โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘พี่นาค5’ภาคต่อความหลอนจักรวาล ‘ผีพี่นาค’

โอ๊ยเล่าเรื่อง‘พี่นาค5’ภาคต่อความหลอนจักรวาล 'ผีพี่นาค'

โอ๊ยเล่าเรื่อง‘พี่นาค5’ภาคต่อความหลอนจักรวาล ‘ผีพี่นาค’

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พี่นาค คือ หนังผีของค่าย ‘ไฟว์สตาร์’ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในปี 2562 จนต่อยอดมาเป็น พี่นาค2(2563) พี่นาค3 (2565) พี่นาค4 (2567)สร้างภาพของความน่ากลัวของ ผีพี่นาค(ในแต่ละภาค) และเฮฮา กับ แก๊งเพื่อน มาปีนี้ พี่นาค5 กลับมา ให้ แฟนๆ ได้หายคิดถึงความเกลียดชัง ยิ่งกว่าคำสาป ความอาฆาต ยิ่งกว่าทุกตำนาน!หลังจากเผด็จศึก ‘ผีนาคติณณ์’จนสิ้นฤทธิ์ หนึ่งปีให้หลัง ‘คิว’เสิร์ฟความอาฆาตแบบฉ่ำ ๆก็เวียนมาอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ บอลลูน, เฟิร์ส, คุณโท ประสบพบเจอ ‘ผีพี่นาค’ตนใหม่ที่ตามไล่ตามล่า โชคดีที่ ‘น็อต’ เข้ามาช่วยได้ทันเวลา แต่กลับกลายเป็นว่าผีพี่นาคตนใหม่หมายเอาชีวิตทุกคนที่ ‘น็อต’รัก ทำให้แก๊งพี่นาครวมตัวจัดทริปเกิดแต่กับกู กลับไปสืบค้น หาต้นตอความเฮี้ยนสุดกุฏิ แม้จะเคยเจอผีพี่นาคมาทุกรูปแบบ ปราบมาก็เยอะ หนีมาก็แยะ แต่ศึกสู้ผีพี่นาคครั้งนี้ต่างออกไป เป้าหมายไม่ใช่น็อต แต่คือคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขา จะนอนมง หรือนอนหลุมเดี๋ยวได้รู้กัน “มึงรักใคร คนนั้นตาย!”

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ทำ‘พี่นาค5’ ออกมาชัดเจน ในความเป็น หนังพี่นาค  หนังผีที่ดูน่ากลัว ทั้งหลอนทั้งหลอกโหดๆ จาก ผีพี่นาค ไปพร้อมๆ กับการเรียกเสียงฮากับ แก๊งค์เพื่อนจับทางถูกว่า ควรจะนำเสนออะไร คนดูต้องการอะไร ผสมผสานทั้งในส่วน ผีหลอก มุขขำๆ หรือ ดราม่า ได้แบบลงตัว  ผีพี่นาค-กระเทย-เพื่อน-พญานาค-หลวงพ่อ-สามเณร – สร้อยคอเหรียญพระนาคปรก-ประเพณีการบวชแบบโบราณ..กลับมาเหมือนเดิม

‘ผีพี่นาค’ ตามหลอกหลอน สืบเสาะหาเบาะแส คลายปม ที่มีอยู่ในใจปมในใจ ภาคนี้ ใครๆ ก็ไม่รัก ฉนั้น ใครที่เป็นเพื่อน..ต้องตาย ผีพี่นาค ..ที่ อาฆาตแค้น เป็นผีร้าย เพราะไม่ได้บวช ยังคงออกมาดูดี โหดร้าย มีปม ในใจ ผีพี่นาค มีมสาเหตุการตาย ที่ต่างกันในทุกๆ ภาคภาค 1 อุบัติเหตุตาย, ภาค 2 เป็นโรคระบาด, ภาค 3 เป็นคําสาปแช่ง, ภาค 4 ฆ่าตัวตาย มา พี่นาค5 ภาคนี้ถูกฆ่าตาย

ขำๆ เฮฮา ไปกับ แก๊งค์เพื่อนซี้ ที่ถูก ‘พี่นาค’ ตามหลอก ในมุข LGBTQ+ ที่คุ้นเคย โวกแหวกโวยวาย ทำให้หนังไม่เงียบ มุขผีหลอก/หนีผี/สู้ผี หรือแม้แต่ จิกกัด แซวหนังภาคก่อนๆ แซวกันเอง แม้แต่แซวผู้กำกับพี่นาค5 ในส่วนของ ผี ยังคงน่ากลัว ใน แบบ ผีพี่นาค ที่ไม่ฉีกไปจากเดิม เพียงแต่..รู้สึก โดน มกรคายนาค แย่งซีนไปไม่น้อย และด้วยความที่ ผ่านมาหลายภาค เลย รู้มุขรู้มุม เลยแทบจะไม่มี สะดุ้งตกใจ เสียดาย คือ บรรยากาศหลอนๆ ในวัดกลางป่า ในภาคนี้หายไป ไม่เหมือนภาคก่อนๆ ฉาก ‘นาคนิลตาย’ ดูสยอง รุนแรงฉากผีหลอก บนภูเขาทอง ดูดี แปลกตา ฉาก ‘นาคนิล’ ฆ่า ใครบางคน เล่นเอาช็อค อึ้ง!ไป ฉากง่ายๆ แต่โดนเข้าไปข้างในคนดู หรืออาจะรู้สึกๆ สะดุดๆ อยู่บ้าง กับ ในส่วน ของ แก๊งเพื่อนๆ ในหลายๆฉาก แต่ก็ดึงกลับมา สู่ความน่ากลัว ได้ในจังหวะที่ดีปมดราม่า ภาคนี้ เน้นไปในส่วนของ พี่น้อง ทำได้ดี ทั้งของ ‘นาคนิล’กับ ‘น้อต’ หรือแม้ แต่ ‘แพรี่’กับ ‘โบนัส’ยังดูโอเค เอาเข้าจริงๆ ปม ดราม่า ภาคนี้ ดูหนัก/จริงจัง มากกว่า ภาคก่อนๆ และ ด้วยความที่ มาถึง 5 ภาค หนังเลย คนดูคุ้นเคย รู้จักตัวละคร เลยไม่มี ย้อน เรื่องราว ให้เสียเวลา ‘พี่นาค5’คือ หนังไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่เอาเข้าจริงๆ ไม่มี.. พระเอก-นางเอก มีแต่กลุ่มดารานำ ในแต่ละภาค จะมีตัวละครที่เป็นต้นเรื่อง ออกมา เด่นกว่าคนอื่น จาก คุณโท ใน ผีนาค4 มาสู่ น็อต ที่ ทิ้งเชื้อ จาก ท้ายภาค4

ต้า-อธิวัตน์ แสงเทียน เป็น ‘น็อต’จากสามเณรตัวน้อยใน พี่นาค1-3 โตเป็นหนุ่มตามวัยใน พี่นาค4 จากบทสมทบ ขึ้นมาเป็นบทนำ บทเด่น เล่นได้ดีและน่ารัก มีฉากแสดงอารมณ์ ในหลายๆฉาก แก๊งเพื่อนๆ ยังคงดูเด่น เป็นบทเสริม เรียกเสียงฮา เป็นหลัก เน้นๆ บุคลิกของใครของมัน มาครบจัดเต็ม จากคนที่รอดมาจากตอนก่อนๆ ‘เอม-วิทวัส รัตนบุญบารมี’กับ ‘เจมส์-ภูริพรรธน์ เวชวงศำเตชำวัชร์’ยังคง บอลลูน กับ เฟิร์ส สองตัวละครหลักที่อยู่มาตั้งแต่ ภาคแรกเล่นกันได้แบบเข้าขา รับส่งความสนุกเสียงหัวเราะ มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร รับบท โทมินจุน ลุคดูดี ดูเป็น โอปป้าเกาหลี เหมือนที่ผ่านมาใน พี่นาค2-4 

นนท์-อินทนนท์ บุญชื่น กับ ‘มินตัน-มินตรา เชื้อวังคำ’ มารับบท แพรรี่ แม่ครัวปากแจ๋ว กับโบนัส  เครื่องด่าแห่งหมู่บ้านสองพี่น้อง เพื่อนเก่าของ โท สองตัวละครใหม่ใน พี่นาค4 ตามมาเรียกเสียงหัวเราะ นนท์ อินทนนท์ เน้นๆ ตลกเจ็บตัว โชว์ ปากแจ๋ว เพิ่มความเด่น จน แพร์รี่ เขยิบขึ้นมา สามตัวแม่ รวมกับ บอลลูน/เฟิร์สมินตัน-มินตรา  เล่นได้น่ารัก คิคุอาโนเนะ สวยใสสำเนียงอีสาน (นักแสดงหญิง..ยังคง มาน้อย ไม่มีบทบาท เป็นแค่ บทสมทบ)

ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ รับบท ‘อ๊อด’ เพื่อนสนิทของ ‘น็อต’จาก พี่นาค1-3 หายหน้าไป ไม่มาพี่นาค4 กลับมาเป็น คู่หู น็อต อีกครั้ง กาโตว์-ปัณณวิชญ์ พัฒนศิริ รับบท ‘ไอ้ยิ้ม’ จาก พี่นาค4 มา พี่ตาค5 ที่ยังคงทำทุกอย่างเพื่อเงิน พร้อมรอยยิ้ม น่ารักสดใส พรีเมียร์-ปฤณภพ ผาหวบ รับบท ‘เณรฮังเล’เณรน้อยใหม่ ประจำภาค ที่เน้นน่ารักๆ แม้จะ ไม่มีพระเอก แต่มีบทเด่นสุดๆ ในทุกๆ ภาค คือ ตัวผีพี่นาค ที่ทุกเรื่อง มาพร้อมปมร้าย ที่มีที่มาที่ไป ‘เด่นคุณ งามเนตร’มารับ ‘ผีพี่นาคนิล’ที่เล่นได้ร้าย/น่ากลัว ผ่านทาง สีหน้า น้ำเสียงแววตา ทั้งภายใต้หน้าเละๆหน้าผีๆ ในชุดนาค หรือ ตอนเป็นคน ที่ถูกกระทำ มาครบจัดเต็มทั้ง ดราม่าน่าสงสาร ดูเกเรจนน่ากลัวเป็นพี่ชายที่รัก น็อต น้องชายมากๆ ร่วมด้วย ธรรมชาติ โยธาจุล ที่มาน้อย แต่ ดูสนุก ในบท แม่หมอหมอนทอง หมอผีสาวสอง ที่ เหมือนมีแค่เฮฮา แต่ไปๆ มาๆ วิชาขลังพอตัว 

รามิล-ศศิศ ฉัตรพิรุฬห์พันธุ์ กับ ปิติ ปภิณวิช สองเด็กน้อย ที่ มารับบท นิล กับ น็อต ในวัยเด็ก เล่นดีเป็นธรรมชาติ ดูน่ารักน่าสงสาร เช่นเดียวกับ คนที่มารับบท พ่อ ดูแรงใจร้าย เป็น สามตัวละครเสริม ที่เพิ่มขยี้ในส่วนดราม่า ได้ดีทีเดียว(น้องรามิล ใน พี่นาค4 ร่วมแสดง ในบท ผีนาคติณณ์ ตอนเด็ก มาภาคนี้ ยังรับบท เด็กของ ผีพี่นาค อีก)

แม้แต่ ตุ๊กแกน้อย สร้างสีสันได้ไม่น้อย เสียดาย นิดหนึ่ง ใหนๆ ก็เป็นหนังผี เฮฮา ถ้า เปิดหน้าตอนเป็นคน มาสักนิด จะเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อยรวมไปถึง คิดดี ที่รับบทโดย อติรุจ แสงเทียน  กับ มุขไทยประกันชีวิต ขายของกันแบบ ชัดเจนเต็มๆ เน้นๆ เหมือนทุกๆ ภาคที่ผ่านมา

พี่นาค5 ยังคงเป็น หนังผี ที่มีงานโปรดักขั่น ดีงาม ภาพสวยๆ ภาพน่ากลัวๆ ของวัดโบราณ ท่ามกลางป่าเขาธรรมชาติ งานCG เทคนิคพิเศษที่มากขึ้น ดูจริงจังขึ้น

พี่นาค5 เหมือน จะจบ แบบ สวยงาม เหมือนจะ..จะจบ แบบสมบูรณ์ พาย้อนไป..พบภาพจำ ของ 4 พี่นาค ภาพจำๆ ของแก๊งเพื่อนตัวต้นเรื่อง ที่ทำออกมาได้แต่ดีแต่..ยัง วกกลับมา ทิ้งเชื้อ..ด้วย เพื่อต่อไป ใน ภาค6กับ ใคร..เอ่ย ที่ยังไม่เป็นต้นเรื่อง รวมถึง เสียงพี่นาค ปริศนา ..คนต่อไปช่วงเอนเครดิต ยังมี ภาพหลุดๆ ให้ขำกันก่อนกลับ เคล้า ด้วย2 เพลงสนุกสนาน 

เพลงผีพี่นาค – สไปร์ทเพลงหลอกเก่งกว่าผี เสียงร้อง พี่นาคแบนด์(เอม วิทวัส/เจมส์ ภูริพรรธน์/ต้า อธิวัตน์/ปอนด์ คุณพันธ์)พี่นาต5 อาจจะไม่สนุก มากมาย นัก กับ คนที่ไม่ชอบ พี่นาคภาคก่อนๆ แต่ ถ้าใคร ..ที่เป็น FC แฟนคลับ น่าจะชอบ แน่นอน‘พี่นาค5’น่ากลัว/สนุก ในระดับ 7/10 คะแนน 

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 10/10 ‘ถ้าตอนนั้น ยังมีเรา(Sentimental Value)’

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'10/10 'ถ้าตอนนั้น ยังมีเรา(Sentimental Value)'

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’10/10 ‘ถ้าตอนนั้น ยังมีเรา(Sentimental Value)’

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปกติแล้ว จะไม่ค่อย อิน เฉยๆ ไม่ค่อยสนุกไปกับ นอร์เวย์ สักเท่าไรนัก ทั้งหนังปกติ/หนังรางวัล/หนังที่เดินสายประกวด แต่ ถ้าตอนนั้น ยังมีเรา(Sentimental Value) กลับผิดคาด เป็น หนังนอร์เวย์ ที่เข้าไปดูแบบงั้นๆ กลับกลายเป็นหนังที่ชอบมากๆ “…มีที่บางที่…ที่เราเรียกว่าบ้านมีบางความรู้สึก…ที่เราเรียกว่าความผูกพัน

แต่ที่ตรงนั้น…ตอนนี้เหมือนว่าไม่เคยมีอยู่จริง…”หนังเล่าเรื่องของ “พี่น้องสองสาว” ที่ต้องกลับมาเจอหน้า“พ่อ” ของตัวเองอีกครั้งหลังจากที่พ่อทิ้งไปสมัยที่พวกเธอยังเป็นเด็ก พ่อซึ่งเป็นผู้กำกับหนังกำลังจะทำหนังที่อิงมาจากชีวิตของตนเอง เขาจึงพยายามใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์อันแตกสลายกับลูกสาวแม้โอกาสจะดูริบหรี่ก็ตามที…

เสน่ห์ของหนังอยู่ที่การสร้างครอบครัวนี้ พ่อเป็นผู้กำกับหนังดัง ลูกสาว เป็น นักแสดงละครเวที ซึ่ง ทำให้หนังสนุกไปกับ ความเป็น หนังซ้อนหนังในเรื่องเส้นเรื่องนี้ บอกเลยว่า ชอบสุดๆทุกบททุกตอนพ่อผู้กำกับ เขียนบทหนัง สร้างจากชีวิตจริง เขียนขึ้นมาเพื่อให้ลูกสาว แสดงโดยเฉพาะผู้กำกับหนังระดับตำนาน ที่ร้างลาการสร้างหนังกว่า 15 ปี การคืนวงการไม่ใช่เรื่องง่าย ระดับงานที่ เปลี่ยนจากโรงมาเป็น สตรีมมิ่งในเรื่องนี้จิกกัดเสียดสี Netflix แบบเต็มๆ 

หนังพูดภาษาอังกฤษ แต่เรื่องเกิดในนอร์เวย์ ตัวละครควรพูดสำเนียง นอร์เวย์หรือไม่หรือ แม้แต่ เบื้องหลัง ละครเวที นักแสดงกลัวตื่นเวที ความสัมพันธ์ลับๆ กับ ทีมงานนักข่าวที่ สัมภาษณ์ พูดตรง พูดแรงๆ แบบไม่เกรงใจ ถามเรื่องส่วนตัว มากกว่าเรื่องงานและ….อีกหลายเรื่องราว ฯลฯ ที่ชัดเจนคือ..เก่าไป..ใหม่มา คนรุ่นเก่าถูกแทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่

หนังนำเสนอในส่วนนี้ออกมาแบบธรรมดาดูเป็นธรรมชาติ ไม่ขยี้มากมาย แต่ดูดี ผสมแทรกเข้ามาใน เส้นเรื่องดราม่า ได้แบบเนียนลงตัวกลมกลืน เป็นเรื่องเดียวกันตัวละครหลักๆ ในเรื่องมีเพียงแค่ 4 ตัวละครหลัก ที่มีสีสัน มีความแตกต่างๆ แต่ออกมาดูดี ซึ่งต้องชมนักแสดงที่ เข้าถึงบทบาท อารมณ์ตัวละคร เล่นดีทุกคน เล่นดี จนไม่แปลกใจ ที่จะได้เข้าชิง รางวัลในสาขาการแสดง ทุกๆ คน

นอร่า’พี่สาวคนโตนักแสดงละครเวทีฝีมือเยี่ยมอารมณ์แปรป่วนมีปัญหาทางจิตต้องคุยกับจิตแพทย์ทั้งๆ ที่ แม่เป็นจิตแพทย์ เธอเกลียดพ่อที่ทิ้งครอบครัวไป เป็นนักสร้างหนัง ที่สวีเดน และไม่รับ ร่วมแสดงในหนัง ที่พ่อเขียนบทเพื่อเธอ เรอนาเต เรนส์เว สวมบทนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม สวยใสดูเป็นศลปินติสๆสีหน้าท่าทางน้ำเสียงแววตา สุดยอด ตรึงคนดูได้ทุกฉาก มีทั้ง ชอบ และน่ารำคาญในบทอารมณ์ และที่สุดยอดมากๆ คือ การแสดงฉากละครเวที สุดยอดจริงๆ จนอยากปรบมือให้ ทั้งบนเวที และชีวิตจริงในเรื่อง 

อักเนส น้องสาว ที่ทิ้งหันหลัง ให้กับ วงการแสดง เป็น นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มีครอบครัวเล็กๆ สามี/ลูกชายตัวน้อยน่ารัก คอยดูเคียงข้าง พี่สาว พยายามเชื่อมรอยร้าว พ่อกับพี่สาวให้คืนดีกัน อิงกา อิบส์ดอตเตอร์ ลิลเลียส เล่นแบบนิ่งๆ ดูเรื่อยๆ สบายๆ ออร่า.. ในการเป็นตัวเชื่อมรอยร้าว มีแบบจัดเต็ม พอตอนระเบิดอารมณ์ ก็เล่นได้ดีและที่ยิ้ม..ได้คือ ตอนเป็นเด็กน้อย เคยร่วมแสดงในหนัง คลาสสิคของพ่อ เป็นครั้งแรกเรื่องเดียวที่แสดง ดังเป็นที่รู้จักของคนดู กุสตาฟ บอร์ก พ่อ ผู้กำกับที่มีปัญหาครอบครัว ลี้ภัยไปสวีเดน ทิ้ง สองลูกสาวให้อยู่กับ แม่ที่เป็นจิตแพทย์ จนแก่ชรา กลับมานอร์เวย์ อยากดึงลูกสาว มาเล่นหนัง ที่ เขียนบทเพื่อเธอโดยเฉพาะ  สเตลลัน สการ์สการ์ด มาดบุคลิก พลังล้นเหลือ กับการรับบทนี้ ดูแล้วเชื่อในการเป็นผู้กำกับดัง ในระบบเก่าๆ หรือการเป็นผู้ใหญ่ใจดี เป็นครูสอนการแสดงที่ดี หรือแม้แต่ ความเป็นพ่อที่เคยผิดพลาด อยากแก้ตัวชอบๆ การแสดง และการวางบทบาท ที่ให้ความรู้ เหงา สงสาร ไปกับ ชายชราปลดระวาง ที่อยากแก้ปมชีวิต ของตัวเอง

 ราเชล เคมป์ นักแสดงสาวชื่อดัง ที่เจอ ผู้กำกับในดวงใจ ในเทศกาลหนังเก่า จนอยากร่วมงานด้วย ให้ทุน/หาทุน ฝึกการแสดง เพื่อจะได้รับบทนางเอกนักแสดง ใน หนังที่ ผู้กำกับ อยากให้ลูกสาวแสดง แต่เธอปฏิเสธ  แอลล์ แฟนนิง สวย งามสง่า ออร่า..ในความเป็นนางเอกสาวสวย ชื่อดังในยุคสมัยนี้ มาแบบจัดเต็ม จนอดหลงรักเธอไม่ได้ และยิ่ง รักตัวละครตัวนี้ มากๆ เมื่อต้องระบายอารมณ์ความรู้สึก กับผู้กำกับวนดวงใจ ต้องชม  ยัวคิม เทรียร์ ผู้กำกับที่ ทำงานชิ้นนี้ ออกมาเป็น หนังดราม่าครอบครัว หนังซ้อนหนัง ที่ออกมาดีเยี่ยม ดูดีไปหมด ทั้งบทหนัง การเล่าเรื่อง การแสดงของนักแสดง งานด้านโปรดักชั่น ภาพ การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม เพลง/ดนตรีประกอบ และต้องปรบมือ ยกนิ้วให้ กับทุกส่วน หนังบนจอ กองถ่ายหนัง หรือแม้แต่ละครเวทีบนเวทีในเรื่องถ้าตอนนั้นยังมีเรา(Sentimental Value)กวาดรางวัลมากมาย และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (Oscars 2026) ครั้งที่ 98 ถึง 9 สาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ,ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม (นอร์เวย์), ,ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ยัวคิม เทรียร์) ,นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม(เรอนาเต เรนส์เว),นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม(สเตลลัน สการ์สการ์ด),นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (แอลล์ แฟนนิง) ,นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม(อิงกา อิบส์ดอตเตอร์ ลิลเลียส),บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (เอสกิล โวต, ยัวคิม เทรียร์) 

ลำดับภาพยอดเยี่ยม(โอลิวิเยร์ บัก คูเต)มาลุ้นๆ กันว่า จะกวาดมาได้กี่รางวัลถ้าตอนนั้น ยังมีเรา(Sentimental Value) คือ หนังที่ดูแล้ว มีความสุข ครบรส มีทั้งรอยยิ้ม น้ำตาซึมๆ ตื่นตัน ทำให้ จนเป็น หนัง ที่…ชอบ/รัก/สนุก ไปกับ ตัวหนังทั้งเรื่อง10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เดอะ สเตรนเจอร์ส’ กระชากหน้าอำมหิต(The Strangers Chapter3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เดอะ สเตรนเจอร์ส’ กระชากหน้าอำมหิต(The Strangers Chapter3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เดอะ สเตรนเจอร์ส’ กระชากหน้าอำมหิต(The Strangers Chapter3)

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะความตาย… มาเคาะประตูแบบไม่เลือกหน้า! ย้อนรอยความอำมหิต ภาค 1-2เมื่อทริปหวานกลายเป็นเกมไล่ล่าของ “กลุ่มคนแปลกหน้า” และ “มายา” หญิงสาวผู้โชคร้าย ต้องกลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว เดอะ สเตรนเจอร์ส กระชากหน้าอำมหิต(The Strangers Chapter3)“เมื่อการไล่ล่ากลายเป็นความผูกพันที่บิดเบี้ยว…ระหว่างเราไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป”หลังจาก “มายา” สูญเสียคู่หมั้นด้วยเงื้อมือหน้ากากฆาตกรไปต่อหน้าต่อตา เธอเหมือนถูกพรากความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้น เธอฆ่าหนึ่งในพวกมันได้สำเร็จ แต่ฝันร้ายกลับยังไม่จบ พวกมันยังพุ่งเป้าเอาชีวิตเธออย่างไม่ลดละ มายาต้องหนีตายเพียงลำพังในเมืองที่เต็มไปด้วยเหล่าคนแปลกหน้าและปริศนาต่างๆโอกาสสุดท้ายที่จะรอดคือเธอต้องเผชิญหน้ากับพวกมัน

เรนนี่ ฮาเรน ยังคงเส้นคงวาในการทำหนังภาคต่อคุมโทนหนังไม่ให้ หลุดหรือฉีกไปจาก ภาคก่อนหน้า เหมือน ทุกๆ เรื่อง ทุกๆ แนวที่เคยทำมา  ไม่ว่าจะเป็น หนังแอ็คชั่น ที่ บู๊ระห่ำ หรือ หนังโหดๆ สยดสยองเลือดสาด  เรื่องนี้ เรนนี่ ฮาเรน ยังคงสร้างความโหด ความบันเทิง ในรูปแบบเดิมๆไม่เน้นCGไม่ใช่เทคนิคพิเศษ แต่เน้น ขาย ความรุนแรง การฆ่ากันแบบเห็นจะๆ ตรงๆ ผ่านงานด้านภาพ การแสดงที่สมจริงสมจัง โดยใช้ งานด้านภาพ แสง สี เสียง รอบๆ มาซับพอร์ต ความโหด ความรุนแรงของตัวหนัง ทั่งในป่าและในเมือง เลือดเป็นเลือด อาวุธครบ-ทั้งปืนผาหน้าไม้มีดพร้า ใบเลื่อยรถพุ่งชน หรือแม่ สว่านที่เจาะหน้า ด้วย สว่านสั่นอยู่บนหน้าผาก สมจริงชวน สยองมากๆ  

 ตัวหนังตามติด ‘มายา’ที่ ‘รอดตาย’ในช่วงหลบหนีเอาตัวรอด จากฆาตกร ที่ยังคงตามล่า ไปพร้อมๆกับเฉลยปมที่มาที่ไปที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากรวมทั้งพี่สาว/พี่เขยที่เดินทางมาตามหาน้องสาว นายอำเภอที่รู้ทุกเรื่อง และเหยื่อตัวหนัง ยังคงเปิดเรื่อง เหมือนสองภาคแรก ด้วย การอิงถึง เรื่องราวของ ฆาตกรต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้น จริงในอเมริกาแต่ น่าเสียดาย ที่กลุ่มคนลัทธิฆาตกร ที่มีรอยสักสัญลักษณ์รอยยิ้ม ที่แม้จะยังคงพูดถึง แต่กลับ ไม่เด่นเท่ากับภาคก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลา ในภาคสามนี้ เดินเรื่องต่อจาก สองภาคแรก โดยไม่มีการย้อนเล่าเรื่อง ไม่ย้ำคิดย้ำคำ เดินหน้าในทันทีถ้าใครที่ไม่เคยดูภาคก่อนมาก่อนอาจจะงง!ไม่รู้จักตัวละครไม่อินกับเหยื่อหรือฆาตกร ไม่เข้าใจถึงคาแรคเตอร์ก่อนฆ่าเหยื่อ 

แต่ถ้า..ไม่คิดอะไรมากดูเอาบันเทิงดูตามกระแสไม่เอาเรื่องราวชอบฉากโหดๆถึงเลือดถึงเนื้อก็พอจะดูสนุกได้ ส่วนใคร..ที่ดูหนังโหดๆต้องรู้ที่มาที่ไปถ้าไม่เคยผ่ายตามาก่อนแนะนำ..หาสองภาคก่อนมาดูแมเดอเลนเพตซ์มารับบทเดิม‘มายา’สาวน้อยเพียงคนเดียวที่รอดตายจาก ฆาตกรต่อเนื่องที่ยังคงแบกหนังไว้คนเดียวทั้งเรื่องบทเด่นมากๆดูแล้วเหนื่อยแทน

โดนหนักโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง ซึ่งก็ทำได้ดีชอบสีหน้าแววตาที่สื่อ บ่งบอกถึงความรู้สึกได้ดี ดึงให้เข้าถึงจนอยากตามติด ลุ้น/สงสาร/เอาใจช่วย และ แม้จะโดนแบบอ่วมๆใบหน้า เต็มไปด้วย รอยเลือด/รอยแผล ก็ยังไม่สามารถ กลบ/ลบ ความสวย/เสน่ห์ ให้ตัวเธอได้ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ อาทิ แกเบรียล บาสโซ, เอมา ฮอร์วาธ, ริชาร์ด เบรค, จานิส เอเฮิร์น, เอลลา บรอคโคเลรี ฯลฯชัดเจนในการเป็นตัวสมทบบทสมทบมาแบบผ่านมาผ่านไปมาร่วมเฟรมเพื่อให้หนังสมบูรณ์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวพี่สาว/พี่เขย/บอดี้การ์ดผู้ช่วยนายอำเภอ ที่เด่นหน่อยมีนายอำเภอเบรค ที่มา พร้อมสีหน้ารอยยิ้ม ที่น่าสงสัย ดูร้ายสุดๆ กับ ลูกชายลูกสาวสองพี่น้องที่พร้อมกับรอยยิ้มสดใสแต่ข้างใน…ใครที่ชอบ..รอบทสรุป..อยากรู้บทเฉลย ที่มาที่ไปทั้งหมด ที่ตามดูกันมา ตั้งแต่ สองภาคแรก ใน ภาค3 นี้ มีคำตอบ ทุกสิ่งทุกอย่าง เคลียร์ กระจ่าง เรื่องจบ..บริบูรณ์ แต่ก็ยัง ทิ้งท้าย..มาตามสูตร ที่ พอจะ ต่อ ยอดไป ภาคต่อไป ..ได้อีกหนังบทท้าย ด้วย ภาพวาด..ภาพเขียน..ภาพการ์ตูน ที่ชวนให้ นึกถึง ภาพที่คุ้นเคย ใน เรื่อง/นิยายภาพ จาก คอมมิค หนังสือ แนวนี้ อดนึกย้อนไป สมัยเด็กๆ ใน หัวหนังสือประเภท ช้อคซีนีนีม่า ไม่ได้ส่วนนี้..ชอบมาก ดูเพลินๆ ดีงาม ไม่แพ้หนัง ทั่งเรื่อง เดอะ สเตรนเจอร์ส กระชากหน้าอำมหิต(The Strangers Chapter3) สนุกแบบโหดๆ เลือดสาดทะลุจอ ในระดับ 7/10 ถุงเลือด

โอ๊ยเล่าเรื่อง 8/10 วัทเตอริ่ง ไฮต์ส (Wuthering Heights)

โอ๊ยเล่าเรื่อง 8/10 วัทเตอริ่ง ไฮต์ส (Wuthering Heights)

โอ๊ยเล่าเรื่อง 8/10 วัทเตอริ่ง ไฮต์ส (Wuthering Heights)

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ต้นรักดอกโศก งานแปลของ พิมพา จันทพิมพะ ที่แปลจาก Wuthering Heights วรรณกรรมโกธิคคลาสสิคของอังกฤษ ของ  เอมิลี บรอนเต้ (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1847 ภายใต้นามปากกา Ellis Bell ) คือ หนังสืออีกหนึ่งเล่ม ที่เคยผ่านตา ตอนเป็นเด็กน้อย

แต่ด้วยความเป็นเด็ก เรื่องอาจจะรุนแรง เกินไป เลยไม่ค่อยอิน กับ หนังสือ เล่มนี้มากนัก รวมไปถึง ฉบับหนัง ที่ มีการนำมาสร้าง ใหม่หลายครั้ง ก็เฉยๆ แต่สิ่งที่ สะดุด..จดจำ..ได้ไม่ลืมเลือนคือ ชื่อไทย ‘ต้นรักดอกโศก’ ที่เป็นทั้งชื่อ นิยายแปล และชื่อไทยของ ตัวหนังฉบับปึ 1971 ที่มาฉายที่ เอเธนส์ชื่อ Wuthering Heights แทบจะไม่อยู่ใน ความทรงจำเลยWuthering Heights ฉบับปี2026 ของวอร์เนอร์ นำเสนอเรื่องราวใน หนังสือ ออกมาแบบครบถ้วน มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อย ๆ ไม่ได้ตีความหรือเพิ่ม เติมอะไรมากมาย แต่ยังคงไว้ซึ่งสิ่งที่ตัวนิยาย พูดถึง 

Wuthering Heights มาในบรรยากาศของ หนังดังในอดีตยุคทองของหนังที่หยิบเอา วรรณกรรมดังๆ มาขึ้นจอ ความรู้สึกเหมือนได้อ่านหนังสือ ที่ขึ้นจอคนแสดงเนื้อเรื่อง เนื้อหา บทสนทนา ตัวละคร อาจจะดูเชย ล้าสมัย สำหรับการนำมาขึ้นจอ นำมาสร้างในยุคสมัยนี้ ในพ.ศ.นี้ โทนหนังสไตล์แบบนี้ ทำให้ หลายคน ไม่สนุก รู้สึกว่า ตัวหนังออกมา น้ำเน่า/โรแมนติก ไม่มีอะไรใหม่ เหมือน ดูละครทีวีแนวเดิมๆ 

แต่ยังดีที่  เอเมอรัลด์ เฟนเนลล์ ผู้กำกับ ทำ Wuthering Heights โดย เน้นงานด้านโปรดักชั่นที่ดีงาม ดูมีลูกเล่น ดูทันสมัย ใส่เข้ามา ช่วยลบกลบความเชย ของตัวเรื่อง ทำให้ หนังออกมาดูสนุกไม่น่าเบื่อ ดูได้เพลิน ดูได้เรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ งานด้านภาพสวยๆ มุมกล้องที่ดูแปลกตา สีสันของภาพที่มีทั้งสว่างไสว ฉูดฉาดสดใส หรือดำมืด หม่นหมอง ตามอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา/สถานการณ์ของตัวละครเหตุการณ์ ฉากต่างๆ เสื้อผ้าหน้าผม ดูดีอลังการงานสร้าง ขยี้อารมณ์ด้วยดนตรีประกอบ และ เพลงประกอบที่ไพเราะฉากอีโรติก ฉากเลิฟซีน เน้นๆ ภาพสวย มากกว่า จะเน้นความเร้าร้อน หรือแม้แต่ ภาพความรุนแรง มาน้อย แต่จัดเต็ม จนรู้สึกสะดุ้ง แต่ หลายฉาก ภาพที่ออกมา อาจรุนแรง แต่ รุนแรงในความรู้สึกมาแบบเต็มๆ 

Wuthering Heights มาในแนว หนังโรมานซ์ ดราม่า อีโรติก โศกนาฏกรรมความรัก ที่สะท้อนภาพของระบบชนชั้น คนรวยคนชั้นสูง ชนชั้นระดับล่าง ผู้หญิงที่อยู่ต่ำกว่าผู้ชาย ผู้ชายเป็นใหญ่ เรื่องในมุ้งบนเตียง ชู้สาว เรื่องรักที่หลบๆ ซ่อนๆ ผิดศีลธรรม พ่อผู้เป็นใหญ่บ่งการทุกชีวิตในครอบครัวตัวละครทุกตัว มีความเด่น มีปม ดูเทาๆ ด้วยคนแต่งเป็นผู้หญิง น้ำหนักตัวละครมุมมอง เลยเน้นๆ ไปที่ผู้หญิง ที่มาครบทั้ง ดี/ร้าย/น่าสงสาร ส่วนผู้ชาย ดูร้ายมากกว่าดี ชะตากรรมสุดท้าย หลายคนสมน้ำหน้า 

มาร์โก ร็อบบี้ เด่นสวยเล่นเก่ง เป็น แคทเทอรีน ที่ใช่ ดึงให้ติด/ตามดู ได้ตลอดทั้งเรื่อง ดีงามมีพลังในทุกๆ บท ไม่ว่าจะเป็นบทสบายๆ บทรักโรแมนติก ดราม่า หรือแม้แต่ฉากที่เลิฟซีน ที่ไม่จำเป็นต้องโชว์เนื้อหนังมังสา แต่ก็ดูเซ็กซี่ หรือ ในชุดราตรี ก็ดูงามสง่า

เจคอร์บ เอลอร์ดี พลังล้นเหลือ เป็น  ฮีธคลิฟฟ์ ที่หล่อมีเสน่ห์ ตอนไว้หนวดไว้เคราโชว์กล้าม ดีงาม ในแบบชายชาตรี พอไร้หนวดหน้าเกลี้ยงเกลา ดู เป็นผู้ดีไฮโซ 

มาร์โก ร็อบบี และ เจคอร์บ เอลอร์ดี จับคู่กันแบบเข้าขา ทำให้หนังดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ

ชาซาด ลาติฟ ในบทเอ็ดการ์ ชายหนุ่มที่ แคธี่ เลือกมาเป็นสามี มาดดี ดูเป็นผู้ดี ทั้งในชีวิตปกติ หรือ ตอนมีเซ็กซ์ ดูเป็นคนทื่อๆ มีแต่เงิน ให้ความสุขได้เพราะเงิน 

อลิสัน โอลิเวอร์ เป็น อิซาเบลลา น้องสาวของ เอ๊ดการ์ คุณหนู อ่อนต่อโลกเอาแต่ใจ ที่กลายเป็น เหยื่อ ของการแก้แค้น เล่นดีเล่นได้ ดูแล้ว เชื่อว่าเป็น คุณหนู หรือตอนท้าย เสียจริต..เพราะรสเซ็กซ์ ชวนให้ รู้สึกสะอิดสะเอียนไม่น้อย 

ฮงเชา เป็น เนลลี แม่บ้าน ที่ดู นิ่งๆๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่อยู่ในทุกๆ ช่วงเวลาของ แคทเทอรีน เหมือนคอยเฝ้าดู ให้คนดูตามดู ก่อนที่จะทำให้รู้สึกเกลียดไปกับ การทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย กับ ความเข้าใจผิด จน เรื่องลุกลาม สีหน้าแววตา สื่อ/ส่งอารมณ์ให้กับตัวหนังอย่างมาก

มาร์ติน คลูนส์ เป็น มิสเตอร์เอิร์นชอว์ พ่อ ผู้เป็นใหญ่เจ้าอารมณ์ ดูกักขะ เสริมในส่วนของ ความดาร์ค ความดิบ ให้กับตัวเรื่อง

รวมทั้ง นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี  ชาร์ล็อตต์ เมลลิงตัน รับบท แคทเธอรีน เอิร์นชอว์ (วัยรุ่น) โอเวน คูเปอร์ รับบท ฮีธคลิฟฟ์ (วัยรุ่น) วี เหงียน รับบท เนลลี่ ดีน (วัยรุ่น)  อีวาน มิตเชลล์ รับบท โจเซฟ คนรับใช้ในบ้านเอิร์นชอว์ Wuthering Heights สนุก ดูได้แบบเพลินๆ ในแบบ หนังโรมานซ์ เก่าๆ ใน โปรดักชั่นดีงาม ในยุคนี้ ที่ดูได้แบบไม่ง่วง ตลอด 136นาทีชอบๆ ในระดับ 8/10 คะแนน ปล..ดูจนจบ หนังสวยงาม ภาพดูดี แค่นี้ ก็เพียงพอ จนไม่รู้สึกว่า ตำเป็น ต้องดู บนจอใหญ่ๆ อย่าง IMAX แต่อย่างใด

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘กิ่งแก้ว’

โอ๊ยเล่าเรื่อง'กิ่งแก้ว'

โอ๊ยเล่าเรื่อง’กิ่งแก้ว’

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

 ‘กิ่งแก้ว’ คือ หนังผีที่ชวนติดตาม ตั้งแต่ เริ่มประกาศสร้าง ความน่าสนใจอยู่ที่ การนำเรื่องราวของ ‘กิ่งแก้ว’นักโทษประหารคดีลักพาตัวเด็กก่อนจะฆาตกรรม มาสร้าง โดยมี ‘ทราย เจริญปุระ’มารับบท ‘กิ่งแก้ว’คือ งานกำกับหนังผี ของ ‘เอกชัย ศรีวิชัย’ผลิตในนาม ‘แม่เรียงฟิล์ม’ร่วมกับ‘MStudio

‘กิ่งแก้ว’ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงสาวผู้มีอาการทางจิตที่เข้าไปพัวพันกับคดีลักพาตัวและฆ่าเด็ก แม้หลักฐานจะมัดตัวแน่นหนา แต่เธอยังคงยืนยันว่า “ฉันไม่ผิด” ก่อนถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยความอาฆาตแค้น วิญญาณของกิ่งแก้วจึงกลับมาหลอกหลอนผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งในคุกและนอกคุก ต่างเผชิญความตายและความวิปลาสอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เหม อดีตคนรัก และ มี้ ภรรยาใหม่ ต้องเข้าไปพัวพันกับคำสาปและความจริงในอดีต เพื่อหาทางเอาชีวิตรอดจากวิญญาณอาฆาตที่ไม่ยอมปล่อยใครไปง่ายๆ

‘กิ่งแก้ว’คือหนังผีที่เป็นหนังผีผีหลอกวิญญาณหลอนจริงๆอิงจากผีสาวนักโทษประหาร ที่ร่ำลือกันถึงความเฮี้ยนจากในคุก ผสมกับ เรื่องแต่ง เรื่องที่เขียนขึ้น เพื่อสร้างความหลอน ความน่ากลัวๆแม้จะ อิง จาก คดีดัง ที่ เจ้าตัว ยืนยันจน ตายว่า “ฉันไม่ผิด” แต่ ตัวหนัง ก็ไม่ได้เน้นหรือให้ น้ำหนัก ไปในการ ฟอกขาว หรือ การพิสูจน์ ความบริสุทธิ์ คืน ความยุติธรรม ให้กับ กิ่งแก้ว มีเพียงการเปิดตัวฆาตกรตัวจริงตั้งแต่ต้นเรื่องที่ตัวของ‘กิ่งแก้ว’มีส่วนพัวพัน

‘กิ่งแก้ว’เปิดเรื่องไปที่ กิ่งแก้ว ตั้งแต่ก่อนต้องคดี เกิดคดี มาจนถึง ถูกประหาร ตัวหนัง ทำออกมาได้ดี บรรยากาศของหนังฆาตกรรม การสืบคดี มาแบบจัดเต็ม ในคุก ฉากประหาร ชวนหลอนรู้สึกโหดๆภาพ/เสียง/บรรยากาศน่ากลัวจริงๆช่วงนี้..หนังเน้นๆไปที่ตัวกิ่งแก้วก่อนที่ ตัวหนัง จะ ฉีกออกไป เป็น หนังผีแก้แค้นผีอาฆาต ที่ตามจัดการ คนที่เกี่ยวข้องกับความตายของ กิ่งแก้วผู้พิพากษา-เพชฒฆาตคนร้ายตัวจริงคนรักกับเสียงน่ากลัวๆ“ฉันไม่ผิด“ผีกิ่งแก้ว..อยู่ในที่มืดน้ำหนักกระจายไปที่ตัวละครหลักๆคนอื่นๆแม้ ในช่วงนี้ หนังจะออกมามสนุกตื่นเต้น แต่ก็ยัง มีบางฉากบางตอน ที่ดูง่ายๆ หรือดูไม่สมจริง ไปสักนิด อาทิเช่น ฉากสู้กับผี ในคุกความรู้สึกมันเหมือนหลอกตามากไปสักนิด
น่าเสียดาย ที่ หนังเลือกที่จะ สร้างเรื่องราว สตอรี่ ตัวละครมาเจอกับ ผีกิ่งแก้ว แต่ไม่มีการ ใส่/พูดถึงเรื่องเล่าตำนานผีกิ่งแก้วที่ยังวนเวียนอยู่ในคุกเลยรู้สึกสะดุดๆไปสักนิด

เอกชัย ศรีวิชัย ทำ ‘กิ่งแก้ว’ออกมา เป็นหนังผีที่ น่ากลัว ชวนขนหัวลุก ไม่มีนอกเรื่องนอกราว ไม่มีตลกเลอะเทอะ ขายความน่ากลัว จากเนื้อเรื่อง เทคนิคพิเศษ และ พลังการแสดงของ นักแสดงไม่เน้นขายนักแสดงดังๆ ไม่ขายแฟนคลับ แต่ เน้น ดึงนักแสดงรุ่นเก่าๆ ทั้งที่เคยร่วมงานและคุ้นเคย มารับบท ที่เข้ากับตัวละครจริงๆ ทำให้ กิ่งแก้ว เป็น หนังที่ออกมาดี จริงๆ
และ กิ่งแก้ว ยังพิสูจน์ ให้เห็นว่า ฝีมือการแสดง แม้จะเป็น รุ่นเก๋า แต่ถ้า เล่นดี..เข้ากับบท คนดูก็ยังให้การยอบรับ

ทราย-อินทิรา เจริญปุระ เป็น ‘กิ่งแก้ว’…ที่ดูน่าสงสาร น่าเวทนา กับ ชะตากรรม..กรรมที่ตัวเอง ไม่ได้ก่อ หรือดูน่ากลัว เป็น ‘ผีกิ่งแก้ว’ที่ชวนขนหัวลุกหน้าตาท่าทางดูสยองผองขน ตลอดทั้งเรื่อง แทบจะไม่มีความสวยงามดูโทรมๆบางช่วงบางมุมดูเอ๋อเอ๋อทุกฉากทุกตอนทุกอารมณ์ทรายเล่นดีเอาอยู่..จนรู้สึกเหมือนเป็นกิ่งแก้วจริงๆ

สายป่าน-อภิญญา สกุลสุข ในบท มี้ ต้องมาเจอเจอะ สู้รบตบมือ กับ ‘ผีกิ่งแก้ว’ มาในแบบสาวมั่นสาวห้าวที่ ผีแรงมา..แรงกลับผี ดูเป็นคู่ปรับ ที่สมน้ำสมเนื้อ กับ ทราย ..จริงๆ

กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ รับบทเป็น เหม น่าจะเป็น ผู้ชายคนเดียว ที่ดูดี/ดูหล่อ เป็นความสดใส ในความน่ากลัว ได้แสดงใน บทที่หลากหลาย ดราม่า เรื่องรักกับสองสาว เผชิญหน้ากับผี ซึ่งกันก็เล่นได้ดีตามมาตราฐาน(เพียงแต่..แม้จะ เล่นรับส่งบทกับ สองสาว ทราย/สายป่าน ได้แต่ แต่ด้วย ความต่างวัย เลยรู้สึกขัดๆ เหมือนเป็นน้องชายมากกว่าจะเป็นคู่รัก/แฟน

สนธยา ชิตมณี ดูดีมาดดีสีหน้าท่าทางสมกับเป็น ปฐม เพซฆาตสำเร็จโทษนักโทษประหารเล่นนิ่งๆไม่มีหลุดดูแล้วเชื่อว่าเป็นจอมขมังเวทย์ในแดนนักโทษจริงๆ

เอกชัย ศรีวิชัย มารับบท ลุงโสม ผู้เรืองวิชา ที่มาต่อกรกับ ‘ผีกิ่งแก้ว’ดูขลัง ดูเป็นพ่อครู..จริงๆ ออร่า..มาแบบเต็ม..ในแบบ พ่อครู(เสียดาย อยู่นิด ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า เหมือน จะมีการ พากย์เสียงทับ น้ำเสียง ดูไม่ เหมือน เอกชัย เลยทำให้ ลดทอน พลังของ พ่อครู ไปไม่น้อยทีเดียว)

พิมพ์พรรณ ชลายคุปต์ เป็น วัลภา นายจ้างของ กิ่งแก้ว พี่สาวของ และเป็น แม่ของเด็กน้อยที่ถูกฆ่าตาย บทนิ่งๆ แต่มีอะไรๆ ให้เล่นเยอะ เป็นอีกหนึ่งตัวละครมที่คนดูจะไม่สงสาร

ป๋อง-กพล ทองพลับ รับบทนายตำรวจที่จับกิ่งแก้ว และทวนเวียนกับ คดีผีกิ่งแก้ว เป็นบทที่ ออกจะจริงจังในแบบสบายๆ ไม่เน้นตลกเฮฮา แต่เป็น ตัวละครที่ มาช่วย ผ่อนคลาย สร้างรอยยิ้มในกับเรื่อง ในแบบที่กำลังดี ลืม..ภาพ ตลกโปกฮา ที่คุ้นตามา น้ำเสียง/สีหน้า ของ ป๋อง สร้างรอยยิ้มได้ดีจริงๆ

ธเนศพิพัฒ สุทธิหิรัญดำรงค์ (แน็กกี้ ลิเกฮีโร่) กับ ไปส์ ภาคียะ โพธิ์เงินเป็นสองตัวร้าย ที่มาแบบร้าย จนคนดูเกลียดโหดเหี้ยม จนคนดู รอดูจุดจบ รอดูว่า ผีกิ่งแก้ว จะจัดการ อย่างไร

ต้องชม งานด้านโปรดักชั่น ของ ‘กิ่งแก้ว’ออกมาดีงาม ภาพ/การจัดแสง/การตัดต่อ ซีจี เทคนิคพิเศษ ดีงาม ขยี้ด้วย ดนตรีประกอบ ฉาก/เสื้อผ้าหน้าผม พาย้อนกลับไป ในช่วงปี 2522 จริงๆกิ่งแก้ว อาจจะยังมี ข้อบกพร่องบ้างอะไรบ้าง ไม่โดนใจ ใครหลายคน แต่..สำหรับ คอหนัง..แฟนหนัง ที่ดูหนัง น่ากลัวๆ ไม่ต้องคิดมาก หรือ เป็น FC แฟนหนังของ เอกชัย ศรีวิชัย ก็น่าจะสนุกไปกับตัวหนังแน่นอน น่ากลัว หลอนในระดับ 7/10 หัวกระโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘พนักงานใหม่(โปรดรับไว้พิจารณา)(HUMANRESOURCE)’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'พนักงานใหม่(โปรดรับไว้พิจารณา)(HUMANRESOURCE)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘พนักงานใหม่(โปรดรับไว้พิจารณา)(HUMANRESOURCE)’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดูผ่านๆ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (HUMAN RESOURCE) ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่อง ใบปิด อารมณ์ หน้าหนัง ชวนให้ นึกว่า เป็น หนังตลก หนังสบายๆ สไตล์ GDH  แต่ พอมีชื่อ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เป็นผู้กำกับ เลย เผื่อใจ ก่อนดู ว่า คงจะไม่ใช่ และก็ไม่ใช่..จริงๆ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (HUMAN RESOURCE) คือ หนังดราม่า หนังหนักๆ ที่ทำออกมาไม่เอาใจตลาด ชัดเจนในลายเซ็นงานกำกับของ เต๋อ-นวพลหนังออกมาเรื่อยๆ เรียบง่ายค่อยๆดึงคนดูให้ ถูกกดดันไปกับตัวละครบรรยากาศ/โทนหนัง ออกมาในแนว หนังอาร์ต หนังนอกกระแสที่หลายๆคนดูไปต้องคิดตามสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหนัง

ในฐานะเจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรบุคคลของออฟฟิศแห่งหนึ่ง  เฟรน ใช้ชีวิตไปกับการสัมภาษณ์และเฝ้าสังเกตผู้คน ผ่านพนักงานรุ่นใหม่จำนวนมาก ร่วมกับทีมอย่าง เต้น จนกระทั่งการได้พบ จิดา นักศึกษาจบใหม่ ทำให้เธอเริ่มทบทวนชีวิตของตัวเองอีกครั้ง รวมถึงเด็กน้อย อายุครรภ์หนึ่งเดือน ที่กำลังเติบโตอยู่ในท้องของเธอ ขณะเดียวกัน เทม สามีของเฟรน ก็กำลังมุ่งมั่นสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบด้วยความหวังในโลกที่อยู่ยากขึ้นทุกวัน

แม้จะมาในโทน หนังสายประกวด แต่งานของ เต๋อ-นวพล เรื่องนี้ ดูลงตัว รื่นไหล ดูเรียลในทุกด้านไม่มี อะไรที่มา ทำให้รู้สึก สะดุดเหมือน หนังไทยแนวนี้ของ ผู้กำกับคนอื่นๆเส้นเรื่องหลัก พูดถึงเรื่อง ระบบการทำงานของคนรุ่นใหม่ คนในสมัยนี้ ที่สะท้อน ให้เห็น อะไรหลายๆอย่างหนังเล่าเรื่องผ่านการตามติดตามดูชีวิตที่ดูน่าเบื่อหน่ายความซ้ำซากใชีวิตประจำวันของ เฟรน ทั้งในที่ทำงาน ที่ต้อง หาคนเข้ามาทำงาน การรองรับ อารมณ์เจ้านาย พอมาบ้านก็ต้องมาคอยดูแลสามีดูหนังให้ภาพจริงๆ ของ สังคมเมือง ในมุม ที่เหมือนจะตัวใครตัวมัน การเอาตัวรอด ภาพของ เมืองใหญ่ที่ดูเหงาหงอย ด้วยโครงเรื่อง เส้นเรื่อง การนำเสนอ การเล่าเรื่อง สิ่งที่หนังพูดถึง ของ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (HUMAN RESOURCE) ถ้าเป็นหนังโดยทั่วไป อาจจะดูน่าเบื่อ ไม่สนุก ชวนให้ ง่วงหงาวหาวอยากนอนแต่ เต๋อ-นวพล กลับ ทำให้ หนังเรียบๆ นิ่งๆ เรื่องนี้ ออกมา ดูได้เรื่อยๆ ด้วย การแสดงของนักแสดง ที่ เล่นได้เป็นธรรมชาติทุกๆ คน ทุกๆ ตัวละคร เป็นหนัง อีกเรื่อง ที่ นักแสดงสมทบ ดีงามยอดเยี่ยม แต่ไม่มีใครมาแย่งซีนขโมยซีนเล่นแบบตัวใครตัวมันเข้ามาเสริมเรื่องได้

เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ เล่นเป็น เฟรน มีพลังดึงให้ติดอยู่กับตัวหนัง ได้ตลอดเรื่อง เล่นนิ่งๆ เล่นเหมือนไม่ได้เล่น/ไม่ได้แสดงแต่..ส่ง พลังการแสดงออกมาจากข้างใน ผ่านสีหน้าท่าทาง ได้อย่างยอดเยี่ยมจะว่าไปแล้ว ..คาแรคเตอร์ การแสดง ที่ออกมา แบบนี้ ไม่ใช่ของใหม่ได้เห็นได้ดูกันแบบบ่อยๆจนชินตาในหนังไทยสายประกวด..

เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข รับบท เทม ตัวละครหลัก ที่เหมือนจะเข้ามามี อิทธิพล ใน เฟรน ภรรยาสาว ที่เล่นออกมาดี ถ่ายทอดอารมณ์ของ ผู้ชาย ที่ เหมือนจะเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดเป็นตัวละครที่ออกจะน่าเบื่อแต่ก็ช่วยเพิ่มความเห็นใจให้กับเฟรน

อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม สบายๆ ในบท เต้น ที่เต็มไปด้วย พลังของ ความเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีเพื่อนที่ช่วยผ่อนคลายเพื่อนเป็นตัวละครที่ช่วยผ่อนคลายให้กับเรื่อง

พิมมา-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ เป็น จีดา น้องพนักงานใหม่  ที่มาน้อย มานิดๆ แต่ ทุกฉากทุกตอนดูดี ดูน่ารัก สีหน้าท่าทาง แทนทุกสิ่งข้างในจิตใจในตัว ฉากท้าย ในลิฟต์ อินเนอร์ ข้างใน ดีเยี่ยม บอกทุกสิ่ง โดยไม่ต้องผ่านคำพูดและที่ชอบมากคือ นักแสดงสมทบ

ด้านโปรดักชั่น โดยเฉพาะงานด้านภาพ มุมกล้อง สีแสง ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนหนังทั่วไป แทบจะไม่มีการโคสหน้าตัวละครเต็มๆ เน้นด้านข้าง ภาพออกมาในแนว แทนสายตาตามดูทั้ง มุมสูงจากข้างบน เงยหน้ามองจากข้างล่างและที่ฉีกไปจาก หนังโดยทั่วไป เรื่องนี้ ไม่มี ดนตรีประกอบ มีแต่ เสียงประกอบ รอบๆ ตัวละคร ทั้งเสียงดังเสียงค่อย เสียงในสะท้านที่ต่างๆ เสียงความวุ่นวายในเมือง ทำให้ รู้สึก เหมือน เรา ถูกดึงให้ เข้ามาอยู่ ในตัว ในบรรยากาศจริง ไม่ใช่..มาดูหนังในรถมีเสียงข่าววิทยุที่บ้านข่าวทีวีร้านอาหารมีเพลงคลอฯลฯ
พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (HUMAN RESOURCE) ไม่ใช่..หนังที่ดูยาก..ไม่ซับซ้อน บางคน อาจจะตีความต่างนานา มีนัยยะแฝง จนต้องตีความ แต่..ถ้า ดูดีๆ ตัวหนัง พูดชัดเจน ในทุกเรื่อง ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่หนังต้อง การจะสื่อหรือต้องการพูดถึงโดยรวมๆ แล้ว พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (HUMAN RESOURCE) คือ หนังไทยรุ่นใหม่ ที่ทำออกมาได้ดี ในสาย ประกวด โดนใจ คอหนังที่ ชอบหนังอาร์ต หนังที่ฉีกไปจากที่เคยดูๆ มาแต่..อาจจะไม่ใช่ทาง..ไม่ใช่แนว..ไม่น่าจะถูกใจคนดูหนัง/คอหนังที่ชอบหนังตลาดๆโดยทั่วไป
พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (HUMAN RESOURCE) คือ อีกหนึ่งงานที่ชอบ มากๆ ของ เต๋อ-นวพล โดนใจ..ชอบในระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ปันหยีI Sea You’ 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'ปันหยีI Sea You' 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ปันหยีI Sea You’ 8/10

วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ปันหยี I Sea You’ คือหนังรักดูสบายในแบบฟิลกู้ดท่ามกลางทิวทัศน์สวยงามบน ‘เกาะปันหยีตัวหนังนำเสนอพาเที่ยวในเกาะปันหยีออกมาดูดีไม่มากหรือน้อยจนเกินไปเนียนไปกับตัวเรื่องช่วยเสริมความโรแมนติกไม่รู้สึกว่าขายการท่องเที่ยวจ๋า เน้นไปที่ สถานที่น่าเที่ยว ผู้คนน่ารัก บนเกาะ ตลาด ชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้แต่ อาหารการกิน  ประวัติความเป็นมา ฯลฯ แม้จะมาแค่ผิวๆแต่ก็..ดูแล้วอยากที่จะไปเที่ยวจริงๆและ  ‘ปันหยี I Sea You’  เป็นอีกเรื่อง ที่ นำเมนูอาหารสดๆอาหารทะเลบนเกาะ อาทิ ปูม้า , ข้าวยำ,แกงส้ม,ปลาช่อนทะเลทอดที่ดูแล้วน่ากิน

เส้นเรื่องหลักของ ‘ปันหยี I Sea You’ อยู่ที่ ความรักของ หมอหนุ่มเมืองกรุง กับ ไกด์สาวชาวเกาะ ที่มีทั้ง ความสนุกสนาน รอยยิ้ม มีดราม่าที่เรียกน้ำตา ดีงามในความเป็นหนังครอบครัวหน้าหนังชัดๆไปในเรื่องของความรักแต่เอาเข้าจริงๆตัวหนังชัดเจนในการ นำเสนอ เรื่องราวของหมอในหลายมุมทั้งในส่วนของการช่วยคนไข้การทำงานฯลฯ
‘ปันหยี I Sea You’เป็น หนังไทยอีกเรื่องที่ ไม่รู้จัก หรือคุ้นหน้า นักแสดง เลยสักคน เลยทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติไม่รู้สึกว่าแสดง(มีเพียงแค่เห็น กุลกนิช คุ้มครอง มาแว่บๆ ในบทแม่ของ‘หมอปาร์ค’
เซฟ ไซสวัสดิ์ หล่อ น่ารัก เด่นมากๆ ในบท ‘หมอปาร์ค’ ที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง ช่วงต้นๆ ดูเป็นตัวละครที่น่ารำคาญ แทบจะไม่มีความน่ารัก แต่พอดูไปดูไป เริ่มที่จะรู้สึกดี ..ทำให้ เชื่อว่า ตัวหมอมีการพัฒนามีการเติบโตขึ้น

กิ่ง-อารียา ผลฟูตระกูล เป็น ‘จำปูน’ไกด์สาวที่ดูน่ารักๆ สวยคมเข้ม ในแบบ สาวมุสลิม รอบยิ้มมีเสน่ห์ฉากกุ๊กกิ๊กก็ดูน่ารักฉากดราม่าก็ทำได้ดี(ชื่อจำปูน ชวนให้นึกถึง จำปูน ใน หนังไทยคลาสสิคอย่างจำปูน)

เซฟ จับคู่กับ กิ่ง ได้เล่น เข้ากันคู่กันดี ดูแล้วเพลิน ไปกับ ความสุขรัก ที่เริ่มจาก พ่อแง่แม่งอน..ความรักต่างศาสนาความรักของคนเมืองกับชาวเกาะต้องชม นักแสดงสมทบ ที่เล่นดีดูเป็นธรรมชาติทุกๆคนดูแล้วทำให้รู้สึกอินไปกับเรื่องรู้สึกเหมือนได้ไปอยู่บนเกาะจริงๆ
สุ่ย-สมใจ จึงสุขประเสริฐ เป็น มะนัจมีย์ มะห์ แม่ของจำปูน  ดูเป็น ผู้ใหญ่ใจดี น่ารัก ดูแล้วอบอุ่นเป็นตัวละครที่ดีเพิ่มความเป็นหนังครอบครัวได้มากขึ้น

ฟาง-ธาริณ แก้วมณี สวยน่ารัก น้ำเสียง ลีลาท่าทาง แบบสาวแก่นๆ ในบท เพชร ไกด์สาวบนเกาะ

ภัค ชวิศพงศ์ พูสมจิตสกุลเป็น เน็ท เพื่อนซี้เพื่อนรักของ หมอ ที่ รักๆ เลิกๆ กับ แฟนสาวไฮโซเป็นตัวเรียกเสียงฮาในทุกๆฉากทุกๆตอนของเรื่อง

ร่วมด้วย  น้ำส้ม ธนภรณ์ เป็น ป้าวารี แม่ครัวฝีมือดีแม่ของเพชร  จาร่า-เจนนิเฟอร์ โรเบิร์ต เป็น มิ้ง แฟนไฮโซของเน็ท เต้-ณัฐภัทร มีสุข เป็นเต้ โต เจตน์สฤษฏิ์ เป็น บังเบิร์ด หมอบนเกาะหรือคนที่เล่นเป็น‘ครูสุกี’คนไข้ในโรงพยาบาลเล่นดีมากๆฯลฯ

ทรูเปอร์-อริญชัย รัตนวิจิตร  ผู้กำกับทำ ปันหยี I Sea You ออกมา เป็นหนังดูสบายๆ โปรดักชั่นดีงาม ภาพสวย เรื่องกระชับ ไม่ซับซ้อน ตัดต่อดี ไม่รู้สึกสะดุด เสริมด้วย ดนตรีประกอบที่เข้ากับมบรรยากาศในแต่ละช่วงของเรื่องเพลง‘ท้องฟ้ากลางคืน’(NightSky)ของ FAME NOAH เพลงประกอบ เนื้อเพลง ทำนอง เสียงร้อง ช่วยเพิ่ม ความโรแมนติกให้กับเรื่องไม่น้อยทีเดียวและ  Roger P. Wang ในเพลง “เพลงรักเพลงแรก”, “Is’n it strange” ก็ไพเราะไม่แพ้กัน

โดยรวมๆ ปันหยี I Sea You คือหนังที่ดูสบายเรียบง่ายๆ ไม่มีตลกเลอะเทอะ ไม่ออกนอกทางในขณะที่ดราม่ามุ่งไปที่เรื่องของ ความตาย การจากลา ก็มากำลังดี เล่นเอาอึ้ง..ในหลายฉากแต่เพราะความเป็นหนังที่มาตามสูตร เดาเรื่องได้ ตัวหนังเรียบเกินไป เลยทำให้ หนังมีเพียงแค่รสหวานขาดความตื่นเต้นไม่มีตัวร้ายทุกอย่างง่ายไปหมด ปันหยี I Sea You หนังรักโรแมนติกหนังครอบครัวหนังนำเที่ยวสวยๆ ที่ดีงามๆชอบๆ ในระดับ 8/10 คะแนน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 8/10 ข้างบ้าน

'โอ๊ยเล่าเรื่อง' 8/10 ข้างบ้าน

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ 8/10 ข้างบ้าน

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 “ปิดประตูลงกลอนให้ดี ถ้าคิดจะอยู่บ้านหลังนี้ กฏเหล็กคือ ห้ามยุ่งกับเพื่อนบ้าน! เมื่อบ้านหลังใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ มีเพื่อนบ้านไม่ใช่..คน”จากเรื่องเล่าน่ากลัวๆ ของ ‘คุณหนวด’ ใน The Ghost Radio ที่มีผู้ฟังสูงถึง 13 ล้าน ใช้เวลาเล่านานถึง 4 ปี ใน4 ตอน ข้างบ้าน (2563) กลับเข้าบ้าน (2564) ปฐมบท บ้านผีเฮี้ยน (2566) และ ปัจฉิมบท บ้านผีเฮี้ยน (2567)ถูก ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ กับ เดอะโกสต์ เรดิโอ หยิบเอา เรื่องเล่านี้ มาขึ้นจอ โดยมี โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ รับหน้าที่กำกับ “บ้านของกู…กฎของกู”เมื่อความสยองเริ่มอาละวาดทั้งบ้านเขาคือคนเดียวที่จะยืนสู้กับวิญญาณอาฆาตพร้อมเดิมพัน…ให้ตายกันไปข้างเตรียมเข้ามา “อยู่ด้วยกัน”

‘วิน’ ตัดสินใจซื้อบ้านมือสอง ด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อพา ‘แพท’ภรรยาสาวท้องแก่ เข้ามาอยู่อาศัยแต่ เมื่อเข้ามาอยู่ ใน บ้านในฝัน ไม่นาน สิ่งผิดปกติเริ่มเกิดขึ้น ‘ ข้างบ้าน’ มาใน บรรยากาศที่ น่ากลัว จากโครงเรื่องเส้นเรื่องที่ชัดเจนตั้งแต่ชื่อเรื่อง วิธีการเล่าเรื่อง จังหวะสะดุ้งตุ้งแช่ การแสดงของนักแสดงแม้จะเป็นหนังผี แต่ ‘ข้างบ้าน’ ยังคงให้ความรู้สึก เหมือน ฟังเรื่องเล่า เรื่องผีๆในรายการวิทยุ ที่เล่าแบบให้เห็นภาพ แต่ยังคงชวนติดตาม ผ่านการเล่าเรื่อง งานด้านภาพ การจัดแสง สร้างความน่ากลัว ได้แบบสุดๆ ทั้ง ภาพในบ้าน/นอกบ้าน บ้านข้างๆ หมอกควัน ความมืด ดีงามไปหมด ขยี้ด้วย ดนตรีประกอบ เสียงประกอบ ที่ทำให้หนังดูสมบูรณ์รวมทั้ง บทหนัง ที่ดูดีลื่นไหล แม้อาจจะ รู้สึกสะดุดๆ อยู่บ้าง ในบางอย่าง แต่ ก็ ถูกกลบ ด้วย การที่ หนัง ดึงเราให้ไป ติดกับ ครอบครัวของตัวเอก  และการหักมุม ไปมา ในแต่ละตอน

อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ เป็น ‘วิน’ เด่นมาก แบกหนัง ดันหนัง อุ้มหนัง ทำให้ ข้างบ้าน ออกมา ดูสนุก ชวนติดตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ดูแล้วเหนื่อยแทนกับการแสดงหนักๆทั้ง ดราม่า หรือ ต้องสู้กับผี  มีพัฒนาการ การเปลี่ยนไป ไปตาม ช่วงเวลา ในเรื่อง และ ยังทำให้เชื่อ ว่า ‘วิน’ เป็นคนที่ หวงบ้าน รักครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อลูกเมีย

กชเบล-ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ เล่นเก่ง ลื่นไหลไปกับบท ‘แพท’ ที่มีทั้งความสวย ดูเป็นสาวมั่น สาวสมัยใหม่ดูเป็นธรรมชาติ ทั้งบทแรงๆ บทดราม่า หรือ เลิฟซีน ดูดีไปหมด
‘อาเล็ก’ กับ ‘กชเบล’ เล่นกันแบบเข้าขา ดูแล้วเชื่อว่า เป็น ครอบครัว เป็นสามีภรรยา ที่รักกัน

โบกี้ไลอ้อน-ณิชชาฎา วีระสุทธิมาศ เป็น ‘นก’สาวชุดแดงข้างบ้าน มาแบบครบรส ทั้ง ลึกลับ น่ากลัว น่าสงสาร โหด เซ็กซี่ หลอนเหงาหง่อย

วิยะดา อุมารินทร์ ในบท ‘ป้าสมพิศ’ สีหน้าท่าทาง แววตา น้ำเสียง ดูหลอนน่ากลัวชวนให้ อยากรู้ อยากเห็น..อยากตามต่อว่า ป้าข้างบ้าน เป็นใคร

โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์ รับบท ‘นุ’ เจ้าของบ้านคนเดิม ดูดี เล่นกับ ความกลัว ในทุกๆตอนที่ออกมา ฝ้าย-รุจรวี จีระเดชากุล รับบท ‘พลอย’ สาวเห็นผี หมอผีสาว  รุ่นใหม่ มาดดี มาดเข้ม เรียกรอยยิ้ม ให้กับเรื่อง

นุ่น ไกอา-ภาณิศา อุดมเรืองเกียรติ รับบท ‘เตย’ คนเลี้ยงเด็กในบ้าน ที่สวยใสน่ารักๆ เซ็กซี่ๆ วิทย์-พชรพล จั่นเที่ยง รับบท ‘หนุ่ม’ กับ ออฮาย-ศศธร บัวอิน รับบท ‘แนน’พี่เขยพี่สาวของนุ ที่มาสร้างความร้อนแรง ให้กับเรื่อง ยู-กตัญญู สว่างศรี คือตัวละคร ที่มาช่วย เบรค ความน่ากลัว ในเรื่องและที่ชอบมากๆ คือ นักแสดง เด็กน้อย ที่มารับบท น้องพิม ตั่งแต่แรกเกิด โตขึ้นมานิด มาแบบ น่ารักๆ ทุกๆ คน และ น้องคนโตสุด เล่นเก่งแบบเด็กๆ ที่ เสียงร้องไห้อาการหวาดกลัว ทำให้ รู้สึก เอาใจช่วย ได้จริงๆและยัง นักแสดงสมทบ ที่ คุ้นหน้าคุ้นตา หลายคน หนึ่งในบั้น มี ครูบอย-พิศาล พัฒนพีระเดช หรือ ช่างที่มาทำบ้านตอนต้นเรื่อง

โขม-ก้องเกียรติ์ โขมศิริ ทำ ข้างบ้าน ออกมา เป็น หนังผี ที่ดีดูสนุก เล่าเรื่องสนุก ลายเซ็นต์ชัดเจน ในด้านความพิถีพิถันของ โปรดักชั่น การแสดงของนักแสดง ที่ ดูแล้ว ไม่ธรรมดา ไม่ต้อง ยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้าง แต่ ออกมาดีงามและ แม้ โขม จะเคย ทำ หนังผีน่ากลัวๆ โหดๆ เลือดสาด มาก่อน แต่ ใน เรื่องนี้ เป็น หนังผี ในแบบที่ ฉีก ไปจาก งานก่อนๆ ที่เคยทำมาและที่อยากชม มากๆ ใน ข้างบ้าน ที่ เป็นหนังผี ในยุคนี้ ที่ มีเสียงหมาหอน ใส่เข้ามา นานแล้ว ที่ ไม่มี เสียงหมาหอน ..ใน หนังไทยหนังปิดท้าย ได้แบบ น่าจดจำด้วยเพลง  “นกน้อย” เสียงร้องและแต่งของ ‘โบกี้ไลอ้อน’ ที่บอกเล่าความรู้สึก ของ นก ตัวละครที่เธอแสดงในเรื่องข้างบ้าน อาจจะไม่ใช่ หนังผีที่น่ากลัว มากมาย ไม่น่ากลัวแบบสุดๆ แต่ก็เป็น หนังผี ที่หลอน เสียวสันหลัง ตลอดเรื่องหลอนๆน่ากลัวๆ ชวนขนหัวลุก ในระดับ 8/10 หัวกะโหลก

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ ดีว่า..ราวี (Diva La Vie)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'ดีว่า..ราวี (Diva La Vie)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ดีว่า..ราวี (Diva La Vie)

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อ ‘ดีว่าสองล้านตลับ’ อยากกลับมาจัดคอนเสิร์ต ภารกิจดวลไมค์กับไอดอล GEN Z แห่งยุคจึงลุกเป็นไฟ ถ้าไม่อยากบอกลาเวที ก็ต้องราวีให้พังไปข้าง! ปลายฝัน มาร์กาเรต เฮง เจ้าของตำนาน ‘ดีว่าสองล้านตลับ’ ห่างหายจากวงการนาน 7 ปีเต็ม เพราะมัวแต่หลงบูชาความรัก จนเมื่อใกล้จะหมดตัว หูตาถึงได้สว่าง ชีจึงอยากคัมแบ็คอีกครั้ง ด้วยการกลับมาจัดคอนเสิร์ตร่วมกับ ‘แก๊งตาคลี’ สามไอดอล GEN Z ที่ประกอบด้วย พิตต้า พี แรปเปอร์ปากดี ดอกสีทองของวงการ ไลลา ลูกทุ่งสายมูตัวม่วน ที่ป่วนทุกเวทีมนุษย์ยันเทพ และ คอปเตอร์ พรินซ์ ออฟ ทีป็อป ผู้เสียงสูงเสียดฟ้า ระดับกระจกเครื่องบินร้าว

แต่ยังไม่ทันเปิดเวที ดราม่าก็เข้ารัวๆ! งานแถลงข่าวเปิดตัว พลิกผันเป็นสงครามชิงแสงแย่งซีน สถานการณ์บานปลายกลายเป็นศึกฟาดฟันราวีใส่กันแบบไม่ยั้ง เดือดร้อนไปถึงแขกรับเชิญ อเล็กซ์ ติม ศิลปินระดับอินเตอร์สุดเซอร์ไพรส์ ที่ต้องมาช่วยห้ามทัพ คอนเสิร์ตครั้งสำคัญของปลายฝัน จะรุ่ง หรือ จะร่วง ร่วมพิสูจน์มหากาพย์ความวายป่วง เมื่อตัวแม่คิดจะทวงบัลลังก์

ดีว่า..ราวี (Diva La Vie) หนังเรื่องล่าสุดของ GDH คือ หนังตลก ขายขำ เรียกเสียงหัวเรา ดูกันสบายๆ เพลินๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ตั้งแต่ต้นจนจบ จังหวะต่างๆ ลงตัว ทั้ง ส่วนของ อารมณ์ขัน หรือในส่วนดราม่า

เส้นเรื่องหลัก หยิบเอา สัจธรรม วงจร..ความดัง/ความตกต่ำ เก่าไปใหม่มา ไม่จีรัง ของ ศิลปินในวงการบันเทิง มานำเสนอ ผ่าน นักร้อง ..ได้อย่างถึงกึ๋น..เล่าแบบสนุกสนาน..จริงๆ แล้ว เรื่องแบบนี้ ..นำเสนอได้ใน หลากหลายแบบ ทั้งดราม่า ก็ทำได้แบบหนักๆ หรือ ทำให้สนุก หัวเราะสุดๆ ในแบบ หนังตลก เหมือนอย่างใน ดีว่า..ราวี 

ความสนุกของ ดีว่า..ราวี อยู่ที่ ตัว ปลายฟ้า มาร์กาเรต เฮง กับการตกต่ำจมไม่ลง แต่พยายามจะหวนคืนวงการ และต้องมาเจอ รุ่นใหม่อย่าง วงตาคลี ที่ทั้งรักทั้งแค้น จนทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตหนังนำเสนอ วงการเพลง วงการบันเทิง ได้ดี ทั้งในช่วง ยุค90 หรือในปัจจุบัน ไม่ว่าใน ด้านการทำงาน การตลาด สื่อ การประชาสัมพันธ์ การจัดคอนเสิร์ต สปอนเซอร์ แฟนคลับ โลกโซเชียล การสร้างข่าว ระบบเอไอ รวมไปถึง ตัว ศิลปินทัาฃในยุคเก่า และปัจจุบันมุขตลก อารมณ์ขัน มาในแบบกำลังดี เรียบๆ ง่ายๆ ขำๆ ได้ในหลายๆ ตอน ซึ่งเกิดจาก การแสดงของนักแสดง ที่แม้จะ มุขเป้กไปบ้าง แต่ก็ยังช่วยดึงกลับมาให้ขำได้ ไม่เพียงแต่ อารมณ์ขัน ยังมี หลายส่วนที่โดนใจ ความเป็นจริง หลายๆ อย่าง ใน วงการบันเทิง ในทุกๆ สาขาที่ จริงๆ แล้ว ไม่ต่างกัน

“ต่อให้เหลือคนฟังแค่ 10 คน ก็ยังดีกว่าไม่มีคนฟังเลย…”(งานเขียน ก็เหมือนกัน แค่ขอให้มีคนอ่านก็โอเค..แล้ว)”ทุกคนล้วนมีสัตว์ร้ายอยู่ในใจ ใช้ความดีที่มี เอามันออกไปซะ”

หรือ นักร้องในยุคก่อนเสียงร้องดีเพลงดีจริงๆ แต่ ยุคสมัยนี้ เหมือน เป็นตัวตลก เน้นตลกคนฟังก็ชอบแล้วฉากดราม่า ในหนัง ก็มีหลายตอนที่ โดนใจ อาทิ การเป็นไอดอลในวัยเด็ก ทำให้ ทุกกลายมาเป็นนักร้องในปัจจุบัน การปรับตัวเข้าหากันของคนรุ่นก่อนกับรุ่นนี้  ฯลฯ หนังปูปม ขยี้ปม และ คลายปม ของทุกๆ ตัวละคร ออกมาได้ดีแม้ บรรยากาศ ของหนัง ชวนให้ นึกถึง ไดอารีตุ๊ดซี่ รายเส้นของ ผู้กำกับ แต่ ตัวหนังจริง ตัวละคร LGBT+ กลับไม่รู้สึกว่า หนังเน้นๆ เรื่องเหล่านี้ แต่เป็นการ ใช้ตัวละครเหล่านี้ มาสร้างความสนุก ให้กับตัวเรื่อง มาแบบ กำลังดี ไม่เยอะ ไม่รู้สึกว่าล้นแม้โดยรวม หนังจะดูสนุก ลื่นไหล กลมกลืน แต่ ก็มี ที่รู้สึกไม่สนุก ดูเฟคๆ ไม่สมูท เท่าที่ควรคือ มุข มนุษย์หมาป่า อาละวาด ในแบบ บ้านผีปอบ วิ่งหนีผี ที่ไม่รู้สึกไม่ได้มีความขำ ใดๆ เลย

แจ็คกี้-ชาเคอลีน มึ้นช์ เล่นเก่ง เป็น ปลายฝัน มากาเร็ต เฮง ที่ใช่ ดูแล้วเชื่อเลย ว่า เป็น ดีว่า ตัวแม่ ตกยุคขี้เหวี่ยงขี้มีน สีหน้าท่าทาง การแสดง ดีงามๆ ลื่นไหล ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะตลก/ดราม่า ร้อง/เต้น แอ็คชั่น ทำให้..ดีว่า..ราวี ดูสนุก ได้แบบ ไม่น่าเบื่อ

แก๊งตาคลี..ดูน่ารักๆ มีเสน่ห์ ในแบบของใครของมัน ใน แบบฉบับตัวเอง แต่รวมตัว เล่นกันได้แบบเข้าขา ส่ง/เสริมความสนุก กับ ตัว ปลายฟ้า ได้ดีปิงปอง-ธงชัย ทองกันทม พี่ใหญ่ พิตต้า พี แค่ หน้าตาท่าทาง ก็ขำแล้วนินิว เพชรด่านแก้ว น่ารัก คือ ไลลา ในแบบ สาวบ้านๆ หน้าตาลีลาสายมูมาแบบเต็มๆ เสียงร้อง..ดีงามๆ นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ เป็น คอปเตอร์ น้องเล็ก ที่น่ารักๆ ในแบบเด็กๆ ดูเป็น หนุ่มน้อยนิสัยดี แต่ พอ..แค้น ก็สุดๆ

เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย พลิกบทบาท เป็น อเล็กซ์ คิม นักร้องไอดอล เกาหลี ที่ดูสบายๆ น่ารักๆ และดีงาม กับ คำพูดไม่ชัด แบบเกาหลีพูดไทยไม่ชัด จน เชื่อ สนิทใจว่า เป็นเกาหลี จริงๆ การร้องการเต้น ก็โอเคเลย

บ๊อบบี้- นิมิตร ลักษมีพงศ์ มาช่วย ขยี้!! ความสนุก เป็น ป้ากบ..ผู้จัดการที่ใช่ ใช่เลย ทั่งสีหน้า ท่าทาง ลีลา  การเลือก เอา บ๊อบบี้ มารับบทนี้ แทนที่ จะใช้ สาวสอง จริงๆ เป็นความคิด ที่ถูก ดูเข้ากับเรื่อง และไม่ขโมยซีน แต่ช่วย เพิ่มความสนุก

เต๋อ รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ รับบท ผู้จัดการอเล็กซ์ คิม เป็ด เชิญยิ้ม เป็น เถ้าแก่ นิ่งๆ ดูเป็นผู้ใหญ่ ขำๆ ในแบบ นักแสดงตลกรุ่นเก่า น้องๆ รุ่นเล็ก เล่นได้น่ารัก เสริมความอบอุ่นให้กับเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น  ชาริ FELIZZ-ชาริสา โอแฮม เป็น ปลายฝัน มาร์กาเรต เฮง สมัยเดบิวต์รวมท้้งน้องคนที่เล่นเป็น อเล็กซ์ คิม, คอปเตอร์ ตอนเด็ก รวมทั้ง น้องที่มาขายดอกไม้ ในร้านหมูกะทะ

ดีใจ ยิ้มๆ ไปกับบรรดานักแสดงรับเชิญ  ที่โผล่ มาแว่บๆ แต่ดีกับตัวหนัง เห็นหน้าปุ๊บ ความสนุกเพิ่มขึ้นในทันที หลายคนเอ๊ะ อ่ะ มาด้วยเหรอ..และเอา เข้าจริงๆ หลายคนถูกใส่ เข้ามา เข้ากับตัวตน หลายคนก็เล่นเป็นตัวเอง อาทิ ชมพู่-อารยา  เอ ฮาร์เก็ต, ทาทายัง แอม-เสาวลักษณ์ ลีลาบุตร ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ เต๋อ- ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, ครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต, เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, พีค-ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ, กิ๊ก-มยุริญ ผ่องผุดพันธุ์ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ดีเจ.เชาเชา-ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม ดีเจแนน-รชาดา จึงวัฒนกิจ โอปอล์ -ปาณิสรา อารยะสกุล, ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช แผ่งนคร ฯลฯรวมทั้ง บรรดา ทีมงาน เบื้องหน้าเบื้องหลัง ทีมPR การตลาด ของ GDH ที่ นำทีมโดด จีนา โอสถศิลป์ ยังมาร่วมแจมแสดงด้วย 

เพลงประกอบ ทุกๆ เพลงใน ดีว่า..ราวี ไพเราะทุกๆ เพลง ที่เก๋ไก๋..คือ หนังทำให้เชื่อว่า ทุกเพลง เป็น เพลงออริจินัล ในยุคสมัยนั่นๆ จริงๆ ไม่ใช่ แต่งมาเพื่อเป็นเพลงประกอบหนัง

Beauty in You เพลงดังของ ปลายฝัน ที่เน้นๆ ให้ความรู้สึกที่ดีเต็มกำลังใจ (เพลงนี้ ฟัง แล้ว บางสกอร์ อดนึกถึง เพลงโฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty and the Beast ไม่ได้) ฟังรื่นหูทั้งแบบร้องเดี่ยว และร้องคู่กับ อเล็กซ์ ติม หรือเพลงสนุกสนาน อย่าง เพลงอัศศะจอรอหัน ที่ชวนให้ นึกย้อน กลับไปหา เพลงเต้นรำแบบเด็กๆ น่ารักๆ ในยุค 90 ที่มาแบบของ ปลายฝัน กับ แนวEDM ร่วมกับ ตาคลีแก๊งค์หรือ เพลงของ วงตาคลี ก็น่ารัก ทั้ง เนื้อเพลง เสียงร้อง ท่าเต้น สมกับ เป็น แนวเพลงฮิตในยุคสมัยนี้ เพลง ตาคลี หรือ เพลงเดี่ยวของแต่ละคน หมอนทอง” – พิตต้า พี /เทพท้อ- ไลลา/ ใบพัด – คอปเตอร์ เพลง Beast เพลงเด่นของ อเล็กซ์ คิมปิดท้ายด้วย เพลง มันส์มากคุณน้า  ปลายฝัน มาร์กาเรต เฮง, ตาคลีแก๊ง และ อเล็กซ์ คิม

เติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วม ทำ ดีว่า..ราวี ออกมาดูลงตัว สนุก ดีงงาม ทั้ง การเล่าเรื่อง โปรดักชั่น การผสมผสานกับระหว่างความสนุก ดราม่า เพลง และ พลังการแสดงของนักแสดงที่ถูกเลือกได้เข้ากับ ตัวละคร เหมือนกับเป็น ตัวละครดูนั่นจริงๆชอบ..สนุก ไปกับ เรื่องนี้ มากกว่า ไดอารี่ย์ตุ๊ดซี่ เสียอีกสนุกสนาน เฮฮา ในระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘มือปืน (The Last Shot)’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'มือปืน (The Last Shot)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘มือปืน (The Last Shot)’

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทางเลือกของวงการนี้ มีอยู่ 2 ทาง“จะเป็นคนลั่นไก หรือจะเป็นคนรับมันไว้เอง”ภาพยนตร์เรื่อง ‘มือปืน’ คือ งานกำกับเรื่องล่าสุดของ พุฒิพงษ์ นาคทอง งานชิ้นที่4 ต่อจาก 4 Kings 1-2 และ วัยหนุ่ม 2544 ที่แฟนๆต่างรอดู ด้วยชื่อเรื่อง ‘มือปืน’ ทำให้ หลายคนนึกว่า เป็น งานรีเมค หนังไทย คลาสสิค ของ ‘ท่านมุ้ย’ ทั้งที่ความจริงแล้ว.. ไม่ใช่ เป็นหนังใหม่ล้วนๆแค่ชื่อเรื่องเหมือนกัน เท่านั้น

“เพชร” มือปืนรับจ้างที่ต้องการออกจากวงการ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับทราย คนรัก ทว่าอดีตกลับตามหลอกหลอน ด้วย “บุญคุณ” ที่ยังต้องชดใช้ และ “ความแค้น” ที่ยังรอการสะสาง ทำให้เขาต้องกลับมาเผชิญหน้ากับชะตากรรมอีกครั้ง ด้วยกระสุนนัดสุดท้ายที่อาจเปลี่ยนชีวิต

‘มือปืน’ ชัดเจนในลายเซ็นต์ หนังของ พุฒิพงษ์ นาคทอง บรรยากาศหน้าหนัง ที่ออกมาแบบ หนังดาร์ค ดิบรุนแรง นำเสนอชีวิต ของกลุ่มตัวเอก ย้อนยุคกลับไปอดีต ในแนวดราม่า แอ็คชั่น พีเรียด ‘มือปืน’ มาตามสูตรหนัง‘มือปืน’กลับใจ เตรียมล้างมือ สูตรสำเร็จมาแบบจัดเต็มเน่นๆ เริ่มจากการปูรายละเอียดตัวละคร การทำงาน เหตุผลของการเลิกลา ท้ายสุดไม่ใช่เรื่องง่ายที่ล้างมือเพราะการเดินตามสูตร เลยทำให้ เดาเรื่องได้ไม่ยาก ตอนจบ เหมือนจะหักมุม แต่..ก็ไม่มีอะไร ไม่ได้ต่างจากที่คิด ความสนุกของหนัง อยู่ที่ การตามดู ตัวละครล้วนๆ 

ตัวหนังพาไปดูการทำงานการลงมือ ความเก๋า ความเป็นมืออาชีพของ ‘มือปืน’ ที่มากันเป็นทีม มีคู่หู คอยช่วยเก็บงาน มีคนคอยขับรถพาหนี นำเสนอขั้นตอนแบบง่ายๆ ตั้งแต่ การรับงาน การดูลาดเลา การลงมือ การหลบหนี และ การเก็บตัวกบดานหลังงานเสร็จ “มือปืน จะไม่ทำผู้หญิงกับเด็ก ไม่จำเป็นต้องรู้จักคนที่รับงาน ยิงเสร็จรับเงิน..จบ“ เส้นเรื่องหลักของตัวหนังคือ เรื่องของดราม่า ที่เน้นไปที่ตัว ‘เพชร’กับความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง ที่ตัวหนัง ทำได้ดี ดูลงตัว มากๆ ‘บอม’ เพื่อนซี้ ที่ยอมตายแทนกันได้ กับ ‘สำลี’ รุ่นน้อง ผู้ช่วยคนสำคัญที่ผูกพันกันด้วย การเคยมีบุญคุณ ‘ลุงต๋อ’ ผู้ใหญ่ ที่คอยช่วยเหลือ ป้อนงานให้ ความรัก ที่มีกับ ‘ทราย’ คนรักเก่า ที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง จนทำให้เกิด การหักเหเปลี่ยนแปลงในชีวิต

นักแสดงในเรื่อง เล่นดี รีบส่งบทเล่นกันได้แบบเข้าขากันดี ทำให้หนังออกมาดูดี ดูสนุก

แหลม-สมพล รุ่งพาณิชย์ เด่นเดินเรื่องกับบท ‘เพชร’ มือปืน ที่ดูดี ดูเงียบ เรียบร้อย ดูดีทั้งฉากแอ็คชั่น ดราม่า สีหน้าแววตา ทอดทอดอารมณ์ความรู้สึกข้างในได้ดี บุคลิก เสื้อผ้า หน้าผม ทำให้เชื่อว่า เป็น มือปืนจริงๆ 

เฟย – ภัทร เอกแสงกุล มาแบบนิ่งๆ ชัดเจนในความเป็น เพื่อนที่ดี ทำให้ ‘บอม’ เป็นตัวละครที่คนดูจะรัก เป็นตัวละครที่จะมาช่วย ขยี้!! ในส่วนดราม่า 

ฟ้า – ษริกา สารทศิลป์ศุภา ในบท ‘ทราย’ บุคลิกท่าทางของสาว ในคลับ มาแบบ เต็มๆ เล่นดี จนดูแล้ว อดสงสารตัวละครตัวนี้ไม่ได้ ที่ต้อง เจอกับ ความผิดหวัง เสียใจ ในทุกครั้งที่กำลัง มีความสุข หรือ ฉากรักกับ ‘เพชร’ก็ทำให้หนังดูสวยงามในส่วนของ ความรัก

อาร์ – อรรถกร บุญเพ็ง เป็น ‘สำลี’ ลูกน้อง ผู้ช่วยของ ‘เพชร’กับ ‘บอม’ เน้นความเป็นลูกไล่ ชัดเจนในความเป็น เด็กกวนๆ เหมือนไม่ต้องเล่นอะไรมากมาย แต่สุดท้าย ได้เล่นสีหน้าแววตามาแบบชัดจัดเต็ม

เบน – เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี ร้ายสุดๆ อีกครั้งในบท ‘ผู้กองต้น’นายตำรวจที่โหดสุดๆ มีแต่ความรุนแรงในการทำงาน แต่ดูไม่มีอะไร ดูเป็น ลูกน้อง ของ ผู้มีอำนาจ จริงๆ เป็น ตัวร้ายในหมู่ คนดูดี ผู้รักษากฏหมาย 

ตุ๋ย-อรุณ ภาวิไล เป็น ‘ลุงต๋อ’ ที่ดูอบอุ่นใจดี กับ น้องๆ เป็นคนรับงาน เป็นนายหน้าคนกลาง รุ่นเก๋า ฉากร่ำลา สวมกอดกับเด็กๆ สุดยอดมากๆ 

นก-ฉัตรชัย เปล่งพานิช สีหน้าแววตา รังสีอำมหิตความเป็น เจ้าพ่อ มาแบบเต็มๆ ทั้งสีหน้าท่าทาง ร้ายจนถึงฉากสุดท้ายฉากเผชิญหน้าเจอกันของ ‘ลุงต๋อ’กับ ‘กำนันสมจิตร’ คือฉากที่ดีที่สุดของตัวหนัง ใช้เวลาช่วงสั้นๆ ไม่ต้องย้อนความสัมพันธ์ นำเสนอง่าย แต่ รับรู้ ได้เลย ผ่าน การแสดงที่สุดยอดของ ตุ๋ย-อรุณ ที่คนดูรัก กับ นก-ฉัตรชัย ที่รังสีอำมหิต ความเป็นเจ้าพ่อมาแบบจัดเต็ม

อาวอ-จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร มาในบท ‘เสี่ยเปี๊ยก’ คนสนิท ‘กำนันสมจิตร’ ที่ทำให้ การล้างมือของ เพชร ไม่ใช่เรื่องง่าย ร่วมทั้ง นักแสดงสมทบ/รับเชิญ แต่ดูดี อาทิแบงค์ ปวริศร์ มงคลพิสิฐ มาพร้อม มาดดิบๆ นักเลงที่เตยมีเรื่องกับ แก๊งค์เพื่อนปู-ยะสะกะ ไชยสร มารับบท ไต้ก๋งเรือ บทเล็กๆ ในช่วงท้ายและยังมี เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ, ท็อป-ทศพล หมายสุข, เอม- ภูมิภัทร ถาวรศิริ รับเชิญเซอร์ไพร์ มาผ่านๆ ในฉากสำคัญของเรื่อง

พุฒิพงษ์ นาคทอง ทำ ‘มือปืน’ออกมาดูดี ผสมส่วนของ แอ็คชั่น ความรุนแรง ดราม่า เรื่องรักๆ ออกมาได้ดี ดูกลืนกันไป  ยังคงเน้นดึงด้านมืดดึงอารมณ์ลึกๆของ ตัวละคร ผ่านนักแสดง ออกมาจากข้างใน โดยยเรื่องนี้อาจจะดูดิบน้อยลงจากเรื่องก่อนๆ งานโปรดักชั่น ออกมาดูดี งานด้านภาพ การตัดต่อ การเดินเรื่องไว เล่าเรื่องอย่างมีลูกเล่น เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องตีความ ดนตรีประกอบที่เพิ่มความน่าดูให้กับตัวหนังรวมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ที่พาย้อน กลับไปในช่วง ปี 2542 ออกมาได้ดี อาทิ บาร์รำวง ไนท์คลับบาร์ในเรื่อง น้องๆ นั่งดิ้งค์ ที่ใช่เลย ซาวน่า

ฉากแอ็คชั่น มาน้อยแต่โอเค อาจจะรู้สึกขัดๆ นิดนึง ตรงที่ การลงมือของ ‘เพชร’ นั่น มันดูง่ายไปสักนิด เลยไม่รู้สึกถึงความเก่ง มากนัก ส่วนฉากไคลแม็กซ์ ถล่มกัน ท้ายเรื่อง มาในแบบบรรยกาศของหนังเจ้าพ่อที่คุ้นๆ เห็นกันจนชินตา ใน หนังฮ่องกง ในยุค90  หรือ ฉากสุดท้าย ชวนให้นึกถึง หนังไทยยุคเก่าในยุค70-80 โดยเฉพาะงานของ ท่านมุ้ย-มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ภาพของตัวละครหลัก ในกลุ่มคนที่มามุงดู การทำงานของตำรวจ ผลที่เกิดขึ้น ที่มาพร้อม เพลงประกอบที่ออกมาในแนวเพื่อชีวิต เนื้อเพลงโดนใจ 

ในหนังมี3 เพลงไพเราะ ผลงานกานแต่งและ ร้องของ แหลม-สมพล  ใน ‘ดวงดาวสีน้ำเงิน’ เพลงที่ร้องคู่กับ ฟ้าษริกา แสดงถึง ความหวังในชีวิต ‘สุนัขของนาย’ เพลงสื่อถึงการเป็นมือปืนที่ทำตามคำสั่งเจ้านายเหมือน “สุนัขรับใช้”หนีคดี-มือปืนที่ต้องหนีทั้งจากคดีและจากคนที่รัก  ‘มือปืน’ ปิดท้ายความอบอุ่น ในช่วง เอนเครดิต ด้วยภาพ ทีมงานเบื้องหลัง ที่มาให้เห็นหน้าเห็นตากันแบบเต็มๆ ‘มือปืน’ สนุกในระดับ 7/10 คะแนน