หาดูยาก! นาซาเผยภาพแม่น้ำแอมะซอนเป็นสีทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645217

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.หาดูยาก! นาซาเผยภาพแม่น้ำแอมะซอนเป็นสีทองหากมองผิวเผินภาพเหล่านี้อาจดูตระการตา แต่เบื้องหลังของแม่น้ำสีทองคำนี้กลับไม่สวยเหมือนเบื้องหน้า

องค์การนาซาเผยภาพถ่ายจากสถานีอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (ISS) ที่ถ่ายโดยนักบินอวกาศรายหนึ่ง เป็นภาพแม่น้ำแอมะซอนช่วงที่ไหลผ่านแคว้นมาเดร เด ดิออส ทางตะวันออกของเปรูมีสีคล้ายทองคำตลอดทั้งสาย โดยแม่น้ำที่เห็นนี้แท้จริงแล้วเป็นเหมืองทองคำที่ลักลอบขุดขึ้นแล้วถูกปล่อยทิ้งร้าง

ภาพถ่ายนี้ถูกถ่ายไว้เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ปีที่แล้วแต่เพิ่งนำมาเผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติแล้วเหมืองทองคำเหล่านี้จะมองจากสถานีอวกาศแห่งชาติสหรัฐไม่เห็น แต่อาจเป็นเพราะแสงแดดที่สะท้อนไปยังพื้นน้ำจึงได้ภาพดังกล่าวออกมา

แม้ภาพเหล่านี้จะดูสวยงามตระการตา แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังของแม่น้ำทองคำไม่ได้สวยงามเหมือนภาพเบื้องหน้า เพราะเป็นหลักฐานฟ้องว่ามีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนักเพื่อทำเหมืองทองคำเป็นวงกว้างในแคว้นมาเดร เด ดิออส

จากข้อมูลของโครงการ Monitoring of the Andean Amazon Project พบว่า ปี 2018 การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเหมืองทองคำทำลายป่าแอมะซอนในเปรูไปราว 92.79 ตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ การทำเหมืองทองคำยังสร้างมลพิษให้ชุมชนรอบข้าง เนื่องจากมีการปล่อยสารปรอทที่ใช้ในการสกัดทองคำ รวมทั้งมีการปนเปื้อนไปสู่แหล่งน้ำและชั้นบรรยากาศด้วย

ไอดอลนักลงทุนเกาหลีใต้ เด็กวัย 12 เล่นหุ้นจนเซียนฟันกำไรเละ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645211

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 15:45 น.ไอดอลนักลงทุนเกาหลีใต้ เด็กวัย 12 เล่นหุ้นจนเซียนฟันกำไรเละในภาวะที่นักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทำ เยาวชนรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้หันมาสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น จนบางคนกลายเป็นเซียนตั้งแต่อายุยังน้อย  

ควอนจูน หนุ่มน้อยเกาหลีใต้วัย เป็นหนึ่งในนั้น เขาใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งตัวเองจะเป็นเหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก หลังจากที่เจ้าตัวสามารถทำกำไรจากการเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรกที่เพิ่งเริ่มเมื่อปีที่แล้วถึง 43%

ในขณะที่เด็กวัย 12 คนอื่นๆ เล่นโซเชียลมีเดียหรือออกไปแฮงเอ้าต์กับเพื่อนๆ กิจวัตรประจำวันที่ต้องทำเป็นอย่างแรกของควอนจูนคือการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น

ควอนจูนรบเร้าให้แม่ช่วยช่วยเปิดพอร์ทหุ้นเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่งฟื้นตัวหลังจากดิ่งหนักสุดในรอบ 10 ปี โดยมีเงินเริ่มต้น 25 ล้านวอน หรือ 677,834 บาท

“ผมพยายามโน้มน้าวพ่อแม่บ่อยมาก เพราะผมเชื่อผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งที่พูดในทีวีว่านี่คือโอกาสดีในรอบ 10 ปี” ควอนจูนเผยกับรอยเตอร์ส และยังบอกอีกว่าไอดอลของเขาคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์

ควอนจูนตั้งเป้าว่าเขาจะลงทุนระยะยาวราว 10-20 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ มากกว่าจะโฟกัสเฉพาะการลงทุนระยะสั้นแบบเดย์เทรด หรือการซื้อขายภายในวันเดียว

นักลงทุนหน้าใหม่ของเกาหลีใต้เช่นควอนจูน ซึ่งเลือกลงทุนโดยใช้วิธีประเมินมูลค่าของหุ้นเป็นหลักในการตัดสินใจซื้อขาย (VI) โดยใช้เงินที่ได้เป็นของขวัญ การขายของเล่น หรือให้บริการตู้หยอดเหรียญ ทำให้มูลค่าการซื้อขายจากนักลงทุนรายย่อยของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

เยาวชนเกาหลีใต้ในวัยทีนหรืออายุน้อยกว่านั้นเริ่มหันมาเป็นนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าที่ซื้อขายทั้งหมดในประเทศ เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่น้อยกว่า 50%

แนวโน้มดังกล่าวยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดตราสารทุนดึงดูดบรรดาผู้ปกครองที่เริ่มหมดศรัทธากับระบบการศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่ทำงานจากที่บ้าน

อีอึนจู คุณแม่ของควอนจูนซึ่งหวั่นว่าระบบการศึกษาที่ดีอาจไม่เพียงพอให้ลูกชายของเธอเอาตัวรอดจากการตกงานเผยว่า “ฉันสงสัยว่าสมัยนี้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยยังมีความสำคัญอยู่หรือไม่” เธอยังเผยอีกว่า “ปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกที่แตกต่าง มันอาจจะดีกว่าหากเราเชี่ยวชาญเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ”

ราว 70% พอร์ทหุ้น 214,800 พอร์ทของโบรกเกอร์ Kiwoom Securities เป็นของเยาวชนเกาหลีใต้ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือน ม.ค. 2020 หรือหลังจากนั้น ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สนใจการเล่นหุ้นมากขึ้น

สำหรับควอนจูนเขาใช้ช่วงเวลาว่างจากการที่โรงเรียนปิดหนี Covid-19 เมื่อปีที่แล้วทำลิสต์หุ้นที่เขาจะซื้อ ซึ่งมีตั้งแต่หุ้นของ Kakao แอพพลิเคชั่นส่งข้อความยอดฮิตและใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ไปจนถึง Hyundai Motor และ Samsung Electronics ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก

ความสำเร็จของควอนจูนยังสะท้อนอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้อีกด้วย โดยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา 1 ใน 4 ต้องตกงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่ประชากรมีการศึกษาสูงที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศ OECD ก็ตาม

มินซุกวอน นักวิจัยด้านอาชีวศึกษาเผยว่า “มีงานไม่เพียงพอสำหรับคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ดังนั้นหลายคนจึงเลือกเส้นทางอาชีพที่หลากหลายตั้งแต่ต้น”

และนี่เป็นสิ่งที่ควอนจูนเข้าใจดี เจ้าตัวเผยว่า “แทนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ อย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ผมเลือกเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จดีกว่า”

ฉีดได้ทั้งประเทศ! สหรัฐกว้านซื้อวัคซีนรวม 600 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645203

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 14:15 น.ฉีดได้ทั้งประเทศ! สหรัฐกว้านซื้อวัคซีนรวม 600 ล้านโดสสหรัฐจะได้รับวัคซีนโควิด-19 เพียงพอต่อประชาชนทุกคนภายในเดือนก.ค.

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐประกาศว่าบรรลุข้อตกลงในการสั่งซื้อวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) บริษัทละ 100 ล้านโดส และหากการจัดส่งวัคซีนเป็นไปตามกำหนดจะส่งผลให้สหรัฐมีวัคซีนถึง 600 ล้านโดสภายในเดือนกรกฎาคม

โดยประชาชนจะต้องฉีดวัคซีนคนละ 2 โดส นั่นหมายความว่าสหรัฐจะมีวัคซีนเพียงพอสำหรับฉีดให้กับประชาชนทั้งประเทศ (ประมาณ 300 ล้านคน)

ไบเดนเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้ซื้อวัคซีนเพียงพอที่จะฉีดให้กับชาวอเมริกันทุกคน พร้อมขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยที่เสียสละทำงานท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาด นอกจากนี้ยังทิ้งท้ายด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการรับมือกับโรคระบาดและการจัดซื้อวัคซีน

ด้านโมเดอร์นาแถลงยืนยันคำสั่งซื้อดังกล่าวพร้อมเผยว่าได้ส่งมอบวัคซีนปริมาณ 41 ล้านโดสไปยังสหรัฐเรียบร้อยแล้ว และกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงองค์การอาหารและยาของสหรัฐเพื่อหาวิธีเร่งการส่งมอบวัคซีนล็อตใหม่ 100 ล้านโดสก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคม 2020

ขณะที่ อลิสซา ฟาราห์ อดีตผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของทรัมป์ทวีตหลังการประกาศของไบเดนว่าโครงการวัคซีนของไบเดนที่ประสบความสำเร็จนั้นก็เพราะรับช่วงต่อมาจากทรัมป์

False. The Trump Administration – including countless career officials who now serve your Administration – put you on a track to reach the goal of 100 Million doses in 100 days. Celebrate it, don’t rewrite history. https://t.co/Gg2judYLhp— Alyssa Farah (@Alyssafarah) February 11, 2021

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนประมาณ 1.5 ล้านครั้งต่อวัน

Photo by SAUL LOEB / AFP

เมียนมาปล่อยตัวนักโทษกว่า 2 หมื่นคน วอนข้าราชการกลับมาทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645187

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 11:20 น.เมียนมาปล่อยตัวนักโทษกว่า 2 หมื่นคน วอนข้าราชการกลับมาทำงานรัฐบาลเมียนมานิรโทษกรรมนักโทษ 23,314 คน ด้านผู้นำวอนประชาชนเลิกอารยะขัดขืนแล้วกลับมาทำงาน

วันนี้ (12 ก.พ.) เอเอฟพีรายงานว่าพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้าคณะรัฐประหารเมียนมาลงนามในคำสั่งนิรโทษกรรม ปล่อยตัวนักโทษในเรือนจำ 23,314 คนรับวันสหภาพเมียนมา

จากการประกาศระบุว่า “มีการนิรโทษกรรมนักโทษในเมียนมาในขณะที่ประเทศกำลังสร้างประชาธิปไตยใหม่ที่มีสันติภาพ การพัฒนา และระเบียบวินัย เพื่อเปลี่ยนนักโทษให้เป็นพลเมืองดี และสร้างพื้นฐานด้านมนุษยธรรมและความเมตตา”

นอกจากนี้ยังมีนักโทษที่เป็นชาวต่างชาติอีก 55 คนได้รับการปล่อยตัวเช่นกัน

ด้านสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองของเมียนมาระบุว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวมากกว่า 260 จากการก่อรัฐประหาร และประมาณ 20 คนได้รับการปล่อยตัว

ก่อนหน้านี้มิน อ่อง หล่ายยังได้ออกมาเรียกร้องให้ข้าราชการและบุคลากรอื่นๆ กลับไปทำงานหลังจากที่ประชาชนจำนวนมาก อาทิ ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ คณะครูอาจารย์ และพนักงานรถไฟพร้อมใจกันทำอารยะขัดขืนโดยการนัดหยุดงาน ซึ่งมิน อ่อง หล่ายระบุว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีศีลธรรม

พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการชุมนุมเพราะจะส่งผลให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรงยิ่งขึ้น

Photo by Ye Aung THU / AFP

อีกยาว! ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนโควิดครอบคลุมทั่วโลกอาจใช้เวลาถึง 7 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645150

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 20:30 น.อีกยาว! ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนโควิดครอบคลุมทั่วโลกอาจใช้เวลาถึง 7 ปีผู้เชี่ยวชาญชี้ควรฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วโลกถึง 75% สถานการณ์จึงจะกลับมาเป็นปกติ และนั่นอาจต้องใช้เวลานาน 6-7 ปีเลยทีเดียว

เว็บไซต์ข่าวออสเตรเลีย SBS News รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากออสเตรเลียชี้ว่าในการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ทั่วโลกอาจต้องใช้เวลากว่า 6 ปี พร้อมเน้นย้ำให้แจกจ่ายวัคซีนให้ทั่วถึงประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น

โดยนายแทย์ซันจายา เซนนาเยก ระบุว่าขณะนี้มีเพียงประมาณ 70 ประเทศทั่วโลกที่เริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแล้ว ซึ่งหากประเมินจากอัตราปัจจุบันคาดว่าการฉีดวัคซีนจะยังไม่ครอบคลุมร้อยละ 75 ของประชากรทั่วโลกภายในระยะเวลา 6 ปี

ซึ่งหากเราดำเนินการฉีดวัคซีนต่อไปขณะที่บางพื้นที่ยังพบการแพร่ระบาดของโรคอยู่ เราจะต้องเผชิญกับไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในอนาคต

นายแพทย์เซนนาเยกเสริมว่าในอนาคตผู้คนอาจต้องฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ประจำปี และโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคที่พบได้ปกติเหมือนไข้หวัด เช่นเดียวกับไวรัสโคโรนาอีก 4 สายพันธุ์ที่มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว

ทั้งนี้ โควิด-19 ในอนาคตอาจเป็นโรคระบาดเป็นระยะๆ โดยมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวทุกปี แต่คนที่ได้รับวัคซีนแล้วจะปลอดภัย โดยคาดว่าการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นอีกครั้งภายในไม่ถึง 100 ปี อ้างอิงจากโรคติดเชื้อใหม่ๆ กว่า 40 โรคที่เกิดขึ้นในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่าด้วยอัตราการฉีดวัคซีนทุกวันนี้อาจต้องใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าที่ประชาชนทั่วโลกจะได้รับวัคซีนถึง 75% และสถานการณ์ทั่วโลกจะกลับสู่สภาวะปกติ

การคำนวณดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลการฉีดวัคซีนทั่วโลก โดยเก็บข้อมูลจากประเทศที่มีการดำเนินการฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วระยะหนึ่งซึ่งพบว่าปัจจุบันทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 119 ล้านโดส

โดยดร.แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของสหรัฐกล่าวว่าควรฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วโลกร้อยละ 70 ถึง 85 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กองทัพเมียนมาเล็งเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645155

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 19:45 น.กองทัพเมียนมาเล็งเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ทหารเมียนมาคุมเข้มอินเทอร์เน็ต เตรียมสั่งลบเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กองทัพเมียนมาเตรียมบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ที่ให้อำนาจกองทัพสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกหรือลบเนื้อหาที่ทางการมองว่าเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำลายความสามัคคีและความสงบเรียบร้อย รวมทั้งข่าวปลอมและข่าวลือ หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมเมียนมา เช่น สื่อลามกอนาจาร  

กองทัพระบุว่าร่างกฎหมายนี้มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องประชาชน และป้องกันอาชญากรรมและการใช้เทคโนโลยีที่เป็นอันตรายต่อประเทศหรือต่อความมั่นคงของประเทศ  

เบื้องต้นกองทัพได้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวจำนวน 36 หน้าไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้ถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็น 

ในเวลาต่อมา สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย ซึ่งแอปเปิล เฟซบุ๊ค กูเกิล แอมะซอน เป็นสมาชิกอยู่ด้วยเผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจกองทัพเซ็นเซอร์เนื้อหาต่างๆ และละเมิดความเป็นส่วนตัว ขัดกับบรรทัดฐานประชาธิปไตย และสิทธิขั้นพื้นฐาน 

“นี่เป็นการบ่อนทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแสดงถึงความถดถอยหลังจากก้าวหน้ามาหลายปี…เราขอเรียกร้องให้ผู้นำทหารใคร่ครวญผลเสียที่อาจตามมาต่อประชาชนและเศรษฐกิจของเมียนมาจากกฎหมายนี้”  สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชียระบุ

ทั้งนี้ หลังจากยึดอำนาจ กองทัพเมียนมาสั่งแบนเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และโซเชียลมีเดียอื่นที่ชาวเมียนมาใช้เป็นช่องทางในการต่อต้านการทำรัฐประหาร รวมทั้งปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ต

สีสันม็อบเมียนมาประท้วงกลางทะเลสาบ-กินหมูกระทะหน้าสถานทูตจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645162

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 18:45 น.สีสันม็อบเมียนมาประท้วงกลางทะเสสาบ-กินหมูกระทะหน้าสถานทูตจีนบอกลาการเดินขบวนประท้วงแบบเดิมๆ เมียนมาล่องเรือประท้วงกลางทะเลสาบ อีกส่วนร่วมกินหมูกระทะหน้าสถานทูตจีน

กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านเผด็จการในเมียนมาส่วนหนึ่งรวมตัวกันที่ทะเลสาบอินเล สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในรัฐฉาน พร้อมแต่งกายด้วยชุดฉานแบบดั้งเดิม ร่วมชูสามนิ้วและชูป้ายขับไล่รัฐบาลทหาร

ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงในเมืองต่างๆ ก็ยังคงรวมตัวกันอย่างเนืองแน่นรวมถึงที่สถานทูตจีนในกรุงเนปิดอว์ ประชาชนส่วนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดจีนต้อนรับวันตรุษจีน รวมตัวกันถือป้ายประท้วงพร้อมกินหมูกระทะหน้าสถานทูต

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7DayOnlineTV%2Fposts%2F5087778471293814&width=500&show_text=true&height=692&appId

Photo by Calito / AFP

กองทัพเมียนมาตรวจสอบการเงินมูลนิธิซูจี หวั่นถูกตั้งข้อหาเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645146

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 17:45 น.กองทัพเมียนมาตรวจสอบการเงินมูลนิธิซูจี หวั่นถูกตั้งข้อหาเพิ่ม กองทัพเมียนมาสั่งตรวจสอบการเงินมูลนิธิของอองซานซูจี

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพเมียนมามีคำสั่งให้ตรวจสอบการเงินของมูลนิธิดอว์ขิ่นจีซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอองซานซูจี ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นข้ออ้างที่นำไปสู่การตั้งข้อหาอองซานซูจีเพิ่มเติม 

แหล่งข่าวเผยว่า สัปดาห์ที่แล้วผู้บริหารมูลนิธิ 2 คนถูกกองทัพเรียกตัวไปสอบสวนที่เมืองย่างกุ้ง และแม้จะไม่ถูกจับกุมตัวแต่ทั้งสองคนต้องเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ทุกวันพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการเงินของมูลนิธิ 

ทั้งนี้ มูลนิธิดอว์ขิ่นจีก่อตั้งเมื่อปี 2012 โดยใช้ชื่อมารดาของอองซานซูจี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพ การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพของชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการพัฒนาน้อยที่สุดในประเทศ

ก่อนเกิดการรัฐประหารทางมูลนิธิเปิดรับเงินบริจาคเพื่อจัดหาวัคซีนต้าน Covid-19 ในเมียนมา และเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2 วันก่อนเกิดรัฐประหาร ทางมูลนิธิได้โอนเงินบริจาค 2,500 ล้านจั๊ต หรือ 52.87 ล้านบาทให้แก่รัฐบาลเมียนมา

แม้ว่าสาเหตุที่กองทัพตรวจสอบการเงินของมูลนิธิยังไม่ชัดเจน แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลว่ากองทัพอาจกำลังตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับอองซานซูจีเพื่อหาทางตั้งข้อหาเพิ่ม เช่น รับเงินจากต่างประเทศ

จีนโต้ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคช่วยกองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645135

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 16:45 น.จีนโต้ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคช่วยกองทัพเมียนมาทางการจีนปฏิเสธข่าวลือแอบส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคและอุปกรณ์ไอทีมาช่วยกองทัพเมียนมา

สถานทูตจีนในเมียนมาออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊คปฏิเสธข่าวลือที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์เมียนมาว่าทางการจีนส่งเครื่องบินขนเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคเข้ามาช่วยกองทัพเมียนมา โดยชี้แจงว่าเครื่องบินที่เข้ามาในเมียนมาเป็นเพียงเครื่องบินขนส่งสินค้าส่งออกและนำเข้า อาทิ อาหารทะเล เท่านั้น

ด้าน หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ทางการจีนส่งอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ด้านไอทีเข้ามายังเมียนมาว่า ยังไม่ได้ยินเรื่องดังกล่าว

“มีข้อมูลที่ถูกบิดเบือนและข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธุ์ระหว่างจีนและเมียนมามากมาย” หวังกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า จีนติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดและหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะคำนึงถึงการพัฒนาและเสถียรภาพของประเทศเป็นหลัก

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้ประท้วงพากันไปรวมตัวที่หน้าสถานทูตจีนในเมืองย่างกุ้งโดยกล่าวหาว่าทางการจีนสนับสนุนกองทัพเมียนมาแม้ว่าทางการจีนจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม บางส่วนยังชูป้ายทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาจีนว่า “สนับสนุนเมียนมา อย่าสนับสนุนเผด็จการ”

พิพิธภัณฑ์สหรัฐยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645124

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.พิพิธภัณฑ์สหรัฐยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นให้ไทยพิพิธภัณฑ์สหรัฐยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นที่ถูกขโมยจากไทยเมื่อเกือบร้อยปีก่อน

สำนักข่าว San Francisco Chronicle รายงานว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียในเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐยินยอมคืนทับหลังโบราณ 2 ชิ้นที่ถูกนำออกมาจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ให้แก่ทางการสหรัฐเพื่อส่งกลับคืนสู่ประเทศไทย หลังจากเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลกลางของสหรัฐ

เดวิด แอล. แอนเดอร์สัน อัยการเขตแคลิฟอร์เนียเหนือซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ฟ้องร้องคดีเผยว่า “สหรัฐมุ่งมั่นที่จะคืนโบราณวัตถุที่ถูกขโมยมากลับคืนสู่ประเทศต่างๆ ที่ต้องการรักษามรดกของตนเอง เราจะใช้อำนาจทั้งหมดของเรา รวมถึงอำนาจในการริบคืนสิ่งของที่ได้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของทางวัฒนธรรมที่ถูกยักยอกมาจะถูกส่งคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง”

ด้าน เจย์ ซวี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิลปะเอเชียเผยว่า “ข้อตกลงนี้ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการทำมานานแล้ว นั่นก็คือคืนทับหลังให้ประเทศไทย”

ทั้งนี้ ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เป็นประติมากรรมแกะสลักด้วยมือน้ำหนักราว 680 กิโลกรัม คาดว่าถูกนำออกมาจากปราสาทหนองหงส์ในจังหวัดบุรีรัมย์และปราสาทเขาโล้นในจังหวัดสระแก้วเมื่อราว 1,000 ปีก่อน

คำแถลงการณ์ของสำนักงานอัยการเขตแคลิฟอร์เนียเหนือระบุว่า นักโบราณคดีของไทยเชื่อว่าทับหลังทั้งสองชิ้นถูกขโมยออกมา และถูกพ่อค้าชาวยุโรปซื้อไปในช่วงปลายทศวรรษ 1960 จากนั้น เอเวอรี บรันเดจ อดีตประธานคณะกรรมการโอลิมปิกและนักสะสมงานศิลปะได้มอบทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียซานฟรานซิสโกเมื่อปี 1966 ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นทางพิพิธภัณฑ์ซื้อเข้ามาเมื่อปี 1968

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐทราบครั้งแรกเมื่อปี 2017 ว่าทับหลังทั้งสองชิ้นถูกลักลอบส่งออกมาจากประเทศไทยและได้ติดต่อพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียในเมืองซานฟรานซิสโกให้ส่งคืนไทย และในปีเดียวกันทางพิพิธภัณฑ์ตัดสินใจนำทับหลังทั้งสองชิ้นออกจากการจัดแสดง

ต่อมาเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยื่นฟ้องพิพิธภัณฑ์เพื่อริบคืนทับหลังทั้งสองชิ้นจนนำมาสู่การทำข้อตกลงดังกล่าว

ตามข้อตกลงทับหลังทั้งสองชิ้นจะถูกส่งกลับประเทศไทยผ่านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้

ภาพ: สำนักงานอัยการเขตแคลิฟอร์เนียเหนือ