โซไซตี้ : เครือ Grande Centre Point เตรียมเผยมิติใหม่แห่งการพักผ่อน แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง มองเห็นท้องฟ้าเหนืออ่าวพัทยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653531

โซไซตี้ : เครือ Grande Centre Point เตรียมเผยมิติใหม่แห่งการพักผ่อน  แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง มองเห็นท้องฟ้าเหนืออ่าวพัทยา

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษครั้งแรกในไทย ที่แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางพัทยา หลบหนีจากความวุ่นวาย สำรวจมิติใหม่แห่งการพักผ่อน ในโรงแรมคอนเซ็ปต์ดีไซน์ ธีมอวกาศเต็มรูปแบบโรงแรมแรกในไทยพร้อมเปิดให้บริการ 1 สิงหาคม 2565พาคุณทะยานไปสู่มิติใหม่แห่งการพักผ่อนสุดล้ำหนึ่งเดียวในไทย

ในที่สุด โอกาสที่เราจะได้ยลโฉม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โรงแรมเปิดใหม่ที่นำเอาการท่องเที่ยวสู่อวกาศ เป็นต้นแบบ ตั้งแต่ดีไซน์ตัวอาคารที่มาจากกระสวยอวกาศ ให้บริการห้องพักที่ตกแต่งเหมือนพักบนยานอวกาศพร้อมแสงออโรร่าและดวงดาวที่เป็นซิกเนเจอร์ของโรงแรม จำนวน490 ห้อง ขนาดเริ่มต้น 45 ถึง 133 ตารางเมตร พร้อมระเบียงส่วนตัวรับวิวทะเลพัทยาทุกห้องพัก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ความน่าสนใจของโรงแรมธีมอวกาศเต็มรูปแบบแห่งแรกในไทยจากเครือ LH Mall &Hotel แห่งนี้คือ ดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์และสนุกสนาน โดยนำเอาการท่องเที่ยวในอวกาศเป็นต้นแบบดีไซน์ แต่ไม่ทิ้งความใส่ใจในความสะดวกสบายของผู้เข้าพัก ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่สวนน้ำขนาดใหญ่ 11,500 ตร.ม. ที่ครอบคลุมพื้นที่ 4 โซน เหมือนได้ผจญภัยไปในป่าอวกาศทั้ง Space Pirate Beach ที่นำความโดดเด่นของเมืองชายทะเลคือชายหาดขาว มาประยุกต์กับธีมอวกาศโดยมีเรืออวกาศเป็นไฮไลท์ Lazy River ที่นักผจญภัยได้ล่องไปตามกระแสน้ำผ่านถ้ำ น้ำตก จากุซซี่ และป่าอวกาศ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เล่นทั้ง ยานอวกาศที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ให้บริการคิดส์คลับและเกมส์ และพื้นที่กิจกรรมภายนอกทั้ง เพลย์กราวนด์และ มินิกอล์ฟ

Space Pirate Beach กับหาดทรายสีขาวเทียม

แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยาจัดเป็นโรงแรมระดับแฟลกชิปแห่งใหม่ของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ตั้งอยู่ใจกลางย่านที่ไม่เคยหลับใหล ครึกครื้นไปด้วยผู้คนอย่างพัทยา ที่นอกจากจะให้บริการห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ประกอบด้วย ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านอาหารรูฟท็อป และพื้นที่ห้องประชุมขนาดใหญ่ SpaceConvention Centre ที่สามารถรองรับผู้เข้าประชุมได้สูงสุด 900 คน พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด เช่น บริการจอ LED ขนาด 12.48 x 5.40 ม. รองรับแขกและผู้ใช้บริการที่เดินทางมาพักผ่อน สังสรรค์ หรือประชุมสัมมนา หนึ่งในไฮไลท์เด็ดอีกส่วนคือ Let’sRelax Onsen & Spa ขนาดพื้นที่ถึง 3,000 ตร.ม. ซึ่งจะให้บริการออนเซนวิวทะเลแห่งแรกในประเทศไทย และทรีทเมนต์ยอดนิยมทั้งสปาและนวดไทย

การเดินทางไปสู่อวกาศเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นไปทุกที โดย แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา พร้อมเปิดรับสำรองห้องพัก และพรีวิวภาพจริงของทุกโซนและห้องพักของโรงแรมออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยโปรโมชั่นเปิดตัวโรงแรม รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน และเครดิตที่มาในรูปแบบเหรียญ token โดยโปรโมชั่นนี้สามารถใช้เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2565 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2565

เพราะที่นี่คือจุดมุ่งหมายแห่งการพักผ่อนที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ #การเดินทางสู่ห้วงอวกาศครั้งแรกของไทย ผสมผสานรวมไว้ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำและนวัตกรรมการออกแบบสุดอลังการมาพร้อมการบริการสุดเหนือชั้น บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ก้าวไปบนดาวดวงใหม่สุดเหนือจินตนาการ ติดตามข้อมูล แกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ สเปซ พัทยา https://www.spacepattaya.com, Line@:@gcpspace, Facebook:@gcpspacepattaya, Email : spacepattaya@gcphotels.com และเบอร์โทร: 033-268888

Mountain Zone กับถ้ำน้ำตกที่อยู่ในโซนภูเขา

Mountain Zone กับถ้ำน้ำตกที่อยู่ในโซนภูเขา

Flying Rock Zone รางน้ำ 2 ราง, หอสไลด์ที่ใหญ่ที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย

Flying Rock Zone รางน้ำ 2 ราง, หอสไลด์ที่ใหญ่ที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย

Sky Pool สระว่ายน้ำลอยฟ้ากลางแจ้งที่สวยงามมองเห็นท้องฟ้าได้ไม่รู้จบ

Sky Pool สระว่ายน้ำลอยฟ้ากลางแจ้งที่สวยงามมองเห็นท้องฟ้าได้ไม่รู้จบ

Astro Club-Games Zone พื้นที่สำหรับเด็กออกแบบเหมือนตึกยานอวกาศ

Astro Club-Games Zone พื้นที่สำหรับเด็กออกแบบเหมือนตึกยานอวกาศ

Interactive Wall โดยการขยับมือบนกำแพงธีมอวกาศแบบอินเทอร์แอ๊กทีฟ

Interactive Wall โดยการขยับมือบนกำแพงธีมอวกาศแบบอินเทอร์แอ๊กทีฟ

Space Convention Centre มีเทคโนโลยีล้ำสมัย หน้าจอเทคโนโลยี LED

Space Convention Centre มีเทคโนโลยีล้ำสมัย หน้าจอเทคโนโลยี LED

Orbit Restaurant มีบุฟเฟ่ต์ให้เลือกมากมาย

Orbit Restaurant มีบุฟเฟ่ต์ให้เลือกมากมาย

Planet Zone

Planet Zone

Space Suite

Space Suite

Space Premium

Space Premium

โซไซตี้ : วว.- EXIM BANK – ธ.ก.ส. ภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน สัมมนา เปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/652015

โซไซตี้ : วว.- EXIM BANK - ธ.ก.ส. ภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน  สัมมนา เปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดงานสัมมนา “เปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก 2022” (e – Commerce Episode) โอกาสนี้ ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือในฐานะ วว. เป็น 1 ใน 3 หน่วยงานหลักซึ่งมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องในการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ภาคการเกษตรตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างโอกาสทางการตลาดต่างประเทศ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกได้มากขึ้น และสร้างผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ โดยงานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และนำความรู้ไปขยายผลในทางการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอย่างมีกระบวนการและรูปแบบที่เป็นระบบ ผ่านการถ่ายทอดความรู้โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่จะนำผู้ประกอบการไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ พร้อมทั้งเรียนรู้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model ที่เชื่อมโยงสอดรับกับการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ โอกาสนี้ ดร.อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. พร้อมผู้บริหารและบุคลากรร่วมเป็นเกียรติ เมื่อวันที่27 เมษายน 2565 ณ ห้องไฮเดนเยีย 1 ชั้น 6อาคารแกรนด์คอนเวนชั่น โรงแรม ทีเค พาเลซ & คอนเวนชั่น

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่าในความร่วมมือดังกล่าวของ วว. EXIM BANK และ ธ.ก.ส. นั้น วว. ดำเนินบทบาทหลักในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เสริมแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวหรือ BCG Model (Bio-Circular-GreenEconomy) ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นวาระแห่งชาติ มาใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน โดย วว. มีบทบาทในการใช้วทน. สร้าง Value Creation จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และสอดรับกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำโดยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG กลุ่มจุลินทรีย์และสมุนไพร ด้านเกษตรปลอดภัย อาหาร สารสกัดและสิ่งแวดล้อม

ในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนากระบวนการผลิต วว. มี ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหลายด้าน ที่เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์และสามารถให้การสนับสนุนและให้ความรู้กับผู้ประกอบการเพื่อหนุนเสริมผู้ส่งออกให้ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ อาทิ การสร้างนวัตกรรมอาหารชนิดใหม่ขึ้นจากการทดลองผลิตในโรงงานนำทาง ซึ่งเรามีการให้บริการสำหรับนวัตกรรมอาหารรูปแบบใหม่ และมีสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) เป็นหน่วยงานที่สามารถให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อการจำหน่ายและส่งออกเพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จให้แก่ผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาส และมีความมุ่งมั่น จริงจัง

“ในปี 2565 วว. ขอปวารณาตนในการเป็นเพื่อนคู่คิดในการประกอบธุรกิจให้สำเร็จ หรือ Partner for your Success ของผู้ประกอบทั้งหลาย ภายใต้ความร่วมมือ “โครงการเปิดโลกการค้า เจรจาธุรกิจ พิชิตตลาดส่งออก 2022” ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดต่างประเทศซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกได้มากขึ้นและสร้างผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าอบรมจะได้ใช้เวทีนี้เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่จะขุดค้น ตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความสำเร็จทางธุรกิจบนพื้นฐานขององค์ความรู้อย่างแท้จริง เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เข้มแข็งของทั้ง 3 หน่วยงาน และภาคีเครือข่ายพันธมิตร จะสามารถบ่มเพาะ ยกระดับ และต่อยอดให้กับผู้ประกอบการ SMEs ให้มีความเข้มแข็งทรงพลัง และยั่งยืนต่อไป ” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

โซไซตี้ : นางแบบ-นายแบบขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ในงาน ‘วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651801

โซไซตี้ : นางแบบ-นายแบบขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ 5 กลุ่มชาติพันธุ์  ในงาน ‘วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน’

วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วรยุทธ เนาวรัตน์ ผวจ.ลำพูน ประธานเปิดงาน “วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน” พร้อมด้วย บพิตร วิทยาวิโรจน์ วัฒนธรรม จ.ลำพูน, หัวหน้าส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน

นส.ลำปาง-นส.เชียงใหม่ ยกทีม นางแบบ-นายแบบ ชั้นนำขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ในงาน “วิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน” สืบสานวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ จ.ลำพูน โดยมี วรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดงาน โครงการ :ลําพูนเมืองวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสรรสร้าง สู่ความมั่นคงยั่งยืน กิจกรรมหลัก :ส่งเสริมอัตลักษณ์ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติพันธุ์ กิจกรรมย่อยที่ ๓ : กิจกรรมงานประเพณีและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ในจังหวัดลําพูน พร้อมด้วย บพิตร วิทยาวิโรจน์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน ณ ศูนย์แสดงสินค้าโอท็อป สวนเฉลิมพระเกียรติ80 พรรษา ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 29 เมษายน-1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและเผยแพร่วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ทั้ง 5 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ได้แก่ ไทยอง ไทลื้อ ไทยวน กะเหรี่ยง และมอญ ให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจแก่สาธารณชนทั่วไป ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำพูนและใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการช่วยสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านกระบวนการสร้างการรับรู้ให้เป็นที่รู้จัก และกระบวนการ สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับสาธารณชนทั่วไป เมื่อมีผู้รู้จักและเข้าใจ ก็จะช่วยรักษาวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ให้คงอยู่ได้สืบไป

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์เมนูอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าชุมชน การออกร้านค้าผลิตภัณฑ์ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูนกว่า 30 ร้านค้าการจำหน่ายสินค้าทำมือ งานหัตถกรรมและอาหารพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ การจัดนิทรรศการอัตลักษณ์แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมสัมผัสกับประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ ภูมิปัญญาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ลิ้มรสอาหารของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ภายในโซนบ้านกลุ่มชาติพันธุ์จำลอง มีการละเล่นงานประเพณี จำลองการจำหน่ายและสาธิตอาหาร งานหัตถกรรม ภูมิปัญญา ความเชื่อ สับเปลี่ยนกันในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ให้มีความตื่นเต้นและน่าประทับใจ โดยมีไฮไลท์คือการเดินแฟชั่นโชว์ ของ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูนซึ่งแรงบันดาลใจเกิดจากชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลายอยู่ในจังหวัดลำพูน โดยตัวเนื้อผ้าที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์นำมาตัดเย็บในรูปแบบที่ทันสมัย เพิ่มลูกเล่นและการตกแต่งด้วยเครื่องประดับเงินของ 5 กลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา ลำพูน ฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์ครูซาเด ไทลื้อบ้านธิ และ มิงมอง ดีไซน์ โดยมีเหล่านายแบบ-นางแบบชั้นนำขึ้นบนเวที นำโดย “น้องแอปเปิ้ล” วชิราภรณ์ นันทวาศ รองอันดับ 1มิสแกรนด์ลำพูน, “น้องลูกเกด” ฐิติชญา แข็งแรงดีกรีนางสาวลำปาง, ชฎากาญจน์ สายวังจิต เทพียี่เป็งบ้านธิ, “น้องน้ำ” นรินทร์ทญา ธนากิจจ์โภคินรองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์ล้านนา ฯลฯ นอกจากนั้นยังมี โซนลานขันโตกและเวทีกลางแจ้ง ชมการแสดงที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแสดงเป็นช่วงๆ สลับกับเสียงดนตรีเคล้าคลอกับบรรยากาศในงานการแสดง แสง สี เสียง ประกอบการรับประทานอาหารแบบขันโตก ที่นำอาหารมาเสิร์ฟแบบพื้นถิ่น และอาหารกลุ่มชาติพันธุ์ โดยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน กิจกรรมเหล่านี้ ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์และสืบสานวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน

โซไซตี้ : ยูเอสเอด จับมือ ยูนิเซฟ ช่วยไทยต่อสู้กับโควิด-19 ระลอกล่าสุด ไซริงค์เกือบ 3 ล้านชิ้นแจกจ่ายเพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650647

โซไซตี้ : ยูเอสเอด จับมือ ยูนิเซฟ ช่วยไทยต่อสู้กับโควิด-19 ระลอกล่าสุด  ไซริงค์เกือบ 3 ล้านชิ้นแจกจ่ายเพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สหรัฐอเมริกา โดยองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสเอด (USAID)และ องค์การยูนิเซฟ ยังคงสนับสนุนประเทศไทยในการต่อสู้กับโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้แจกจ่ายกระบอกฉีดยา หรือไซริงค์เกือบ 3 ล้านชิ้นและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนในประเทศไทยในโอกาสสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลกซึ่งตรงกับสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนของทุกปี นอกจากนี้ การสนับสนุนของ ยูเอสเอดและยูนิเซฟครั้งนี้ ยังรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสิ่งของเครื่องใช้เพื่อสุขอนามัยที่จำเป็น ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีน และการช่วยให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประชากรรายได้น้อย แรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี เชียงใหม่ ตาก และจังหวัดชายแดนใต้ เช่น สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

คยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เข้าสู่ปีที่ 3 สร้างความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงกับทุกชีวิตในทุกพื้นที่ โดยประชากรกลุ่มเปราะบางที่สุดยังคงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ในวันนี้เท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายปีหากเราไม่เร่งจัดการกับปัญหาต่างๆ นั่นหมายความว่าความร่วมมือและความช่วยเหลือทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรเหล่านี้ยังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือกับยูเอสเอดและภาคีต่างๆ เราจะยังคงเร่งเข้าถึงช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่เปราะบางที่สุดเพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ดร.สตีเวน จี โอลีฟ ผู้อำนวยการองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สำนักงานภาคพื้นเอเชีย กล่าวว่า “กระทั่งถึงปัจจุบันยูเอสเอดได้ให้ความช่วยเหลือด้านโควิด-19 เป็นมูลค่ามากกว่า 409 ล้านบาท (12.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งรวมถึงการจัดส่งวัคซีน mRNA โดยสหรัฐอเมริกาจำนวน 2.5 ล้านโดสให้กับรัฐบาลไทย ความช่วยเหลือครั้งล่าสุดจากยูเอสเอดยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยที่จะทำงานร่วมกันบรรเทาผลกระทบจากโรคระบาด การทำงานเคียงข้างกันเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่จะพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนในสังคม โดยเฉพาะคนกลุ่มเสี่ยงและเปราะบาง”

นับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อต้นปี 2563 ยูเอสเอดได้มอบเงินสนับสนุนแก่ยูนิเซฟจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุดในประเทศไทย ความช่วยเหลือล่าสุดจากยูเอสเอด ซึ่งมีมูลค่า 1.45 ล้านเหรียญสหรัฐ มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการเข้าถึงวัคซีน และการส่งเสริมให้คนฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ยังรวมถึงการจัดส่งสิ่งของที่จำเป็นต่าง ๆ ได้แก่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค เครื่องใช้เพื่อสุขอนามัย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเอง ไซริงค์และน้ำยาละลายวัคซีน เพื่อช่วยประเทศไทยรับมือกับ
โควิด-19 นอกจากนี้ ยังได้มีการฝึกอบรมอาสาสมัครชุมชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล เชียงใหม่ ตาก สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อให้มีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ ในการปกป้องตนเองและชุมชนจากโรคโควิด-19 โดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุมชนซึ่งรวมถึงเยาวชนและอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว จะสามารถให้ข้อมูลด้านสุขภาพและข้อมูลวัคซีนที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถช่วยติดตามผู้ป่วยใหม่ และช่วยตรวจหาเชื้อในชุมชน อาสาสมัครยังได้เข้าเยี่ยมบ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพเบื้องต้น อำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาล และบรรเทาผลกระทบทางด้านจิตใจจากการระบาดของโรคโควิด-19 ภายใต้การสนับสนุนครั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กำลังจัดทำการศึกษาผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อเด็กและครอบครัวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผลการศึกษาจะส่งให้กับภาครัฐบาล ภาคสังคม และพันธมิตรภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงบริการและให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดดังกล่าว นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้วิทยุชุมชน ผู้นำทางศาสนา และผู้นำชุมชนจะช่วยกระจายข้อมูลเรื่องการป้องกันโควิด-19 และความรู้ด้านวัคซีนไปยังทั่วทุกเขตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคีพันธมิตรในการดำเนินการนี้ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์พัฒนาสังคม และองค์กรทางด้านการพัฒนาสังคมประกอบด้วย กลุ่มลูกเหรียง มูลนิธิโกมลคีมทอง มูลนิธิช่วยไร้พรมแดนมูลนิธิรักษ์ไทย และ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

โซไซตี้ : วว. ผนึกกำลังพันธมิตรหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ตอบโจทย์ แก้ปัญหาครบวงจร ด้วย วทน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649202

โซไซตี้ : วว. ผนึกกำลังพันธมิตรหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน  ตอบโจทย์ แก้ปัญหาครบวงจร ด้วย วทน.

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

MOU อบจ.นครพนม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการในลักษณะจตุภาคี หรือ Quadruple Helix ระหว่างหน่วยงานการวิจัย การศึกษา จังหวัดและชุมชน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการขยายผลไปข้างหน้าและนำไปสู่การพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยได้ผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหา และผลิตผลงานใหม่ร่วมกัน ด้วยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ผลจากการดำเนินงานของ วว. ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2565 วว. ได้ร่วมมือกับพันธมิตร ดังนี้

บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE มุ่งเน้นความร่วมมือเชิงบูรณาการนำผลงานวิจัยองค์ความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.ดำเนินงานร่วมกันใน “โครงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการอบรม วิจัย พัฒนาและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” มุ่งส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

9 เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ได้แก่ ม.เทคโนโลยีราชมงคล, ม.เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร,ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ, ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, ม.เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และ ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ดำเนินงานบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันในการยกระดับศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถด้านกำลังคน เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยี และร่วมพัฒนาให้เกิดโปรแกรหลักสูตร Non-Degree ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความเข้าใจพื้นฐานด้านระบบราง ครอบคลุมทั้งงานโยธา งานทาง งานล้อเลื่อนงานบำรุงรักษา เป็นต้น

ฝนหลวงและการบินเกษตร ประสานความร่วมมือภายใต้ “โครงการเพิ่มขีดความสามารถห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ คุณภาพน้ำฝน” นำองค์ความรู้มาพัฒนาขีดความสามารถห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝน จากการปฏิบัติการฝนหลวงตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

MOU สถาบันวิจัยพัฒนาพื้นที่สูง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี UiTM ประเทศมาเลเซีย ดำเนินงานร่วมกันโดยมุ่งหวัง 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การริเริ่มสร้างกลุ่มพันธมิตรกับประเทศมาเลเซียในระดับภูมิภาคอาเซียน 2. วว. ต้องการแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการทดสอบ ตรวจสอบทางระบบรางที่ได้มาตรฐานสากล และ 3. วว. ต้องการขยายฐานของผู้รับบริการโปรแกรมการฝึกอบรม Non degree ด้านระบบรางที่จะจัดให้แก่ผู้สนใจ นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน

บริษัทอินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ในเครือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมดำเนินงานนำผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอาหาร บ่มเพาะธุรกิจและนำไปใช้ประโยชน์สู่เชิงพาณิชย์ พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG นำร่องพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย

อบจ. นครพนม ดำเนินงานร่วมกันใน “โครงการนำผลงานวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปแก้ไขปัญหาผักตบชวาและสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในจังหวัดนครพนม”

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. มีภารกิจสนับสนุนและรักษาซึ่งพันธกิจของ“โครงการหลวง” ในการวิจัยพัฒนาเผยแพร่และสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

MOU บ.อินโนบิก

ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยร่วมกับ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ความร่วมมือนี้ วว. และสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะร่วมดำเนินโครงการสำรวจความต้องการการใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ตามมาตรา 41ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะในพื้นที่ภาคตะวันออกและ EEC

บริษัทฝาจีบฯ จำกัด (มหาชน) ส่งเสริมพัฒนาความรู้และงานวิจัย เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อการใช้ประโยชน์งานวิจัยพัฒนาพัฒนาขีดความสามารถสนองตอบนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG

อบจ.กาญจนบุรี นำ วทน. บริหารจัดการสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นด้านสถานที่ในการผลิตการแปรรูปให้ได้มาตรฐาน สามารถสร้างแบรนด์สินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและของเหลือทิ้งภาคการเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบูรณาการร่วมกับเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังกล่าวของ วว.จะเป็นพลังส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันในการขับเคลื่อนนโยบาย ผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรม มีการขยายผลการดำเนินงานไปสู่พื้นที่อื่นๆ มีการนำผลงานที่ร่วมกันพัฒนาไปใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ แก้ปัญหา ของประเทศได้อย่างแท้จริง นับเป็นรางวัลความภาคภูมิใจให้กับ วว. และพันธมิตรที่ได้ร่วมกันดำเนินงานที่มีประโยชน์กับประเทศและประชาชนต่อไป

MOU 9 มทร.

MOU 9 มทร.

MOU มหาวิทยาลัยมาเลเซีย

MOU มหาวิทยาลัยมาเลเซีย

MOU กรมฝนหลวง

MOU กรมฝนหลวง

MOU บ.อุบลไบโอเมทานอล

MOU บ.อุบลไบโอเมทานอล

MOU วว. การยาง

MOU วว. การยาง

MOU วว. บริษัทฝาจีบ

MOU วว. บริษัทฝาจีบ

การบริหารจัดการน้ำ

การบริหารจัดการน้ำ

อบจ.กาญจนบุรี

อบจ.กาญจนบุรี

โซไซตี้ : EEC จับมือ ‘ม.บูรพา-Wefly-PUC Group’ พัฒนาหลักสูตรช่างซ่อมอากาศยาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646684

โซไซตี้ : EEC จับมือ ‘ม.บูรพา-Wefly-PUC Group’  พัฒนาหลักสูตรช่างซ่อมอากาศยาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดี ม.บูรพา, ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ม.บูรพา,กั๋ว โชง จง ประธานคณะ กก.บจ.วีฟลาย แอโร, สุรพันธ์ ธีรสัจจานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.พียูซี กรุ๊ป และ ดร.ม.ล.สุนทรชัย ชยางกูร ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฯ และ ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

พิธีร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Partnership Agreement) ระหว่าง วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา (BUUIC) และ บริษัท พียูซี กรุ๊ป จำกัด (PUC Group Co.,Ltd.) ร่วมกับ บริษัท วีฟลาย แอโร จำกัด (Wefly Aero Co.,Ltd.) ในการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO (Maintenance Repair & Overhaul) โดยมี รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา, ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา, กั๋ว โชง จง ประธานคณะกรรมการบริษัท วีฟลาย แอโร จำกัด, สุรพันธ์ ธีรสัจจานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พียูซี กรุ๊ป จำกัด และ ดร.หม่อมหลวงสุนทรชัย ชยางกูร ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ผศ.ดร.ณยศคุรุกิจโกศล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565

สุรพันธ์ ธีรสัจจานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พียูซี กรุ๊ป จำกัด ซึ่งทำหน้าที่หลักในการวางแผน ออกแบบ และพัฒนาหลักสูตร กล่าวถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่าจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากนานาชาติด้วยความร่วมมือดังกล่าวกับ บจ.วีฟลาย แอโร ซึ่งเป็นสถาบันจัดหลักสูตรด้านธุรกิจการบินและอากาศยาน มุ่งเน้นการสร้างบุคลากรด้านช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับการรับรองจากองค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป หรือ EASA และยังเป็นส่วนหนึ่งในแผนการพัฒนามุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics & Aviation รวมถึงการเป็น “มหานครการบินภาคตะวันออก” ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค

กั๋ว โชง จง ประธานคณะกรรมการบริษัท วีฟลาย แอโร จำกัด กล่าวว่า อาชีพ “ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน” ถือเป็นอีกหนึ่งสายงานที่กำลังขาดแคลนเช่นเดียวกันกับอาชีพนักบิน ก่อนหน้านี้บริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกประมาณการความต้องการบุคลากรซ่อมบำรุงอากาศยานในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั่วโลกมีความต้องการอีกกว่า 600,000 คน ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของไทย มีความต้องการช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน ประมาณ 400 คนต่อปี แต่ในปัจจุบันยังผลิตได้น้อยกว่าเป้าหมายมาก ทั้งนี้ หลังจากยุคหลังการระบาดโควิด-19 (Post-Pandemic) ทั่วโลกเริ่มทยอยกลับมาผ่อนคลายการเดินทางระหว่างประเทศอีกครั้ง และเมื่ออุตสาหกรรมการบินกลับมาฟื้นตัว การพัฒนากำลังบุคลากรให้ทันสอดรับกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพากล่าวว่า หลักสูตร EASA Engineer Course นี้เป็นการเรียน Basic Training Course Part 66 B1.1 & A1 โดยเรียนทั้งสิ้น 12 Modules แบ่งการเรียนการสอนเป็นภาคทฤษฎี 260 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติอีก 540 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 800 ชั่วโมงเรียนวันละ 6 ชั่วโมง ใช้เวลาเรียนรวม 6 เดือน โดยผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) เพื่อเป็นใบเบิกทางในการสมัครเข้าทำงาน โดยสามารถเลือกเก็บประสบการณ์อีก 1 ปี เพื่อไปสอบ AircraftMaintenance License Category A1 และเก็บประสบการณ์อีก 2 ปี เพื่อไปสอบ AircraftMaintenance License Category B1.1

ในปี 2565 นี้ ทางวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา จะเริ่มเปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมทั้งหมด 4 รุ่น รุ่นละ 45 คน กำหนดเปิดการเรียนการสอนภายใน ไตรมาส 3 พร้อมตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน ในปีการศึกษา 2565 ให้ได้ 180 คน และในปีการศึกษา 2566 อีก 400 คน คาดว่าจะสามารถผลิตบุคลากรด้านช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวนไม่ต่ำกว่า 800 ถึง 1,000 คน ภายในระยะ 3 ปี เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย ผู้ที่สนใจหลักสูตร EASA Engineer Course (หลักสูตรระยะ 6 เดือน) ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา โทรศัพท์ : 038 102571-2ต่อ 126 (สุทธิจิตต์ รอดผัน) Email: reskillbuuic@gmail.com หรือ pucgroup@hotmail.com หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://buuic.buu.ac.th

สุรพันธ์ ธีรสัจจานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.พียูซี กรุ๊ป

สุรพันธ์ ธีรสัจจานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.พียูซี กรุ๊ป

กั๋ว โชง จง ประธานคณะกก.บจ. วีฟลาย แอโร

กั๋ว โชง จง ประธานคณะกก.บจ. วีฟลาย แอโร

ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ม.บูรพา

ผศ.ดร.ปริญญา นาคปฐม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ม.บูรพา

โซไซตี้ : ยูนิเซฟ จับมือ กระทรวงศึกษาธิการและกสศ. ช่วยเด็กๆ ฟื้นฟูความรู้ที่ถดถอยเนื่องจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646519

โซไซตี้ : ยูนิเซฟ จับมือ กระทรวงศึกษาธิการและกสศ.  ช่วยเด็กๆ ฟื้นฟูความรู้ที่ถดถอยเนื่องจากโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รายงานฉบับใหม่โดยองค์การยูเนสโกองค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่าเด็กนักเรียนในเกือบทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางความรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ เด็กเล็ก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหานี้รุนแรงที่สุด รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมี สเตฟาเนีย จิอานนีนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา องค์การยูเนสโกพร้อม โรเบิร์ต เจนกินส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ และ เจมี ซาเวดราผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา ธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้นานาประเทศออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เด็กทุกคนได้กลับมาเรียนหนังสือและชดเชยความรู้ที่ถดถอย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ตลอดจนการเรียนรู้และหน้าที่การงานในอนาคตของเด็กๆ

คำแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “นับตั้งแต่มีการปิดโรงเรียนในเดือนมีนาคม 2563 เด็กนักเรียนทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงเรียนไปมากกว่าสองล้านล้านชั่วโมง และเด็กๆ มากกว่า 4 ใน 5 ประเทศมีการเรียนรู้ที่ถดถอย ทักษะขั้นพื้นฐานในทุกมิติที่เด็กๆ ได้สะสมไว้กำลังหายไป เด็กๆ ลืมวิธีการอ่านและเขียน บางคนจำไม่ได้แม้แต่ตัวอักษร เด็กเล็กในเกือบทุกประเทศซึ่งกำลังจะเริ่มเข้าเรียนต่างไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้เลยเนื่องจากการศึกษาปฐมวัยที่ขาดหายไป”และคำแถลงระบุต่อไปว่า “ตั้งแต่หกเดือนแรกหลังการแพร่ระบาด เป็นที่ทราบกันแล้วว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 คน ทั่วโลกถูกตัดขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิงเพราะไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล เรารู้ดีว่าเด็กและเยาวชนประมาณ24 ล้านคน มีความเสี่ยงที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เรารู้ว่าแรงงานเด็กและการแต่งงานในวัยเด็กจะเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลต่างๆ จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการมากพอที่จะช่วยให้เด็กๆ ฟื้นฟูสิ่งที่พวกเขาต้องเสียไป”

ในประเทศไทย การปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเด็กนับล้านคน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2563 พบว่าครอบครัวในประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่งไม่พร้อมที่จะให้ลูกเรียนออนไลน์ โดยร้อยละ 51ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์, ร้อยละ 26ไม่มีอินเตอร์เนต และพ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 40ไม่มีเวลาที่จะดูแลลูกในการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า แม้ว่าจะมีความพยายามในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเร็วอินเตอร์เนต หรือการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการลดขนาดห้องเรียนในโรงเรียนลง แต่การแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบทางลบต่อภาพรวมของคุณภาพการเรียนการสอน จำนวนเด็กที่ขาดเรียนก็เพิ่มขึ้นทั้งในการเรียนในห้องเรียนและการเรียนออนไลน์

คยองซัน คิม ผอ.องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กำลังทำงานกับพันธมิตร เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนจะเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย และเด็กๆ จะสามารถเรียนตามบทเรียนได้ทัน ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนำร่องในโรงเรียน 40 แห่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร ยูนิเซฟได้สนับสนุนพันธมิตรในการประเมินภาวะความรู้ถดถอยของเด็กๆ และจัดอบรมครู ตลอดจนจัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนและทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมที่ตรงกับความต้องการของเด็กแต่ละคนและสามารถฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็กๆ ได้ ทั้งนี้ จะมีการถอดบทเรียนจากโครงการนำร่องนี้เพื่อใช้วางแผนฟื้นฟูภาวะถดถอยทางความรู้ในโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป

คยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้มุ่งดำเนินการเพื่อระบุเด็ก ๆ ที่ไม่กลับเข้าเรียนและเด็กที่มีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการศึกษาอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ยูนิเซฟจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรอื่นๆ ในการทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเด็กๆ จากการเรียนรู้ที่ถดถอยและการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และในโอกาสที่ภาคการศึกษาใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราต้องดำเนินการต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่า เด็กๆ จะได้รับการสนับสนุนในทุกด้านเพื่อให้พวกเขากลับมาเรียนตามบทเรียนได้ทันและเรียนรู้มากยิ่งกว่าที่พวกเขาเสียไป แต่เราต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นแล้ว เด็กทั้งรุ่นอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบที่แก้กลับคืนมาไม่ได้”

รายงานของยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า มีประเทศที่ได้ทำการสำรวจไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ออกมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็กๆ ในขณะเดียวกันงบประมาณด้านการศึกษายังคงลดลงต่อเนื่องอย่างน่าใจหาย โดยเฉลี่ยประเทศต่างๆ จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงร้อยละ 3 จากแผนฟื้นฟูโควิด-19 โดยประเทศรายได้ต่ำหรือค่อนข้างต่ำจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น

โซไซตี้ : ‘Be Strong, Be Kind, Be There’ ไขกุญแจสู่ประตู แห่งสังคมออนไลน์สีขาวที่ปลอดภัยต่อใจทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642457

โซไซตี้ : ‘Be Strong, Be Kind, Be There’ ไขกุญแจสู่ประตู  แห่งสังคมออนไลน์สีขาวที่ปลอดภัยต่อใจทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บรรยากาศงานแถลงข่าว เปิดตัวโครงการ Game On Digitally Safe and Sound

ในยุคดิจิทัลที่อินเตอร์เนตและโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนเรากิจกรรมหลายอย่างที่เคยเกิดขึ้นได้เฉพาะบนโลกแห่งความเป็นจริงก็เคลื่อนตัวไปเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ด้วย ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์จนกลายมาเป็นปัญหาหนึ่งที่ใกล้ตัวคนยุคนี้ นั่นก็คือ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ หรือ Cyberbullying โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดียที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้เพียงสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์เพื่อกดเปิดแอปพลิเคชั่นก็สามารถย่อทุกความไกลห่างให้เชื่อมต่อกันได้ภายในเสี้ยววินาที

Cyberbullying ดาบสองคมต้องตื่นตัวเทคโนโลยีก็เหมือนดาบสองคมที่มาพร้อมกับประโยชน์มากมาย แต่ก็มีปัญหาต่างๆ ที่เกิดได้เช่นเดียวกับโลกแห่งความเป็นจริง อย่าง Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งบนโลกดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้ชีวิตคลุกคลีกับโลกออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ถูกรังแกเสียสุขภาพจิตและอาจยกระดับเป็นโรคซึมเศร้า สำหรับบ้านเรานั้นเริ่มมีหลายๆ หน่วยงานได้ออกมาให้ความสำคัญกับปัญหา Cyberbullying อย่างจริงจังมากขึ้น และในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวันSafer Internet Day หรือวันแห่งการใช้อินเตอร์เนตอย่างปลอดภัยสากล บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการเกมออนไลน์ชั้นนำระดับโลก ร่วมกับ กรมสุขภาพจิตเปิดตัวโครงการ Game On: Digitally Safe and Sound พร้อมเผยแพร่สื่อภาพยนตร์สั้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Be Strong, Be Kind และBe There และบอร์ดเกม “The.Net Threatเกมกลโลกไซเบอร์” มุ่งสร้างสังคมออนไลน์สีขาวที่ปลอดภัยต่อใจทุกคน ที่จะให้ความรู้แก่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง เกี่ยวกับวิธีรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในสังคมออนไลน์

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย)

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเตอร์เนตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ การีนา (Garena) ช้อปปี้ (Shopee) และซีมันนี่ (SeaMoney) กล่าวว่า ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนใช้ชีวิตอยู่กับอินเตอร์เนตและโซเชียลมีเดียนานขึ้น การีนา ในฐานะที่เป็นพื้นที่ของเด็กและเยาวชนจำนวนมาก จึงเห็นว่า การปลูกฝังให้เยาวชนมีภูมิคุ้มกันและเข้าใจการรับมือผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในครอบครัว ควรช่วยกันปลูกฝังในเรื่องดังกล่าวเพื่อร่วมกันป้องกันและลดปัญหาหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนบนโลกออนไลน์ เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวข้ามความท้าทายบนโลกออนไลน์ และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

3B เครื่องมือสร้างสังคมออนไลน์สีขาว ผลกระทบจาก Cyberbullying มีตั้งแต่สร้างความรำคาญ ความเดือดเนื้อร้อนใจ บางคนรู้สึกเบื่อชีวิตไม่อยากพบเจอใคร หรือบางรายอาจมีความเครียดอย่างหนัก และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่แต่อย่างไรก็ดี ผลกระทบจาก Cyberbullying ไม่ว่าจะต่อผู้รังแกหรือผู้ถูกรังแกนั้นจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของแต่ละบุคคล รวมไปถึงทักษะการรับมือของแต่ละคนด้วย

ภายในงานเปิดตัวโครงการฯ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมพลังบวก สานสัมพันธ์ครอบครัว พร้อมรับมือผลกระทบบนโลกออนไลน์ เพื่อสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย (Be Strong, BeKind, Be There)” โดยมี เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา อินฟลูเอนเซอร์สาวสายเฮลท์ตี้ พร้อมด้วย อาร์ตโตะ-วิศรุตต์ ปองธนพิสิฐ Assistant Manager Game Operation บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) ผู้แทนจากวงการเกมออนไลน์ และ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นและโฆษกกรมสุขภาพจิตมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์ และแนะนำการรับมือกับผลกระทบต่างๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถนำไปปรับใช้กับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมบนโลกออนไลน์ให้ปลอดภัย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามภาพยนตร์สั้นBe Strong, Be Kind, Be There ได้ทาง Facebook:Garena Thailand (https://www.facebook.com/GarenaThailand) หรือ Facebook:กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (https://www.facebook.com/THAIDMH)

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นและโฆษกกรมสุขภาพจิต

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นและโฆษกกรมสุขภาพจิต

เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา นักร้องและนักแสดงสาวสายเฮลท์ตี้

เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา นักร้องและนักแสดงสาวสายเฮลท์ตี้

โซไซตี้ : กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ เชฟรอนและบริษัทร่วมทุน มอบรถพยาบาลฉุกเฉินแก่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640975

โซไซตี้ : กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ เชฟรอนและบริษัทร่วมทุน  มอบรถพยาบาลฉุกเฉินแก่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พรสุรีย์ กอนันทา ผจก.ฝ่ายกิจการองค์กร บจ.เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต,ศุภมาศ เล้าสกุล เลขานุการกรม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, พล.ร.ต.อานัน นิ่มนวลผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และ วาทิน ทองดี วิศวกรชำนาญการพิเศษสนง.พลังงาน จ.ชลบุรี ถ่ายภาพร่วมกันในพิธีมอบรถพยาบาลฉุกเฉินแก่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับบริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทร่วมทุนแปลงสำรวจหมายเลข B8/32 อันประกอบด้วยบริษัท มิตซุยออยล์ เอ็กซพลอเรชั่น จำกัดบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท พลังโสภณ จำกัด และบริษัทคริสเอ็นเนอร์ยี่ (กัลฟ์ ออฟ ไทยแลนด์) จำกัด มอบรถพยาบาลเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน1 คัน มูลค่า 2,976,740 บาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ โดยการมอบรถพยาบาลฉุกเฉินดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานช่วยชีวิตผู้ป่วยเมื่อมีเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี ศุภมาศ เล้าสกุล เลขานุการกรม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธานในพิธี

พรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิตจำกัด กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของบริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ส่งมอบรถพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กรมแพทย์ทหารเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยได้รับการเห็นชอบจากกระทรวงพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติรถพยาบาลฉุกเฉินที่ส่งมอบในวันนี้ เป็นรถ ToyotaCommuter รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือครุภัณฑ์การแพทย์ช่วยชีวิตฉุกเฉินอย่างครบครัน นอกจากนี้ ภายในรถได้ติดตั้งระบบปรับอากาศแบบ
แยกส่วนอิสระระหว่างห้องคนขับและห้องพยาบาลให้แยกจากกัน พร้อมระบบฟอกอากาศ และระบบ UV ฆ่าเชื้อ COVID-19 ตามมาตรฐานสากล”

ทั้งนี้ รถพยาบาลฉุกเฉินคันนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย สามารถบรรทุกผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ได้ไม่น้อยกว่า 4 คน โดยเครื่องมือทางการแพทย์ภายในรถได้รับการออกแบบติดตั้งตามกำหนดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินทุกประการ พร้อมด้วยระบบไฟและเสียงสัญญาณตามที่กฎหมายกำหนด และได้ดำเนินการขออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รถพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่ ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์อย่างครบครัน

รถพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่ ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์อย่างครบครัน

รถพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่ ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์อย่างครบครัน

รถพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่ ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์อย่างครบครัน

โซไซตี้ : ‘Maidreamin’ เมดคาเฟ่อันดับ 1 จากญี่ปุ่น Flagship Store ครั้งแรกในเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640836

โซไซตี้ : ‘Maidreamin’ เมดคาเฟ่อันดับ 1 จากญี่ปุ่น  Flagship Store ครั้งแรกในเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนี๊ยน เนี๊ยน ร้าน Maidreamin (เมดดรีมมิน) เมดคาเฟ่อันดับ 1 จากญี่ปุ่นเปิดให้นายท่านและคุณหนูเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันไปพร้อมกับน้องเมดสุดน่ารัก เปิดสาขาใหม่แล้ววันนี้ที่ ชั้น 2โซน A ที่ยกระดับความพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีกด้วยการเปิดสาขาใหม่ในรูปแบบ Flagship Store ที่มีความพิเศษมากกว่าสาขาอื่นๆ โดยขยายเวลาในดินแดนแห่งความฝันเพิ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 11.30-23.00 น.ที่มาพร้อมกับความพิเศษมากมายจากน้องเมดทุกคนที่จะมามอบความสุขให้กับนายท่านได้เพลิดเพลินและสนุกไปกับความน่ารักของน้องๆ

ความพิเศษสำหรับนายท่านและคุณหนูจะได้รับตั้งแต่เดินเข้าร้าน จนกระทั่งไม่อยากลุกออกจากร้านกันเลยทีเดียว ส่วนนายท่านคนไหนที่อยากมานั่งแฮงค์เอ้าท์ หรือมานั่งชิลผ่อนคลายจากการทำงานในระหว่างวันไปกับน้องเมดและชมโชว์น่ารักๆ สุดพิเศษจากน้องเมดก็อยู่กันแบบยาวๆ ได้เลย

ในส่วนของอาหารมีให้บริการทั้งเครื่องดื่ม อาหารคาว หรือจะเป็นของหวานก็มีพร้อมเสิร์ฟให้นายท่านได้ลิ้มลองความอร่อยไปกับเมนูน่ารักๆอย่าง Kuma dreamin ที่มากับเซตข้าวน้องหมีห่มผ้าสุดน่ารัก เมนู Omelette Rice Curry เมนูที่น้องเมดจะมาวาดรูปน่ารักๆ บนหน้าไข่ Omelette ให้กับนายท่าน หรือว่าจะเป็นเมนูแนะนำอย่าง Giant Curry Rice ข้าวหน้าแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับความพิเศษสำหรับนายท่านที่สั่งเมนูสุดพิเศษนี้ โดยอาหารไซส์บิ๊กมาพร้อมกับโชว์สุดคิ้วท์และการร่ายเวทมนตร์สุดน่ารักเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร

เมนูของคาวผ่านไปก็ต้องมีของหวาน กับเมนูไอศกรีมสีสันน่าทานที่รวมเข้ากับการตกแต่งด้วยขนมหลากสีสันที่มาเสิร์ฟพร้อมกับการร่ายมนต์แห่งความสดใสของน้องเมดสุดน่ารัก นอกจากไอศกรีมที่มีให้เลือกหลายแบบแล้ว ก็ยังมีเมนูเครื่องดื่มให้ได้เลือกสรรอีกมากมาย

ทุกวันจะมีโชว์สุดน่ารักจากน้องเมดที่จะมามอบความสุขให้แก่นายท่านและคุณหนูในดินแดนแห่งความฝันที่จะสร้างรอยยิ้มให้กับนายท่านและคุณหนู นอกจากนี้ยังมีการจับฉลากสุ่มกาชา เพื่อลุ้นรับของรางวัลมากมายจากทางร้านเมดดรีมมินที่รอให้เป็นเจ้าของอีกด้วย

พิเศษสุดๆ หากนายท่านหรือคุณหนูท่านไหนช่วยรีวิวให้กับความน่ารักของน้องเมดผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR CODE) จะได้รับสิทธิ์ถ่ายเซลฟี่กับน้องเมดอีกด้วย แวะมาหาน้องเมดได้ที่ร้านMaidreamin (เมดดรีมมิน) ชั้น 2 โซน A ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจMaidreaminThailand นะคะ เนี๊ยน!