ไม่ได้เชียร์ปูติน ไม่ได้ชอบสงคราม แต่เหลือทนกับมหาอำนาจบาตรใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679026

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 20:34 น.ไม่ได้เชียร์ปูติน ไม่ได้ชอบสงคราม แต่เหลือทนกับมหาอำนาจบาตรใหญ่

สงครามคือความโหดร้ายแต่การเมืองก็โหดร้ายเช่นกัน ขณะที่สงครามอาจจะนับเหยื่อได้ง่าย แต่เหยื่อจากการชิงอำนาจทางการเมืองโลกอาจจะนับยากยิ่งกว่า

ผู้เขียนเห็นความเห็นหนึ่งแพล็ตฟอร์มข่าวต่างประเทศ เจ้าของคอมเมนต์บอกในทำนองว่า ชาวแอฟริกัน ชาวลาตินอเมริกัน ชาวตะวันออกกลาง ชาวเอเชียส่วนใหญ่ต่างก็ “เข้าอกเข้าใจรัสเซีย” ที่ต้องรุกรานยูเครน มีแต่ชาติตะวันตกกับ “สมุน” ไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่พยายามทำให้รัสเซียเป็นผู้ร้าย ส่วนตัวเองเป็นพระเอก

บอกตามตรงว่าผู้เขียนคิดคล้ายๆ กันเรื่องคนส่วนใหญ่ของโลก (อย่างน้อยเท่าที่อ่านผ่านตาในช่องคอมเมนต์ข่าว) ถ้าไม่เห็นใจรัสเซียก็ประณามชาติตะวันตกว่าเป็นตัวการของสงคราม

ผู้เขียนยังเห็นแนวโน้มของการตำหนิผู้นำยูเครนที่คล้อยตามชาติตะวันตก ตะบี้ตะบันที่จะพายูเครนเป็นสมาชิกนาโตให้ได้ ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ว่าเป็นการบีบให้รัสเซียต้องลงมือ

ผู้เขียนคิดคล้ายๆ กับคนเหล่า แต่ตัวผู้เขียนไม่สนับสนุนสงคราม คิดว่าการใช้กำลังทหารของปูตินโหดร้ายและเร่งรีบเกินไปจนเกิดความเสียหายในวงกว้าง และที่สำคัญผู้เขียน “ไม่ใช่แฟนปูติน”

ด้วยความสัตย์จริง ผู้เขียนทำงานด้านข่าวต่างประเทศมาเกือบ 20 ปีแล้ว ไล่หลังปูตินก้าวขึ้นสู่อำนาจไม่กี่ปี เห็นการพลิกโฉมรัสเซียจากยักษ์ป่วย จนกลายเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง เห็นปูตินที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชม จนวันนี้กลายเป็นคนที่มองเป็น “ตัวโกง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผู้เขียนติดตามข่าวของปูตินห่างๆ ไม่ได้ชื่นชมโสมนัสเหมือนบางคนที่ยกให้เป็นผู้นำผู้เปี่ยมความสามารถราวกับไร้ที่ติ ปูตินนั้นแม้จะทำให้รัสเซียพ้นจากกาลียุคมาได้ก็จริง แต่เขาก็กำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างร้ายกาจเช่นกัน

และผู้เขียนก็ไม่ได้ชื่นชอบระบอบอำนาจนิยม/เผด็จการ เพราะไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ซึ่งรัสเซียยุคปูตินนั้นประชาชนถูกบีบมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ผู้เขียนนึกถึงมงแต็สกีเยอ นักปรัชญาฝรั่งเศสที่ชี้ว่าระบอบเผด็จการนั้นเหมาะกับประเทศใหญ่ๆ ส่วนประเทศเล็กๆ นั้นเหมาะกับระบอบมหาชนรัฐ (หรือประชาธิปไตยเสรี)

นี่เป็นความคิดสมัยศตวรรษที่ 18 แต่เราจะเห็นว่ามันยังเป็นจริงอยู่บ้างในยุคสมัยนี้ คือกรณีของรัสเซียและจีน โดยมีสหรัฐเป็นข้อยกเว้น

รัสเซียนั้นแพแตกเมื่อสิ้นระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ เมื่อมีผู้นำประชาธิปไตยก็อ่อนปวกเปียกจนคานอำนาจพวกตะวันตกไม่ได้ ทำให้พวกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐกุมอำนาจเดี่ยวในเวทีการเมืองโลก

อำนาจบาตรใหญ่ของชาติตะวันตกในฐานะเจ้าโลกเดี่ยวนั้นเห็นได้จากบทความของผู้เขียนเรื่อง “โจมตีประเทศอื่นตามใจชอบ นาโตทำได้ คนอื่นทำไม่ได้!” ในกรณีบอมบ์ยูโกสลาเวียตามใจชอบ

มองอีกแง่หนึ่งไอ้การกุมอำนาจแต่ผู้เดียวของบางประเทศ (Hegemony) นั้น มันต่างจากเผด็จการตรงไหน?

พอรัสเซียได้ปูตินและปูตินบริหารดีจนประชาชนพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็เริ่มทำตัวเป็นผู้นำแบบที่รัสเซียต้องการ นั่นคือเผด็จการ

ส่วนจีนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในยุคสาธารณรัฐที่คนคาดหวังว่าจีนจะมีประชาธิปไตยนั้น นอกจากจะพังไม่เป็นท่าแล้ว ยังแบ่งเป็นก๊กบดขยี้กันเองด้วยซ้ำ จนกระทั่งเผด็จการคอมมิวนิสต์เข้ามากุมอำนาจเดียวและจัดระเบียบจนจีนเป็นจีนที่แกร่งดังทุกวันนี้

คนไทยบางคนอาจคิดว่าเผด็จการแบบนี้สมควรมอบประเทศให้บริหาร แต่ผู้เขียนขอบอกว่า “ตรองดูให้ดี” เพราะคุณภาพของผู้นำเผด็จการบ้านเราอาจไม่เท่าจีนหรือปูติน

กลับมาที่ความเป็นเผด็จการของปูติน

ด้วยความที่ชาติตะวันตกโปรโมทระบอบการเมืองของตัวเองอย่างหนักในช่วงกุมอำนาจเดี่ยวในเวทีการเมืองโลก ทำให้เราๆ คิดว่า “ประชาธิปไตยเสรี” แบบตะวันตกมันคือทุกสิ่งทุกอย่าง มันดีงามที่สุด มันมีแต่ความเท่าเเทียมดังยุคพระศรีอาริย์

แต่ประชาธิปไตยนั้นไม่จำเป็นต้องลอกแบบใคร ขอเพียงให้อำนาจประชาชนตัดสินใจชะตากรรมตัวเอง มีระบอบการถ่วงดุลอำนาจที่ดี และมีความโปร่งใสเรื่องการบริหาร เราก็สามารถสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบของเราได้

แต่เพราะการโฆษณาของชาติตะวันตกที่ยกตัวเองว่าดีเลิศ คนอื่นชั่วช้านั้น ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศหลายๆ เรื่องถูกเบี่ยงประเด็นจากเรื่องการชิงอำนาจ กลายเป็นเรื่องฮีโร่ประชาธิปไตยกอบกู้โลกจากเผด็จการที่โหดร้าย

ประชาชนในประเทศโลกที่สาม/ประเทศชายขอบต่างรู้เช่นเห็นชาติการกระทำอำพรางพวกนี้ดี เพราะประเทศของพวกเขาถูกย่ำยีจากตะวันตกโดยอ้างว่าจะช่วยสร้างความศิวิไลซ์บ้าง (ข้ออ้างสมัยล่าอาณานิคม) จะช่วยสร้างประชาธิปไตยบ้าง (ข้ออ้างสมัยลัทธิจักรพรรดินิยมใหม่คือยุคนี้)

เชื่อหรือไม่ว่าในสงครามยูเครน พวกตะวันตกและคนยูเครนเองก็ยังยึดติดกับแนวคิดว่า “เราคือผู้ศิวิไลซ์” ส่วนรัสเซียนั้นเป็นดังพวก “อนารยชน”

รัสเซียแม้จะฝรั่งเหมือนกัน แต่พวกยุโรประแวงว่าเป็นพวกครึ่งชาติยูเรเชีย ทั้งยังใหญ่โตและทรงอำนาจ ต่างจากชาติตะวันตกที่ประกอบด้วยรัฐเล็กๆ ย่อมๆ ต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด ทำไม่ค่อยอยากจะให้รัสเซียเป็น “พวกเดียวกับเรา”

นั่นก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือชาวตะวันตกแม้จะพยายามบอกชาวโลกว่าพวกเขา “อารยะ” ไม่เหยียดชาติพันธุ์ใด แต่การกระทำในช่วงสงครามยูเครนทำให้ชาวโลกต้องย่นคิ้วด้วยความสงสัยว่าที่ผ่านมามันเป็นการเล่นละครหรือไร?

จะขอยกตัวอย่าง ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอาวุโสของ CBS News (ช่องข่าวอเมริกัน) ที่กล่าวระหว่างรายงานข่าวว่า ยูเครนนั้น “ด้วยความเคารพ ไม่ใช่สถานที่เหมือนกับอิรักหรืออัฟกานิสถาน ที่มีความขัดแย้งโหมกระหน่ำมานานหลายทศวรรษ นี่เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างมีอารยะธรรม ค่อนข้างเป็นยุโรป”

หรือจะเป็นผู้สื่อข่าวของ ITV (ช่องข่าวอังกฤษ) ที่รายงานว่า “นี่ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา ประเทศโลกที่สาม นี่คือยุโรป!” หรือจะเป็นข้อเขียนของแดเนียล แฮนแนน นักการเมืองอังกฤษและนักเขียนของ Telegraph บอกว่า “ยูเครนเป็นประเทศในยุโรป ผู้คนดู Netflix และมีบัญชี Instagram ลงคะแนนในการเลือกตั้งเสรีและอ่านหนังสือพิมพ์ที่ไม่เซ็นเซอร์ สงครามไม่ใช่สิ่งที่มาเยี่ยมเยียนประชากรที่ยากจนและทุรกันดารอีกต่อไป”

เมื่อชาวตะวันตกพรรณนาความขัดแย้งเรื่องยูเครนแบบนี้จะไม่ให้ “คนส่วนใหญ่ของโลก” หงุดหงิดได้อย่างไร เพราะพวกเขายังมีความคิดเหยียดๆ แอบแฝงอยู่ และมันเผยตัวเองออกมาเมื่อสงคราม (ที่พวกเขามักไปก่อในประเทศอื่น) มาโผล่ที่หน้าประตูบ้าน

“คนส่วนใหญ่เหล่านี้” ไม่ได้อยู่แค่ในแอฟริกา ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียส่วนใหญ่ แต่ในใยุโรปก็มีมาก หนึ่งในนั้นคือ เอกตอร์ เบเยริน นักฟุตบอลอาชีพชาวสเปนและทีมชาติสเปนในสังกัดอาร์เซนอล/เรอัลเบติส เขาบอกกับ Marca สื่อกีฬาของสเปนว่า 

“มันเกิดขึ้นในปาเลสไตน์ เยเมน อิรัก… ตอนนี้เรากำลังตัดสินใจว่ารัสเซียควรจะเล่นในฟุตบอลโลกหรือไม่ เอาจริงๆ แล้วนี้คือสิ่งที่ประเทศอื่นทำมาหลายปีแล้ว” และว่านี่ “เป็นการเหยียดเชื้อชาติที่เมินเฉยต่อความขัดแย้งอื่นๆ”

ด้วยทัศนคติแบบนี้นี่เองที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและผู้ที่ตาสว่างในประเทศพัฒนาแล้วรู้สึกรังเกียจพวกนักการเมืองตะวันตก รู้สึกเวทนาคนยูเครนเพราะพวกตนก็เคยมีชะตากรรมคล้ายๆ กัน แต่ก็หมั่นไส้รัฐบาลเซนเลนสกีที่กระเสือกกระสนเข้าไปหาสงครามเอง

และ “คนส่วนใหญ่ของโลก” ไม่ได้โปรปูตินและไม่ได้โปรสงคราม เมื่อพวกเขาด่าตะวันตกและตำหนิเซนเลนสกี

ตรงกันข้ามคนเหล่านี้เจ็บปวดกับสงครามและเจ็บแสบกับการขูดรีดโดยประเทศอำนาจบาตรใหญ่ สิ่งที่เขาโปรคือ “ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศ” และตำหนิ “ความหน้าไหว้หลังหลอก”

พวกเขารู้ดีว่าศึกยูเครน-รัสเซียไม่ใช่การต่อสู้ของ “ความดี-ความชั่ว” หรือ “เสรีภาพ-การกดขี่” หรือ “ประชาธิปไตย-เผด็จการ” แต่เป็นสงครามชิงอำนาจระหว่างโลกตะวันตกและโลกตะวันออก

นาโตก็ขยายอำนาจ รัสเซียก็ขยายอำนาจ ต่างฝ่ายต่างต้องการปักหมุดยึดพื้นที่ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอะไรก็ตาม นี่คือการชิงความเป็นใหญ่ชัดๆ

แต่เพราะมองประเด็นไม่ขาด บางคนที่ “เชียร์” ศึกชิงอำนาจครั้งนี้จึงคิดแคบๆ ว่า พวกที่เข้าใจว่ารัสเซียทำลงไปทำไมนั้นไม่ต่างอะไรกับพวกเชียร์เผด็จการ และการเห็นใจยูเครนเท่ากับเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

การคิดแบบนี้คับแคบเกินไป เพราะไม่ทุกคนที่ชอบปูตินและให้ท้ายการทำสงคราม หลายคนสงสารยูเครน แต่ก็ไม่ชอบแนวทางรุกตะวันออกของนาโต

โลกเราทุกวันนี้แตกแยกเป็นขั้ว คือ Polarized ความเห็นต่างขั้วตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์แบบขาวกับดำ เอ็งชั่ว-ข้าดี ข้าถูก-เอ็งผิด ไม่คิดว่าโลกเรามันสีเทาๆ จะขาวดำแบบปลอดๆ นั้นไม่มี

เอาจริงๆ สถานะการณ์แบบ Polarized นั้นเหมือนกับโลกเป็น Bipolar มากกว่า คือมักจะแบ่งพวกทะะเลาะกันเป็นสองกลุ่มอย่างที่บอกไว้ข้างต้น โดยไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ยอมเข้ากลุ่ม หรือคิดไม่เหมือนสองกลุ่มนี้เป็นอิสระ กลุ่มอื่นๆ พวกนี้จะถูกบีบให้ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดูอย่างอินเดียที่เป็นพันธมิตรชาติตะวันตก/ญี่ปุ่นกลุ่ม QUOD ที่เอาไว้เล่นงานจีน (รวมถึงรัสเซียด้วย) แต่ไม่ยอมประณามรัสเซีย เพราะอินเดียนั้นมีมิตรไมตรีกับรัสเซียที่แนบแน่น อินเดียจึงถูกพวกพันธมิตร QUOD และลูกไล่ชาติตะวันตกกดดันไม่หยุด แม้แต่ญี่ปุ่นก็เอากับเขาด้วย

ไบเดนนั้นถึงกับออกปากว่าอินเดียนั้นค่อนข้างจะ “พึ่งพาไม่ได้” (somewhat shaky) ในเรื่องการประณามรัสเซีย

แต่การกดดันอินเดียอย่างหนักทำให้ชาวอินเดียแสดงพลังอย่างไม่เคยมาก่อนในการตอบโต้ตะวันตกตามแพลตฟอร์มข่าวต่างๆ ความที่คนอินเดียเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราจึงเห็นทัศนะแบบสวนกลับชาวตะวันตกที่ต่อต้านการรุกรานยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกครั้งต้องย้ำว่าคนอินเดียก็ไม่ได้สนับสนุนสงคราม เพียงแต่พวกเขายอมไม่ได้ที่พันธมิตรตะวันตกจะชี้นิ้วสั่งให้ประเทศเขาทำโน่นทำนี่ตามใจชอบ และอินเดียนั้นภูมิใจกับการเป็น “ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก” จึงไม่ยอมก้มหัวให้พวกที่ผูกขาดความเป็นประชาธิปไตย

ชาติตะวันตกนั้นออกปากว่ารัสเซีย “หยิ่งยะโส” แต่ก็ไม่ได้ดูตัวเองว่าหยิ่งยะโสเสียยิ่งกว่าจนคิดว่าส่วนใหญ่ของโลจะต้องหันซ้ายหันขวาเพื่อพวกเขาออกคำสั่ง

ความหยิ่งยะโสนี้เกิดจากการที่ตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐเป็นมหาอำนาจเดี่ยว (Unipolar) มานาน จนคิดว่าตัวเองสั่งคนทั้งโลกได้

ดังที่ไบเดนออกปากมาแล้วว่าโลกเราถึงจุดกเปลี่ยน และ “มันกำลังจะมีระเบียบโลกใหม่ และเราจะเป็นผู้นำ (ระเบียบโลก) เราจำเป็นต้องสร้างเอกภาพของประเทศโลกเสรีในการทำเช่นนี้”

ความคิดแบบนี่แหละที่เรียกว่าหยิ่งยะโส และนำไปสู่การเผชิญหน้ากับประเทศที่ไม่ยอมจำนนกับระเบียบโลกที่พวกนี้ยัดเยียดให้

หากปูตินจะมีคุณความดีอยู่บ้างในตอนนี้ ก็คงจะเห็นการที่เขาเปลือยนิสัยสันดานแท้จริงของโลกตะวันตกเสียล่อนจ้อนนั่นเอง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – A photo shows a painting depicting Russian President Vladimir Putin killing a dove, at Place de la Paix in Lyon, central eastern France, in March 22, 2022. (Photo by JEFF PACHOUD / AFP) 

เปิดคลังแสงรัสเซีย ถ้าต้องงัดนิวเคลียร์ออกมาใช้จะหายนะแค่ไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679019

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 19:00 น.เปิดคลังแสงรัสเซีย ถ้าต้องงัดนิวเคลียร์ออกมาใช้จะหายนะแค่ไหน

คลังแสงอาวุธนิวเคลียร์รัสเซีย น่ากลัวแค่ไหนถ้า ‘สงครามนิวเคลียร์’ เปิดฉาก

หลังจากที่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN โดยระบุว่ารัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์หากเกิดภัยคุกคามต่อประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนจะยกระดับความรุนแรงไปสู่สงครามนิวเคลียร์

เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมาประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ยังได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศอยู่ในภาวะตื่นตัวสูง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่าการยกระดับความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียเป็น “ความเคลื่อนไหวที่หนาวไปถึงกระดูก” และกล่าวว่า “โอกาสของสงครามนิวเคลียร์ที่ครั้งหนึ่งไม่สามารถจินตนาการได้ ขณะนี้กลับมาอยู่ในขอบเขตของความเป็นไปได้”

ดมิตรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงและอดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ส่งคำเตือนไปยังสหรัฐว่าหากยังไม่หยุด โลกอาจเผชิญกับวิกฤตที่จบลงด้วย “การระเบิดนิวเคลียร์ครั้งใหญ่…ด้วยจำนวนอาวุธนิวเคลียร์สูงสุดที่มุ่งเป้าไปยังสหรัฐและยุโรป”

ส่องคลังอาวุธนิวเคลียร์รัสเซีย

รัสเซียมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2022 สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (Federation of American Scientists) ประมาณการว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,977 หัว (ลดลงจาก 6,257 หัวในปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นจำนวนนิวเคลียร์ที่มากที่สุดในโลก รองลงมาคือสหรัฐ 5,428 หัว แต่รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมปฏิบัติการน้อยกว่าสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่แน่นอนเป็นความลับของรัฐ ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวจึงมาจากการประมาณการเท่านั้น

ตามรายงานของ BBC ระบุว่าจากจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 5,977 หัวนั้น มีหัวรบที่ปลดระวางประมาณ 1,500 หัว ส่วนที่เหลืออีกราว 4,500 หัว ส่วนใหญ่เป็นอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ ซึ่งใช้ยิงเป้าหมายในระยะไกล ส่วนที่เหลือเป็นอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กและพลังทำลายล้างน้อยกว่าสำหรับการโจมตีระยะใกล้อย่างในสนามรบหรือในทะเล

จากการประเมินของ Arms Control Association ระบุว่าหัวรบนิวเคลียร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตั้งอยู่บนขีปนาวุธหรือที่ฐานทัพ โดยรัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีป 1,458 หัว และติดตั้งบนขีปนาวุธจากเรือดำน้ำและเครื่องบินทิ้งระเบิด 527 หัว

รัสเซียมีฐานทัพขีปนาวุธนิวเคลียร์ 6 แห่งใน Kozelsk, Tatishchevo, Uzhur, Dombarovskiy, Kartalay และ Aleysk โดยมีเรือดำน้ำขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ฐานทัพเรือ 3 แห่งใน Nerpich’ya, Yagel’Naya และ Rybachiy และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในฐานทัพอากาศ Ukrainka และ Engels

 

RS-28 Sarmat (Wikipedia/Mil.ru)

RS-28 Sarmat

ซูเปอร์นิวเคลียร์ที่เป็นที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย RS-28 Sarmat ขีปนาวุธข้ามทวีป พิสัยยิงไกลถึง 18,000 กิโลเมตร สามารถบรรจุหัวรบขนาดใหญ่ได้ถึง 10 หัว และหัวรบขนาดเล็ก 15 หัว

มีอานุภาพในการทำลายล้างพื้นที่เท่ากับรัฐเท็กซัสหรือประเทศฝรั่งเศสทั้งประเทศ นับว่าร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียมีขีปนาวุธ R-36M2 Voevoda ซึ่งมีพิสัยการยิง 10,200-16,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีอานุภาพทำลายล้างมากกว่า Little Boy หรือ Fat Man ที่สหรัฐใช้ถล่มญี่ปุ่นอีกด้วย

Kinzhal

ขีปนาวุธที่ยิงจากอากาศสู่พื้นดิน มีพิสัยกว่า 2,000 กิโลเมตร ระดับความเร็วอยู่ที่มัค 10 บรรจุได้ทั้งหัวรบนิวเคลียร์และหัวรบแบบปกติ ด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่ที่ล้ำสมัย ความแม่นยำสูง และความเร็วเหนือเสียงจึงถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้พิฆาตเรือรบ” เนื่องจากสามารถจมเรือรบขนาด 100,000 ตันได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว

Avangard

ขีปนาวุธที่น่ากลัวอีกตัวหนึ่ง Avangard เป็นขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้สูงสุดถึง 2 เมกะตัน และสามารถเคลื่อนที่ในอากาศด้วยความเร็วสูงถึง 30,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมีความเร็วเหนือเสียงกว่า 20 เท่า

การปล่อยขีปนาวุธ Avangard จากฐานทัพอากาศดอมบารอฟสกี (Wikipedia/Mil.ru)

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าคำขู่ของรัสเซียอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนประเทศอื่นๆ ว่าอย่าเข้ามายุ่ง แต่ไม่ได้ต้องการจะใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงๆ

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเมื่อนักข่าวถามว่าชาวอเมริกันควรกังวลเกี่ยวกับโอกาสของการเกิดสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตอบทันทีว่า “ไม่”

ถ้าเกิดสงครามนิวเคลียร์?

ทีมวิจัยจากโครงการ Science and Global Security ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ได้สร้างการจำลองที่เรียกว่า Plan A เมื่อปี 2019 เพื่อประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลก หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐ 2 ประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก

โดยทีมวิจัยได้ประเมินกำลังนิวเคลียร์ จำนวนหัวรบ แผนการทำสงคราม และเป้าหมาย ของทั้งสองประเทศ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นเพื่อสร้างแบบจำลองและพบว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียขึ้นจริง อาจทำให้ผู้คน 34.1 ล้านคนเสียชีวิต และอีก 57.4 ล้านคนได้รับบาดเจ็บ ภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการทำสงครามนิวเคลียร์

ไม่เพียงเท่านั้น ยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมจะสูงขึ้นอีกเนื่องจากผลกระทบระยะยาวของสงครามนิวเคลียร์ รวมถึงกัมมันตภาพรังสีที่ตกลงมา การเย็นตัวของชั้นบรรยากาศโลก การขาดแคลนอาหาร และผลกระทบระยะยาวอื่นๆ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า “สิ่งที่น่าตกใจพอๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจำลองสงครามนิวเคลียร์ครั้งนี้ คือความน่าจะเป็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่มันจะกลายเป็นความจริง”

Photo by Russian Defence Ministry/AFP

สงครามทำให้สุดท้ายแล้วปูตินจะโดดเดี่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679017

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 17:34 น.สงครามทำให้สุดท้ายแล้วปูตินจะโดดเดี่ยว

บทความทัศนะโดย อันเดร ซูบอฟ ใน The Moscow Times

ซูบอฟบอกว่าสังคมก็เหมือนพีระมิดที่จะบอกว่าประชาชนใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อผู้นำแค่ไหน สังคมประชาธิปไตยพีระมิดจะแบนราบ โดยฐานจะเป็นมุมแหลม ส่วนยอดจะเป็นมุมป้าน

ขณะที่ในสังคมอัตตาธิปไตย (สมบูรณาญาสิทธิราชย์,ทรราชย์) ส่วนยอดจะเป็นมุมแหลม ส่วนฐานจะเป็นมุมน้อยกว่า 90 องศาเล็กน้อย โดยสังคมของรัสเซียจะเป็นพีระมิดแบบอัตตาธิปไตยยกระดับ

ซูบอฟระบุว่า สังคมแบบนี้ราว 80% ของประชากรอยู่ในส่วนฐาน ประชากรกลุ่มนี้มีฐานะปานกลางหรือยากจน มุมมองต่อโลกของพวกเขาได้มาจากการดูโทรทัศน์มากกว่าจะมาจากอินเทอร์เน็ต และยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศหรือไปพักตากอากาศที่ชายหาดส่วนตัวในอียิปต์ ตุรกี ตูนิเซีย หรือไห่หนาน

คนกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มต่อต้านอเมริกา โดยการต่อต้านอเมริกานี้เกิดจากความอิจฉา เพราะพวกเขาแทบไม่รู้จักอเมริกา บ่อยครั้งที่ภาพของโลกของคนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมคบคิด ประวัติศาสตร์เทียม และความคิดแปลกๆ อื่นๆ คนกลุ่มนี้ไม่ดิ้นรนอะไรแม้จะไม่พอใจกับชีวิตของตัวเอง และส่วนใหญ่จะเชื่อฟังรัฐ

ในสถานการณ์ขณะนี้ส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้คือราว 70% สนับสนุนการทำสงครามในยูเครนของปูติน พวกเขาไม่ต้องการส่งลูกๆ เข้าสู่สงครามและต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของสงคราม

ซูบอฟบอกว่า ระดับที่ 2 ของพีระมิดคือ 18-19% ของประชากร คนกลุ่มนี้ได้รับการศึกษามาอย่างดี และใช้อินเทอร์เน็ต ไปต่างประเทศ และรู้จักโลกดี หลายคนมีแหล่งรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งพารัฐบาล ขณะที่คนอื่นๆ ทำงานในองค์กรของรัฐและรับราชการ ทำงานให้ผู้นำแต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำ คนกลุ่มนี้มักจะร่ำรวยแต่ก็ไม่เสมอไป พวกเขาอาจจะมีบ้านเล็กๆ ในลัตเวียหรือบัลแกเรีย หรือแม้แต่อพาร์ทเม้นต์ในโกตดาซูร์

คนเหล่านี้เข้าใจโลกดีมาก และส่วนใหญ่มีความเข้าใจโลกอย่างชัดเจน และหลายคนมีหลักศีลธรรมที่เข้มแข็งและเห็นคุณค่าของเสรีภาพ ขณะที่คนอื่นๆ ขายความสามารถให้ผู้มีอำนาจ และได้รับค่าตอบแทนอย่างงามในมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้นำแลกกับการปิดปาก

70% ของคนกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับสงครามในขณะนี้ มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ช็อกกับเหตุการณ์ล่าสุดและกำลังหันเหความจงรักภักดีออกจากผู้มีอำนาจและหลักศีลธรรมที่พวกเขาไม่เห็นด้วย โดยการลาออกจากงานข้าราชการ สื่อของรัฐ แต่ไม่ใช่ผู้จงรักภักดีทุกคนจะทำแบบนี้

ซูบอฟบอกต่อว่า กลุ่มสุดท้ายคือยอดพีระมิด ซึ่งมีเพียง 1-2% ของประชากร คือกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบรัสเซียในปัจจุบัน

คนกลุ่มนี้อุทิศตนอย่างเต็มที่ให้กับผู้มีอำนาจ พวกเขายังได้รับการศึกษาที่ดีและเข้าใจทุกอย่าง พวกเขามีแมนชั่นอยู่ในตะวันตก รวมทั้งมีเงินฝากก้อนใหญ่อยู่ในธนาคารต่างประเทศ (ตั้งแต่สวิตเซอร์แลนด์ไปจนถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และมีหน้าที่การงานในธุรกิจระดับโลก

คนกลุ่มนี้คือเจ้าหน้าที่ระดับสูง หัวหน้ารัฐวิสาหกิจ พวกที่ถูกเรียกกันว่าเป็นตัวแทนสภาดูมาและสภาสูง ผู้ว่าการ นายพลของกองทัพ หน่วยงานความมั่นคงกลาง (FSB) หน่วยข่าวกรอง (GRU) พวกเขาขายเสรีภาพของตัวเองให้ปูตินโดยได้รับความร่ำรวยและชีวิตที่ไร้ความกังวลเป็นสิ่งตอบแทน

พวกเขาเป็นผู้ดำเนินการตามเจตจำนงของปูตินอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์ แต่ด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัวล้วนๆ

ตอนนี้ความหวาดกลัวและความผิดหวังกำลังครอบงำในกลุ่ม “ชนชั้นสูง” นี้ คำที่คุณได้ยินในสำนักงานเครมลิน สำนักงานใหญ่ของ FSB สำนักการบริหารของประธานาธิบดีคือ “พวกเขาหลอกเรา”

ปูตินทำลายภาพลวงตาแห่งความหวานชื่นของคนกลุ่มนี้ด้วยการเปิดสงครามกับยูเครน ทำให้เงินและวิลล่าที่อยู่ในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกถูกอายัด หรือแม้แต่การเรียกร้องความจงรักภักดีจากพวกเขาเพิ่มขึ้น

การเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำให้หลายคนกลายเป็นอาชญากรสงครามซึ่งจะถูกดำเนินคดีในศาลโลก เหนือสิ่งอื่นใดคือ พวกเขาต้องเผชิญกับความหวาดกลัวการกลวาดล้างครั้งใหญ่หากรัฐบาลปัจจุบันยังเดินหน้ารุกรานประเทศอื่น หรือความหวาดกลัวการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งไม่ใช่อนาคตที่คนเหล่านี้วาดไว้

ซูบอฟระบุว่า ณ จุดหนึ่งคนเหล่านี้จะไม่จงรักภักดีกับปูตินอีกต่อไป พวกเขาไม่อยากสูญเสียทุกสิ่งที่มีอยู่หรือแม้แต่ชีวิต หากไม่มีคนเหล่านี้ปูตินจะเป็นแค่ชายแก่คนหนึ่งที่หลบอยู่ในบังเกอร์เท่านั้น ไม่ใช่จอมเผด็จการที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป

ซูบอฟบอกว่า ปูตินอาจจะกดปุ่มสีแดงที่น่าอับอาย แต่ตอนนี้ไม่มีใครทำตามคำสั่งเขาแล้ว นับประสาอะไรกับพวกคลั่งไคล้แค่ไม่กี่คน พวกเขาจะถูกโดดเดี่ยวเหมือนเผด็จการที่ทำผิดพลาด

ปูตินไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากชนชั้นถัดมา เพราะชนชั้นนี้เป็นปฏิปักษ์หรือภักดีต่อปูตินด้วยเหตุผลเดียวกับกลุ่มอีลีทและจะทอดทิ้งปูตินเช่นเดียวกับอีลีท และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้คน ผู้คนเหล่านี้แม้จะเห็นอกเห็นใจปูตินแต่ก็จะไม่ทำตามคำสั่งปูติน

ซูบอฟกล่าวว่า หากปูตินชนะสงครามยูเครนภายใน 2 วันและตะวันตกไม่มีมาตรการคว่ำบาตร ปูตินจะคงไว้ซึ่งความจงรักภักดีและการอุทิศตนราวกับต้องมนตร์ของชนชั้นสูง เหมือนกับฮิตเลอร์ในปี 1939-1941 และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของประชาชน ขณะที่กลุ่มปัญหาชนจะถูกแบ่งแยกและโดดเดี่ยว

บทความของซูบอฟระบุว่า ปูตินพ่ายแพ้สงคราม เพราะไม่สามารถโจมตีทางทหารทันทีเพื่อเอาชนะอย่างรวดเร็ว การคว่ำบาตรครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก ดังที่ประธานาธิบดีไบเดนเคยพูดไว้

ซูบอฟบอกว่า ปูตินยืนอย่างโดดเดี่ยว นี่ไม่ใช่อิหร่านซึ่งมีการตั้งอยาตอลเลาะห์ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติทางศาสนา (เช่นเดียวกับพรรคบอลเชวิกในรัสเซียในปี 1917-1922) และไม่ใช่เกาหลีเหนือซึ่งสงครามต่อต้านลัทธิอาณานิคมถูกเปลี่ยนเป็นระบบเผด็จการ

รัสเซียต้องอยู่กับระบอบโจราธิปไตยที่น่าเบื่อและไร้ความคิดมากว่า 30 ปี

ซูบอฟบอกว่า ปูตินยกเลิกระบอบนี้ เขาไม่สามารถเป็นผู้นำของระบอบนี้ได้อีกต่อไป เขาทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าต่อหน้าชาวโลกที่มองว่าเขาเป็นอาชญากรสงครามสุดอันตรายและมีสัญญาณของอาการป่วยทางจิต พวกเขาจะโค่นปูตินในอนาคตอันใกล้

และจะขึ้นอยู่กับผู้นำคนใหม่ที่จะฟื้นฟู “ชีวิตที่สวยงาม” ของพีระมิด ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตก ปลดล็อกบัญชีในธนาคารต่างประเทศ และปล่อยทรัพย์สินของประชาชนที่ถูกอายัด ซึ่งบุคคลที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้คือคนที่ไม่มีมลทินจากอาชญากรรมในปัจจุบัน อันที่จริงควรจะเป็นคนที่ประณามพวกเขาดัง ๆ แต่ผู้ที่มาจากสภาพแวดล้อมของพวกเขาคือบุคคลที่สามารถทำข้อตกลงกับพวกเขาได้

เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ถูกคุกคามจากลัทธิสตาลิน หรือเส้นทางของอิหร่าน หรือเส้นทางของเกาหลีเหนือ มวลชนรัสเซียเงียบและจะไม่มีการปฏิวัติ แต่จะมีการรัฐประหารในเวลาอันใกล้มากๆ นี้ เหมือนกับการขับไล่ นีกีตา ครุชชอฟ เมื่อปี 1964 หรือการสวรรคตของจักรพรรดิปอลในปี 1801 หรือการเสียชีวิตปริศนาของสตาลินในเดือน มี.ค. 1953

แต่มันจะถูกจะทำเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกด้วยความเห็นชอบและการสนับสนุนทางศีลธรรมของชนชั้นกลางซึ่งเป็นชนชั้นที่กระตือรือร้น และจะเป็นการทำเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน

ไม่รอแล้ว! สิงคโปร์เตรียมยกเลิกสวมแมสก์สัปดาห์หน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678998

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 14:06 น.ไม่รอแล้ว! สิงคโปร์เตรียมยกเลิกสวมแมสก์สัปดาห์หน้า

รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมผ่อนคลายมาตรการสกัดโควิดเข้าสู่ช่วงปกติก่อนการระบาด

The Straits Times รายงานว่า นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ แถลงการทางโทรทัศน์ว่า ตั้งแต่วันอังคารที่ 29 มี.ค.เป็นต้นไป ชาวสิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่กลางแจ้งแล้ว แต่ยังต้องเว้นระยะห่าง 1 เมตรในสถานที่ที่ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย

“นับแต่นี้การสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่นอกอาคารจะเป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น เนื่องจากความเสี่ยงของการแพร่เชื้อเมื่ออยู่กลางแจ้งต่ำ แต่ยังต้องสวมเมื่ออยู่ในอาคาร”

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบแล้วสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป และไม่ต้องตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสิงคโปร์ การรวมตัวกันเพิ่มจากไม่เกิน 5 คนเป็น 10 คน

ลีเซียนลุงกล่าวอีกว่า การผ่อนคลายมาตรการล่าสุดนี้จะช่วยกระตุ้นธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว แต่ยังไม่สามารถเปิดแบบเต็มร้อยได้ เนื่องจากเรายังต้องเฝ้าจับตาอย่างระมัดระวังเพราะ Covid-19 อาจทำให้เราประหลาดใจได้อีก

ผู้นำสิงคโปร์อธิบายว่า ขณะนี้สิงคโปร์อยู่ในสถานะที่จะผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ โดย “บรรลุก้าวสำคัญ” ในการรับมือกับ Covid-19 และชี้ว่าสิงคโปร์มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงคือ ราว 95% ของประชากรที่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และ 71% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

ลีเซียนลุงกล่าวว่า ระลอกการระบาดที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนขึ้นสู่จุดสูงสุดไปแล้วและกำลังลดลง อีกทั้งขณะนี้ประชาชนยังมีภูมิคุ้มกันสูง โดยหลายคนเคยสัมผัสเชื้อและหายจากการติดเชื้อแล้ว

ลีเซียนลุงกล่าวอีกว่า ในการตัดสินว่าจะผ่อนคลายมาตรการระดับไหนและรวดเร็วเพียงใด ทางการยังระมัดระวังที่จะไม่กดดันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและระบบให้ไปถึง “จุดแตกหัก”

“เราต้องไม่สร้างภาระหนักให้กับบุคลากรสาธารณสุข และไม่ทำให้ผู้ป่วย Covid-19 และผู้ป่วยอื่นที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วนตกอยู่ในอันตราย ในขณะเดียวกันเราต้องชั่งน้ำหนักความเสียหายของมาตรการจัดการความปลอดภัยที่มีต่อธุรกิจและเศรษฐกิจ…เมื่อคำนึงถึงทุกสิ่งแล้ว เราเชื่อว่าตอนนี้เราพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในการใช้ชีวิตร่วมกับ Covid-19” ลีเซียนลุงกล่าว

REUTERS/Feline Lim/File Photo

อังกฤษเตรียมส่งมิสไซล์อีก 6,000 ลูก พร้อมเงินกว่าพันล้านให้ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678988

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 13:30 น.อังกฤษเตรียมส่งมิสไซล์อีก 6,000 ลูก พร้อมเงินกว่าพันล้านให้ยูเครน

อังกฤษจะจัดหาขีปนาวุธชุดใหญ่ 6,000 ลูกพร้อมเงินสนับสนุนกว่าพันล้านบาทให้ยูเครน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศเพิ่มการสนับสนุนยูเครนในที่ประชุม NATO และ G7 เมื่อวันที่ 23 มี.ค. โดยจะจัดหาขีปนาวุธให้ยูเครนเพิ่มอีกประมาณ 6,000 ลูก พร้อมเงินสนับสนุนอีกเกือบ 30 ล้านปอนด์ หรือกว่า 1.3 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนทหารและนักบินชาวยูเครน

โดยเงินจำนวน 4.1 ล้านปอนด์จะมอบให้กับ BBC World Service เพื่อสนับสนุนการรายงานข่าวในยูเครน

จอห์นสันระบุว่า “สหราชอาณาจักรจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อยกระดับการสนับสนุนกองทัพและเศรษฐกิจของยูเครน เสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ…ตลอดหนึ่งเดือนของวิกฤต ประชาคมระหว่างประเทศต้องเผชิญกับทางเลือก ระหว่างรักษาเสรีภาพให้คงอยู่ต่อไปในยูเครน หรือจะยอมให้เสรีภาพหายไปจากยุโรปและทั่วโลก”

ทั้งนี้ การประชุมผู้นำ NATO ที่จะจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ในวันนี้ (24 มี.ค.) คาดว่าจะมีการประกาศความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับยูเครน รวมถึงอุปกรณ์ในการป้องกันภัยคุกคามทางเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ด้วย

Photo by Leon Neal/Pool via REUTERS

สหรัฐเตือนจีนอย่าล้ำเส้นช่วยรัสเซียเลี่ยงคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678983

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.สหรัฐเตือนจีนอย่าล้ำเส้นช่วยรัสเซียเลี่ยงคว่ำบาตร

รัฐบาลสหรัฐกังวลว่าจีนจะแอบช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

Reuters รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐซึ่งพยายามขัดขวางจีนไม่ให้ช่วยเหลือรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรจากการโจมตียูเครน เตือนปักกิ่งว่าอย่าฉวยโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรให้ความช่วยเหลือรัสเซียหลบเลี่ยงการควบคุมการส่งออกหรือรับทำธุกรรมทางการเงินที่รัสเซียถูกแบน

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาวเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เร็วๆ นี้ประเทศสมาชิกกุล่ม G7 จะประกาศมาตรการตอบโต้ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้แน่ใจว่ารัสเซียไม่สามารถหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากตะวันตกที่บังคับใช้กับการรุกรานยูเครนด้วยความช่วยเหลือจากจีนหรือประเทศอื่นๆ

ซัลลิแวนเผยบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมว่า “นั่นไม่ได้เจาะจงเฉพาะจีนเท่านั้น แต่จะใช้กับประเทศใหญ่ๆ ทุกประเทศ และการตัดสินใจใดๆ ที่ประเทศเหล่านั้นพยายามจะบ่อนทำลาย หรือทำให้มาตรการคว่ำบาตรที่เราวางไว้เบาบางลง”

ซัลลิแวนเผยว่า รัฐบาลสหรัฐถ่ายทอดข้อความนี้ไปยังจีนและ “เราคาดหวังการสื่อสารที่คล้ายคลึงกันนี้จากสหภาพยุโรปและแต่ละประเทศในยุโรปด้วย”

การจำกัดการส่งออกของสหรัฐมีเป้าหมายขัดขวางไม่ให้รัสเซียเข้าถึงสินค้าสำคัญอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และเครื่องบิน

วอชิงตันกังวลว่าจีนจะช่วยรัสเซียกลบเกลื่อนและช่วยให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยการละเมิดข้อจำกัดทางการค้า ซึ่งซัลลิแวนกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐมีหนทางที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

ในส่วนของการชำระเงิน ซัลลิแวนเผยว่า สหรัฐและพันธมิตร G7 จะตอบสนองต่อ “ความพยายามอย่างเป็นระบบ ความพยายามครั้งใหญ่ ในการปรับเปลี่ยนแนวทางการชำระเงิน”

ด้าน จีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เผยกับ Reuters เมื่อวันพุธว่า สหรัฐจะลงโทษบริษัทใดๆ ก็ตามที่ละเมิดการควบคุมการส่งออกสินค้าต่างๆ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์

REUTERS/Kevin Lamarque

สื่ออินโดฯ มอง นายกฯ ไทยลาออกมีผลดีต่ออาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678979

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 12:15 น.สื่ออินโดฯ มอง นายกฯ ไทยลาออกมีผลดีต่ออาเซียน

Jakarta Post ตีพิมพ์บทความนายกฯ ไทยลาออกจะช่วยอาเซียนกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา

บทความจาก Kornelius Purba บรรณาธิการอาวุโสของ The Jakarta Post สื่อหลักของอินโดนีเซียระบุว่าการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง จะมีผลดีต่ออาเซียน ในความพยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารของเมียนมา

รายงานระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศยิ่งใหญ่ซึ่งไม่เคยตกเป็นอาณานิคมมาก่อน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้รับการยกย่องจากนานาชาติมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่เส้นทางประชาธิปไตยของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง จากการก่อรัฐประหารถึง 13 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนพ.ค. 2557

เช่นเดียวกับที่เมียนมาต้องเผชิญเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำรัฐประหาร แม้ประชาชนจะพยายามรวมตัวกันเพื่อสร้าง “พลังประชาชน” ต่อต้านการรัฐประหารรวมถึงการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2564 แต่ก็ไม่เป็นผล

Purba มองว่าพล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีสนับสนุนพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย อย่างเปิดเผยเมื่อมีการโค่นล้มรัฐบาลของออง ซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 และแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการ “แทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา” จากบรรดาชาติอาเซียน

รายงานอ้างสื่อไทยและสำนักข่าวต่างประเทศซึ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่พล.อ.ประยุทธ์จะยุบสภาหรือลาออกก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณที่น่าตกใจไปยังนายพลของเมียนมา ว่าอีกไม่นานพวกเขาจะสูญเสียผู้สนับสนุน

Purba ออกตัวว่าตนเป็นเพียงแค่คนนอก แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยกำลังใฝ่หาประชาธิปไตย และไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหาร โดยทิ้งท้ายว่าผู้นำควรตระหนักถึงจุดนี้ก่อนที่จะสายเกินไป และสำหรับกองทัพเมียนมา พวกเขาควรตระหนักว่าประชาชนหมดความอดทนแล้ว

ก่อนหน้านี้ในปี 2561 The Jakarta Post เคยตีพิมพ์บทความแนะ อย่าให้ผู้นำเผด็จการทหารไทยนั่งเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า โดยมีเนื้อหาของบทความระบุว่า “คณะรัฐประหารของไทยไม่คู่ควรกับตำแหน่งท่ามกลางคลื่นที่แข็งแกร่งของความประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยสมควรได้รับสิทธิ์ในการเก้าอี้อาเซียนแต่ต้องไม่ใช่ภายใต้รัฐบาลของคณะรัฐประหาร และก่อนที่จะนั่งเก้าอี้อาเซียนในปีหน้าพล.อ.ประยุทธ์ ควรมุ่งมั่นจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นก็ไม่คู่ควรกับเก้าอี้ในปีหน้า”

โลกผวา ‘สงครามนิวเคลียร์’ NATO ลั่นรัสเซียไม่มีวันชนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678968

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 10:49 น.โลกผวา 'สงครามนิวเคลียร์' NATO ลั่นรัสเซียไม่มีวันชนะ

ขณะที่รัสเซียขู่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ NATO ย้ำพร้อมปกป้องพันธมิตรและรัสเซียไม่มีทางชนะ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 มี.ค. เย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เตือนว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยกระดับความรุนแรงไปสู่สงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและตะวันตก

พร้อมเตือนว่ารัสเซียควรหยุดใช้วาทกรรมปลุกปั่นเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และเน้นย้ำว่า NATO พร้อมที่จะปกป้องพันธมิตรทุกเมื่อ

“รัสเซียต้องเข้าใจว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะสงครามนิวเคลียร์” สต็อลเตินบาร์กกล่าวก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ในกรุงบรัสเซลส์ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (24 มี.ค.)

หลังจากที่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า รัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์หากเกิดภัยคุกคามต่อประเทศ

สต็อลเตินบาร์กยังเน้นย้ำว่า NATO ให้การสนับสนุนยูเครน แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และจะไม่ส่งทหารเข้าไปในยูเครน

“การสนับสนุนยูเครนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งนี้กลายเป็นสงครามระหว่าง NATO และรัสเซียก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน”

Photo by REUTERS/Gonzalo Fuentes

ปูตินลั่น ประเทศ ‘ไม่เป็นมิตร’ ต้องจ่ายค่าก๊าซด้วยเงินรูเบิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678955

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 09:20 น.ปูตินลั่น ประเทศ 'ไม่เป็นมิตร' ต้องจ่ายค่าก๊าซด้วยเงินรูเบิล

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน รัสเซียจะขอให้ประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” จ่ายค่าก๊าซเป็นสกุลเงินของรัสเซียประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวเมื่อวันพุธ และราคาก๊าซยุโรปพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลว่าท่าทีดังกล่าวจะทำให้วิกฤตพลังงานในภูมิภาครุนแรงขึ้น

ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักต่อรัสเซียตั้งแต่รัสเซียส่งทหารเข้าไปในยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. แต่ยุโรปพึ่งพาก๊าซรัสเซียอย่างมากในการผลิตความร้อนและการผลิตไฟฟ้า และสหภาพยุโรปแตกแยกอย่างหนักว่าจะคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียหรือไม่

ล่าสุด ท่าทีของปูตินชัดเจน นั่นคือ “หากคุณต้องการก๊าซของเรา ซื้อสกุลเงินของเรา” แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัสเซียมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสัญญาที่มีอยู่เพียงฝ่ายเดียวที่ตกลงกันในสกุลเงินยูโรหรือไม่

เงินรูเบิลพุ่งขึ้นชั่วครู่หลังจากการประกาศที่น่าตกใจสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 95 เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ราคาขยับขึ้นแต่ยังคงต่ำกว่า 100 ปิดที่ 97.7 เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ลดลงมากกว่า 22% นับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.

ราคาขายส่งก๊าซยุโรปบางแห่งสูงขึ้นถึง 30% ในวันพุธ ราคาขายส่งก๊าซอังกฤษและดัตช์พุ่งขึ้น

ก๊าซของรัสเซียคิดเป็น 40% ของการบริโภคทั้งหมดของยุโรป การนำเข้าก๊าซของสหภาพยุโรปจากรัสเซียในปีนี้มีความผันผวนระหว่าง 200 ล้านถึง 800 ล้านยูโร (880 ล้านดอลลาร์) ต่อวัน

“แน่นอนว่ารัสเซียจะยังคงจัดหาก๊าซธรรมชาติตามปริมาณและราคา … ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาที่สรุปไว้ก่อนหน้านี้” ปูตินกล่าวในการประชุมทางโทรทัศน์กับรัฐมนตรีของรัฐบาล

“การเปลี่ยนแปลงจะมีผลกับสกุลเงินที่ชำระเท่านั้น ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นรูเบิลรัสเซีย” เขากล่าว

โรเบิร์ต ฮาเบ็ค รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี ตอบโต้ว่าปูตินละเมิดสัญญา และผู้ซื้อก๊าซรัสเซียรายอื่นๆ ก็สะท้อนประเด็นดังกล่าว

“สิ่งนี้ถือเป็นการละเมิดกฎการชำระเงินที่รวมอยู่ในสัญญาปัจจุบัน” แหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลโปแลนด์กล่าว และเสริมว่าโปแลนด์ไม่มีความตั้งใจที่จะลงนามในสัญญาฉบับใหม่กับ Gazprom หลังจากที่ข้อตกลงที่มีอยู่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้

ธนาคารรายใหญ่ไม่เต็มใจที่จะซื้อขายสินทรัพย์ของรัสเซีย ซึ่งทำให้ความต้องการของปูตินเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

โฆษกของบริษัทก๊าซ Eneco ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งซื้อก๊าซ 15% จากบริษัท Wingas GmbH บริษัทลูกในเยอรมนีของ Gazprom บริษัทก๊าซยักษ์ใหญ่ในรัสเซีย กล่าวว่า บริษัทมีสัญญาระยะยาวในสกุลเงินยูโร

“เรานึกไม่ถึงว่าเราจะตกลงเปลี่ยนเงื่อนไขนั้น”

ตามข้อมูลของ Gazprom 58% ของการขายก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรปและประเทศอื่น ๆ ณ วันที่ 27 มกราคมเป็นสกุลเงินยูโร ดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นประมาณ 39% ของยอดขายรวมและสเตอร์ลิงประมาณ 3% สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายทั่วโลกส่วนใหญ่ทำธุรกรรมในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือยูโร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 80% ของเงินสำรองทั่วโลก

“ไม่มีอันตรายสำหรับอุปทาน (ก๊าซ) เราได้ตรวจสอบแล้ว มีคู่สัญญาทางการเงินในบัลแกเรียที่สามารถรับรองธุรกรรมดังกล่าวได้ในรูเบิล” อเล็กซานเดอร์ นิโคลอฟ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานบัลแกเรียกล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงโซเฟีย “เราคาดหวังการกระทำทุกประเภทอาจจะกลายเป็นสิ่งไม่ปกติ แต่ได้มีการหารือกันถึงสถานการณ์นี้แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงสำหรับการชำระเงินภายใต้สัญญาที่มีอยู่”

บริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ Eni, Shell และ BP, RWE และ Uniper ซึ่งเป็นผู้นำเข้าก๊าซรัสเซียรายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

“ยังไม่ชัดเจนว่าลูกค้าชาวยุโรปจะเปลี่ยนการชำระเงินเป็นรูเบิลได้ง่ายเพียงใดเมื่อพิจารณาจากขนาดของการซื้อเหล่านี้” ลีออน อิซบิกกี พนักงานที่ปรึกษาด้านพลังงานด้านพลังงานกล่าว อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าธนาคารกลางของรัสเซียสามารถจัดหาสภาพคล่องเพิ่มเติมให้กับตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าและธนาคารในยุโรปสามารถจัดหารูเบิลที่จำเป็นได้

ปูตินกล่าวว่ารัฐบาลและธนาคารกลางมีเวลาหนึ่งสัปดาห์ในการแก้ปัญหาในการย้ายการดำเนินงานเป็นสกุลเงินรัสเซียและ Gazprom จะได้รับคำสั่งให้ทำการเปลี่ยนแปลงสัญญาที่เกี่ยวข้อง

ในตลาดก๊าซในวันพุธ ก๊าซที่ไหลออกทางทิศตะวันออกผ่านท่อส่งยามาล-ยุโรปจากเยอรมนีไปยังโปแลนด์ลดลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากผู้ดำเนินการท่อส่งก๊าซ Gascade  เผย

เลียม พีช นักเศรษฐศาสตร์เกิดใหม่ของยุโรปจาก Capital Economics กล่าวว่า “มาตรการที่รัสเซียใช้อาจถูกตีความว่าเป็นการยั่วยุ และอาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่ชาติตะวันตกจะคว่ำบาตรพลังงานของรัสเซียอย่างเข้มงวด”

คณะกรรมาธิการยุโรปได้กล่าวว่ามีแผนที่จะลดการพึ่งพาก๊าซรัสเซียของสหภาพยุโรปโดยสองในสามในปีนี้และยุติการพึ่งพาอุปทานของรัสเซีย “ก่อนปี 2030”

แต่ต่างจากสหรัฐฯ และอังกฤษ รัฐในสหภาพยุโรปไม่ได้คว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซีย คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นผู้บริหารของสหภาพยุโรป 27 ประเทศไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็น

โรเบิร์ต ฮาเบ็ค รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีกล่าวว่าเขาจะหารือกับพันธมิตรในยุโรปถึงคำตอบที่เป็นไปได้สำหรับการประกาศของมอสโก มาร์ก รุทเทอ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์กล่าวว่าต้องใช้เวลามากกว่านี้ในการสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับความต้องการของรัสเซีย

“ในสัญญาของพวกเขา มักจะระบุเป็นสกุลเงินที่ต้องชำระ ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนได้เช่นนั้น” รุทเทอ กล่าวระหว่างการอภิปรายกับรัฐสภา

รัสเซียได้จัดทำรายชื่อประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” ซึ่งสอดคล้องกับประเทศที่มีการคว่ำบาตร ข้อตกลงกับบริษัทและบุคคลจากประเทศเหล่านั้นต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของรัฐบาล

ประเทศต่างๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัฐสมาชิกสหภาพยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา นอร์เวย์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และยูเครน บางแห่ง รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและนอร์เวย์ ที่ไม่ซื้อก๊าซของรัสเซีย

สหรัฐฯ กำลังปรึกษาหารือกับพันธมิตรในประเด็นนี้ และแต่ละประเทศจะตัดสินใจด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวกับรอยเตอร์ สหรัฐอเมริกาได้สั่งห้ามการนำเข้าพลังงานของรัสเซียแล้ว

Source – REUTERS

Photo – Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS 

พบแล้ว ชิ้นส่วนมนุษย์กับซากเครื่องบินตกในจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678954

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 09:04 น.พบแล้ว ชิ้นส่วนมนุษย์กับซากเครื่องบินตกในจีน

จีนเผย ‘กล่องดำ’ แรกจากเครื่องบินตก อาจเป็น ‘บันทึกเสียงนักบิน’ และพบ ‘ชิ้นส่วนมนุษย์-ซากเครื่องบินตก’ ในกว่างซี

ซินหัวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทางการจีนแถลงข่าวกรณีค้นพบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์และเศษซากเครื่องบินโดยสารของสายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ซึ่งตกในพื้นที่ภูเขาของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของประเทศ

เจิ้งซี หัวหน้ากองดับเพลิงของกว่างซี กล่าวว่าเศษซากเครื่องบินและชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ถูกส่งมอบให้ทีมสอบสวนแล้ว ด้านทีมกู้ภัยจากกองดับเพลิงดำเนินการค้นหาครอบคลุมพื้นที่ 46,000 ตารางเมตร เมื่อนับถึง 19.00 น. ของวันพุธ (23 มี.ค.)

อนึ่ง เครื่องบินโดยสารโบอิง 737 ของสายการบินฯ เที่ยวบิน MU5735 ซึ่งกำลังเดินทางจากนครคุนหมิงไปยังนครกว่างโจว พร้อมผู้โดยสาร 123 คน และลูกเรือ 9 คน พุ่งตกในอำเภอเถิงเซี่ยนของกว่างซี เมื่อราว 14.38 น. ของวันจันทร์ (21 มี.ค.) ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ซินหัวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ด้านการบินของจีนแถลงข่าวว่ากล่องดำกล่องแรกที่กอบกู้จากเครื่องบินโดยสารของสายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ซึ่งตกในพื้นที่ภูเขาของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของประเทศ น่าจะเป็นบันทึกเสียงห้องนักบิน (CVR)

จูเทา หัวหน้าสำนักงานความปลอดภัยทางการบิน สังกัดสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ระบุว่าสภาพภายนอกของกล่องดำกล่องแรกพังเสียหายอย่างรุนแรง แต่สภาพหน่วยจัดเก็บข้อมูลค่อนข้างสมบูรณ์ แม้เกิดความเสียหายบางส่วน โดยกล่องดำถูกส่งไปยังปักกิ่งเพื่อแปลงสัญญาณแล้ว

จูเสริมว่าการดาวน์โหลดและการแปลงสัญญาณจากกล่องดำจะใช้เวลาระยะหนึ่ง โดยขั้นตอนเหล่านั้นอาจใช้เวลาเพิ่มเติม หากหน่วยจัดเก็บภายในมีสภาพไม่สมบูรณ์ ขณะเดียวกันทีมสืบสวนจะเดินหน้าค้นหากล่องดำอีกกล่อง ซึ่งเป็นบันทึกข้อมูลการบิน (FDR) เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุการตกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่วซินหัว