ตะวันออกกลางลองของไบเดน อเมริกันโดนถล่มถี่ขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645491

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.ตะวันออกกลางลองของไบเดน อเมริกันโดนถล่มถี่ขึ้นกองกำลังติดอาวุธโจมตีอเมริกันในอิรักรับไบเดนขึ้นผู้นำสหรัฐ

กองกำลังติดอาวุธ Awliyaa al-Dam หรือ Guardians of Blood อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงจรวดโจมตีบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติเออร์บิล ในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย อีก 1 รายอยู่ในขั้นวิกฤต และมีผู้เสียชีวิต 1 รายซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสหรัฐ

พันเอกเวย์น มาร็อตโต โฆษกของปฏิบัติการร่วมที่นำโดยกองทัพสหรัฐยืนยันว่าผู้เสียชีวิตไม่ใช่ชาวอิรักแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีดังกล่าวและหาตัวผู้รับผิดชอบ เนื่องจากเชื่อว่ามีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางการเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานยืนยันว่ามีจรวดหลายลูกเข้าโจมตีเมืองพร้อมเผยว่าหน่วยงานความมั่นคงได้เปิดการสอบสวนโดยละเอียด โดยเรียกร้องให้ประชาชนงดออกจากบ้านจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป พร้อมส่งกองกำลังรักษาความปลอดภัยประจำการบริเสณท่าอากาศยาน

ด้านประธานาธิบดีบาร์ฮัม ซาลีห์ ของอิรักทวีตประณามการโจมตีดังกล่าวโดยระบุว่าการกระทำของผู้ก่อการร้ายเป็นการกระตุ้นความรุนแรง

ทั้งนี้ สถานที่ทางทหารและการทูตตะวันตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายทั้งจรวดและระเบิดหลายสิบลูกนับตั้งแต่ปลายปี 2019 โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่อิรักและต่างชาติเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ อิรัก และอิหร่านยิ่งทวีความตึงเครียดตั้งแต่ต้นปี 2020 เมื่อกองทัพสหรัฐลอบสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี

เมื่อวันที่ 21 มกราคมเกิดระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้งในตลาดที่ใจกลางกรุงแบกแดด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 32 คนถือ เป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปี และเป็นการโจมตีเพียง 1 วันหลังจากที่โจ ไบเดน สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

เพียง 1 วันหลังการโจมตี กลุ่ม ISIS ที่ใครๆ คิดว่าสิ้นสภาพไปแล้วอ้างว่าเป็นผู้ลงมือ แต้ข้อมูลนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่

แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดที่อิรักไม่ได้อยู่ในวาระสำคัญของนโยบายของโจ ไบเดน ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าการละเลยอิรักของไบเดนถือเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” และปรากฎว่าคำเตือนนี้ดูเหมือนจะเป็นจริงขึ้นมาเรื่อยๆ

Photo by SAFIN HAMED / AFP

มาเลเซียฉีดวัคซีนโควิดอาทิตย์หน้า ปีนี้ฉีดประชาชน 80% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645474

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 10:45 น.มาเลเซียฉีดวัคซีนโควิดอาทิตย์หน้า ปีนี้ฉีดประชาชน 80%นายกรัฐมนตรีเผยจะได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ล็อตแรก 21 ก.พ. นี้ พร้อมเริ่มฉีดให้ประชาชน 5 วันถัดไป

มุฮ์ยิดดิน ยัซซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเผยว่า มาเลเซียจะได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ล็อตแรกที่ผลิตโดยไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) ในวันที่ 21 ก.พ. นี้ และจะเริ่มโครงการจัดฉีดวัคซีนในวันที่ 26 ก.พ. โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนแรกที่ได้รับวัคซีน

ทั้งนี้มาเลเซียตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด 32 ล้านคนภายในหนึ่งปี โดยรัฐบาลได้สั่งซื้อวัคซีนในปริมาณมากกว่าเป้า ซึ่งนอกจากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคแล้ว ยังได้ตกลงกับแอสตราเซเนกา (AstraZeneca), สถาบันกามาเลยาของรัสเซียผู้พัฒนาวัคซีนสปุตนิก วี (Sputnik V), ซิโนแวค (Sinovac) และแคนซิโน (CanSino) ของจีน

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าระยะแรกของโครงการฉีดวัตซีนในช่วงเดือน ก.พ. ถึง เม.ย. จะเริ่มฉีดให้แก่บุคลากรด่านหน้า 500,000 ราย ตามด้วยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอีก 9.4 ล้านรายที่จะได้รับวัคซีนในช่วงเดือนเม.ย. ถึง ส.ค.

สำหรับระยะสุดท้ายจะฉีดให้แก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปกว่า 16 ล้านรายโดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึง ก.พ. ปีหน้า นอกจากนี้จะขยายโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ชาวต่างชาติทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย

มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยล่าสุดมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันในประเทศกว่า 260,000 ราย ซึ่งสูงเป็นอันดับที่สามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อีก 975 ราย

Photo by Mohd RASFAN / AFP

โลกติดโควิดใกล้แตะ110ล้านคน ผู้เสียชีวิต 2.4 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645466

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 08:58 น.โลกติดโควิดใกล้แตะ110ล้านคน ผู้เสียชีวิต 2.4 ล้านยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกอยู่ที่ 109,451,984 ราย ขณะที่ ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 2,412,843 ราย สหรัฐยังมียอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก

Worldometer เว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 109,451,984 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 2,412,843 ราย

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (28,261,470) รองลงมาคืออินเดีย (10,916,589), บราซิล (9,834,513), รัสเซีย (4,086,090), สหราชอาณาจักร (4,038,078), ฝรั่งเศส (3,465,163), สเปน (3,056,035)

ขณะที่ ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 2 ล้านราย ได้แก่ อิตาลี ตุรกี เยอรมนี โคลอมเบีย และอาร์เจนตินา

ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านราย ได้แก่ เม็กซิโก โปแลนด์ อิหร่าน แอฟริกาใต้ ยูเครน เปรู อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเชค และเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก (497,174) ตามมาด้วยบราซิล (239,294), เม็กซิโก (174,207), อินเดีย (155,764) และสหราชอาณาจักร (117,166)

เมื่อชาวเมียนมาเรียกหาสหรัฐและแอนตี้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645440

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 21:06 น.เมื่อชาวเมียนมาเรียกหาสหรัฐและแอนตี้จีนชาวเมียนมากำลังทำให้ประเทศของพวกเขากลายเป็นพื้นที่ชิงอิทธิพลของสหรัฐกับจีน

เมื่อย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของการทำรัฐประหาร ขบวนประท้วงในเมียนมาเริ่มมีการกระจายข่าวลือว่ารัฐบาลจีนอยู่เบื่องหลังการยึดอำนาจของพลเอกมินอ่องหล่าย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ผู้ประท้วงไปชุมนุมกันที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนในนครย่างกุ้ง พากันถือแผ่นป้ายเรียกร้องจีนไม่ให้สนับสนุนกองทัพเมียนมา

การประท้วงมาพร้อมกับข่าวลือสารพัดเกี่ยวกับจีน เช่น การลือกันว่าจีนส่งเจ้าหน้าด้านไอทีที่มาทางเครื่องบิน แต่ทางสถานทูตชี้แจงทางเฟซบุ๊คว่าเป็นเพียงเครื่องบินขนส่งสินค้าตามปกติ แต่ “ชาวเน็ต” เมียนมานอกจากจะไม่เชื่อแล้วยังบอกว่า “โกหก”

จนกระทั่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ความไม่พอใจจีนก็ยังรุนแรงพร้อมๆ กับข่าวลือที่ไม่มีมูลที่แพระกระจายต่อไป เช่น การลือกันว่ามินอ่องหล่ายหนีไปจีนแล้ว

ไม่ใช่แค่จีน แต่รัสเซียยังโดนด้วย มีผู้ประท้วงไปรวมตัวกันที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เรียกร้องไม่ให้รัสเซียร่วมมือกับกองทัพเมียนมา แต่บางคนก็ถือแผ่นป้ายประกาศความเชื่ออย่างชัดเจนว่า “การแทรกแซงของรัสเซีย ออกไป” สะท้อนว่าพวกเขาชื่อว่ารัสเซียหนุนหลังกองทัพเหมือนกับที่จีนโดนข้อหานี้เช่นกัน และผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัสเซียเดินตามรอยสหรัฐที่คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาอย่างไม่รอช้า

ข่าวลือและกระแสต่อต้านจีน-รัสเซียไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล เพราะทั้งสองประเทศคัดค้านคำประณามของสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต่อการทำรัฐประหาร และยอมให้สมัชชามีแถลงการณ์ออกมาได้โดยตัดคำว่า “รัฐประหาร” ออกไปให้เหลือแค่การเรียกร้องให้ปลอ่ยอองซานซูจี

ขณะที่กระแสต้านจีน-รัสเซียหนักข้อขึ้น กระแสโปรสหรัฐก็เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในหมู่ประชาชน ถึงกับเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์มีการยกขบวนไปชุมนุมที่ด้านนอกสถานเอกอักครราชทูตสหรัฐในย่างกุ้ง พวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้ “รัฐบาลสหรัฐ” ช่วย แต่ถึงขนาดเรียกร้องให้ “กองทัพสหรัฐ” เข้ามาแทรกแซงกันเลยทีเดียว

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องบินของจีนที่เข้ามายังเมียนมาหลังการรัฐประหารและจีนบอกว่าเป็น “ซีฟู๊ด” (และคนเมียนมาสวนกลับว่า เราไม่เอาซีฟู๊ด เราจะเอาอะแหม่ซู (จี) คืนมา”

ช่วงที่ประเด็นนี้กำลังแรงๆ Mratt Kyaw Thu ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเมียนมาโพสต์ในทวิตเตอร์ของเขาว่า “มีเที่ยวบิน 5 เที่ยวจากคุนหมิง ประเทศจีนเดินทางมาถึงย่างกุ้งเมื่อวานนี้ (9 และ 10 กุมภาพันธ์) พยานหลายคนบอกว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิกด้านไอทีจำนวน 3 เครื่อง และเป็น “คาร์โก” อีก 2 เครื่อง”

เราไม่รู้ว่า “คาร์โก” ที่ขนมานั้นคืออะไร แต่ว่าสัปดาห์ต่อมากองทัพเมียนมาเริ่มใช้วิธีการรบแบบไซเบอร์ด้วยการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตช่วงค่ำเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เรื่องนี้อาจยิ่งทำให้คนเมียนมารู้สึกว่าบังเอิญเกินไปและทำให้กระแสต้านจีนยิ่งหนักขึ้น เพราะก่อนหน้านี้คนเมียนมาก็เชื่อกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่าของใน “คาร์โก” อาจเป็นเครื่องตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต

ตราบใดที่จีนไม่มีท่าทีชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร จีน (รวมถึงรัสเซีย) ก็จะต้องถูกข่าวลือและข้อสงสัยแบบนี้โจมตีไปเรื่อยๆ และผลเสียจะตกอยู่ที่คนจีนในเมียนมาก่อนเป็นกลุ่มแรก

ยิ่งถ้ากองทัพเมียนมาตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงข่าวสารที่ถูกต้องก็จะยิ่งยาก ข่าวลือจะยิ่งแพร่หลาย

มีกรณีหนึ่งซึ่งจีนควรจะดีใจที่สัญญาณเน็ตยังมีอยู่ ก็คือข่าวลือที่แชร์กันว่ามีท่อก๊าซของจีนซ่อนอยู่ในไร่กล้วยของจีนที่รัฐกะฉิ่น ปรากฎว่าชาวเน็ตเมียนมาช่วยกันแก้ไขข่าวที่ถูกต้องว่าไร่กล้วยของจีนไม่มีท่อก๊าซ ไม่เช่นนั้นไร่กล้วยคงพินาศไปแล้ว

จีนอาจจะรู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในก็ได้ แต่ก็อาจเป็นอย่างที่คนเมียนมาคิดก็ได้นั่นคือจีนเลือกที่จะไม่แทรกแซงก็เพื่อผลประโยชน์กับรัฐบาลทหาร

“สมมติว่า” รัฐบาลจีน “อาจจะ” ดีดลูกคิดคำนวณแล้วว่าคบกับทหารอาจจะได้ประโยชน์กว่า แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าพลังการต่อต้านของประชาชนเมียนมามีพลังมาก เมื่อพวกเขาจะแบนอะไรก็จะแบนกันจริงจัง เมื่อพวกเขาสามัคคีกันถล่มภัยคุกคาม ต่อให้ทหารมีปืนพวกเขาก็จะสู้ต่อไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1988

หสกจีนหนุนทหารก็เหมือนจีนจ่ายบอลเข้าเท้าสหรัฐไปเต็มๆ

จุดยืนของรัฐบาลไบเดนชัดเจนอยู่แล้วว่ายืนข้างประชาชนเมียนมา ประชาชนเมียนมาบางกลุ่มก็คิดว่าสหรัฐเป็นที่พึ่งของพวกเขา

ต่อให้ไม่ให้เข้าหาสหรัฐ กระแสต้านจีนที่หนักมากในตอนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สหรัฐพอจะแทรกตัวเข้ามาในสถานการณ์เมียนมาได้

ตอนนี้สื่อบางแห่งจึงชี้ว่าเมียนมาได้กลายเป็นสมรภูมิอำนาจของสหรัฐกับจีนไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว

ศึกครั้งนี้แต่ละฝ่ายน่าจะมีของดีซ่อนอยู่ ในส่วนของสหรัฐเคยมีรายงานเมื่อปี 2013 (โดย Der Spiegel) ว่าสถานเอกอัครราชทูตที่ย่างกุ้งนั้นเป็นหนึ่งในไซต์ที่ CIA และ NSA ใช้สอดแนมโทรศัพท์และเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วโลก (ไซต์แบบนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย) จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าไซต์สอดแนมแบบนี้ยังมีอยู่ที่สหรัฐ?

แต่มันมีความลักลั่นอยู่เรื่องหนึ่งก็คือประเด็นที่รัฐบาลเมียนมาไม่ว่าจะทหารหรือพลเรือนต่างก็ใช้แนวทางที่แข็งกร้าวต่อชาวโรฮิงยา ถึงขั้นที่ถูกประณามจากประชาคมโลก

ดังนั้นต่อให้เมียนมากลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกสหรัฐก็จะอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเมียนมา เพราะจะช่วยก็ติดเรื่องโรฮิงยาอีก ขณะที่จีนไม่สนใจกรณีโรฮิงยาเอาเลย

อย่าลืมว่าอองซานซูจีแปรสภาพจากแม่พระประชาธิปไตยกลายเป็นตัวร้ายผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เพราะเรื่องโรฮิงยา

สมมติว่าสหรัฐบอกว่าจะช่วยแทรกแซงเพื่อฟื้นประชาธิปไตยให้ชาวเมียนมา แต่ถ้ามีข้อแม้ว่าชาวเมียนมาจะต้องรับชาวโรฮิงยาในฐานะเท่าเทียมกัน เชื่อว่าชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยก็คงไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้

แต่สำหรับสหรัฐแล้วการได้คืบจะเอาศอกในสถานการณ์แบบนี้ย่อมเป็นเรื่องโง่เขลาเกินไป ความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือการดันอิทธิพลจีนให้พ้นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างที่แอนโทนี บลิงเคนรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเพิ่งจะบอกผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไปหมาดๆ ก่อนที่เมียนมาจะทำรัฐประหารเพียงไม่กี่วันว่า “ปฏิญาณที่จะยืนเคียงข้างการอ้างสิทธิ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อการเผชิญหน้ากับแรงกดดันของจีน” ซึ่งในกรณีนี้เขาหมายถึงเรื่องพิพาททะเลจีนใต้

แต่มันจะมีข้อยกเว้นหรือไม่? ตอบว่ามี รัฐบาลเดโมแครต (ของโอบามาและที่มีไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี) เป็นรัฐบาลที่เข้าหารัฐบาลทหารเมียนมาก่อนในปี 2011 นำโดยฮิลลารี คลินตันที่เดินทางไปพบพลเอกเต็ง เส่ง ผู้นำเมียนมาในขณะนั้นด้วยตนเอง และในปีถัดมาก็ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาลง

สมมติอีกครั้งว่าถ้ากองทัพเมียนมาเลือกที่จะเมินสหรัฐและคบจีน จีนก็อาจจะต้องช่วยเหลือกองทัพเมียนมามากขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและต้านการแทรกแซงของสหรัฐ เพราะเมื่อปี 2013 มีตัวอย่างมากแล้วว่ารัฐบาลสหรัฐให้ทุนองค์กรประชาสังคมในเมียนมาเพื่อกดดันให้รัฐบาลระงับการสร้างเขื่อนมยิตโซนที่กั้นแม่น้ำอิรวดีในรัฐกะฉิ่นซึ่งเป็นโครงการของจีน

ปรากฎว่ารัฐบาลเมียนมาระงับโครงการเมื่อเดือนกันยายน 2011 หรือเพียง 2 เดือนก่อนที่ฮิลลารี คลินตันจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่เยือนเมียนมาครั้งแรกในรอบ 56 ปี แน่นอนว่าเรื่องนี้จะสร้างความไม่พอใจกับจีน และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาต้องบินไปเคลียร์ที่ปักกิ่ง

มีหลายตัวอย่างที่สะท้อนว่ากองทัพเมียนมาไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งจีนและสหรัฐหรือรัสเซีย การที่กองทัพเมียนมาสนับสนุนโครงการจีนก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมสยบกับจีนหรือมีจีนหนุนหลังการทำรัฐประหาร

การที่มีอาวุธของรัสเซียปรากฎในการทำรัฐประหารก็ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียหนุนหลัง และการที่รัสเซียกับจีนไม่ยอมประณามกองทัพเมียนมาแรงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร เพราะจีนกับรัสเซียก็มีท่าทีแบบนี้กับหลายๆ ประเทศอยู่แล้ว คือไม่โจมตีและคว่ำบาตรเหมือนสหรัฐ และมักบอกแค่ว่า “จับตาและเป็นห่วง”

การที่สหรัฐประณามการทำรัฐประหารก็ไม่ได้หมายความว่าะพวกเขาจะไม่ยอมคบกับกองทัพเมียนมาไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย เพราะเคยมีมาแล้วที่สหรัฐสายเสรีนิยมที่ควรจะเกลียดเผด็จการทหารเข้าใส้กลับคลายมาตรการคว่ำบาตรทหารเมียนมาเสียเอง

บางครั้งดุลอำนาจระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่เหนือจะคาดเดาและเป็นศาสตร์และศิลป์ในการเลือกข้างให้ถูก

เรื่องนี้ไม่ใช่ไกลตัวไทย หากไทยวางตัวไม่ดี แม้ทหารเมียนมาอาจจะพอใจ แต่ประชาชนเมียนมาซึ่งมีมากกว่าจะจดจำเอาไว้ว่าไทยไม่เข้าข้างพวกเขา ในระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดี

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP

ย้อนคดีปริศนาในตำนาน ใครฆ่าเอลิซ่า แลม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645438

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.ย้อนคดีปริศนาในตำนาน ใครฆ่าเอลิซ่า แลม?แม้เวลาจะผ่านมากว่า 8 ปีแล้วแต่การเสียชีวิตของเธอก็ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

1. ย้อนกลับไปในเดือนเดียวกันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เกิดคดีสะเทือนขวัญที่โด่งดังไปทั่วโลกซึ่งขณะนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อนักศึกษาสาวหายตัวไปนานหลายสัปดาห์ ก่อนที่จะถูกพบเสียชีวิตปริศนาที่โรงแรมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

2. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ปี 2013 เอลิซ่า แลม ชาวแคนาดาเชื้อสายจีนวัย 21 ปี ถูกพบเป็นร่างไร้วิญญาณเปลือยกายอยู่ในแทงค์น้ำโรงแรมเซซิลล์ (Cecil Hotel) ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากที่เธอหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม

3. ร่างของเธอถูกพบหลังจากที่แขกในโรงแรมสังเกตว่าน้ำประปาเปลี่ยนเป็นสีดำและมีรสชาติผิดปกติ รวมถึงแรงดันน้ำต่ำ จึงได้ร้องเรียนให้พนักงานตรวจเช็คแทงค์น้ำก่อนที่จะพบร่างของเธอเสียชีวิตอยู่ในนั้น

4. คดีของเธอยิ่งดูมีเงื่อนงำขึ้นไปอีกเมื่อกรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) เผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่พบเห็นเธอครั้งสุดท้ายอยู่ในลิฟต์ตัวหนึ่งของโรงแรมเพียงลำพัง ด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนและหวาดระแวงผิดปกติ เธอพยายามกดปุ่มลิฟต์ทุกชั้นแต่ลิฟต์ไม่ยอมปิด ก่อนที่จะชะโงกหน้าออกมาดูด้านนอกลิฟต์พร้อมทำท่าเหมือนกำลังพูดคุยกับใครอยู่ และเดินเข้าๆ ออกๆ อยู่หลายครั้งก่อนที่จะเดินออกจากลิฟต์ไป

5. วิดีโอของเธอได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกท่ามกลางการคาดเดาและคำอธิบายด้วยทฤษฎีต่างๆ นานา ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของเธอ บ้างก็ว่าเธอกำลังพยายามหนีจากใครบางคนที่ไล่ตามเธออยู่ บ้างก็ว่าเธออาจจะหลอนยาเสพติด แต่จากการชันสูตรแล้วไม่พบสารเสพติดในร่างกายของเธอ และบ้างก็ว่าเธอมีอาการป่วยทางจิตด้วยโรคไบโพลาร์ ขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าคลิปวิดีโอถูกดัดแปลงก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะ

6. ในเวลาต่อมาผลชันสูตรศพระบุว่าเธอกินยารักษาอาการไบโพลาร์ และไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย ล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการฆ่าตัวตายและการใช้สารเสพติด มีเพียงแอลกออล์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งตามผลชันสูตรพอสรุปได้ว่าเธอเป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์และไม่ได้กินยาอย่างเคร่งครัดหรือกินยาไม่สม่ำเสมอซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นพฤติกรรมแปลกๆ ของเธอที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ รวมทั้งเพื่อนร่วมห้องของเธอยังได้ระบุว่าเธอมีพฤติกรรมแปลกประหลาดก่อนที่เธอจะถูกขอย้ายให้ไปพักในห้องส่วนตัวคนเดียว

7. ผลการชันสูตรศพสรุปว่าเธอจมน้ำเสียเนื่องจากพบว่ามีน้ำในปอดปริมาณมาก รวมถึงมีอาการโรคไบโพลาร์ และมีการแก้ผลการตรวจถึงสองครั้งก่อนจะปล่อยสู่สาธารณชนว่าเป็นอุบัติเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่สามารถตรวจสารพิษในเลือดได้เพราะร่างของเธอแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานและเน่าเปื่อยเกินกว่าจะตรวจสอบได้

8. ขณะที่ครอบครัวของเธอยืนยันว่าเธอไม่เคยมีปัญหาทางจิตและไม่ได้เป็นโรคไบโพลาร์ตามที่สื่อและกรมตำรวจลอสแอนเจลิสกล่าวอ้าง ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าเธอจะมีอาการทางจิตและต้องกินยาแต่ก็ยังไม่กระจ่างว่าเธอเข้าไปอยู่ในแทงค์น้ำบนดาดฟ้าโรงแรมได้อย่างไรทั้งที่มีเพียงพนักงานโรงแรมเท่านั้นที่เป็นผู้ถือกุญแจดาดฟ้า และทำไมจึงอยู่ในสภาพเปลือยกาย

9. นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามว่าเธอสามารถเข้าไปในแทงค์น้ำสูง 5 เมตรด้วยตัวเองได้หรือไม่ เพราะการเข้าสู่ชั้นดาดฟ้าโดยไม่ให้ใครรู้เธอจะต้องปิดสัญญาณเตือนภัยก่อนที่จะไต่บันไดสูงเพื่อขึ้นไปยังฐานที่ตั้งแทงค์น้ำ 4 ถัง และเธอยังต้องปีนบันไดขึ้นไปอีกเพื่อไปให้ถึงยอดแทงค์น้ำหลักที่พบร่างของเธออยู่ในนั้น ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะขึ้นไปบนยอดแทงค์น้ำด้วยตนเองโดยไม่มีใครพบเห็น

10. เรื่องลึกลับยังไม่จบแค่นั้นเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวของเธอไปคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง Dark Water ภาพยนตร์สยองขวัญของญี่ปุ่นที่เข้าฉายในปี 2002 และถูกดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นอเมริกันในปี 2005 ซึ่งตัวละครพบน้ำสีเข้มรั่วจากเพดานห้องในอพาร์ทเมนต์ ก่อนทราบว่าเด็กหญิงที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่จมน้ำเสียชีวิตในอ่างเก็บน้ำของอาคาร รวมถึงเหตุการณ์ที่ปุ่มลิฟต์ทำงานผิดปกติ ตลอดจนประวัติที่พื้นที่บริเวณนั้นเกิดวัณโรคระบาด โดยมีอุปกรณ์ทดสอบเชื้อโรค LAM-ELISA ตรงกับชื่อของเธอ Elisa Lam แต่เขียนกลับหลัง

11. ก่อนหน้านั้นโรงแรมแห่งนี้มีผู้เสียชีวิตมาแล้วหลายครั้งและมีประวัติอาชญากรรมสยองขวัญและการฆ่าตัวตายมายาวนาน ซึ่งหลายคดีก็ยังตกเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโรงแรมแห่งนี้มีเงื่อนงำหรือพลังชั่วร้ายอะไรบางอย่างหรือไม่

12. ขณะที่ส่วนหนึ่งมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่อย่างใด แต่เมื่อมองในเชิงสังคมศาสตร์จะพบว่าพื้นที่บริเวณนี้เกิดเหตุอาชญากรรมหลายคดีเนื่องจากพื้นที่ละแวกใกล้เคียงซึ่งเรียกว่า “สคิด โรว์” (Skid Row) เป็นพื้นที่ที่มีคนไร้บ้านและผู้ประสบปัญหาทางสังคมอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงการที่โรงแรมปรับลดราคาห้องพักราคาถูกทำให้มีแขกจากหลากหลายกลุ่มและเกิดคดีอาชญากรรมรวมถึงการฆ่าตัวตายหลายครั้ง จนทำให้พื้นที่นี้ถูกขนานนามว่าเป็นแหล่งกบดานของฆาตรกรต่อเนื่อง

ยิงกันแล้ว! ทหารเมียนมาโจมตีผู้ชุมนุมที่มัณฑะเลย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645435

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 17:33 น.ยิงกันแล้ว! ทหารเมียนมาโจมตีผู้ชุมนุมที่มัณฑะเลย์ รายงานสดจากเมืองมัณฑะเลย์ระบุว่ามีการใช้กำลังรุนแรงกับประชาชนแล้ว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองกำลังความมั่นคงของเมียนมายิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่เมืองมัณฑะเลย์เมืองสำคัญของเมียนมาเพื่อสลายการชุมนุม

ขณะที่เพจ Frontier Myanmar รายงายอ้างแหล่งข้อมูลจากสถานทีเกิดเหตุว่าตำรวจและทหารระดมยิงอย่างไม่เลือกหน้าเพื่อสลายการประท้วงในมัณฑะเลย์ที่ถนนสาย 26 และ 82

นักข่าวที่แนวหน้าเผยว่าว่ากองกำลังตำรวจและทหารกำลังยิงเข้าไปในบ้านเช่นกัน แต่จำนวนผู้บาดเจ็บยังไม่ชัดเจน สมาชิกสหภาพนักศึกษาในเมืองกล่าวว่ามีบางคนได้รับบาดเจ็บ และผู้ชุมนุมจำนวนมากยังถูกจับกุมตัวด้วย

ในเวลาต่อมาสำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ตำรวจและทหารใช้กระสุนยางและหนังสติ๊กยิงเข้าใส่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารรอบๆ ธนาคารกลางเมียนมาสาขามัณฑะเลย์ ขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน

กองกำลังความมั่นคงจับกุมพลเรือนอย่างรุนแรง และบางคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ผู้สื่อข่าวหลายคนที่รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ยังถูกทุบตีโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย

Photo by Sai Aung Main / AFP

Sputnik V ม้ามืดมาแรงในตลาดวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645419

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.Sputnik V ม้ามืดมาแรงในตลาดวัคซีนโควิด-19หลายประเทศเริ่มเทใจให้ ‘สปุตนิก วี’ หลังเผชิญข้อกังขาต่างๆ นานา

1. ‘สปุตนิก วี’ (Sputnik V) วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยและพัฒนากามาเลยา (Gamaleya Research Institute of Epidemiology and Microbiology) ประเทศรัสเซีย

2. ในการทดลองวัคซีนระยะที่ 1 และ 2 ผลการวิจัยถูกตั้งข้อสงสัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนนานาชาติว่าไม่สมบูรณ์ น่าสงสัย และไม่น่าเชื่อถือ เมื่อมีการรายงานข้อมูลที่เหมือนกันสำหรับผู้เข้าร่วมการทดลองหลายคน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ผู้เข้าร่วมหลายคนจะแสดงผลลัพธ์ที่เหมือนกัน

3. ความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประชาชนทั้งชาวรัสเซียและทั่วโลกไม่มั่นใจถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนตัวดังกล่าว

4. นอกจากนี้รัสเซียยังประกาศใช้วัคซีนสปุตนิก วี ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ที่ยังไม่เสร็จสิ้นการทดลองในเฟส 3 เสียด้วยซ้ำ จึงยิ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในวัคซีน

5. จนกระทั่งเดือนธันวาคมทางการรัสเซียเริ่มโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน แต่ชาวรัสเซียดูไม่ค่อยเต็มใจที่จะฉีดวัคซีนสปุตนิก วี ด้วยความที่วัคซีนถูกพัฒนาขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว การจดทะเบียนดูไม่โปร่งใส อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลรัสเซียดูกระตือรือร้นที่จะฉีดวัคซีนตัวนี้เป็นพิเศษ

6. การสำรวจในรัสเซียพบว่า 58 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เต็มใจที่จะรับวัคซีนสปุตนิก วี แม้ว่าจะได้รับการฉีดฟรีก็ตาม

7. แต่ล่าสุดเมื่อผลการทดลองวัคซีนได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ซึ่งระบุถึงประสิทธิภาพ 91.6% โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ผิดปกติ ทำให้สปุตนิก วี ได้รับความไว้วางใจมากยิ่งขึ้นด้วยประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับวัคซีนตัวอื่นๆ อาทิ ไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) และโมเดอร์นา (Moderna) ที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าซิโนแวค (Sinovac) ของจีน

8. ประจวบกับจังหวะที่สหภาพยุโรปกำลังประสบปัญหาวัคซีนขาดแคลน และวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จากสหราชอาณาจักรก็กำลังเผชิญข่าวลือว่าแทบไม่มีประสิทธิภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งผลให้หลายฝ่ายเปิดใจให้กับสปุตนิก วี มากขึ้น

9. นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ยังประกาศว่าประเทศในสหภาพยุโรปสามารถใช้วัคซีนสปุตนิก วี ได้หากองค์กรการแพทย์แห่งยุโรปอนุมัติ

10. ล่าสุดเกาหลีใต้ก็ระงับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาสำหรับประชาชนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปจนกว่าจะได้ข้อมูลจากการตรวจสอบประสิทธิภาพของวัคซีนเพิ่มเติม และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณานำเข้าวัคซีนสปุตนิก วี

11. ขณะนี้สปุตนิก วี ได้รับการอนุมัติให้ใช้แล้วหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อาร์เจนตินา เมียนมา ลาว อิหร่าน อินเดีย ตูนิเซีย และปากีสถาน

12. กองทุน Russian Direct Investment Fund (RDIF) ที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนสปุตนิก วี ระบุว่าได้รับการสั่งซื้อวัคซีนมากกว่า 1,200 ล้านโดสจากกว่า 50 ประเทศภายในเดือธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้มีประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

Photo by Zoltan BALOGH / various sources / AFP

ญี่ปุ่นตั้งรัฐมนตรีกระทรวงความเหงาแก้ปัญหาฆ่าตัวตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.ญี่ปุ่นตั้งรัฐมนตรีกระทรวงความเหงาแก้ปัญหาฆ่าตัวตายเมื่อความเหงารุนแรงกว่าที่คิด นายกญี่ปุ่นจึงตัดสินใจแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเหงา

โยชิฮิเดะ ซูกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแต่งตั้ง เทตสึชิ ซากาโมโต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเหงาเพื่อแก้ไขปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานพบว่ามีการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2020 ด้วยจำนวนผู้หญิงและเยาวชนที่ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

ตามรายงานระบุว่าอัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงเพิ่มขึ้น 14.5 เปอร์เซ็นต์โดยมีจำนวนทั้งหมดถึง 6,976 คน ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ในขณะที่การฆ่าตัวตายของผู้ชายลดลง 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 13,943 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน

ผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่าความเหงาเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังหลายโรค อาทิ โรคเบาหวานและโรคหัวใจ เพราะความโดดเดี่ยวทำให้ผู้คนแยกตัวออกจากสังคมเกิดพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพไม่ว่าจะเป็น ไม่ออกกำลังกาย ไม่ชอบไปหาหมอ ส่งผลต่อความเครียดและความดันโลหิต

นายกรัฐมนตรีซูกะกล่าวว่า “ชาวญี่ปุ่นโดดเดี่ยวและเกิดความเหงาเมื่อไม่ได้พบปะสังสรรค์ โดยผู้หญิงทุกข์ทรมานจากความโดดเดี่ยวมากกว่าผู้ชาย และจำนวนการฆ่าตัวตายก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ผมหวังว่าซากาโมโตจะสามารถเข้าถึงปัญหาและส่งเสริมมาตรการเชิงนโยบายอย่างครอบคลุม”

ซูกะยังเผยว่าได้วางแผนที่จะจัดเวทีฉุกเฉินในปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อรับฟังผู้เชี่ยวชาญและหารือเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน “เพื่อป้องกันความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคมและเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน”

ทั้งนี้ซากาโมโตจะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาความโดดเดียวของประชาชนในเชิงลึก และรัฐบาลญี่ปุ่นจะขยายบริการให้คำปรึกษาและแนะนำองค์กรสนับสนุนแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 แต่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปตัวเลขเริ่มสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

Photo by DAVID MAREUIL / POOL / AFP

ครั้งแรกในรอบ 30 ปีดัชนีหุ้นนิกเคอิปิดทะลุ 30,000 จุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645400

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 13:23 น.

ครั้งแรกในรอบ 30 ปีดัชนีหุ้นนิกเคอิปิดทะลุ 30,000 จุด

ดัชนีนิกเคอิ (Nikkei) ของญี่ปุ่นฝ่า 30,000 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สัญญาณเศรษฐกิจดีหลังมีแววต้านโควิด-19 ไหว

ดัชนีหุ้นนิกเคอิปิดเหนือระดับ 30,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีเมื่อวันจันทร์เนื่องจากข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่นช่วยเพิ่มความมั่นคงในตลาด ซึ่งตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและความหวังในการฟื้นตัวของสหรัฐหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ดัชนี Nikkei 225 ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 564.08 จุดหรือเพิ่ม 1.91% จากวันศุกร์มาอยู่ที่ 30,084.15 ซึ่งปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 1990 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังประสบภาวะฟองสบู่ และหลังจากนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ดิ่งเหวลงยาวนานนับทศวรรษ จนกระทั่งในวันนี้มีสัญญาณที่ดีอีกครั้ง

เมื่อ 30 ปีที่แล้วเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ทำท่าว่าจะไปได้สวยต้องพบกับภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 1992 หลังจากที่ราคาสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ในตลาดหุ้นสูงผิดปกติระหว่างปี 1986 – 1991 โดยดัชนีนิกเคอิทะลุ 30,000 จุดครั้งแรกในปี 1988 และถึง 37,189 จุดในเดือนมกราคมปี 1990

แต่สัญญาณร้ายเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 1990 เมื่อดัชนีนิกเคอิเริ่มดิ่งลงมาจนถึงครึ่งหนึ่งจากที่เคยพึ่งสูงสุด จนเมื่อถึงปลายปี 1991 ราคาสินทรัพย์เริ่มที่จะลดลงมาเรื่อยๆ และลดลงหนักในปี 1992 กลายเป็นภาวะฟองสบู่แตกและเกิดหนี้เสียมหาศาล

หลังจากเหตุการณ์นั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะทศวรรษที่สาบสูญ ( Lost Decade) ที่อัตราการเติบโตถดถอยอย่างหนัก เดภาวะเงินฝืดรุนแครง หนี้สาธารณะสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

Photo by Behrouz MEHRI / AFP

ม็อบเมียนมาวอนกองทัพสหรัฐช่วยแทรกแซงรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645394

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.ม็อบเมียนมาวอนกองทัพสหรัฐช่วยแทรกแซงรัฐประหารกลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมารวมตัวกันหน้าสถานทูตสหรัฐ เรียกร้องกองทัพสหรัฐส่งทหารเข้าช่วยเหลือในประเทศ

กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรุงย่างกุ้งเพื่อเรียกร้องให้สหรัฐยืนเคียงข้างกลุ่มผู้ชุมนุมและสนับสนุนประชาธิปไตยของชาวเมียนมา

กลุ่มผุ้ชุมนุมประท้วงมีชูป้ายข้อความต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นการขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ พร้อมระบุว่าต้องการให้สหรัฐส่งกองทัพเข้ามาช่วยเหลือในเมียนมา

อย่างไรก็ตามแม้จะมีชาวเมียนมาส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่าการพึ่งพากองทัพสหรัฐหรือเรียกร้องให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศจะส่งผลเสียต่อเมียนมาเอง

นอกจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้มีการรวมตัวกันที่สถานทูตจีนและรัสเซียเพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศหยุดให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ด้านสถานทูตสหรัฐก็ได้ออกมาประกาศบนทวิตเตอร์ว่า “การอารยะขัดขืนและการเดินขบวนประท้วงแสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวเมียนมาต้องการประชาธิปไตย เรายืนหยัดเคียงข้างพวกเขา”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftheirrawaddyburmese%2Fposts%2F4205300702847383&width=500&show_text=true&height=698&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7daynews%2Fposts%2F4059574750770795&width=500&show_text=true&height=814&appId

The civil disobedience movement and demonstrations show that the people of Myanmar want democracy. We stand with them.— U.S. Embassy Burma (@USEmbassyBurma) February 13, 2021

Photo by Ye Aung THU / AFP