยจะนำองค์ความรู้ต่างๆ มาต่อยอดและส่งเสริมแนวคิดการทำงานสถานีขยะล่องหน เน้นการปลูกฝังให้ชุมชนเรียนรู้การคัดแยกขยะได้อย่างถูกต้อง การนำขยะเหลือทิ้งมาDIY เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การกำจัดขยะอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ดี สำหรับผลการดำเนินโครงการ “สถานีขยะล่องหน รวมพลังมหาชุมชน คุ้งบางกะเจ้า” ในปีแรกทำให้เกิดการแยกขยะ4,770 กิโลกรัม ช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟรุตปริ้น4,093.86 CO2e หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 455 ต้น นับเป็นการช่วยเหลือคนในชุมชน พร้อมกับส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค สร้างความร่วมมือในชุมชนตระหนักรู้เรื่องการแยกขยะและสิ่งแวดล้อม เกิดการช่วยเหลือชุมชนด้านค่าครองชีพ จากสินค้าอุปโภค-บริโภคจากการแลกขยะ เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน มาม่าเป็นต้น โดยขยะทั้งหมดนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการแปรรูปเพื่อก่อสร้างอาคารพระไตรปิฎกอีกด้วย