เท็กซัสหนาวจัด เต่าทะเลหลายพันตัวช็อกน้ำเกยตื้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645748

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 18:00 น.เท็กซัสหนาวจัด เต่าทะเลหลายพันตัวช็อกน้ำเกยตื้นเท็กซัสเร่งช่วยเต่าทะเลหลังเผชิญอากาศหนาวจัดจนขยับตัวไม่ได้เกยตื้นนับพัน

รอยเตอร์สรายงานว่าเต่าทะเลในเท็กซัสประมาณ 4,700 ตัวถูกซัดเกยขึ้นชายหาดบนเกาะปาเดร บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส หลังเผชิญพายุฤดูหนาวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลลดลงในระดับต่ำกว่าปกติมาก รวมทั้งไฟฟ้าดับทั่วรัฐส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

โดยอาสาสมัครต้องเร่งช่วยชีวิตเต่าทะเลเหล่านี้ให้ขึ้นจากน้ำทะเลที่เย็นจัด ซึ่งเวนดี้ ไนท์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยและอนุรักษ์เต่าทะเลเผยว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยปกติแล้วมีเต่าทะลเพียง 100-500 ตัวเท่านั้นที่จะถูกซัดมาเกยตื้นในฤดูหนาว

เต่าทะเลหลายพันตัวเผชิญอากาศหนาวจัดจนแข็งและไม่สามารถขยับตัวได้ ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์เลือดเย็นเผชิญกับอุณหภูมิที่ต่ำลงอย่างกะทันหัน

อาสาสมัครต้องเคลื่อนย้ายเต่าหลายพันตัวไปยังที่พักชั่วคราวเพื่อให้ความอบอุ่น และจะยังไม่สามารถปล่อยเต่าเหล่านี้กลับสู่ทะเลได้จนกว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันเสาร์นี้

พายุฤดูหนาวครั้งนี้ส่งผลให้บางพื้นที่ในเท็กซัสมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง -18 องศาเซลเซียส และมีประชาชนเสียชีวิตจากภัยหนาวแล้วอย่างน้อย 16 ราย

Texas Game Wardens assigned to Cameron county rescued 141 sea turtles from the frigid waters of the Brownsville Ship Channel and surrounding bays. The sea turtles were transported via the PV Murchison, operated by Sgt. Game Warden Duke and B/M Bowers-Vest. pic.twitter.com/LqFBrElTog— Texas Game Warden (@TexasGameWarden) February 17, 2021

อังกฤษไฟเขียวทดลองให้คนติดโควิดเพื่องานวิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645731

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.อังกฤษไฟเขียวทดลองให้คนติดโควิดเพื่องานวิจัยอังกฤษจ่อเริ่มโครงการวิจัย ขออาสาสมัคร 90 คนรับเชื้อไวรัสโคโรนา

รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติพร้อมสนับสนุนงบประมาณโครงการ Human Challenge Study ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำการทดลองนำอาสาสมัครมารับเชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อศึกษาด้านต่างๆ เกี่ยวกับไวรัสโดยละเอียด

งานวิจัยดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าโดยอาสาสมัครจำนวน 90 คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 จะเดินทางมายังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอนดอนเพื่อฉีดละอองไวรัสโคโรนาเข้าไปในจมูก โดยทีมวิจัยจะควบคุมปริมาณไวรัสและเฝ้าติดตามตั้งแต่วินาทีแรกที่รับเชื้อ โดยพวกเขาจะได้ค่าตอบแทนคนละ 4,500 ปอนด์ หรือประมาณ 187,000 บาท

เพื่อให้แน่ใจว่าอาสาสมัครจะไม่ป่วยหนักหรือมีอาการรุนแรง ทีมวิจัยจึงได้จำกัดเฉพาะอาสาสมัครในช่วงอายุ 18 ถึง 30 ปีที่มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น โดยพวกเขาจะต้องถูกแยกตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โอเพนชอว์ จากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ซึ่งอยู่เบื้องหลังงานวิจัยนี้เผยว่าเราจะเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส และไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังเร่งการค้นพบวิธีการรักษาและวัคซีนใหม่ๆ ด้วย

ลอว์เรนซ์ ยัง ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสจากโรงเรียนแพทย์วอร์วิคกล่าวว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่จะทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของโฮสต์กับเชื้อโรค แม้ว่าจะมาพร้อมกับปัญหาทางจริยธรรมก็ตาม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการทดลองมองว่าการทดลองดังกล่าวจะช่วยให้พวกเขาสามารถศึกษาวิธีการรักษาใหม่ๆ ต่อไปได้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าหลังจากนี้จะสามารถนำอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแล้วเข้าร่วมการทดลองด้วยเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนระหว่างผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วและผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

โดยขณะนี้สวนเดียวของการศึกษาที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรคือการทดลองเพื่อหาปริมาณของไวรัสที่ต่ำที่สุดที่สามารถแพร่ระบาดสู่มนุษย์

อย่างไรก็ตามข้อจำกัดด้านอายุและปริมาณของอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการทดลองอาจทำให้ผลการศึกษาไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอาการป่วยมาก่อน และยังไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินผลลัพธ์จากการทดลองอย่างไรเมื่อมีข้อจำกัดดังกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยมีการทดลองที่ให้อาสาสมัครสัมผัสกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อหิวาตกโรคและไทฟอยด์เพื่อทดสอบวัคซีน แต่โรคเหล่านั้นสามารถหายขาดได้ ขณะที่โรคโควิด-19 ยังไม่ทราบถึงผลข้างเคียงของโรคในระยะยาว

Photo by Glyn KIRK / AFP

ทนายอานนท์ติดโผ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลจากนิตยสารไทม์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645703

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.ทนายอานนท์ติดโผ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลจากนิตยสารไทม์นิตยสารไทม์ยกทนายอานนท์ติดโผ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกประจำปี 2021

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมานิตยสารไทม์จากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยรายชื่อ TIME100 Next ประจำปี 2021 ซึ่งเป็นแคมเปญจัดอันดับดาวรุ่งหน้าใหม่ผู้ทรงอิทธิพลของโลกทั้งหมด 100 คนจากหลากหลายแวดวงโดยแบ่งเป็นสาขาต่างๆ ได้แก่ ศิลปิน, นวัตกร, ผู้สร้างปรากฏการณ์, ผู้สนับสนุน และผู้นำ

โดยทนายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวจากประเทศไทยร่วมติดโผ 1 ใน 100 อันดับด้วย โดยมีรายชื่ออยู่ในสาขาผู้นำ ซึ่งไทม์ระบุว่าทนายอานนท์เป็นผู้กระตุ้นให้คนไทยรุ่นใหม่ออกมาท้าทายอำนาจทางการเมืองโดยมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงซึ่งถือเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นผลให้เขาถูกจับกุมถึง 3 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาด้วยข้อหาปลุกระดม

พร้อมกันนี้ยังมีผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคนร่วมติดโผในหมวดเดียวกับทนายอานนท์ อาทิ เบน แซสส์ วุฒิสมาชิกจากรีพับลิกัน และราฟาเอล วอร์นอค จากพรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ การจัดอันดับ TIME100 Next ประจำปี 2019 ก็เคยมีคนไทยร่วมติดโผด้วยเช่นกัน ได้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในสาขาผู้นำ, ลลิษา มโนบาล หรือลิซ่า แบล็กพิงก์ ในสาขาผู้สร้างปรากฏการณ์ และกชกร วรอาคม ในสาขานวัตกร

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

อาเซียนเรียกรวมพลังจับมือช่วยเหลือเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645689

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.อาเซียนเรียกรวมพลังจับมือช่วยเหลือเมียนมาหลายประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องจัดประชุมหารือสถานการณ์ในเมียนมา

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไนซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประจำปี 2021 สนับสนุนแนวคิดในการจัดประชุมเร่งด่วนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา

โดยเร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเผยว่า สุลต่านกล่าวกับเธอขณะเยือนอินโดนีเซียว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 10 คนควรจัดการประชุมในวาระดังกล่าวด้วยเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เร็ตโนกล่าวว่าขณะนี้หลายประเทศกำลังกังวลต่อสถานการณืในประเทศเมียนมา ซึ่งสมาชิกอาเซียนจะสามารถทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนนี้ พร้อมเสนอให้ประชาคมระหว่างประเทศให้บทบาทอาเซียนในการจัดการกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเธอได้พูดคุยกับประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

เร็ตโนยังกล่าวอีกว่าสุลต่านได้จัดประชุมทางวิดีโอวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับเมียนมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ไม่ได้เผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เจรจา

ด้านประธานาธิบดีโจโค วิโดโดของอินโดนีเซียก็ได้เสนอในระหว่างการเจรจากับนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซียว่าควรมีการจัดประชุมอาเซียนเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา

โดยผู้นำทั้งสองได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศนำข้อเสนอดังกล่าวยื่นต่อสมาชิกอาเซียนประเทศอื่นๆ ต่อไป

เฟซบุ๊กบล็อกข่าวออสเตรเลียโต้กฎหมายเก็บค่าข่าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645685

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 11:45 น.เฟซบุ๊กบล็อกข่าวออสเตรเลียโต้กฎหมายเก็บค่าข่าวทั่วโลกช็อกไปตามๆ กันเมื่อเฟซบุ๊กตัดสินใจบล็อกข่าวจากออสเตรเลียทั้งหมด

เฟซบุ๊กประกาศว่าจะปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ในออสเตรเลียเข้าถึงและแชร์เนื้อหาข่าวจากสำนักข่าวทุกแห่งทั่วโลก และปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ในประเทศอื่นๆ เข้าถึงเนื้อหาข่าวจากสำนักข่าวออสเตรเลีย

เพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลออสเตรเลียผลักดันกฎหมายเก็บค่าข่าว ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิลจ่ายค่าเนื้อหาให้แก่สำนักข่าวท้องถิ่นเมื่อนำไปแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ส่งผลให้ขณะนี้เพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าวออสเตรเลียไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงเพจสำนักงานท้องถิ่นออสตรเลียอื่นๆ อาทิ สำนักงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอุตุนิยมวิทยาก็ถูกปิดกั้นด้วยเช่นกัน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดและไม่สมควรอย่างยิ่งพร้อมเรียกร้องให้เฟซบุ๊กรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ออสเตรเลียระบุว่าการปิดกั้นดังกล่าวเป็นเหตุการณ์พลิกผันที่น่าตกใจและอันตรายซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนรวมถึงเฟซบุ๊กเองด้วย การตัดขาดการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของคนทั้งประเทศเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ด้านศาสตราจารย์ทามา ลีฟเวอร์ ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาทางอินเทอร์เน็ตจากมหาวิทยาลัยเคอร์ตินในออสเตรเลียมองว่าไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตามการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในออสเตรเลียเป็นความคิดที่แย่มากในช่วงที่เกิดไฟป่าและการแพร่ระบาดของโควิด-19

สิ่งที่ไทยแพ้เวียดนามคือความเป็น “ชาตินิยม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645650

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 21:32 น.สิ่งที่ไทยแพ้เวียดนามคือความเป็น "ชาตินิยม"คนไทย “บางคน” ชอบเปรียบไทยกับเวียดนามทั้งๆ ยังต่างชาติกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่เวียดนามเหนือชั้นกว่าไทย

เวียดนามไม่ถือเป็นประเทศระดับเดียวกับไทยในแง่ของรายได้ แต่เวียดนามมักจะถูกขึ้นมาเปรียบกับไทยหลายๆ เรื่องๆ ทั้งโดยคนไทยเองและคนเวียดนาม (สามารถส่องดูได้ตามโซเชียลมีเดียเช่น Facebook หรือ YouTube) ซึ่งเป็นการเปรียบที่ไม่ได้ลึกซึ้งหรือมีชั้นเชิงอะไร

ในแง่ของรายได้และระดับการพัฒนาแล้วไทยอยู่ในระดับที่พยายามจะให้หลุดจากกับดักประเทศปานกลางรายได้สูง หลุดจากนี้ไปได้ไทยจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งไทยมีเพื่อนอีกประเทศที่พยายามมานานแต่ไม่สำเร็จสักที คือมาเลเซีย

ดังนั้นถ้าจะเปรียบมวยแล้ว ควรเปรียบไทยกับมาเลเซียเพราะเป็นรุ่นเดียวกัน การเปรียบกับเวียดนามเป็นการวัดมวยคนละรุ่น ยากที่จะสมเหตุสมผล

แต่มีบางเรื่องที่เวียดนามได้เปรียบกว่าไทย อย่างเช่นมีประชากรคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากซึ่งจะเป็นพลังในการผลิตและใช้จ่าย ส่วนไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยที่มีกำลังการผลิตน้อยและคนใช้จ่ายน้อย หากไม่แก้จุดนี้ไทยจะเจริญแบบฮวบๆ แน่นอน

กับปัญหาจุดนี้ถึงแม้ว่าไทยจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเน้นกำลังซื้อภายในประเทศ แต่ถ้าคนในประเทศส่วนใหญ่เป็นคนชราที่ปลดเกษียณ กำลังซื้อก็จะชราภาพไปด้วย ธนาคารโลกเพิ่งจะเตือนว่า “ประชากรที่สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศไทย หมายความว่าส่วนแบ่งของวัยทำงานในกลุ่มประชากรจะลดลง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เรื่องนี้จะลดการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของ GDP ต่อหัวลง 0.86% ในปี 2020”

เทียบกับเวียดนาม จากรายงานสำมะโนประชากรปี 2019 พบว่า 55.5% ของประชากรมีอายุต่ำว่า 3 ปี ธนาคารโลกเตือนว่าเวียดนามกำลังเป็นสังคมคนชราอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่โชคยังดีที่ชนชั้นกลางที่ตอนนี้มีแค่ 13% จะกลายเป็น 26% ภายในปี 2026

เวียดนามไม่ได้มีแค่พลังของคนหนุ่มสาว แต่คนหนุ่มสาวยังมีพลังภายในคือความรู้สึกชาตินิยมที่หล่อหลอมตังแต่ชั้นเรียนไปจนถึงค่านิยมในสังคม

จะขอยกนิยามชาตินิยมเวียดนามที่นิยมไว้โดย Binh Le นักธุรกิจหนุ่มชาวเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ที่เขียนบทความแสดงความเห็นใน Nikkei Asia เขาบอกว่าในเวียดนามชาตินิยมเป็นความเชื่ออย่างถึงที่สุดในเอกลักษณ์ประจำชาติที่ถูกหล่อหลอมมาหลายพันปีเพื่อปกป้องมาตุภูมิจากผู้รุกรานที่ไร้ความปรานี “คุณจะไม่ภาคภูมิใจได้อย่างไรในเมื่อบทเรียนประวัติศาสตร์ทั้งหมดของคุณสอนให้คุณรู้ว่าประเทศเล็กๆ ของคุณเอาชนะผู้รุกรานทุกคนได้เสมอซึ่งมักจะมาจากกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกในเวลานั้นรวมถึง จีน, มองโกเลีย, ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา”

เขาบอกว่าเพราะความเชื่อแบบนี้คนเวียดนามจึงคิดว่าอะไรก็ตามที่เป็นการรับใช้ผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ขณะที่ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าคนไทยทุกคนจะรักชาติเหมือนกันทุกคน (ด้วยวิถีที่แตกต่างกันออกไป) แต่เราไม่เหมือนคนเวียดนามที่รักชาติแบบ “เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด” และหลายกรณีคนไทยบางคนตั้งแง่กับประเทศตัวเองเพราะความรู้สึกสิ้นหวังหรือไม่รู้จะระบายความโกรธกับใครก็มาลงกับประเทศชาติของตัวเอง จนกลายเป็นที่มาของคำที่ใช้โจมตีกันว่า “ชังชาติ”

ดูเหมือนว่าคนไทยได้สูญเสียความ “เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด” ต่อประเทศตัวเองไปแล้ว ความเป็นชาตินิยมของเราจึงไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามัคคีที่ขาดแคลนอย่างยิ่งโดยเฉพาะนับตั้งแต่เราเริ่มต้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองยาวนานเกือบจะ 2 ทศวรรษแล้ว

ดังนั้นจึงไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนที่จะทำให้คนไทยสามัคคีกันได้สำเร็จ (และนับวันความแตกแยกยิ่งชัดเจน) บางรัฐบาลพยายามส่งเสริมชาตินิยมไทย แต่ก็ส่งเสริมกันด้วยวิธีการที่ล้าสมัยและทำให้คนที่ชิงชังรัฐบาลนั้นพลอยชิงชังประเทศตัวเองไปด้วย

ตรงกันข้ามกับรัฐบาลเวียดนามที่ใช้ชาตินิยมให้เป็นประโยชน์กับตัวเองอยู่เนืองๆ แม้แต่ในตอนนี้

ในช่วงที่มีการระบาดเวียดนามประโคมแนวคิดชาตินิยมอย่างหนักหน่วงผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย โดยใช้โวหารชาตินิยมที่กระตุ้นให้รักชาติและรักตัวเองในฐานะพลเมือง เช่น การณรงค์ให้เว้นระยะ เวียดนามมีแคมเปญว่า “ถ้าคุณรักประเทศของคุณและรักพี่น้องร่วมชาติของคุณ ก็โปรดอยู่ในที่ของคุณ”

คีย์เวิร์ดอยู่ที่ “รักประเทศ” และ “เพื่อนร่วมชาติ” สองคำนี้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกผูกพันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับว่ากำลังต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกัน

ข้อมูลเหล่านี้นำมาจากบทความของ Lena Le แห่ง Vietnam National University Hanoi ผู้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นชาตินิยม วีรบุรุษนิยม และสื่อในการทำสงครามกับโควิด-19 ของเวียดนาม” ผู้เขียนกล่าวว่า “ความเป็นชาตินิยม วีรบุรุษนิยมและโซเชียลมีเดียของรัฐบาล ช่วยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมเร่งกระบวนการติดตามการติดต่อและจำกัดการปิดกั้นพื้นที่ที่สงสัยว่าจะมีการระบาด การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันทางสังคมของสาธารณชนทำให้การแพร่กระจายของชุมชนลดลง”

นอกจากนี้เวียดนามใช้สื่อของตัวเองประโคมข่าวความสำเร็จเรื่องการรักษาชาวต่างชาติแบบทุ่มสุดตัว ผลของมันเริ่มชัดขึ้นหากสำรวจในโซเชียลมีเดียจะพบว่าชาวต่างชาติมีความหวังที่สดใสกับเวียดนามจนอยากจะย้ายมาทำงานที่นี่หากหมดวิกฤตโควิด-19 แล้ว

เวียดนามลงทุนนิดหน่อย พอมีความสำเร็จแล้ว โลกได้เห็นเวียดนามที่สามารถควบคุมโควิด-19 สื่อทั่วโลกช่วยประโคมให้ฟรีๆ โดยที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องเสียเงินสักด่อง มันช่วยให้เวียดนามเป็นที่สนใจของนักลงทุนขึ้นมามากมาย แน่นอนว่าเมื่อประเทศแล้วใครๆ ก็อยากจะมาที่นี่ก็เพราะเชื่อว่ามาแล้วจะปลอดภัย

ขณะที่ไทยได้รับคำชมเช่นกันแต่ในวงจำกัด สะท้อนถึงความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์ตัวเองของรัฐบาล ที่ไม่ได้เตรียมการ “สร้างภาพ” เอาไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ

ส่วนพี่น้องคนไทยไม่ชาตินิยมบางคนยังเยาะเย้ยชาตินิยมว่าล้าหลัง ทั้งๆ ที่ชาตินิยมกำลังสร้างเวียดนาม (รวมถึงจีน) ให้แแข็งแกร่งขึ้นมา

ชื่อของแคมเปญควบคุมโควิด-19 ของรัฐบาลไทย เช่น ไทยชนะอีกและอะไรชนะๆ อีกมากมาย สะท้อนถึงแนวคิดชาตินิยมเช่นกัน แต่ “นักวิจารณ์” ในบ้านเราไม่ชอบและบางคนตำหนิว่าการเรียกบุคคลากรแพทย์ว่า “นักรบเสื้อกาวน์/นักรบชุดขาว” เป็นความหามกมุ่นเรื่องสงครามและการเอาชนะเสียอย่างนั้น!

รัฐบาลยังถูกเยาะเย้ยเมื่อรัฐบาลจะจัดงบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อทำหนังรักชาติ สำหรับคนที่นิยมรัฐบาลเมื่อได้ยินแล้วรู้สึกพอใจ แต่คนที่ชังรัฐบาลได้ยินแล้วพลอยไม่อยากจะรักชาติไปด้วย และบอกว่าควรเอาเงินไปใช้อะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

ความคิดส่งเสริมชาตินิยมถือว่า “โอเค” แต่วิธีการของรัฐบาล “ผิด” เพราะไม่ดูตาม้าตาเรือว่าคนไทยจำนวนมากไม่ชอบรัฐบาลด้วยและหงุดหงิดกับการถูกบังคับให้รักประเทศตัวเองจากรัฐบาลที่พวกเขาไม่พอใจ

คนไทยไม่เหมือนเวียดนามที่สั่งหันซ้ายหันขวาได้ คนไทยรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด สมกับคำกล่าวว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

หากจะทำก็ควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนมาเลเซียภูมิอกภูมิใจกับภาพยนต์ที่กระตุ้นความรักชาติโดยไม่ต้องบังคับโดยรัฐบาล เช่น เรื่อง Paskal ว่าด้วยกองทัพเรือมาเลซียเมื่อปี 2018 แต่มาดังอีกครั้งเมื่อฉายทาง Netflix เมื่อ 2 ปีที่แล้วปลุกกระแสความรักชาติของคนมาเลเซียให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

Paskal มีการนำเรือดำน้ำที่มาเลเซียเพิ่งซื้อมาเข้าฉากด้วย ขณะที่ไทยยังเถียงกันไม่ตกว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อเรือดำน้ำดี

ในเวลานี้ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่สังคมคนชราที่กำลังลดน้อยถอยลงเท่านั้น แต่เรากำลังเป็นสังคมที่คนไม่นิยมชมชอบประเทศตัวเองอย่างหนักหน่วง ทำให้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เหมือนประเทศกำลังหมดสิ้นพลังของคนหนุ่มสาว ขณะเดียวกันก็ไร้พลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่จะพุ่งไปข้างหน้า เป็นประเทศที่อ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น เวียดนามเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติครั้งที่ 13 เพื่อคัดเลือกผู้นำประเทศคนใหม่ ในระหว่างการประชุม “เหงียน ฟู้ จ่อง” ประธานาธิบดีคนที่ 9 ของประเทศเวียดนามและเป็นเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกล่าวว่า “โลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มทั่วโลกกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่ก็พบกับการขยายตัวของชาตินิยมสุดขั้วการแข่งขันเชิงกลยุทธ์และสงครามการค้า”

เป็นเรื่องที่ฟังดูแปลกพิลึกที่ผู้นำเวียดนามพูดถึง “การขยายตัวของชาตินิยมสุดขั้ว” ทั้งๆ ที่รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมชาตินิยมมากโดยตลอด

แต่เหงียน ฟู้ จ่องพูดถูก เพราะชาตินิยมที่พอดีสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนประเทศได้ แต่ถ้ามันสุดโต่งเกินไปมันจะทำให้คนในประเทศหลงตัวเองอย่างบ้าคลั่งและเหยียดประเทศอื่น ในทางเศรษฐกิจมันจะทำให้ปิดตัวเองจากโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเวียดนามก็เหมือนกับไทยที่ต้องการเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่การกีดกันทางการค้า

แม้แต่คนธรรมดาสามัญอย่าง Binh Le นักธุรกิจหนุ่มชาวเวียดนามผู้ที่เขียน Nikkei Asia ยังสามารถแยกได้ว่าชาตินิยมของเวียดนามนั้นเป็นชาตินิยมที่เป็นคุณ ไม่เหมือนชาตินิยมตะวันตกที่มองชาติอื่นต่ำกว่าและแสวงหาประโยชน์บทความย่อยยับของคนอื่น

พวกเขารักชาติและทำเพื่อชาติก็เพราะในประวัติศาสตร์นับพันปีคนเวียดนามต้องพบกับการรุกรานจากมหาอำนาจอยู่เสมอ ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงการคุกคามจากจีน ทำให้ยิ่งต้องรักชาติและทำเพื่อชาติ ต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาเทคโนโลยี และทำประเทศให้ดูเสน่ห์น่าลงทุน

แน่นอนว่าการสร้างภาพของรัฐบาลเวียดนามจะหมายถึงการกดขี่สิทธิมนุษยชาติและปิดปากเสียงวิจารณ์รัฐบาลด้วยการโยนเข้าคุก ซึ่งคนไทยหลายคนเวลาชมเวียดนามจะลืมนึกถึงเรื่องนี้

หันมาดูที่เมืองไทยที่เปิดโอกาสให้วิจารณ์กิจการบ้านเมืองอย่างเสรี แต่ไทยไม่เคยมีแรงกดดันจากภายนอก เรามีแต่ความขัดแย้งภายในที่บ่อนทำลายเราเอง ไม่มีชาตินิยม ไม่มีความสมานฉันท์ ถ้าประเทศไทยยังเดินอยู่บนเส้นทางนี้ อนาคตของเราคงมีแต่ความมืดมน

ไม่เพียงเท่านั้นในประเทศไทยดูเหมือนคำว่า “ชาตินิยม” จะเป็นของแสลงของหลายๆ คน เพราะคิดไปว่ามันคือตัวการความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยไม่ทันคิดว่ามันมีชาตินิยมที่ผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าโดยไม่ต้องเหยียดประเทศอื่นได้เหมือนกัน

และการเป็นชาตินิยมไม่ได้หมายความว่าเราจะตั้งคำถามกับประเทศชาติตัวเองไม่ได้ มันจะยิ่งดีถ้าเราวิพากษ์ประเทศตัวเองเพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้นมา และทบทวนตัวเองว่าความรัชาติของเราทำให้เราหลงตัวเองและทำร้ายคนอื่นหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “พวกคลั่งชาติ”

ถ้าเราไม่นิยมประเทศเอง เราจะไปแข่งกับใครได้? ประสาอะไรกับการชอบเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่เราขาดแคลน แต่พวกเขามีมันอย่างเต็มเปี่ยม

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มนต์ขลัง ‘สักยันต์ไทย’ ต่างชาติแนะนำต้องทำเมื่อมาเที่ยวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645640

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.มนต์ขลัง 'สักยันต์ไทย' ต่างชาติแนะนำต้องทำเมื่อมาเที่ยวไทยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังนิยมสักยันต์ไทย จนเป็นหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมาเยือนประเทศไทย

นับตั้งแต่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ โชว์รอยสักยันต์ห้าแถวบริเวณไหล่ด้านซ้ายที่สักจากไทยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว การสักยันต์ของไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกมุมโลก จนถึงปัจจุบันนี้กระแส “ยันต์ไทย” ก็ยังไม่เสื่อมคลายในกลุ่มชาวต่างชาติ จนถึงขั้นมีเอเจนซี่พานักท่องเที่ยวต่างชาติไปสักยันต์กับสำนักดังๆ เลยทีเดียว

อย่างเช่น อีวา ซู เบ็ค ยูทูบเบอร์ด้านการเดินทางท่องเที่ยวชาวโปแลนด์ที่มีผู้ติดตามกว่า 897,000 คน ที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องการสักยันต์ของไทย จนเธอตัดสินใจเปิดประสบการณ์การสักยันต์ด้วยตัวเองด้วยความหวังว่าจะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นและสามารถรับมือกับความกดดันในการเป็นยูทูบเบอร์ของเธอ รวมทั้งช่วยปกป้องตัวเธอด้วย

อีวา ซู เบ็คติดต่อเอเจนซี่ให้พาเธอไปยังสำนักสักยันต์อาจารย์เหน่งย่านอ่อนนุช เธอเผยว่าระหว่างที่สวดมนตร์ก่อนเริ่มสักยันต์เธอรู้สึกเหมือนตัวลอยๆ ขึ้นมาจากพื้น และยังเล่าว่าแต่ละสำนักจะมีกฎที่ควรปฏิบัติและข้อห้ามที่ผู้สักยันต์ต้องทำตามแตกต่างกันไป

ข้อห้ามของสำนักนี้ระบุว่า ห้ามด่าทอหรือพูดจาหยาบคายกับพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ ห้ามใช้ยาเสพติด ห้ามผิดเมียคนอื่น ต้องเดินกลับมาไหว้ครูประจำปี ห้ามกินสัตว์เลื้อยคลาน สุนัข อาหารในงานศพ หรือของเหลือจากคนอื่น (ยกเว้นจากคนในครอบครัว) ห้ามให้คนอื่นเหยียบศีรษะ เป็นต้น

อีวา ซู เบ็ค เผยว่า เธอเชื่อว่าอำนาจของยันต์จะอยู่กับตัวคนสัก ทั้งในหัวใจ ในจิตวิญญาณ เพราะการสักยันต์ก็เหมือนกับการลงนามในสัญญากับจักรวาล และสำหรับตัวเธอหลังจากสักยันต์แล้วเหมือนเป็นการปฏิญาณตัวว่าจะคิดดี พูดดี ทำดี

ใต้คลิปของเธอมีสมาชิกยูทูบคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Andy Smith คอมเม้นต์ว่า “ผมสักยันต์ที่เชียงใหม่ ผมอธิบายได้แค่ว่าอานุภาพของยันต์เหมือนการโอบกอดที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมรู้สึกกว่ายันต์ช่วยและปกป้องผม”

นอกจาก อีวา ซู เบ็ค แล้ว ล่าสุดเว็บไซต์ท่องเที่ยว Luxury Travel Magazine ยังแนะนำให้การสักยันต์กับอาจารย์เหน่งเป็น 1 ใน 8 กิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อเดินทางมาเยือนประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจการสักยันต์ของไทยอีกหลายคน อาทิ แดนและเคซีย์ ซีมาสโก สองสามีภรรยา เจ้าของบล็อกการท่องเที่ยว A Cruising Couple ที่เขียนอธิบายที่มาที่ไป ขั้นตอนต่างๆ และรีวิวการสักยันต์ไว้อย่างละเอียดยิบ

สำนักสักยันต์อาจารย์เหน่ง หนึ่งในสำนักที่โด่งดังในแวดวงชาวต่างชาติ โดยช่วงสถานการณ์ปกติลูกค้าที่มาสักยันต์กับอาจารย์เป็นชาวต่างชาติถึง 90% ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวอเมริกันและยุโรป หรือคิดคร่าวๆ ก็ตกปีละหลายพันคนเลยทีเดียว ขณะที่อีก 10% เป็นลูกค้าชาวไทยและจีน

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์เหน่งซึ่งอาจารย์เผยว่าลูกค้าชาวต่างชาติส่วนมากมาจากการรีวิวบอกเล่าปากต่อปาก เนื่องจากมีสื่อต่างชาติหลายสำนักรวมถึงบล็อกเกอร์และเซเลบดาราชื่อดังจากต่างประเทศหลายคนมาสักกับอาจารย์และนำไปบอกต่อ อาทิ เจสซี แบรดฟอร์ด, ไรอัน ฟิลลิปเป้, นิตยสารฟอร์บส์, ลอสแอนเจลิสไทมส์, สำนักข่าวอัลจาซีรา และสำนักข่าวเอเอฟพี เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสักยันต์ต้องมาคู่กับคาถาและความเชื่อ ซึ่งชาวต่างชาติหลายคนอาจไม่เข้าใจจึงต้องมีวิธีพูดและอธิบายถึงความหมายที่มาที่ไป พร้อมเลือกยันต์ให้ตรงกับความชอบและความต้องการของลูกค้า ว่าอยากแก้ปัญหาอะไร อยากส่งเสริมในด้านไหน ซึ่งอาจารย์เหน่งเล่าว่าลูกค้าต่างชาติก็มักโอเคกับลายที่เลือกให้เพราะพวกเขาชื่นชอบยันต์ของไทยทั้งหมดอยู่แล้ว

โดยลายสักยันต์ยอดนิยมคือยันต์เก้ายอด หรือนวหรคุณ ซึ่งแปลว่าพระพุทธคุณทั้ง 9 มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตราย จิตใจเข้มแข็ง และเลข 9 ยังพ้องเสียงกับคำว่าก้าว หรือก้าวหน้าอีกด้วย

อาจารย์เหน่งเผยว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้าชาวต่างชาติที่ได้มาสักยันต์มักชื่นชอบและติดใจจนต้องมาสักเพิ่มเป็นครั้งต่อๆ ไป และชาวต่างชาติบางคนจองคิวข้ามปีเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งของลูกค้าที่ได้สักยันต์ไปแล้วก็เชื่อว่าช่วยให้ชีวิตดีขึ้น มีกำลังใจในการพัฒนาตัวเอง คุ้มครองยามเกิดอุบัติเหตุ หรือช่วยให้เจรจาธุรกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี

แม้ว่าการสักยันต์จะมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติเฉพาะแต่ลูกค้าชาวต่างชาติก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็มักจะถามถึงเหตุผลที่มาที่ไปซึ่งก็ต้องมีวิธีการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ

ด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติอาจารย์เหน่งและสำนักสักยันต์ไทยส่วนหนึ่งต้องเตรียมความพร้อมด้วยการมีล่ามแปลภาษา ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมและกระจายรายได้ด้วย

แม้ว่าชาวต่างชาติส่วนหนึ่งอาจมองเป็นเรื่องแฟชั่น แต่ก็มีหลายคนที่หลงใหลและเชื่อว่าเป็นมากกว่าความสวยงามและแฟชั่น พวกเขามองว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มจิตใจ อย่างไรก็ดีการสักยันต์ลงบนร่างกายก็ต้องคำนึงถึงความสวยงามเหมาะสม รับกับส่วนต่างๆ บนร่างกายเช่นกัน ซึ่งอาจารย์ก็จะดีไซน์ให้ด้วย อย่างเช่นการสักบนหัวไหล่ก็จะเป็นลายลักษณะกลม หรือบริเวณคอก็เป็นสามเหลี่ยม เป็นต้น

แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ลูกค้าชาวต่างชาติหายไป 100% พวกเขาไม่สามารถเดินทางมาสักกับอาจารย์เหน่งได้แต่ก็ยังคงส่งข้อความมาหาอยู่เสมอว่าคิดถึงและอยากจะกลับมาสักมากๆ ขณะที่บรรดาล่ามก็ต้องหันไปทำอาชีพอื่นแทน

อาจารย์เหน่งทิ้งท้ายว่ายันต์นั้นมีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ช่วยสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปในทางที่ดี ชาวต่างชาติจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพราะพวกเขาชื่นชอบและเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของไทย เพราะฉะนั้นชาวไทยต้องไม่อาย ไม่มองว่าเป็นเรื่องงมงาย ต้องมั่นใจและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมของเรา ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาเพื่อสร้างรายได้สู่ประเทศไทย

Clubhouse ดังได้ไม่ทันไร ใกล้จะโดนสกัดดาวรุ่งซะแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645646

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.Clubhouse ดังได้ไม่ทันไร ใกล้จะโดนสกัดดาวรุ่งซะแล้วบางประเทศเริ่มมีท่าทีว่าจะแบน Clubhouse แอปพลิเคชันสุดฮิตในขณะนี้

วันนี้ (17 ก.พ.) Dedy Permadi โฆษกกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารของอินโดนีเซียเผยว่าแอปพลิเคชัน Clubhouse ยังไม่ได้ลงทะเบียนกับหน่วยงานในอินโดนีเซีย และอาจถูกแบนหากยังไม่ปฏิบัติตามกฎ

โดยกฎระเบียบของอินโดนีเซียบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีใดๆ ต้องลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic System Operator : PSE) ในการขออนุญาตดำเนินการ

ข้อกำหนดนี้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 5/2020 ซึ่งขอให้ผู้ให้บริการดิจิทัลยื่นเรื่องต่อกระทรวงก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ มีหลายแอปพลิเคชันที่ถูกบล็อกโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย อาทิ TikTok, Reddit และ Tumblr โดยให้เหตุผลว่านำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ออกมาเตือนในวันเดียวกันว่าหากกลุ่มบุคคลใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวในการแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน สร้างความเสียหาย และละเมิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันทีเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกล่าวถึงว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาบล็อกแอปพลิเคชันดังกล่าวหรือไม่

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Clubhouse ก็ถูกบล็อกในประเทศจีน โดยชาวจีนไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันดังกล่าวได้หลังมีการเปิดห้องสนทนาพูดคุยกันในประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน และเรื่องค่ายกักกันในซินเจียง

Photo by Handout / AFP

นักวิทย์รัสเซียเตรียมปลุกชีพไวรัสจากซากสัตว์แช่แข็งอายุ 5 หมื่นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645617

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 17:30 น.นักวิทย์รัสเซียเตรียมปลุกชีพไวรัสจากซากสัตว์แช่แข็งอายุ 5 หมื่นปีทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียสกัดเชื้อไวรัสยุคก่อนประวัติศาสตร์จากซากสัตว์อายุ 50,000 ปีที่แช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินแข็งออกมาศึกษา

ทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียภายใต้ความร่วมมือของศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพเวคเตอร์ และมหาวิทยาลัย North-Eastern Federal ในเมืองยาคุตสก์ ลงมือสกัดเชื้อไวรัสยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ในซากสัตว์อายุราว 50,000 ปีที่ถูกแช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost เพื่อระบุตัวไวรัสดึกดำบรรพ์และศึกษาวิวัฒนาการของไวรัส

เบื้องต้นนักวิทยาศาสตร์ลงมือวิเคราะห์เนื้อเยื่ออ่อนที่สกัดมาจากซากม้าดึกดำบรรพ์ที่คาดว่ามีอายุราว 4,500 ปี ซึ่งถูกพบเมื่อปี 2009 ที่สาธารณรัฐยาคูเตียในภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย

นอกจากนี้ จะศึกษาไวรัสจากซากแมมอธ กวางเอลค์ สุนัข นก กระต่าย และสัตว์ดึกดำบรรพ์อื่นๆ ซึ่งซากที่มีอายุมากที่สุดอายุถึง 50,000 ปี

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนว่า การขุดย้อนกลับไปยังอดีตอาจมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโบราณจะหลุดออกมาก่อโรค

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพเวคเตอร์เคยถูกใช้เป็นที่วิจัยไวรัสชีวภาพในสมัยสหภาพโซเวียต โดยปัจจุบันศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้าน Covid-19 ที่ชื่อว่า EpiVacCorona ของรัสเซียซึ่งมีแผนจะผลิตสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้

Photo by Handout / North-Eastern Federal University in Yakutsk / AFP

อะไรที่ทำให้ Bitcoin ทะลุ 50,000 และยังพุ่งไม่หยุดแล้วมันยั่งยืนไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645628

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 16:02 น.อะไรที่ทำให้ Bitcoin ทะลุ 50,000 และยังพุ่งไม่หยุดแล้วมันยั่งยืนไหม?แนวโน้มของสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเสถียรหรือไม่ หรือว่าจะร้อนสุดๆ แล้วดับลงมาอย่างรวดเร็ว?

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์มูลค่าของ Bitcoin ทะลุเพดาน 50,000 เหรียญสหรัฐในที่สุดและวันต่อมามันยังพุ่งขึ้นไม่หยุดอีกจนกระทั่งในระหว่างวันมูลค่าของมันยังไหลขึ้นไปอีกถึง 51,259 เหรียญสหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 4.2%

ก่อนหน้านี้ Bitcoin ราคาตกลงมาเล็น้อยก่อนที่ทะยานขึ้นมาทีเดียวจนถึง 51,000 เหรียญฯ อะไรที่เป็นสาเหตุให้มันมาแรงได้ถึงขนาดนี้?

สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนกระแสหลักมากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากการซื้อ Bitcoin มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐโดย Tesla Inc. เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์บวกกับการแพลมท่าทีของเอลอน มัสก์เกี่ยวกับควาฒโปรดปรานของเขาต่อ Bitcoin ที่มีอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในบริษัทกระแสหลักที่ตามกระแส Bitcoin คือ MicroStrategy Inc. บริษัทข้อมูลด้านธุรกิจชั้นนำที่กล่าวเมื่อวันอังคารว่าจะขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 600 ล้านเหรียญสหรัญและใช้เงินที่ได้มาไปซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม

แต่ Jeffrey Halley เจฟฟรีย์ ฮัลลีย์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Oanda Asia Pacific Pte ระบุในบทความแสดงความเห็นกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ท่าทีของบริษัท MicroStrategy ที่มีต่อ Bitcoin เป็นสัญญาณเตือนว่าโลของเงินคริปโตฯ เริ่มที่จะเกินที่จะควบคุมไปเรื่อยๆ

นักลงทุนคนอื่นเห็นต่างออกไป เช่น นิโคลาส เพเลคานอส หัวหน้าฝ่ายการค้าของ NEM กล่าวว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ Bitcoin พุ่งสูงขึ้น แต่สาเหตุที่โดดเด่นที่สุดคือแนวโน้มที่ MicroStrategy เริ่มต้นขึ้นและการที่ Tesla ทำให้มันได้รับความสนใจในหมู่มวลชนนั่นคือการย้ายงบดุลของสถาบันไปยัง Bitcoin เพื่อป้องกันความเสียหายจากอัตราเงินเฟ้อที่

น้ำเสียงที่แสดงความกังวลต่อความร้อนแรงของ Bitcoin ยังมาจาก นิโคลาส ปานิเกอร์ตซอกลู นักนักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase & Co. ที่บอกว่า

ความผันผวนของ Bitcoin จำเป็นต้องผ่อนคลายลงเพื่อป้องกันไม่ให้การเพิ่มขึ้นของโทเค็นมอดลงตาม JPMorgan Chase & Co. ควรที่จะต้องผ่อนปรนความผันผวนของ Bitcoin ก่อนที่มันจะอ่อนแรงลง

เขาบอกว่า หากการแกว่งของมูลค่าของมันไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมองจากราคาปัจจุบันของ Bitcoin แล้วมันดูไม่ยั่งยืน

JPMorgan กล่าวว่ามูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มขึ้นประมาณ 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการไหลเข้าของสถาบันเพียงประมาณ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan บอกว่าว่าอุปทานที่จำกัดของ Bitcoin และอุปสงค์ของนักลงทุนรายย่อยอาจทำให้ราคาสูงขึ้น

“การเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากกระแสการเก็งกำไรมากขึ้น” ทีมงานของ JPMorgan กล่าว

Photo by KAREN BLEIER / AFP