เปิดผลงานหายนะจากน้ำมือคอมมิวนิสต์ หมดไปกี่ล้านชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เปิดผลงานหายนะจากน้ำมือคอมมิวนิสต์ หมดไปกี่ล้านชีวิต – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 20:32 น.เปิดผลงานหายนะจากน้ำมือคอมมิวนิสต์ หมดไปกี่ล้านชีวิตลัทธิคอมมิวนิสต์ที่บางคนขุดขึ้นส่งเสริมกันอีกครั้ง มีผลงานที่น่าสยดสยองมากมายทิ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

บางคนในยุคสมัยนี้บอกว่าเราถูกทำให้กลัวคอมมิวนิสต์เกินเหตุ ประชาชนถูกกรอกหูให้เชื่อว่าคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจร้าย ทำให้คอมมิวนิสต์เหมือนผีสาง บางคนในยุคสมัยนี้กำลังละเลยข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่าถ้าระบอบคอมมิ้วนิสต์ดีจริง มันคงไม่ล้มสลายกันเป็นระนาวเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่ยังกลายพันธุ์เป็นทุนนิยมอีกต่างหาก

บางคนที่บอกว่ารัฐทำให้คนกลัว “ผีคอมคอมมิวนิสต์” พวกเขาพยายาทำให้คนกลับมามองคอมมิวนิสต์ด้วยความเอ็นดู ทั้งๆ ที่มันมีเรื่องให้น่าเห็นใจไม่มาก และอาจยิ่งชิงชังมันหากได้รู้ว่าบรรดาผู้นำและประเทศที่เคยปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์นั้นเลวร้ายแค่ไหน และมีกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยไปเพราะความคลั่งอุดมการณ์ทางการเมืองของคนบางคน

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ช่วยรวบรวมผลงานการทำลายล้างของพลพรรคคอมมิวนิสต์ไว้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน คือหนังสือที่ชื่อ The Black Book of Communism: Crimes, Terror, Repression (หนังสือปกดำแห่งคอมมิวนิสม์ ว่าด้วยอาชญากรรม การเขย่าขวัญ และการกดทับข่มเหง) เป็นหนังสือเมื่อปี 1997 เขียนโดยนักวิชาการในยุโรปอีกหลายคนและแรกเริ่มเดิมทีตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส

หนังสือเล่มนี้บันทึกประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่ทางการเมืองโดยรัฐคอมมิวนิสต์รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, การประหารชีวิตโดยวิสามัญฆาตกรรม, การเนรเทศ การฆ่าประชากรในค่ายแรงงาน และความอดอยากที่สร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์

บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้คือ สเตฟาน กูร์ตัวส์ถึงกับระบุว่า ระบอบคอมมิวนิสต์เปลี่ยนอาชญากรรมจำนวนมากให้กลายเป็นระบบการปกครองที่เต็มไปด้วยพลัง และมีส่วนรับผิดชอบต่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการลงมือของลัทธินาซีหรือระบบการเมืองอื่นๆ ซึ่งข้อความนี้สร้างปัญหาอย่างมากเพราะเป็นการบอกว่าคอมมิวนิสต์อาจจะชั่วร้ายกว่านาซีเสียอีก ซึ่งการเอ่ยถึงในทำนองนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในยุโรปซึ่งการทำให้นาซีดู “ซอฟต์” ลงเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยาก

แต่ภาพลักษณ์ของนาซีไม่ได้อ่อนลง เพียงแต่มันยังเทียบไม่ได้กับการทำล้ายล้างของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่างๆ โดยในคำนำของหนังสือระบุจำนวนผู้เสียชีวิตโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์มีจำนวนมากกว่า 94 ล้านคน จากสาเหตุต่างๆ ที่เกริ่นไว้ข้างต้น เมื่อนำตัวเลข 94 ล้านคนแตกออกเป็นผลงานของรัฐบางประเทศต่างๆ จะมียอดดังนี้

ในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีคนตายเพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์รวม 65 ล้านคน, ในสหภาพโซเวียต 20 ล้านคน, ในกัมพูชา 2 ล้านคน, ในเกาหลีเหนือ 2 ล้านคน, ในเอธิโอเปีย 1.7 ล้านคน, ในอัฟกานิสถาน 1.5 ล้านคน, ในยุโรปตะวันออก 1 ล้านคน, ในเวียดนาม 1 ล้านคน, ในละตินอเมริกา 150,000 คน และอีก 10,000 คนจากน้ำมือของขบวนการคอมมิวนิสต์สากลและฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ยังไม่มีอำนาจ

ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะระบุว่าจีนเป็นประเทศที่มีคนล้มตายเพราะระบอบคอมมิวนิสต์มากที่สุด แต่กลับมีบทเดียวที่อุทิศให้กับหายนะในจีน (บทที่ 21. China: A Long March into Night โดย Jean-Louis Margolin) เท่ากับการสำรวจหายนะของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในเกาหลีเหนือ, เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้เน้นไปที่การทำลายล้างที่เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตมากกว่าถึง 15 บทจากทั้งหมด 27 บท

สหภาพโซเวียตโดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ภายใต้การกุมอำนาจของสตาลิน เป็นยุคสมัยที่ที่มีความย้อนแยงกันในตัว ขณะที่โซเวียตผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยการกวาดล้าง จัดระเบียบ ข่มขู่ ขับไล่ การสังหารหมู่ แค่เล็งเห็นคนๆ หนึ่งอาจกระด้างกระเดื่องหรืออาจเป็นเสี้ยนหนามคนๆ นั้นก็อาจถึงแก่ชีวิตหรืออย่างน้อยๆ ถูกส่งไปค่ายกักกันซึ่งโอกาสรอดก็มีน้อยอยู่ดี

ไม่เฉพาะการกดขี่ปัจเจกชน สตาลินยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการกวาดล้างชนชาติทั้งชนชาติ โดยทำการอพยพชนชาติหนึ่งๆ จากถิ่นกำเนิดของพวกเขาไปยังอีกถิ่นหนึ่งที่ห่างไกลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ตัวอย่างเช่น การอพยพชาวเกาหลีจากภาคตะวันออกไกลแถวๆ เกาหลีเหนือย้ายไปยังเอเชียกลางแถบคาซักสถาน-อุซเบกิสถาน เป็นการ “อพยพย้ายถิ่นทั้งชนชาติ” ที่โหดร้ายทารุณมาก เพราะสตาลินระแวงว่าเกาหลีเหล่านี้อาจเป็นสายลับให้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศัตรูของโซเวียตในเวลานั้น

สตาลินยังสั่งอพยพชาวเยอรมันในแถบโวลก้า, ชาวไครเมียตาตาร์ ชาวดอนคอสแซค และชาวเชนเชนและอินกุช ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง เรียกว่า “มาตรการย้ายถิ่นฐานเชิงป้องกัน” เพราะถูกมองว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” บางกรณีเป็น “มาตรการย้ายถิ่นเชิงลงโทษ” โทษฐานร่วมมือกับชาติศัตรู ผู้คนหลายล้านต้องพลัดบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่ห่างไกลที่ไม่เคยคิดแม้แต่จะเหยียบย่างไป

โซเวียตยังดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ตามแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีการยึดทกุอย่างเป็นของรัฐ ไม่มีทรัพย์สินส่วนบุคคล ดังนั้นที่ดินการทำเกษตรจึงเป็นที่ดิน “นารวม” ทุกคนร่วมแรงกันทำงานในที่ดินของรัฐ ผลผลิตได้มาเป็นของรัฐ ประชาชนได้สิทธิส่วนที่รัฐแบ่งเท่านั้น ไม่ได้วัดกันว่าใครทำได้มากได้มาก

การทำแบบนี้บางครั้งทำให้เกิดภาวะอดอยากรุนแรง เช่น ภาวะอดอยากระหว่างปี 1921–22 มีคนตาย 5 ล้านคนบางคนถึงกับต้องกินเนื้อคนด้วยกันองเพื่อเอาชีวิตรอด สาเหตุมาจากหลายปัจจัยตั้งแต่ความวุ่นวายหลังการปฏิวัติรัสเซีย จากสงครามกลางเมือง

ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตมาจากความวุ่นวาย แต่ผู้นำโซเวียต (ในขณะนั้นคือเลนิน) ใช้โอกาสที่เกิดภัยอดอยากเป็นข้ออ้างในการยึดทรัพย์สินของศาสนจักร เนื่องจากศาสนจักรถือครองที่ดินและใช้แรงงานเกษตรเป็นแรงงานไพร่ติดที่ดินแบบยุคกลาง

ในปี 1932 – 1933 เกิดภัยอดอยากครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “อภิมมหาทุพภิกขภัย” ในยูเครนมีคนตายประมาณ 3.5 ล้านคน แต่บางแห่งก็ว่าตายถึง 12 ล้านคน เหตุการณ์นี้ถือเป็นผลงานโดยตรงของสตาลิน เนื่องจากการทำนารวมและยึดผลผลิตเป็นของรัฐทำให้ประชาชนที่ทำนาไม่ได้ผลของการลงแรงโดยตรง แต่ต้องรับการปันส่วนจากรัฐ

ปรากฎว่าผลผลิตปี 1932 ต่ำมากเกือบครึ่งหนึ่งจากปีก่อน ทำให้รัฐปันส่วนผลผลิตให้ประชาชนน้อยลง โดยเฉพาะในเขตเมืองซึ่งไม่ได้ทำการเพาะปลูกถูกตัดปันส่วนฮวบฮาบและลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาวะอดอยาก ในขณะเดียวกันรัฐก็พยายามโยนความผิดให้เกษตรกรในชนบทโดยฉายภาพยนต์สารคดีจอมปลอมที่ใส่ร้ายเกษตรกรว่าเก็บผลผลิตไว้กินเองโดยไม่ให้คนงานในเมืองได้กินกัน

นี่คือผลจากวิธีคิดของลัทธิมาร์กซ์ที่มองว่าแรงงานในเมืองในภาคอุตสาหกรรมคือแรงขับเคลื่อนทางการเมือง แต่เกษตรกรไม่ใช่พลังที่จะหลัก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลจะป้ายสีให้ประชาชน 2 กลุ่มแตกคอกันหรือเพื่อให้ประชาชนที่เป็นแรงงานไม่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเป็นการปราบรามเกษตรกรที่ทำการลุกฮือจต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ยึดผลผลิตไปและบังคับให้พวกเขาทำนารวม ในปี 1930 นั้นรัฐบาลยังยึดผลผลิตอย่างเข้มงวดขึ้นเพื่อเร่งส่งออกข้าวสาลีทั้งๆ ที่อาจจะกระทบต่อปากท้องประชาชน และคาดโทษเกษตรกรว่าหากกักตุนอาหารจะมีโทษถึงประหารชีวิต

อีกสาเหตุหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันมากคือพื้นที่ประสบภัยคือประเทศยูเครน โซเวียตต้องการจะกำราบไม่ให้คนเครนกู้ชาติตัวเองจึงใช้วิธีนี้บ่อนทำลาย ไม่เพียงแต่ยึดผลผลิตชาวนายูเครน แต่ยังยึดทรัพย์สิน และสั่งอพยพไปอยู่ไซบีเรีย ส่วนคนที่ยังอยู่ที่บ้านเกิดก็ห้ามหนีตายจากภัยอดอยาก ใครที่หนีได้รับคำสั่งให้ยิงทิ้งได้ทันที

ดังนั้น บางประเทศจึงระบุว่าภัยครั้งนี้คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเป็นน้ำมือของสตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียต

ผลงานที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดของพลพรรคโซเวียตคือการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Great Purge หรือการกวาดล้างครั้งใหญ่ระหว่างปี 1936 – 1938 ซึ่งรวมถึงการกวาสดล้างชาวนามีเงิน การฆ่าล้าเงผ่าพันธุ์เชื้อชาติต่างๆ การขับไล่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันเอง แม้แต่ระดับบัญชาการของกองทัพแดง มีทั้งการปลดจากตำแหน่ง ดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม หรือประหารชีวิตโดยปราศจากหลักฐานชัดเจน คาดว่ามีคนตายเพราะนโยบายนี้ของสตาลินถึง 950,000 – 1.2 ล้านคน

เหตุกาณรณ์ที่เป็นไฮไลท์ในช่วงนี้คือการตั้งศาลแห่งมอสโก (Moscow Trials) ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีต่อสาธารณเพื่อสร้างความหวาดกลัวและทำให้เสียชื่อเสียงต่อจำเลย ผู้ที่ขึ้นศาลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นั่นเองโดยเฉาะกลุ่มที่ร่วมทำการปฏิวัติมาตั้งแต่แรก โดยสตาลินป้ายสีคนเหล่านี้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติหรือเป็นฝ่ายขวาหรืออ้างว่าสมคบกับชาติตะวันตกเพื่อจะลอบสังหารสตาลิน แต่สตาลินมองว่าคนเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามต่อเขาโดยอาจกลายเป็นผู้นำการลุกฮือต้านเขาที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเกษตรที่สร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยของความน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ในช่วงที่เกิดภาวะ “ซ้ายจัด” การผงาดขึ้นมาของสตาลินยังตอกย้ำว่าลัทธิคอมมิวนิสต์แปรสภาพเป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยมได้ง่ายมาก

เนื่องจากลัทธิคอมมิวนิสต์ต้องการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช้โดยวิธีการค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นรัฐบาลปฏิวัติจึงต้องทำการฆ่าล้างชนชั้น (Classicide) โดยขเฉพาะชนชั้นในสังคมที่มั่งมีมากกว่า มีอิทธิพลมากกว่า หรือบางทีไม่มีอะไรมากไปกว่า “อาจจะเป็นภัยคุกคาม” ต่อตัวผู้นำเองไม่ใช่ต่อลัทธิคอมมมิวนิสต์หรือประเทศชาติเลย

เราจะเห็นได้จากกรณีของโซเวียตมีการปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระบรมวงศ์อย่างเหี้ยมโหดรวมถึงจับกุมและสังหารสมาชิกราชวงศ์ มีการกวาดล้างชนชั้นนายทุนนักธุรกิจ ตามด้วยทำลายศาสนา จับกุมและฆ่าบาทหลวง แม้แต่ชาวนาที่มีอันจะกินก็ไม่รอด ถูกยึดทรัพย์แล้วส่งไปอยู่ในดินแดนไกลโพ้น

ในจีนมีการตั้งศาลประชาชนพิจารณาโทษของผู้ที่มีที่ดินมาก หรือที่เรียกว่า “เจ้าที่ดิน” และทำการประหารคนเหล่านี้ไปถึง 2 – 3 ล้านคน ในช่วงที่มีการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่เพื่อแจกจ่ายที่ดินให้ประชาชนได้ทั่วถึง ในเวียดนามการปฏิรูปที่ดินทำให้มีการประหารเจ้าที่ดินไปถึง 200,000 คน

นี่คือราคาที่ต้องจ่ายไปด้วยชีวิตของการสร้างสังคมที่คนทุกคนเท่ากัน แต่จริงๆ แล้วในประเทศคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีใครเท่ากัน และสังคมคนเท่ากันที่พวกเขาอยากจะสร้างขึ้นมายังพังทลายไม่เป็นท่าในเวลาไม่กี่สิบปีอีกด้วย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by VYACHESLAV OSELEDKO / AFP

แฟนโดราเอมอนทนไม่ไหว เรียกร้องแบนฉากชิซุกะอาบน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แฟนโดราเอมอนทนไม่ไหว เรียกร้องแบนฉากชิซุกะอาบน้ำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 19:00 น.แฟนโดราเอมอนทนไม่ไหว เรียกร้องแบนฉากชิซุกะอาบน้ำแฟนโดราเอมอนร้องเรียนฉากแอบดูชิซุกะอาบน้ำถือเป็นการละเมิดทางเพศ

การ์ตูนเรื่องโดราเอมอนเป็นการ์ตูนในดวงใจเด็กทั่วโลกมายาวนาน แต่เรามักเห็นฉากที่ “ชิซุกะ” หนึ่งในตัวละครเด็กผู้หญิงอาบน้ำและไม่ใส่เสื้อผ้า แม้ว่าฉากนั้นๆ จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเลยก็ตาม

ส่งผลให้ผู้ชมโดราเอมอนหลายคนทนไม่ไหวและเล็งเห็นถึงความไม่เหมาะสมในด้านการละเมิดทางเพศจึงมีการสร้างคำร้องบนเว็บไซต์ Change.org เพื่อเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องระงับการนำเสนอฉากในห้องน้ำเหล่านี้

คำร้องดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Midorino Mushima ความว่า

“พวกเราเคยเป็นเด็กที่ชื่นชอบการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน จนกระทั่งทุกวันนี้เราเป็นผู้ปกครองที่เปิดโดราเอมอนให้ลูกๆ ของเราดู เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมิตรภาพและความกล้าหาญจากการ์ตูนเรื่องนี้ และอยากจะสอนลูกให้ได้เรียนรู้สิ่งนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามมีบางฉากที่เป็นปัญหาในการ์ตูนเรื่องนี้คือฉากที่โนบิตะมักแอบดูชิซุกะอาบน้ำ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดทางเพศ อันจะก่อให้เกิดบาดแผลและความหวาดกลัวระยะยาวต่อเหยื่อ

เราคิดว่าการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ในการ์ตูนสำหรับเด็กจะเป็นการชี้นำการล่วงละเมิดทางเพศ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้พวกเราจึงขอเสนอข้อเรียกร้อง 5 ประการ ได้แก่

1. หากมีการผลิตผลงานชิ้นใหม่ โปรดอย่าใส่ฉากแอบดูผู้อื่นอาบน้ำ

2. หากนำเสนอเป็นภาพยนตร์ โปรดอย่าใส่ฉากโป๊เปลือยของตัวละครเพศหญิงรวมถึงชิซุกะ

3. หากนำเสนอในสื่อโทรทัศน์ โปรดหลีกเลี่ยงฉากแอบดูผู้อื่นอาบน้ำให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

4. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โปรดขึ้นคำเตือนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม

5. โปรดดำเนินการเช่นเดียวกันต่อการล่วงละเมิดทางเพศกรณีอื่นๆ เช่น การแอบดูใต้กระโปรง”

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวย้ำว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะแก้ไขผลงานของโดราเอมอนที่มีอยู่ แต่พวกเขาต้องการให้เจ้าของผลงานแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น

ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องการการสนับสนุนทั้งหมด 5,000 รายชื่อ ซึ่งขณะนี้สามารถรวบรวมได้ประมาณ 900 รายชื่อ พร้อมทั้งความเห็นสนับสนุนอีกมากมาย อาทิ “ไม่ควรมีฉากอาบน้ำในการ์ตูนสำหรับเด็ก” “ฉากดังกล่าวไม่มีความจำเป็นสำหรับโดราเอมอนเลย” และ “หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงฉากแบบนี้”

แทมมี ดักเวิร์ธ สว.มะกันเชื้อสายไทย หัวใจไม่พิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แทมมี ดักเวิร์ธ สว.มะกันเชื้อสายไทย หัวใจไม่พิการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 17:30 น.แทมมี ดักเวิร์ธ สว.มะกันเชื้อสายไทย หัวใจไม่พิการทำความรู้จัก แทมมี ดักเวิร์ธ นักการเมืองสหรัฐเชื้อสายไทย

1. ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เกิดเมื่อปี 1968 ที่กรุงเทพมหานคร พ่อของเธอเป็นทหารชาวอเมริกัน และแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ครอบครัวของเธอต้องโยกย้ายไปหลายประเทศตามหน้าที่การงานของพ่อทำให้เธอต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแต่ก็สื่อสารภาษาไทยได้

2. แทมมี ดักเวิร์ธ จบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย, ปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน และปริญญาเอกสาขาบริการประชาชนจากมหาวิทยาลัยคาเปลลา

3. เธอเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยสมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐอมเริกาเมื่อปี 1992 และเมื่อปี 2004 เธอได้เข้าร่วมรบในสงครามอิรัก ขณะนั้นเธอเป็นนักบินผู้ช่วยบนเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ค ถูกยิงระเบิดเข้าในเครื่องบริเวณที่เธอนั่งทำให้เธอบาดเจ็บที่แขนขวา และสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง ต้องนั่งรถเข็นและใช้ขาเทียมตั้งแต่นั้นมา

4. เหตุการณ์นั้นทำให้เธอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นักบินได้อีกแต่ยังคงรับราชการจนถึงปัจจุบันโดยเป็นทหารในสังกัดกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแห่งรัฐอิลลินอยส์เช่นเดียวกับสามีของเธอ

5. ภายหลังเธอหันมาโลดแล่นบนเส้นทางการเมืองสหรัฐ โดยได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตและสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นสตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์

6. ในปี 2009 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐ และปี 2012 เธอได้รับชัยชนะการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้เธอเป็นสตรีทุพพลภาพคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงเชื้อสายไทยคนแรกในประวัติศาสตร์

7. ชาวไทยหันมาจับจ้องไปที่ แทมมี ดักเวิร์ธ อีกครั้งหลังจากที่เธอมีส่วนร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐในการออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศไทย และเรียกร้องให้ผู้นำไทยฟังเสียงของประชาชน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา

8. การที่เธอออกมาพูดในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนชาวไทยจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงกลุ่มคนบางกลุ่มที่โจมตีถึงรูปร่างและความพิการของเธอ

9. อย่างไรก็ตาม แทมมี ดักเวิร์ธ ไม่ได้ย่อท้อต่อชะตาชีวิตของเธอโดยมองว่าเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำเนื่องจากมันทำให้เธอได้มองเห็นปัญหาหลายอย่างด้วยตนเองเช่นสวัสดิการที่คนพิการควรจะได้รับ

10. นอกจากนี้อดีตประธานาธิบดีโอบามาได้ยกให้เธอเป็น “ผู้หญิงแกร่งที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่”

photo by Chip Somodevilla/Getty Images/AFP

อดีตผบ.อวกาศอิสราเอลอ้าง เอเลี่ยนตกลงกับสหรัฐยังไม่พร้อมเปิดตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตผบ.อวกาศอิสราเอลอ้าง เอเลี่ยนตกลงกับสหรัฐยังไม่พร้อมเปิดตัว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 16:14 น.อดีตผบ.อวกาศอิสราเอลอ้าง เอเลี่ยนตกลงกับสหรัฐยังไม่พร้อมเปิดตัวอดีตผู้บัญชาการโครงการอวกาศของอิสราเอลอ้างว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงแต่ยังไม่พร้อมปรากฏตัวต่อชาวโลก

นิวยอร์กโพสต์รายงาน ฮาอิม อีเชด (Haim Eshed) อดีตผู้บัญชาการโครงการอวกาศของอิสราเอลให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อิสราเอลว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงแต่ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐว่าจะเก็บเป็นความลับจนกว่ามวลมนุษยชาติจะยอมรับพวกเขาได้

อีเชด อ้างว่ามนุษย์ต่างดาวขอไม่ให้ประกาศว่าพวกเขาอยู่ที่นี่เนื่องจากมนุษย์ยังไม่พร้อม การทดลองบนโลกรวมถึงฐานทัพลับของพวกเขาบนดาวอังคารจึงถูกปิดเป็นความลับ โดยรอให้มนุษยชาติมีการวิวัฒนาการไปไกลกว่านี้และมีความเข้าใจถึงอวกาศและยานอวกาศเสียก่อน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพวกเขามาอย่างสันติ

นอกจากนี้ยังได้อ้างถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐว่าครั้งหนึ่งทรัมป์ใกล้ที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ แต่มนุษย์ต่างดาวในสหพันธ์กาแล็กซีขอให้ใจเย็นลงก่อนเนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการให้มนุษย์ตื่นตกใจ

อีเชดให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐได้ลงนามกับมนุษย์ต่างดาวเพื่อดำเนินการทดลองต่างๆ บนโลกและทำความเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดของจักรวาลโดยต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือในฐานทัพบนดาวอังคารซึ่งอีเชดอ้างว่ามีนักบินอวกาศชาวอเมริกันได้เดินทางไปที่นั่นแล้ว

อีเชดยอมรับว่าทุกอย่างดูเหมือนนวนิยายวิทยาศาสตร์และใครๆ คงคิดว่าเขาคงเสียสติไปแล้ว แต่เขาการันตีด้วยใบปริญญาและรางวัลต่างๆ มากมายของเขา และเขายังเป็นที่ยอมรับในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในต่างประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกตามบันทึกลับสุดยอดของสหรัฐ ในขณะให้สัมภาษณ์ในรายการเดอะ เลท โชว์ ขณะที่สตีเฟ่น โคลแบร์ พิธีกรรายการพูดทีเล่นทีจริงว่านี่เท่ากับว่าเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงโดยปริยาย

AFP PHOTO / FREDERIC J. BROWN

ประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีน ประเทศจนเสี่ยงหมดโอกาสใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีน ประเทศจนเสี่ยงหมดโอกาสใช้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 14:33 น.ประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีน ประเทศจนเสี่ยงหมดโอกาสใช้มีแนวโน้มว่าประชากรในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากจะไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากประเทศร่ำรวยกักตุนไปจนหมด

บีบีซีรายงาน กลุ่มพันธมิตรวัคซีนเพื่อประชาชน (The People’s Vaccine Alliance) กล่าวว่าประเทศที่ร่ำรวยกำลังกักตุนวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาซึ่งจะทำให้มีประเทศที่มีรายได้น้อยเกือบ 70 ประเทศได้รับวัคซีนเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้น

จากการวิเคราะห์ของพวกเขาพบว่าประเทศร่ำรวยได้ซื้อวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอต่อการฉีดให้กับประชากรทั้งประเทศถึง 3 ครั้งหากวัคซีนได้รับการอนุมัติ

ยกตัวอย่างเช่น แคนาดาซึ่งสั่งซื้อวัคซีนในปริมาณที่สามารถปกป้องชาวแคนาดาได้ถึง 5 ครั้ง และแม้ว่าประเทศที่ร่ำรวยจะมีจำนวนเพียง 14% ของประชากรโลก แต่พวกเขามีแนวโน้มที่จะซื้อวัคซีนมากที่สุดถึง 53%

ทางองค์กรเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนทุกแห่งแบ่งปันเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายวัคซีนได้มากขึ้นหลายพันล้านโดสสำหรับทุกคนที่ต้องการวัคซีน

แอนนา มาร์ริออต ผู้จัดการนโยบายสุขภาพของออกซ์แฟมกล่าวว่า “ไม่ควรมีใครถูกปิดกั้นไม่ให้รับวัคซีนช่วยชีวิตเพียงเพราะเขาอาศัยอยู่ในที่ที่มีเงินน้อย และถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกจะยังไม่ได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในอีกหลายปีข้างหน้า”

โดยขณะนี้ออกซ์ฟอร์ดและแอสตราเซเนกา (Oxford-Astrazeneca) จะให้คำมั่นว่าจะจัดหาวัคซีนให้กับผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาโดยไม่หวังผลกำไร และกำลังดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการเข้าถึงวัคซีนทั่วโลกอย่างยุติธรรม รวมถึงยังมีโครงการโคแวกซ์ (COVAX) เพื่อให้มีวัคซีน 700 ล้านโดสเพื่อแจกจ่ายวัคซีนระหว่าง 92 ประเทศ

อย่างไรก็ตามองค์กรต่างๆ รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, ออกซ์แฟม และโกลบอล จัสติส มองว่าวัคซีนยังคงไม่เพียงพอและบริษัทผู้ผลิตควรแบ่งปันเทคโนโลยีของตนเพื่อให้แน่ใจว่ามีการผลิตในปริมาณมากขึ้น

รวมทั้งขณะนี้วัคซีนจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ได้รับการอนุมัติในสหราชอาณาจักรแล้วและมีแนวโน้มว่าจะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในเร็วๆ นี้ หมายความว่าอาจต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่จะมีการแบ่งปันกับประเทศที่ยากจนกว่า

Photo by Frank Augstein / POOL / AFP

Apple เปิดตัว AirPods Max ครั้งแรกของเฮดโฟนไร้สาย ค่าตัวสูงลิ่ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Apple เปิดตัว AirPods Max ครั้งแรกของเฮดโฟนไร้สาย ค่าตัวสูงลิ่ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.Apple เปิดตัว AirPods Max ครั้งแรกของเฮดโฟนไร้สาย ค่าตัวสูงลิ่วเปิดตัว AirPods Max หูฟังครอบหูรุ่นแรกของ Apple ด้วยราคา 19,900 บาท!

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. แอปเปิล (Apple) เปิดตัว “แอร์พอดส์ แม็กซ์” (AirPods Max) หูฟังครอบหูหรือเฮดโฟนแบบไร้สายตัวแรกของแอปเปิล สนนราคาอยู่ที่ 19,900 บาท ซึ่งค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับหูฟังรุ่นอื่นๆ ของแอปเปิล

แต่อย่างไรก็ตามแอร์พอดส์ แม็กซ์นี้อาจคุ้มค่าสำหรับใครหลายคน เนื่องจากมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมาย โดยแอปเปิลรับประกันคุณภาพเสียงที่คมชัด พร้อมทั้ง EQ แบบปรับแต่งได้ ประกอบด้วยชิพหูฟัง H1 และในแต่ละด้านของหูฟังมีแกนประมวลผลเสียงถึง 10 แกน ซึ่งมีอัตราการทำงานถึง 9 ล้านครั้งต่อ 1 วินาที พร้อมซอฟต์แวร์พิเศษที่ปรับแต่งมาเพื่อแอร์พอดส์ แม็กซ์โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน โหมดฟังเสียงภายนอก และระบบเสียงตามตำแหน่ง อีกทั้งดีไซน์แปลกใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานอย่างสะดวกสบาย

ด้านพลังงานแบตเตอรี แอปเปิลเคลมว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 20 ชั่วโมง และยังมาพร้อมกับสมาร์ทเคสและโหมดประหยัดแบตเตอรีอีกด้วย

แอร์พอดส์ แม็กซ์มีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สเปซเกรย์ เงิน เขียว สกายบลู และชมพู โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ธ.ค. นี้

แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี ‘วันเฉลิม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี ‘วันเฉลิม’ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 11:10 น.แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี 'วันเฉลิม'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนกรณีหายตัวของวันเฉลิม หลังคดีล่าช้าไม่คืบหน้า

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เร่งทางการกัมพูชาเพิ่มความพยายามในการสอบสวนอย่างรอบด้านและไม่ลำเอียงในกรณีหายตัวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจากไทย

ยามินี มิชรา ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่าการสอบสวนคดีเป็นไปอย่างล่าช้าและดูเหมือนว่าหลักฐานสำคัญจะถูกเพิกเฉย ทางการกัมพูชาต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังดำเนินการอย่างน่าเชื่อถือมิเช่นนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าท่ผ่านมาทางการได้ดำเนินการโดยสุจริตตามมาตรฐานการสอบสวนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (CED) ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีหรือไม่

มิชรา ยังกล่าวว่า “ทางการกัมพูชาต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเต็มที่เกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนต่อครอบครัวของวันเฉลิม ซึ่งจากคำตอบของทางการกัมพูชาที่มอบให้กับองค์การสหประชาชาติชี้ว่า พวกเขาอาจได้ซักถามพยานสำคัญที่ปรากฏตัวในภาพกล้องวงจรปิด ที่ถ่ายไว้ได้ขณะที่เกิดการลักพาตัววันเฉลิมแล้ว พวกเขาจึงต้องจัดให้มีการคุ้มครองพยานทุกคนอย่างเหมาะสมเพื่อคุ้มครองพยาน”

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหาในการสืบสวนสอบสวนครั้งนี้ โดยให้เปิดเผยข้อมูลเบาะแสหรือที่อยู่ของวันเฉลิมโดยทันที ให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อวันเฉลิมและครอบครัวของเขา

โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม สิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิมเข้าให้การต่อศาลแขวงกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนของทางการกัมพูชาในคดีนี้

ทั้งนี้ วันเฉลิม วัย 37 ปี ถูกบุคคลไม่ทราบชื่อลักพาตัวไปจากอพาร์ตเมนต์ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นวันเฉลิมถูกออกหมายจับโดยทางการไทยจากการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม กว่า 6 เดือนที่ผ่านมาทางการกัมพูชาได้เผยความคืบหน้าของคดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแม้จะมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดเผยต่อสาธารณชนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบเบาะแสเพิ่มเติมของวันเฉลิม

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

‘เลือดแมงดาทะเล’ ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘เลือดแมงดาทะเล’ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 09:32 น.'เลือดแมงดาทะเล'ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้านเลือดแมงดาะเลมีส่วนสำคัญในการผลิตวัคซีนโควิด-19 แต่เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรทั่วโลกต้องใช้แมงดาทะเลจำนวนมาก

เลือดแมงดาทะเล มีสีฟ้าสดใส ประกอบด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญซึ่งไวต่อแบคทีเรียที่เป็นพิษเป็นพิเศษ เมื่อเซลล์เหล่านี้พบกับแบคทีเรียที่บุกรุกเข้ามาพวกมันจะจับตัวเป็นก้อนรอบๆ และปกป้องร่างกายส่วนอื่นๆ ของแมงดาทะเลจากสารพิษ

นักวิทยาศาสตร์จึงใช้เซลล์เม็ดเลือดที่ชาญฉลาดเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสารสกัด Limulus Amebocyte Lysate (LAL) ซึ่งช่วยตรวจสอบการปนเปื้อนของวัคซีนหรือเครื่องมือทางการแพทย์ว่าปลอดภัยจากการปนเปื้อนหรือไม่ โดยเทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1970

รวมถึงขณะนี้ที่โลกกำลังเร่งหาวัคซีนที่ปลอดภัยเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่ระบาดไปทั่วโลก มีการทดสอบวัคซีนมากกว่า 100 ชนิด ทีมวิจัยจำนวนมากจากทั่วโลกก็เลือกใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดสอบวัคซีนเหล่านั้น และเนื่องจากต้องฉีดวัคซีนให้กับผู้คนนับล้านในระยะเวลาอันสั้น แมงดาทะเลจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19

แต่ราคาของมัน “โคตรแพง” เพราะตกแกลลอนละถึง 60,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1,801,110 บาท!

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเลือดของแมงดาทะเลจะเป็นกุญแจสำคัญของวัคซีนโควิด-19 แต่การทำเช่นนี้ระบบนิเวศอาจได้รับผลกระทบ โดยในแต่ละปีมีแมงดาทะเลจำนวนมากถูกจับไปที่ห้องแล็บและรีดเลือดออกมาเพื่อใช้ในการทดลอง

วิน วัตวัน ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยามหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ ระบุว่าแมงดาทะเล 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์จะอ่อนแอและตายลงภายในไม่กี่วันหลังจากถูกดูดเลือดออกไป

นักรณรงค์หลายคนจึงเรีกร้องให้หยุดการใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดลองโดยกล่าวว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันแมงดาทะเลในสหรัฐถูกมองว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเป็นทางการแล้ว

ในขณะที่บริษัทผลิตยาหลายแห่งมองว่าขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถนำมาใช้แทนเลือดแมงดาทะเลได้จึงต้องใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดลองต่อไป เช่นเดียวกับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ก็ยังคงต้องใช้เลือดแมงดาทะเลเพื่อให้ประชากรหลายล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีน

ดร. บาร์บาร่า บรัมเมอร์ หนึ่งในทีมอนุรักษ์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่ากำลังพยายามผลักดันอีกครั้งเพื่อที่จะให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนหันไปใช้ตัวเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแหล่งธรรมชาติเหล่านี้

บรัมเมอร์กล่าวว่า บริษัทผู้ผลิตวัคซีนอย่างน้อย 30 แห่งต้องผ่านกระบวนการทดสอบวัคซีนโดยใช้เลือดแมงดาทะเล พร้อมแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อจำนวนแมงดาทะเลที่เหลืออยู่เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ

สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 21:23 น.สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทยเวียดนามกำลังไล่ตามไทย แต่ไทยก็ไปไกลแล้วเหมือนกัน แต่ใครจะเดินหน้าอย่างมั่นคงกว่ากัน?

ผู้เขียนเดินทางไปเวียดนามครั้งล่าสุด 2 ปีก่อน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปเวียดนามแต่เป็นครั้งแรกที่ไปนครโฮจิมินห์ ถึงแล้วก็พอใจในความร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ราวป่าดงพงไพรที่ปล่อยให้สูงชลูดไม่ได้กุดให้เตี้ยแล้วเตี้ยอีกเหมือนบ้านเรา (สมกับชื่อเดิมของนครโฮจิมินห์คือเมืองไพรนคร)

นครโฮจิมินห์ไม่ใช่พงไพรอีก เป็นนครใหญ่ที่มีผังเป็นระเบียบ ตึกสูงเหมือนจะหนาแน่นมากหากเทียบกับกรุงเทพ สภาพค่อนข้างสะอาด และเต็มไปด้วยพลังของคนหนุ่มสาว เห็นแล้วก็รู้สึกดีใจที่เวียดนามมีพลังแห่งการเติบโต ต่างจากไทยที่เดี๋ยวสะดุดแล้วสะดุดอีก

แต่ไทยก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ เดินแบบเงียบๆ แต่เร็ว จนกระทั่งคนไทยด้วยกันเองไม่ทันสังเกต

ช่วงนั้นผู้เขียนเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านบ่อยๆ สิ่งที่เห็นชัดคือพวกตึกระฟ้าผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด แทรกอยู่กลางเมืองที่ซอมซ่อและถนนที่ย่ำแย่ เวียดนามถือว่า “ดูดีที่สุดแล้ว” แต่ที่อื่นๆ ยังห่างไกลกับคำว่าคุณภาพชีวิตที่ “โอเค” เพราะสาธารณูปโภคพื้นฐานยังแย่

แต่เรามักจะเอาพวกตึกสูงตึกสวยหรืออะไรที่มันฉาบฉวยของเพื่อนบ้านมาบลั๊ฟไทยด้วยกันเอง อย่างเช่น ตอนนี้มีการแชร์ภาพของฮาลองเบย์ที่โมเดิร์นและสะอาดสะอ้าน คนไทยเห็นแล้วตาโตคิดว่าเวียดนามล้ำไทยไปไกลแล้ว

ดูแล้วก็ทดท้อใจกันว่าไทยทำไมไม่พัฒนาสักที ปล่อยให้เพื่อนบ้านไปถึงไหนแล้ว ผมอ่านแล้วท้อใจเหมือนกันว่าอยู่เมืองไทยแท้ๆ ทำไมไม่เห็นว่าเราพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน พัฒนาแบบที่เพื่อนบ้านในระดับเดียวกัน (ไม่ใช่เวียดนาม) ยังทึ่ง

แน่นอนว่าผู้เขียนไม่ได้พูดถึงผลงานของรัฐบาลนี้ แต่พูดถึงสายธารของการพัฒนาชาติที่ต่อเนื่องทั้งๆ ที่เรา “วิวาทกันเอง” ไม่หยุดหย่อน

จนผู้เขียนคิดว่าบ้านเราคงมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองแล้ว คือพัฒนาก็พัฒนาต่อไป การเมืองจะถูกลู่ถูกังแค่ไหนก็ไม่สน

ช่วงนี้ผู้เขียนเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ได้เห็นกับตาว่าจังหวัดต่างๆ มีสภาพเป็นแบบไหน บอกได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเราดีมาก หลายจังหวัดสะอาดสะอ้านจนอยากจะย้ายไปอยู่ บางจังหวัดก็รกและรุงรัง แต่ก็ดูมีความหวังกับโครงการก่อสร้างต่างๆ นานา

บางทีถึงจะไม่อลังการอย่างภาพฮาลองเบย์ที่แชร์ๆ กัน แต่ก็พัฒนาสมฐานะ ไม่เว่อร์วังจนดูรักษาลำบาก และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้วย

ฮาลองเบย์ที่เห็นสวยๆ นั้นมีปัญหาเรื่องมลพิษและการพัฒนาเกินขอบเขต ภาพที่เห็นงามในตอนนี้ อนาคตอาจกลายเป็นยาพิษได้ ซึ่งเหมือนไทยเราก็ต้องสำเหนียกไว้ด้วยกับการท่องเที่ยวที่หนักข้อจนทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผู้เขียนไม่ได้อิจฉาเพื่อนบ้าน แต่เป็นห่วง และคิดเสมอว่าอยากให้เพื่อนบ้านเจริญทัดเทียมบ้านเรา เพราะเมื่อเราเจริญเท่ากัน เมื่อนั้นก็ไม่ต้องแข่งกันอีก แต่จะช่วยกันแข่งเพื่อภูมิภาค

วันหนึ่งตอนที่ไปพนมเปญ ผู้เขียนยังนึกอยากให้วันหนึ่งเรามีการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกัน นั่งรถความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ถึงกัมพูชา และโฮจิมินห์แค่ไม่กี่ชั่วโมง มันจะเป็นอะไรที่วิเศษมาก การเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงานจะสะดวกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้อาเซียนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มีพลวัตการพัฒนาที่แข็งแกร่ง

เทียบกับอาเซียนภาคหมู่เกาะแล้ว อาเซียนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มีความได้เปรียบกว่ามาก เพราะมีแผ่นดินเชื่อมต่อกัน ทำให้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งได้ดีกว่า

แต่ตอนนี้แม้รถไฟฟ้าในโฮจิมินห์เองก็ยังมีปัญหา ที่ฮานอยสร้างมาจะสิบปีแล้วไม่เสร็จสักที

สื่อบางแห่งบอกว่า โครงการรถไฟฟ้าของฮานอยกับโฮจิมินห์มีปัญหาเรื่อง “การวางแผนของภาครัฐและการปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นี่คือเรื่องที่ซีเรียสมาก แสดงว่าประสิทธิภาพของรัฐบาลเวียดนามไม่น่าไว้ใจ เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ไปไหนเสียที มีแต่การแต่งเมืองให้สวย (ซึ่งก็สวยจริง)

อดคิดไม่ได้ว่าขณะที่เวียดนามกำลังแต่งหน้าให้กับเมืองต่างๆ นั้น โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหน้าตาที่แท้จริงถูกทิ้งให้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียอย่างนั้น

แต่เมื่อดูตัวเลขการลงทุนด้านนี้แล้วกลับคนละเรื่องกันเลย

เพราะเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศในเอเชียที่มีอัตราการลงทุนสูงสุดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภาครัฐและเอกชนของเวียดนามมีอัตราเฉลี่ย 5.7% ของ GDP ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ในอันดับรองจากจีนที่ 6.8% และยังสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ต่ำกว่า 3% ขณะที่มาเลเซียและไทยต่ำกว่า 2%

ต้องถามว่าลงทุนกันขนาดนี้แล้ว ทำไมเวียดนามจึงยังมีปัญหาอยู่อีก? คำตอบก็คือการคอร์รัปชั่นและการมีรัฐบาลผูกขาดพรรคเดียว พูดภาษาคอมมิวนิสต์ก็คือ “รัฐบาลเผด็จการของชนชั้นแรงงาน”

การมีรัฐบาลเผด็จการมีข้อได้เปรียบคือถ้ามันดีมันจะสั่งการได้รวดและมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสียคือตรวจสอบได้ยาก เล่นพรรคเล่นพวกง่าย ตัวอย่างก็คือจีน ซึ่งปกครองโดย “รัฐบาลเผด็จการของชนชั้นแรงงาน” เช่นกัน มีระบบการสั่งการและลงมือทำที่รวดเร็ว สั่งนกได้นก สั่งม้าได้ม้า

แต่ปัญหาคือเมื่อคุณมีระบบที่มีแต่พวกเดียวกันเอง โอกาสที่จะเล่นพรรคเล่นพวกและกินนอกกินในมีสูงมาก จีนยุคก่อนสีจิ้นผิงจึงเรื้อรังไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น กินกันสะบั้นหั่นแหลก แม้แต่การกินเลี้ยงในร้านอาหารธรรมดาๆ ก็เป็นการจ่ายใต้โต๊ะรูปแบบหนึ่ง

เดชะบุญที่รัฐบาลจีนสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพและระดับนำก็ทำงานขันแข็งเพราะมีระบบการประเมินผลงานที่รัดกุม หากไม่มีระบบนี้จีนคงจะพังพินาศเพราะการคอร์รัปชั่นเป็นแน่

แต่เวียดนามไม่ได้มีระบบที่รัดกุมเหมือนจีน ผลก็คือเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นรุนแรง

แต่ในที่สุดเวียดนามก็เริ่มขยับ เมื่อปีที่แล้วประธานาธิบดี “เหงียน ฟู้ จ่อง” เดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างการคอร์รัปชั่น โดยคนแรกที่โดนคือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งนครโฮจิมินห์และสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) คือ “เล แทง ไห่” คนต่อมาคือ “หวง จุง ไห่” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกรุงฮานอยและสมาชิกกรมการเมืองอีกคนหนึ่ง

โปรดสังเกตว่าทั้ง 2 คน คือคนที่คุมเมืองที่สำคัญอันดับที่ 1 และ 2 ของประเทศ เป็นเมืองที่เป็นหัวใจของชาติและพัฒนาอย่างรวดเร็วแต่ก็มีปัญหาคาราคาซังเช่นกัน (หนึ่งในนั้นคือปัญหารถไฟฟ้าที่ไม่เสร็จสักที)

แต่ในขณะที่สีจิ้นผิงแห่งจีน “เชือด” สมาชิกพรรคที่ออกนอกลู่นอกทาง ผู้นำเวียดนามกลับแค่ให้ใบเหลือง และยังมีสมาชิกพรรคอีกกว่าครึ่งแสนที่โดนลงโทษทางวินัยเท่านั้น ไม่ได้ถูกเล่นงานหนักเท่ากับที่จีน อย่างไรก็ตามมีบางคนถูกลงโทษหนักเช่นกัน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการ “ลงโทษทางวินัย” คนในพรรค ปรากฎว่ามีผลการสำรวจความเห็นชาวเวียดนามโดย VCB-2019 พบว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นความกังวลอันดับที่ 4 ของชาวเวียดนามรองจาก ความยากจน ความปลอดภัยด้านอาหาร และอาชญากรรม/ความมั่นคง และคนกังวลเรื่องคอร์รัปชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ปรากฎว่าผลสำรวจประชาชนชี้ไปที่ตำรวจจราจรว่าเป็นกลุ่มที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุด ตามด้วยตำรวจทั่วไป ตามด้วยเจ้าหน้าที่สรรพากร ตามด้วยเจ้าหน้าที่รัฐบาล และตามด้วยสำนักประธานาธิบดี/นายกรัฐมนตรี

ผู้เขียนเชื่อว่าหากเวียดนามเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย กราฟนี้จำพลิกไปทางตรงกันข้าม เพราะนักการเมืองจะมาเป็นอันดับแรก

แต่เมื่อเทียบกับไทยแล้ว เวียดนามยังดีกว่า โดยเวียดนามมีระดับคอร์รัปชั่นที่ 96 จาก 180 ประเทศ ส่วนไทยอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ

เมื่อดูกราฟระยะหลายๆ ปี ยิ่งจะเห็นชัดคะแนนการจัดการคอร์รัปชั่นของเวียดนามเคยอยู่ที่คะแนน 31 เต็ม 100 ระหว่างปี 2012 – 2015 แล้วขึ้นๆ ลงๆ จากนั้นถึงปี 2019 ก็พุ่งพรวดมาอยู่ที่ 37

ขณะที่ไทยมีคะแนนขึ้นๆ ลงๆ 35 – 38 ระหว่างปี 2012 – 2019 กราฟจึงเหมือนฟันปลา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หวังไกลกับเขาไม่ได้

ตอนนี้เราจะเห็นว่าเวียดนามเหนือกว่าไทยอยู่ 2 เรื่องคือ จริงจังในการกวาดล้างคอร์รัปชั่น “พอสมควร” ขณะที่ไทยไม่มีความจริงจังที่เป็นรูปธรรม อีกเรื่องคือเวียดนามรู้ตัวว่าขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานจึงเร่งลงทุนในด้านนี้มากที่สุดในอาเซียน แม้จะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่อย่างน้อยเวียดนามยังรู้ปัญหา

โอกาสที่เวียดนามจะไล่ตามไทยทันจึงอยู่ที่เวียดนามจะแก้ปัญาคอร์รัปชั่นได้ และเมื่อแก้คอร์รัปชั่นได้แล้ว การใช้เงินลงทุนพัฒนาประเทศก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสที่จะดีไม่น้อยไปกว่าไทยก็จะมากขึ้น แต่จะเร็วขึ้นด้วย ขณะที่ไทยเราไม่ได้นิ่งแต่พัฒนาแบบเนิบๆ

แต่ความเนิบของไทยก็มีข้อดีตรงที่มันทำให้เราเดินอย่างมั่นคง ไม่ก้าวกระโดดในเรื่องที่ไม่ควรทำ เรื่องไม่ควรทำอย่างหนึ่งของเวียดนามก็คือการผลักดัน Vietnamese Grand Prix ให้เวียดนามเป็นปลายทางแห่งใหม่โลกในการแข่ง F1

เวียดนามเตรียมสนามอย่างเร่งด่วนโดยใช้ท้องถนนบางส่วนในกรุงฮานอยนั่นเองโดยหวังจะเดินตามรอย Singapore Grand Prix และมีกำหนดจะจัดในเดือนเมษายนปีนี้ แต่แล้วก็เจอพิษโควิดจนต้องเลื่อน แล้วก็พยายามจะดึงดันจัดขึ้นมาอีกหลังจากเวียดนามคุมโควิด “ค่อนข้างเอาอยู่” โดยมีแผนจะจัดในปีหน้า แต่แล้วแผนก็พับไปอีกอย่างไม่มีกำหนด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเวียดนามเจอการระบาดอีกรอบช่วงสั้นๆ และโลกภายนอกเขายังระบาดกันอยู่ด้วย

แต่ปัญหาหลักที่ทำให้มันเลื่อนไปแบบไม่มีกำหนดคือ “เหงวียน ดึ๊ก ชุง” ประธานกรรมาธิการประชาชนแห่งกรุงฮานอยและนายพลในกองทัพผู้เป็นสนับสนุนหลักถูกจับกุมฐานคอร์รัปชั่น

ต่อให้เวียดนามเดินหน้าจัด Vietnamese Grand Prix ได้โอกาสที่มันจะอยู่ยงคงกระพันก็มีน้อยมาก ออกจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากวัดจากประสบการณ์การจัด Grand Prix ในเอเชียหลายแห่งตั้งแต่มาเลเซีย อินเดีย ไปจนถึงเกาหลีที่ล้มไปเพราะคนไม่มาดู มีปัญหากับภาครัฐ และต้นทุนสูงเกินเหตุ ที่ยังรอดและฮิตอยู่ได้คือ Singapore Grand Prix (และยังมีจัดที่จีนกับญี่ปุ่นด้วย)

โดยรวมแล้วการจัด F1 ในเอเชียไม่ค่อยคุ้มค่าทางการเงิน มาลเซียที่เคยมี F1 เป็นที่เชิดหน้าชูตาใครๆ ในอาเซียนมานานหลายสิบปียังทำท่าจะไม่รอด รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬาในขณะนั้นยังกล่าวว่า “ต้นทุนสูงเกินไป รายได้คืนมาจำกัด”

ส่วนจีนที่มีปัญหาเรื่องไม่คุ้มทุน แต่รัฐบาลยังช่วยอุดหนุนให้จัดต่อไปเพราะมันช่วยปูทางให้กับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ เช่น การเป็นหุ้นส่วนของอุตสาหกรรมอะไหล่ยนต์กับทีม F1 ต่างๆ (สนามแข่งยังตั้งอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ด้วย)

ถามว่าเวียดนามมีเป้าหมายแบบจีนหรือไม่?

หากไม่มองไปถึงจุดนั้นการแข่ง F1 ยังเป็นของฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับฮานอย เมืองที่พัฒนารถไฟฟ้าไปไม่ถึงไหนและลากยาวมาเกือบ 10 ปีแถมสภาพถนนในเมืองก็ไม่ได้ดีอะไรมาก ควรที่เวียดนามจะหันมาพัฒนาฮานอยให้น่าอยู่กกว่านี้ก่อนเหมือนสิงคโปร์ แทนที่จะตามสิงคโปร์ในเรื่องที่ไม่ควรจะตาม

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ประเทศไทยไม่ควรทำ คือการนำเงินไปในเรื่องเกินตัว

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 20:02 น."หยวนดิจิทัล" มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับจีนค่อยๆ ทดลองเงินดิจิทัลที่ทางการให้การรับรอง เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการใช้จายที่ไร้เงินสด

1. เงินหยวนดิจิทัลหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของจีนที่จะก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด

2. แต่หยวนดิจิทัลแตกต่างจากบิทคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ตรงที่เงินสกุลนี้ออกและสนับสนุนโดยธนาคารกลางของประเทศและได้รับการออกแบบให้เป็นสกุลเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล

3. จีนได้เริ่มใช้บ้างแล้วโดยเมืองเซินเจิ้นเปิดตัวการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลรุ่นเบต้า (รุ่นทดสอบจำนวนจำกัด) กับประชาชนราว 50,000 คนครั้งแรกของประเทศในเดือนตุลาคมโดยแจกผ่านการสุ่มโดยล็อตเตอรี่

4. ปรากฎว่าระหว่างการทดลองใช้สกุลเงินดิจิทัลของจีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ได้ผลน่าพอใจ ผู้บริโภคกว่า 47,000 คนในเขต หลัวหูของเซินเจิ้นใช้จ่ายเงิน 8.8 ล้านหยวน มีธุรกรรม 62,788 ครั้ง

5. ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองซูโจวกล่าวจะแจกเงินดิติทัลจำนวน 20 ล้านหยวนให้กับประชาชน 100,000 คนโดยใช้วิธีคัดเลือกผ่านล็อตเตอรี่เช่นกัน โดยจะได้คนละ 200 หยวน

6. ผู้ชนะล็อตเตอรีจะได้รับอั่งเปาออนไลน์ผ่านแอป Digital Renminbi ที่จัดทำขึ้นโดยรัฐบาลซึ่งยังไม่มีให้ดาวน์โหลด แต่ผู้ชนะจะสามารถเข้าถึงได้

7. การทดลองแจกอั่งเปาเงินดิจิทัลครั้งนี้เล็งที่จะให้ประชาชนได้ใช้กับเทศกาลช็อปปิ้ง 12/12 (วันที่ 12 ธันวาคม) โดยจะใช้ได้จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม มีร้าน 10,000 แห่งจะเข้าร่วมการทดลองใช้ด้วย

8. JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนจะร่วมโครงการนี้ด้วย และต่อมา JD.com ประกาศว่าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งแรกที่รับเงินดิจิทัลนี้

9. หยวนดิจิทัลมีจุดแข็งตรงที่มันคือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งไม่เหมือนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่ไม่ได้อิงกับธนาคารกลาง เช่น Libra ที่ออกโดยเฟซบุ๊ค

10. ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS อันเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เป็นหุ้นส่วนเผยว่า 80% ของธนาคารกลางทั่วโลกโลกเริ่มหันมาจับและวิจัยศักยภาพของ CBDC แล้ว

AFP PHOTO / China OUT