นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกส่งสัญญาณอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632669

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 20:00 น.นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกส่งสัญญาณอันตราย ภาวะโลกร้อนกระตุ้นหายนะภัยทางธรรมชาติ ทั้งไฟป่าแคลิฟอร์เนีย เฮอร์ริเคน น้ำท่วม คลื่นความร้อน

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับภัญธรรมชาติหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ลุกโหมกินพื้นที่เป็นวงกว้างจนท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง ฝนตกหนักในแอฟริกา อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรเขตร้อนอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ และคลื่นความร้อนที่เล่นงานตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนียไปจนถึงแถบไซบีเรีย

ครั้งนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และโลกเราอาจต้องเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่านี้หากมนุษย์ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์มักจะไม่สรุปว่าพายุหรือคลื่นความร้อนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยตรง

ซอนยา เซเนวิรัทเน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัย ETH Zurich ในสวิตเซอร์แลนด์เผยว่า “เราพบสัญญาณบางอย่างที่แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์”

ทีมนักวิทยาศาสตร์ลงมือศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใด ด้วยการประมวลผลแบบจำลองว่าระบบอากาศจะเป็นอย่างไรหากมนุษย์ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งใช้ข้อมูลสภาพอากาศที่เก็บไว้เมื่อกว่าศตวรรษที่ผ่านมาด้วย

การวิจัยพบว่าสภาพอากาศสุดขั้วเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

คลื่นความร้อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ คลื่นความร้อนที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก โดยเฉพาะคลื่นความร้อนไนแถบไซบีเรียในปีนี้ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และคลื่นความร้อนนี้ยังส่งผลให้ต้นไม้และป่าพรุในรัสเซียแห้งแล้งจนเกิดไฟป่าเป็นวงกว้าง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังเชื่อมโยงกับคลื่นความร้อนที่เล่นงานยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือในปี 2018

คลื่นความร้อนที่โจมตีชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว่สงผลให้อุณหภูมิสูงถึง 54.4 องศาเซลเซียส ในหุบเขามรณะ (Death Valley) ในแคลิฟอร์เนีย

แดเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศเผยว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้จะดูดความชื้นในอากาศและทำให้ป่าไม้และพุ่มไม้ต่างๆ แห้งตาย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ไฟป่าอย่างที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียในขณะนี้  

การวิจัยนี้พบว่า โอกาสที่จะเกิดคลื่นความร้อนร่วมกับไฟป่าแทบจะเป็นศูนย์หากไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากยุคอุตสาหกรรม 

เฟรเดอริก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเผยว่า หากพูดถึงคลื่นความร้อน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือจุดเปลี่ยน

ลม ฝน น้ำท่วม

การเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังทำให้เกิดพายุรุนแรงถี่ขึ้น โดยพายุเฮอร์ริเคนจะสะสมพลังงานจากความร้อนบนพืนผิวมหาสมุทร ส่งผลให้ทวีความรุนแรงขึ้นและเคลื่อนตัวช้าลง

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสทอลของอังกฤษซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า หากยังไม่หยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทันที การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณฝนจากพายุเฮอร์ริเคนเพิ่มขึ้น 5 เท่า ตัวอย่างคือ เฮอร์ริเคนลอราที่สะสมความรุนแรงจากน้ำในอ่าวเม็กซิโกที่ร้อนขึ้นจนกลายเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 4 ก่อนจะถล่มรัฐลุยเซียนาของสหรัฐด้วยความเร็วลม 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเฮอร์ริเคนที่รุนแรงที่สุดของรัฐ (รุนแรงกว่าเฮอร์ริเคนแคทรินาในปี 2005)

พายุไซโคลนที่ก่อตัวในมหาสมุทรอินเดียก็มีรูปแบบความรุนแรงเดียวกันนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอินเดียที่สูงขึ้น บวกกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้พายุไซโคลนอำพันทวีความรุนแรงเป็นไซโคลนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ภายใน 18 ชั่วโมงก่อนจะขึ้นฝั่งที่รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

การที่อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงขึ้นยังเป็นสาเหตุของฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษด้วย

เจมส์ คอสซิน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) สรุปว่า “มีหลักฐานชัดเจนและเพิ่มขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ส่งผลต่อสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้น”

ไม่ป่วยห้ามเที่ยว บราซิลเปิดเกาะรับคนเคยติดโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632668

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 18:00 น.ไม่ป่วยห้ามเที่ยว บราซิลเปิดเกาะรับคนเคยติดโควิดบราซิลเปิดเกาะอีกครั้งต้อนรับเฉพาะนักท่องเที่ยวเคยติดโควิด-19

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายส่วนของบราซิลต้องชัตดาวน์มาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม แต่ขณะนี้เกาะ Fernando de Noronha หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของบราซิล ได้ประกาศเปิดเกาะอีกครั้ง

โดยให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมได้หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า “พวกเขาเคยติดเชื้อและหายดีแล้ว”

ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องมีผลการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสและผลการตรวจภูมิคุ้มกันในเลือด โดยจะต้องดำเนินการอย่างน้อย 20 วันก่อนการเดินทาง

Guilherme Rocha ผู้ดูแลหมู่เกาะกล่าวว่า การเปิดเกาะครั้งนี้จะเปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่หายจากโรคโควิด-19 และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเท่านั้น เนื่องจากพวกเขาจะไม่สามารถแพร่เชื้อและไม่กลับมาติดเชื้อได้อีก

อย่างไรก็ตามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาชายฮ่องกงคนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเขาเคยรักษาหายแล้วในเดือนมีนาคม ซึ่งมีการยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่าการติดเชื้อซ้ำนั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยภูมิคุ้มกันอาจมีอายุสั้น

ในขณะที่ Rocha แย้งว่าความเข้าใจในปัจจุบันคือคนที่เป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันโรค และอย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิตบนเกาะยังเป็นศูนย์ เนื่องจากมีมาตรการควบคุมตามคำแนะนำของรัฐบาล

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าการเปิดเกาะครั้งนี้มีความเสี่ยง แต่จะมุ่งหน้าไปที่ความเสี่ยงที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นก็คือการเปิดเกาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยติดเชื้อโควิดแล้วเท่านั้น

Photo by Putu Sayoga/Bloomberg

เพราะรอยสักรอยเดียว ปินส์เปิดศึกกับเกาหลี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632638

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 16:00 น.เพราะรอยสักรอยเดียว ปินส์เปิดศึกกับเกาหลี ฟิลิปปินส์-เกาหลี ทะเลาะสนั่นโซเชียล เริ่มจากรอยสักลามไปเหยียดเชื้อชาติ แห่ติดแฮชแท็ก #cancelkorea

1. จุดเริ่มต้นของความบาดหมางระหว่างประเทศครั้งใหญ่มาจาก Bella Poarch คนดังในติ๊กต็อกชาวฟิลิปปินส์ โชว์รอยสักของเธอที่มีลายธงอาทิตย์อุทัย ซึ่งเป็นธงชาติที่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพญี่ปุ่น รวมถึงช่วงที่ญี่ปุ่นล่าอาณานิคม และเข้ายึดครองเกาหลีและจีนอย่างโหดร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

2. การอวดรอยสักนี้ส่งผลให้ชาวเกาหลีบนโลกโซเชียลไม่พอใจในลายสักของ Poarch เนื่องจากพวกเขามองว่าธงนี้มีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมสงครามและการกดขี่มากมายจากน้ำมือของชาวญี่ปุ่นในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลีในฐานะอาณานิคมและการกระทำของกองทัพญี่ปุ่นต่อชาวเอเชียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

3. ภายหลัง Poarch ออกมาขอโทษและกล่าวว่าเธอไม่รู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์และการใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว รวมถึงจะรีบดำเนินการลบรอยสักนั้น แต่ชาวเกาหลีก็ยังคงไม่พอใจ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและโจมตีกันระหว่างชาวเกาหลีและฟิลิปปินส์บนโลกโซเชียล

4. ผู้ใช้ติ๊กต็อกชาวเกาหลีหลายพันคนเริ่มมีการดูหมิ่นรูปร่าง หน้าตา และสีผิวของ Poarch และชาวฟิลิปปินส์ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่ว่าจะเป็น “โง่” “เตี้ย” “น่าเกลียด” “ผิวดำ” ในขณะที่ชาวเกาหลีเองก็โดนโจมตีเรื่องการทำศัลยกรรมเช่นกัน

5. ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ตอบโต้ว่าชาวเกาหลีมีพฤติกรรมเหยียดรูปร่างหน้าตาและยังทวงบุญคุณว่าไม่น่าจะส่งกองทัพฟิลิปปินส์ไปช่วยปกป้องเกาหลีใต้ในช่วงสงครามเกาหลีเลย 

6. ความบาดหมางระหว่างประเทศครั้งนี้ลุกลามยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ จนเกิดเทรนด์ใหญ่บนโลกโซเชียล #CancelKorea จากการที่ชาวเกาหลีหลายคนมีพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ ในขณะที่หลายคนมองว่านี่ไม่ควรเป็น #CancelKorea แต่ควรเป็น #Cancelracism หรือการเลิกเหยียดเชื้อชาติมากกว่า

7. ทั้งนี้ธงอาทิตย์อุทัยดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังของชาวเกาหลีมานานหลายปี โดยกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุว่า ธงนี้เป็นสัญลักษณ์ทางอาณานิคมและความเชื่อมั่นทางการทหารของญี่ปุ่น ในขณะที่คณะกรรมาธิการด้านกีฬาของรัฐสภาเกาหลีใต้เปรียบธงนี้เหมือนกับเครื่องหมายสวัสดิกะของพรรคนาซีเยอรมนี

8. อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังคงล้มเหลวในการเลิกใช้ธงนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นระบุว่า แบบธงอาทิตย์อุทัยนี้ถูกใช้ทั่วไปในญี่ปุ่น เช่น การเฉลิมฉลองเด็กแรกเกิด การเฉลิมฉลองในเทศกาลต่าง ๆ และธงเรือรบของญี่ปุ่น และสิ่งที่ตอกย้ำว่ารัฐบาลยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการแบนสัญลักษณ์ดังกล่าว คือการใช้ธงนี้ในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียวในปี 2020

จีนโทษสหรัฐเป็นตัวร้ายในทะเลจีนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632634

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 14:00 น.จีนโทษสหรัฐเป็นตัวร้ายในทะเลจีนใต้รัฐมนตรีต่างประเทศจีนชี้ สหรัฐเป็นผู้ผลักดันที่ใหญ่ที่สุดให้ทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่ทางทหาร

หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกล่าวระหว่างประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ทางออนไลน์กับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ รัสเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐ ว่า สหรัฐเข้ามาแทรกแซงข้อพิพาทเขตน่านน้ำในทะเลจีนใต้โดยตรงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

หวังยังกล่าวอีกว่า สหรับกลายเป็นผู้ผลักดันที่ใหญ่ที่สุดให้ทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่ทางทหาร และย้ำว่าสันติภาพและสเถียรภาพในทะเลจีนใต้คือสิ่งที่จีนต้องการมากที่สุด

ด้าน โทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ที่แม้จะไม่ได้เป็นคู่พิพาทในทะเลจีนใต้ แต่ต้องพึ่งพาเส้นทางเดินเรือในทะเลจีนใต้ในการขนส่งสินค้า แสดงความกังวลต่อความพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะของทะเลจีนใต้โดยฝ่ายเดียวของจีน

แค่วิ่งจ๊อกกิ้งก็โดนจับ อเมริกาไม่เท่าเทียมจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632622

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 12:00 น.แค่วิ่งจ๊อกกิ้งก็โดนจับ อเมริกาไม่เท่าเทียมจริงย้อนรอยความบาดหมาง คนผิวขาวระแวงผิวดำ

ประเทศมหาอำนาจที่ประกาศตัวว่าเป็น “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” แต่ความบาดหมางที่เกิดขึ้นจากการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวของชาวอเมริกันที่ก่อให้เกิดการปะทะและการใช้ความรุนแรงกับผู้บริสุทธิ์ ก็ยังมีให้เห็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ชาวแอฟริกัน-อเมริกันถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงจากคนผิวขาวว่าพวกเขาเป็นภัยคุกความ มีพฤติกรรมความรุนแรง และเป็นตัวอันตรายในสายตาของคนผิวขาวบางคนที่ยังมีนิสัยเหยียดผิวอยู่ลึก ๆ

โดยจากสถิติพบว่า คนผิวดำมีโอกาสที่จะถูกตำรวจสังหารมากกว่าคนผิวขาวถึง 3 เท่า และมีโอกาสที่จะถูกตำรวจสังหารแม้จะไร้อาวุธมากกว่าคนผิวขาว 1.3 เท่า

แม้ก่อนหน้านี้ “จอร์จ ฟลอยด์” คนผิวดำที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสังหารอย่างทารุณ จะเป็นผู้ปลุกกระแสต่อต้านการเหยียดสีผิวในอเมริกา และเหมือนว่าการต่อต้านนั้นจะทำให้ผู้คนทั้งในอเมริกาและทั่วโลกให้ความสนใจ จนเกิด #BlackLivesMatter

อย่างไรก็ตามความลำเอียงที่เกิดขึ้นต่อคนผิวดำนั้นยังคงไม่หมดไป

หลังจากนั้นยังคงปรากฏภาพและคลิปวิดีโอชาวผิวดำที่ถูกตำรวจควบคุมตัวทั้ง ๆ ไม่ได้ทำความผิดหรือแม้แต่แค่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างจ๊อกกิ้ง

โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Mathias Ometu ชายผิวดำในเมือง ซาน อันโตนิโอ ถูกตำรวจควบคุมตัวในขณะที่เขากำลังวิ่งออกกำลังกาย โดยตำรวจอ้างว่า ขณะนั้นได้รับรายงานเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายด้วยความรุนแรงในครอบครัวและเขาตกเป็นผู้ต้องสงสัย

รวมถึงในฟลอริดา Joseph Griffin ชายผิวดำถูกตำรวจควบคุมตัวและใส่กุญแจมือในขณะที่กำลังวิ่งออกกำลังกายเช่นกัน โดยถูกให้เหตุผลว่าลักษณะของเขาตรงกับผู้ต้องสงสัยในคดีลักทรัพย์ในบริเวณใกล้เคียงที่ตำรวจได้รับรายงาน

โดยเฉพาะชาวผิวขาวที่เป็นผู้หญิงมักจะมีความตื่นกลัวเป็นพิเศษเมื่อพบชายผิวดำ เห็นได้จากหลายครั้งที่หญิงผิวขาวโทรแจ้งตำรวจเมื่อพบคนผิวดำแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่หญิงผิวขาวโทรแจ้งตำรวจเพียงเพราะ Christian Cooper ชายผิวดำที่ขอให้เธอจูงสุนัขของเธอในสวนสาธารณะ โดยเธออ้างว่าชายผิวดำตะคอกใส่เธอแม้ว่าในคลิปวิดีโอจะดูเหมือนว่าเขาพูดอย่างใจเย็นก็ตาม เธอยังบอกอีกว่าเธอไม่ได้เหยียดเชื้อชาติ และไม่ได้จะทำร้ายเขา แต่เธอแค่หวาดกลัวเท่านั้น

หรือแม้แต่ Darren Cooper ชายผิวดำที่ถูกแจ้งตำรวจและกล่าวหาว่าพกปืน แม้ว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาจะเป็นเพียงแค่โทรศัพท์มือถือที่เขากำลังใช้คุยผ่านลำโพงเท่านั้น

รวมถึงหญิงผิวดำก็เป็นที่หวาดระแวงของคนผิวขาวเช่นกัน อย่างกรณีที่หญิงชาวแอฟริกัน-อเมริกัน โพสต์คลิปวิดีโอลงอิสตาแแกรมเธอ (@_brownsugarbaby)ว่ามีหญิงผิวขาวโทรแจ้งตำรวจในขณะที่เธอเพียงแค่นั่งอยู่ในสวนสาธารณะเท่านั้น และยังโทรแจ้งซ้ำหลายครั้งอีกด้วย โดยการโทรครั้งแรกเธอโดนกล่าวหาว่าสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และครั้งต่อมาหญิงคนนั้นยังอ้างว่าตนและลูก ๆ กำลังถูกคุกคามจากหญิงผิวดำคนนั้นอีกด้วย

ทรัมป์รู้ว่าโควิด-19 ร้ายแรงตั้งแต่แรก แต่จงใจปกปิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632626

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 10:56 น.ทรัมป์รู้ว่าโควิด-19 ร้ายแรงตั้งแต่แรก แต่จงใจปกปิดหนังสือเล่มใหม่แฉ โดนัลด์ ทรัมป์ รู้ว่าโควิด-19 รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาก่อนโคโรนาไวรัสระบาดให้สหรัฐ แต่ไม่อยากบอกคนอเมริกัน อ้างไม่อยากให้ตื่นตระหนก

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐให้สัมภาษณ์ บ็อบ วูดเวิร์ด นักข่าวชื่อดังของสหรัฐถึง 18 ครั้งระหว่างเดือน ธ.ค.-ก.ค. เพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง Rage โดยหนึ่งในนั้นทรัมป์ได้เอ่ยถึงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสว่าเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงก่อนที่จะมีการยืนยันพบผู้เสียชีวิตรายแรกในสหรัฐ

จากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ทรัมป์เผยกับวูดเวิร์ดว่า “มันแพร่ผ่านอากาศ ซึ่งหนักกว่าการแพร่ผ่านการสัมผัส คุณไม่จำเป็นต้องหยิบจับสิ่งของ ถูกมั้ย? แต่กับอากาศ คุณเพียงแต่หายใจเข้าไปมันก็แพร่ออกไปแล้ว มันเป็นไวรัสที่มีเล่ห์เหลี่ยม ซับซ้อน และยังรุนแรงกว่าไข้หวัดเสียอีก”

จากนั้นในเดือน มี.ค. หลังจากทำเนียบขาวประกาศให้การแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นภัยพิบัติแห่งชาติ ทรัมป์เผยกับวูดเวิร์ดอีกว่า “ผมไม่อยากบอกว่ามันรุนแรง ผมปฏิเสธความรุนแรงของมัน เพราะผมไม่ต้องการสร้างความตื่นตระหนก”

และล่าสุด ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามถึงการให้สัมภาษณ์กับวูดเวิร์ดว่า “ที่ไม่บอกว่าโคโรนาไวรัสรุนแรงเพราะไม่ต้องการให้ตื่นตระหนก ไม่ต้องการให้คนอเมริกันหวาดกลัว ผมไม่ต้องการให้สหรัฐหรือโลกตื่นตระหนก เราต้องแสดงความเป็นผู้นำ และสิ่งสุดท้ายที่คุณจะทำก็คือการสร้างความแตกตื่น”

หนังสือเล่มนี้ซึ่งมีกำหนดจะเผยแพร่ออกมาในช่วงใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ เนื่องจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากหลายสำนักพบว่า ราว 2 ใน 3 ของคนอเมริกันไม่พอใจการรับมือ Covid-19 ของทรัมป์ และทรัมป์มักถูกวิจารณ์ว่าพยายามทำให้การแพร่ระบาดนี้ไม่รุนแรงเพื่อเพิ่มคะแนนนิยม

ยอดเหยื่อโควิดพุ่ง!เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 9 แสน ติดเชื้อใกล้แตะ 28 ล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632599

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 06:53 น.ยอดเหยื่อโควิดพุ่ง!เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 9 แสน ติดเชื้อใกล้แตะ 28 ล้านคนสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกอ่วม วันเดียวพุ่ง 2.69 แสนราย แตะ 27.9 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทะลุ 9.07 แสนราย อินเดียยังหนักป่วยทุบสถิติรายวัน วันเดียวติด 95,529 คน

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 10 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 27,997,855ราย เพิ่มขึ้น 269,555 รายเสียชีวิต 907,046 ราย เพิ่มขึ้น5,969ราย รักษาหาย 20,081,570ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,547,904ราย เพิ่มขึ้น 33,673ราย เสียชีวิต 195,175 ราย เพิ่มขึ้น 1,145 ราย รักษาหาย 3,839,612 ราย

2. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 4,462,965 ราย เพิ่มขึ้น95,529ราย เสียชีวิต 75,091 ราย เพิ่มขึ้น1,168ราย รักษาหาย 3,466,819 ราย

3. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 4,199,332 ราย เพิ่มขึ้น 34,208ราย เสียชีวิต 128,653ราย เพิ่มขึ้น1,136ราย รักษาหาย 3,453,336ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 1,041,007 ราย เพิ่มขึ้น5,218 ราย เสียชีวิต 18,135 ราย เพิ่มขึ้น 142ราย รักษาหาย 856,458 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 702,776 ราย เพิ่มขึ้น 6,586 เสียชีวิต30,236 ราย เพิ่มขึ้น 113 ราย รักษาหาย 536,959ราย

6. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ686,856ราย เพิ่มขึ้น7,343 ราย เสียชีวิต 22,053ราย เพิ่มขึ้น236ราย รักษาหาย 552,885ราย

7. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ642,860 ราย เพิ่มขึ้น5,351ราย เสียชีวิต 68,484ราย เพิ่มขึ้น 703ราย รักษาหาย 451,159 ราย

8.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 642,431ราย เพิ่มขึ้น1,990ราย เสียชีวิต 15,168ราย เพิ่มขึ้น82ราย รักษาหาย 569,935ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 543,379 เพิ่มขึ้น 8,866 ราย เสียชีวิต 29,628ราย เพิ่มขึ้น34ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ500,034ราย เสียชีวิต 10,457ราย เพิ่มขึ้น52 ราย รักษาหาย 382,490ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 122 มีผู้ติดเชื้อ 3,447 ราย เพิ่มขึ้น 1ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,286 ราย

วันที่สหรัฐส่งเครื่องบินจากไทยไปช่วยอินเดียรบจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632585

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 21:02 น.วันที่สหรัฐส่งเครื่องบินจากไทยไปช่วยอินเดียรบจีนบทเรียนความขัดแย้งในอดีตที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องและอาจเป็นแบบอย่างให้กับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เหตการณ์นี้เกิดขึ้นมานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่สถานการณ์ในวันนี้ไม่ต่างจาก 50 ปีก่อนมากนัก อินเดียหันมามาเผชิญหน้ากับจีนอีกครั้งที่พรมแดนทิเบต และสหรัฐที่เคยคบหากับจีนอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคู่กรณีกัน

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเย็น (ครั้งแรก) สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพในปฏิบัติการแถบอินโดจีน ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดี แต่สหรัฐก็ยังส่งเครื่องบินจากฐานทัพในไทยไปป้วนเปี้ยนในน่านฟ้าจีนด้วย และยังช่วยอินเดียต้านทานจีนในช่วงที่ทั้ง 2 ประเทศทำสงครามแย่งชิงดินแดนกัน

ในเวลานั้นสหรัฐใช้เครื่องบินสอดแนม U-2 ในปฏิบัติการช่วยอินเดียต้านจีน โดยเครื่อง U-2 ปฏิบัติการจากท่าอากาศยานตาคลี อ.ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เรื่องนี้อยู่ในเอกสารลับของ CIA ที่เปิดเผยในปี 2013 และยังมีข้อมูลจากการวิจัยของ Chris Pocock นักเขียนชาวอังกฤษที่สนใจเรื่องของ U-2

เครื่องบินสอดแนม U-2 ถูกพัฒนาขึ้นมาในแอเรีย 51 (Area 51) ซึ่งเป็นฐานทัพที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา เป็นฐานลับเสียจนบางคนเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่สร้างจานบินขึ้นมา ฐานแห่งนี้จึงเป็นที่สนใจของนักทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลาย แต่กับผู้ที่สนใจเรื่องความมั่นคงบ มันคือบ้านเกิดของ U-2

จากข้อมูลของ Pocock พบว่า ในปี 1959 ลงมา สหรัฐได้ส่งเครื่อง U-2 บินไปที่ทิเบตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทิเบตเป็นจุดยทธศาสตร์ที่จีนเพิ่งจะครอบครองอย่างเป็นทางการไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นและในอนาคตจีนจะปะทะกับอินเดียเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทับซ้อนในทิเบตตะวันตก (กัษมิระ) และทิเบตใต้ (รัฐอรุณาจัลประเทศ)

ในปี 1959 เกิดการลุกฮือของชาวทิเบตต่อ “การยึดครองของจีน” จนทำให้จีนต้องปราบปรามอย่างหนัก กรณีนี้ CIA มีส่วนไม่น้อยโดยเป็นผู้ฝึกฝนชาวทิเบตฝ่ายต่อต้านและยังสนับสนุนด้านการเงินและอาวุธใก้กับชาวทิเบตปฏิบัติการตามแนวชายแดนจีน-อินเดียด้วย

และเครื่องบินที่ส่งไปทิเบตบินขึ้นจากท่าอากาศยานตาคลีในประเทศไทยนี่เอง แต่ข้อมูลนี้ไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด เพราะมียังมีการแก้ไขเล็กน้อยในตอนท้ายของการบันทึกสนทนา ผู้เขียนคาดว่าส่วนที่แก้ไขอาจเป็นการอ้างอิงถึงหัวหน้าศูนย์ CIA ในกรุงเทพฯ

หลังจากนั้นสหรัฐทำข้อตกลงกับอินเดียเพื่ออนุญาตให้เครื่อง U-2 บินเหนือน่านฟ้าของทิเบตและพื้นที่ชายแดนจีน-อินเดีย โดยเครื่องจะเดินทางมาจากฐานทัพอากาศตาคลีในประเทศ และมีเส้นทางการเติมเชื้อเพลิงในอินเดีย รวมถึงการส่ง U-2 จำนวนสองลำมาประจำฐานทัพอากาศจรพาติยะ ในรัฐโอริศา

นายกรัฐมนตรีเนห์รูของอินเดียอนุมัติการบินโดยภารกิจของ U-2 ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนกับจีนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1962 หรือหลังจากเกิดสงครามจีน- อินเดียได้ไม่ถึง 1 เดือน

เนห์รูแถลงต่อรัฐสภาเรื่องสถานการณ์ตามแนวชายแดนซึ่งแม้จะไม่เปิดเผยที่มาแต่ค่อนข้างจะแน่นอนว่าข้อมูลในมือของผู้นำอินเดียมาจาก U-2 ซึ่งบินมาจากตาคลีและที่ประจำการในอินเดียเอง นอกจากไทยและอินเดียแล้ว U-2 ยังประจำการในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม U-2 ไปประจำการที่ฐานทัพในอินเดียแค่ช่วงสั้นๆ เพราะเนห์รูเสียชีวิตในปี 1964 แล้วก็กลับมาปฏิบัติการที่ตาคลีอีกและตาคลีเป็นฐานหลักของกองบินนี้ในเอเชียต่อไป

จนในปี 1965 เอกสารลับของ CIA ลงวันที่ 23 กันยายน เสนอให้ทบทวนว่าควรจะส่งเครื่อง U-2 จากตาคลีไปปฏิบัติการตามแนวชายแดนจีน-อินเดียต่อไปอีกหรือไม่ เพราะจีนเริ่มผ่อนคลายท่าทีมากขึ้นในแถบซินเจียงตะวันตกและทิเบต อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการชี้ว่าจีนอาจจะโจมตีอินเดียได้ในเวลาอันสั้น และการส่งเครื่อง U-2 จากตาคลีไปเป็นหูเป็นตาจะช่วยจับความเคลื่อนไหวของจีนได้ทันการณ์

หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 70 เมื่อสหรัฐถอนตัวจากสงครามเวียดนามปฏิบัติทหารในแถบนี้ก็ยุติลงไปด้วย

บทความนี้แม้จะมีเนื้อมีหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่ผ่านไปแล้ว แต่มันยังอาจใช้เป็นบทเรียนในการรับกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย นั่นคือความขัดแย้งระหว่างจีน-อินเดีย ที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งระยะยาว และยังอาจเป็นเหตุให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซงอีก และให้จีน “ถูกรุม” เหมือนในอดีต

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1962 เนห์รูเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดีแห่งสหรัฐ 2 ฉบับโดยขอซื้อเครื่องบินขับไล่ 12 ฝูงบินและระบบเรดาร์ที่ทันสมัย

แต่คำขอเหล่านี้ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายรัฐบาลเคนเนดีเพราะขณะนั้นสหรัฐต้องรับมือกับสหภาพโซเวียตในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา อย่างไรก็ตามสหรัฐให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่นส่งเครื่อง U-2 ไปช่วยเป็นหูเป็นตาและถึงขั้นวางแผนที่จะส่งเรือบรรทุก USS Kitty Hawk ไปยังอ่าวเบงกอลเพื่อสนับสนุนอินเดียในกรณีที่เกิดสงครามทางอากาศ

ในเวลานั้น สหภาพโซเวียตกับจีนยังจูบปากกันในฐานะมหามิตรแห่งค่ายคอมมิวนิสต์ และยังทำให้สหรัฐไม่สามารถช่วยเหลืออินเดียได้เต็มที่ด้วย แต่แล้วก็เกิดเรื่องพลิกผันแบบเหลือเชื่อ เมื่อจีนกับสภาพโซเวียตแตกคอกันเองจนสะบั้นสัมพันธ์กันเพราะความขัดแย้งทางการเมือง สหภาพโซเวียตก็หันมาสนับสนุนอินเดียสู้กับจีนเต็มที่ และอินเดียก็สนิทสนมกับโซเวียตนับแต่นั้น

แล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีก เมื่อสหรัฐที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของจีนหันมาติดต่อกับจีนเพื่อยุติความบาดหมาง ส่วนหนึ่งก็เพื่ออาศัยจีนต้านสหภาพโซเวียตผลก็คือในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 ทั้งสองประเทศก็จับมือกันในที่สุด

ท่าทีของพี่ใหญ่อย่างสหรัฐทำให้ไทยต้องเปลี่ยนท่าทีต่อจีนไปด้วย และนับจากนั้นไทยก็ถ่วงดุลระหว่างสหรัฐและจีนมาโดยตลอดโดยไม่ยากเย็นอะไรนัก จนกระทั่งสหรัฐกับจีนสร้างความยากลำบากให้ไทยอีกครั้ง เมื่อทั้งสองมาหักหาญกันอีกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ประสบการณ์ในอดีตจะช่วยชี้ทางให้กับไทยว่าเราควรจะวางตัวเช่นไร ในอดีตเราเคยเป็นฐานทัพให้สหรัฐส่งเครื่องบินอันทันสมัยไปช่วยอินเดียมาแล้ว แต่ในเวลานั้นไทยเป็นศัตรูซึ่งๆ หน้ากับจีน

แต่วันนี้ไทยไม่ใช่ศัตรูของประเทศไหนทั้งสิ้น

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพจาก US Navy

ฟ้าแดงเหมือนสีเลือด ไฟป่าสหรัฐสุดสะพรึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632583

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 19:30 น.ฟ้าแดงเหมือนสีเลือด ไฟป่าสหรัฐสุดสะพรึงสหรัฐอ่วม ไฟป่ารุนแรงสุดในประวัติการณ์ ลามทั่วชายฝั่งตะวันตก

วิกฤติไฟป่าลุกลามในแคลิฟอร์เนียยังคงรุนแรงและทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนับว่าเป็นฤดูไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในประวัติการณ์ของแคลิฟอร์เนีย โดยในปี 2020 ได้เกิดเปลวไฟที่ใหญ่ที่สุดสามในสี่ครั้งในประวัติศาสตร์ของรัฐ โดยไฟป่าครั้งนี้ลุกลามไปถึง 2.2 ล้านเอเคอร์ ส่งผลให้ชาวแคลิฟอร์เนียหลายแสนคนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย

CNN รายงานว่า Thom Porter หัวหน้ากรมป่าไม้และการป้องกันอัคคีภัยของแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ไฟจำนวนมากจะยังคงลุกลามและยังคงไม่สามารถควบคุมได้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

ภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่ในแคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแห้งแล้งรุนแรงทั่วสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก ส่งผลให้ในปีนี้ทั่วประเทศมีเปลวไฟ 40,883 แห่ง กินพื้นที่ 4.6 ล้านเอเคอร์

รวมถึงเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ในช่วงกลางวันที่ผ่านมา ทั้งเมืองกลายเป็นสีแดงจากอิทธิพลของไฟป่าที่กำลังลุกลามอย่างหนัก

ทั้งนี้มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ @picokali ได้แชร์ภาพท้องฟ้าเมืองพอร์ตแลนด์ตอนเที่ยงวันซึ่งขมุกขมัวด้วยควันไฟ และสีแดงของเปลวไฟทำให้ท้องฟ้าของเมืองเหมือนสีของเลือด เหมือนฉากของหนังสยองขวัญ

และในรัฐวอชิงตัน เจ้าหน้าที่กล่าวว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของบ้านและสิ่งปลูกสร้างในเมืองเมลเดน ซึ่งเป็นเมืองทางตะวันออกของรัฐถูกไฟไหม้ทำลาย อาคารกว่า 200 หลัง รวมทั้งสถานีดับเพลิง ที่ทำการไปรษณีย์ ศาลากลาง และห้องสมุดถูกไฟไหม้จนหมด

Portland at noon pic.twitter.com/LEMhk20qUr— reba smith (@picokali) September 9, 2020

มีผลงาน! เสนอชื่อทรัมป์ชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632582

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 18:10 น.มีผลงาน! เสนอชื่อทรัมป์ชิงรางวัลโนเบลสันติภาพสุดเซอร์ไพรส์เมื่อมีผู้เสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐให้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

สำนักข่าว FOX News รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2021

ผู้ที่เสนอเสนอชื่อก็คือ Christian Tybring-Gjedde สมาชิกรัฐสภานอร์เวย์ยกซึ่งย่องทรัมป์ที่ทุ่มเทความพยายามในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทั่วโลก

ด้วยความดีความชอบของเขา ผมคิดว่าเขาพยายามสร้างสันติภาพระหว่างประเทศมากกว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อรางวัลสาขาสันติภาพคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เสียอีก” Tybring-Gjedde สมาชิกรัฐสภา 4 สมัยและทำหน้าที่เป็นประธานคณะผู้แทนนอร์เวย์ของรัฐสภานาโตกล่าวกับ Fox News ในการสัมภาษณ์พิเศษ

ในจดหมายเสนอชื่อต่อคณะกรรมการโนเบลระบุว่ารัฐบาลของทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเคยเป็นคู่ตรงข้ามกันมาก่อน และผู้เสนอชื่อคาดว่าประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ จะเดินตามรอยของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และข้อตกลงนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่จะเปลี่ยนตะวันออกกลางให้เป็นภูมิภาคแห่งความร่วมมือและความมั่งคั่ง

นอกจากนี้ จดหมายเสนอชื่อยังระบุว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการประสานงานติดต่อระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกันและสร้างพลวัตใหม่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออื่นๆ เช่นข้อพิพาทพรมแดนแคชเมียร์ระหว่างอินเดียและปากีสถานและความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ตลอดจนจัดการกับแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

Photo by MANDEL NGAN / AFP