โอ๊ยเล่าเรือง ‘พนอ2’ โหดสยอง เลือดท่วมจอ ในระดับ 8/10

'พนอ2' โหดสยอง เลือดท่วมจอ ในระดับ 8/10

‘พนอ2’ โหดสยอง เลือดท่วมจอ ในระดับ 8/10

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘พนอ2’สานต่อความสําเร็จจาก หนังแฟรนไชส์ในจักรวาล  ‘ลองของ’หนังไสยศาสตร์ ภาคต่อชื่อดัง เจ้าของสโลแกน… เสียวสยองทุก 2 นาที ที่ประสบความสําเร็จอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ ลองของ ( 2005), ลองของ2 (2007) และ พนอ (2025)  มาในวันครูปีนี้ ‘ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น’พร้อมส่งต่อ ‘พนอ2’หนังไสยศาสตร์สยองขวัญที่ ปล่อยของให้ทุกคนสยองคูณสองมากกว่าเดิม ต้อนรับ วันครู เหมือนใน ‘พนอ’เมื่อปีที่แล้ว 

 หลังจากที่ ‘พนอ’คืนพลังเทพสามตา ชีวิตของ ‘พนอ’ก็เหมือนถูกรีเซ็ตเริ่มความทรงจำใหม่กับการเรียนในรั้ววิทยาลัยครูอย่างที่เธอใฝ่ฝันในชื่อ ‘ฟ้า’โดยมี ‘เปี๊ยก’คอยเฝ้ามองและช่วยเหลือเธออยู่ห่างๆอยากให้ทุกคนจงจำไว้ว่า “อย่าปลุกพลังเทพสามตาให้ตื่นขึ้นมา” เพราะ ‘พนอ’จะไม่ใช่พนอที่คุณรู้จักอีกต่อไป! 

‘ พนอ2’ ชัดเจนในลายเส้นของ ‘พนอ’เส้นเรื่อง/โครงเรื่อง การเดินเรื่อง ตัวละคร มาแบบเป๊ะๆ แค่เปลี่ยน ตัวละครใหม่ๆ เข้ามา  ยังเดินเรื่องด้วย ความโหด ของ การเล่นของ ไม่ขายความเป็น ผีน่ากลัวโหดๆ แบบ ใน‘ลองของ’

‘พนอ2’คือหนังที่ดูสนุกในรูปแบบของ หนังสยองระทึกขวัญ แอ็คชั่นต่อสู้กันด้วยมนต์ดำ ไสยศาสตร์ ผีมาทั้งหลอกหลอนและโหด ดราม่าเล็กๆ ตัวเรื่องต่อจาก ภาคแรก โดยไม่ ย้อนเล่าเรื่อง แต่มีการใส่ ภาพจากภาคแรก เข้ามาเป็นระยะๆ เพียงแค่ ให้นึกถึง  ต้องชม บทหนัง ที่แม้หลายๆ อย่างวงมาตามสูตร จนพอจะเดาทางได้ แต่ก็มี ตัวละครที่มี การหักมุม ในแบบที่ คาดไม่ถึงทำให้หนังสนุกขึ้น

เฌอปราง อารีย์กุล ยังคงเป็น ‘พนอ’ที่ดูมีการเติบโตมีพัฒนาการ ทั้งในจอและในเรื่อง การแสดงสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง ดีงาม ดูถอดแบบ มาจาก พนอ ที่ มะหมี่ เคยสร้างภาพจำ เอาไว้ จากใน ลองของ ‘เฌอปรางค์’ตอนเป็น ‘ฟ้า’ดูเรียบๆ น่าสงสาร  พอ มาเป็น ‘พนอ’ดูมีพลัง น่ากลัวขึ้นมาในทันที

แจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย ยังคงดูดี กับบท ‘เปี๊ยก’ที่ครั้งนี้ ชัดเจน ในความเป็น ผู้ช่วย คนรักที่ทำทุกอย่าง อยู่เคียงข้าง ‘พนอ’ตลอดเวลา 

ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ กลับมารับบท ‘ป้ามะสุรี’จอมขลังเวทย์ ที่เพิ่มความเข้มข้น ให้กับเรื่อง ยังคงดูเป็น ป้าที่รักและห่วง ‘พนอ’ดูเป็น แม่หมอจริงๆ รวมทั้ง ตัวละครเด่น ในภาคที่แล้ว อย่าง เพอซ-นันทวรรณ พงษ์ประเสริฐสิน ในบท ‘แต๋ว’ เพื่อน ‘พนอ’ที่คนดูรักแต่มาเร็วไปเร็วก็ยัง กลับมา พร้อมๆ กับ มัช-กฤชยศ เลิศประไพ รับบท ‘ครูใหญ่’ต้นเรื่องตัวละครใหม่ๆ ที่ เพิ่มเข้ามา มีทั้ง เพื่อนๆ ร่วมชั้น รุ่นพี่อาจารย์ หมอผี และ นายตำรวจ ที่มาตามล่า ‘พนอ’

ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน รับบท สารวัตรชาตรี นายตำรวจ ที่ถูกส่ง มาเคลียร์คดีลัทธิ ในภาคแรก เล่นดี ดูจิตๆ ดูเป็น คนเล่นของ มาในแบบ นายตำรวจที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้นแม้ ในเรื่อง จะใส่ ที่มาที่ไป ปมมืด ในวัยเด็กเข้ามา แต่น่าเสียดาย ที่ ดูแล้ว ไม่รู้สึก เป็น มือปราบทำคดี มาแบบ เดี่ยวๆ เลยดูลอยไม่เหมือนในภาคแรก

พิมมา-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ เป็น ‘มิ้น’เพื่อนสนิทคนใหม่ของ ‘พนอ’ที่มาแทน ‘แต๋ว’ ในภาคที่แล้ว บทนี้ เด่นมากๆ ดูเป็นสาวห้าว น่ารักแบบเท่ห์ๆ เล่นดี ในทุกๆ อารมณ์ตัวละคร

และที่ขาดไม่ได้ คือ เด็กๆ ในสถานศึกษา ที่ยังคง คอนเซ็ปต์เดิม ร้ายแบบยกทีม ประเภทลูกคุณหนู ดูดี วัยที่โตขึ้น จาก เพื่อนร่วมชั้น ใน พนอ มาเป็น รุ่นพี่ที่ หมั่นไส้  กลั่นแกล้งตามราวี จนปลุก ‘พนอ’ให้ตื่นขึ้น และที่ เซอร์ไพร์มากๆ คือ มะหมี่-นภคปภา นาคประสิทธิ์  รุ่นพี่ที่กลับมาร่วม แสดงอีกครั้ง มาน้อย แต่ทรงพลังฉากที่ พนอ 2 พนอ เจอกัน ‘เฌอปราง’กับ ‘มะหมี่’คือฉากที่ดีงามสุดยอดมาก

ตั้ม-พุฒิพงศ์  สายศรีแก้ว ทำ ‘พนอ2’ออกมาดูลื่นไหลทั้งเนื้อเรื่อง ความสนุก ความโหด ดูลงตัวกว่าใน ‘พนอ’บรรยากาศโทนหนังความน่ากลัว มาแบบจัดเต็มงานโปรดักชั่น ยังคงดีงาม ทั้งงานด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสื้อผ้าหน้าผม ฉากพาย้อนนกลับไปในช่วงปี2530ต้องชม เทคนิคพิเศษ สร้างภาพความโหด เลือดนอง ดารเล่นของปล่อยของ ออกมาดีดูสมจริงๆ มากๆ รวมทั้ง เพลงประกอบของ ‘พนอ2’ที่ฟังได้แบบไพเราะ รื่นหู ถือเป็นหนังไทยที่ดูสนุก มากอีกเรื่องหนึ่ง  แม้จะไม่เคยดู ‘พนอ’มาก่อนก็ยังดูสนุกได้ แค่อาจจะไม่รู้ที่มาที่ไป ของ หลายๆ ตัวละคร โดยเฉพาะ ที่มาของ ‘เทพสามตา’กับ ‘พนอ’ดังนั้นถ้าลืมเลื่อนหรือไม่เคยดู ควรจะกลับมาดู ‘พนอ’ อีกครั้ง รอลุ้น..กันต่อ วันครูปีหน้า2570 ครูพนอ จะกลับมา อีกหรือไม่  ‘พนอ2’ โหดสยอง เลือดท่วมจอ ในระดับ 8/10 

ธันเดอร์โบลต์ส(Thunderbolts) (*The New Avengers)

ธันเดอร์โบลต์ส*(Thunderbolts*) (*The New Avengers)

ธันเดอร์โบลต์ส*(Thunderbolts*) (*The New Avengers)

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังปิดเฟส 5 ของจักรวาลหนังมาร์เวล (MCU) เป็นการรวมตัวกันของเหล่าแอนตี้ฮีโร่นอกคอก พังๆ เหล่าวายร้ายกลับใจ ที่ไม่ใช่ตัวเด่นตัวดังของมาร์เวลธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*)  มีเนื้อหาต่อเนื่องจากซีรีส์ The Falcon and the Winter Soldier (2021) และจากหนัง Black Widow (2021), Ant-Man and the Wasp (2018), และ Captain America: New World Order (2025)ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ถูกชื่อตาม ทีมอเมริกันฟุตบอล ระดับรองๆ เหมือน สมาชิกแก๊งค์ขี้แพ้ แอนตี้ฮีโร่พังๆ กลุ่มนี้

ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) พาบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคยกันดีจาก Avengers กลับมาคืนมาอีกครั้ง หลังจากที่ ปิดฉากอย่างสวยงามใน  Avengers: Endgame มาในแบบ แอดเวนเจอร์ ที่ไม่ใช่ภาคต่อ ภาพแยก หรือ เรื่องอื่นๆ ใน จักรวาลมาร์เวล

กลิ่นความเป็น หนังซุปเปอร์ฮีโร่ ในแบบ แอนตี้ฮีโร่ล้างภาพของ ทีม Avengers ทีมเก่าออก เพื่อ ปูทางให้ ทีม New-Avengers มาแบบจัดเต็มหนังเน้นๆ ย้ำๆ เรื่องการ ชะล้าง ทำลายสิ่งเดิมๆ ของ ทีมAvengers มีการพูดถึง ยักษ์แดง ในกัปตัน อเมริกา: ศึกฮีโร่จักรวาลใหม่ (Captain America: New World Order) พูดถึง เทพ ที่มาอยู่ในทีม Avengers หรือย้อนไปพูดถึง จาก เซรุ่มเพิ่มพลังใน กัปตันอเมริกา

โทนหนัง มาแบบครบ แอ็คชั่นเน้นๆ เทคนิคพิเศษ ในแบบ หนังมาร์เวล ซุปเปอร์ฮีโร่ ที่เหมือนจะรุนแรงแต่ภาพที่ออกมาไม่แรง ไม่มีเลือดไม่สยดสยอง เด็กๆ ดูได้มุขตลก ที่มีทั้ง บทสนทนา ต่อปากต่อขำ เสียดสี  บุคลิกตัวละคร ความขัดแย้งขัดใจ เอาชนะกันและกัน เสียดดีสังคม และเหตุการ์พาไปบทดราม่า เน้นๆ ไปที่ เบื้องหลัง ปมในใจ ด้านมืดด้านสว่าง มิตรภาพเพื่อนฝูง พ่อแม่ จะขาดแค่ ความรักของหนุ่มสาว ชอบ ในเล่าปมต่างๆ ผ่านทาง พลังพิเศษ ของ เซนทรี หรือวอยด์หนังดูง่ายสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก ใครที่ไม่รู้จักตัวละครหลักๆ ก็เข้าใจเรื่องได้

เอาเข้าจริงๆ พล้อตของ ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ก็คือ พล้อตเดิมสูตรสำเร็จในหนังแอ็คชั่น ตั้งแต่สมัยก่อนโน้นสายลับนักฆ่าทางการปลดระวางถูกสั่งเก็บ มาเจอ หนุ่มความจำเสื่อม ที่ บังเอิญ เป็น นักฆ่าฝีมือเยี่ยมแค่..เปลี่ยนมาคนธรรมดา มาเป็น ซุปเปอร์ฮีโร่ ครึ่งแรกของหนังคือ หนังมาร์เวลจ๋า การมาเจอกัน ทำความรู้จัก โชว์ความสามารถ นิสัยใจ คอของ แต่ละคน ..ดูกันแบบเพลินๆ สบายๆแต่ พอมาช่วงท้าย ช่วงไคลแม็กซ์ กลายเป็น หนังค่ายตรงกันข้าม DC ไปซะชิบ เน้นๆ ไปที่ ความดาร์ค ด้านมืดของตัวละคร..เพียงแต่ ด้วย ความ ที่เป็น หนังใสๆ ของ มาร์เวล เลยรู้สึก ดิบไม่พอ..พยายามจะขับด้านมืด ออกมา ก็เลย ไม่ค่อยสนุก ไปกับเรื่อง

ตัวละครในทีม ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ดูเคมีเข้ากัน จับกลุ่มรวมกลุ่มได้ดีแบบสบายๆ แค่..รู้สึกว่า ต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม พอแยก เป็นคนๆ กลับขาดพลัง ขาดแรงดึงดูด แทบ ไม่มีความเด่นรวมทั้ง บทหนังยังไม่สามารถสร้างความรู้สึกผูกพัน ของสมาชิกในทีมได้ ยิ่งตอน ช่วยดึงกันออกมาจาก ด้านมืด มันดูลวกๆ ง่ายๆ เกินตัวละครทุกตัว ในทีม ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ต่อยอดมาแล้ว ในจักรวาล มาร์เวล เรื่องอื่นๆ มีเพียง เซนทรี เพียงคนเดียว ที่เปิดตัว ในเรื่องนี้ (ถ้าใครจำได้ จะเพิ่มความสนุกมากขึ้น)

เยเลน่า เบโลว่า ดูเด่นที่สุด ดูมีพลังที่สุด ฟลอเรนซ์  พิว แบกหนัง เอาไว้ทั้งเรื่องดูแล้วเหนื่อยแทน กับฉากแอ็คชั่น แต่ก็อินไป กับ บทดราม่าผ่านสีหน้าแววตาทั้งเรื่อง..รู้สึกว่า เธอเล่นดีอยู่คนเดียว ชอบ ตัวละครตัวนี้ที่สุด( แบล็กวิโดว์ (Black Widow) และซีรีส์ ฮอว์คอาย (Hawkeye)

บักกี้ บาร์นส หรือ วินเทอร์ โซลเยอร์ เหมือนจะดูหล่อดี ดูดี แต่ไปๆ มาๆ ค่อยๆ อ่อนแรง  เซบาสเตียน สแตน แทบจะไม่เหลือคสามเท่ห์ สมาร์ท จากใน กัปตันอเมริกา มาเลย เหมือนกับ เป็น แค่ ตัวประกอบ ดีๆ นี่เอง(กัปตันอเมริกา ภาคแรก (Captain America: The First Avenger) และ ฟัลคอนและวินเทอร์ โซลเยอร์ (The Falcon and the Winter Soldier)

ไวแอตต์ รัสเซลล์ เป็น จอห์น วอร์เกอร์ หรือรหัส ยูเอสเอเจนต์ เน้นเฮฮา ด้วยชุดกัปต้น ที่ดูหยาบๆ โล่ห์ที่ดูเป็น ขนมเบื้อง มาจาก  ฟัลคอนและวินเทอร์ โซลเยอร์ (The Falcon and the Winter Soldier)เดวิด ฮาร์เบอร์ เป็น อเล็กซี ชอสตาคอฟ หรือ เรดการ์เดียน: ซูเปอร์โซลด์เจอร์ฝั่งรัสเซีย พ่อร่างยักษ์ของ เยเลน่า ชัดเจนในการเป็นตัวผ่อนคลาย เรียกเสียงฮา และดูอบอุ่นในความเป็นพ่อ ที่ลูกสาวไม่เข้าใจ( ฟัลคอนและวินเทอร์ โซลเยอร์ (The Falcon and the Winter Soldier)

ที่น่าเสียดายสุดคือ เอวา สตาร์ Ghost ผีน้อย ที่เปิดตัวมาได้อย่างน่าสนใจ การล่องหน สามารถแทรกตัวผ่านวัสดุที่มีความแข็ง และควบคุมพลังงานได้ ความสามารถความเก่ง ต่างๆ ดูเข้ากับ ฮันนาห์ จอห์น-คาเมน ที่มารับบทนี้ รอซึมซับไปกับตัวละคร แต่ไปๆ มาๆ กลับไม่มีได้เล่นอะไร ปล่อยทิ้งไปเฉยๆ(แอนท์-แมน และ เดอะ วอสพ์ (Ant-Man and the Wasp)

ทาส์กมาสเตอร์ รับบทโดย โอลกา คูรีเลนโก  นักฆ่าที่เลียนแบบการต่อสู้ของศัตรู ที่ถูกส่งมาตามล่า เยเลน่า(แบล็กวิโดว์ (Black Widow))โดยมี บ๊อบ-โรเบิร์ต เรย์โนลด์ส เข้ามาเป็น ตัวเสริม ขยี้ความสัมพันธ์ กับ เยเลน่า ที่ดูดี ในส่วน ดราม่าความสัมพันธ์หนุ่มสาว(ที่ไม่ใช่ความรัก) และ มาเด่นใน พลังพิเศษในตัวลูอิส พูลแมน ดูดี ทั้ง ในการเป็น ป๊อบ หนุ่มเอ๋อๆ ความจำเสื่อม เป็น เซนทรี ที่ทรงพลัง และเป็น เดอะ วอยด์ คนเก่งในด้านเงามืด

วาเลนตินา อัลเลกรา เดอ ฟอนเทน ผอ.ซีไอเอ หัวหน้าโครงการ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่รับบทโดยจูเลีย หลุยส์-เดรย์ฟัส ดูเหมือน หัวหน้าตัวร้าย ในหนังตลกมากกว่า ไม่มีออร่า รังสี ความร้าย ใดๆ ทุกฉากที่ออกมา ดูน่ารำคาญ(แบล็กวิโดว์ (Black Widow)  ฟัลคอนและวินเทอร์ โซลเยอร์ (The Falcon and the Winter Soldier)  Black Panther: Wakanda Forever)

ผิดกับ เจอรัลดีน วิศวนาธาน ที่มารับบท เมลิสซ่า โจน “เมล” โกลด์เมล์ เลขา คนสนิท ยังดูดี ทุกฉากที่ออกมาที่ขัดใจสุดๆ ไม่ชอบที่สุดของธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) คือ ฉากแอ็คชั่น มาแค่นี้ มาน้อยมากๆ ที่มาก็ดูเบบี้ เด็กๆ เหมือนจะมีอะไร แต่กลับไม่มีอะไร เด่นเป็นพิเศษฉากโชว์ การปะทะ เปิดตัว นักฆ่าในห้อง ออกมาดูดี น่าสนใจ ชวนให้ อยากดูต่อ
แต่หลังจากนั้น ฉากบู๊ดูธรรมดามากๆ ทหาร มาให้ฆ่า เหมือน พวกข้อคเกอร์ในหนังไอ้มดแดง หรือบิ้วล้อในหนังกำลังภายใน ไม่มี ตัวร้ายที่เก่ง เหมือนในเรื่องอื่นๆ ของ มาร์เวล
ฉากปะทะ ทีม ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) กับ แม้จะดีในด้านเทคนิค แต่ก็ไม่มีความสูสี ไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจ แถม หักจบแบบง่าย เกินและที่ ดูห้วนๆๆๆ สุดๆๆๆ ฉากกู้โลก ความมืดเข้าครอบงำ ที่ ทีม ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ออกมาช่วย ความรู้สึกเหมือน Avengers แต่ มันมีนิดเดียว ถ้ามาก หรือ ขยี้มากกว่านี้ น่าจะดูดี ไม่ดู ง่ายเกินน้อยเกิน ไป

และที่ยิ้มได้ มีความสุข มากกว่าตัวหนัง ทั้งเรื่อง คือ การมาแว่บๆ ของ 4 กายสิทธิ์ ภาพนิดๆ ประกอบเพลงธีม ที่คุ้นหู แค่นี้ก็โอเคแล้วธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ดูจนจบแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึก ว่าต้องดู จอใหญ่อย่าง IMAX หรือระบบอื่นใด ที่ทำให้หนังสนุกขึ้น ..ตัวหนังโดยรวม ..แอ็คชั่นน้อยนิด.. ดูระบบธรรมดา ก็พอแล้วและถ้า..ได้ดูเสียงไทย บอกว่า ดีเยี่ยม ดีมากๆ เป็นอีกหนึ่งงานคุณภาพ หนังมาร์เวล เสียงไทยที่ได้มาตราฐานหนังจบอย่าเพิ่งลุก..หนังปิดท้ายด้วย ธรรมเนียมของ หนังมาร์เวล มีติ่งในช่วงเอนเครดิต มุขขายขำกับตัวละคร และ ปิดจอดำด้วย การส่งต่อตอนต่อ

ไม่เคยรังเกียจ..ชอบๆๆ..สนุก..พร้อมเทใจกับ หนังมาร์เวล ทุกๆ เรื่องแค่  ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) สนุกแต่ไม่สุด ไม่ได้ดั่งใจ มากนัก

ถ้าเป็น หนังแอ็คชั่น ธันเดอร์โบลต์ส* (Thunderbolts*) ดูสนุกดูได้เรื่อยๆ เพลินๆแต่พอเป็น หนังมาร์เวล มันไม่ใช่.. หนังเสน่ห์ของหนังฮีโร่ พลังพิเศษ ที่น่าจะโชว์แบบเต็มๆ มากกว่าไปเน้น มุขเฮฮาปนดราม่าด้านมืดๆแม้ จะเป็น หนังดี หนังที่ดีกว่า หนังมาร์เวลหลายๆเรื่อง ในยุคหลัง  Avengers: Endgame แต่ ส่วนตัวแล้ว อยู่ใน อันดับท้ายๆ ที่รู้สึกสนุก ดูได้แค่ ครั้งเดียว ไม่มีแรงดึงดูดให้กลับมาดูซ้ำและที่เก๋ไก๋ หลังจากหนัง ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น คนส่วนใหญ่ชอบ คนไม่ชอบแค่ส่วนน้อย มาร์เวล เลยเปลี่ยนชื่อ หนังใหม่ เป็น (*The New Avengers) สนุกแค่ระดับ7/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรือง : 4 เรื่อง 4 เวอร์ชั่น 13 หมูป่า ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/683531

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เรื่องราวของเด็กๆ และโค้ชทีมฟุตบอลที่ประสบเหตุติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

ถูกนำมาสร้างออกมาในรูปแบบหนังติดๆ กัน 4 เรื่อง 4 เวอร์ชั่นทั้งเรื่อง

1.นางนอน (The Cave) (2019)

ทอม วอลเลอร์ (นาค รักแท้ วิญญาณ ความตาย/ศพไม่เงียบ/เพชฌฆาต)เสือมือไว นำเอา 13 หมูป่ามาขึ้นจอ หลังจากเกิดเหตุการณ์เพียงไม่กี่เดือนโดยเขียนบทจาก จิม วอร์นี่ นักประดาน้ำชาวไอร์แลนด์ที่ร่วมกู้ภัย หนังจึงออกมาในมุมของฝรั่ง ตัวหนังนำเอานักประดาน้ำตัวจริงๆ กับ หน่วยซีลมาแสดงเป็นตัวเอง ตัวหนังดูหลอกๆ เล่าเรื่องไม่สนุก ดูแล้วผ่านเลยจำได้แค่มี นิรุตติ์ ศิริจรรยา มารับบทรัฐมนตรีการท่องเที่ยวฯ

2.The rescue (2021)

หนังสารคดีของ เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ที่นำมาสตรีมมิ่งในช่อง Disney+Hotstar ที่เล่าเรื่องได้ชวนติดตาม จังหวะต่างๆ ลงตัว เก็บทุกประเด็นได้ครบถ้วน เน้นๆ ไปในปฏิบัติการกู้ชีวิต แม้จะรู้เหตุการณ์ดีอยู่ แต่ก็ยังดูสนุกอยากติดตามและลุ้นไปกับตัวเรื่อง ดึงให้อินไปกับเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

3.Thirteen Lives (2022)

รอน โฮเวิร์ด ทำ 13 หมูป่า ออกฉายโรงและส่งมาเรียกกระแสเปิดตัว Amazon prime Video ค่ายหนังสตรีมมิ่งรายใหม่ ออกมาในอารมณ์ของความเป็นสารคดี ทุกสิ่งทุกอย่างดูลงตัวไปหมด เดินเรื่องฉับไว กระชับ เก็บรายละเอียดทุกเม็ดไว้ได้อย่างครบถ้วน ตรึงให้อยู่กับตัวหนังได้ตลอดความยาว 139 นาที หนังดูสนุกครบรส ไม่เน้นชีวิตของหมูป่าที่ติดถ้ำ แต่เน้นการเข้าไปช่วย อุปสรรคต่างๆ มีจิกกัดระบบราชการนิดๆทีมแสดงโดย วิกโก มอร์เทนเซน, โคลิน ฟาร์เรล, โจล เอ็กเกอร์ตันทีมนักแสดงที่แคสติ้งได้เหมือนตัวจริงมากๆ เล่นดี อาทิ เวียร์-ศกลวัฒน์(จ่าแซม), ตุ้ย-ธีรภัทร์ (หัวหน้าหน่วยซิล), ตู่-ภพธร (หมอภาคย์), เจมส์-ธีรดนย์(โค้ชเอก), พลอย-ภัทรากร (บัว แม่ชัย หนึ่งในเด็กน้อย), ปู-วิทยา(พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา), สหจักร บุญธนกิจ (ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์)รวมไปถึงบรรดาเด็กๆ ที่ดูดีทีเดียว ที่เด่นและชอบคืองานด้านโปรดักชั่น ภาพ เสียง ดนตรีประกอบ เพลงประกอบที่ฟังแล้วขนลุก การสร้างฉากในเรื่องทำขึ้นที่ออสเตรเลีย ภาพที่ออกมาทั้งฉาก นักแสดง เชื่อเลยว่าเป็นเมืองไทยจริงๆ

4.ถ้ำหลวง : ภารกิจแห่งความหวัง Thai Cave Rescue

ด้วยความที่เป็นซีรี่ส์ ทำให้สามารถใส่รายละเอียดต่างๆ เพิ่มเข้าไปได้ เน้นๆ ไปในเรื่องของดราม่า โดยให้น้ำหนักไปที่บรรดา 13 หมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำตัวผู้ว่าฯ ผู้ปกครอง ทหารหน่วยซิล ส่วนบรรดาฝรั่ง ทั้งนักดำน้ำ ทหาร แทบจะไม่รู้สึกว่าเป็นตัวนำ เป็นตัวละครสมทบ มีสร้างตัวละครสมมุติขึ้นมาเพื่อขยี้ในส่วนของดราม่าและจิกกัดระบบราชการ ด้วยความที่เป็นลิมิเต็ดอิดิชั่นของ Netflix ทุนสร้างมากมายทำให้งานด้านโปรดักชั่นดูเนี้ยบมาก โดยเฉพาะงานการด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ รวมทั้งการขยี้อารมณ์ในส่วนดราม่าซึ่งต้องชม บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ กับ เควิน ตันเจริญ สองผู้กำกับที่คุมหนังออกมาได้ดี คนที่เด่นสุดคือ ผู้ว่าฯ “ณรงค์ศักดิ์” ที่ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ถ่ายทอดออกมาได้เหมือนมากๆ บีม-ปภังกร ในบท “โค้ชเอก” ที่เล่นกำลังดีรวมทั้ง เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลี ในบท “น้ำหอม” แม่ของมาร์ค หนึ่งในทีมหมูป่า โดนัท-มนัสนันท์ ในบท “พิมพ์ ป่าไม้สาว” ต๊อก-ศุภกรณ์ จ่าแซมดารินา บุญชู กับบท นุ่น นักศึกษาฝึกงานที่กรมอุตุนิยมวิทยา วรินทร ญารุจนนทน์ บท หมอภาคย์ วินัย เวียงย่างกุ้ง บท ใบเตย (หน่วยซีล)ส่วน ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ดูยังไงๆ ก็รู้สึกว่าใส่เข้ามาเป็นจุดขายบทลุยๆ ที่ดูแล้วเหนื่อยๆ แถมยังพูดภาษาอังกฤษซึ่งก็ดูดี แต่พอพูดไทยสำเนียงฝรั่งพูดไทย บอกเลยน่ารำคาญ ข้อด้อยของเรื่องนี้ ที่ชัดเจนคือขาดความตื่นเต้น การช่วยเหลือดูง่ายๆ ไปหมด ทั้งๆ ที่ฉากดำน้ำ ฉากกู้ชีวิตควรจะเป็นฉากโชว์ ฉากสร้างความสนุก ฉากในถ้ำ ดูแล้วไม่รู้สึกถึงอันตรายที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่บรรดาชาวบ้านที่คำพูดคำจา น้ำเสียงออกจะไม่ค่อยดูเป็นคนเหนือสักเท่าไหร่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายทำให้อาจจะชอบน้อยกว่า The rescue และ Thirteen Lives สิ่งที่สนุกไม่แพ้ตัวเรื่องจริงของ 13 หมูป่าแล้ว ถ้าตัดนางนอน (The Cave) ที่เป็นหนังฉายโรงใหญ่ออกไปแล้ว อีก 3 เรื่องที่เหลือ ยังเป็นการต่อสู้ ชิงคนดูจากหนังสตรีมมิ่งของ 3 ค่ายยักษ์ใครจะชมแบบไหนก็อยู่ที่ใจของคนดูแต่ละคน ถ้าจะให้คะแนนความชอบส่วนตัวThirteen Lives (2022) ชอบสุด 9/10 คะแนน, The rescue (2021) ชอบรองลงมา 8/10 คะแนน, ถ้ำหลวง : ภารกิจแห่งความหวัง Thai Cave Rescue 7/10 คะแนน, ส่วน นางนอน (The Cave) แค่ 3/10 คะแนน