เสพข่าวไม่เครียด รู้ทันข่าวปลอมก่อนตกเป็นเหยื่อ Fake News #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617445

วันที่ 12 มี.ค. 2563 เวลา 13:05 น.

เสพข่าวไม่เครียด รู้ทันข่าวปลอมก่อนตกเป็นเหยื่อ Fake News

จากวลีที่แชร์ต่อกันขำๆ ว่า “โอกาสติดเชื้อ 1% โอกาสประสาทแดก 100%” สะท้อนการเลือกเสพข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ในวันที่เกิดโรคระบาด ว่ายังมีข่าวปลอมที่แพร่ระบาดไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรค แล้วเราจะเลือกรับข่าวสารอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ Fake News

เช็กก่อนเชื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวในโลกออนไลน์ดังนี้

เช็กแหล่งที่มา

เมื่อรับรู้ข่าวสารต่างๆ ก่อนปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เราควรตรวจสอบหาแหล่งที่ของข่าวหรือภาพก่อนว่ามาจากแหล่งไหน ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ใครเป็นผู้เขียน ระบุวันเวลา หรือสถานที่ไว้ชัดเจนหรือไม่ โดยอาจหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เป็นสำนักข่าว, หนังสือพิมพ์, เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ หรือค้นหาจาก Google ว่าข่าวสารดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากไม่สามารถหาแหล่งที่มาได้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นข่าวปลอม

สำหรับวิธีตรวจสอบที่มาของภาพที่โพสต์ในโลกออนไลน์ว่ามีที่มาจากไหน เป็นภาพเก่า ภาพใหม่ หรือภาพตัดต่อ และใครเป็นเจ้าของภาพตัวจริง สามารถทำได้โดย “คลิกขวาที่ภาพ” จากนั้นเลือกคำว่า “ค้นหาภาพนี้ใน Google” หรือ “Search Google for image” จากนั้นระบบจะทำการค้นหาที่มาของภาพให้ทันที

หาข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนส่งต่อข้อมูล สิ่งที่ควรทำคือการเช็กว่าข่าวสารที่ได้รับมานั้นมีข้อมูลจากแหล่งอื่นอีกหรือไม่ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากแต่ละแหล่งข่าวว่าข้อมูลส่วนใดตรงกัน และข้อมูลส่วนใดขัดแย้งกันบ้าง หากพบว่าไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ ไม่มีสำนักข่าว หรือสื่อใดที่กล่าวถึง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ข่าวดังกล่าวจะเป็นข่าวปลอม

วิธีการเช็กว่าเป็นเว็บหรือเพจข่าวปลอมหรือไม่

ที่ผ่านมา มีข่าวเท็จหรือการสร้างข่าวเท็จผ่านเว็บไซต์ข่าวปลอม หรือเพจเฟซบุ๊กปลอมอยู่บ่อยๆ รวมถึงเพจเฟซบุ๊กคนดังที่ถูกสร้างปลอมขึ้นมา จนทำให้มีการกระจายข่าวสารผิดๆ ออกไปในโลกออนไลน์

สำหรับวิธีสังเกตว่าเป็นเว็บข่าวปลอมหรือไม่นั้น อาจดูว่าเว็บข่าวดังกล่าวลงท้ายด้วยอะไร เนื่องจากเว็บข่าวส่วนใหญ่ จะลงท้ายด้วย “.co.th”   “.com” หรือ “.or.th” แต่หากเจอเว็บไซต์ที่ลงท้ายว่า “.online” ให้รู้ไว้เลยว่านั่นเป็นเว็บไซต์ที่มีการปลอมขึ้นมาอย่างแน่นอน

วิธีเช็กที่ดีที่สุด คือการเช็กจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อีกหน่วยงานหนึ่งในการช่วยตรวจสอบหรือแจ้งข่าวที่มีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง โดยสามารถติดต่อและติดตามการดำเนินงานได้ที่เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com หรือโทร.02-288-8000

ส่วนกรณีเพจเฟซบุ๊กปลอมนั้น อาจดูตรงตรงเครื่องหมาย “ถูก” สีเขียว ที่อยู่บริเวณด้านหลังของชื่อเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว หากเพจไหนไม่มีเครื่องหมายถูกยืนยัน ก็มีโอกาสเป็นเพจปลอมเช่นกัน

หยุดแชร์ข่าวปลอม

ถ้ารู้ว่าเป็น “ข่าวปลอม” ควรรีบแจ้งให้ผู้คนอื่นทราบถ้าเช็กจนรู้ว่าข่าวที่เห็นเป็นข่าวปลอม คุณควรกระจายข้อเท็จจริงออกไปว่า “นี่คือข่าวปลอม” เพื่อให้ผู้คนในโลกออนไลน์ทราบเรื่อง และหยุดการส่งต่อทันที

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีสติ อย่าตื่นตระหนกกับข่าวสารที่ได้รับ จนลืมเช็กว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก่อนจะส่งหรือแชร์ต่อไปให้คนอื่น เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี

ผลกระทบของข่าวปลอม

  • ผู้รับได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด อาจส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น แชร์ข้อมูลว่าดื่มน้ำมะนาวช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ ผู้ป่วยอาจเลิกไปรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดกับหมอ ทำให้มะเร็งลุกลามถึงขั้นเสียชีวิต
  • ผู้รับเกิดความตระหนกตกใจ เช่น ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับภัยพิบัติ หรือโรคระบาดต่างๆ อาจทำให้ผู้คนแตกตื่น แห่กักตุนของกินของใช้ หรือไปเข้าคิวฉีดวัคซีนป้องกันโรคซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง ข่าวการเมืองหรือนโยบายของรัฐที่อาจทำให้หุ้นขึ้นหรือลง นักลงทุนเทขายหุ้นหรือซื้อเพื่อเก็งกำไร
  • ผู้ถูกแอบอ้างได้รับความเสียหาย เช่น ถูกล้อเลียน ดูหมิ่น กลั่นแกล้งรังแก (bully) เพราะข้อมูลเท็จที่เกิดจากการตัดต่อให้ดูตลกขบขัน ถูกเกลียดชังจากข้อมูลเท็จเชิงใส่ร้ายป้ายสี หรือตัวอย่างข่าวดาราดังป่วยหนักใกล้เสียชีวิต ทำให้ประชาชนสงสาร มิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสเรี่ยไรเงินช่วยเหลือครอบครัวดาราดัง
  • ข้อมูลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เช่น ข้อมูลเท็จทางด้านการเมือง ข่าวสถานการณ์ระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่ความไม่สงบสุขในสังคม สร้างปัญหาระหว่างประเทศได้

ความผิด

ผู้ที่ผลิตข่าวเท็จ บิดเบือน และนำเผยแพร่บนโซเชียลยังเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 คือนำข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ อันก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนผู้ส่งต่อข้อมูลเท็จโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ถือว่ามีความผิดเท่ากับผู้กระทำผิดข้างต้นและมีอัตราโทษเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ หากข้อมูลนั้นทำให้บุคคล องค์กร หน่วยงาน เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็ยังอาจจะได้รับโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาพ : Freepik

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617331

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 14:40 น.

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า?

ทำไมคุณถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า? …ตอบคำถามนี้อย่างไรให้ที่ทำงานใหม่เห็นว่าคุณเหมาะสมกับการรับเข้าทำงาน

หนึ่งในคำถามสุดคลาสสิกที่มักปรากฏตอนสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งเป็นเหตุผลในการที่คุณจะขอลาออกจากที่ทำงานใดสักแห่ง ต้องมี “ทำไมคุณถึงลาออก” แล้วจะตอบอย่างไรให้ดูมีชั้นเชิง มาดูเหตุผลดีๆ ที่เรานำมาฝากกันได้เลย

แนวทางที่ 1 เมื่อจะบอกว่าคุณมองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ที่ผ่านมาฉันมีความสุขและสนุกกับการทำงาน แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะได้ลองออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไปแล้ว

แนวทางที่ 2 เมื่อจะบอกว่าคุณเข้ากับหัวหน้าไม่ได้

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้งสองฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจในการหาสิ่งใหม่ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง

แนวทางที่ 3 เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน

แนวทางที่ 4 เมื่อคุณอยากได้เงินเดือนที่มากขึ้น

แม้เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อๆ ตรงๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่างๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ๆ ที่มากขึ้น

แนวทางที่ 5 เมื่อที่ทำงานเก่ามีเงื่อนไขการทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น

ในชีวิตเราย่อมมีความต้องการในด้านอื่นๆ เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…ฉันเชื่อว่าการทำงานหนักจะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่น   ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง

ภาพ : freepik

‘แฟชั่นผ้าไทย’ จากองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617274

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 18:30 น.

'แฟชั่นผ้าไทย' จากองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล

ชมความงดงามของคอลเลกชั่นผ้าไทยร่วมสมัย จากแบรนด์สายเลือดไทย WISHARAWISH ในโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563

“ผ้าไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในงานช่างฝีมือที่สืบทอดกันมาแต่ช้านาน กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วยแบรนด์ WISHARAWISH (วิชระวิชญ์) โดยนายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ ได้ดำเนินงานต่อยอดโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563 เป็นปีที่ 2 เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทย รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทยต้นแบบ

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข และผลงานการออกแบบ

นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH เผยว่า ในคอลเลกชั่น Post-Wore Delicacies (โพส วอร์ เดลิเคซี่) เป็นการเอาของในชีวิตประจำวันกลับมาทำให้มีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ในตอนนี้ นั่นคือนำผ้าไทยกลับมาใช้ยังไงให้ดูตื่นเต้น โดยที่ไม่เชย หรือซ้ำซาก สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ ดูแลรักษาได้ง่าย และราคาสามารถสัมผัสได้

ส่วนดีไซน์ของเสื้อผ้าจะค่อนข้างเบสิก เน้นไปที่แมททีเรียล โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเส้นใยที่เรียกว่า FILAGEN (ฟิลาเจน) และ Nanozinc (นาโนซิงค์) โดยในครั้งนี้เราได้ทำงานกับชุมชนถึง 14 ชุมชนทั่วประเทศไทย เราพยายามจะดึงจุดเด่นของแต่ละที่ออกมา ทำให้งานมีความน่าสนใจมากขึ้น และตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลตอบรับจากปีที่แล้วก็ถือว่าดีมาก ออเดอร์ผ้าจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามามากมาย ทำให้เห็นว่าผ้าไทยของเรายังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก และสำหรับปีนี้ 70 ลุคที่เราพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็น่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคน

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานการแถลงข่าว

สำหรับโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล เป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม คือการต่อยอดวัฒนธรรมด้วยการนำคุณค่าของวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรม สนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5F (Film, Food, Festival, Fashion, Fighting) ในเรื่อง Fashion : การออกแบบและแฟชั่น โดยการบูรณาการและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการทั้ง 7 ชุมชน ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ได้แก่ การขยายฐานลูกค้าออกไปสู่ต่างประเทศ มียอดสั่งผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาลวดลายบนผืนผ้าใหม่ๆ การวางลายผ้าให้มีความทันสมัย ไม่ดูเชย มีความโดดเด่น เพิ่มมูลค่าให้กับผลงาน ได้รับเชิญเข้าร่วมงานแสดงเครื่องแต่งกายในงานแฟชั่นที่ต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสาธารณรัฐออสเตรีย ต่อยอดกับเทคโนโลยี เกิดเป็นนวัตกรรมเส้นใยผ้า ส่งผลให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ อาทิ กำจัดและปกป้องกลิ่นกาย ป้องกันรังสียูวี เนื้อผ้าไม่ยับง่าย ดูแลรักษาง่าย และสวมใส่สบาย มีรายได้ทั้งจากงานหัตถกรรมและนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ้ามิติผ้าไทย

นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงผ่านแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมภายในชุมชน/กลุ่มที่ทอผ้า/ผู้ประกอบการ ทั้ง 14 ชุมชน ได้แก่

  • ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จุฑาทิพ จังหวัดขอนแก่น
  • ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข จังหวัดขอนแก่น
  • ไหมแต้มหมี่ กลุ่มสตรีทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น
  • ผ้าขาวม้า อิมปานิ จังหวัดราชบุรี
  • ผ้าฝ้ายทอมือ คอตตอนฟาร์ม จังหวัดเชียงใหม่
  • เรือนไหมใบหม่อน จังหวัดสุรินทร์
  • บาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี
  • ชาคราฟท์ จังหวัดแพร่
  • ผ้าซาโลมา ปาเต๊ะ จังหวัดนราธิวาส
  • ไฑบาติก จังหวัดกระบี่
  • ร้านฝ้ายเข็น จังหวัดอุบลราชธานี
  • บ้านหนองอีบุตร จังหวัดกาฬสินธุ์
  • ฉัตรทองไหมไทย จังหวัดนครราชสีมา
  • ฅญา บาติก นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

โดยทั้ง 14 ชุมชนสามารถดำเนินการทอผ้าและสร้างสรรค์ผ้าไทยให้มีความแปลกใหม่ไปตามกระแสของวงการแฟชั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง รวมไปถึงยังเป็นการสืบสานและส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านมิติผ้าไทย ซึ่งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจบนรากฐานของวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนให้อยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผลงานการออกแบบ

ผู้ประกอบการตัวแทนจาก 14 ชุมชน และผลงาน
ผลงานจากแบรนด์ ไฑบาติก จังหวัด กระบี่
ผลงานจากแบรนด์ ฅญาบาติก จังหวัด นครราชสีมา
ผลงานจากแบรนด์ คอตตอนฟาร์ม จังหวัด เชียงใหม่
ผลงานจากแบรนด์ เรือนไหมใบหม่อน จังหวัด สุรินทร์

“เป็นลาว” สุดแซ่บ สุดจัดจ้านในย่านเขาใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/617352

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 15:30 น.

"เป็นลาว" สุดแซ่บ สุดจัดจ้านในย่านเขาใหญ่

โพสต์ทูเดย์พาไปชิมของอร่อยกันที่เขาใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่ร้าน “เป็นลาว” เสิร์ฟความแซ่บด้วยอาหารอีสานรสดั้งเดิม ไม่เติมผงชูรส แต่ยังคงความจัดจ้านไว้ได้อย่างดี

ชื่อร้านนี้มีที่มาจากต้นตระกูลของเจ้าของร้านสืบเชื้อสายมาจากลาวและต้องการคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้จึงใช้ชื่อเป็นลาวที่เป็นการสื่อความหมายแบบตรงตัว

ร้านเป็นลาวยึดคอนเซปต์ “ร้านอาหารของชุมชน เพื่อชุมชน” ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากเกษตรกรในชุมชน และยังนำคนเจเนอเรชั่นต่างๆ ในชุมชนมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่เด็กๆ ที่อยากหารายได้ระหว่างเรียน พร้อมเรียนรู้ วัยทำงานที่ขยันขันแข็ง และวัยผ่านประสบการณ์โชกโชนที่พร้อมถ่ายทอดความรู้และเป็นผู้ฝึกฝนให้คนรุ่นหลังมีรสมือที่ทัดเทียมและคงที่

มาดูที่อาหารกันบ้าง มาเยือนโคราชต้องไม่พลาดชิมผัดหมี่โคราช ที่ใช้น้ำปรุงสูตรเฉพาะของทางร้าน ผัดกับเส้นก๋วยเตี๋ยวเหนียวนุ่ม ให้รสชาติซึมเข้าไปในเส้น รสชาติกลมกล่อม จัดจ้านตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย ที่สำคัญลูกค้าสามารถเลือกใส่เนื้อสัตว์ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหมู กุ้ง ไก่

ต่อกันที่ลาบปลาดุก ปกติลาบของที่อื่นจะมีมีน้ำนิดหน่อย แต่ของที่นี่เป็นแบบแห้ง ทางร้านพิถีพิถันตั้งแต่การนำปลาดุกไปย่างจนหอมแล้วแกะเอาเฉพาะเนื้อไปปั่นกับข่า ต่อด้วยการคั่วจนแห้ง แล้วจึงนำมาปรุงรสเค็มแซ่บกำลังดี  ใส่ผักพื้นบ้านอย่างผักแพวเพิ่มความหอมอีกหน่อย อร่อยอย่าบอกใคร ส่วนใครไม่ถนัดปลาก็ยังมีลาบเป็ดที่อร่อยไม่แพ้กันเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง

ขยับมาที่เมนูต้มๆ เพิ่มความคล่องคอกันบ้าง กับแกงลาวเห็ดสามอย่าง เห็ด 3 ชนิดบวกกับบวบต้มในน้ำใบย่านางคั้น ได้รสชาติเค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ จากบวบ

ของดียังมีอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นหมูสามชั้นทอดกับปลาร้าทรงเครื่อง หมูสามชั้นทอดกรอบนอกนุ่มใน ฟีเจอริ่งกับน้ำพริกปลาร้าหอมๆ นัวกลิ่นปลาร้า พริกคั่ว หอมแดงคั่ว ขอบอกเลยว่าเข้ากั๊นเข้ากัน ยิ่งได้ข้าวเหนียวดำร้อนๆ มาจิ้มด้วยกันอีกอย่างนี่ฟินลืมอ้วนไปเลย

นอกจากเมนูแซ่บๆ แล้วทางร้านยังเอาใจคนรักผักด้วยผักสดนานาชนิดและน้ำพริกตั้งไว้ตรงกลางร้านเสิร์ฟฟรีไม่อั้น

ตบท้ายด้วยของหวานอย่างขนมถ้วยหอมๆ หวานๆ ที่ทำสดใหม่ทุกวัน อร่อยถ้วยเดียวไม่เคยพอ

แต่ถ้าทานที่ร้านยังไม่จุใจ ทางร้านยังมีน้ำผัดหมี่ น้ำตำหลวงพระบาง น้ำปลาร้าปรุงสำเร็จ และน้ำยำปลาร้าสูตรโฮมเมด ไม่ใส่สารกันบูด แบบเดียวกับที่ปรุงขายในร้านใส่ขวดจำหน่ายให้ไปฟินต่อกันที่บ้านด้วย

อยากทานของอร่อยรสชาติแซ่บคักตามตำรับลาวแท้ๆ แวะไปได้ที่เป็นลาว ร้านตั้งอยู่ก่อนถึงทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 700 เมตร เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์

อาทิตย์-พฤหัสบดี เปิด 09.30-18.00 น. (Last Order 17.30 น.) ศุกร์-เสาร์ เปิด 09.30-20.00 น. (Last Order 19.30 น.)

สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดที่ โทร. 083-461-3666, Line: @penlaos, Facebook: PenLaos เป็นลาว

Uno Mas ระเบิดความอร่อยกับซีฟู้ดแพลตเตอร์ รสชาติแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/617287

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 21:20 น.

Uno Mas ระเบิดความอร่อยกับซีฟู้ดแพลตเตอร์ รสชาติแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ระเบิดความอร่อยกับพาเหรดเมนูซีฟู้ดแพลตเตอร์ ที่ห้องอาหาร ‘Uno Mas’ อิ่มเอมกับอาหารทะเลเลิศรส พร้อมชมวิวเมืองกรุงสุดลูกหูลูกตาแบบพาโนรามา

หากพูดถึงร้านอาหารอร่อยใจกลางกรุง ตัวเลือกในลิสต์คงมีเพียบ แต่ถ้าอยากได้มุมดีๆ วิวสวยๆ แบบมองเห็นเส้นขอบฟ้าของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล หลายคนยกให้ “Uno Mas” เป็นหนึ่งในลิสต์อันดับต้นๆ

“Uno Mas” มาจากภาษาสเปน หมายถึง “ขออีกหนึ่ง” เป็นสถานที่รับประทานอาหารบนชั้น 54 ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ความพิเศษของห้องอาหารแห่งนี้คือความงดงามของทิวทัศน์ที่น่าตรึงตาตรึงใจของเส้นขอบฟ้ามหานครกรุงเทพในแบบพาโนรามา โดดเด่นด้วยบริการเมนูอาหารเลิศรสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสเปนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมไวน์ชั้นเลิศนานาชนิด

ห้องอาหารแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้สะท้อนความรู้สึกของการเดินทางไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์แห่งคาบสมุทรไอบีเรีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน องค์ประกอบด้านดีไซน์และการตกแต่งอบอวลด้วยศิลปะแบบมัวริช เชื่อมทั้ง 3 โซนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะดุดตากับ แสงไฟในเฉดสีฟ้าอันเป็นสีสันของผนังดินเผาที่ถูกแต่งแต้มไปทั่วเมืองเชฟชาอูนในโมร็อคโค ตอกย้ำที่มาของคอนเซ็ปต์ห้องอาหารได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ภายในใช้พื้นเคลือบสีฟ้าชวนให้นึกถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ไม่เคยหลับใหล ผนังหุ้มไม้ไผ่นำไปสู่ไวน์เซลล่าที่งดงาม คนรักไวน์ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับไวน์แองเจิ้ล นางฟ้าผู้โบยบินบนหอคอยไวน์ความสูง 8 เมตร แหล่งรวมทั้งไวน์โลกเก่าและไวน์โลกใหม่มากกว่า 2,000 ขวด ต่อด้วยโซนทาปาสแอนด์รอว์บาร์ บาร์แบบกึ่งกลางแจ้งที่มีเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่สำหรับจัดวางหอยนางรมและอาหารทะเลสดใหม่ พร้อมด้วย ชีส มะกอกดอง Pata Negra แฮมรมควันที่มีเฉพาะที่สเปน และซาลามี่หมูดำชั้นเยี่ยมระดับรางวัลภายใต้แบรนด์ Joselito ของประเทศสเปน

อีกความตื่นตาตื่นใจในช่วงนี้ ยกให้กับเมนู “ซีฟู้ดแพลตเตอร์” รสชาติแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เชฟซานโดร อากิเรลา หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ประจำห้องอาหาร Uno Mas รังสรรค์เป็นเมนูจานเด็ดให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ประกอบด้วย ปลาหมึกยักษ์กาลิเซียนออคโทพุส ล็อบสเตอร์จากแอตแลนติก กุ้งแดงดีเนียรสหวานจากประเทศสเปน หอยเชลล์ไดเวอร์ ที่ชาวประมงดำน้ำลงไปเก็บคัดสรรเองกับมือ กุ้งแลงกุสตินเนื้อแน่น และอาหารทะเลอื่นๆ ประจำวัน พร้อมด้วยเครื่องเคียงและน้ำจิ้ม เหมาะสำหรับ 2-3 ท่าน สนนราคาที่ 5,990++ บาท/แพลตเตอร์

นอกจากนี้ ยังมอบความสุขในการรับประทานอาหารที่ปรุงจากครัวแบบเปิดให้กับลูกค้าในโซนไดนิ่งเดค โดยใช้เตาถ่านยักษ์ในการรังสรรค์เมนูแต่ละจาน รวมทั้งใช้เตาอบ Josper โดยเมนูขึ้นชื่อของทางร้านทั้งหมูย่างสเปน เมนูปาเอญ่า หรือข้าวผัดซีฟู้ดสเปนจานเด็ด และอีกมากมาย

อยากลิ้มลองความอร่อยเหมือนยกทะเลมาไว้ในกรุงแบบนี้ ไปกันได้ที่ห้องอาหาร Uno Mas ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ รับรองว่าต้องติดใจจนอุทานออกมาว่า “ขอกลับมาอีกสักหน”

Uno Mas เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00-01.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-100-6255 เว็บไซต์ www.unomasbangkok.com หรือที่   facebook : UNO MAS

Camelot ชูเมนูรสชาติไทย ให้ตัวเลือกหลากหลายด้วยเมนูฟิวชั่นสไตล์โฮมเมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/616646

วันที่ 04 มี.ค. 2563 เวลา 18:30 น.

Camelot ชูเมนูรสชาติไทย ให้ตัวเลือกหลากหลายด้วยเมนูฟิวชั่นสไตล์โฮมเมด

รีวิวร้านเปิดใหม่ใกล้ BTS บางจาก “Camelot Cafe & Restaurant” ชิมสารพันเมนู เน้นชูรสชาติอาหารไทย ให้ความหลากหลายด้วยเมนูอาหารอินเตอร์ เสิร์ฟครบทั้งเครื่องดื่ม ของหวานสไตล์โฮมเมดเพื่อคนรักสุขภาพ

รีวิวเรื่องกินเรื่องเที่ยว ครั้งนี้โพสต์ทูเดย์พาไปรู้จักกับ “Camelot Cafe & Restaurant” ร้านน้องใหม่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางจาก แม้จะเป็นร้านเปิดใหม่แต่บางคนอาจคุ้นกับชื่อนี้ดี เพราะมีสาขาแรกที่เปิดมานานตั้งอยู่ในห้างอัมรินทร์พลาซ่า ส่วนที่สาขาใหม่จะเน้นเป็นอาหารรสชาติไทยๆ ในราคาเข้าถึงได้ ตอบโจทย์คนทำงานและลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว แต่ยังคงมีเมนูซิกเนเจอร์ของ Camelot ไว้ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะอาหารไทย อาหารยุโรป เมนูฟิวชั่น อาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนของหวานแบบคนรักสุขภาพ และเครื่องดื่มนานาชนิด

ร้านนี้อยู่ติดถนนสุขุมวิท บรรยากาศหน้าร้านตกแต่งด้วยต้นไม้ดูร่มรื่นเปิดเป็นโซนโอเพ่นแอร์ให้นั่งชิลช่วงเย็น มีโต๊ะเก้าอี้ไม้ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งในสวนหน้าบ้าน ด้านในเป็นห้องกระจกเย็นสบาย คลายร้อนกันด้วยเครื่องดื่มตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสด ชาไทย ชาเขียว จุดเด่นของร้านนี้คือใช้กรรมวิธีการชงด้วยหม้อต้ม Moka Pot เสน่ห์ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนอิตาเลียน มีทั้งเมนูร้อนและเย็น

มื้อกลางวัน ฝากท้องที่ร้าน Camelot Cafe & Restaurant มีเมนูอาหารไทยทานง่ายไว้คอยบริการ เริ่มด้วยซิกเนเจอร์อาหารไทยที่ถูกใจคนต่างชาติอย่าง ผัดไทยกุ้งสด เลือกใช้เส้นจันท์เหนียวนุ่ม ผัดคลุกเคล้าเคลือบฉ่ำเส้นด้วยซอสผัดไทยได้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม ออกมากลมกล่อมพอดิบพอดี อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม หรือใครจะอัพเลเวลความอร่อยทางร้านก็มีมะนาว พริกป่น ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ เสิร์ฟเคียงมาให้ในจาน สำหรับกุ้งที่นี่จะใช้ของสดใหม่วันต่อวัน อร่อยสมกับเป็นเมนูแนะนำประจำร้าน…ห้ามพลาดเลยจริงๆ

อร่อยกันต่อกับ ส้มตำปูม้า ปูม้าสดเนื้อรสหวานในจานส้มตำ แซ่บๆ เผ็ด เค็ม เปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก เติมปลาร้านัวสูตรเด็ดของทางร้านแซ่บสะท้านทรวง พ่วงด้วยเส้นมะละกอสไลซ์กรุบกรอบ…บอกเลยว่าดี ต่อที่ ปลากะพงทอดทอดน้ำปลา ปลากะพงทอดสีเหลืองทองที่ทางร้านใช้น้ำมันทอดเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ได้ปลาทอดกรอบนอกนุ่มในเนื้อแน่น เมนูปลายังมีปลาผัดพริกไทยดำ และปลาทอดทรงเครื่อง คล้ายปลาลุยสวน หอมสมุนไพร มาพร้อมพริก ขิง ตะไคร้  หอมเจียว เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ใครมาช่วงเย็นแนะนำเป็นเมนูย่าง อย่างกุ้งแม่น้ำย่างอบชีส และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เมนูซีฟู้ดที่ใครเห็นเป็นต้องสั่ง เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บโดนใจ ตามด้วย เนื้อย่างหอมๆ กินคู่น้ำจิ้มแจ่ว หอมพริกป่น ข้าวคั่วแสนยั่วใจ

ด้านอาหารนานาชาติที่ร้านนี้มี เบอร์เกอร์เนื้อ เอ้กเบเนดิกต์ บรันช์ที่มีต้นกำเนิดในนครนิวยอร์ก เสิร์ฟมาพร้อมกับสโมคแซลมอนวางบนขนมปังสไตล์ฝรั่งเศส ก่อนกินราดตามด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน นอกจากนี้ ยังมีเมนูฟิวชั่นญี่ปุ่นอย่างข้าวหน้าแกงกะหรี่เทมปุระไว้คอยบริการอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยเค้กและขนมหวานที่เลือกใช้วัตถุดิบอย่างดีให้แคลอรีน้อยว่าปกติ อาทิ ชีสเค้ก ฟลาวเลสช็อคโกแลต เค้กเนื้อแน่นหวานน้อย หรือจะลองเป็นขนมแสนสวยอย่าง มาการอง ที่รสชาติหวานกำลังพอดีเหมาะกับชาร้อนๆ สักแก้ว ปิดท้ายมื้ออาหารแบบบริบูรณ์

แวะมากินของอร่อยแบบนี้ได้ที่ร้าน Camelot Cafe & Restaurant ใกล้กับ BTS สถานีบางจาก ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอยสุขุมวิท 89/1 และซอยสุขุมวิท 91 ร้านเปิดทุกวัน อาหารเปิดบริการ 11.00 – 24.00 น. ส่วนเครื่องดื่ม กาแฟสดและชามีบริการตั้งแต่ 09.00 น. สอบถามโทร. 081-648-2344 หรือที่ Facebook : Camelotcafesukhumvit

‘นอนกรน’ กับฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617696

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 08:30 น.

'นอนกรน' กับฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฟันธง นอนกรนส่งผลให้ “เสี่ยงวูบ-โรคร้าย-อุบัติเหตุ” อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมชี้ผลร้ายที่ตามมาอีกมากมายจากแค่พฤติกรรมที่ทำโดยไม่รู้ตัวอย่าง “นอนกรน”

การนอน เป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป เพราะในความเป็นจริงมนุษย์เราใช้เวลานอนถึง 1 ใน 3 ของชีวิต และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ใช่แค่เพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยังจำเป็นต้องนอนหลับอย่างมีคุณภาพด้วย

เนื่องในวันนอนหลับโลก 2020 (World Sleep Day2020) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการ นอนไม่กรน ขับไม่ชน รถไม่คว่ำ โดยสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมดิคอลอินเทนซีฟแคร์ จำกัด รณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับและสัญญาณอันตรายจากการกรน รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนใส่ใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอรุณวรรณ พฤทธิพันธุ์ นายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย และหัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า วันนอนหลับโลกในปีนี้ ทางสมาคมฯ มีความประสงค์ที่จะให้ความรู้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับที่มีคุณภาพ อันตรายจากการนอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม โดยเราเล็งเห็นว่าทางฟิลิปส์และเมดิคอลอินเทนซีฟแคร์เองก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน จึงเกิดเป็นความร่วมมือในครั้งนี้ ริเริ่มโครงการ นอนไม่กรน ขับไม่ชน รถไม่คว่ำ ขึ้น โดยการสนับสนุนจาก 5 โรงพยาบาล ได้แก่ 1) ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 2) ศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี 3) ศูนย์นิทรรักษ์ ศิริราช โรงพยาบาลศิริราช 4) ศูนย์โรคการนอนหลับ สถาบันโรคทรวงอก และ 5) ศูนย์สหเวชศาสตร์การนอนหลับ สุรศักดิ์มนตรี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

ภายใต้แนวคิด นอนหลับสนิท ชีวิตสุขสันต์ โลกพลันสดใส ซึ่งเป็นคำขวัญของวันนอนหลับโลกประเทศไทย เพราะการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในหลายด้านทั้งความจำ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการความเครียด ภูมิต้านทาน และการทำงานของระบบอวัยะต่างๆ ภายในร่างกาย

แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน และสภาพแวดล้อม ส่งผลให้ผู้คนให้ความสำคัญกับการนอนน้อยลง ซึ่งหากผู้คนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการทำงาน และยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตรายในปีพ.ศ. 2562 มีการเกิดอุบัติเหตุกว่า 3,338 ครั้ง และคาดว่าอาจมีสาเหตุจากการขับรถหลับในได้สูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่มีคุณภาพนั่นเอง

ด้าน แพทย์หญิงนวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทย โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยว่า ปัจจุบันมีผู้เข้ามาปรึกษาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับอาการนอนกรน ซึ่งส่วนใหญ่มาด้วยความคิดว่าเป็นสิ่งที่รบกวนคนที่นอนด้วย มากกว่าคิดว่าเป็นโรค  แต่ในความเป็นจริงต้องบอกว่า อาการกรนนั้นเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

ปัจจัยของการนอนกรน เกิดได้จาก

  • ระบบทางเดินหายใจส่วนบนอุดตัน
  • ต่อมทอมซิลโต
  • โคนลิ้นใหญ่
  • เยื่อหูและจมูกบวม
  • ลิ้นไก่ยาว
  • ช่องคอหย่อน
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
  • อายุที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่เข้ารับการรักษาก็จะทำให้เกิดการหยุดหายใจขณะหลับได้ และส่งผลให้ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำลงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้คุณภาพการนอนลดลง เกิดเป็นผลเสียต่อร่างกายเพิ่มขึ้นระยะยาว ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมาธิสั้น หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากหลับใน โดยเฉลี่ยแล้วอาการกรนจะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเพราะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการหายใจมากกว่าผู้ชาย

นายแพทย์สมประสงค์ เหลี่ยมสมบัติ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี เผยว่า จากการศึกษาพบว่า

  • ประเทศไทย ในประชากรผู้ใหญ่วัยทำงาน พบความชุกผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เพศชายอยู่ที่ 15.4% และผู้หญิง 6.3% ใ
  • ประเทศอเมริกา พบประชากรผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสูงถึง 1 ใน 3 คน

โดยยิ่งอายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ทานยานอนหลับบางชนิด รวมถึงฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ยังเป็นตัวกระตุ้นให้อัตราการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย เนื่องจากเมื่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เยื่อบุจมูกเกิดการระคายเคือง มีการบวมคัด จะส่งผลให้เกิดทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับง่ายขึ้น นอกจากนี้ ฝุ่น PM 2.5 อาจทำให้ระบบหายใจส่วนล่างและถุงลมปอดเกิดความระคายเคือง เกิดอาการไอ หลอดลมอักเสบ โรคหืดกำเริบ ได้อีกด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับลดลง

ในแง่ของการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนั้น นอกจากการลดพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว แพทย์อาจจะให้การรักษาโดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP), การใส่ทันตอุปกรณ์(oral appliance) หรือการผ่าตัด ในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะอาการและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

ทางด้าน นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลการสำรวจด้านการนอนประจำปีของฟิลิปส์โกลบอล Wake Up Call: Global Sleep Satisfaction Trends พบว่า

  • ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยการนอนต่อคืนเพียง 7 ชม.
  • กว่า 47% เปิดเผยว่าไม่พึงพอใจในการนอนของตน
  • 8 ใน 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประสบภาวะสะดุ้งตื่นกลางดึกอย่างน้อย 1 ครั้ง
  • คนกว่าครึ่งยอมรับว่าแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ดีที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ แต่ความเครียดยังคงเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน
  • ปัจจัยรองลงมาคือ สภาพแวดล้อมในห้องนอน เสียง แสง อุณหภูมิ การใช้มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน และโรคประจำตัว

ทั้งนี้ เราสามารถเช็คอาการเบื้องต้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยสังเกตว่าตนเองมีการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับอาการหายใจเฮือกหรือไม่ หรือมักมีอาการง่วงอยู่ในช่วงกลางวันแม้จะนอนหลับอย่างเพียงพอหรือไม่ สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือไม่ สามารถทดสอบด้วยตัวเองได้ที่ https://www.cpapmic.com/sleeptest/

THG เปิดคลินิกธนบุรี บางซื่อ คัดกรองโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617548

วันที่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 12:22 น.

THG เปิดคลินิกธนบุรี บางซื่อ คัดกรองโควิด-19

บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เตรียมความพร้อมเปิด คลินิกธนบุรี บางซื่อ รับมือโควิด -19 รองรับผู้ป่วยทั้งในไทยและต่างประเทศ

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยถึงแนวคิดคลินิกคัดกรอง COVID-19 แห่งใหม่ว่า แนวคิดการสร้างสถานพยาบาลฉุกเฉินหรือคลินิกพิเศษถือเป็นการเตรียมการล่วงหน้าสอดรับกับแนวทางของรัฐบาล โดยใช้ตัวอย่างโรงพยาบาลฉุกเฉินอู่ฮั่นโมเดลจากประเทศจีน เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในระยะเวลา 3 – 6 เดือนข้างหน้า แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเท่ากับประเทศอื่น เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตนของประชาชน ทำให้ผู้คนเกิดการตื่นตัวในการเฝ้าสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดโรค รวมถึงความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ ที่สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยและให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

“มีข้อบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 คือ ติดต่อกันเองในประเทศหรือในผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ หรือสัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้ออยู่ ซึ่งอาจมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ผู้ป่วยหลายคนเป็นพาหะโดยไม่มีอาการ โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากข้อจำกัดเรื่องสถานที่ บุคลากร ห้องปฏิบัติการ (Lab) กอปรกับการวินิจฉัยโรคในปัจจุบันยังมีจุดอ่อนหลายประการและเสี่ยงต่อการที่จะตรวจไม่พบเชื้อ หรือ ผลลบปลอม (False Negative) ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บสารตัวอย่างในลำคอ จมูก ที่ไม่ได้มาตรฐาน การเก็บสารตัวอย่างไม่ถูกวิธี หรือ ผู้ป่วยมีเชื้อในปริมาณน้อยเพราะมีระยะฟักตัว หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันสูง รวมทั้งการกลายพันธุ์ที่รวดเร็วของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจ”

ในปัจจุบันการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 มีหลายวิธี ในประเทศสิงค์โปร์ ประเทศจีน และประเทศในแถบตะวันตก นอกจากจะใช้การตรวจด้วย PCR หรือ Polymerase Chain Reaction Test เพื่อตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีของร่างกายแล้ว ยังใช้วิธีการตรวจทางพันธุกรรม (DNA) Next Generation Sequencing ด้วย เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะจะสามารถบอกชนิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และไวรัสตัวอื่น ๆ ที่ปนมาด้วยได้อย่างชัดเจน ซึ่งวิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่ง THG ได้เห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี อุปกรณ์การรักษา และสถานที่สำหรับการตรวจคัดกรอง เพื่อช่วยเหลือภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 ทำให้จำนวนผู้ป่วยต่อวันจะเพิ่มขึ้นมาก อย่างเช่นในประเทศอิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลรัฐไม่สามารถรองรับและให้การดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงทั้งนี้ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ได้จัดเตรียมแผนสำหรับการรับมือสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไว้ 3 เฟส ดังต่อไปนี้

เฟสที่ 1 เปิดบริการคลินิกคัดแยกผู้ป่วย (Triage Building) และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย (Laboratory) สำหรับทำ CT Scan Chest Tomography ที่บางซื่อ ซึ่งจะเปิดให้ดำเนินการทันทีที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3 ไร่ ใกล้ทางด่วน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยจะมีห้องแยกผู้ป่วย 50 ห้อง ห้องพักดูอาการความจุ 20 เตียง ซึ่งจะมีการแยกห้องตรวจระหว่างผู้ป่วยที่มีไข้หวัดธรรมดาและผู้ป่วยที่สงสัยจะติดเชื้อออกจากกัน

นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการให้บริการแบบบุคคลหรือองค์กร ที่ต้องการดูแลผู้ป่วยหรือพนักงานที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด อาทิ บริษัท สายการบิน สถานทูต หน่วยงานข้าราชการ และองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ และต้องการผลการตรวจที่เร็วกว่า 14 วัน ก็จะมีการตรวจด้วย Next Generation Sequencing (NGS) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเทคโนโลยีนี้สามารถอ่านรหัสพันธุกรรม จำแนกลักษณะจีโนมของไวรัสได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และมีบทบาทสำคัญในการจำกัดการระบาดของไวรัส ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในประเทศจีน

เฟสที่ 2 โรงพยาบาลสนาม กรณีที่มีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 จะพัฒนาพื้นที่สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อแต่ไม่วิกฤติจำนวน 200 เตียง และห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) อีก 50 เตียง โดยโรงพยาบาลสนามแห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า บนพื้นที่ 4 ไร่ โดยใช้ระยะเวลาในการเตรียมการ 6-8 เดือน เฟสที่ 3 โรงพยาบาลพักฟื้น สำหรับรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ที่จำเป็นต้องรักษาตัวและฟื้นฟูร่างกายในโรงพยาบาลระยะเวลานาน ๆ โดยสามารถรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 1,000-1,500 เตียง ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการให้บริการที่โรงพยาบาลในเครือธนบุรีหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“แนวคิดดังกล่าวอยู่ในระหว่างการให้คณะผู้บริหาร THG เร่งศึกษาและวางแผนการดำเนินงาน เพื่อการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยจะได้เข้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับคำแนะนำต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเเพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ในประเทศด้วย” นายแพทย์บุญ กล่าว

Covid-19 กับบทสรุปของ 25 ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617307

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 10:20 น.

Covid-19 กับบทสรุปของ 25 ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้คือข้อสรุปเรื่อง Covid-19 ของผู้เชี่ยวชาญหลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ Covid-19 นับเป็นวิกฤตการณ์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเมืองอู่ฮั่นเมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวมทั้งหมด 25 คนที่ได้ลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานในประเทศจีน หลังจากที่ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 9 วัน เพื่อเป็นกรณีศึกษาและทั่วโลกได้เข้าใจเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้มากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย ในฐานะที่เป็น 1 ใน 50 ประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้แปลข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ในการทำความเข้าใจกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในประชาชนไทยในวงกว้าง ดังนี้

  • กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  • ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับรายที่ป่วยไม่มาก
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา
  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)
  • อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  • จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%
  • อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค
  • ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
  • สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็งคนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 1.4%
  • อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า

อธิบาย : จากคนที่อาศัยในจีน มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%

  • เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต
  • โรคนี้ไม่รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ
  • มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน
  • รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”
  • ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว
  • หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 2.8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

ข้อสรุปที่น่าสนใจ

  1. การติดต่อ : 78-85% ติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ
  2. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล : ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้านหรือในช่วงแรกที่ยังไม่มีประกาศการระบาด
  3. อัตราการป่วย : 80% ผู้ป่วยอาการไม่หนัก
  4. การใช้เครื่องช่วยหายใจ : 5% ใช้เครื่องช่วยหายใจ 15% ใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  5. ระยะเวลาฟื้นตัว : ผู้ป่วยหนัก 3-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยไม่มาก 2 สัปดาห์
  6. การแสดงอาการ : คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการในที่สุด ช้าเร็วต่างกัน
  7. อาการคัดกรอง : อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  8. อัตราการเสียชีวิต : ผู้ป่วยโควิด-19 ที่จีนมีอัตราการเสียชีวิต 3.4%
  9. ปัจจัยการเสียชีวิต : ขึ้นกับ อายุ สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ เพศ และระบบสุขภาพที่รับมือโร

แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.

ที่มา : สวทช

รู้แล้วเลิกด่วน 13 พฤติกรรมทำร้าย ‘ตับ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615735

วันที่ 11 มี.ค. 2563 เวลา 08:00 น.

รู้แล้วเลิกด่วน 13 พฤติกรรมทำร้าย 'ตับ'

รักตับ พักตับ เลิกพฤติกรรมทำร้ายตับของเราตั้งแต่วันนี้ เริ่มเลย…

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย และทำหน้าที่กว่าร้อยอย่าง อาทิ กำจัดสารพิษ ฟอกเลือด เปลี่ยนแปลงสารอาหารเป็นพลังงาน กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุ เป็นต้น เนื่องจากตับมีความสำคัญขนาดนี้ เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตับและหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายตับเหล่านี้กันเถอะ

1 ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป : เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์มีผลเสียกับตับ ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งทำร้ายตับมาก ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าประวัติคนในครอบครัวของคุณเคยมีอาหารแอลกอฮอลืซึม หรือโรคเกี่ยวกับตับ คุณควรหลีกเลี่ยงและดื่มเครื่องเหล่านี้ในปริมาณน้อยๆ

2 ดื่มน้ำน้อย : ไม่มากเพียงพอดื่มน้ำวันละ 8 แก้วต่อวัน คือสิ่งที่เราเรียนรู้มานาน การดื่มน้ำในปริมาณไม่มากพอจะส่งผลถึงการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ ถ้าตับสูญเสียความชุ่มชื้นมันก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วยังทำให้เสี่ยงต่อการป่วย ดังนั้นควรดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการและควรจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำที่สะอาด

3 สูบบุหรี่ : นอกจากส่งผลต่อปอดแล้วยังสามารถส่งผลถึงตับได้ด้วย การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ และยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำร้ายร่างกายอีกด้วย

4 อ้วน : ผลที่ตามมาจากการมีน้ำหนักเกินคือไขมันที่จะตามมาเกาะอยู่ที่ตับ ทำให้เกิดอาการไขมันพอกตับ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แต่การกินของที่มีไขมันมากก็ส่งผลต่อตับไม่แพ้แอลกอฮอล์ การเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์สามารถแก้ปัญหานี้ได้

5 น้ำตาลมากเกินไป : ปัจจุบันมีการรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น กล่าวถึงโทษของน้ำตาล และแนะนำปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าน้ำตาลส่งผลให้เกิดโรคตับได้ ในขณะที่เซลล์ในร่างกายสามารถเผาผลาญกลูโคสได้ แต่ตับเป็นอวัยวะเดียวที่สามารถกำจัดฟรุกโตสได้ ดังนั้นถ้าเราทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ เราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไซรัป โซดา ขนมอบ ฯลฯ แล้วหันมาบริโภคผลไม้แทน

6 กินอาหารที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด หรืออาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน : ตับจะทำงานตอนกลางคืน ดังนั้นการกินอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนจะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ลองกินแครอตหรือบีทรูทในมื้อเย็นจะช่วยตับทำความสะอาดสารพิษได้

7 บริโภคไขมันทรานส์ : ถ้าคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลเกิน คุณอาจเคยได้ยินหมอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์เป็นตัวช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลและ LDL (ไขมันชนิดเลว) ขนมอบจำพวกเบเกอรี ขนบขบเคี้ยว ป๊อบคอร์น ของทอด เหล่านี้ล้วนมีไขมันทรานส์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงเพื่อให้ตับไม่ต้องทำงานหนัก

8 มีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัย : การมีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัยส่งผลเสียถึงตับได้มากกว่าที่คุณคิด มันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสตับอักเสบมี 3 ประเภท คือ ประเภท A, B และ C ประเภทที่ควรระวังคือประเภท B ที่สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเลือดโดยตรง หรือของเหลวอื่นๆ ในร่างกาย

9 รับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร : อาหารเสริมและสมุนไพรหากทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถเข้าไปทำอันตรายตับได้ ถึงบางอย่างจะเคลมว่าทำมาจากธรรมชาติล้วนๆ ก็ส่งผลเสียต่อตับได้ ตับมีหน้าที่กรองสารพิษ ถ้าอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่คุณทานมีส่วนผสมที่ไม่ปลอดภัยก็จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

10 ความเครียด : ความเครียดและการเหนื่อยล้าสะสมนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตับ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์กซึ่งตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร พบว่า ผู้ที่มีความทุกข์ วิตกกังวล ซึมเศร้า มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคตับ ในทางการแพทย์ก็พบว่าอาการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าอารมณ์ต่างๆ มีผลต่อพลังงานของตับ

11 ออกกำลังกายน้อย : ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้อ้วน แต่ก็ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยตับทำงานอย่างการกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย

12 พึ่งพาเภสัชกรมากเกินไป : เวลาเราปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หลายๆ คนเลือกที่จะไปซื้อยามากินเอง แต่ความจริงแล้วยาเหล่านี้ถ้ากินมากหรือใช้บ่อยๆ มันก็เป็นพิษต่อตับได้ เพราะยาพวกนี้ต้องผ่านไปที่ตับและสามารถสร้างความเสียหายได้

13 ละเลยการตรวจเช็กสุขภาพตับ : เรามักให้ความสำคัญกับหัวใจและคอเลสเตอรอล เวลาตรวจร่างกายก็จะเลือกโปรแกรมตรวจที่มีออปชั่นตรวจหัวใจและคอเลสเตอรอลด้วย จึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อการตรวจสุขภาพตับ ทั้งที่จริงแล้วตับก็มีสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นเลย ลองไปเช็กดูบ้างว่าค่าตับของเราเป็นอย่างไร

ภาพ  freepik