ทำไม ?? ต้องสันติศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/627676

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 10:05 น.ทำไม ?? ต้องสันติศึกษาโดย อุทัย มณี      

*******************

หลังจากได้รับคำชวนให้ไปเรียนสันติวิธีจากพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนคิดและตัดสินใจอยู่หลายวันว่า เรียนแล้วได้อะไร ทำไมต้องเรียน ในแง่ของผู้ลงทุนเสียเงินเรียนคำถามต่อไปก็คือว่า เรียนแล้วมันจะคุ้มกับเงินที่เสียไปแล้ว แล้วมันจะได้กำไรกลับมาหรือไม่ รวมทั้งเวลามีหรือไม่

ทำการบ้านสำรวจความคิดและความต้องการในตลาดอยู่หลายวัน สุดท้ายตัดสินใจสมัครเรียน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการแรก ในฐานะสื่อมวลชน คิดว่า “แนวทางสันติบนฐานของทฤษฎีความรู้ด้านนี้” น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยต่อวิชาการ โลกเรา สังคมประเทศชาติเราที่มันปั่นป่วนและขัดแย้งอยู่ทุกวันนี้ “สื่อมวลชน” มีส่วนสำคัญไม่น้อย อันนี้ประเด็นที่หนึ่ง

ประการที่สอง คิดว่า วิชาการรัฐศาสตร์ วิชานิติศาสตร์ หรือแม้กระทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาเหล่านี้สอนให้ “ชนะคนอื่น” ประเภทไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล แต่ไม่เคยให้สอนให้ “ชนะใจตัวเอง” เพราะไม่มีสันติอยู่ในจิต จึงคิดว่า โลกปัจจุบันน่าจะต้องการ นักสันติวิธีมากกว่า นักวิชาการอื่น ๆ พูดแบบอวย ๆ ตัวเอง แต่ความจริงก็คือ อยากรับผิดชอบโลกใบนี้ ร่วมกับนักสันติอื่น ๆ บ้างเพื่อลูกเพื่อหลานของเรา และในทางการวิชาชีพหลายสถาบันมหาวิทยาลัยก็ต้องการนักวิชาการด้านนี้ ร่วมทั้ง “ศาลยุติธรรม” ด้วย ที่ต้องการนักไกล่เกลี่ยในชั้นศาล ซึ่งปัจจุบันหานักสันติวิธียากยิ่ง

ประการที่สาม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันเก่าที่เคยเรียนมา ผู้เขียนมีความคุ้นเคยกับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่หลายท่านด้วยกัน จึงเดินเข้า – ออก เหมือนกับบ้านของตัวเอง ยิ่งไปอ่านบทความของ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาสันติศึกษา ที่พระคุณเจ้าสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

สันติศึกษา ในความหมายที่แท้จริงแล้ว เป็นการศึกษา เพื่อพัฒนาให้สันติเกิดขึ้นในจิตใจและสังคม ผ่านกระบวนการศึกษาและพัฒนาใน 3 ด้าน ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา”

(1) ศึกษาเพื่อพัฒนาพฤติกรรมอันได้แก่กายและวาจาปกติ หนักแน่นไม่หวั่นไหวดุจศิลา (อธิสีลสิกขา) มีศักยภาพและทักษะในการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ทั้งการสื่อสาร การเป็นผู้นำ การไกล่เกลี่ย สมานใจคน การเป็นนักจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทีมงานเป็นทีม และการออกแบบและสร้างกระบวนการยุติธรรมทางสังคม

(2) ศึกษาเพื่อพัฒนาจิตใจให้สงบเย็น จนเกิดการตื่นรู้ภายในแล้วออกไปสร้างสังคมแห่งการตื่นรู้ (อธิสีลสิกขา) สันติศึกษาจึงมีสติศึกษาเป็นฐาน ผ่านการเรียนรายวิชาสติภาวนาสำหรับวิศวกรสันติภาพ วิชาสันติภาวนาเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิสิตต้องผ่านการทำสติภาวนาเป็นระยะเวลา 45 วันของหลักสูตร

(3) ศึกษาเพื่อพัฒนาปัญญา เพื่อสร้าง Mindset และพัฒนาระบบคิดโดยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์และมุมมองใหม่ (Paradigm) เพื่อให้สามารถบ่มเพาะปัญญาสันติ แล้วออกไปรับใช้ผู้อื่นด้วยการเสริมสร้างชุมชนและสังคมสันติสุข (Cultivating Wisdom Serving Peace) ผ่านการเรียนรู้ในรายวิชาพุทธสันติวิธี แนวคิดและทฤษฏีด้านสันติศึกษา และวิจัยชั้นสูงสำหรับการสร้างสันติภาพ

สรุปแล้ว สันติศึกษา จึงมีกระบวนการในการฝึกฝนและบ่มเบาะ 3 ขั้น คือ ปลุกปัญญาเพื่อสันติ ปลูกสติเพื่อสันติ ปรับพฤติกรรมทำงานรับใช้..เพื่อนมนุษย์อย่างสันติ

ผู้เขียนคิดว่า การปลุกปัญญาความดี เพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์อย่างสันติได้นั่นก็คือ ความเป็นมนุษย์ยอดคน..การจะเป็นยอดคนได้มิใช่เรื่องง่าย ๆ  อย่างน้อยต้องต่อสู้กับใจตัวเองและสังคมที่พร้อมขัดแย้งได้ทุกเมื่อพอสมควร จึงขอสมัครเป็นหนึ่งในครอบครัว..วิศวกรสันติภาพ

เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบ”ต้นกล้า-เมล็ดพันธุ์ผัก”บรรเทาโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/627415

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 19:51 น.เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบ"ต้นกล้า-เมล็ดพันธุ์ผัก"บรรเทาโควิด-19“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักที่ จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี สานต่อ วัดสู่ชุมชน ช่วยประชาชนสู้โควิด สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามพระดำริ “สมเด็จพระสังฆราช”

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ลงพื้นที่ร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบฯ (โรงทาน) ตามพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเยี่ยมชมโครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” พร้อม พระราชธิราภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสพระพุทธฉาย นายเทวัญ ลิปตพัลลพ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นางวิไลวรรณ ไกรโสดา รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนางวิภาศิริ มกรสาร นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่น ร่วมงาน ณ วัดพระพุทธฉาย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมงานว่า จ.สระบุรีเป็นจังหวัดที่เข้มแข็งจังหวัดหนึ่งที่ดำเนินงานตามพระราชดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ ขอชื่นชมในความสำเร็จหรือในการปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่งที่ได้ร่วมด้วยช่วยกัน ในภาวะเช่นนี้คณะสงฆ์ก็ต้องมาลงมาช่วยกันบำบัดทุกข์บำรุงสุข เพื่อให้พี่น้องประชาชนของเราได้อยู่รอดปลอดภัยและได้อยู่กันอย่างมีสวัสดิภาพ ไม่ลำบากยากไร้ ทำงานกันด้วยความเสียสละ ด้วยความตั้งใจ ด้วยความมีใจเมตตากรุณาต่อกัน ทั้งนี้ ถือว่าเราประพฤติอย่างนี้ตามธรรมะคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเห็นประชาชนอยู่กันด้วยความลำบาก คณะสงฆ์จึงลงมาช่วยกันตามความสามารถเท่าที่ทำได้ ทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ทำด้วยเมตตากรุณา มีจิตใจที่ปราศจากสิ่งอันเป็นกิเลส การที่เราทำได้อย่างนี้ ประการที่หนึ่ง คือ เราสบายใจ ประการที่สอง คือ เป็นการช่วยประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เรามาช่วยกันสานต่อตามคติของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนของเรา ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขที่พอเพียงตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านมีพระราชดำริ มีพระราชกระแสในเรื่องของความพอเพียงไว้ในยุคนี้ ซึ่งในหลายๆ พื้นที่ได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ อย่างแข็งขัน วัดพระพุทธฉายนี้ก็มีข่าวปรากฏไปทั่วโลก โดยเฉพาะทางสื่อมวลชนของญี่ปุ่นก็มาถ่ายรูป รายงานว่า ประเทศไทยของเราทำอย่างนี้ในการช่วยเหลือประชาชน ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย ว่าเราทั้งหลายมีความสามัคคีปรองดองกัน ถึงคราวตกทุกข์ได้ยากก็ช่วยกันโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

จากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้ประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป 4 ปาง ประจำซุ้มมณฑปพระพุทธบาท (พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) หล่อเทียนพรรษา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2563 หลังจากนั้น คณะสงฆ์ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนได้เดินเยี่ยมชมโครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยได้รับความเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งปล่อยปลา และปลูกข้าว (โยนข้าว) ณ บริเวณวัดพระพุทธฉาย

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการ ในสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เดินทางต่อไปยัง ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ (แห่งที่ 2) อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นประธานสงฆ์พิธีมอบต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว วัดสู่ชุมชน ภายใต้โครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆริณายก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้กับคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี จำนวน 30,000 ต้น และเยี่ยมชมแปลงผักสวนครัว วัดสู่ชุมชน โดยมี พระเทพเสนาบดี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พร้อมพระเถรานุเถระ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรี นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับ โครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นตามพระดําริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งวัดได้มีการบูรณาการระหว่างโรงทาน ตามพระดําริของสมเด็จพระสังฆราช กับศาสตร์พระราชา “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นการต่อยอดสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอแนวคิดการทํา “สวนครัวนําสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งมอบต้นกล้า และเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวให้กับเจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอ เจ้าคณะตำบล

นอกจากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงอนุญาตให้วัดทั่วประเทศที่มีพื้นที่ว่างให้ประชาชนปลูกผักสวนครัวแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนช่วงวิกฤติโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งส่งเสริมให้วัดต่างๆ ที่มีพื้นที่ เชิญชวนให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน โดยดําเนินการตามวิถีพุทธวิถีเกษตรปลูกผักสวนครัวในพื้นที่วัดนั้นๆ และนําไปปรุงเป็นอาหารส่วนที่เหลือจากการปรุงอาหารในครัวเรือนแล้ว สามารถนําไปจําหน่ายคืนให้วัด เพื่อนําไปประกอบอาหาร ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร. วันดี ได้นำเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อประทานแก่วัดทั่วประเทศอีกด้วย

ขณะที่ กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินงาน “น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ระยะที่ 2 สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักประจำครัวเรือน วันที่ 1 ก.ค. – 5 ธ.ค. 2563 เพื่อเป้าหมาย 5 ประการสำคัญคือ 1.ความต่อเนื่องคือพลัง ส่งเสริมการปลูกพืชผักที่ปลูกอยู่แล้วให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และปลูกพืชผักเพิ่มเติมจากเดิม รวม 10 ชนิด

2.ทำเป็นบ้านสานเป็นกลุ่ม ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มปลูกพืชผักประจำครัวเรือน เช่น มะนาว กล้วย มะละกอ เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินให้มีมูลค่าเพิ่ม 3.ชุมชนสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจิตวิญญาณรักสิ่งแวดล้อม และสร้างชุมชนสีเขียว 4.จากวัฒนธรรม สู่นวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจากพืชผักอาหาร และ 5.ชุมชนเกื้อกูลเพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง

เหรียญหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช รุ่นแรก พ.ศ.2506 เกจิดังกรุงเก่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/627145

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 20:42 น.เหรียญหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช รุ่นแรก พ.ศ.2506 เกจิดังกรุงเก่า.

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com    

*******************************

วันนี้มีโอกาสได้ส่องเหรียญรุ่นแรก พ.ศ.2506 ของ หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยรวมสภาพเป็นเหรียญปั๊มที่สวยมาก ผิวไฟอยู่ครบ ไม่ผ่านการใช้หรือการสัมผัสมาก่อนเลย พื้นเหรียญตึง

ตัวหนังสือเป็นแท่งคมชัด เอียงส่องจะเห็นตำหนิเส้นเสี้ยน,เส้นขนแมวบนพื้นเหรียญทำให้พิจารณาได้อย่างชัดเจน ที่ควรมีก็มีครบซึ่งเป็นจุดตายของเหรียญ ดูง่ายสบายใจแบบนี้เป็นเหรียญครูได้อย่างสบาย

เป็นธรรมชาติของเหรียญปั๊ม เมื่อปั๊มกระแทกเพื่อตัดเหรียญให้ขาดในคราวเดียว จะต้องปรากฏประกายบนพื้นเหรียญ หรือเส้นเสี้ยนที่เกิดจากแม่พิมพ์เป็นธรรมชาติ อย่างเหรียญนี้ด้านหน้าก็ปรากฏเส้นเสี้ยนกระจายอยู่ทั่วไป ด้านหลังก็เช่นกันนอกจากเส้นเสี้ยนแล้ว เอียงดูจะมีรอยเส้นรางๆ เหมือนวงเดือนทั้งด้านบน ส่วนด้านล่างเส้นจะวิ่งโค้งไปตามตัวหนังสือ นอกจากนี้แล้วตัวหนังสือจะต้องคมชัดเป็นแท่งชัดเจนครับ

มาเริ่มไล่ส่องจุดพิจารณาตั้งแต่ด้านหน้ากันครับ

-เส้นเสี้ยนเหนือศีรษะตามแนวขวางคมชัด

-มีเส้นขนแมวในลายกนก

-เส้นหน้าผากคมชัด

-เส้นเสี้ยนคมติดขมับด้านซ้ายเชื่อมกับลายกนกฝั่งซ้าย

-เส้นรอบขอบตาคมชัด

-ดวงตาคมชัดเป็นเม็ด

-เส้นขนแมวที่สังฆาฏิตามแนวตั้งและแนวขวาง

-เส้นขนแมวพาดจากตัว “อ”ไปจรดเส้นจีวร 2 เส้นขนานกัน

-คำว่ากษัต จะมีเส้นขนแมววิ่งผ่าน ไม้หันอากาศไปยังตัวอักษร”ต”

-อักษร “ช” ตอนล่างจะมีตำหนิ

-เหนืออักษร”ช”มีเส้นขนแมว 2 เส้น

มาดูตำหนิด้านหลังกัน

-เริ่มจากยันต์ตัวบนสุด ปลายยันต์จะบี้แบนชัดเจน

-พื้นเหรียญจะเห็นรอยวงเดือนบางๆ โค้งจากซ้ายไปทางขวาทางด้านบน

-พื้นเหรียญด้านล่างจะเห็นรอยวงเดือนบางๆโค้งจากซ้ายไปทางขวาตามแนวตัวหนังสือ

-มีเส้นขนแมววิ่งระหว่างตัวยันต์ฝั่งซ้ายบน

-ตรงยันต์ใบพัดจะมีตำหนิเนื้อเกินที่ตัวยันต์และมีเนื้อเกินที่ขอบด้านใน

-พื้นเหรียญเรียบตึง

หลวงพ่อเทียม ท่านเป็นพระเถระที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิปัสสนากัมมัฏฐาน และเป็นพระนักพัฒนาที่ได้รับความเลื่อมใสจากประชาชนพระนครศรีอยุธยา ท่านเริ่มต้นเรียนวิชาไสยศาสตร์แบบ ลบผง ลงยันต์กับอาจารย์ทรัพย์ ผู้เป็นลุงและนายสุ่นผู้เป็นบิดา พร้อมกับเรียนวิชาธาตุกสิณกับนายเงิน ผู้เป็นอา

เมื่ออายุ 20 ปีท่านได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดกษัตราธิราช  เมื่อวันศุกร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด ตรงกับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2467 โดยมี พระครูวินยานุวัติคุณ (มาก อินทโชติ) เจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราชเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ศึกษากรรมฐานกับหลวงพ่อสี วัดสนามชัย และ อาจารย์จาบ วัดโบสถ์ อำเภอมหาราช ,ศึกษาเพิ่มเติมกับอาจารย์เหม็ง วัดประดู่ทรงธรรม และหลวงพ่อม่วง วัดโบสถ์

หลังจากนั้นท่านมาที่วัดประดู่ทรงธรรมอีกครั้งเพื่อศึกษาวิชากสิณ และเริ่มเรียนวิทยาคม เช่น เป่า พ่น ปลุกเสกลงเลขยันต์ ตามตำหรับวัดประดู่ทรงธรรม หลังจากนั้นย้อนกลับมาวัดกษัตราธิราช  ท่านได้นำตำราพิชัยสงครามกับตำรามหาระงับพิสดาร รวมถึงตำราเลขยันต์ติดตัวมาด้วย

หลังจากนั้นไม่นานก็เดินทางไปศึกษากรรมฐานเพิ่มเติมอีกครั้งที่วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ) นครสวรรค์ เมื่อศึกษาสำเร็จได้ตามที่ท่านตั้งใจแล้ว ท่านยังมาเป็นลูกศิษย์ ของก๋งจาบ ฆราวาสจอมขมังเวทย์ยุคเก่าสายวัดประดู่ทรงธรรมอีกด้วย

หลวงพ่อเทียม ท่านเป็นพระเถระที่ฝักใฝ่อยู่ในวิปัสสนาธุระ และมั่นคงอยู่ในเพศพรหมจรรย์

ตลอดชีวิตสมณะท่าน ท่านให้ความคุ้นเคยเป็นกันเองกับลูกศิษย์ทุกชนชั้น ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เพราะท่านมีความเมตตาให้แก่ลูกศิษย์ลูกหา ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลเมื่อมาพบท่านจะได้รับความเมตตาตลอด

อีกด้านหนึ่งท่านมีภาระต้องดูแลการบูรณะถาวรวัตถุภายในวัด ท่านจะใส่ใจดูแลสั่งการด้วยตนเอง และด้วยความที่ท่านต้องตรากตรำต่องานดูแลการบูรณะถาวรวัตถุภายในวัดนี่เอง จึงเป็นเหตุให้ ท่านเกิดอาพาธเป็นโรคอัมพาตขึ้นเมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2517 จนท่านไม่สามารถจะไปไหนต่อไหนได้เหมือนแต่ก่อน

กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้ากฐินส่วนพระองค์ ณวัดศีลขันธาราม ตำบลอ่างแก้ว อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2517

ขณะนั้นหลวงพ่อเทียม ท่านจึงมอบให้พระสำรวย รองเจ้าอาวาส วัดกษัตราธิราช นำรูปจำลองของท่านพร้อมด้วยตะกรุดมหาระงับแบบพิสดาร ลงตามตำรับเดิมของวัดประดู่ทรงธรรม เป็นโลหะตะกั่วถักด้วยด้ายและลงรักปิดทอง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ยาว 12 นิ้ว ขึ้นทูลเกล้าฯถวายแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยมีหนังสือกราบทูลถึงสาเหตุที่ไม่สามารถมาทูลเกล้าฯถวายด้วยตนเองได้ เนื่องจากอาพาธด้วยโรคอัมพาต จากนั้นไม่นาน ทางวัดกษัตราธิราชก็ได้รับแจ้งจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงทราบว่าเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราชอาพาธ

จึงมีพระราชประสงค์ จะนิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร ต่อมาท่านจึงได้เดินทางเข้าไปรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยเป็นคนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นเวลา 1 เดือน และหลังจากที่อาการดีขึ้นตามลำดับ คณะแพทย์จึงอนุญาตให้กลับมาพักผ่อนที่วัดตามอัธยาศัย

วัตถุมงคลของท่านนอกจาก เหรียญรุ่นแรก พ.ศ.2506 แล้ว ยังมีรูปหล่อโบราณเนื้อโลหะผสมชนวนยันต์รุ่นแรก พ.ศ.2508 จำนวน 1,000 องค์ ใต้ฐานหลวงพ่อเทียมได้จารคำว่า “เทียม” สร้างถวายโดยพระสมุห์อำพล วัดประสาทบุญญาวาส กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีพระนาคปรก พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์อโยธยา , พระกริ่งพระพทุธกษัตราภิมงคล , รูปหล่อรุ่นแรก, พระเนื้อผงพิมพ์โบราณ , พระขุนแผนเคลือบ, พระพิมพ์สมเด็จเนื้อผง ,พระปรกใบมะขามมหาสิทธิโชค และเหรียญรูปเหมือนอีกหลายรุ่น รวมถึง ล็อกเกต-รูปถ่าย-เครื่องราง , ตะกรุดอีกหลายแบบ

หลวงพ่อเทียม ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2447 ในรัชกาลที่ 5  มรณภาพ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2522 หลวงพ่อละสังขาร ด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 75 ปี 55 พรรษา

อย่าให้เงินและอำนาจทำลาย “พระธรรมวินัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/627132

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 17:10 น.อย่าให้เงินและอำนาจทำลาย “พระธรรมวินัย”โดย อุทัย มณี     

*******************

ช่วงนี้ใกล้สู่เทศกาลเข้าพรรษาและมีวันหยุดยาวหลายวัน ชาวพุทธเราหลายคนอาจมีความตั้งใจว่า ในห้วงเวลาเข้าพรรษาตลอด 3 เดือนนี้ อาจงดเหล้า งดเที่ยว งดกินเนื้อสัตว์ ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน และขออนุโมทนากับผู้มีความตั้งใจดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้งดสิ่งต่าง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นพุทธ ในความมนุษย์จะห่างหายไปและเป็นคนไม่ดี

ช่วงหลายปีมานี้ พระพุทธศาสนาบ้านเรา คณะสงฆ์บ่นกันมากว่า ชาวพุทธเข้าวัดน้อยลง ชาวพุทธเริ่มห่างเหินจากวัด จะเข้าวัดก็เฉพาะมีพิธีกรรมสำคัญ ๆ วันสำคัญ ๆ เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเปลี่ยนไป ระบบความเชื่อเรื่องกรรม ระบบความเชื่อเรื่องจารีพประเพณีในบ้านเรา เปลี่ยนแปลงไปมาก

สังคมไทยส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับ “อำนาจและเงิน” และไปให้ความสำคัญกับ “คนมีอำนาจและคนมีเงิน” สุดท้าย อำนาจและเงินนั่นแล ทำลายสังคมและความเป็นตัวตนของคนไทย อยู่ร่ำไป

เสียดายว่า ระบบการศึกษาไทยก็ดี คณาจารย์ผู้เป็นหลักของชุมชน หลักของสังคมประเทศชาติก็ดี ล้วนถูก พายุทุนนิยม พายุแห่งอำนาจนิยม พัดพาไปสู่วงเวียนแห่งความ “ชั่วร้าย” นี้ บางคนก็ยืนหยัดต่อสู้ บางคนอดทนต่อสู้ได้..อันนี้น่ายกย่องและเชิดชู แต่ปัจจุบันหายากเต็มทน

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้คิดถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ราชกาลที่ 9 อย่างจับใจ

เมื่อมองเข้าไปในสังคมพระสงฆ์..ปีศาจร้ายสองตัวนี้ก็ เข้ามากวนจิตใจ เข้ามาทำลายระบบ “พระธรรมวินัย ระบบจารีตประเพณีของคณะสงฆ์ไม่ต่างกัน”  พระสงฆ์ที่ปลีกวิเวก พระสงฆ์ที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้..น้อยเต็มทน

ปีศาลสองตัวนี้ ผมเชื่อว่า มีพระสงฆ์จำนวนมากปฎิเสธ..แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย ลูกศิษย์และทางการนั่นแหละตัวดีคอยไปประเคนให้กับท่าน แล้วพระคุณเจ้าก็ติดกับกิเลสเหล่านี้..

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับพระภิกษุต่างชาติหลายชาติ หลายรูปด้วยกัน ทุกรูปทุกคนระบุตรงกันว่า คณะสงฆ์ไทยติดกับดักอยู่ในอำนาจนิยม ติดกับดักอยู่กับกลไกลของรัฐ และสุดท้ายกลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไปในที่สุด

หมายความว่า..รัฐบาลจะทำอะไร รัฐบาลอยากให้ทำอะไร คณะสงฆ์ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย กลายเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐไป

ไม่ต้องมองอื่นไกล ยังเรื่องพระขับรถในต่างจังหวัดในถิ่นกันดาร ผู้เขียนเชื่อสนิทใจว่า ไม่ใช่ความต้องการของมหาเถรสมาคมที่จะให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมติในนามมหาเถรสมาคมและทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันเรื่องนี้ นอกจาก..มีใบสั่ง

เพราะเรื่องนี้มหาเถรสมาคมเองรับรู้มานานแล้วว่า เด็กวัดขาดแคลน คนขับรถหายาก ยิ่งต้องจ่ายเงินเดือนแพง ๆ อย่างต่ำเดือนละเป็นหมื่นขึ้น พระต่างจังหวัดบางวัดอย่าว่า แต่มีเงินเลย ยุคนี้บิณฑบาตก็แทบไม่ได้ข้าวแล้ว เจ้าคณะตำบลบางรูป เป็นทั้งลูกวัดเป็นทั้งเจ้าอาวาส รถจอดไว้นิ่งปล่อยให้ฝุ่นเกาะ ยิ่งฆราวาสที่จะมาขับรถให้เงินเดือนที่พระจ่ายก็ไม่คุ้มค่าครองชีพ..

แต่..สมมติเป็นความต้องการของมหาเถรสมาคมจริง ๆ ผู้เขียนคิดว่า “อย่าไปมีเลยมหาเถรสมาคม” เพราะไม่เคยทำการบ้าน ไม่เคยรับรู้ความทุกข์ยากของพระภิกษุ -สามเณร

ยิ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามข่าวระบุว่า หากพระขับรถชนคนตาย “ต้องปาราชิก” อันนี้ปากพาไป อาบัติปาราชิกท่านให้ดูเจตนาเป็นหลัก มีเรื่องเล่าในสมัยพระพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึงทำไม้ตกไปทำให้คนตาย..ด้วยความที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ต้องอาบัติปาราชิก

หากต้องอาบัติปาราชิก เช่น รู้ว่าเป็นคน รู้ว่าคนนั่นมีชีวิต มีเจตนาฆ่า เช่น ชนให้ตาย หรือทับให้ตาย อันนี้ต้องอาบัติปาราชิกแน่ ๆ

เสียดาย..หลายปีมานี้มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาจากมหาเถรสมาคม เหมือนต้องการให้คณะสงฆ์เป็นทหารเลยคือ ระเบียบต้องเป๊ะ วินัยต้องเคร่งครัด อย่าสนองอำนาจรัฐมากจนผู้ใต้ปกครองอยู่ยาก แค่พระธรรมวินัย 227 ข้อก็ปฎิบัติยากอยู่แล้ว ..และอย่าลืมตอนนี้วัดร้างเพิ่มขึ้นทุกปี..ศาสนทายาทลดน้อยถอยลงต่อเนื่อง หาทางออกเรื่องนี้ดีกว่า..

ขอบคุณภาพ..สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

มกุฎราชกุมารซาอุฯ ถูกกล่าวหาส่งทีมลอบฆ่าอดีตหน่วยข่าวกรอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630179

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 15:43 น.มกุฎราชกุมารซาอุฯ ถูกกล่าวหาส่งทีมลอบฆ่าอดีตหน่วยข่าวกรองมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบีย ถูกกล่าวหาว่าส่งทีมสังหารไปยังแคนาดาเพื่อลอบฆ่าอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองซาอุฯ

ซาอัด อัล จาบรี อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองซาอุดีอาระเบีย ยื่นเอกศาลต่อศาลในกรุงวอชิงตันดีซี เพื่อฟ้องร้องมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน โดยกล่าวหาว่ามกุฎราชกุมารส่งทีมสังหารไปแคนาดาเพื่อฆ่าปิดปากเขา 2 สัปดาห์หลังจาก ญะมาล คาชุกญี ผู้สื่อข่าวซาอุดีอาระเบียถูกทีมสังหารเดียวกันฆ่าในสถานกงสุลซาอุฯ ในตุรกี

อัล จาบรีเป็นมือขวาของอดีตมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ แต่ต่อมาในปี 2017 มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้จับกุมตัวอดีตมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ แล้วขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารเสียเอง รวมทั้งยังสั่งกำจัดบุคคลใกล้ชิดของอดีตมกุฎราชกุมาร อัล จาบรีจึงต้องลี้ภัยไปอยู่แคนาดาเมื่อ 3 ปีที่แล้วผ่านทางตุรกี

ในเอกสารคำฟ้องระบุว่า ในเดือน ต.ค. 2018 ราว 2 สัปดาห์หลังคาชุกญีถูกสังหาร ทีมสังหารไทเกอร์สควอดทีมเดียวกันนี้ 15 คน เดินทางเข้าแคนาดาผ่านท่าอากาศยานนานาชาติออนแทริโอด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายคือ สังหารอัล จาบรี

ทีมสังหารกลุ่มนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชหลายคน ซึ่งถือกระเป๋าใส่เครื่องมือนิติเวช 2 กระเป๋าเข้ามาด้วย แต่เมื่อถึงสนามบินทีมกลับแยกเป็น 2 กลุ่มเพื่อผ่านด่าน แต่เจ้าหน้าที่แคนาดาสังสัยว่าทั้งสองกลุ่มเดินทางมาด้วยกันเพราะมีภาพขณะอยู่ด้วยกันเป็นหลักฐาน ทีมสังหารจึงถูกกักตัวไว้ที่สนามบิน

หลังจากสถานทูตซาอุฯ เข้ามาเจรจา ทีมสังหารยอมให้ส่งตัวกลับซาอุฯ โดยมีเพียง 1 คนได้เข้าแคนาดาด้วยพาสปอร์ตทูต

อัล จาบรียังกล่าวหาอีกว่า ภารกิจสังหารนี้ถูกสั่งการโดย ซาอุด อัล กอห์ตานี ที่เป็นคนวางแผนสังหารคาชุกญีและถูกทางการสหรัฐคว่ำบาตร รวมทั้งคนใกล้ชิดของมกุฎราชกุมาร

เบื้องต้น ทางการซาอุฯ สถานทูตซาอุฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี และกองทุน MiSK ของมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว

ทรัมป์เผยชอบผู้นำไทย แต่ออกเสียงชื่อประเทศไทยผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630166

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 13:55 น.ทรัมป์เผยชอบผู้นำไทย แต่ออกเสียงชื่อประเทศไทยผิด ทรัมป์ถูกชาวโซเชียลแซวหลังออกเสียงคำว่า “ไทยแลนด์” ผิดเป็น “ธายแลนด์” หรือที่แปลว่า ดินแดนแห่งขาอ่อน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างเดินทางเยือนบริษัทผลิตเครื่องซักผ้า Whirlpool ในรัฐโอไฮโอของสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น โดยตอนหนึ่งได้พูดถึงประเทศไทยด้วย

ทรัมป์เอ่ยปากว่า คู่แข่งของบริษัท Whirlpool ย้ายฐานการผลิตไปยัง Thighland (ธายแลนด์ ที่แปลว่า ดินแดนแห่งขาอ่อน) แทนที่จะเป็น Thailand (ไทยแลนด์)

เมื่อรู้ตัวว่าออกเสียงผิด ทรัมป์รีบแกไขทันทีด้วยการพูดชื่อประเทศไทยใหม่อย่างถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง และยังระบุด้วยว่า ชอบผู้นำไทย เนื่องจากผู้นำไทยดี ไม่เอาเปรียบสหรัฐ

การออกเสียงผิดนี้ทำให้ทรัมป์ถูกชาวโซเชียลนำมาทำเป็นมีมล้อเลียนจนกลายเป็นกระแสไวรัลทั่วสหรัฐ เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วันทรัมป์ก็ออกเสียงชื่ออุทยานแห่งชาติโยเซมิตี (Yosemite National Park) ในสหรัฐผิดเช่นกัน

ทรัมป์เอาจริง สั่งแบนติ๊กต๊อกใน 45 วันถ้าไม่ยอมขายให้สหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630151

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 09:36 น.ทรัมป์เอาจริง สั่งแบนติ๊กต๊อกใน 45 วันถ้าไม่ยอมขายให้สหรัฐทรัมป์เดินหน้าบีบบริษัทแม่ในจีนขายติ๊กต๊อกให้สหรัฐ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ลงนามคำสั่งพิเศษ (executive order) แบนติ๊กต๊อกภายใน 45 วัน ถ้า ByteDance บริษัทแม่ไม่ยอมขายแอพพลิเคชั่นนี้ให้สหรัฐ โดยห้ามบุคคลหรือบริษัทในสหรัฐทำธุรกรรมใดๆ กับ ByteDance หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง

ในคำสั่งดังกล่าวระบุว่า แอพพลิเคชั่นติ๊กต๊อกแอบเก็บข้อมูลของผู้ใช้ รวมทั้งประวัติการใช้งานและตำแหน่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลจีนใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการติดตามตัวเจ้าหน้าที่สหรัฐ และรวบรวมข้อมูลส่วนตัวเพื่อแบล็คเมล์หรือจารกรรมข้อมูลขององค์กรต่างๆ

นอกจากนี้ ยังอ้างว่า รัฐบาลจีนเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง เช่น การประท้วงในฮ่องกง และอาจใช้แอพพลิเคชั่นนี้ในการสร้างข้อมูลบิดเบือนสร้างผลประโยชน์ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์

ขณะที่ทางติ๊กต๊อกปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวของสหรัฐมาโดยตลอด

โควิดดันยอดขายเกมพุ่ง! นินเทนโดกำไรกระฉูด428% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630133

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 20:05 น.โควิดดันยอดขายเกมพุ่ง! นินเทนโดกำไรกระฉูด428%“นินเทนโด”ผู้ผลิตเกมชื่อดังเผย ผลกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 428% ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ หลังคนแห่ซื้อเกมเล่นระหว่างเก็บตัวอยู่บ้านช่วงโควิดระบาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท นินเทนโด ผู้ผลิตเกมชื่อดังของญี่ปุ่นรายงานว่า ผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 428% ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีงบการเงินของบริษัท โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

รายงานข่าวระบุว่า ยอดขายเกมของนินเทนโดพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่โควิดระบาดและรัฐบาลในหลายประเทศได้ประกาศล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่ในบ้าน ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันไปซื้อเกมมาเล่นเพื่อผ่อนคลายระหว่างใช้ชีวิตในช่วงล็อกดาวน์

นินเทนโดระบุว่า บริษัทมีกำไร 1.447 แสนล้านเยน (1.4 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และสูงกว่าระดับ 2.74 หมื่นล้านเยนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นอกจากนี้ นินเทนโดเปิดเผยว่า บริษัทมียอดขาย 3.581 แสนล้านเยนในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. พุ่งขึ้น 108% เมื่อเทียบกับระดับ 1.721 แสนล้านเยนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ฟิลิปปินส์แซงอินโดฯ ติดโควิดมากสุดในอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630126

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 19:04 น.ฟิลิปปินส์แซงอินโดฯ ติดโควิดมากสุดในอาเซียนตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดแซงหน้าอินโดนีเซียขึ้นเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนแล้ว

วันนี้ (6 ส.ค.) ฟิลิปินส์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายใหม่ 3,561 คน รวมมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 119,460 คน ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเคยมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดมีตัวเลขรวม 118,753 คน

ด้านตัวเลขผู้เสียชีวิตในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นจาก 28 คนเป็น 2,150 คน ซึ่งน้อยกว่าอินโดนีเซียที่อยู่ที่ 5,521 คน แต่คาดว่าตัวเลขของฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้นอีก หลังพบการระบาดรอบใหม่ที่กรุงมนิลา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ประกาศล็อกดาวน์ในกรุงมนิลาและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีผลบังคับตั้งแต่วันอังคาร (4 ส.ค.) กระทบชีวิตประชาชนราว 27 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด

การล็อกดาวน์ทำให้รถสาธารณะต้องหยุดให้บริการ พนักงานต้องทำงานจากที่บ้าน และอนุญาตให้แต่ละครัวเรือนส่งสมาชิกออกจากบ้านไปซื้อสินค้าจำเป็นได้เพียง 1 คนเท่านั้น

อาชญากรสงครามคนสุดท้าย แห่งทางรถไฟสายมรณะในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630112

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 18:00 น.อาชญากรสงครามคนสุดท้าย แห่งทางรถไฟสายมรณะในไทยวันนี้เป็นวันครบรอบ 75 ปีที่สหรัฐนำระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โพสต์ทูเดย์นำเสนอชะตากรรมของชายคนหนึ่งที่ถูกม้วนเข้าสู่สงครามครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สุดท้ายกลับถูกลืม

อีฮัคแร (Lee Hak-rae) ชายวัย 95 ปี คืออาชญากรสงครามชาวเกาหลีคนสุดท้ายในญี่ปุ่น เขาคือผู้คุมชาวเกาหลีในกองทัพญี่ปุ่นที่ถูกส่งมาคุมเชลยศึกสร้างทางรถไฟสายมรณะในประเทศไทย แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้ว เขากลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากญี่ปุ่น ขณะที่ในเกาหลีใต้บ้านเกิดก็ถูกมองว่าทรยศชาติ

ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่กับครอบครัวในชานกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น แต่เหตุการณ์เลวร้ายเมื่อ 75 ปีที่แล้วก็ยังติดอยู่ในใจของอี ทั้งการถูกทางการญี่ปุ่นเกณฑ์ไปเป็นผู้คุม การมีส่วนร่วมในการสร้างทางรถไฟสายมรณะเชื่อมไทย-เมียนมาร์ การถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงที่เกาหลียังถูกญี่ปุ่นยึดครอง อี ลูกชายวัย 17 ปีของครอบครัวชาวนาเกาหลีถูกเกณฑ์เข้ากองทัพญี่ปุ่นภายใต้สัญญา 2 ปี ด้วยค่าตอบแทน 50 เยนต่อเดือน

หลังจากได้รับการฝึกในเมืองปูซาน อีถูกส่งตัวมาที่ประเทศไทยในฐานะผู้คุมเชลยสงครามของญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลันดา เพื่อสร้างทางรถไฟสายมรณะเชื่อมระหว่างไทย-เมียนมาร์

ช่วงที่อยู่ไทย อีเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า คะคุราอิ ฮิโรมุระ

เดือน ก.พ. 1943 อีและผู้คุมคนอื่นๆ ได้รับมอบหมายให้คุมตัวเชลยสงครามชาวออสเตรเลียราว 500 คนและชาวตะวันตกอื่นๆ ไปยังค่ายหินตกในเขตอำเภอไทรโยคของกาญจนบุรี ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเขา

ระหว่างก่อสร้างทางรถไฟระยะทาง 415 กิโลเมตร เชลยสงครามต้องสังเวยชีวิตไปราว 12,000 คน จากความเหนื่อยล้า การโหมทำงาน ถูกผู้คุมทุบตี รวมทั้งติดเชื้อมาลาเรียและโรคอหิวาต์

อีขึ้นชื่อในหมู่เชลยสงครามว่าเป็นผู้คุมที่โหดที่สุด

ออสติน ไฟฟ์ เชลยสงครามชาวออสเตรเลียเผยว่า เคยถูกอีทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังเคยถูกใช้ไม้ไผ่ตีที่ท้ายทอย ขณะที่นักโทษคนอื่นๆ พูดตรงกันว่า อีมักจะแอบไปดูที่โรงพยาบาลสนาม หากเห็นว่าใครที่ยังพอทำงานได้ ไม่ได้ป่วยหนักก็จะถูกทุบตี

หลังจากสงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 โดยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม อีและผู้คุมชาวเกาหลีคนอื่นรวม 148 คน ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรส่งตัวไปขึ้นศาลทหารออสเตรเลียที่สิงคโปร์ และถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาบังคับให้เชลยสงครามที่เจ็บป่วยทำงานหนักจนเสียชีวิต และไม่ยอมสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหยุดทำร้ายร่างกายเชลยสงคราม

จากเอกสารในศาล อีให้การว่าเขาเพียงแค่ผลักเบาๆ ที่ไหล่เท่านั้น ไม่ได้ใช้ความรุนแรง และตัวเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขัดคำสั่งได้ เนื่องจากผู้คุมชาวเกาหลีอยู่ในระดับล่างสุดในกองทัพญี่ปุ่น

ในที่สุดอีถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 1947 หลังจากถุกคุมขังเพื่อรอการประหารได้ 8 เดือน ศาลลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี อีถูกจำคุกในสิงคโปร์และถูกย้ายไปรับโทษต่อที่เรือนจำสุงะโมในกรุงโตเกียวในปี 1951 และต่อมาได้รับการปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บนจากศาลในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นในปี 1956

หลังจากได้รับการปล่อยตัว อีไม่กล้าเดินทางกลับเกาหลี จนไม่ได้ไปร่วมงานศพแม่  เพราะกลัวว่าจะถูกเพื่อนร่วมชาติมองว่าเป็นคนทรยศ จึงอยู่ที่ญี่ปุ่น ในขณะที่เพื่อนร่วมชะตากรรมบางคนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง บางคนมีอาการป่วยทางจิต เมื่อรู้ว่าต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

ที่นั่นอีเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมกลุ่มคนเกาหลีที่เป็นอาชญากรสงครามอีก 70 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นจ่ายเงินช่วยเหลือพวกเขาและครอบครัว และยังตั้งบริษัทแท็กซี่ในปี 1960 เพื่อให้สมาชิกกลุ่มทุกคนมีงานทำมีเงินใช้ เนื่องจากไม่ได้รับเงินชดเชย

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเพิ่งออกกฎหมายให้เงินบำนาญทหารผ่านศึก รวมทั้งอาชญากรสงครามและครอบครัวสูงสุดอยู่ที่ 41,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,275,120 บาทต่อปี แต่ผลของการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกซานฟรานซิสโกในปี 1953 ทำให้อีและเพื่อนๆ เสียสัญชาติญี่ปุ่นและสิทธิในการได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลญี่ปุ่น

จุดนี้เองที่ทำให้อีรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะในขณะที่ทหารญี่ปุ่นได้รับเงินชดเชย แต่ชาวเกาหลีที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ

แต่ถึงกระนั้นในปี 1991 กลุ่มของอีและเพื่อนๆ ตัดสินใจยื่นฟ้องรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อเรียกเงินชดเชยตามสิทธิของทหารผ่านศึก แต่สุดท้ายศาลสูงสุดของญี่ปุ่นตัดสินให้พวกเขาแพ้คดี

ต่อมาในปี 2006 ทางการเกาหลีใต้ยอมรับว่ากลุ่มของอีเป็นเหยื่อของลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น แต่ปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยให้คนที่ยังอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น รวมทั้งอี ขณะที่อาชญากรสงครามชาวเกาหลีที่กลับบ้านเกิดได้รับสิทธิพิเศษในการรักษาพยาบาล

ปัจจุบันนี้ อีอาศัยอยู่ในเมืองนิชิโตเกียวในกรุงโตเกียว ในฐานะอาชญากรสงครามเกาหลีใต้คนสุดท้ายในญี่ปุ่น โดยที่ไม่ได้รับการยอมรับจดจำทั้งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

เรียบเรียงจาก: The survivor: last Korean war criminal in Japan wants recognition, Elderly Korean war criminal seeks redress from Japan