โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 รายชาวอินเดียกว่า 400 คนในรัฐอานธรประเทศล้มป่วยปริศนา แพทย์เร่งหาสาเหตุ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน ชาวอินเดียหลายร้อยคนในรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) ทางตอนใต้ของอินเดียล้มป่วยปริศนาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

โดยชาวอินเดียกว่า 400 คนกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในรัฐอานธรประเทศ หลายคนมีอาการชัก คลื่นไส้ และหมดสติ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คนจากการติดเชื้อปริศนา

กีตา ปราซาดินี ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขในรัฐอานธรประเทศเผยว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 45 ปี และได้มีการนำตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของโรคต่อไป

ทางการอานธรประเทศแถลงเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ว่ายังไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและผู้คนทุกกลุ่มอายุมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อดังกล่าว

รวมถึงกระทรวงสาธารสุขของอินเดียเปิดเผยว่าจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ 3 คนเพื่อตรวจสอบการระบาดของโรค

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบแหล่งน้ำ 20 แห่งในเมืองงออลเลอรุม (Eluru) ซึ่งมีรายงานการระบาดครั้งแรกรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้รัฐอานธรประเทศยังเป็นหนึ่งในรัฐที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุดในอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วกว่า 800,000 คนในรัฐอานธรประเทศ

หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม. – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม.หนุ่มอิตาลีแหกเคอร์ฟิวเดินออกจากบ้านไกล 450 กม. หวังหวังสงบสติอารมณ์หลังทะเลาะกับภรรยา

สำนักข่าวอินดิเพนเดนท์รายงาน ชายชาวอิตาลีวัย 48 ปี โมโหทะเลาะกับภรรยาตัดสินใจเดินเป็นระยะทาง 450 กม. เป็นเวลา 1 สัปดาห์หวังสงบสติอารมณ์ก่อนจะถูกตำรวจควบคุมตัว

ชายคนดังกล่าวเดินเท้าจากโคโม เมืองทางตอนเหนือของอิตาลีติดกับชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังฟาโน เมืองเล็กๆ บนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 280 ไมล์หรือราว 450 กม.

ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชายคนดังกล่าวเมื่อเวลา 2.00 น. เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวของอิตาลี โดยชายคนดังกล่าวมีอาการเหนื่อยล้าพร้อมรับสารภาพว่าเขาเพียงแค่เดินออกจากบ้านเพื่อสงบสติอารมณ์โดยไม่รู้เลยว่าเดินมาไกลแค่ไหน ซึ่งเขาเดินโดนเฉลี่ยประมาณ 60 กม. ต่อวัน โดยเขาได้รับอาหารจากคนแปลกหน้าในระหว่างทาง ภายหลังสอบสวนภรรยาของเขาพบว่าชายคนดังกล่าวหายออกจากบ้านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยชายคนดังกล่าวได้รับคำสั่งให้จ่ายค่าปรับ 400 ยูโรเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอก 2 ซึ่งมีกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 5.00 น.

ชายคนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นฟอร์เรสท์ กัมพ์แห่งอิตาลี โดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอิตาลีตั้งคำถามว่าหากไม่มีการจับกุมเสียก่อนชายคนนี้จะไปลงเอยที่ใด

คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19หญิงอังกฤษวัย 90 ปีเป็นคนแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค

สำนักข่าวสกายนิวส์ รายงาน มาร์กาเรต คีแนน วัย 90 ปี เป็นคนแรกของโลกที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาในโครงการสร้างภูมิคุ้มกันที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร นอกเหนือจากอาสาสมัครทดลองวัคซีน หลังจากที่สหราชอาณาจักรได้อนุมัติให้ฉีดวัคซีนกับประชาชนทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติวัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ให้ใช้ในกลุ่มประชาชนทั่วไป

โดยคีแนนได้รับวัคซีนในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 6.31 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในโคเวนทรีโดยพยาบาลเมย์ พาร์สันส์

คีแนนกล่าวว่า “การได้รับวัคซีนเป็นคนแรกถือเป็นสิทธิพิเศษและของขวัญวันเกิดล่วงหน้าที่ดีที่สุดที่ฉันปรารถนา” เพราะเธอจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่หลังจากที่ต้องอยู่คนเดียวมาเกือบทั้งปี พร้อมกล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลเธอเป็นอย่างดี

คีแนนยังฝากถึงคนอื่นๆ ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนว่า “คำแนะนำของฉันที่อยากจะมอบให้แก่ผู้ที่จะได้รับวัคซีนคือ “ฉีดมัน” ถ้าฉันสามารถรับการฉีดวัคซีนในวัย 90 ปีได้คุณก็สามารถรับได้เช่นกัน”

พยาบาลพาร์สันส์กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นคนแรกในประเทศที่ส่งมอบวัคซีนให้แก่ผู้ป่วย ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่ทำงานในระบบสาธารณสุขสหราชอาณาจักร (NHS) นั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเราทุกคนแต่ตอนนี้รู้สึกราวกับมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”

แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักรเผยว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีการกระจายวัคซีนให้แก่โรงพยาบาลหลายสิบแห่งซึ่งเรียกว่า “V-Day” โดยมอบให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปและผู้ดูแลเป็นกลุ่มแรก

ด้านบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “การอนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) สำหรับใช้ในสหราชอาณาจักรถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19 แต่ทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมไวรัสอย่างเคร่งครัด”

ทั้งนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจกรได้รับวัคซีนจำนวน 40 ล้านโดสจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งเผยว่ามีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันไวรัสโคโรนาและใช้ได้กับทุกกลุ่มอายุ

ขณะนี้ประเทศไทยได้ทำการสั่งจองและจัดซื้อวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งจะสามารถจัดหาวัคซีนได้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยนพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติกล่าวว่าประเทศไทยคาดว่าจะได้ใช้วัคซีนภายในกลางปีหน้า

Photo by Jacob King / POOL / AFP

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 14:11 น.เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรกพลเอกลอยด์ ออสติน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมผิวดำคนแรกของสหรัฐ

1. สื่อต่างประเทศหลากหลายแหล่งรายงานว่า โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐได้ตัดสินใจเลือกพลเอกลอยด์ ออสติน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐ ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งออสตินจะเป็นคนผิวดำคนแรกที่เป็นผู้นำกระทรวงกลาโหมหากได้รับการรับรองจากวุฒิสภา

2. ออสตินมีประสบการณ์ทำงานในเพนตากอนมายาวนานและยังเคยทำงานร่วมกับไบเดนอย่างใกล้ชิดในสมัยที่ไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี และออสตินยังเคยดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการกองทัพและผู้บังคับบัญชากองกำลังสหรัฐในอิรักอีกด้วย

3. แหล่งข่าวเผยว่า “ออสตินรู้จักเพนตากอนทั้งภายในและภายนอก และน่าจะเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมในการดำเนินการขนส่งและกระจายวัคซีนโควิด-19” นอกจากนี้ยังคาดว่าไบเดนจะประกาศการเลือกคณะรัฐมนตรีในประเทศในวันศุกร์นี้ (11 ธ.ค.)

4. ทั้งนี้ ออสตินจะต้องได้รับการผ่อนผันจากสภาคองเกรสเพื่อยืนยันตำแหน่งพลเรือน เนื่องจากออสตินเพิ่งปลดเกษียณได้เพียง 4 ปี และกฎหมายสหรัฐกำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไว้ว่าต้องปลดเกษียณหรือลาออกจากกองทัพแล้วอย่างน้อย 7 ปี

5. ลอยด์ เจมส์ ออสติน เดอะ เติร์ด (Lloyd James Austin III) เกิดวันที่ 8 สิงหาคม 1953 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยสหรัฐ  หรือเวสต์พอยต์ (West Point) ด้วยปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิตในปี 1975 หลังจากนั้นยังศึกษาต่ออีกในด้านต่างๆ และรับราชการเป็นทหารโดยเริ่มที่เวสต์พอยต์’เป็นที่แรกจากนั้นก็ไต่เต้าในหน้าที่การเมืองอย่างต่อเนื่อง

6. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ออสตินกลายเป็นผู้บัญชาการระดับสูงสุดอันดับสองของอิรักโดยเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังพันธมิตรนานาชาติ – อิรัก (MNC-I) ในฐานะผู้บัญชาการของ MNC-I เขากำกับการปฏิบัติการของกองกำลังร่วมและพันธมิตรประมาณ 152,000 คนในทุกภาคส่วนของอิรัก ในปี 2010 เขารับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังสหรัฐ – อิรัก (USF-I)

7. เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนที่ 12 ของกองบัญชาการกลางแห่งสหรัฐ (CENTCOM) โดยออสตินยังเป็นผู้บัญชาการคนดำคนแรกของ CENTCOM ด้วย ผู็แต่งตั้งเขาก็คือประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบสหรัฐผิวดำคนแรกด้วย 

Photo by Brendan Smialowski / AFP

จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 12:10 น.จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจปัญหาความยากจนขั้นสูงสุดในประเทศจีนถูกกำจัด แต่ยังคงดำเนินมาตรการย้ำความสำเร็จต่อไป

ซินหัวรายงาน ประธานาธิบดีสี จินผิงของจีนได้ประกาศชัยชนะในการขจัดความยากจนในประเทศหลังต่อสู้กับปัญหาดังกล่าวมา 8 ปี ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติว่าเป็นความสำเร็จที่ “ยิ่งใหญ่มาก”

โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. โอวชิงผิง รองผู้อำนวยการสำนักงานกลุ่มผู้นำด้านการบรรเทาความยกจนและการพัฒนาของคณะรัฐมนตรีแถลงว่า แม้ว่าจีนกำลังจะขจัดความยากจนขั้นสูงสุด (absolute poverty) ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่การขจัดความยากจนเชิงสัมพันธ์ (relative poverty) นั้นเป็นภารกิจระยะยาว ดังนั้นจึงต้องดำเนินมาตรการเพื่อย้ำความสำเร็จในการแก้จนต่อไป พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพโดยรวมของมาตรการต่างๆ ตลอดจนปรับปรุงระบบประกันสังคมและบรรเทาทุกข์ในชนบทต่อไป

ประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมานานหลายทศวรรษ และการกำจัดความยากจนจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยได้ให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในสิ้นปี 2020 และสร้าง “สังคมที่เจริญรุ่งเรืองในระดับปานกลาง” ก่อนวันครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในเดือนกรกฎาคมปีหน้า

โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ารัฐบาลจีนได้ประกาศว่า 9 อำเภอยากไร้แห่งสุดท้ายในมณฑลกุ้ยโจวหลุดพ้นจากความยากจนขั้นสูงสุด ส่งผลให้ปัญหาความยากจนขั้นสูงสุดในประเทศจีนได้ถูกกำจัด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความไม่เท่าเทียมในสังคม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ให้คำจำกัดความของความยากจนขั้นสูงสุด (absolute poverty) ว่าประชาชนมีรายได้น้อยกว่า 2,300 หยวน หรือราว 10,000 บาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลจีนได้ดำเนินการเพื่อกำจัดความยากจนสัมบูรณ์ในมณฑลยากจน 832 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2014

ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 11:00 น.ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสนชายชาวฟิลิปปินส์ถูกปรับ 106,000 บาท หลังแอบออกจากห้องกักตัวเพียงแค่ครู่เดียว

CNN รายงาน สำนักงานสาธารณสุขเมืองเกาสงเปิดเผยกับสำนักข่าวท้องถิ่นไต้หวันว่า ชายชาวฟิลิปปินส์ถูกปรับ 100,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 106,000 บาท หลังฝ่าฝืนมาตรการกักกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกาสง

โดยกล้องวงจรปิดในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกาสงจับภาพชาวฟิลิปปินส์คนดังกล่าวที่กำลังอยู่ในระหว่างการกักตัวฝ่าฝืนมาตรการกักกันโดยแอบออกจากห้องไปที่โถงทางเดินเพียงครู่เดียวเท่านั้น

สำนักงานสาธารณสุขเตือนว่า ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัวไม่ควรคิดว่าจะไม่ถูกปรับแม้ว่าจะออกจากห้องเพียงแค่ครู่เดียว เนื่องจากมาตการกักกันของไต้หวันระบุว่าห้ามมิให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัวออกจากห้องไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ตาม

โดยขณะนี้มีโรงแรมกักกัน 56 แห่งในเมืองเกาสงโดยมีห้องพักทั้งหมดประมาณ 3,000 ห้อง

ทั้งนี้ ไต้หวันได้รับการยกย่องจากนานาประเทศว่าสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ดี โดยตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่าไต้หวันมีผู้ติดเชื้อเพียง 716 คน และเสียชีวิต 7 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน

“เมียนมา” ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“เมียนมา”ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 08:24 น."เมียนมา"ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง“เมียนมา”เผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม เพิ่มทะลุกว่า 1 แสนคนแล้ว หลังจากพบผู้ป่วยต่อเนื่อง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่กว่า 2,100 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวน 1,276 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 100,431 ราย

ขณะที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 22 ราย สู่ระดับ 2,132 ราย ส่วนผู้ที่รักษาจนหายดีและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วมี 79,240 ราย

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้พุ่งขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 2 รายในวันที่ 23 มี.ค. โดยเมียนมาได้ตรวจหาเชื้อไปแล้ว 1,307,744 ตัวอย่าง

จีนติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จแล้ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 18:05 น.จีนติดตั้ง "ดวงอาทิตย์เทียม" สำเร็จแล้ว จีนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโฯโลยีขั้นสูง การผลิตดวงอาทิตย์เทียมยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพึ่งพาตัวเองของจีนด้วย

สำนักข่าว Global Times ของทางการจีนรายงาน่า การติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” ของจีนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า HL-2M Tokamak ได้ประสบความสำเร็จแล้วโดยติดตั้งอยู่ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาและได้มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาครั้งแรกแล้ว

Global Times ชี้ว่าการพัฒนาดวงอาทิตย์เทียมแสดงให้เห็นว่าจีนมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบการสร้างและการใช้งานเทคโนโลยีของอุปกรณ์โทคาแมค (Tokamak) ขั้นสูงขนาดใหญ่ด้วยตัวของจีนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการออกแบบและสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันของจีนโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

Global Times รายงานว่าเครื่องรุ่นนี้มีโครงสร้างและโหมดการควบคุมที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ทำให้นี้สามารถสร้างพลาสมาที่ร้อนกว่า 200 ล้านองศาเซลเซียสและสามารถเพิ่มระดับกระแสไฟฟ้าของพลาสมาได้มากกว่า 2.5 ล้านล้านแอมแปร์

สำหรับเครื่องรุ่น HL-2M Tokamak ออกแบบมาเพื่อจำลองปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พลังงานสะอาดผ่านพลังงานฟิวชั่นเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ควบคุมได้

ทั้งนี้ โทคาแมคเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สนามแม่เหล็กรูปวงห่วงยาง ในการเก็บกักพลาสม่า นิยมใช้ในการผลิตพลังงานฟิวชั่นเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ควบคุมได้ มีการทดลองหลายครั้งในหลายประเทศ

Oilprice.com รายงานว่า พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นถือเป็นทางออกหนึ่งของการสร้างพลังงานที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ แต่ยังไม่มีใครทำมันได้สำเร็จเพราะพลังงานนิวเคลียร์ฟิวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น การปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ โดยพลังงานี่ปลดปล่อยออกมาเป็นการฟิวชั่นกันของอะตอมเบา เช่น ไฮโดรเจนให้กลายเป็นธาตุขนาดหนัก เช่น ฮีเลียม

Photo by Ferdinandh CABRERA / AFP

จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 16:57 น.จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำมาคุยกันดีกว่า จีนเรียกร้องให้มีการเจรจาใหม่กับสหรัฐหลังจากไบเดนชนะเลือกตั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานักการทูตระดับสูงของจีนเรียกร้องให้มีการเริ่มต้นการเจรจากับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐที่นำโดยว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งอสงประเทศยังร้าวฉาน

หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนกล่าวระหว่างการหารือผ่านทางวิดีโอกับคณะกรรมการของสภาธุรกิจสหรัฐ – จีน (USCBC) เมื่อวันจันทร์ว่า “ทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกัน”

“เราจำเป็นต้องพยายามเริ่มการสนทนาใหม่ กลับมาให้ถูกทางและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระยะต่อไปของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐ” หวังอี้กล่าว

ความคิดเห็นของหวังอี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการจำกัดการเดินทางมายังสหรัฐของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจีย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งกรณีที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตกต่ำถึงจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

นอกจากนี้ สหรัฐยังเตรียมคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนอย่างน้อยสิบกว่าคนฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสิทธิ์สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านในฮ่องกง

ไม่เฉพาะแค่นั้น ความสัมพันธ์ของจีนกับพันธมิตรของสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียก็เสื่อทรามลงมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางกรณีพิพาทที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างรัฐบาลจีนและออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนได้จุดประกายความไม่พอใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเขาทวีตภาพทหารออสเตรเลียถือมีดเปื้อนเลือดไปที่ลำคอของเด็กชาวอัฟกัน

แต่ดูเหมือนว่าหวังอี้จะแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้นโดยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานเพื่อ “ขยายฉันทามติ” และความร่วมมือ

“สำหรับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีนั้นเราจำเป็นต้องรักษาท่าทีที่สร้างสรรค์ในการจัดการสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการทวีความรุนแรงและการทำให้สถานการณ์โดยรวมของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐตึงเครียดขึ้น” หวังอี้กล่าว

Photo by KIM Min-Hee / POOL / AFP

พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 15:01 น.พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC บทความพิเศษมอง APEC Thailand 2022 ผ่านมุมมองของเยาวชน

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเอเปค เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “เป้าหมายโบกอร์” (Bogor Goals) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่สมาชิกเอเปคร่วมกันกำหนดเมื่อปี 2537 เพื่อมุ่งเปิดเสรีการค้าและการลงทุน โดยครบกำหนดบรรลุเป้าหมายในปีนี้ ไปสู่ “วิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปค ค.ศ. 2040” (Putrajaya Vision 2040) ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 27 ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

วิสัยทัศน์ใหม่นี้จะมาแทนที่เป้าหมายโบกอร์ในการกำหนดทิศทางความร่วมมือของเอเปคต่อไปในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยนายมุฮ์ยิดดิน ยัซซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวในสุนทรพจน์ปิดการประชุมว่า หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “ประชาคมเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัต ยืดหยุ่นและสงบสุขภายในปี 2040 เพื่อความมั่งคั่งของประชาชนและคนรุ่นต่อไป” (An open, dynamic, resilient and peaceful Asia-Pacific community by 2040, for the prosperity of the people and future generations)

สิ่งที่น่าจับตามองนอกเหนือจากขอบเขตของวิสัยทัศน์ที่กว้างไปกว่ามิติการค้าและการลงทุนเมื่อ 26 ปีที่แล้วคือ วิสัยทัศน์ปุตราจายาฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจโลกของประชาชนทุกคนและคนรุ่นต่อไป ซึ่งย่อมหมายรวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไปในอนาคต

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี 2565 จึงมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มและสานต่อภารกิจภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการเสวนา APEC 5.0 Professionals ครั้งที่ 1 และกิจกรรม APEC Brainstorming Session ซึ่งเป็นกลไกระดมสมองระหว่างนักธุรกิจ นักคิด นักวิชาการรุ่นใหม่และผู้แทนหน่วยงานราชการเพื่อกำหนดประเด็นสำคัญของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า

ในฐานะเยาวชนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วม การประชุมดังกล่าว ผมขอหยิบยก 3 ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนโดยตรง และเชิญชวนทุกท่านมาคิดต่อกันว่า เราจะใช้เวทีเอเปคในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

ประเด็นแรกที่สำคัญที่สุดในยุคโควิด-19 คือ การจ้างงานเยาวชน (Youth Employment) รายงาน The World of Work and COVID-19 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 40 ของแรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลในช่วงอายุ 15 – 24 ปี

โดยเฉพาะเพศหญิง ที่มีสัดส่วนการจ้างงานมากกว่าเพศชายในอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวที่ถดถอยอย่างหนักหลังจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องคิดร่วมกัน ว่าจะมีนโยบายและแนวทางในการรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร อีกทั้งบัณฑิตใหม่ที่กำลังพ้นจากรั้วสถานศึกษาออกสู่ตลาดแรงงานในช่วงปีนี้ที่อาจมีตำแหน่งงานไม่เพียงพอที่จะรองรับ

ประเด็นที่สองซึ่งเกี่ยวเนื่องจากประเด็นแรก คือ การสร้างทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) วิกฤติโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายที่มาทดสอบความสามารถในการปรับตัวทั้งการเพิ่มทักษะ (Up-skill) และการเสริมทักษะใหม่ (Re-skill) ที่พูดถึงกันมานานในวงการศึกษา โดยในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ (Massive Open Online Courses: MOOC) ที่ทำให้เว็บไซต์ ชั้นเรียนออนไลน์ชั้นนำอย่าง Coursera และ edX ก้าวขึ้นมาอยู่ใน 1,000 เว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

โดยในเดือนมีนาคมของปีนี้ Coursera มีสถิติการลงทะเบียนเรียนกว่า 10 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 644 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สถิติการเรียนออนไลน์ที่สูงขึ้นในช่วงโควิด-19 สะท้อนความจำเป็นบางอย่างท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่รัฐบาล สถานศึกษา หรือแม้แต่ตัวผู้เรียนเองต้องพัฒนาแนวทาง การเรียนรู้ร่วมกันเพื่อที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคหลังโควิด-19 ได้ดีที่สุด

ประเด็นที่สามซึ่งเชื่อมโยงในภาพรวมของทั้งสองประเด็นข้างต้น คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) เป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคโควิด-19 แม้การเปลี่ยนผ่านนี้จะดำเนินมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่โควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ให้เร็วขึ้น

หากพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (Digital Infrastructure) ของไทยจะเห็นว่าอยู่ในระดับที่พร้อมทั้งเทคโนโลยีพื้นฐานและอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยรายงานปี 2563 ของ We are social ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสร้างสรรค์ระดับโลก ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรที่ร้อยละ 75 ในขณะที่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 59

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย คือ การต่อยอดจากศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2563 International Institute for Management Development (IMD) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของไทยอยู่ในลำดับที่ 39 จาก 63 ประเทศ ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเขตเศรษฐกิจ ที่เป็นสมาชิกเอเปค ประเทศไทยจะอยู่ในลำดับที่ 12 จาก 18 เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับ (บรูไน ปาปัวนิวกินี และเวียดนาม ไม่ได้รับการจัดอันดับ)

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนศักยภาพทางดิจิทัลไปสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปคที่กำหนดให้การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นหนึ่งในวาระสำคัญด้วยเช่นกัน

ประเด็นทั้งสามข้างต้นเป็นมุมมองของผมต่อการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่ากระทรวงการต่างประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญที่ไทยจะผลักดันและขับเคลื่อนในช่วงการเป็นเจ้าภาพการประชุม

จึงอยากเชิญชวนทุกท่านร่วมคิดและติดตามการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เวทีเอเปคเป็นมากกว่าเวทีหารือในระดับสูงของ 21 เขตเศรษฐกิจ แต่เป็นเวทีที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ทุกภาคส่วนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นของการทำงานและสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมร่วมกัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาท่ามกลางวิกฤติอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนครับ

บทความโดย พชร อังศุสุกนฤมล นักการทูตปฏิบัติการ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Photo by MOHD RASFAN / AFP