มาเลย์ใจดีเล็งฉีดวัคซีนโควิดฟรีให้ผู้ลี้ภัยทุกคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645125

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.มาเลย์ใจดีเล็งฉีดวัคซีนโควิดฟรีให้ผู้ลี้ภัยทุกคนมาเลเซียตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชน 80% ภายในหนึ่งปี รวมชาวต่างชาติ ผู้ลี้ภัย และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

คณะกรรมการด้านการจัดหาวัคซีนในมาเลเซียแถลงว่า มาเลเซียจะขยายโครงการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้กับชาวต่างชาติในประเทศทุกคน รวมถึงผู้ขอลี้ภัยที่ลงทะเบียนกับหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาติ UNHCR และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มแจกจ่ายวัคซีนภายในสิ้นเดือนนี้โดยตั้งเป้าว่าจะครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของประชากรทั้งหมด 32 ล้านคนภายในหนึ่งปี

ตามแถลงการณ์ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดการฉีดวัคซีนนับเป็นการดำเนินการด้านมนุษยธรรม และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยปราศจากโควิด-19 จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนมากที่สุด

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกล่าวว่าจะให้ความสำคัญกับประชาชนชาวมาเลเซีย โดยจะมีการประกาศกำหนดการฉีดวัคซีนสำหรับชาวต่างชาติในภายหลัง

ทั้งนี้ ไครี จามาลุดดิน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของมาเลเซียแถลงเบื้องต้นว่ารัฐบาลจะดำเนินการร่วมกับทางการแต่ละรัฐ สถานทูต และองค์กรเอกชนอื่นๆ ในการกระจายวัคซีน โดยคณะกรรมการจะหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดในการดำเนินการต่อไป

มาเลเซียมีวัคซีนเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวหลังตกลงซื้อขายวัคซีนกับไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech), สถาบันกามาเลยาของรัสเซียผู้ผลิตวัคซีนสปุตนิก วี (Sputnik V), ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) รวมถึงแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics) ของจีน

นอกจากนี้ยังได้รับการจัดส่งวัคซีนจากแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ภายใต้โครงการโคแวกซ์ (COVAX)

Photo by Mohd RASFAN / AFP

สีจิ้นผิงย้ำเลี่ยงเผชิญหน้าหวั่นหายนะหลังต่อสายตรงไบเดนครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645115

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.สีจิ้นผิงย้ำเลี่ยงเผชิญหน้าหวั่นหายนะหลังต่อสายตรงไบเดนครั้งแรกสีจิ้นผิงแนะจีน-สหรัฐกำหนดแนวทางใหม่เลี่ยงเผชิญหน้า ย้ำไบเดนดำเนินการระวังกระทบอำนาจอธิปไตยจีน

ช่วงเช้าวันที่ 11 ก.พ. ตามเวลาประเทศจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไบเดนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐโดยทั้งคู่พูดคุยกันในประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รวมถึงประเด็นการดำเนินการทางเศรษฐกิจของจีนที่ไบเดนระบุว่าเป็นในลักษณะบีบบังคับและไม่เป็นธรรม รวมถึงเตือนสีจิ้นผิงเกี่ยวกับความกังวลของชาวอเมริกันเกี่ยวกับนโยบายที่แข็งกร้าวของจีนในต่างประเทศ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงและฮ่องกง ตลอดจนท่าทีคุกคามของจีนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาครวมถึงไต้หวัน

ทั้งคู่ยังได้เจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นสำคัญระหว่างประเทศและภูมิภาค รวมถึงประเด็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ไบเดนยังได้กล่าวอวยพรสีจิ้นผิงและประชาชนชาวจีนเนื่องในโอกาสวันตรุษจีนด้วย

ขณะที่สีจิ้นผิงเน้นย้ำต่อไบเดนโดยคาดหวังว่าสหรัฐจะดำเนินการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ฮ่องกง และซินเจียงตลอดจนอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีนด้วยความระมัดระวัง

พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐควรกำหนดแนวทางใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและการเผชิญหน้าเพราะจะกลายเป็นหายนะสำหรับทั้งสองประเทศ

Photo by Paul J. RICHARDS / AFP

ไบเดนเอาจริงประกาศคว่ำบาตรคณะรัฐประหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645104

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 10:50 น.ไบเดนเอาจริงประกาศคว่ำบาตรคณะรัฐประหารเมียนมาไบเดนประกาศดำเนินมาตรการคว่ำบาตรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรัฐประหาร พร้อมตัดขาดการเข้าถึงเงินทุนพันล้านในสหรัฐ

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหัฐประกาศคว่ำบาตรกองทัพเมียนมารวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารตลอดจนสมาชิกในครอบครัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาสละอำนาจและนำประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังเผยว่าฝ่ายบริหารของสหรัฐจะห้ามมิให้คณะรัฐประหารเข้าถึงเงินทุนมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐของรัฐบาลเมียนมาที่มีอยู่ในสหรัฐอีกด้วย รวมถึงอายัดทรัพย์สินที่พิจารณาแล้วว่าอาจเอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาลทหารเมียนมา

ไบเดนย้ำว่า “ผมขอเรียกร้องอีกครั้งให้กองทัพปล่อยตัวนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมรวมถึงออง ซาน ซูจี และประธานาธิบดีวิน มินต์ กองทัพต้องสละอำนาจ และสหรัฐจะดำเนินการร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อกระตุ้นให้ชาติอื่นๆ ร่วมมือด้วย”

ไบเดนยังทิ้งท้ายว่าสหรัฐกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาและพร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติมหากรัฐบาลเมียนมายังคงไม่ตอบสนอง

อย่างไรก็ตามสหรัฐจะยังคงให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านสาธารณสุขรวมถึงภาคประชาคมอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวเมียนมาโดยรวม

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่โจเซฟ บอร์เรล หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรประบุว่าสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรทางทหารต่อมเมียนมาได้ แต่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

Photo by SAUL LOEB / AFP

เมื่อธารน้ำแข็งหิมาลัยแตกที่อินเดีย แต่ส่งผลสะเทือนมาถึงไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645061

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.เมื่อธารน้ำแข็งหิมาลัยแตกที่อินเดีย แต่ส่งผลสะเทือนมาถึงไทยไม่ว่าธารน้ำแข็งหิมาลัยจะละลายมากไปหรือละลายจนไม่เหลือแล้วประเทศไทยก็เดือดร้อนทั้งนั้น

อุบัติเหตุธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยแตกจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่รัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดียตอกย้ำให้เราเห็นว่าเทือกเขาหิมาลัยกำลังเปราะบางอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน

หลังจากวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมบรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าแผ่นดินถล่มหรือหิมะถล่มอยู่เบื้องหลังหายนะครั้งนี้ และนักวิยาศาสตร์หลายคนก็ลงความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลาย เมื่อหิมะละลายทะเลสาบธารน้ำแข็ง แผ่นดินถล่ม และหิมะถล่มก็เพิ่มขึ้น วันดีคืนดีจึงถล่มลงมาด้านล่างอย่างที่เกิดที่อินเดีย

ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยและธารน้ำแข็งหิมาลัย-ฮินดูกูชถูกขนานนามว่าเป็น “ขั้วโลกที่สาม” เพราะมีหิมะและน้ำแข็งมากที่สุดในโลกรองจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัยกินพื้นที่ถึง 100,000 ตารางกิโลเมตร และยังเป็นแหล่งต้นกำเนิดของน้ำจืดสำคัญของแม่น้ำแยงซีเกียง คงคา และแม่น้ำโขง

แต่ธารน้ำแข็งหิมาลัยซึ่งก่อตัวเมื่อราว 70 ล้านปีที่แล้วถูกคุกคามอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ธารน้ำแข็งเริ่มบางลงและหายไป ส่วนพื้นที่ที่เคยมีหิมะปกคลุมก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงหลังๆ ธารน้ำแข็งยิ่งละลายหายไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

รายงานของศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการเมื่อปี 2019 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากน้ำมือมนุษย์ส่งผลให้ธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายเข้าขั้นวิกฤต หายไปปีละประมาณ 50 เซนติเมตร หรือเร็วขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่ปี 2000 เมื่อเทียบกับปี 1975-2000 หรือ 25 ปีก่อนหน้า ที่ละลายปีละ 25 เซนติเมตร

ความร้อนยังมีผลต่อการก่อตัวของน้ำแข็งด้วย โมฮัมหมัด ฟารูค อาซาม จากสถาบันเทคโนโลยีอินดอร์ของอินเดียซึ่งศึกษาด้านธารน้ำแข็งบอกว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นน้ำแข็งจะก่อตัวน้อยลง

และแม้ว่าน้ำแข็งยังคงก่อตัวอยู่แต่ก็ขยับเข้าใกล้จุดที่จะละลายเต็มที ดังนั้นความร้อนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้หิมะถล่มแล้ว

สอดคล้องกับ ยอร์ก เชเฟอร์ ศาสตราจารย์จากศูนย์วิจัยลามอนต์-โดเฮอร์ตีแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่บอกว่า “แม้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียสก็สร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาล”

แต่ตอนนี้มีแนวโน้มว่าอุณหภูมิของโลกกำลังจะสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว นั่นหมายความว่าความร้อนนี้จะยิ่งเร่งปฏิกิริยาต่างๆ ของธารน้ำแข็งหิมาลัยไปอีก

และแน่นอนว่าปฏิกิริยานี้ส่งผลสะเทือนมาถึงไทยแน่นอน แม้ว่าเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในอินเดียเกิดห่างจากไทยหลายพันหลายหมื่นกิโลเมตร

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าธารน้ำแข็งหิมาลัยเป็นแหล่งน้ำจืดของแม่น้ำหลายสายในเอเชีย รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทย ดังนั้นไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบกับไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลาย ระดับน้ำในทะเลจะสูงขึ้น ส่งผลให้พื้นที่แถบชายฝั่งจมน้ำเร็วขึ้น งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า ในปัจจุบันการละลายของธารน้ำแข็งภูเขาเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

และจากข้อมูลของศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) พบว่า หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายทั้งหมดจะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นราว 1.5 เมตร

หากเป็นเช่นนี้พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นที่แรกๆ คือ กรุงเทพมหานคร ที่ขณะนี้จมลงปีละ 1-2 เซนติเมตรอยู่แล้ว อีกทั้งน้ำทะเลในอ่าวไทยยังสูงขึ้นถึงปีละ 4 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ดังนั้นหากมีน้ำจากธารน้ำแข็งหิมาลัยลงมาสมทบอีก เมืองหลวงของเราคงหนีไม่พ้นสภาพจมบาดาล

ขณะที่ในระยะยาว หากธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายหมดแล้ว แม่น้ำสายสำคัญโดยเฉพาะแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้านจะขาดน้ำ ประเทศที่จะเดือดร้อนคือ ไทย ลาว เมียนมา จีน

และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ข้อมูลหรืองานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยต่อประเทศไทยยังมีน้อยมาก ในขณะที่ธารน้ำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ 

โดย จารุณี นาคสกุล

เวียดนามโต้ไทยทุ่มตลาด จ่อเก็บภาษีน้ำตาล 34% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645056

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.เวียดนามโต้ไทยทุ่มตลาด จ่อเก็บภาษีน้ำตาล 34%เวียดนามเล็งขึ้นภาษีน้ำตาลไทยตอบโต้การทุ่มตลาด ชี้ทำลายอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามกล่าวเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาว่ามีแผนที่จะเรียกเก็บภาษีน้ำตาลจากไทย 33.88% ตอบโต้การทุ่มตลาดน้ำตาลทรายดิบที่นำเข้าจากประเทศไทย โดยระบุว่าปริมาณน้ำตาลทรายนำเข้าจากประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นการทำลายอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการตัดสินใจถึงขอบเขตระยะเวลาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว โดยกระทรวงระบุว่าจะดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตัดสินใจและจะสรุปในไตรมาสที่สอง

การตัดสินใจเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าโดยเฉพาะน้ำตาลทรายดิบเกิดขึ้นหลังจากที่ทางกระทรวงได้ดำเนินการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาหลังได้รับคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนาม

กระทรวงยังระบุว่า “ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าการนำเข้าน้ำตาลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตันในปี 2563 ซึ่งเพิ่มขึ้น 330.4% จากปี 2562”

“โรงงานน้ำตาลในประเทศจำนวนหนึ่งถูกปิดลงส่งผลให้พนักงาน 3,300 คนตกงาน และส่งผลกระทบเชิงลบต่อเกษตรกร 93,225 ครัวเรือน”

ทั้งนี้ เวียดนามได้ยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำตาลจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2563 ตามข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)

แต่ข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้ประเทศภูมิภาคอาเซียนสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้

ด้านนายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ให้สัมภาษณ์ต่อรอยเตอร์สว่ารัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ค้าน้ำตาลเพื่อเตรียมคำชี้แจงสำหรับเวียดนาม

Photo by Beekash ROOPUN / LA SENTINELLE / AFP

UN แฉแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือฉกเงินกว่า 9 พันล้านสมทบทุนอาวุธนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645050

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.UN แฉแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือฉกเงินกว่า 9 พันล้านสมทบทุนอาวุธนิวเคลียร์องค์การสหประชาชาติชี้การโจรกรรมทางไซเบอร์ขโมยเงินดิจิทัลกว่า 9 พันล้านบาทเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เผยว่าเกาหลีเหนือแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์ขโมยเงินคริปโตมูลค่าราว 316.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 9 พันล้านบาทตั้งแต่ปี 2019 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2020 เพื่อสมทบทุนโครงการสร้างขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์

ตามรายงานอ้างว่าสถาบันการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตราถูกแฮ็กเพื่อนำเงินไปพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการโจรกรรม 2 ครั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว

โดยคณะกรรมการของ UN กล่าวว่ากำลังตรวจสอบการแฮ็กในเดือนกันยายนปี 2020 ซึ่งมีการขโมยเงินดิจิทัลมูลค่า 281 ล้านเหรียญสหรัฐ และการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งที่ 2 มีการขโมยเงิน 23 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนต่อมา โดยการวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ว่าการแฮ็กดังกล่าวเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าเหยื่อของการขโมยเงินดิจิทัลมูลค่า 281 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายนคือ KuCoin ซึ่งเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าสามารถกู้เงินคืนได้แล้วกว่า 80%

ทางด้านจอห์นนี ลู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KuCoin กล่าวก่อนหน้านี้ว่าทราบตัวแฮ็กเกอร์แล้วแต่จะสามารถเปิดเผยได้ต่อเมื่อปิดคดีแล้วเท่านั้น ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย

นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าขโมยเงิน 81 ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคารกลางบังกลาเทศ รวมถึงขโมยเงิน 60 ล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคาร Far Eastern International ของไต้หวัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเกาหลีเหนือมีแฮ็กเกอร์ฝีมือดีที่ได้รับการฝึกฝนหลายพันคน ซึ่งสามารถเข้าถึงบริษัทและสถาบันในเกาหลีใต้รวมถึงที่อื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ทั้งนี้ ความสามารถในการโจมตีทางไซเบอร์ของเกาหลีเหนือถูกพูดถึงในระดับโลกครั้งแรกเมื่อปี 2014 เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีการแฮ็ก Sony Pictures Entertainment เพื่อแก้แค้นหลังบริษัทดังกล่าวสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Interview ที่ล้อเลียนเสียดสีผู้นำคิม จอง อึน

รวมถึงในปี 2017 เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการปล่อยแรนซัมแวร์ “WannaCry” เพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์ 300,000 เครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลกและเรียกค่าไถ่หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

วิจัยชี้ฝุ่นพิษทำคนตายกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกในปีเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645039

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.วิจัยชี้ฝุ่นพิษทำคนตายกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกในปีเดียวงานวิจัยเผยมลพิษทางอากาศรวมถึง PM 2.5 คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนต่อปี

งานวิจัยที่ตีพิมพ์บนวารสาร Environmental Research เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม, มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน พบว่าในปี 2018 ผู้คนมากกว่า 8.7 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากฝุ่นละอองจากการปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งรวมถึงฝุ่นพิษอนุภาคขนาดเล็ก PM 2.5

ฝุ่นละอองจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและน้ำมันนอกจากจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วยังส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งคิดเป็นเกือบ 20% หรือเกือบ 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก ในปี 2018

นักวิจัยยังประมาณการว่าในปี 2019 มีผู้เสียชีวิตถึง 4.2 ล้านคนทั่วโลกเนื่องจากมลพิษในอากาศ รวมถึงฝุ่นละอองและควันจากไฟป่าและการเผ้าไหม้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2.5 ซึ่งเล็กพอที่จะเข้าไปในปอดและส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง เช่น โรคหอบหืด หรืออาจนำไปสู่มะเร็งปอดตลอดจนส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองนำไปสู่การเสียชีวิตในประชาชนบางราย

งานวิจัยยังระบุว่ามลพิษทางอากาศส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์สั้นลงมากกว่า 2 ปี โดยอายุขัยเฉลี่ยของประชากรในเอเชียลดลงถึง 4.1 ปี

โดยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากถึง 30.7% ในเอเชียตะวันออก, 16.8% ในยุโรป และ 13.1% ในสหรัฐอเมริกา

เมื่อเทียบกับสาเหตุของการเสียชีวิตอื่นๆ มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าโรคมาลาเรียถึง 19 เท่าในแต่ละปี มากกว่าการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ 9 เท่า และมากกว่าการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ 3 เท่า

เกาหลีใต้นำร่องตรวจโควิดในสัตว์เลี้ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644990

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.เกาหลีใต้นำร่องตรวจโควิดในสัตว์เลี้ยงทางการกรุงโซลจะเริ่มตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาในสุนัขและแมวหลังพบแมวติดโควิด-19 ครั้งแรกในประเทศ

ปาร์ค ยู-มี เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมโรคประจำกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้แถลงว่าทางการกรุงโซลจะเริ่มตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาในสัตว์เลี้ยงทั้งสุนัขและแมวที่มีอาการไอ หายใจลำบาก หรือมีไข้ หลังจากที่เกาหลีใต้มีพบสัตว์ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นครั้งแรกในประเทศซึ่งพบในลูกแมวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การทดสอบดังกล่าวจะดำเนินการโดยทีมงานด้านสุขภาพรวมถึงสัตวแพทย์ ซึ่งจำกัดเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่แสดงอาการ อาทิ มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ หายใจลำบาก หลังจากที่สัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 แล้วเท่านั้น โดยสัตว์ที่มีผลตรวจเป็นบวกจะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

พร้อมเตือนให้ประชาชนดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเองให้ดี และเว้นระยะห่าง 2 เมตรจากคนและสัตว์ตัวอื่นๆ

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีโอกาสน้อยที่สุนัขหรือแมวจะสามารถแพร่เชื้อไวรัสไปสู่คนได้ แม้ว่าการวิจัยพบว่าแมวสามารถแพร่ไวรัสและส่งต่อไปยังแมวตัวอื่นได้

นอกจากนี้ยังมีสัตว์หลายชนิดทั่วโลกรวมทั้งสุนัขและแมวที่มีผลตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก เช่น เมื่อเดือนที่แล้วมีรายงานว่ากอริลล่าอย่างน้อย 2 ตัวที่สวนสัตว์ในซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเชื่อว่าติดเชื้อจากพนักงานในสวนสัตว์ เช่นเดียวกับในเดนมาร์กมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในฟาร์มมิงค์

Photo by Abdulaziz KETAZ / AFP

วินาทีตร.เมียนมาเปลี่ยนฝั่งร่วมหนุนม็อบต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644983

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.วินาทีตร.เมียนมาเปลี่ยนฝั่งร่วมหนุนม็อบต้านเผด็จการแม้จะมีรายงานการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนของตำรวจเมียนมา แต่ตำรวจส่วนหนึ่งเลือกที่จะเปลี่ยนฝั่งสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง

สำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมาเผยเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาส่วนหนึ่งตัดสินใจสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงร่วมต่อต้านเผด็จการ โดยเว็บไซต์เมียนมานาวรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาประกาศกฎอัยการศึกในหลายพื้นที่และออกคำสั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป

หนึ่งในนั้นคือร้อยตำรวจโท Khun Aung Ko Ko จากเนปิดอว์ที่ออกมาร่วมปราศัยในวันอังคารที่ผ่านมาโดยเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันโค่นล่มรัฐบาลเผด็จการ

“ผมรู้ดีว่าจะต้องถูกจำคุกเป็นเวลานานหากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเราไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็คุ้มค่าที่จะต่อสู้เพื่อคนกว่า 50 ล้านคนในประเทศด้วยการทำในสิ่งที่ผมเชื่อ การเสียสละของผมและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและล้มล้างเผด็จการมินอองหล่ายจะคุ้มค่า” เขากล่าว

นอกจากนี้บนโลกออนไลน์ยังมีการแชร์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 4 นายที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในเมืองมะกเว พร้อมผูกริบบิ้นสีแดงซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์อารยะขัดขืน รวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐหลายพันคนก็ประกาศนัดหยุดงานเพื่อประท้วงเช่นกัน

ขณะที่เฟซบุ๊ก 7Day TV เผยวินาทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายตัดสินใจเปลี่ยนฝั่งมาอยู่เคียงข้างกลุ่มผู้ชุมนุมขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อเข้าสลายการชุมนุมท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในอีกหลายเมืองเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารด้วยเช่นกัน

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fvideos%2F140269907938372%2F&show_text=false&width=560

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5078194972252164&width=500&show_text=true&height=780&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5081873531884308&width=500&show_text=true&height=764&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5081680148570313&width=500&show_text=true&height=748&appId

Photo by Ye Aung THU / AFP

สื่อนอกตีแผ่ชีวิตธุรกิจค้ากามเมืองไทย เอาตัวรอดยังไงในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644895

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.สื่อนอกตีแผ่ชีวิตธุรกิจค้ากามเมืองไทย เอาตัวรอดยังไงในยุคโควิดสำนักข่าวต่างประเทศตีแผ่ชีวิตผู้ให้บริการทางเพศในประเทศไทยหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศ NPR ติดตามชีวิตผู้ให้บริการทางเพศ (sex workers) ในประเทศไทยท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยระบุว่าอุตสาหกรรมทางเพศในประเทศไทยกำลังหยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะไทยมียอดผู้ติดเชื้อจำนวนมากแต่เป็นเพราะมาตรการในการในการป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มงวด

ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาประเทศไทยได้ปิดประเทศและยกเลิกเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ทส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศไทยซบเซา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมทางเพศที่ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าต่างชาติพังทลายลงเช่นกัน

การวิเคราะห์ในปี 2015 โดย Havocscope บริษัทวิจัยที่ศึกษาตลาดมืดคาดว่าการค้าบริการทางเพศของไทยมีมูลค่าสูงถึง 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (190,000 ล้านบาท) ต่อปี หรือประมาณ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แม้ว่าจะยังคงเป็นงานผิดกฎหมายอยู่ก็ตาม

แต่ต้องเผชิญกับมาตรการจำกัดการท่องเที่ยวนานแรมปีบวกกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในประเทศเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการปิดล้อมอีกครั้งในหลายจังหวัด รวมถึงพัทยาซึ่งถูกประกาศเป็นเขตควบคุมสูงสุดในวันที่ 31 ธ.ค. หลังพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 144 ราย ส่งผลให้สถานที่สาธารณะส่วนใหญ่รวมถึงผับบาร์

มอส วัย 26 ปี ทำงานอยู่ที่บาร์เกย์แห่งหนึ่งในพัทยาเผยว่าแต่เดิมอาชีพของเขารายได้ดีมากเมื่อเทียบกับพนักงานทั่วไปหรืองานบริการอื่นๆ เขาสามารถสร้างบ้านเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย

แต่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว มอสประสบปัญหาอย่างหนัก เขาไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าห้องพักจึงตัดสินใจกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ก่อนที่เงินออมจะหมดลงในเดือนตุลาคม

มอสเผยว่าเขาดูข่าวโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในต่างประเทศด้วยความหดหู่เพราะนั่นหมายความว่าประเทศไทยจะยังไม่เปิดพรมแดนให้กับนักท่องเที่ยวในเร็วๆ นี้

น. วัย 28 ปี ผู้ค้าบริการทางเพศอีกรายเผยว่าเมื่อก่อนอาชีพนี้อาจทำเงินได้มากถึง 3,000 ถึง 6,000 บาทต่อคืน แต่ตอนนี้พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เงินเลย และขณะนี้บาร์เปิดให้บริการน้อยลงกว่าแต่ก่อนซึ่งนั่นแปลว่าพวกเขาต้องทำงานหนักมากขึ้น ในขณะที่ได้เงินน้อยลง

ผู้ให้บริการทางเพศหลายคนต้องหันไปทำงานอื่นอย่างเช่นการขายอาหาร หรือหันไปให้บริการทางออนไลน์ โดยการให้บริการผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์และรับเงินผ่านทาง PayPal

ด้านผู้จัดการบาร์อย่างทิมมี่ ผู้จัดการบาร์ Cheap charlie’s bar ชาวอังกฤษเผยว่าบาร์ของเขาตอนนี้มีแต่ชาวต่างชาติที่มีรายได้น้อยและพวกเขามักปฏิเสธที่จะซื้อเครื่องดื่มและใช้บริการเด็กนั่งดริ๊งก์ “อุตสาหกรรมนี้กำลังจะตาย” เขากล่าว

อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนมาตรการการควบคุมและป้องกันโรคที่เข้มงวดและยอมรับในการปิดพรมแดน แม้ว่าพวกเขาจะต้องลำบากหรือตกงานแต่เขาก็ต้องการได้เงินอย่างปลอดภัยเช่นกัน

AFP PHOTO / JUNI KRISWANTO