ตัวเลือกแก้อาการ “เจ็บคอ” ยาแก้อักเสบ vs ตัวช่วยจากธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642593

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 11:01 น.ตัวเลือกแก้อาการ "เจ็บคอ" ยาแก้อักเสบ vs ตัวช่วยจากธรรมชาติอากาศเย็นเป็นเหตุให้เกิดอาการ “เจ็บคอ” มาดูสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์นี้ พร้อมตัวช่วยที่นิยมกันมากระหว่าง “กินยาแก้อักเสบ” กับ “กินของจากธรรมชาติ”

อุณหภูมิเย็นๆ เป็นใจให้อาการเจ็บคอก่อตัวขึ้นง่ายๆ ซึ่งหลายคนคิดว่าอาการเจ็บคอเกี่ยวข้องกับคออักเสบ จึงหา “ยาแก้อักเสบ” มากิน โดยหารู้ไม่ว่ายาแก้อักเสบคือยาปฏิชีวนะที่มีประโยชน์ในการบำบัดโรคติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่มีประโยชน์ในการแก้อักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ และการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น นอกจากจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองแล้ว ในระยะยาวยังอาจเกิดโทษต่อร่างกาย เช่น ส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา การแพ้ยา การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรรู้ก่อนว่าที่เจ็บคออยู่นั้นเป็นเพราะอะไร

สำหรับสาเหตุที่พบบ่อยของอาการเจ็บคอ ได้แก่

กรณีเจ็บคอร่วมกับมีไข้

  • คออักเสบจากเชื้อไวรัส/ไข้หวัด ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอเล็กน้อย ตรวจดูภายในลำคอ ไม่พบว่ามีทอนซิลโตและผนังคอหอยไม่มีลักษณะอักเสบ (คือไม่พบว่ามีสีแดงกว่าปกติ) ในกรณีที่เป็นไข้หวัด จะมีอาการเจ็บคอในลักษณะดังกล่าวในวันแรกๆ และต่อมาเมื่อมีอาการน้ำมูกไหล อาการเจ็บคอมักจะทุเลาไปเอง
  • ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก ตรวจดูภายในลำคอพบทอนซิลบวมโต ออกสีแดงจัดและอาจมีจุดหนองอยู่บนทอนซิล

กรณีเจ็บคอโดยไม่มีไข้

  • โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย และมักมีอาการคันคอ คันจมูก จาม น้ำมูกใสๆร่วมด้วย เวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อากาศเย็น เป็นต้น มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
  • การระคายเคือง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย เวลาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เป็นต้น เมื่อละเว้นจากสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง
  • แผลร้อนใน (แผลแอฟทัส) เมื่อเกิดขึ้นที่คอหอย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคออย่างมาก จนกลืนและพูดลำบาก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บทั่วลำคอ แต่สามารถบอกชี้ได้ว่ามีจุดที่เจ็บตรงไหนได้ชัดเจน อาการเจ็บจะเป็นมากที่สุดใน 3-4 วันแรก หลังจากนั้นจะเจ็บน้อยลง และค่อยๆทุเลาไปได้เองภายใน 7-10 วัน
  • โรคกรดไหลย้อน มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป (ส่วนน้อยอาจพบในวัยหนุ่มสาว) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจมีอาการเสียงแหบหรือไอร่วมด้วย พอสายๆ ก็ทุเลาไป มักเป็นทุกวัน เรื้อรังเป็นแรมเดือน หรือจนกว่าได้รับการบำบัดรักษา บางคนอาจมีอาการเจ็บลิ้นปี่หลังกินอาหารร่วมด้วย

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ สามารถปฎิบัติตัวดังนี้

การดูแลเบื้องต้น

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง
  • หากมีน้ำมูกใสหรือมีอาการของโรคภูมิแพ้ ให้กินยาแก้แพ้-คลอร์เฟนิรามีน
  • หากมีไข้หรือเจ็บคอมาก ให้กินพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง
  • งดการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
  • หากไม่ทุเลาใน 4 วัน ควรไปพบแพทย์

กรณีที่ควรไปพบแพทย์

  • มีไข้สูง และเจ็บคอมาก
  • มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว
  • มีอาการเจ็บคอทุกวันเกิน 1 สัปดาห์
  • คลำได้ก้อนแข็งที่ข้างคอ

ตัวช่วยจากธรรมชาติเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ

ดื่มน้ำอุ่น การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยลดการระคายเคือง ช่วยละลายเสมหะ และทำให้รู้สึกสบายคอ ช่วยลดการอักเสบลงได้ เพราะเมื่อร่างการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดีขึ้น

ชาดอกคาโมมายล์ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ และช่วยสมานแผล โดยมีการศึกษาที่ระบุว่า การดื่มชาดอกคาโมมายล์อาจช่วยลดอาการเจ็บคอจากไข้หวัดได้ เช่นเดียวกันกับการสูดดมสารสกัดจากดอกคาโมมายล์

ชาเขียวอุ่น ชาเขียวอุ่น ๆ นอกจากช่วยให้รู้สึกสบายคอแล้ว ตัวชาเขียวยังช่วยรักษาอาการติดเชื้อ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอให้ดีขึ้นได้ด้วย

น้ำขิงอุ่นๆ มีสรรพคุณในช่วยรักษาไข้หวัด ฆ่าเชื้อ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรน้ำขิงแก้เจ็บคอแบบง่าย ๆ คือ น้ำขิง 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำอุ่นประมาณครึ่งแก้ว ค่อยๆ จิบขณะยังอุ่นๆ จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาลง

เปปเปอร์มินต์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือสารเมนทอล ซึ่งเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติในการลดอาการคัดจมูก ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และลดอาการไอแห้งๆ อาจดื่มเป็นชาเปปเปอร์มินต์ หรือใช้วิธีสูดดมกลิ่นจากน้ำมันเปปเปอร์มินต์ก็ได้เช่นกัน

ซุปไก่ร้อนๆ ในซุปไก่อุดมไปด้วยโซเดียม ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ การซดน้ำซุปร้อนๆ จะช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาลง และเพิ่มน้ำให้กับร่างกายได้ด้วย กินง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีเจ็บคอมากๆ

ข้าวโอ๊ต นอกจากจะเป็นอาหารที่อ่อนโยนต่อคอที่กำลังเจ็บปวดของคุณแล้ว ยังมีสารอาหาร และไฟเบอร์มากมาย ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณกลับมาแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

คนเอเชียถูกเหยียดเชื้อชาติมากขึ้นจนต้องลุกขึ้นมาปกป้องกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645302

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.คนเอเชียถูกเหยียดเชื้อชาติมากขึ้นจนต้องลุกขึ้นมาปกป้องกันเองเหตุการณ์ที่คนเอเชีย รวมทั้งคนไทยถูกทำร้ายร่างกายในสหรัฐในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ประเด็นเหยียดเชื้อชาติถูกพูดถึงอีกครั้ง

นอกจาก วิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปีที่อาศัยอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐซึ่งเสียชีวิตหลังถูกทำร้ายร่างกายที่เชื่อว่ามีมูลเหตุมาจากพฤติกรรมการเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันยังมีอีกอย่างน้อย 3 คดีในย่านไชนาทาวน์ของเมืองโอคแลนด์คือ ชายวัย 91 ปีถูกผลักจนล้ม ชายวัย 60 ปี และหญิงวัย 55 ปี

โดยผู้ลงมือทั้ง 3 คดีหลังนี้เป็นคนคนเดียวกัน คือหนุ่มแอฟฟริกัน-อเมริกันวัย 28 ปี

นอกจากนี้ ยังมีหญิงชาวเวียดนามวัย 64 ปีที่ถูกทำร้ายและปล้นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐในเมืองซานโฮเซของรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งชาวฟิลิปปินส์วัย 61 ปีที่ถูกทำร้ายร่างกายด้วยมีดคัตเตอร์ในรถไฟใต้ดินนิวยอร์กซิตี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้ประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียเป็นที่พูดถึงอีกครั้งทั้งในบ้านเราและในสหรัฐ

ในฝั่งของสหรัฐนั้นทางการท้องถิ่นหลายเมืองเริ่มตื่นตัวมากขึ้น อาทิ เขตแอลลามีดาของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ตั้งหน่วยรับมือพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเฝ้าจับตาการก่ออาชญากรรมกับชาวเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ส่วนตำรวจนิวยอร์กตั้งหน่วยปฏิบัติการรับมืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชีย

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าอุบัติเหตุทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติหรือไม่ แต่นักเคลื่อนไหวพากันเรียกร้องให้ทางการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับคนเอเชียในสหรัฐมากกว่านี้

รัสเซลล์ เจิ้ง   หัวหน้าศูนย์เอเชีย-อเมริกันศึกษาของมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกและผู้คิดค้น Stop AAPI Hate  ที่ใช้ติดตามการกอ่อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความเกลียดชังชาวเอเชียและชุมชนคนหมู่เกาะแปซิฟิก เผยกับสำนักข่าว USA Today ว่า การทำร้ายร่างกายชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดช่วงเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ซึ่ง Covid-19 เริ่มระบาดในสหรัฐ

เจิ้งมองว่า นักการเมืองบางคน รวมทั้งอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนทำให้ความเกลียดชังชาวเอเชียเพิ่มขึ้น เนื่องจากทรัมป์มักจะเรียกเชื้อโคโรนาไวรัสว่า “ไวรัสจีน” ซึ่งถ้อยคำโจมตีนี้นำมาสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง

จากข้อมูลของ Stop AAPI Hate พบว่า ตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.-31 ธ.ค. ปีที่แล้ว มีชาวเอเชียถูกทำร้ายร่างกายหรือโจมตีด้วยคำพูด2,808  ครั้ง ขณะที่ข้อมูลของ Asian Americans Advancing Justice พบว่ามีการแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชียนับยตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. 2020 กว่า 3,000 ครั้ง

ทว่าจากข้อมูลของสำนักสถิติกระทรวงยุติธรรมพบว่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้เสียหายจากเหตุการณ์เหล่านี้แจ้งตำรวจไม่ถึงครึ่ง

นอกจากเจิ้ง ยังมีนักเคลื่อนไหวอีกคนหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ นั่นคือ อะแมนดา เหงียน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Rise ที่ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ เธอตัดสินใจทำคลิปวิดีโอที่ชาวเอเชียถูกทำร้ายร่างกายซึ่งต่อมาถูกแชร์เป็นวงกว้าง เพราะรู้สึกโกรธที่เห็นชาวเอเชียด้วยกันถูกทำร้าย และยังโกรธที่คดีเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน

“ตอนที่ฉันทำคลิปนั้นฉันรู้สึกทนไม่ไหวกับการต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว มันน่าหัวเราะมากที่ฉันต้องพูดว่า ‘หยุดฆ่าพวกเรา’ ” เหงียนเผยกับ USA Today

นอกจากนี้ ยังมี แดเนียล แด คิม และแดเนียล อู๋ นักแสดงเชื้อสายเอเชียอีก 2 คนที่ร่วมเคลื่อนไหวด้วยโดยการเสนอเงินรางวัล 25,000 เหรียญสหรัฐสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดที่ก่อเหตุในย่านไชนาทาวน์เมืองโอคแลนด์ รวมทั้งบริจาคเงินสนับสนุนองค์กร Stop AAPI Hate

เจิ้งยังเผยอีกว่า นอกจากจะถูกทำร้ายร่างกายแล้ว ชาวเอเชียยังถูกละเมิดสิทธิ์หลายอย่าง อาทิ ร้านค้าปฏิเสธการให้บริการ ไม่ให้ร่วมแชร์รถยนต์ ถูกโจมตีด้วยคำพูดเหยียดเชื้อชาติ ถูกทำลายทรัพย์สิน

ขณะที่ผลวิจัยจากศูนย์วิจัยพิว (Pew) เมื่อปลายปีที่แล้วพบว่า ชาวเอเชีย 31% เคยถูกโจมตีด้วยคำพูดเหยียดเชื้อชาติหรือล้อลียนนับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด และ 26% เผยว่า กลัวว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย

เจิ้งทิ้งท้ายว่า แม้ว่าประธานาธิบดี  โจ ไบเดน จะลงนามในบันทึกข้อความประณามพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติและการทำร้ายร่างกายชาวเอเชีย ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเสนอแนะให้สหรัฐจัดทำระบบช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ รวมทั้งให้ความรู้กับผู้เห็นเหตุการณ์ให้เข้าระงับเหตุการณ์อย่างปลอดภัยด้วย

?? WARNING: this video is hard to watch. Another shocking attack in Oakland’s Chinatown. 8th and Harrison Streets. Outside the Asian Resource Center. 20+ robbery/assault incidents in the neighborhood according to the Chinatown Chamber president. https://t.co/9bo9PzuqiL pic.twitter.com/8h6dkNA1TG— Dion Lim (@DionLimTV) February 4, 2021

แบงก์เมียนมาสะดุดหลังพนักงานหยุดงานประท้วงรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645286

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.แบงก์เมียนมาสะดุดหลังพนักงานหยุดงานประท้วงรัฐประหารธนาคารเมียนมาหลายแห่งเริ่มมีปัญหาการให้บริการ เนื่องจากพนักงานพากันหยุดงานประท้วงกองทัพ

สำนักข่าว Myanmar Times รายงานว่า ธนาคารเอกชนหลายแห่งในเมียนมาเริ่มประสบปัญหาการให้บริการลูกค้า เนื่องจากพนักงานพากันหยุดงานเพื่อออกไปประท้วงการทำรัฐประหาร

ธนาคารหลายแห่งในประเทศหยุดให้บริการหลังเกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยมีธนาคารอย่างน้อย 1 แห่งประกาศจะดำเนินการกับพนักงานที่หยุดงาน นั่นคือ ธนาคาร Nay Pyi Taw Development ที่ระบุว่าพนักงานจะได้รับเงินเดือนก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง และยังเตือนไม่ให้พนักงานยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะนี้มีธนาคารเอกชนเพียงไม่กี่แห่งที่ยังเปิดให้บริการ ส่งผลให้การทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายบางอย่างไม่สามารถทำได้

Photo by Sai Aung Main / AFP

อนามัยโลกเผยจีนไม่ยอมให้ข้อมูลสำคัญค้นต้นตอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645281

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.อนามัยโลกเผยจีนไม่ยอมให้ข้อมูลสำคัญค้นต้นตอโควิด นักวิทยาศาสตร์จีนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดิบเกี่ยวกับการระบาดของ Covid-19

ทีมผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เดินทางไปสอบสวนต้นตอการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่จีนเผยว่า นักวิทยาศาสตร์จีนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดิบ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่พบการระบาด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งโลกเข้าใจต้นตอการระบาดของเชื้อ ทำให้ทีมของ WHO ไม่สามารถสืบค้นเบาะแสสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคอันตรายในอนาคตได้  

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญของ WHO หลายรายยังเผยเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่จีนยังขอให้ทีมของ WHO ยอมรับคำข้อมูลเกี่ยวกับต้นตอของเชื้อไวรัสจากทางรัฐบาลจีน รวมทั้งข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสแพร่จากต่างประเทศเข้ามายังจีน

และเมื่อถูกถามว่า Covid-19 เริ่มระบาดตั้งแต่เมื่อใด ทีมจาก WHO เผยว่า ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการระบาดก่อนที่ทางการจีนจะพบเคส แต่ทางทีมยังขาดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติคนไข้ทั้งจากในเคสที่ยืนยันเป็นเคสแรกๆ และเคสที่เกิดก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกจะเปิดเผยรายงานฉบับเต็มในเร็วๆ นี้

โควิดพ่นพิษ เศรษฐกิจอังกฤษแย่สุดในรอบ 300 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645272

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 12:01 น.โควิดพ่นพิษ เศรษฐกิจอังกฤษแย่สุดในรอบ 300 ปีเศรษฐกิจของอังกฤษทรุดตัวหนักสุดในรอบกว่า 300 ปีอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

ธนาคารกลางของอังกฤษเผยว่า ตลอดปี 2020 จีดีพีของอังกฤษหดตัวถึง 9.9% ซึ่งแม้ว่าจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็นการหดตัวรายปีที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 300 ปี

นั่นหมายความว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำลายการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาไปทั้งหมด ส่งผลให้ขณะนี้เศรษฐกิจของอังกฤษถอยหลังกลับไปมีขนาดเท่ากับเศรษฐกิจของปี 2013

ริชี ซูนัค รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษเผยว่า “ตัวเลขวันนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคระบาดซึ่งกระจายไปในหลายประเทศทั่วโลก แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกของการฟื้นตัวในช่วงฤดูหนาว แต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าการล็อกดาวน์จะส่งผลกระทบกับประชาชนและธุรกิจอีกมากมาย”

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับนโยบายด้านการเงิน (FCA) พบว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้ประชากรชาวอังกฤษในวัยผู้ใหญ่มีความเปราะบางทางการเงินกว่า 25% เนื่องจากมีหนี้มากเกินหรือมีเงินเก็บไม่เพียงพอรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน อาทิ ชั่วโมงการทำงานลดลง หรือการเจ็บป่วย

และยังพบอีกว่าคนในวัยผู้ใหญ่เกือบ 40% มีปัญหาทางการเงินอันเนื่องมาจากโรคระบาด โดยคนทำงานวัยหนุ่มสาว คนผิวสี และผู้ประกอบอาชีพอิสระได้รับผลกระทบหนักที่สุด

เมียนมาจับหมอที่เป็นแกนนำทำอารยะขัดขืนต้านรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645246

วันที่ 13 ก.พ. 2564 เวลา 09:30 น.เมียนมาจับหมอที่เป็นแกนนำทำอารยะขัดขืนต้านรัฐประหารกองทัพเมียนมาเดินหน้าจับหมอหลายรายที่เป็นแกนนำชักชวนเจ้าหน้าที่หยุดงานทำอารยะขัดขืนต่อต้านรัฐประหาร

แพทย์และพยายาลหลายร้อยคนจากโรงพยาบาลรัฐในเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเมืองอื่นๆ พากันออกมาแสดงพลังต่อต้านการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2 วันหลังจากทหารเข้ายึดอำนาจ หลังจากนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่อีกหลายพันคนจากหน่วยงานรัฐและธุรกิจสำคัญๆ รวมทั้งธนาคารและรัฐวิสาหกิจที่กองทัพเป็นเจ้าของก็พากันออกมาสมทบ

ทว่า เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (12 ก.พ.) ตำรวจมัณฑะเลย์บุกจับกุม Khin Maung Lwin อธิการบดีมหาวิทยาลัยการแพทย์มัณฑะเลย์ถึงที่บ้านพักในข้อหาสนุบสนุนการทำอารยะขัดขืนโดยไม่มีหมายจับ

ในเฟซบุ๊คไลฟ์ของบุตรสาวของอธิการบดีเผยวินาทีที่ตำรวจพยายามควบคุมตัว Khin Maung Lwin แต่สุดท้ายก็ต้องล่าถอย เนื่องจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มออกมารวมตัวกันที่ถนนแล้วช่วยกันเคาะหม้อและกระทะ

นอกจากนี้ เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (11 ก.พ.) ตำรวจยังพยายามจับกุมผู้อำนวยการโรงพยาบาล Aunglan ในเขตมะเกวในข้อหาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกมาทำอารยะขัดขืน แต่ชาวบ้านช่วยกันปกป้องผู้อำนวยการรายนี้ไม่ให้ถูกจับกุมตัว

ด้าน Lynn Letyar ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาล Lashio ในรัฐฉานเผยกับสำนักข่าว The Irrawaddy ของเมียนมาว่า มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 2 นายมาถามหาเขาที่บ้านหลังจากเจ้าตัวออกไปข้างนอกแล้ว

อีกรายหนึ่งเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลจากเขตอิรวดีถูกตำรวจจับกุมตัวขณะกำลังรักษาคนไข้ที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่งที่เปิดรักษาโดยไม่คิดเงินในช่วงที่โรงพยาบาลรัฐปิด

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติเผยว่า นับตั้งแต่เกิดรัฐประหหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาจับกุมนักโทษทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง พระ นักเขียนไปแล้วกว้า 350 คน

Photo by Ye Aung THU / AFP

ที่ประชุม UN เรียกร้องประเทศสมาชิกร่วมคว่ำบาตรเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645243

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 20:30 น.ที่ประชุม UN เรียกร้องประเทศสมาชิกร่วมคว่ำบาตรเมียนมาคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประชุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพิจารณามติเรียกร้องให้ปล่อยตัวออง ซาน ซูจี และประชุมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา

โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรและหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่คณะรัฐประหารเมียนมา หลังพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่เมียนมาใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุมซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

โทมัส แอนดรูส์ กล่าวว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติควรพิจารณามาตรการคว่ำบาตรระดับทวิภาคีรวมถึงการจำกัดอาวุธและจำกัดการเดินทาง ตลอดจนตรวจสอบให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือใดๆ จะไม่ไปถึงรัฐทหาร

มินต์ ตู ทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติในเจนีวากล่าวว่าจะร่วมมือกับสหประชาชาติและสมาคมอาเซียน พร้อมระบุว่า “เราไม่ต้องการหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในประเทศ”

ด้านมาร์ค คัสเซเออร์ จากสหรัฐเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าวรวมถึงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะที่เฉิน ซู จากจีนกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกิจการภายในประเทศ อย่างไรก็ตามจีนกำลังดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เมียนมากลับคืนสู่สภาวะปกติ

นาดา อัลนาชิฟ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกล่าวว่า ผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของเมียนมารวมถึงออง ซาน ซูจี และประธานาธิบดีวิน มินต์ ถูกควบคุมตัวในข้อหาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่ทางการเมืองและรัฐนักเคลื่อนไหวรวมถึงสมาชิกภาคประชาสังคม ตลอดจนนักข่าว พระสงฆ์ และนักศึกษามากกว่า 350 คนถูกควบคุมตัวและต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาหลายครั้งด้วยเหตุผลที่น่าสงสัย

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเรียกร้องจีนแชร์ข้อมูลน้ำจากเขื่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645241

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 19:50 น.คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเรียกร้องจีนแชร์ข้อมูลน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงลดลงจนอยู่ในระดับน่าห่วงหลังจีนกักน้ำไว้ในเขื่อนต้นน้ำ

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการจีนแบ่งปันข้อมูลน้ำในเขื่อนทั้งหมดกับประเทศลุ่มน้ำโขง พร้อมทั้งเผยว่า น้ำในแม่น้ำโขงลดลงในระดับที่น่ากังวลโดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขื่อนของจีนซึ่งอยู่ต้นน้ำกักน้ำไว้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังเรียกร้องให้จีนแบ่งปันข้อมูลน้ำทั้งหมดด้วย

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังเผยอีกว่า แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านพรมแดนไทย-ลาวเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลโคลนเป็นสีฟ้า เป็นสัญญาณว่าระดับน้ำลดลงและขาดตะกอนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกักน้ำของเขื่อนจิ่งหงในมณฑลยูนนานของจีน

ในแถลงการณ์ระบุว่า ฝนที่ตกน้อยและเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างและแม่น้ำสาขาล้วนส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง หากจีนปล่อยน้ำจากเขื่อนระดับน้ำอาจสู่สภาพปกติ

ด้านโครงการตรวจสอบเขื่อนแม่น้ำโขง (Mekong Dam Monitor) ที่สนับสนุนโดยสหรัฐซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียมติดตามระดับน้ำเผยว่า เริ่มสังเกตเห็นการขึ้นๆ ลงๆ ของระดับน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนจิ่งหงตั้งแต่เดือน ก.พ.

ทั้งนี้ ทางการจีนให้คำมั่นว่าจะแบ่งปันข้อมูลน้ำในเขื่อนกับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

เมื่อเดือน ม.ค. จีนแจ้งว่าจะกักเก็บน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อน โดยการปล่อยน้ำจะกลับมาเป็นปกติในวันที่ 25 ม.ค.

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเผยว่า ช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จีนปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหงที่ 785 คิวบิกเมตรต่อวินาที ก่อนจะเพิ่มเป็น 1,400 คิวบิกเมตรต่อวินาทีช่วงกลางเดือน

อย่างไรก็ดี ในเดือน ก.พ.จีนลดการปล่อยน้ำอีกครั้งจนกระทั่งวันที่ 11 ก.พ. ลดลงเหลือ 800 คิวบิกเมตรต่อวินาที

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เฟซบุ๊กจำกัดเนื้อหากองทัพเมียนมาหวั่นสร้างความเข้าใจผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645237

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 19:15 น.เฟซบุ๊กจำกัดเนื้อหากองทัพเมียนมาหวั่นสร้างความเข้าใจผิดเฟซบุ๊กประกาศจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาจากกองทัพเมียนมาหลังพบว่าสร้างความเข้าใจผิด

วันนี้ (12 ก.พ.) ราฟาเอล แฟรงเคิล ผู้อำนวยการด้านนโยบายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเฟซบุ๊กประกาศว่าจะลดการเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดที่ดำเนินการโดยกองทัพเมียนมา โดยระบุว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลซึ่งสร้างความเข้าใจผิด

แฟรงเคิลกล่าวว่า “หลังจากการรัฐประหารในเมียนมาร์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์สถานการณ์ยังคงไม่สงบ และเฟซบุ๊กกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว”

ทั้งนี้ ไม่ใช่การห้ามเผยแพร่เนื้อหาแต่เป็นการลดจำนวนผู้เข้าถึงเนื้อหาเท่านั้น ซึ่งจะดำเนินการกับแฟนเพจอย่างเป็นทางการทั้งหมดที่ดำเนินการโดยกองทัพรวมถึงบัญชีส่วนตัวของโฆษกกองทัพเมียนมา ตลอดจนบัญชีอื่นๆ ที่ควบคุมโดยกองทัพซึ่งละเมิดนโยบายการนำเสนอข้อมูลของเฟซบุ๊ก

นอกจากนี้จะปิดกั้นไม่ให้เนื้อหานั้นๆ ปรากฏบนฟีดข่าวแนะนำ และระงับไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลทหารเมียนมาส่งคำขอลบเนื้อหาไปยังเฟซบุ๊ก

ในขณะเดียวกันเฟซบุ๊กจะปกป้องเนื้อหารวมถึงคำปราศรัยทางการเมืองของประชาชนเพื่อเปิดโอกาสให้ชาวเมียนมาได้แสดงออกทางการเมืองและให้โลกรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเมียนมาขณะนี้

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กเผยว่าได้จับตากองทัพเมียนมาตั้งแต่ปี 2018 หลังพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาที่มุ่งสร้างความเกลียดชังต่อชาวโรฮิงญา

Photo by STR / AFP

นักวิจัยพบเชื้อคล้ายโควิด-19 ในค้างคาวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645218

วันที่ 12 ก.พ. 2564 เวลา 18:15 น.นักวิจัยพบเชื้อคล้ายโควิด-19 ในค้างคาวไทยงานวิจัยใหม่เผยพบไวรัสใกล้เคียงไวรัสต้นตอโควิด-19 ในค้างคาวไทย

บีบีซีรายงานว่างานวิจัยที่ตีพิมพ์บนวารสาร Nature Communications ซึ่งนำโดยนักวิจัยจากประเทศไทยและสิงคโปร์ชี้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Sars-CoV-2) อาจแพร่ระบาดในกลุ่มค้างคาวหลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย

โดยงานวิจัยระบุว่าพบไวรัสที่ใกล้เคียงกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 และมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมในระดับสูงกับ Sars-CoV-2 จากค้างคาวเกือกม้า 5 ตัวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกของประเทศไทย และคาดว่าไวรัสที่คล้ายกันนี้อาจมีอยู่ในค้างคาวหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงจีนและญี่ปุ่น

เช่นเดียวกับทีมองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งลงพื้นที่สืบหาต้นตอของโรคโควิด-19 โดยชี้ว่าอาจมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นค้างคาวก่อนที่จะแพร่ระบาดสู่มนุษย์ แต่ก็ยังไม่ทราบต้นกำเนิดที่แน่ชัด

ศาสตราจารย์หวังหลินฟา หนึ่งในทีมวิจัยจากสิงคโปร์ระบุว่าจากการตรวจสอบค้างคาวจากประเทศไทยพบไวรัส RacCS203 ซึ่งมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับ Sars-CoV-2 ถึง 91.5%

นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนาอีกตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า RmYN02 ซึ่งพบในค้างคาวจากยูนนาน ประเทศจีน โดยมีความใกล้เคียงทางพันธุกรรมกับ Sars-CoV-2 ถึง 93.6%

ด้านทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าเลือดของค้างคาวฝูงดังกล่าวมีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับ Sars-CoV-2 สูงถึง 91.5%

ข้อกังวลใหญ่อีกประการคือไวรัสโคโรนาสามารถแพร่ระบาดระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้อีกหลายชนิด เช่น สุนัข แมว และมิงค์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังสัตว์ต่างๆ มากขึ้น รวมถึงนอกพื้นที่พรมแดนประเทศจีนเพื่อหาต้นกำเนิดที่แท้จริงของไวรัส”