ตำรวจสหรัฐดับอีกราย เหตุปะทะม็อบบุกสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642256

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ตำรวจสหรัฐดับอีกราย เหตุปะทะม็อบบุกสภาตำรวจสหรัฐเสียชีวิตเพิ่ม 1 รายจากเหตุจลาจลรัฐสภาวานนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดเสียชีวิต ล่าสุดบลูมเบิร์กรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย หลังได้รับบาดเจ็บหนักจากการปะทะในเหตุจลาจลวานนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย

โดยรายงานระบุว่า ไบรอัน ซิคนิค เจ้าหน้าที่ตำรวจของกองบัญชาการตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐ (USCP) ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อจลาจล และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่งในเวลาต่อมา

โดยกองบัญชาการตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐกล่าวเสริมว่ากรมตำรวจนครบาลแขวงโคลัมเบียจะมีการสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตเพิ่มเติม

ข่าวการเสียชีวิตเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่สตีเวน ซันด์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐประกาศลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถรับมือกับความวุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐสภาได้ ซึ่งการลาออกของเขาจะมีผลในวันที่ 16 มกราคม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางคำเรียกร้องจากนักการเมืองและประชาชนจำนวนมากที่ต้องการให้ใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 (25th Amendment) เพื่อถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี แม้จะใกล้สิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมนี้ก็ตาม

Photo by ROBERTO SCHMIDT / AFP

รมว.สหรัฐแห่ลาออกหลังม็อบบุกรัฐสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642254

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 17:30 น.รมว.สหรัฐแห่ลาออกหลังม็อบบุกรัฐสภา2 รมว.สหรัฐพร้อมใจลาออกหลังม็อบสนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภา

อีเลน เชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเบตซี เดวอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยื่นหนังสือลาออกจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากทรัมป์ปลุกระดมม็อบจนนำมาสู่การบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น โดยนับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 รายล่าสุดที่ลาออก

เชา ซึ่งเป็นภรรยาของ มิตช์ แม็คคอนเนล ผู้นำวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันระบุในแถลงการณ์ว่า รู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะช่วย พีท บุตติเจจ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการเข้ารับตำแหน่งต่อ

การลาออกของเชาจะมีผลในวันจันทร์นี้

ส่วนจดหมายลาออกของเดวอสที่ส่งถึงทรัมป์ระบุว่า เหตุการณ์เมื่อวันพุธเป็นเหตุการณ์ที่ไร้จิตสำนึก

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวอีกหลายคนที่ยื่นหนังสือลาออก อาทิ เอลินอร์ เอฟ. แม็คแคนซ์-แคตซ์ รองเลขาธิการสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, แอนโธนี รุจเจียโร เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสภาความมั่นคงแห่งชาติทีดูแลเรื่องนโยบายเกาหลีเหนือและผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออก และเจ้าหน้าที่คนอื่นที่ลาออกทันทีหลังเหตุบุกรัฐสภาเมื่อวันพุธ

ทรัมป์เตรียมหาลู่ทางอภัยโทษให้ตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642243

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.ทรัมป์เตรียมหาลู่ทางอภัยโทษให้ตัวเอง แหล่งข่าวเผยทรัมป์เคยหารือเรื่องอภัยโทษให้ตัวเองกับที่ปรึกษาและนักกฎหมาย  

สำนักข่าว The New York Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ได้รับทราบเรื่องการหารือว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือกับที่ปรึกษาและนักกฎหมายถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาทั้งทางกฎหมายและทางการเมืองหากเขาอภัยโทษให้ตัวเอง  

The New York Times ระบุว่าทางสำนักข่าวไม่ทราบแน่ชัดว่าทรัมป์ได้หารือเรื่องดังกล่าวหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนบุกอาคารรัฐสภาหรือไม่  

ทั้งนี้ เมื่อปี 2018 ทรัมป์เคยทวีตว่า “ผมมีอำนาจเต็มที่ในการอภัยโทษให้ตัวเอง”  

อย่างไรก็ดี กรณีที่ประธานาธิบดีอภัยโทษให้ตัวเองยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และผู้เชี่ยวชาญก็มีความเห็นหลากหลาย โดยบันทึกทางกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถอภัยโทษให้ตัวเอง แต่สามารถลาออกจากตำแหน่งและขอให้รองประธานาธิบดีที่ขึ้นรับตำแหน่งแทนอภัยโทษให้ได้ ทว่าบันทึกนี้ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย

ด้าน ไบรอัน คัลต์ ศาสตรจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเผยว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนใช้มาก่อน คำตอบของคัลต์จึงมีเพียง “ทรัมป์สามารถลองใช้อำนาจนี้ดูได้”  

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนบอกว่าการอภัยโทษให้ตัวเองถือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการละเมิดหลักที่ว่าไม่มีใครสามารถเป็นผู้ตัดสินคดีของตัวเองได้ 

และแม้ว่าทรัมป์จะอภัยโทษให้ตัวเองได้ ก็มีบางคดีที่ไม่สามารรับการอภัยโทษ ซึ่งรวมทั้งคดีอาญาที่อัยการเมืองแมนฮัตตันและคดีแพ่งที่อัยการรัฐนิวยอร์กสั่งสอบสวนว่าทรัมป์ทำให้มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้รับเงินกู้และสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการทำสัญญาธุรกิจส่วนตัว

ศาลอิรักออกหมายจับ ‘ทรัมป์’ สั่งฆ่านายพลคนสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642239

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.ศาลอิรักออกหมายจับ 'ทรัมป์' สั่งฆ่านายพลคนสำคัญศาลอิรักและอิหร่านออกหมายจับโดนัลด์ ทรัมป์ ฐานฆาตรกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่งผลให้พลเอกกัสเซ็ม สุไลมานี และนายพลอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส เสียชีวิต

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าผู้พิพากษาในศาลสืบสวนของแบกแดดออกหมายจับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในข้อหาเกี่ยวกับการลอบสังหารพลเอกกัสเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน ส่งผลให้นายพลอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส รองผู้บัญชาการกองกำลังระดมพลของอิรักพลอยเสียชีวิตไปด้วย เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020

โดยสภาตุลาการสูงสุดของอิรักแถลงว่าหลังจากขั้นตอนการไต่สวนเบื้องต้นเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาตัดสินใจออกหมายจับโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้มาตรา 406 ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตสำหรับความผิดฐานฆาตรกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ยากที่ทรัมป์จะไปขึ้นศาลอิรัก

ศาลอิรักระบุว่า แม้ว่าการไต่สวนเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้วแต่การสืบสวนคดียังคงดำเนินต่อไปเพื่อเปิดโปงผู้ที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวอิรักหรือชาวต่างชาติก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันในแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อทำพิธีรำลึกถึงนายพลอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส และพลเอกกัสเซ็ม สุไลมานี ณ สถานที่ที่โดรนโจมตีสังหารเมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ อิหร่านได้ออกหมายจับทรัมป์ในกรณีการเสียชีวิตของพลเอกกัสเซ็ม สุไลมานีเช่นเดียวกัน โดยอาลี อัลคาไซ เมฮ์ อัยการสูงสุดของกรุงเตหะรานกล่าวว่าว่าทรัมป์จะถูกดำเนินคดีหลังจากสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

Photo by AHMAD AL-RUBAYE / AFP

อเมริกาสองมาตรฐาน คนขาวเปิดทาง คนดำสกัดเต็มที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642232

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 13:35 น.อเมริกาสองมาตรฐาน คนขาวเปิดทาง คนดำสกัดเต็มที่หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พากันบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐและทำลายข้าวของก็เกิดการเปรียบเทียบวิธีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปฏิบัติกับการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของกลุ่มคนผิวสี (Black Lives Matter) เมื่อปีที่แล้วทันที  

เมื่อกลางปีที่แล้วตำรวจสหรัฐที่มาพร้อมอาวุธครบมือต้อนรับกลุ่ม Black Lives Matter ด้วยแก๊สน้ำตา การใช้ความรุนแรง และการจับกุม แต่การบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมากลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ภาพของกลุ่มผู้ประท้วงที่บางคนถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate flags) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกบฎและการเหยียดเชื้อชาติ บางคนแต่งกายคล้ายชุดทหาร ที่เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยให้เข้าไปในอาคารรัฐสภาอย่างง่ายดาย หรือเจ้าหน้าที่บางคนยังเซลฟี่กับกลุ่มผู้ประท้วง ถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์

ภาพการปฏิบัติกับผู้ประท้วงที่เป็นสองมาตรฐานนี้ทำให้ โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐทนไม่ได้ถึงกับต้องพูดว่า “ไม่เพียงแต่เราจะได้เห็นความล้มเหลวในการปกป้องหนึ่งในสามอำนาจของรัฐบาลเท่านั้น แต่เรายังได้เห็นถึงความล้มเหลวในการอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมอย่างชัดเจนด้วย”

ไบเดนยังเอ่ยถึงคำพูดที่หลานสาวพูดกับเจ้าตัวอีกว่า “ไม่มีใครรับรองได้หรอกว่าถ้าเมื่อวานเป็นการประท้วงของกลุ่ม Black Lives Matter พวกเขาจะไม่ถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างมากๆ จากกลุ่มอันธพาลที่บุกอาคารรัฐสภา”

ด้านว่าที่รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส พูดถึงกรณีนี้เช่นกันว่า “เราได้เห็นระบบยุติธรรม 2 ระบบ หนึ่งคือระบบที่ปล่อยให้พวกหัวรุนแรงบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ และอีกหนึ่งระบบที่ใช้แก๊สน้ำตากับการชุมนุมโดยสงบเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา” ซึ่งหมายถึงการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสี

ขณะที่บรรดานักการเมืองสหรัฐคนอื่นๆ แสดงท่าทีต่อการประท้วงในบ้านตัวเองแตกต่างจากการพูดถึงการประท้วงของประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิง อาทิ ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่เคยพูดถึงการประท้วงที่ฮ่องกงไว้ว่า “เราขอยืนเคียงข้างชาวฮ่องกง” แต่กลับเอ่ยถึงการบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐว่า “การไม่เคารพกฎหมายและการก่อจลาจลเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้เสมอ”

หรือแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่เคยพูดเมื่อเดือน มิ.ย.2019 ว่าการประท้วงที่ฮ่องกงนั้น “เป็นภาพที่สวยงาม” ซึ่งหลังเหตุการณ์ประท้วงในสหรัฐทำให้หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนนำคำพูดนี้มาย้อนถามกลับว่า “ไม่รู้ว่าเธอจะพูดอย่างเดียวกันนี้กับการประท้วงที่อาคารรัฐสภาหรือไม่”

ปฏิกิริยาแบบพลิกลิ้นจากนักการเมืองสหรัฐเหล่านี้ ทำให้ หัวชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนโจมตีว่า “การตอบสนองและคำที่ใครบางคนในสหรัฐใช้กับเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับที่ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐ”

แฉปมรถไฟมาเลย์-สิงคโปร์สะดุดเพราะคอร์รัปชัน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642101

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.แฉปมรถไฟมาเลย์-สิงคโปร์สะดุดเพราะคอร์รัปชัน?หลายภาคส่วนออกมาเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและต้องการคำอธิบายจากรัฐบาลหลังยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์

หลังจากที่ข้อตกลงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ (Kuala Lumpur-Singapore high-speed rail – HSR) ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ร่วมลงนามในปี 2559 ถูกยกเลิกลงอย่างเป็นทางการ

โดยทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าทั้งสองไม่สามารถบรรลุข้อตกลงโครงการนี้ได้หลังจากที่มาเลเซียต้องการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงโดยให้เหตุผลเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19

ล่าสุดเดอะสเตรตส์ไทมส์รายงานว่าการยกเลิกรถไฟฟ้าความเร็วสูงครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาโครงการรถไฟในมาเลเซียเท่านั้น โดยนับตั้งแต่รัฐบาลพรรคพันธมิตรแห่งชาติ (PN) เข้ามาอำนาจได้ 10 เดือน เส้นทางอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2 เส้นทางที่พาดผ่านเขตเมืองใหญ่ของกัวลาลัมเปอร์ก็กำลังเผชิญกับการแทรกแซงของรัฐบาลในการคัดเลือกผู้รับเหมา

การแทรกแซงของรัฐบาลนำไปสู่การเรียกร้องจากหลายฝ่ายทั้งพรรคฝ่ายค้านและประชาชนโดยเรียกร้องให้รัฐดำเนินการอย่างโปร่งใสมากกว่านี้

โดยนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งเป็นผู้นำในการลงนามข้อตกลง HSR เมื่อปี 2559 กล่าวหาว่ารัฐบาล PN ไม่เห็นด้วยกับโมเดล AssetsCo เนื่องจากเป็นโมเดลที่ทำให้พวกเขาไม่มีอิสระที่จะมอบโครงการให้ใครก็ได้ตามอำเภอใจ

ทั้งนี้ โมเดล AssetsCo คือโมเดลภายใต้ข้อตกลง HSR จะต้องได้รับการแต่งตั้งผ่านการประกวดราคาระหว่างประเทศที่เปิดเผยและโปร่งใสเพื่อรับหน้าที่เป็นผู้จัดหาระบบและผู้ให้บริการเครือข่าย

ยิ่งทำให้หลายภาคส่วนออกมาเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและต้องการคำอธิบายจากรัฐบาลหลังยกเลิกโครงการ HSR

ทั้งนี้ โครการดังกล่าวถูกระงับมาตั้งแต่ปี 2561 หลังอดีตนายกรัฐมนตรีราซัคพ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลใหม่เข้ามามีบทบาทบริหารต่อ

โดยศาสตราจารย์เย่ กิม เล้ง นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซันเวย์กล่าวว่าหากทุกอย่างถูกปกปิดเป็นความลับจะยิ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และยิ่งทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลมีบางอย่างที่ต้องปกปิด

ด้าน ลิม กวน อิงก์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเลเซียเรียกร้องให้คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตของมาเลเซีย (MACC) ทำหน้าที่ “อย่างมืออาชีพและเป็นอิสระ” เพื่อตรวจสอบการยกเลิกโครงการดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกระบวนการประกวดราคาระหว่างประเทศ

ขณะที่ดาโต๊ะสรี มุสตาฟา โมฮัมมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศแย้งว่า AssetsCo จะนำไปสู่ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่รัฐบาลจะสามารถจ่ายได้

พร้อมเสริมว่ารัฐบาลจะทำการศึกษาโดยละเอียดเพื่อสำรวจทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมด รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการ HSR ในประเทศและผลประโยชน์ต่อชาวมาเลเซีย

โดยเขาให้เหตุผลว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เงื่อนไขเดิมของโครงการ HSR ไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องลดต้นทุนสำหรับโครงการใหญ่หลายโครงการรวมถึง HSR

ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงดังล่าวมีระยะทาง 350 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในมาเลเซีย 335 กิโลเมตร และในสิงคโปร์ 15 กิโลเมตร โดยมีกำหนดสร้างเสร็จในปี 2569

ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยย่นเวลาการเดินทางระหว่างกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์เหลือเพียง 90 นาทีเท่านั้น ขณะที่การเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง

ตำรวจสหรัฐเล่านาทีโกลาหลฝูงชนบุกรัฐสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642210

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.ตำรวจสหรัฐเล่านาทีโกลาหลฝูงชนบุกรัฐสภาเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐเล่าเหตุการณ์นาทีโกลาหล เผยพบการใช้อาวุธจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐเปิดเผยเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นบริเวณรัฐสภาสหรัฐวานนี้ต่อสำนักข่าว NPR โดยระบุว่าล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 4 ราย

โดยหญิงคนหนึ่งถูกยิงบริเวณหน้าอกขณะบุกรุกห้องประชุมสภาสหรัฐ ทราบชื่อต่อมาว่าแอชลี แบ็บบิตต์ นอกจากจะเป็นผู้สนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์แล้วยังเป็นทหารผ่านศึกของกองทัพอากาศอีกด้วย

ส่วนคนอื่นๆ เป็นชาย 2 ราย อายุประมาณ 50 ปี และหญิงอีก 1 ราย อายุประมาณ 30 ปีเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บอื่นๆ

โดยมีประชาชนจำนวนมากและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกประมาณ 56 นายได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐย้ำว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังระบุว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่บุกรุกเข้าไปในสภาใช้สารเคมีที่ระคายเคือง และท่อโลหะรวมถึงอาวุธอื่นๆ ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนต้องหลบซ่อนและวิ่งหนีกันอลหม่าน

โดยเจ้าหน้าที่นายหนึ่งเล่าว่าเขาถูกฝูงชมล้อมและทุบตีให้มึนงงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อีกทั้งยังพบระเบิด 2 แห่งในสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต (DNC) และคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน (RNC) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

รวมทั้งในรถที่จอดอยู่บริเวณพื้นที่รัฐสภายังพบระเบิดขวดและปืนยาว

อย่างไรก็ตามมีการแชร์คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ในเหตุการณ์จลาจลพบว่าเจ้าหน้าที่ยอมจำนนต่อฝูงชน โดยบางคลิปแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเซลฟี่กับผู้ก่อจลาจลบางคนและมีการเคลื่อนเครื่องกีดขวางเพื่อให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าใกล้อาคาร

Police taking a selfie with a protestor at the US Capitol pic.twitter.com/vqmbQDL35h— DatPiff (@DatPiff) January 6, 2021

Glad to see the arrests are going well. pic.twitter.com/qZfaVG2pmL— Tim Downie (@TimDownie1) January 6, 2021

กรมตำรวจนครบาลของวอชิงตันกล่าวว่าจนถึงช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นตามเวลาต้องถิ่น เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้คนทั้งสิ้น 70 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นข้อหาฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังกวาดล้างโรงแรมในพื้นที่โดยคาดว่าจะมีการจับกุมผู้คนเพิ่มเติม นอกจากนี้กองกำลังทั้งหมด 6,200 นายถูกระดมเพื่อรักษาความปลอดภัยภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ด้านไมเคิล อาร์. เชอร์วิน รักษาการทนายความประจำศาลแขวงโคลัมเบียเผยว่ามีการฟ้องร้องคดีท้องถิ่น 40 คดีต่อหัวหน้าศาลเกี่ยวกับการบุกรุกหน่วยงานของรัฐ การทำร้ายร่างกาย และการครอบครองอาวุธปืน

ในระดับรัฐบาลกลางมีการฟ้องร้อง 15 คดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าเมืองหลวงโดยผิดกฎหมาย ครอบครองอาวุธปืน หรือขโมยทรัพย์สินของรัฐสภา

Photo by ALEX EDELMAN / AFP

ทรัมป์ประณามจลาจล ย้ำอเมริกาต้องประนีประนอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642203

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 09:00 น.ทรัมป์ประณามจลาจล ย้ำอเมริกาต้องประนีประนอมโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงประณามการจลาจล ย้ำพร้อมส่งมอบตำแหน่งให้โจ ไบเดน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงประณามการก่อจลาจลโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาพร้อมกล่าวว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการส่งมอบตำแหน่งให้ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการปะทะที่ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตและกล่าวถึงเหตุการณ์ที่รัฐสภาสหรัฐในช่วงเช้าวานนี้ว่า “เช่นเดียวกับชาวอเมริกันทุกคน ผมไม่พอใจกับความรุนแรง ความไม่เคารพกฎหมาย และการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้น ช่วงเวลานี้ต้องได้รับการเยียวยาและประนีประนอม”

พร้อมประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้้นว่า “ผู้ประท้วงที่บุกรุกเข้าไปในหน่วยงานของรัฐได้ทำให้ที่ประชาธิปไตยอเมริกันเป็นมลทิน สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำที่รุนแรงและการทำลายล้างคุณไม่ได้เป็นตัวแทนของประเทศของเรา”

“เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่รุนแรงและเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ตอนนี้ทุกคนต้องเย็นลง และผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องได้รับโทษ”

พร้อมเสริมว่าฝ่ายบริหารใหม่จะเปิดตัวในวันที่ 20 มกราคม และตอนนี้เขาจะมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตามทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงแผนการในอนาคตของเขาแต่กล่าวเพียงว่า “การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของชาวอเมริกันเป็นเกียรติต่อชีวิตของผม และสำหรับผู้สนับสนุนที่ยอดเยี่ยมของผม ผมรู้ว่าพวกคุณคงผิดหวัง แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าการเดินทางของเราเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”

Photo by MANDEL NGAN / AFP

ประชาธิปไตยอเมริกาเดือด!!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642189

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 19:33 น.

ประชาธิปไตยอเมริกาเดือด!!!

BigTalk BigStory : นักการเมืองอเมริกาเพื่อนรักปธน.ทรัมป์มีมโนสำนึกเลือกความถูกต้องไม่ยอมทำตามความต้องการของทรัมป์ที่ไม่ให้รับผลการเลือกตั้งในสภาครองเกรสรวมถึงคนอื่นๆอีกหลายคนที่เคยสนับสนุนเขาต้องเปลี่ยนท่าทีแบบยอมเสียเพื่อนเพื่อเลือกกับความถูกต้อง นี่แหละประเทศต้นแบบประชาธิปไตยความถูกต้องจะมาก่อนความถูกใจ!!!!

“แอมเนสตี้” ประณาม “ทรัมป์” ยุยงให้เกิดความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642188

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 19:26 น."แอมเนสตี้"ประณาม "ทรัมป์" ยุยงให้เกิดความรุนแรงองค์กรแอมเนสตี้ ออกแถลงการณ์ประณาม “โดนัลด์ ทรัมป์” ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

บ๊อบ กู๊ดเฟลโลว รักษาการผู้อำนวยการบริหาร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐฯ ได้เปิดเผยผ่านแถลงการณ์กรณีสถานการณ์การเมืองในสหรัฐว่า

“การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสงบ ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงภัยต่อสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยของประชาชน และหลักนิติธรรมในสหรัฐฯ การยอมรับความเห็นของกลุ่มขาวสุดโต่งและกลุ่มสุดโต่งอื่น ๆ ของประธานาธิบดี ยิ่งช่วยกระพือไฟแห่งความโกลาหลและความรุนแรง ดังที่เราเห็นกันในวันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ทุกคนต้องเคารพ คุ้มครอง และปฏิบัติให้เป็นผลซึ่งสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสิทธิที่จะปลอดจากความรุนแรง การข่มขู่ และการเหยียดผิว

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งทำงานให้เกิดโลกที่ผู้มีอำนาจทุกคนเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน และต้องรับผิดหากไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในระดับโลก เราได้ประจักษ์ถึงความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเสียเอง และยุยงให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองและการเหยียดผิว เพื่อรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้ คนทั้งโลกจับตามองอยู่ เช่นเดียวกับผู้สนับสนุนและสมาชิกของเรากว่า 10 ล้านคน

“เป็นจุดที่คนในสหรัฐฯ ต้องใคร่ครวญสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ยุยงให้ผู้สนับสนุนของเขาก่อความรุนแรงและความวุ่นวายมาตลอด มันไม่ใช่การทำหน้าที่ของผู้นำ แต่เป็นของผู้ยุยงปลุกปั่น เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนต้องประณามคำพูดของประธานาธิบดี”