โซไซตี้ : กรมการพัฒนาชุมชน ยกทัพสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพดี ในงาน ‘ขายดีมาร์เก็ต’ เดินหน้าต้อนรับการเปิดประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665683

โซไซตี้ : กรมการพัฒนาชุมชน ยกทัพสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพดี  ในงาน ‘ขายดีมาร์เก็ต’ เดินหน้าต้อนรับการเปิดประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ประเภทของใช้ ของตกแต่งของที่ระลึก พร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพดีให้ลูกค้าคนเมืองได้ช้อปอย่างจุใจ ในงาน“ขายดีมาร์เก็ต” เมื่อวันที่ 1-3 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G

สุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยถึงความสำเร็จของการดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) ให้มีคุณภาพมาตรฐาน กิจกรรมที่ 1 พัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ประเภทของใช้ของตกแต่งของที่ระลึกว่ากรมการพัฒนาชุมชนมีความคาดหวังในการสนับสนุน ส่งเสริมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างให้เป็นผลิตภัณฑ์โดยนำแนวความคิด องค์ความรู้ที่สร้างสรรค์ใหม่ๆมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ของชุมชน มีการสร้างเรื่องราว การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น มีขีดความสามารถและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์OTOP ให้มีศักยภาพทางการตลาดเพิ่มขึ้น เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งการดำเนินโครงการในครั้งนี้มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 359 ผลิตภัณฑ์

“ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชน มีจำนวน 173,835 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ยังไม่สวยงามโดดเด่น ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยังขาดองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กรมการพัฒนาชุมชนได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม D
ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 จากผลการดำเนินงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) ที่ผ่านมา มีผลการดำเนินงานที่เป็น
รูปธรรม การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการและชุมชน ตลอดจนการเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในยุค 4.0 สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวต่อว่า การจัดงาน “ขายดีมาร์เก็ต” ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการโดยกรมการพัฒนาชุมชนได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโอท็อป ประเภทของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 35 ผลิตภัณฑ์ จาก 359 ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศ และได้รับคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการพัฒนาซึ่งจะเป็นการพัฒนาอย่างครบวงจรตั้งแต่กระบวนการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์จำนวนอย่างละ 3 แบบ การอบรมให้ความรู้กับผู้ผลิตผู้ประกอบการ ยึดหลักการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตอบโจทย์และตรงใจกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน ตลอดจนการส่งเสริมการขายทั้งตลาดออฟไลน์และออนไลน์เพื่อขยายฐานลูกค้าให้สามารถเข้าถึงได้ทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์โดดเด่น มีโอกาสเข้าสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ซึ่งผ่านกระบวนการดำเนินการของโครงการตามเกณฑ์กำหนด เราได้นำมาจัดกิจกรรมทดสอบตลาด ในงาน “ขายดีมาร์เก็ต” นี้ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการได้พูดคุย เจรจา พบปะกับผู้ซื้อโดยตรง มีการซื้อขายและแลกเปลี่ยนมุมมองความต้องการที่แท้จริงจากกลุ่มผู้ซื้อสินค้าโดยตรง เพื่อนำไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพตรงใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ภายในงานยังได้มีการมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวด“QD PERFECT” จำนวน 5 รางวัล โดยคัดเลือกมาจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดในยุคปัจจุบัน มีกำลังการผลิตที่สามารถส่งเสริมให้จัดจำหน่ายกับแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิKING POWER, CP ALL และไอคอนสยามอีกด้วย

โซไซตี้ : มูลนิธิ ทีนเวิรคส์ ร่วมกับกรมป่าไม้ จัดโครงการ ทีนทรีส์ อาสาปลูกป่า ลดโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664252

โซไซตี้ : มูลนิธิ ทีนเวิรคส์ ร่วมกับกรมป่าไม้  จัดโครงการ ทีนทรีส์ อาสาปลูกป่า ลดโลกร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิ ทีนเวิรคส์ ร่วมทำความดี นำโดย เจส กาญจนพาสน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ พร้อมด้วยประธานมูลนิธิ และกรรมการ จอยซลินกาญจนพาสน์, ชาร์ลีน เลิศพิสิฐกุล, เนลสันเหลียง, เชียรี ลิม ร่วมกับ ศุภกิจ จันทร์กลั่นหัวหน้าศูนย์เพาะชำกล้าไม้กรุงเทพฯ กรมป่าไม้จัดกิจกรรมโครงการ ทีนทรีส์ พร้อมกลุ่มเยาวชนจากมูลนิธิฯ และคณะจิตอาสา เพื่อเรียนรู้การปลูกต้นไม้อย่างถูกวิธี ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน และนำกล้าไม้ลงปลูก เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจนในอากาศ ลดปัญหาภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ กรรมการมูลนิธิฯ และสมาชิกได้ช่วยกันระดมทุน มอบเงินสนับสนุนให้กับศูนย์เพาะชำฯ จำนวน 300,000 บาท นำไปพัฒนาการเรียนรู้การปลูกป่า ณ ศูนย์เพาะชำฯโดยโครงการนี้ได้เพาะปลูกกล้าไม้ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่กว่า 400 ต้น อาทิ ต้นเหลืองเชียงราย และต้นทองอุไร เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ยังมีเป้าหมายให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญ และปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน โดยการเพิ่มจำนวนต้นไม้สร้างสมดุลให้กับธรรมชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชดเชยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างยั่งยืน

มูลนิธิ ทีนเวิรคส์ เป็นมูลนิธิเพื่อการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 โดย เจส กาญจนพาสน์ ร่วมกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อมาช่วยกันพัฒนาผลักดันให้สังคมน่าอยู่ไปพร้อมกัน สามารถติดตามกิจกรรมของ มูลนิธิ ทีนเวิรคส์ ได้ทาง www.facebook.com/teenworks.th/ และ www.instagram.com/teenworks.th

โซไซตี้ : กสศ. จับมือ Sea ประเทศไทย และเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ประกาศรางวัลโครงการ Equity Partnership’s School Network ปีที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664063

โซไซตี้ : กสศ. จับมือ Sea ประเทศไทย และเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี  ประกาศรางวัลโครงการ Equity Partnership’s School Network ปีที่ 3

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี และ Sea (ประเทศไทย) จัดงานประกาศรางวัลและจัดแสดงผลงานนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการขยายผลและพัฒนาความร่วมมือสร้างเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ “Equity Partnership’s School Network” ปีที่ 3 โดยมี มารีญา พูลเลิศลาภ ในฐานะ Friend of Equity ร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ Central Court กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2565

วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวดำเนินงานมาเป็นปีที่ 3 นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และบริษัท SEA (ประเทศไทย) ผู้ใบริการ platform จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “shopee” ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จากความหลากหลายของศักยภาพของนักเรียน การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการใช้เทคโนโลยี โดยโครงการยังช่วยพัฒนาทักษะที่ก่อประโยชน์ให้กับนักเรียนให้สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ นำไปสู่โอกาสทางการศึกษาในอนาคตได้อย่างยั่งยืน อันเป็นวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้หมดไปได้อย่างเป็นรูปธรรม หากเราขยายผลโครงการลักษณะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง เด็กของเราจะได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพิ่มมากขึ้น สังคมไทยในทุกพื้นที่จะเป็นสังคมแห่งความเสมอภาคที่ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า “ครั้งนี้มีโรงเรียนในเครือข่าย กสศ. เข้าร่วมจำนวน 10 โรงเรียนแม้ว่าในปีที่ 3 นี้การจัดกิจกรรมจะเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 แต่น้องๆ ได้ใช้สถานการณ์นั้นเป็นโอกาส ไม่ปล่อยผ่านไป ยังคงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ผ่านความตั้งใจของน้องๆ ทุกคนที่ได้เรียนรู้การทำงานจากสถานการณ์จริงทุกคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการทำงานร่วมกัน มุมกลับกันยังเสริมสร้างความมุ่งมั่นตั้งใจและมิตรภาพของน้อง ๆ ทุกคนได้แน่นแฟ้นเพิ่มมากขึ้น โดยปรับรูปแบบการทํางานแนวใหม่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทรงคุณภาพตรงตามวัตถุประสงค์ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งวันนี้นักเรียนทุกคนได้เกิดการพัฒนาทักษะด้านอาชีพและการเรียนรู้การทำงานร่วมกันในสังคม”

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า“โครงการฯ นี้เป็นกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 มุ่งสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ต้องยอมรับว่าทักษะด้านอีคอมเมิร์ซและการทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลเป็นทักษะสำคัญในการเปิดโอกาสทางด้านอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน บริษัทฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาร่วมกับEquity Partnership’s School Network โดยเราได้สนับสนุนการเปิดพื้นที่ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ (Shopee) เพื่อเป็นตัวกลางให้เด็กได้นำผลงานที่สร้างสรรค์มาจำหน่ายได้รับรายได้จริงรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดจะมอบให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคจาก 10 โรงเรียนโดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อต่อยอดการพัฒนาทักษะอาชีพในอนาคตและบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้เด็กอีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากมีโครงการลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เรายินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพราะเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนา และเราก็มีความพร้อมทางด้านทรัพยากรต่างๆ ที่จะให้การสนับสนุน”

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ คือทีม St.Palao ซึ่งเป็นทีมน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนบ้านป่าเลา จังหวัดลำพูน และโรงเรียนนานาชาติเซนต์
แอนดรูว์ส กรุงเทพฯ โดยเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือ เสื้อคลุมผ้าฝ้ายทอมือ รองชนะเลิศคือทีม SARNFUN โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น และโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี โดยเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือกระเป๋าสะพายข้าง และทีม MONGLONG จากโรงเรียนบ้านรักแผ่นดิน จังหวัดเชียงราย และโรงเรียนสาธิตประสานมิตร อินเตอร์ คว้าอันดับ 3จากการร่วมประกวดในครั้งนี้ โดยการเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกลุ่มนี้คือปลอกหมอนอิง

โซไซตี้ : เป็นต่อกรุ๊ป คิกออฟ โครงการ ‘เป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน’ มอบทุนการศึกษา ให้โรงเรียนในอยุธยาที่ขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662734

โซไซตี้ : เป็นต่อกรุ๊ป คิกออฟ โครงการ ‘เป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน’  มอบทุนการศึกษา ให้โรงเรียนในอยุธยาที่ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับโครงการ CSR “โครงการเป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน” เฟส 1 โดย บริษัท เป็นต่อกรุ๊ป (PENTOR GROUP) หรือ PTG กลุ่มธุรกิจครบวงจรเพื่อไลฟ์สไตล์ล้ำสมัยของคนยุคใหม่ ทุ่มกว่า 1 ล้านบาท จัดกิจกรรม “มอบทุนการศึกษา” ให้กลุ่มโรงเรียนแควน้อย 7 แห่ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ขาดแคลนหวังสร้างแรงบันดาลใจ ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปันกิจกรรมเมื่อวันก่อน จัดขึ้นที่ โรงเรียนวัดไทรโสภณ (ปราสาททองโอสถสงเคราะห์) อ.บางไทรจ.พระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีคณะผู้บริหารนำโดย วสวัตติ์ มุครสกุล ที่ปรึกษาระดับสูง ฝ่ายบริหารกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท เป็นต่อ กรุ๊ปโดยมี สุวรรณ บู่บาง ผู้อำนวยการโรงเรียนสินสังวาลย์อุทิศและประธานกลุ่มโรงเรียนแควน้อย,นันท์นลิน โปร่งทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไทรโสภณ (ปราสาททองโอสถสงเคราะห์) และคณะครู ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษา ในกลุ่โรงเรียนแควน้อย ทั้ง 7 แห่งต้อนรับ ท่ามกลางผู้มีเกียรติและพี่น้องชาวบางไทร ร่วมงาน

วสวัตติ์ มุครสกุล กล่าวภายในงานว่าPTG เป็นกลุ่มธุรกิจครบวงจรเพื่อไลฟ์สไตล์ล้ำสมัยของคนรุ่นใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา, แพลตฟอร์มเภสัชกรออนไลน์ และกลุ่มธุรกิจใหม่ล่าสุดอย่าง WiPayที่กำลังจะเปิดตัวกลางปีนี้ กับมิติใหม่ ในการใช้จ่ายและชำระเงินแบบครบวงจร “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้มุ่งมั่นในการพัฒนาจนธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และมั่นคง แต่เราเชื่อว่า การจะทำธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติ ให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืนด้วย บริษัทจึงมีนโยบาย CSR เพื่อแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม โครงการ“เป็นต่อ เพื่อโอกาสที่ยั่งยืน” ในครั้งแรกนี้ เราจะมอบทุนการศึกษาให้แก่น้องๆ นักเรียนที่มีฐานะยากจน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้ำใจและโอกาสที่เรามอบให้ในครั้งนี้จะก่อเกิดเป็นความหวัง สร้างกำลังใจ ให้กับน้องๆได้มีความมุมานะในด้านการศึกษา เพื่อจะเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ร่วมกันพัฒนาสังคม และประเทศชาติให้ดีต่อไปในอนาคต”

วสวัตติ์ มุครสกุล

ภายในงาน ได้จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับตัวแทนกลุ่มโรงเรียนแควน้อยทั้ง 7 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนตัวแทนในสังกัดตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษาตอนปลาย โดยมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลน จำนวน 140 ทุน พร้อมมอบ อุปกรณ์การศึกษาและสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กๆ รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท สำหรับกลุ่มโรงเรียนแควน้อยรวม 7 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนวัดไทรโสภณ(ปราสาททองโอสถสงเคราะห์), โรงเรียนบ้านบางพลี,โรงเรียนวัดสุนทราราม, โรงเรียนวัดช่างเหล็ก, โรงเรียนวัดศิริสุขาราม, โรงเรียนสินสังวาลย์อุทิศและโรงเรียนวัดหน้าต่างใน

ภายหลังจากนั้น คณะครูได้นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมภายในบริเวณโรงเรียน อาทิ จุดแปลงเกษตรพืชผักสวนครัวเพื่ออาหารกลางวัน, ห้องคอมพิวเตอร์และห้องสมุด รวมถึงได้มีการตักอาหารกลางวันแจกให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย กิจกรรมจบลงด้วยความประทับใจ เรียกว่าอิ่มใจทั้งผู้ให้ สุขใจทั้งผู้รับนอกจากกิจกรรมในครั้งนี้แล้ว เร็วๆ นี้ คณะผู้บริหารและพนักงานเป็นต่อกรุ๊ป มีแผนจะเดินทางไปมอบทุนการศึกษา และอุปกรณ์การเรียน การศึกษา อุปกรณ์กีฬายังกลุ่มโรงเรียนเป้าหมายที่ขาดแคลนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ ด้วยงบประมาณรวมกว่า1 ล้านบาท

สุวรรณ บู่บาง

สุวรรณ บู่บาง

ลงมือปลูกผักร่วมกับน้องๆ

ลงมือปลูกผักร่วมกับน้องๆ

เยี่ยมชมห้องคอมพิวเตอร์

เยี่ยมชมห้องคอมพิวเตอร์

น้องๆ มีความสุขกับห้องสมุดใหม่

น้องๆ มีความสุขกับห้องสมุดใหม่

นันท์นลิน โปร่งทอง นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมโรงเรียน

นันท์นลิน โปร่งทอง นำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมโรงเรียน

เป็นต่อ กรุ๊ป มอบทุนการศึกษา

เป็นต่อ กรุ๊ป มอบทุนการศึกษา

โซไซตี้ : ‘ไทยประกันชีวิต’ จัดทำบุญทอดผ้าป่ามหากุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661183

โซไซตี้ : ‘ไทยประกันชีวิต’ จัดทำบุญทอดผ้าป่ามหากุศล

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่ามหากุศล เนื่องในวาระที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจครบ 80 ปี เพื่อให้พนักงาน ผู้บริหาร และฝ่ายขายของบริษัทฯได้มีส่วนร่วมในการสืบสานพระพุทธศาสนาโดยในปีนี้จัดกิจกรรมครอบคลุมทุกภูมิภาคใน9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สิงห์บุรี ระยอง ตรัง หนองคาย กรุงเทพฯ ราชบุรี บุรีรัมย์ และแพร่ณ วัดป่าถ้ำแกลบวิสุทธิญาณ จ.เชียงใหม่

โซไซตี้ : รมว.ศธ.ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา กศน. จ.สระแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/660994

โซไซตี้ : รมว.ศธ.ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา กศน. จ.สระแก้ว

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ของหน่วยงานสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดยตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคงสมรรถนะทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ กศน.ตำบลหนองแวง กศน.อำเภอวัฒนานคร กศน.อำเภอคลองหาด และดูงานศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ที่จังหวัดสระแก้ว

โดย รมว.ศธ.กล่าวว่า ปี 2565 นี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์คือ มีประชากรสูงอายุถึง 20% และ พบว่าผู้สูงอายุ95% มีโรคประจำตัว ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจ พบว่า ผู้สูงอายุ 34.3% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ต้องรับการเลี้ยงดู ด้านสภาพแวดล้อม และด้านสังคม พบว่าผู้สูงอายุต้องอยู่ลำพังเพียงคนเดียวหรืออยู่ลำพังกับคู่สมรสมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงคนรุ่นใหม่มีทัศนคติเชิงลบต่อผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการเตรียมและพัฒนาคนในทุกช่วงวัย โดยส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม การจัดการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งในมิติของสำนักงาน กศน. ในปีงบประมาณ 2565 นี้ ก็ได้มีโครงการการจัดและส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคงสมรรถนะทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ ด้วยการออกแบบการจัดกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ และเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ที่มีการคัดกรองโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และจากการตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินโครงการฯ พบว่า กิจกรรมที่ กศน.ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้จัดให้ผู้สูงอายุ 60-70 ปี เช่น การออกกำลังกาย,นันทนาการ บันเทิง เพื่อการดูแลสุขภาพจิตและสมอง, น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ, การนวดเพื่อสุขภาพ ทำให้ผู้สูงอายุมีความเข้าใจ ในการรักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และรู้วิธีการป้องกันตนเองให้ไร้ภาวะซึมเศร้า มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

โซไซตี้ : ปลด ซ.โซ่ ให้ ช. ช้าง “เครือสหพัฒน์” จัดงานรับขวัญช้าง คืนชีวิตให้ช้างชราสู่การดูแลภายใต้โครงการโลกของช้าง จ.สุรินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659641

โซไซตี้ : ปลด ซ.โซ่ ให้ ช. ช้าง “เครือสหพัฒน์” จัดงานรับขวัญช้าง  คืนชีวิตให้ช้างชราสู่การดูแลภายใต้โครงการโลกของช้าง จ.สุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในระบบนิเวศ “ช้าง” ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสัตว์ป่าอื่นๆ ได้นานัปการ ไม่ว่าจะเป็นช่วยเดินเปิดเส้นทางให้สัตว์อื่นๆ สร้างแหล่งน้ำโดยการใช้งาขุดเจาะพื้นดิน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์พืชไปยังบริเวณต่างๆ ของผืนป่าผ่านการขับถ่าย

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของ “ช้าง” สัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่เป็นมรดกทางธรรมชาติ และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม “เครือสหพัฒน์” นำโดย บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนลอินเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ทิพาภรณ์โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริษัทเอสแอนด์เจฯพร้อมด้วยบริษัทในเครือฯ ได้แก่ บริษัท ท็อปเทรนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และ บริษัท คิวพี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมใจจัด “งานรับขวัญช้าง” เข้าสู่บ้านใหม่ในโครงการโลกของช้าง ซึ่งจะมีพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำอันเป็นประเพณีที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานของชาวสุรินทร์ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับช้าง เช่น รับขวัญช้างที่จัดขึ้น ณ ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง ตำบลกระโพอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

กิจกรรมการรับขวัญช้างครั้งนี้เป็นการรวมพลังของบริษัทในเครือสหพัฒน์ หลังจากที่ได้มีการไถ่ชีวิตช้างชรา ภายใต้โครงการอนุรักษ์ช้างชราที่เริ่มต้นโดยบริษัทเอส แอนด์ เจฯ ได้ไถ่ชีวิตช้างเชือกแรกเมื่อปี 2554 ตามนโยบายของบุญเกียรติ โชควัฒนา ที่ต้องการให้ช้างชราที่ปลดเกษียณจากการทำงานได้มีโอกาสพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต และในปี 2565 ได้ขยายผลต่อไปยังบริษัท ท็อปเทรนด์ฯ และบริษัท คิวพี (ประเทศไทย) ตามลำดับ ในโครงการมีช้างรวม 7 เชือก ล้มไปเมื่อปี 2563 จำนวน 1 เชือก ปี 2564 จำนวน 1 เชือก ปัจจุบันมีช้างรวม 5 เชือก ได้แก่ สีดอบารมี พังมรกตพังบุญรวม พังมีสิทธิ์ และพังท็อป “ถึงเวลาปลด ซ. โซ่ แห่งหน้าที่ คืนวิถีแห่งชีวิตให้กับช้าง”

ประวัติความเป็นมาของโครงการช้างได้เริ่มต้น โดยย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บริษัท เอส แอนด์ เจอินเตอร์เนชั่นแนลอินเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้ง“โครงการอนุรักษ์ช้าง” เริ่มจากโครงการอนุรักษ์ช้างศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยในปี พ.ศ. 2547 บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้จัดสร้าง “สถานีอนามัยช้างบ้านตึก”ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อทำการรักษาช้าง และสัตว์ต่างๆ ที่เจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น ก่อนส่งไปรักษาในโรงพยาบาลสัตว์ ด้วยการสนับสนุนเจ้าหน้าที่และเวชภัณฑ์ยา รวมถึงค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสที่ดีในการเลี้ยงสัตว์ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา โดย ณ ขณะนั้นมีช้างที่อยู่ในการดูแลด้านเวชภัณฑ์ยา และด้านความเป็นอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 7 เชือก และมีช้างที่ได้รับการสนับสนุนเวชภัณฑ์ยาอีกกว่า 15 เชือก นอกจากนี้บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ยังให้การสนับสนุนการจัดทำโฮมสเตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ช้างจังหวัดสุโขทัย อีกทั้งยังร่วมส่งเสริมประเพณีของชาวศรีสัชนาลัย ไม่ว่าจะเป็นพิธีบวชช้างหาดเสี้ยว หรือ ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮม ส่งน้ำเจ้าหมื่นด้ง ซึ่งการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวสร้างให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่าง
บริษัทกับชุมชน

หลังจากนั้นอีก 2 ปี บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้จัดสร้างสถานีอนามัยช้างแห่งที่ 2 ณ บ้าน ช.ช้างชรา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีช้างในการดูแลมากกว่า 20 เชือก และมีโครงการหลักๆ ในการช่วยเหลือช้าง นอกเหนือจากการสนับสนุนเวชภัณฑ์ยา ได้แก่โครงการไถ่ชีวิตช้างชรา โครงการสวดส่งวิญญาณช้างและโครงการอาหารช้าง ภายใต้สโลแกน “ช้างหิว ช้างป่วยผู้ช่วยคือ เอสแอนด์เจฯ” สำหรับ “โครงการไถ่ชีวิตช้างชรา” พังวาสนาในวัย 50 ปีนับเป็นช้างชราเชือกแรกที่บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้ปลดโซ่ออกจากขาโดยการไถ่ชีวิตและคืนอิสรภาพให้ในปี พ.ศ. 2554 และต่อมาในปี พ.ศ. 2559 บริษัท เอส แอนด์ เจฯ ได้ขยายโครงการช้างไปยังจังหวัดตาก โดยสร้าง “สถานีอนามัยช้าง”อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อดูแลช้างใน 5 อำเภอ จำนวนกว่า 200 เชือก

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปีบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล อินเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางการดำเนินธุรกิจ โดยยึดแนวทางตามนโยบายที่ดำรงไว้ซึ่งการเป็นบรรษัทภิบาลที่ดี ด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอดตั้งแต่การกำหนดนโยบายการจัดตั้งคณะทำงานการกำหนดทิศทางการดำเนินกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมทั้งในด้านเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสและศาสนกุศลต่างๆ ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงโครงการช่วยเหลือดูแลรักษาสัตว์ ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ โดยเฉพาะ “ช้าง”ที่ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง

“ช้าง” จึงไม่ใช่แค่สัตว์ แต่ช้างได้เชื่อมชีวิตผู้คนทั้งภายในและภายนอกบริษัท เอส แอนด์ เจฯที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เป็นหนึ่งเดียวในการที่จะอนุรักษ์ให้ช้างได้อยู่คู่กับคนไทยและประเทศไทยสืบต่อไป

โซไซตี้ : บี.กริม – แคเรียร์ : 60 ปี แห่งความผูกพัน มุ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน สู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658125

โซไซตี้ : บี.กริม - แคเรียร์ : 60 ปี แห่งความผูกพัน  มุ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน สู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พ.ศ. 2458 วิลลิส แคเรียร์ ก่อตั้งบริษัท Carrier Engineering Corporation ร่วมกับวิศวกรอีก6 คน ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ แบรนด์Carrier

“ตั้งเป้าหมาย ที่แม้แต่ตัวคุณเอง ก็ไม่รู้ว่า จะทำให้มันสำเร็จได้อย่างไร แต่ที่สำคัญ สิ่งนั้นต้องสร้างคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม” ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริมบอกเล่าถึงสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี สะท้อนความหมาย ที่ทำให้ บี.กริม และ แคเรียร์ต่างเป็นทั้งผู้ริเริ่มสิ่งใหม่และเป็นทั้งนักพัฒนา ที่มีปรัชญาการดำเนินธุรกิจ ค่านิยมองค์กร และจริยธรรมที่สอดประสานกันอย่างแนบแน่น พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในสังคมมากว่าศตวรรษ

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม ชวนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาว่า “บี.กริม และ แคเรียร์ต่างมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งสองบริษัทมีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือ ความตั้งใจที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น บี.กริม ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 144 ปีแล้ว โดยก่อตั้งในปี พ.ศ. 2421 เปิดธุรกิจร้านขายยาชื่อ สยามดิสเปนซารี ที่นำยาสมัยใหม่ตำรับยุโรปมาสู่สยามประเทศเพื่อช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของประชาชน และร่วมเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยด้วยการขุดคลองรังสิตความยาว 1,500กิโลเมตร นับเป็นระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น รวมถึงการได้รับใบอนุญาตให้วางระบบโทรเลขครั้งแรกในประเทศไทย ต่อยอดถึงปัจจุบันด้วยการขยายขอบเขตไปยังหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจด้านอุตสาหกรรม เราร่วมมือกับ แคเรียร์ ส่งมอบเครื่องปรับอากาศที่ดีที่สุดให้คนไทยมาถึง 60 ปี และได้รับความไว้วางจากใจจากลูกค้าทุกกลุ่มตลอดมา”

อดิศักดิ์ รัมมณีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคเรียร์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป็นเวลาถึง 120 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ที่ วิลลิส แคเรียร์ วิศวกรชาวอเมริกัน ได้คิดค้นเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเครื่องปรับอากาศ” และยังสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องฟอกอากาศและเพิ่มความชื้นในอากาศไปจนถึงเครื่องปรับอากาศแบบรวมศูนย์หรือเครื่องทำน้ำเย็น โดยได้ขยายธุรกิจมายังประเทศไทย มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแคเรียร์เครื่องแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งในขณะนั้นเป็นโรงภาพยนตร์ที่ติดเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน แคเรียร์ ยังคงพัฒนาศักยภาพขององค์กรอย่างไม่หยุดนิ่ง มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาวิเคราะห์ตลาดและออกแบบแผนงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอัจฉริยะและระบบนิเวศอัจฉริยะอื่นๆ ที่กำลังขยายตัวมากขึ้น และสิ่งสำคัญ คือ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม

“ความสัมพันธ์ของบี.กริม และ แคเรียร์ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2505 ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณลุงเฮอร์เบิร์ต ลิงค์ที่มองว่าควรมีนวัตกรรมช่วยแก้ปัญหาอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย จึงได้ติดต่อไปยังแคเรียร์ สหรัฐอเมริกา ในนามของบริษัท บี.กริมแอนโก จำกัด และได้รับสิทธิจำหน่ายเครื่องปรับอากาศภายใต้แบรนด์แคเรียร์ รวมถึงได้รับความไว้วางใจให้ติดตั้งแอร์แคเรียร์ภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และท้องฟ้าจำลอง ต่อมาได้ร่วมทุนกับ แคเรียร์ คอร์เปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา จัดตั้งบริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการระบบทำความเย็น ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กตามครัวเรือนไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทย

ปัจจุบัน บี.กริม ได้รวบรวมนวัตกรรมจาก แคเรียร์ และทุกบริษัทภายในเครือ ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT มาใช้พัฒนาโซลูชั่นเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดี (Energy-efficient and Healthy Living Solution) เช่น ระบบปรับอากาศประหยัดพลังงาน พร้อมด้วยระบบกำจัดเชื้อโรคที่สามารถป้องกันPM2.5 และ COVID-19 พร้อมทั้งพัฒนาระบบอื่นๆ เช่น ระบบคอลเซ็นเตอร์ซึ่งสามารถรวบรวมและจัดการคำขอรับบริการจากหลากหลายช่องทาง (Omni channel) เข้ากับฐานข้อมูลของลูกค้า เพื่อให้การบริการและติดตามงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และการพัฒนาระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ (District Cooling System) สำหรับเมืองอัจฉริยะ เป็นต้น” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวเสริม

วรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บี.กริม และ แคเรียร์ นอกจากประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจแล้วเรายังส่งมอบสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม ด้วยการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งเสริมความรู้ความสามารถของช่างฝีมือในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังสนับสนุนเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับสถาบันต่างๆ ในการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในอนาคต ต่อไป สะท้อน Pioneering Spirit ของทั้ง บี.กริม และ แคเรียร์ ที่ต่างให้ความสำคัญกับลูกค้าและคู่ค้า ควบคู่การพัฒนาสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ประเทศไทยมีองค์กรมากมายที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป แต่ บี.กริม – แคเรียร์ ยังคงหนักแน่นกับปณิธานที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในสังคมไทย พร้อมก้าวไปสู่บริบททุกยุคทุกสมัยได้อย่างแท้จริง

วรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กก.ผจก.บจ.บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย)

วรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กก.ผจก.บจ.บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย)

อดิศักดิ์ รัมมณีย์ กก.ผจก.บจ.แคเรียร์ (ประเทศไทย)

อดิศักดิ์ รัมมณีย์ กก.ผจก.บจ.แคเรียร์ (ประเทศไทย)

พ.ศ. 2445 วิลลิส แคเรียร์ ผู้คิดค้น เครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลก

พ.ศ. 2445 วิลลิส แคเรียร์ ผู้คิดค้น เครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลก

พ.ศ. 2431 คลองรังสิต ยาว 1,500 กม. เป็นระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น

พ.ศ. 2431 คลองรังสิต ยาว 1,500 กม. เป็นระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในท้องฟ้าจำลอง

พ.ศ. 2505 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ได้รับการติดตั้งภายในท้องฟ้าจำลอง

พ.ศ. 2493 วิลลิส ตรวจเช็ค Centrifugal เครื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 2465 และพบว่าเครื่องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบ

พ.ศ. 2493 วิลลิส ตรวจเช็ค Centrifugal เครื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 2465 และพบว่าเครื่องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบ

พ.ศ. 2474 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้รับการติดตั้งที่ศาลาเฉลิมกรุง

พ.ศ. 2474 เครื่องปรับอากาศแคเรียร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้รับการติดตั้งที่ศาลาเฉลิมกรุง

พ.ศ. 2450 แคเรียร์ เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศและเพิ่มความชื้นในอากาศ เป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2450 แคเรียร์ เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศและเพิ่มความชื้นในอากาศ เป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2421 ร้านขายยา “สยามดิสเปนซารี” ร้านขายยาตำรับตะวันตก
ร้านแรกในสยาม

พ.ศ. 2421 ร้านขายยา “สยามดิสเปนซารี” ร้านขายยาตำรับตะวันตก ร้านแรกในสยาม

โซไซตี้ : มูลนิธิจักรพันธุ์ มอบ ‘พระตะเลงพ่าย’ ให้วัดสามจังหวัดใต้ พร้อมเตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656644

โซไซตี้ : มูลนิธิจักรพันธุ์ มอบ ‘พระตะเลงพ่าย’  ให้วัดสามจังหวัดใต้ พร้อมเตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จัดสร้างพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือ“พระตะเลงพ่าย” มอบให้วัดในสามจังหวัดภาคใต้ พร้อมสร้างองค์จำลองให้ผู้สนใจบูชา หารายได้บำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุผลงานของ อ.จักรพันธุ์โปษยกฤต เผยการจัดสร้างที่ผ่านพิธีและมวลสารอย่างดีมีคุณค่า

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ รองประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานมูลนิธิฯเปิดเผยว่ามูลนิธิฯ ร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวไทยผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมจัดสร้าง “พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย” พระพุทธรูปสำริด หน้าตัก 30 นิ้ว ผลงานออกแบบโดย อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต(ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2543)เพื่อน้อมถวายและอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อให้ศรัทธาสาธุชนได้สักการบูชาเป็นสิริมงคล

“พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือ “พระตะเลงพ่าย” มีความหมายว่า “พระชนะมารด้วยอานุภาพพระบารมีอันบริสุทธิ์ยิ่ง”นับเป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงามด้วยพุทธลักษณะและวิจิตรศิลป์อย่างสมบูรณ์ พระพักตร์งามสงบเปี่ยมด้วยพระเมตตา เป็นศิลปะสกุลช่างรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบันที่งดงามสมบูรณ์แบบที่สุด”

วัลลภิศร์ กล่าวอีกว่านอกจากนั้นยังได้จัดสร้างพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย (จำลอง) ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว และ 5 นิ้ว เนื้อโลหะผิวชุบทอง และเนื้อสัมฤทธิ์ พระทุกองค์บรรจุมวลสารศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้นำไปสักการบูชาเป็นสิริมงคลโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อหารายได้เป็นกองทุนทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุผลงานของ อ.จักรพันธุ์โปษยกฤต ทั้งศิลปวัตถุประเภทงานหุ่น ทั้งหุ่นโบราณและหุ่นที่สร้างขึ้นใหม่ และเครื่องดนตรีจำนวนกว่า 100 ชิ้นซึ่งสมควรเก็บรักษาไว้เป็นมรดกของชาติ เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนรุ่นต่อไป ได้ค้นคว้าศึกษาความเป็นมา และได้เห็นแหล่งกำเนิดของสกุลช่างศิลปะสกุลหนึ่งในแผ่นดิน

“การจัดสร้าง “พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย” รุ่นนี้ ได้นำโลหะชนวนที่ผสมหล่อองค์พระ ซึ่งผ่านพิธีพุทธาภิเษกโดยพระคณาจารย์ศิษย์สายพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำตลอดพรรษาปี 2551 ณ วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อันเป็นวัดที่พระอาจารย์สมชาย พระเถระฝ่ายอรัญวาสี ผู้เชี่ยวชาญด้านสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ก่อตั้งขึ้นและอยู่จำพรรษาจนถึงวันมรณภาพ นอกจากนี้ยังมีทองชนวนเก่าจากรูปหล่อหลวงพ่อทอง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดเขาสุกิม” รองประธานมูลนิธิฯ กล่าว

ด้าน ยุพิน แมคคลาวด์ ตัวแทนมูลนิธิฯ และผู้ประสานการอัญเชิญองค์พระพุทธรูปและประกอบพิธีมงคลฉลองพระฯ กับทางวัด กล่าวว่า มูลนิธิฯ จะจัดมอบพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัยให้กับทางวัดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบไปด้วยอัญเชิญพระปฏิมาลำดับที่ 1 ไปประดิษฐาน ณ วัดชลธาราสิงเห หรือวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย พระอารามหลวงชั้นตรี ที่ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่วนพระปฏิมาลำดับที่ 2 น้อมถวายประดิษฐาน ณ วัดตานีนรสโมสรพระอารามหลวงชั้นตรี ที่ ต.อาเนาะรูอ.เมือง จ.ปัตตานี ส่วนพระปฏิมาลำดับที่ 3 น้อมถวายประดิษฐาน ณวัดเมืองยะลา พระอารามหลวงชั้นตรี ที่ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา

“โดยทั้งสามแห่งมีพุทธศาสนิกชนชาวไทยร่วมกับเจ้าภาพหลักในการดำเนินการทั้งสิ้น เช่นที่ จ.ยะลาก็ได้ พิสิฐ พุฒิโรจน์ เป็นเจ้าภาพหลัก หรือที่ จ.ปัตตานีก็ได้ ประจวบ และ สิริจันทร์ ภิรมย์ภักดี เป็นเจ้าภาพหลักเป็นต้น ทางมูลนิธิฯหวังว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุผลงานของอ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ยุพิน กล่าว

โซไซตี้ : IFC ในเครือ World Bank สนับสนุน PRINC ขยายบริการสาธารณสุขตามเป้าหมาย รพ.ยั่งยืน ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655040

โซไซตี้ : IFC ในเครือ World Bank สนับสนุน PRINC  ขยายบริการสาธารณสุขตามเป้าหมาย รพ.ยั่งยืน ปี 2566

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.52 น.

มัคทาร์ ดิออป กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยอัลฟาโซ การ์เซีย มอร่า รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือธนาคารโลก พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมี จอห์นลีโกะชุน ประธานคณะกรรมการบริษัท, ดร.สาธิตวิทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร บุคลากรการแพทย์ และพนักงานต้อนรับ

โดย มัคทาร์ ดิออป กรรมการผู้จัดการ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ยังคงประกาศพร้อมสนับสนุนเครือโรงพยาบาลพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ที่มุ่งขยายบริการสาธารณสุขที่ได้คุณภาพให้เข้าถึงคนในพื้นที่เมืองรองในประเทศไทยตามเป้าหมาย และมองว่าประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในการเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์ โควิด-19ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคต่างๆ เช่น ธุรกิจบริการสาธารณสุขในไทย เป็นต้น ทั้งนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมา IFC ลงทุนในไทยรวม721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน ธานี มณีนุตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC ผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนาม “เครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” กล่าวว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ(International FinanceCorporation: IFC)ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรร่วมลงทุนที่สำคัญของเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางการขยายธุรกิจบริการสาธารณสุข โดยยังคงตั้งเป้าหมายขยายโรงพยาบาลรวม 20 แห่ง จากปัจจุบันมีโรงพยาบาล 13 แห่ง เปิดดำเนินการทั้งสิ้น 12 แห่งใน 10 จังหวัด, คลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งเป็นคลินิกปฐมภูมิ จำนวน 40 แห่ง พร้อมตั้งเป้าหมายเป็นเครือโรงพยาบาลยั่งยืน (Sustainable Hospital) ในปี 2023 และยังคงเปิดรับผู้ลงทุนในท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการร่วมขยายบริการสาธารณสุขต่อเนื่อง

สำหรับบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ(International Finance Corporation: IFC)ร่วมสนับสนุนในฐานะพันธมิตรร่วมลงทุนในบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งถือเป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ ถือเป็นสถาบันการเงินในเครือของธนาคารโลก มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะประเทศสมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในด้านการเงินและด้านการจัดการ โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติด้านต่างๆ สอดคล้องกับปณิธานและแนวทางการดำเนินธุรกิจของโรงพยาบาลเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ที่มุ่งเป็นองค์กรที่สร้างคนให้มีจิตใจของความเป็นผู้ให้ และมีเป้าหมายขยายบริการสาธารณสุขที่ได้คุณภาพไปยังพื้นที่เมืองรองในประเทศ