ช้อปผลิตภัณฑ์คุณภาพ ตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637115

วันที่ 04 พ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.ช้อปผลิตภัณฑ์คุณภาพ ตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย”มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนคนไทยร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ชั้นนำในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย” 10-16 พ.ย.นี้ ที่สยามพารากอน

ผ้าไหมพิมพ์ลายดอกไม้สีสันสวยงาม จานกระเบื้องลวดลายวิจิตร และเครื่องหนังฝีมือตัดเย็บอันประณีต ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมคุณภาพดีต่างๆ เหล่านี้ ล้วนสร้างสรรค์ด้วยฝีมืออันพิถีพิถันจากเหล่าทหารผ่านศึกผู้ทุพพลภาพจากการเสียสละทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิที่เกิดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเห็นความสำคัญ และ ไม่ทรงละทิ้งเหล่าทหารผ่านศึกและครอบครัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2518 และต่อมาทรงมีพระราชดำริให้มีการฝึกอาชีพให้กับสมาชิกผู้ทุพพลภาพ ซึ่งมีทั้งงานเครื่องหนัง งานตัดเย็บ งานไม้ งานพู่กันระบายสี ฯลฯ ออกมาเป็นสินค้าจำหน่าย เพื่อให้สมาชิกสามารถช่วยตนเอง มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน

ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ของการดำเนินงานในปีนี้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ประจำปี 2563” ขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน 2563 ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจากแผนกต่างๆ ของมูลนิธิสายไทยฯ กว่า 2,000 ชิ้น เพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิสายใจไทยฯ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จแทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2653 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

วนิดา ดุละลัมพะ ผู้อำนวยการสายพัฒนาอาชีพ มูลนิธิสายใจไทยฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า “งานสานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย เป็นงานที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่กิจการของ มูลนิธิฯ ที่ยังคงช่วยเหลือเหล่าสมาชิกด้วยการฝึกอาชีพ และนำผลิตภัณฑ์ออกจัดจำหน่ายมาโดยตลอด ซึ่งล้วนเป็นฝีมือทหาร ตำรวจ ฯลฯ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว ปัจจุบันมูลนิธิสายใจไทยฯ มีสมาชิกที่อยู่ในความดูแลในสายพัฒนาอาชีพประมาณ 200 คนและ กว่า 4,000 ครอบครัวจากทั่วประเทศ โดยดำเนินการตามพระราชดำริอย่างมุ่งมั่นด้วยการสร้างอาชีพให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองและมีรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไปอย่างยั่งยืน”

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ The SaiJaiThai Foundation under The Royal Patronage สำนักงาน สวนจิตรลดา สวนจิตรลดา กทม.10300 โทร. 02-281-6403 , 02-282-6466 สำนักงาน บางนา 265 ถนนสรรพาวุธ เขตบางนา กทม. 10260 โทร. 02-183-5115 โทรสาร. 02-183-5129 สำนักงาน ศรีอยุธยา 306/1 ถนนศรีอยุธยา เขตพญาไท กทม.1040 โทร. 02-644-4850-1 โทรสาร. 02-644-4852

ไฮไลท์ของผลิตภัณฑ์ในปีนี้ ของแผนกงานพู่กันระบายสี ได้แก่ ภาพวาดพระที่นั่งวิมานเมฆ พร้อมด้วยลวดลายทองคำแท้บนขอบจาน, ภาพวาดเสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองที่ใกล้สูญพันธุ์, ชุดอาหาร 20 ชิ้น ฯลฯ ของแผนกเครื่องหนังก็มีกระเป๋าทรงแปลกใหม่ หลากหลายลวดลายและขนาดให้เลือกมากมาย จากแผนกผลิตภัณฑ์ผ้า มีผ้าไหมพิมพ์ลายสีสันสดใส ทันสมัย แต่ไม่ทิ้งลวดลายดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของสายใจไทย ออกใหม่เพิ่มอีก 6 ลาย มีกระเป๋าผ้า และผ้าเช็ดมือรูปปีนักษัตรฉลู เป็นต้น

นอกจากสินค้าหัตถกรรมคุณภาพดีที่นำมาจำหน่ายแล้ว ปัจจุบันมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้มีการเปิดร้านจำหน่ายต้นไม้ ภายใต้ชื่อ “สวนสายใจไทย” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามมูลนิธิฯ ถ.สรรพาวุธ ครั้งนี้จึงได้นำต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และพันธุ์ไม้ฟอกอากาศ อาทิ เฟิร์นเท้ากระต่าย ไทรใบสัก ยางอินเดีย เฟิร์นข้าหลวง ลิ้นมังกร ฯลฯ ซึ่งงานสวนได้เพาะพันธุ์ขึ้นมา อีกทั้งได้รับบริจาคจากคณะกรรมการ สมาชิก ฯลฯ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาจำหน่ายในราคาพิเศษภายในงาน นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสิริวัฒนาเชสเชียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยคุณหญิงตรึงใจ อิฐรัตน์ ประธานมูลนิธิฯ เชิญนักโหราศาสตร์มากประสบการณ์ในศาสตร์ต่างๆ มาร่วมตรวจดวงชะตา ชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ตลอดระยะเวลาการจัดงานด้วย

ด้านหนึ่งในสมาชิกมูลนิธิสายใจไทยฯ ร.ท.กฤษณพล ปาปี อดีตนายทหารรับราชการกองพันทหารราบศูนย์การทหารค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ทำงานที่มูลนิธิฯ มาประมาณ 7 ปีแล้ว โดยตนเองชื่นชอบศิลปะเป็นพื้นฐาน จึงเลือกอยู่แผนกพู่กันระบายสี ส่วนใหญ่จะวาดลวดลายลงบนพื้นผิวที่เรียบ อาทิ ไม้ จานกระเบื้อง หรืออื่นๆ และจากการได้ใช้มือสร้างสรรค์งานด้านศิลปะ ทำให้มือขวาที่เคยชาจากการถูกยิงตอนไปรบ เมื่อปี 2525 มีอาการดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ในหลวงรัชกาล ที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิสายใจไทยฯ ขึ้นเพราะไม่เพียงให้เขาได้ค้นพบพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ แต่ยังเป็นการฝึกอาชีพและทำให้เขามีรายได้จากการทำงานที่มูลนิธิสายใจไทยฯ ด้วย

ปัจจุบันงานหัตถกรรมของมูลนิธิสายใจไทยฯ ยังคงเดินหน้าต่อยอดผลงานต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิสายใจไทยฯ อันเป็นการให้กำลังใจแก่สมาชิกผู้ทุพพลภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้สินค้าไทย ช่วยเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักสู่สากล และเป็นการทำกุศลอีกทางหนึ่งด้วย

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญชวนร่วมงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์ สายใจไทย ประจำปี 2563 ” ซึ่งจะขึ้นจัดระหว่าง วันที่ 10-16 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โทรศัพท์ 02-183-5115 เฟสบุ๊ค : Saijaithai Market ร้านสายใจไทย หรือ Line : @saijaithai

ยูนิโคล่เผยแคมเปญใหม่ What Will You Wear for Tomorrow? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637113

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 13:18 น.ยูนิโคล่เผยแคมเปญใหม่ What Will You Wear for Tomorrow?ญาญ่า ร่วมแคมเปญใหม่ระดับโกลบอลของยูนิโคล่ ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ ตั้งคำถามถึงอนาคตว่าเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับโกลบอล ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ เพื่อจุดประกายผู้คนให้ร่วมค้นหาคอนเซ็ปต์ของเสื้อผ้าแห่งอนาคตที่อยู่เหนือกาลเวลา โดยมีคนดังจากหลายวงการและเชื้อชาติทั่วโลกเข้าร่วมในแคมเปญนี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกให้เข้าสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงนักแสดงหญิงแถวหน้าของไทยอย่าง ญาญ่า-อรัสยา เสปอร์บันด์ ที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่นและสามารถสะท้อนชีวิตวิถีใหม่ผ่านเสื้อผ้าของยูนิโคล่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะทยอยนำเสนอผ่านมัลติมีเดียหลากหลายรูปแบบต่อไป

‘What Will You Wear for Tomorrow?’ เป็นแคมเปญระดับโกลบอลล่าสุดของยูนิโคล่ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นผู้คนให้ได้ลองทบทวนตัวเองและการตัดสินใจในชีวิต ซึ่งล้วนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก เพราะชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และต้องปรับเปลี่ยนเมื่อเจอความท้าทายต่างๆ ยูนิโคล่จึงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าของเราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับวันนี้ แต่สำหรับทุกวันในอนาคตด้วยเช่นกัน โดยยูนิโคล่ยังยึดมั่นในปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่เรียบง่าย มีคุณภาพสูงและประณีต ที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจหยิบขึ้นมาสวมใส่

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ พรีเซนเตอร์ของ ยูนิโคล่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในเช้าแต่ละวัน เรามักจะถามตัวเองว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไรดีนะ แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเราลองมองไปข้างหน้าและถามตัวเองว่า เสื้อผ้าที่เราจะสวมใส่ในวันพรุ่งนี้ที่จะช่วยทำให้อนาคตดียิ่งขึ้นควรเป็นเช่นไร คำถามนี้จะช่วยทำให้เราคิดไตร่ตรองได้ถี่ถ้วนขึ้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่การเลือกซื้อเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่เราอยู่ได้เช่นกัน ญาญ่าดีใจมากค่ะที่ได้เข้าร่วมแคมเปญระดับโกลบอลของยูนิโคล่ ซึ่งจะช่วยจุดประกายผู้คนให้ได้ลองค้นหาความหมายว่าเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ของแต่ละคนคืออะไรค่ะ” 

นอกจากญาญ่าแล้ว คนดังที่มาร่วมแคมเปญ ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ ยังมาจากหลากหลายวงการ เชื้อชาติ และประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อาลีโอนา โดเลสกายา (Aliona Doletskaya) นักข่าวชาวรัสเซีย และแคนดิซ บราธเวท (Candice Brathwaite) นักเขียนจากอังกฤษ รวมถึงคนดังจากฝั่งเอเชียอย่าง เปีย วูร์ซบาค (Pia Wurtzbach) นักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ผู้ครองมงกุฎ Miss Universe 2015 รอยสตัน ตัน (Royston Tan) ผู้กำกับภาพยนตร์จากสิงคโปร์ และจาง จุน (Zhang Jun) ศิลปินงิ้วคุน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงอันเก่าแก่ของจีน โดยคนดังทั้งหมดนี้ได้มาร่วมสะท้อนมุมมองและไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่สามารถช่วยขับเคลื่อนโลกให้เข้าสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงความเชื่อมโยงที่แต่ละคนมีต่อไลฟ์แวร์ ผ่านภาพถ่ายและวิดีโอซึ่งจะทยอยเผยแพร่ตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้

รับชมคลิปวิดีโอที่ญาญ่ามาบอกเล่าถึงมุมมองที่มีต่อ “เสื้อผ้าของอนาคต” ได้ที่ https://youtu.be/UqroILHc6Mc และร่วมค้นหาความหมายของ ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ ได้จากเว็บไซต์ยูนิโคล่ www.uniqlo.com หรือทางอินสตาแกรม @UniqloThailand รวมถึงแฮชแท็ก #WhatWillYouWearForTomorrow

How To เปลี่ยนอะไรให้ชีวิตดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637098

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 09:45 น.How To เปลี่ยนอะไรให้ชีวิตดีขึ้น9 เทคนิคที่ใครก็ทำได้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น เริ่มต้นวันนี้ สิ้นปีเป็นคนใหม่ รับปีใหม่ 2021

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ตั้งใจจริงที่มุ่งมั่นอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่ดีอย่าง Nick Crocker ผู้ก่อตั้งสังคมของผู้เริ่มต้นออกกำลังกายที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่แอคทีฟยิ่งขึ้น แชร์เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อการปรับปรุงชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง 

1. เพิ่มพฤติกรรมใหม่ง่ายกว่าเลิกทำสิ่งเก่าๆ การหักดิบมักเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ แทนที่จะเลิกทำพฤติกรรมแย่ๆ อย่างกะทันหัน ลองเปลี่ยนเป็นเพิ่มพฤติกรรมใหม่ๆ ที่ดีเข้าไปจะดีกว่า แล้ววันหนึ่งพฤติกรรมด้านบวกจะผลักสิ่งแย่ๆ ออกไปเอง

2. กำหนดเวลาที่แน่นอนให้กับเป้าหมาย เป้าหมายที่ทำไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จน้อยกว่า เพราะในทางจิตวิทยาคนเรามักจะรักสบายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอไม่มีเดทไลน์เราจึงผัดวันประกันพรุ่งและทำอะไรไม่สำเร็จสักที

3. แบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนย่อยๆ เมื่อเริ่มคิดเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในตัวเองอย่าคิดว่านั่นคือการวิ่งมาราธอนอันยาวไกลแต่ควรหมั่นตรวจเช็คความก้าวหน้าของตัวเองเป็นระยะๆเมื่อทำสำเร็จไปขั้นหนึ่งก็ถือว่าเราได้ก้าวมาไกลกว่าจุดเดิมแล้วการคิดแบบนี้จะช่วยเติมพลังได้เป็นอย่างดี

4. ใช้ประโยชน์จากแรงกระตุ้น หมั่นบอกตัวเองเสมอว่าถ้าทำตามเป้าหมายสำเร็จแล้วชีวิตจะดีขึ้นยังไงบ้าง เช่น สุขภาพดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น หาเงินได้เยอะขึ้น

5. วัดผลการเปลี่ยนแปลงให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบันนี้มีตัวช่วยมากมายในการใช้ชีวิตประจำวันให้ง่ายขึ้น เช่น แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นแอพบันทึกรายรับรายจ่าย แอพคำนวณและบันทึกแคลลอรี่จากการออกกำลังกาย แอพสำหรับนักวิ่ง ลองโหลดมาใช้ดู หรือง่ายๆ แค่หาสมุดบันทึกสักเล่มมาจดก็ได้

6. หาเพื่อนมาเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน การทำอะไรคนเดียวเวลาคิดจะเลิกทำบางทีเราก็เลิกทำมันเสียดื้อๆแต่ถ้ามีเพื่อนร่วมพยายามไปด้วยกันนอกจากจะเป็นกำลังใจให้กันและกันแล้วยังเหมือนเป็นการผูกมัดนิดๆด้วยว่าอย่าปล่อยให้ล่มนะแกจะทิ้งฉันให้ทำต่อไปคนเดียวเหรอแบบนี้โอกาสสำเร็จก็จะมีมากขึ้น

7. วางเงินเดิมพัน การมีเงินเดิมพันเล็กๆ น้อย เช่น ลงขันคนละ 100 บาท ใครลดน้ำหนักได้ถึงเป้าหมายก่อนได้เงินทั้งหมดไป จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงที่ทำร่วมกันสนุกและท้าทายยิ่งขึ้น

8. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว แม้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะดีกว่าแน่นอนถ้าเราได้ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ ซึ่งเอื้ออำนวยกับการพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น

9. ตั้งเป้าหมายอย่างเหมาะสม กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การเปลี่ยนแปลงชีวิตก็ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างปุบปับเช่นกัน  การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นเป็นไป และเป้าหมายที่ตั้งในแต่ละสเต็ปไม่ควรยากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความท้อใจเสียก่อนที่จะทำสำเร็จ เราควรตั้งเป้าหมายพอดีๆ กับความสามารถที่คิดว่าจะทำได้ เมื่อบรรลุแล้วจึงค่อยขยับไปยังเป้าหมายที่สูงขึ้น

คอนเฟิร์มแล้ว! Limelight Gala Automatic ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ PIAGET #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636958

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 09:35 น.คอนเฟิร์มแล้ว! Limelight Gala Automatic ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ PIAGETครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเพียเจต์ (Piaget) กับเรือนเวลาอัตโนมัติในกลุ่มคอลเลคชั่น Limelight Gala จิตวิญญานที่ถูกนำมาปรุงแต่งไปอีกขั้น

ต้องบอกเลยว่า สำหรับคอลเลคชั่น Limelight Gala จากเพียเจต์ (Piaget) ครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองที่เคียงข้างสุภาพสตรีมาหลายยุคสมัย ทั้งยังถ่ายทอดนิยามของอิสตรีผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผู้เป็นแรงบันดาลใจ ผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการที่สร้างสรรค์ ผู้ที่กล้าเผชิญหน้าและมาดมั่นในความอิสระ

เพื่อสดุดีความเชี่ยวชาญที่เมซงมีมาอย่างยาวนาน ปีนี้แบรนด์ได้นำจิตวิญญานมาปรุงแต่งไปอีกขั้น โดยนำเสนอเรือนเวลา Limelight Gala ถึง 5 รุ่นด้วยกัน ซึ่งทุกรุ่นรังสรรค์บนตัวเรือนขนาด 32 มิลลิเมตร ทว่าซุกซ่อนระบบกลไกแบบใหม่ล่าสุดที่ผลิตขึ้นในโรงงานของเมซงเอง อย่าง 501P ไว้ภายใน นับเป็นกลไกอัตโนมัติตัวแรกในซีรีส์ Limelight Gala ที่แบรนด์ภูมิใจนำเสนอในรอบ 50 กว่าปี และนี่คือ 5 เรือนเวลาที่พร้อมโลดแล่นในทุกช่วงแห่งความสุขไปกับเหล่าสุภาพสตรี

Gold Milanese mesh bracelet versions

สำหรับ 2 โมเดลแรกนี้มาในดีไซน์สายรัดข้อมือแบบเมลานีสที่ชวนให้นึกถึงสุนทรียะอันอ่อนช้อยของเส้นสายในยุคทศวรรษที่ 1950–สานต่อความเรืองรอง เอกลักษณ์ และเทคนิคเฉพาะอันเก่าแก่สู่ตัวเรือนปัจจุบันได้อย่างน่าชื่นชม โดยสายรัดข้อมือแบบเมลานีสหนึ่งเส้นใช้เวลาในการรังสรรค์กว่า 35 ชั่วโมง เริ่มจากนำทองคำแท่งมาผ่านกระบวนการบัดกรีจนได้เส้นสายที่บางเบาราวกับเส้นไหม จากนั้นถักทอทีละเส้นด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง ก่อเกิดผลลัพธ์ที่เบาสบายเมื่อยามสวมใส่ ทั้งยังหลอมรวมเข้ากับตัวเรือนและขาแบบอสมมาตรได้อย่างกลมกลืน มีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นไวท์โกลด์ และโรสโกลด์

White gold and rose gold versions on alligator straps

2 รุ่นถัดมารังสรรค์บนตัวเรือนไวท์โกลด์ และโรสโกลด์เช่นกัน มาในลุคสายหนังจระเข้สีดำที่ตอบโจทย์ทั้งแง่ความคลาสสิกและใช้งานได้อย่างหลากหลาย เสริมความเฟมินีนด้วยประกายของเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 62 เม็ด (ราว 1.64 กะรัต) ที่ขอบและขาตัวเรือน

A Precious snow setting

ปิดท้ายด้วยอีกสไตล์ที่น่าจับตากับ PIAGET Limelight Gala Automatic ที่มาพร้อมหน้าปัดประดับเพชรบริลเลียนต์คัต ซึ่งแต่ละเม็ดถูกฝังอย่างประณีตด้วยเทคนิค Snow Setting ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและต้องอาศัยทักษะในการคำนวณเพื่อหาตำแหน่งฝังเพชรที่ดีที่สุดให้กับเพชรแต่ละเม็ดที่มีขนาดต่างกันออกไป เพื่อส่งมอบประกายงามที่แปลกใหม่ให้กับผู้สวมใส่ในทุกช่วงเวลา

และสำหรับสาวๆ ที่อยากเติมเสน่ห์ให้กับการแต่งตัว สร้อยคอและตุ้มหูถือเป็นอีกแอ็กเซสเซอรี่ที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะจิวเวลรี่ในกลุ่มคอลเลคชั่น Sunlight ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดวงอาทิตย์ หนึ่งในสัญลักษณ์ทรงอิทธิพลคู่เมซง ที่ไม่ว่าจะยุคไหนก็ถูกนำมาผสมผสานเข้ากับดีไซน์ของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติและแต่งแต้มประกายแห่งความสุขให้กับเหล่าสุภาพสตรีที่สวมใส่อย่างแท้จริง

Piaget Sunlight Necklace ที่มีให้เลือกถึง 3 สไตล์ อาทิ

  • สร้อยคอไวท์โกลด์  และโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 54 เม็ด (ราว 5.00 กะรัต)
  • สร้อยคอโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 26 เม็ด (ราว 2.37 กะรัต)
  • สร้อยคอโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 7 เม็ด (ราว 0.43 กะรัต) จับคู่สร้อยข้อมือดีไซน์เดียวกัน 

มิกซ์แอนด์แมตช์ด้วย Piaget Sunlight Drop Earrings ที่เลือกปรับเปลี่ยนใส่ได้ทั้งแบบติดหูอย่างเดียว แบบพร้อมสายโซ่ทองประดับเพชร หรือแบบคละสไตล์สั้นข้างยาวข้าง

  • ต่างหูโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 8 เม็ด (ราว 0.43 กะรัต)
  • ต่างหูไวท์โกลด์ และโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 30 เม็ด (ราว 2.73 กะรัต) 

เจิดจรัสขั้นสุดกับ Piaget Sunlight Pendant สร้อยคอพร้อมจี้ในหลากหลายดีไซน์

  • สร้อยคอพร้อมจี้ไวท์โกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 16 เม็ด (ราว 0.14 กะรัต)
  • สร้อยคอพร้อมจี้ไวท์โกลด์ ตกแต่งด้วยเทคนิคการฝังเพชรอันประณีตในสไตล์ที่เพียเจต์ถนัดลงบนดิสก์และวงรัศมีโดยรอบด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 159 เม็ด (ราว 2.37 กะรัต)
  • สร้อยคอโรสโกลด์ 18 กะรัต พร้อมจี้ประดับกรีน มาลาไคท์ ล้อมรอบด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 28 เม็ด (ราว 0.17 กะรัต) ที่ร้อยเรียงงดงามราวกับรัศมีดวงอาทิตย์

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

การสร้างองค์กรให้มีคุณค่าเพื่อความมั่นคงยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636941

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 07:08 น.การสร้างองค์กรให้มีคุณค่าเพื่อความมั่นคงยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

คุณค่าองค์กรคืออะไร สำคัญอย่างไร

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ความต้องการผู้บริโภคก็ไม่เหมือนเดิม มีความคาดหวังสูงขึ้น เพราะต่างต้องการความพึงพอใจและความคุ้มค่าจากเงินที่จ่ายไป หน้าที่ขององค์กรคือต้องตอบสนองความคุ้มค่าดังกล่าว หากทำได้ ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าองค์นั้นมีคุณค่า

คุณค่าองค์กรจึงเป็นภาวะที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้ามีความน่าเชื่อถือมีมาตรฐานสูงและนอกจากจะรักษามาตรฐานนั้นได้ยังสามารถยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นได้เรื่อยๆอย่างต่อเนื่องสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างเกินความคาดหมายทั้งด้านอรรถประโยชน์และยังให้ความรู้สึกที่ดีด้วยนั่นคือความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปลูกค้าจึงมีความเชื่อมั่นไว้วางใจความพึงพอใจส่วนหลังนี้สำคัญกว่าการตอบสนองทางด้านอรรถประโยชน์มากนักเพราะการให้ความรู้สึกที่ดีมีค่ามากกว่าด้านประโยชน์ใช้สอยถ้าลูกค้ามีความมั่นใจลูกค้าจะกลับมาเรื่อยๆ

แล้วเราจะสร้างคุณค่าองค์กรได้อย่างไร คำตอบคือ องค์กรต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ แล้วเราจะพัฒนาศักยภาพดังกล่าวได้อย่างไร Jack Trout เคยกล่าวไว้ว่า “Differentiate or Die” กล่าวคือ องค์กรจะยั่งยืนอยู่ได้ต้องมีนวัตกรรม คือมีสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ หลากหลาย มีความแตกต่างจากของเดิมๆ ที่มีอยู่ 

แล้วนวัตกรรมมาได้ยังไง

1. ต้องคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม

ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมร้านที่ขายราดหน้า ต้องมีผัดซีอิ๊วด้วย ทำไมส้มตำถึงมีความหลากหลาย เช่น ตำไทย ตำปู ตำปลาร้า ทำไมกาแฟถึงมีชื่อเรียกต่างกัน กลิ่นและรสชาติก็ต่างกัน ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น แต่ละอย่างดูคล้ายกัน แต่แตกต่างกัน คุณสมบัติก็ต่างกัน สามารถตอบสนองลูกค้าได้หลากหลายต่างกัน จึงให้คุณค่าต่างกัน ราคาจึงต่างกัน และเราเรียกว่าความแตกต่างเหล่านี้ว่า นวัตกรรม มันไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเราต้องมีนวัตกรรม แต่ท่านสงสัยไหมว่า นวัตกรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร

องค์กรแห่งคุณค่าต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ต้องมีนวัตกรรม มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ลอกเลียนแบบใคร มีความน่าเชื่อถือ สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

คุณสมบัติดังกล่าวจะเป็นจริงได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวม แนวคิดดังกล่าวชี้ให้เห็นความจริงว่า สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างทั้งสิ้น

2. บุคลากรต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่

การจะสร้างคุณค่าให้องค์กรด้วยนวัตกรรมบนฐานของการคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวมได้นั้น บุคลากรต้องปรับกรอบความคิดตนเองเสียใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ (Mindset Change) โดย

  1. ปรับกรอบความคิดเชิงบวกที่มีต่อบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง มองการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ และต้องปรับตนเองให้สอดคล้องบนฐานของการสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง
  2. เปลี่ยนวิธีมองความต้องการลูกค้าใหม่ ต้องเข้าถึงความต้องการผู้บริโภคอย่างแท้จริง ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามีความหลากหลาย จึงต้องเอาความต้องการลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และตอบสนองเพื่อสร้างความคุ้มค่าด้วยสินค้าและบริการที่แตกต่างและแปลกใหม่
  3. ปรับกรอบความคิดเชิงบวกที่มีต่อตนเอง เห็นคุณค่าตนเอง มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในให้สามารถนำตนเองได้เพื่อเล่นเชิงรุก มีความมุ่งมั่นต่อการสร้างคุณค่าให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
  4. ปรับมุมมองเชิงบวกต่อเพื่อนร่วมงาน เห็นคุณค่าในความแตกต่าง เพื่อสร้างความเข้าใจ ไว้วางใจ และศรัทธาร่วมกัน เพื่อระเบิดศักยภาพทีมงานออกมาเสริมกันอยางมีพลังร่วม
  5. ปรับมุมมองต่อการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างทีมงานอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกันด้วยภาพเป้าหมายเดียวกันต่อการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคอย่างเป็นเอกภาพ 

การสร้างองค์กรให้ยั่งยืนนั้นไม่ง่าย ท้าทาย ใช้เวลา อดทน ไม่ย่อท้อ และมันไม่มีทางเลือกอื่น หน่วยงานต้องปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแห่งการสร้างคุณค่าให้อยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน คุณค่าดังกล่าว องค์กรต้องสร้างเอง และตัวตัดสินคือผู้บริโภค องค์กรจึงต้องมุ่งมั่นต่อการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ด้วยมุมมองดังกล่าว องค์กรจึงจะอยู่รอดได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

ส่องรันเวย์ลุคคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 Ermenegildo Zegna #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636956

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 13:20 น.ส่องรันเวย์ลุคคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 Ermenegildo ZegnaErmenegildo Zegna นำเสนอรันเวย์ลุคของคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ใช้ในสิ่งที่มีอยู่”

Ermenegildo Zegna (แอร์เมเนจิลโด เซนญ่า) แบรนด์เสื้อผ้าสุภาพบุรุษจากประเทศอิตาลี ที่ยังคงสานต่อการสร้างสรรค์เสื้อผ้า ภายใต้คอนเซ็ปต์ ใช้ในสิ่งที่มีอยู่ (#UseTheExisting) ตอกย้ำความเป็นอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มุ่งมั่นในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งการสร้างสรรค์ได้นำวัสดุจาก Achill Farm ฟาร์มขนสัตว์ในประเทศออสเตรเลีย

โดย Ermenegildo Zegna มุ่งมั่นที่จะยังคงถ่ายทอดผลงานอันประณีตทุกขั้นตอน สำหรับคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 นี้ อเลสซานโดร ซาร์โตริ (Alessandro Sartori) อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ประจำแบรนด์นำมาปรับใช้กับโครงสร้างชุดสูท กางเกง เสื้อโค้ทตัวยาว เสื้อบอมเบอร์แจ็คเก็ต อีกทั้งมาพร้อมกับดีเทลลวดลายอันโดดเด่นและสีประจำซีซั่น อาทิ สีน้ำตาลหินทราย สีฟ้า สีน้ำตาลควอตซ์ สีเขียวเข้ม สีดำ สีน้ำเงินปีกนกยูง สีแอมเบอร์ มาให้เลือกสวมใส่ตามโอกาสอันเหมาะสม

แป้งผสมรองพื้นยุคใหม่…เนื้อต้องดี สีต้องใช่!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636955

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 09:10 น.แป้งผสมรองพื้นยุคใหม่...เนื้อต้องดี สีต้องใช่!!เลือกแป้งผสมรองพื้นอย่างไรให้ตรงกับสีผิว แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทย “กิฟฟารีน” เผยเทคนิคขั้นเทพในการเลือกแป้งผสมรองพื้นยุคใหม่เอาใจสาวๆ

ใบหน้าเปรียบเสมือนแคนวาสผืนใหญ่ การจะแต่งหน้าให้สวยดูเป็นธรรมชาติจึงต้องเริ่มจากการมีผิวหน้าที่เนียนฉ่ำเด้งดูสุขภาพดี ช่างแต่งหน้ามืออาชีพให้ความสำคัญมากกับขั้นตอนการเตรียมผิวและลงรองพื้น เพราะรู้ดีว่านี่คือหัวใจสำคัญของการเมคอัพยุคใหม่ แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ถนัดการใช้รองพื้น เพราะเกลี่ยไม่เป็น กลัวหน้ามันเยิ้ม และดูหนาโบ๊ะเหมือนโบกปูน แป้งผสมรองพื้นยุคใหม่ คือไอเท็มที่ต้องมี ด้วยคุณสมบัติในการเบลอรูขุมขน ช่วยให้ผิวสวยเนียนผ่อง เกลี่ยง่าย เนื้อแป้งเนียนไปกับผิว สภาพผิวแบบไหนก็เอาอยู่ พกแค่ตลับเดียวก็สวยเนียนใสไร้ที่ติได้ทั้งวัน

แต่ด้วยความที่แป้งผสมรองพื้นมีส่วนผสมของน้ำมันน้อย จึงช่วยให้ได้ฟินิชลุคแบบแมตต์และติดทนนาน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์แป้งผสมรองพื้นให้สาวๆ เลือกหลากหลายแบรนด์มาก ตั้งแต่อินเตอร์แบรนด์ไปจนถึงแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยอย่าง กิฟฟารีน

นอกจากความคุ้มค่าเงินในกระเป๋าแล้ว เทคนิคการเลือกแป้งผสมรองพื้น ควรดูจากลักษณะการใช้งานเป็นสำคัญด้วย เช่น ใช้สำหรับป้องกันความมัน ใช้เติมระหว่างวัน ใช้ปรับสภาพผิว ใช้ปกปิดรอยสิว-ฝ้า-กระ ใช้ฟินิชลุคหลังการแต่งหน้า หรือจะใช้เป็นสกินแคร์ก็ยังได้ ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่มีการพัฒนาไปถึงขั้นคิดค้นแป้งผสมรองพื้นที่มีสารบำรุงผิวในตัว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงผิวหน้าไปอีกขั้น ร่วมด้วยนวัตกรรมเนื้อสี (Pigment) บางเบา ช่วยควบคุมความมันได้ดี และเหมาะกับอากาศร้อนชื้น บางแบรนด์ยังเพิ่มคุณสมบัติป้องกันแดดในตลับเดียว ตอบโจทย์สาวยุคใหม่ที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย

ก่อนจะเลือกแป้งผสมรองพื้น ควรศึกษาให้ดีเพราะผิวของคนเรามีหลากหลายโทนมาก การเลือกแป้งผสมรองพื้นให้เหมาะกับสีผิวถือเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สำคัญในการเมคอัพ

  • สาวผิวขาวมาก ควรใช้แป้งผสมรองพื้นอมชมพูเพื่อช่วยขับผิวหน้าให้แลดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี  
  • สาวผิวขาวเหลือง แนะนำให้เลือกแป้งผสมรองพื้นที่สีใกล้เคียงกับผิว เพื่อป้องกันการขาววอก จะเป็นโทนเหลืองหรือชมพู ก็ขึ้นกับอันเดอร์โทนของผิว
  • สาวผิวสองสี หากต้องการผิวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติแนะนำให้เลือกสีแป้งผสมรองพื้นที่สีใกล้เคียงกับผิว แต่หากต้องการให้ผิวดูสว่างกว่าผิวหน้าจริงเล็กน้อย ลองเลือกแป้งผสมรองพื้นที่ขาวกว่าผิวหน้าจริงหนึ่งเฉดสี
  • สาวผิวเข้ม แนะนำให้เลือกแป้งผสมรองพื้นที่สีกลมกลืนกับผิว เผยผิวเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ
กิฟฟารีน อินโนเวีย ฟลอเลส คอมแพ็ค พาวเดอร์ เอสพีเอฟ 50+ พีเอ++++ (ราคา 490 บาท)

มาราธอนเด็กครั้งแรกในไทย centralwOrld kids run 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636954

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 08:05 น.มาราธอนเด็กครั้งแรกในไทย centralwOrld kids run 2020 centralwOrld kids run 2020 มาราธอนเด็กครั้งแรกในไทย เซ็นทรัลเวิลด์ชวนเด็กอายุ 7-12 ปีแข่งขันวิ่งชิงทุนการศึกษาพร้อมกิจกรรมสนุกสุดมันส์มากมาย ตอกย้ำการเป็นเดสติเนชั่นของครอบครัวอย่างแท้จริง 7 พ.ย.นี้

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อครอบครัวในงาน “centralwOrld kids run 2020” ครั้งแรกในไทยกับการแข่งขันวิ่งมาราธอนเด็ก ประเภท Micro Marathon ระยะทาง 2 กิโลเมตร รุ่น 7-12 ปี เปิดโอกาสให้น้องๆ หนู ๆ จากทั่วประเทศได้เข้ามาร่วมสนุก พร้อมชิงทุนการศึกษาและเหรียญรางวัล พร้อมรางวัลพิเศษจากแบรนด์ดังมากมาย รวมมูลค่ากว่า 250,000 บาท โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ family wOrld fest ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เพื่อตอกย้ำการเป็น Family & Kids destination พื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง ภายในงาน เตรียมพบกับกิจกรรมสนุกๆ เพื่อทุกคนในครอบครัวมากมายที่จะสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่ทุกคนในครอบครัว และเป็นการส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ อาทิ การแข่งขันกีฬาประเภททีมชักเย่อและวิ่งผลัด 4 x 25 เมตร เป็นต้น

ชวนทุกคนในครอบครัวมาฟิตร่างกายให้พร้อม แล้วร่วมสนุกไปกับกิจกรรม “centralwOrld kids run 2020” เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 3 พ.ย. 63 ผ่านทาง Facebook Fan Page: centralwOrld และจะแข่งขันในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 ณ ลานสแควร์ซี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป พิเศษ! สำหรับน้องๆ ที่ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม จะได้มีโอกาสวอร์มอัพร่างกายจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานระดับสากล สำหรับ”centralwOrld kids run 2020” ประกอบไปด้วยการแข่งขันวิ่งมาราธอนเด็กครั้งแรกของไทย และการแข่งขันกีฬาประเภททีมอื่นๆ ดังนี้

การแข่งขัน Kids Marathon ระยะทาง 2 กิโลเมตร รุ่นละ 100 คน ได้แก่

  1. รุ่น Junior อายุ 7-9 ปี และกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 (ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร)
  2. รุ่น Kids อายุ 10-12 ปี และกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 (ระยะทาง 2 กิโลเมตร) 

การแข่งขันกีฬาประเภททีม ได้แก่

1. ชักเย่อ ทีมละ 8 คน (มีผู้เล่นสำรองได้ไม่เกินทีมละ 2 คน)

  • ประเภทรวมชายหญิง ระดับชั้นประถมศึกษา 2
  • ประเภทรวมชายหญิง ระดับชั้นประถมศึกษา 3

2. วิ่งผลัด 4 x 25 เมตร

  • ประเภทชายและหญิง ระดับชั้นอนุบาล 1-3
  • ประเภทชาย ระดับชั้นประถมศึกษา 1 – 2
  • ประเภทชาย ระดับชั้นประถมศึกษา 3
  • ประเภทหญิง ระดับชั้นประถมศึกษา 1 – 2
  • ประเภทหญิง ระดับชั้นประถมศึกษา 3

สำหรับรางวัลการแข่งขัน มีรายละเอียด ดังนี้

1. การแข่งขัน Kids Marathon ทั้งสองรุ่น ผู้ชนะเลิศทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอันดับที่ 1-3 จะได้รับเงินรางวัล รวมทั้งสิ้น 12 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 7,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 3,000 บาท และสำหรับผู้ที่วิ่งได้ครบตามระยะที่กำหนด จะได้รับเหรียญรางวัลพร้อมใบประกาศนียบัตรจากสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

2. การแข่งขันกีฬาประเภททีม ทั้งประเภทชักเย่อ และวิ่งผลัด 4 x 25 เมตรทุกรุ่น ผู้ชนะอันดับที่ 1-3 จะได้รับเหรียญรางวัลและใบประกาศนียบัตร ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ จะได้รับเหรียญทองและใบประกาศนียบัตร, รองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับเหรียญเงินและใบประกาศนียบัตร และรองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับเหรียญทองแดงและใบประกาศนียบัตร เป็นต้น 

เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาพบกันที่งาน “centralwOrld kids run 2020” ณ ลานสแควร์ซี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 7 พ.ย. 63 นี้

รู้หรือไม่! เด็กไทย 1 ใน 450 เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งหรือเพดานโหว่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636810

วันที่ 30 ต.ค. 2563 เวลา 10:10 น.รู้หรือไม่! เด็กไทย 1 ใน 450 เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งหรือเพดานโหว่ชวนปันน้ำใจ “คืนรอยยิ้ม=คืนชีวิต” มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ชวนร่วมบริจาคการกุศล สานฝันเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ พร้อมเผยฉากชีวิตจริงของ “บอม” เด็กที่เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ สู่หนุ่มวัย 22 ปี ที่พัฒนาตนเอง พัฒนาศักยภาพให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างดี พร้อมเป็นพลังสำคัญของประเทศชาติ

  • ในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยด้อยโอกาสที่ขอเข้ารับการรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่จากมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เป็นจำนวนมาก โดยโอกาสในการรักษาจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินบริจาคสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิฯ 

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่

ทพญ.ยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ทารกแรกเกิดมีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เพราะเกิดความผิดปกติในพัฒนาการของทารกในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ มีสาเหตุหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม หรือ สิ่งแวดล้อม เช่น ขณะตั้งครรภ์มารดาเจ็บป่วย ขาดสารอาหาร ใช้ยาเสพติด หรือได้รับยาบางชนิดที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์

โดยสถิติในประเทศไทยมีเด็กทารก 1 ใน 450 รายเกิดมามีภาวะปากแหว่ง หรือเพดานโหว่ ทั้งสองอย่าง หรือประมาณ 1,500 คนต่อปี ไม่รวมเด็กทารกที่ไม่ได้แจ้งเกิด หรือไม่มีสัญชาติไทย การให้การรักษาต้องใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา และเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้กินได้ หายใจได้ พูดได้ และลดความผิดปกติอันเกิดจากความบกพร่องทางพัฒนาการ 

ในแต่ละปีจำนวนผู้ป่วยด้อยโอกาสที่เข้ารับการรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินบริจาคสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิฯ   โดยในปี 2562 มูลนิธิฯ ได้ให้การผ่าตัดรักษาไปแล้วจำนวน 758 ราย ด้วยการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จำนวน 4 ครั้ง และโครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่องจำนวน 4 โรงพยาบาล ส่วนในปี 2563 เราเผชิญสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ประสบความยากลำบาก แต่เราก็ยังคงเพียรพยายามสานต่อพันธกิจในการให้การรักษาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ และความผิดปกติอื่นๆ บนใบหน้าแก่ผู่ป่วยยากไร้ โดยผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไปเป็นจำนวน 421 ราย โดยมีการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 2 ครั้ง และโครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่องจำนวน 4 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ในการนี้มูลนิธิฯ ได้จัดทำภาพยนตร์สั้นเพื่อการประชาสัมพันธ์และการระดมทุนการกุศลเพื่อปฏิบัติการ “คืนรอยยิ้ม = คืนชีวิต” ซึ่งเป็นภารกิจหลักของมูลนิธิฯ ในโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อทำการผ่าตัดและดูแลรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายการรักษาในปี 2564 จำนวนกว่า 800 ราย ผู้ร่วมสนับสนุนสามารถบริจาคเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพลินจิต เลขที่ 059-285581-4  

“เราพยายามเผยแพร่ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เพื่อให้สังคมมีความเข้าใจและสร้างความร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้เหล่านี้ ซึ่งเกิดมามีใบหน้าไม่ครบ มีความพิการของอวัยวะในช่องปาก จมูก และทางเดินหายใจ มีความทุกข์ทั้งทางกาย อารมณ์ จิตใจ และขาดโอกาสทางสังคม การรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ต้องใช้การผ่าตัดหลายครั้ง ฝึกพูด การรักษาทางทันตกรรมเพื่อให้มีฟันเคี้ยวอาหาร โดยต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจนถึงวัย 18 ปีจากทีมแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา

กรณีของน้องบอมในภาพยนต์สั้น กว่าจะถึงวันนี้ได้รับการผ่าตัดมาแล้วถึง 7 ครั้ง การผ่าตัดเย็บปากแหว่งในเด็กแรกเกิด เป็นเพียงก้าวแรกในการรักษาอันยาวนาน ผู้ป่วยยังต้องเข้ารับการผ่าตัดปิดช่องโหว่ระหว่างปากกับจมูก เติมกระดูกขากรรไกรที่โหว่เพื่อให้ฟันขึ้น และผ่าตัดขากรรไกรที่มีพัฒนาการบกพร่อง ทั้งหมดนี้เพื่อลดความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ป่วยด้อยโอกาสจำนวนมากขาดกำลังทรัพย์และไม่อาจเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้เต็มที่ การทำงานของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มส่วนหนึ่งจึงเป็นงานออกหน่วยแพทย์อาสาสมัครเคลื่อนที่ ไปในพื้นที่ห่างไกล โดยมีอาสาสมัครที่เป็นแพทย์สาขาต่างๆ ทันตแพทย์ พยาบาล และผู้ปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมเป็นคณะไปทำงานรักษาผู้ป่วยด้วยกัน ภารกิจของเราสำเร็จได้ในแต่ละปีด้วยเงินบริจาคเพื่อการกุศลจากคนไทยผู้ใจบุญทุกๆ ท่าน” ทพญ.ยุพเรศ กล่าว 

สำหรับภาพยนตร์สั้นชุดนี้ได้รับความร่วมมือจาก “บอม” โสภณ คำรินทร์ เด็กหนุ่มจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผู้เกิดมามีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ชีวิตจริงของบอมในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นความทุกข์ยากทางกาย และจิตใจ อันยาวนาน ของผู้ป่วยที่เกิดมามีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ที่มักเติบโตมากับความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเพื่อนและสังคม ซึ่งเห็นเขาเป็นตัวประหลาด และขาดปัญญา เพราะมีใบหน้าพิการ และพูดไม่ชัดเหมือนคนทั่วไป

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ได้ให้ความช่วยเหลือในการรักษาน้องบอม ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี รวมการผ่าตัด 7 ครั้ง ที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตที่ท้อแท้ เป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยพลังและความหวัง เมื่อเขาหายใจได้ กินได้ พูดได้ มีเพื่อน สามารถเรียนจบจากวิทยาลัยการอาชีพ และได้ทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ ตามความไฝ่ฝัน

ปัจจุบัน “บอม” อายุ 22 ปี เขาได้ชีวิตใหม่พร้อมรอยยิ้มที่ช่วยเปิดประตูโอกาสที่เกือบจะถูกปิดตายมาตลอดชีวิต ทำให้ได้พัฒนาตนเอง พัฒนาศักยภาพ ให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างดี เป็นพลังของประเทศชาติ      

นอกเหนือจากการใช้สื่อภาพยนตร์สั้นชุดนี้เพื่อการระดมทุนสำหรับพันธกิจในปี 2564 มูลนิธิฯ ยังมีอาสาสมัครคนดังอีก 3 ท่าน มาเป็นทูตสร้างรอยยิ้ม (Smile Ambassador) ของเรา ได้แก่ “ออม”สุชาร์ มานะยิ่ง, “คชา” นนทนันท์ อัญชุลีประดิษฐ์  และ เทย่า โรเจอร์ส ซึ่งจะลงพื้นที่ทำงานร่วมกับหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ในท้องถิ่นห่างไกล  

อย่างไรก็ดี สถานการณ์โควิด-19 มีผลกระทบที่ทำให้เงินบริจาคแก่มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม มีจำนวนน้อยลง อาจไม่เพียงพอต่อการให้การรักษาเด็กๆ ที่ยังรอรับการรักษาอีกจำนวนมาก ในปี 2564 มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย วางแผนโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 3 ภาค รวม 4 จังหวัด และโครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่องจำนวน 5 โรงพยาบาล โดยมีเป้าหมายการรักษาประมาณ 800 ราย ภารกิจของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มในการคืนรอยยิ้ม เป็นการคืนชีวิตให้เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ให้พวกเขาได้มีโอกาสเติบโตและอยู่ในสังคมได้อย่างคนปกติ

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมบริจาคเพื่อการกุศลสนับสนุนพันธกิจของมูลนิธิฯ “คืนรอยยิ้ม คืนชีวิต” เพื่อให้การรักษาให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ โดยสามารถร่วมบริจาคเพื่อการกุศลสนับสนุนมูลนิธิสร้างรอยยิ้มได้ที่ บัญชีออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพลินจิต เลขที่ 059-285581-4

ปรับบ้านรับทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636637

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 10:42 น.ปรับบ้านรับทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ยหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา แนะเคล็ดลับ “ปรับบ้านรับทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ย” พร้อมเผยฮวงจุ้ยของบ้านที่ดีควรมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ธาตุ มีอะไรบ้างมาดูกัน

เพราะ “บ้าน” คือ ศูนย์รวมความสุขของสมาชิกทุกคนในบ้าน และหากว่าบ้านมีการจัดฮวงจุ้ยที่ดี จะยิ่งเสริมให้ผู้อยู่ร่ำรวยมั่งมีได้อีกด้วย หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา หมอดูคนดัง แนะไอเดียปรับฮวงจุ้ยบ้านให้รับทรัพย์ ด้วยวิธีที่ทุกคนทำตามได้ไว้อย่างน่าสนใจ ในงาน “SCG HOME & Living Fair” งานแฟร์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีสำหรับคนรักบ้าน ซึ่งจัดขึ้นที่ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ โครงการ CDC เลียบด่วนรามอินทรา

“ฮวงจุ้ย” หรือในภาษาจีนกลางคือ Feng Shui (เฟิงสุ่ย) มาจากคำสองคำคือ ‘เฟิง’ แปลว่า ‘ลม’ และ ‘สุ่ย’ แปลว่า ‘น้ำ’ ดังนั้น ทฤษฎีของฮวงจุ้ยที่ดี จึงว่ากันด้วยทิศทางการหมุนเวียนของลมและการไหลเวียนของน้ำนั่นเอง

‘ลม’ ของฮวงจุ้ยจะพัดพาพลังชี่ (Shi) เข้ามาภายในบ้าน ฉะนั้น การจัดฮวงจุ้ยก็คือ การจัดพลังชี่ในบ้านให้ลมเกิดการหมุนเวียนในทิศทางที่ดีตามองศาของประตูและหน้าต่าง ถ้าจัดฮวงจุ้ยได้ถูกต้อง ตามตำราบอกว่า อยู่ 1 ปีก็รวย 10 เท่า ในทางกลับกันถ้าพลังชี่ไม่ดี อยู่ 1 ปีก็อาจจะจน 10 เท่าก็เป็นได้ สิ่งที่ต้องระวังเวลาจัดฮวงจุ้ยบ้านคือ ‘มุมของทางสามแพร่ง’ หรือ ‘เหลี่ยมของเสาหน้าบ้าน’ ห้ามมีมุมแหลมๆ พุ่งเข้ามาในบ้านเด็ดขาด และต้องระวังประตูที่เปิดเข้าตัวบ้าน (ไม่ใช่ประตูรั้ว เพราะประตูรั้วมีผลกับฮวงจุ้ยน้อยมาก) แนะนำว่าในวันที่อากาศดี ควรเปิดประตูตัวบ้านทิ้งไว้ให้ลมหมุนเวียนเข้ามา หรือเปิดหน้าต่างให้แสงแดดเข้ามาก็จะได้รับพลังชี่ที่ดี บ้านไหนที่มีประตูเข้าบ้าน 2 ประตู ควรใช้ประตูหลักที่ใหญ่กว่าให้บ่อยๆ เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าประตูใหญ่เป็นทางเข้าของมังกร หากทางสามแพร่งหรือเสาไฟฟ้าเกิดอยู่ตรงกับประตูหลักที่เข้าตัวบ้าน อันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี เพราะทำให้พลังชี่เข้ามาได้น้อย สามารถแก้ไขได้โดยนำต้นไม้ขนาดเล็กที่กำลังนิยมมาตั้งไว้ หรืออาจแขวนโมบายที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ก็จะช่วยลดพลังที่ไม่ดีลงได้ ส่วน ‘เลขที่บ้าน’ นั้น ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว เลขที่บ้านมีผลต่อฮวงจุ้ยน้อยมาก การจัดฮวงจุ้ยนั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องควบคุมพลังชี่ที่อยู่รอบตัวเราเป็นหลัก ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องทำก็คือ จัดการกับพลังชี่ในบ้านของเราให้ได้ก่อน

บ้านที่มีประตูหน้าบ้านตรงกับประตูหลังบ้าน

อันนี้ไม่ดี เพราะเมื่อพลังชี่เข้ามาในบ้านมันก็จะพุ่งออกไปเลย จึงเป็นบ้านที่เก็บเงินไม่ได้ แม้หาเงินได้เยอะ นั่นคือ พลังชี่อาจจะเข้ามาเยอะ แต่มันพุ่งออกไปเร็วมาก เปรียบดั่งหาเงินได้ แต่รายจ่ายก็เยอะ วิธีแก้คือ หาตู้โชว์ พาร์ทิชั่น หรือเฟอร์นิเจอร์ มาตั้งตรงกลางระหว่างประตูหน้าและประตูหลัง เมื่อพลังชี่เข้ามาก็จะถูกกักให้หมุน เวียนอยู่ในบ้าน ประตูเข้าตัวบ้านต้องเปิด-ปิดง่าย ปิดแล้วเสียงต้องไม่ดัง จะทำให้มีโชคลาภเงินทองไหลเข้ามา

ห้องนั่งเล่น (Living Room)

ห้องนั่งเล่นถ้าใช้งานบ่อยพลังงานที่ดีก็จะเข้ามาในบ้าน พูดง่ายๆ ว่าบ้านเปรียบเสมือนอวัยวะในร่างกาย ฉะนั้น ถ้ามีห้องไหนที่ทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานนานๆ ก็เหมือนเราไม่ได้ขยับอวัยะส่วนต่างๆ ในร่างกายเลย พลังชี่จะไม่เข้ามา

สิ่งที่อยากให้มีในห้องนั่งเล่น ถ้าชอบของมงคลแนวจีน แนะนำให้ตั้งรูปปั้นฮกลกซิ่ว จะช่วยให้พบกับความสำเร็จ 3 ประการคือ ครอบครัวดี หน้าที่การงานดี และสุขภาพดี แต่หากชอบของแต่งบ้านสมัยใหม่ ให้เลือกโคมไฟคริสตัล หรือคริสตัลสวยๆ ตั้งในตู้โชว์ เพราะจะช่วยกระจายพลังชี่ได้ อีกอย่างที่ห้องนั่งเล่นไม่ควรมีคือ โต๊ะสำหรับทานข้าว

ห้องครัวคือหัวใจของบ้าน

ครัวคือโชคชะตาของผู้หญิงในบ้าน ถ้าครัวทรุดผู้หญิงที่อยู่ในบ้านจะมีปัญหาสุขภาพ ถ้าหลังคาครัวรั่วหมายถึงทรัพย์รั่ว ถ้าพื้นครัวมีโพรง ผู้หญิงบ้านนี้จะเจ็บป่วยได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ตำแหน่งของเตาไฟ คนจีนเชื่อว่าเตาไฟเป็นตัวแทนของหญิงผู้ให้กำเนิด จึงห้ามตั้งเตาไฟในทิศตรงข้ามกับอ่างล้างจาน หรือไม่ควรตั้งเตาไฟติดกับอ่างล้านจาน และ ห้ามตั้งเตาไฟโดยใช้ผนังร่วมกับห้องน้ำ เพราะจะทำให้ผู้หญิงในบ้านป่วย แถมโชคลาภก็จะไม่เข้ามาในบ้านด้วย หากมีเตาไฟในบ้านควรใช้บ่อย ๆ เพื่อหมุนเวียนพลังหยาง (ความร้อน) ซึ่งจะต้องบาลานซ์กับพลังหยิน (ความเย็น) ของน้ำในบ้านที่มีการเคลื่อน ไหวด้วย

ห้องนอนก็สำคัญเช่นกัน

ห้องนอนที่เก็บของเยอะเกินไปจนดูรก ก็เหมือนเป็นการสะสมพลังลบไว้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรมีของให้น้อยที่สุด ข้อควรระวังอีกอย่าง อย่าให้ประตูห้องน้ำเปิดมาแล้วเจอเตียงเลย เพราะจะทำให้ป่วย สำหรับหัวเตียงไม่จำเป็นต้องหันไปทางทิศตะวันออกเสมอไป ถ้าในห้องนอนมีกระจก ไม่ควรให้กระจกหันหรือสะท้อนมาที่เตียงนอน เพราะจะสะท้อนพลังดี ๆ ออกไปหมด และถ้าห้องอยู่ชั้นล่างของบ้าน ห้ามนอนหันปลายเท้าไปทางประตูเข้าตัวบ้าน เพราะจะเหมือนการหามคนเจ็บคนตาย

ฮวงจุ้ยของบ้านที่ดีควรมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ธาตุ ดังนี้

  • ‘ธาตุน้ำ’ ในบ้านควรมีสีฟ้า สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุน้ำ หรือตั้งน้ำพุเล็ก ๆ ที่มีความเคลื่อนไหว ก็จะช่วยเสริมฮวงจุ้ยที่ดี
  • ‘ธาตุไม้’ ควรหาต้นไม้ประดับเล็ก ๆ ที่มีใบสีเขียวมาไว้ในบ้าน หรือ หากบ้านไหนมีพื้นบ้านที่เป็นพื้นไม้ก็ถือว่าใช้ได้
  • ‘ธาตุไฟ’ สีส้ม สีแดง และสีชมพู คือตัวแทนของธาตุไฟ อาจจะใช้หมอนอิง โคมไฟ หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่มีสีเหล่านี้มาประดับไว้
  • ‘ธาตุดิน’ อาจเลือกใช้พรมเช็ดเท้าที่มีสีน้ำตาล หรือสิ่งของที่อยู่ในหมวดสีเอิร์ธโทนนำมาตกแต่งในบ้านก็ช่วยเสริมธาตุดินได้
  • ‘ธาตุโลหะ’ อาจเป็นสิ่งของที่ทำจากโลหะทั้งหลาย เช่น โต๊ะที่มีขาสเตนเลส หรือแจกันสีทองแววาวก็ได้

ถ้าบ้านไหนมีสิ่งของหรือการตกแต่งครบทั้ง 5 ธาตุแล้ว ก็ถือว่าบ้านนั้นมีฮวงจุ้ยที่ดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสริมฮวงจุ้ยด้านอื่นๆ ก็ได้