โอ๊ยเล่าเรื่อง : วองก้า (Wonka)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/775376

โอ๊ยเล่าเรื่อง :  วองก้า (Wonka)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วองก้า (Wonka)

วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory) คือวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนซี ที่ โรลด์ ดาห์ล แต่งเอาไว้เมื่อปี 1964 เป็นหนังสือเด็กอีกเล่มหนึ่งที่เคยอ่านและชื่นชอบ และมาอินมากๆ เมื่อ ทิม เบอร์ตัน นำมาสร้างเป็นหนังในปี 2005 ที่ได้ จอห์นนี่ เด็ปป์ มารับบท วิลลี่ วองก้า เจ้าของโรงงานช็อกโกแลต ที่เด่นจนเป็นภาพจำมากกว่า เฟรดดี้ ไฮมอร์ ที่เล่นเป็น ชาร์ลี ตัวเอกซะอีก (นิยายเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็นหนังครั้งแรกในชื่อ Willy Wonka & The Chocolate Factory ในปี 1971 มี จีน ไวเลอร์ แสดงนำ)

วองก้า (Wonka) ถ่ายทอดเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของวิลลี่ วองก้า นักประดิษฐ์ผู้เก่งกาจระดับโลก นักมายากล และผู้ผลิตช็อกโกแลตผู้เป็นที่รัก ก่อนที่จะมาสร้างโรงงานช็อกโกแลตและตามทายาทผู้สืบทอดโรงงานจนมาเจอเด็กน้อยชาลี เริ่มตั้งแต่ ทำตามฝัน เข้ามาในเมืองใหญ่ ถูกโกง ถูกจับไปใช้แรงงาน ถูกขัดขวางการตั้งร้านจากนายทุนร้านช็อกโกแลต ถูกใช้แรงงานจากเจ้าของโรงแรมกับคู่หูจอมโหด และมิตรภาพที่ได้รับจาก นูเดิล เด็กรับใช้ กับกลุ่มเพื่อนๆ ทั้ง 4 ที่เจอในโรงแรม

ผู้กำกับ พอล คิง สร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยอิงจากคาแร็กเตอร์ หลักๆ ของตัว บิลลี่ วองก้า ที่โรลด์ ดาห์ล ได้แต่งเอาไว้ โดยเลือกที่จะทำ วองก้า (Wonka) ออกมาเป็นหนังแฟนตาซีมิวสิคัล เต็มไปด้วยจินตนาการ เหมือนหลุดเข้าไปสู่โลกของความฝัน ผ่านเสื้อผ้าหน้าผมฉาก โปรดักชั่นยิ่งใหญ่อลังการ สีสันสดใส

วองก้า (Wonka) มาพร้อมกับบรรยากาศของหนังเด็กหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชน ดูง่าย ย่อยง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตัวละครมีความเป็นตัวการ์ตูน ตัวร้ายตัวดี ชัดเจนในความเป็นแฟนตาซี แม้ตัวหนังจะมีความเป็นเด็กสูง แต่ยังแฝง/พูดถึงปัญหาสังคม ชนชั้น แรงงาน นายทุน การคอร์รัปชั่น ติดสินบนแทรกเอาไว้ตลอดเรื่อง เพียงแต่ด้วยการนำเสนอ การเล่าเรื่องไม่ทำให้หนังออกมาซีเรียส จริงจัง มีแต่ความผ่อนคลาย ดูสบายๆเพลงประกอบดีงามๆ ไพเราะทุกๆ เพลง สมกับที่เป็นหนังเพลงหนังมิวสิคัล บทเพลงต่างๆ มาได้ถูกจังหวะ เนื้อเพลงเข้ากับเรื่อง มีทั้งเพลงเล่าเรื่องและเพลงน่ารักฟังสบายๆ ฟังแล้วติดหู 

ทิโมธี ชาลาเมต์ เสน่ห์ล้นเหลือ เอาหนังอยู่ เด่นจนแบกหนังไว้ได้ทั้งเรื่อง ดีงามทั้งความหล่อ ความน่ารัก การแสดง ทั้งร้องทั้งเต้น สุดยอดจริงๆ เล่นได้น่ารัก ฉีกไปจากที่ จอห์นนี่ เด็ปเคยแสดงเอาไว้

น้องคาลาห์ เลน ในบทสาวน้อยนูเดิล ก็เล่นได้แบบน่ารักน่าเอ็นดู จับคู่เป็นคู่หูคู่ฮากับ ทิโมธี ได้อย่างเข้าขาลงตัว

ฮิวจ์ แกรนต์ โดดเด่นมากๆ เล่นได้น่ารักกับบท อูมปา ลูมป้า คนตัวจิ๋วสีส้ม ผมสีเขียวที่ตามทวงหนี้ วองก้า หรือแม้แต่ มิสเตอร์บีนโรแวน แอทคินสัน มาในบทหลวงพ่อในโบสถ์ แค่เห็นหน้าก็ขำกระจายแล้ว รวมทั้งหมดนักแสดงฝีมือเยี่ยม ก็เข้ามาช่วยเสริม ทำให้หนังดูดีดูสนุกมากขึ้น ทั้งกลุ่มตัวร้ายและตัวดี 

วองก้า (Wonka) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปดูจอใหญ่ๆ อย่าง IMAX จะยิ่งเพิ่มอรรถรสในการรับชม ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนต้องมนต์มายากลของ วองก้า ตกในภวังค์เหมือนเข้าไปสัมผัสกับโลกที่อบอวลเต็มไปด้วยช็อกโกแลตจริงๆ มิวสิคัลแฟนตาซี โลกสวย อารมณ์ดี เด็กดูได้ดูสนุก ผู้ใหญ่ดูดีมีสอนใจเพลิดเพลิน จำเริญใจ สนุกสนานไปกับ วิลลี่ วองก้า ในแบบที่โดนใจเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/774080

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของค่ายไฟว์สตาร์ ที่ฉีกแนวมาทำหนังแนวแอ๊กชั่นไซไฟ หลังจากที่สนุกสนานมันมือกับการทำหนังผีหนังสยองขวัญมาพักใหญ่จนแทบจะนึกว่า ค่ายห้าดาว ทำหนังแนวเดียว สลิธ โปรเจกต์ล่า คือ ผลงานการกำกับของ  ปี๊ด-ปัญจพงศ์ คงคาน้อย (ซับบาลาและ 7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์) กับ ยุ่น-ศุภวิชช์ สุวรรณเนตร (เอ็มวี “ฆาตกรต่อเนื่อง”)

หนุ่มลึกลับ ถูกรถตู้ของ ซี กับเพื่อนๆ ชน จนความจำเสื่อม ซี เลยนำเขามาดูแล พร้อมตั้งชื่อให้ว่า เนมเนม เข้ามาร่วมทีมการแข่งขัน เกมส์ การต่อสู้ของ ซี กับเพื่อนๆ ในบริษัทผลิตเกมส์ของพ่อซีทุกคนถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับ สลิธ เทพเจ้าในตำนาน ที่ว่า เลือด ของเหล่า สลิธ สามารถรักษาโรคร้ายต่างๆและทำให้คนเป็นอมตะไม่แก่เฒ่าความสัมพันธ์ของ เนม กับ ซี ค่อยๆ ก่อนตัวขึ้นความลับของ เนม ค่อยๆ คลี่คลายขณะเดียวกันก็มี อิคิทา ชายลึกลับออกมาตามล่าเนม

สลิธ โปรเจกต์ล่า ชัดเจน ในความเป็นหนังแอ๊กชั่นไซไฟ  โทนหนังบรรยากาศ ออกมาดูล้ำ ก้าวไปข้างหน้า ทั้ง เรื่องราว เหตุการณ์ หรือแม้แต่ นักแสดง ก็ยังเป็นเด็กรุ่นใหม่พล็อตเรื่องเส้นเรื่องของ สลิธ โปรเจกต์ล่า ไม่ใช่ของใหม่เส้นเรื่องเดิมๆ พล็อตเดิมที่คุ้นเคยกันมาดีในยุคที่หนังฮ่องกงเฟื่องฟู ตัวหนังถูกแย่งออกเป็นช่วงๆ ออกเป็นหลายแนว ในช่วงปูเรื่องเริ่มเรื่อง ออกมาในแนวหนังรักวัยรุ่น ช่วงโดดเข้าสู่โลกการแข่งเกมส์ ก่อนที่จะมาถึง สลิธลุยแหลก เน้นแอ๊กชั่น โดยมีดราม่า เรื่องครอบครัว แทรกมาเป็นระยะ หนังออกแบบโลกอนาคต ได้ดี เสื้อผ้าหน้าผมบรรยากาศ ผู้คน เมือง ความล่มสลาย มลภาวะเป็นพิษ ที่ ทำลายโลก แม้จะดูหลอกตา ดูเป็นฉากมากกว่าจะเป็นโลกจริงๆ ก็ตาม บทสรุปช่วงท้ายก็ทำได้ไม่เลว

ฉากแอ๊กชั่น ดูจริงจัง ทำออกมาได้ไม่เลว เพียงแต่ในยุคนี้พ.ศ. ภาพที่มา น่าจะมีอะไรๆ มากกว่านี้ แถมช่วงต้นๆ เรื่อง การปรากฏตัวของ หนุ่มลึกลับ มันดูง่าย แทบไม่ได้โชว์ฝีมืออะไรยังดี ที่ฉากแอ๊กชั่นช่วงท้ายเรื่องดูสนุกตัว สลิธ ดีไซน์ ออกมาได้น่าสนใจ

ลุค อิชิคาว่า พลาวเด้น ในบทเนม มาพร้อม ความหล่อ ทะลุจอ ดูดีในทุกๆ ฉาก เล่นแบบทื่อๆ เข้ากับคาแร็กเตอร์จับคู่กับ มุกดา นรินทร์รักษ์ ในบทของซี ที่บทเด่น เดินเรื่องตลอด

อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม มาพร้อมมาดบุคลิกเดิมๆ ที่คุ้นตากันดีจากในจอทีวี ในบท ดร.ชาร์ล เจ้าของโปรเจกต์สลิธ  เจฟฟรี่คอนแร็ด โคลัมเบรส มารับบท พ่อของ ซี ต้นเรื่อง

สลิธ โปรเจกต์ล่า คือหนังไทย ที่ชัดเจนในความเป็นหนังของคนรุ่นใหม่ มีอะไรใหม่ๆ สำหรับหนังไทย แต่อาจจะไม่สนุกนักสำหรับ คอหนังไทยบ้านๆ หนังไม่มีดาราดังๆ ตัวสลิธ อาจจะดูไกลตัวไปบ้าง คนที่ไม่ใช่คอเกมส์คงไม่อินไม่สนุก แต่ก็ต้องปรบมือให้ ในการทุ่มเท ผลิตงานล้ำๆ แบบนี้ออกมา สลิธโปรเจกต์ล่า ดูได้เพลินๆ ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ หนังไซไฟ แบบไทยๆ ที่ไม่ได้มีมาให้ดูได้บ่อยๆ นักสนุกระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/771297

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย  (Love Reset)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักโรแมนติกคอเมดี้ หนังรอม-คอมจากแดนกิมจิเรื่องล่าสุดที่จับเอา คังฮานึล กับ จองโซมิน สองพระ-นางที่เคยจูงมือกันสร้างความประทับใจมาแล้วจาก Twenty หนังดราม่าคอเมดี้ Twenty (2015) เมื่อ 8 ปีก่อน มาแสดง

ผู้กำกับ นัมแดจุง ทำ 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset) มาครบสูตรสำเร็จของหนังรอม-คอม หัวเราะ/ยิ้มแบบมีความสุขไปพร้อมกับการแตกสลายของครอบครัวเส้นเรื่องอาจจะดูธรรมดาๆ เล่าเรื่องง่ายๆ ดูสบายๆ มีการหักมุม มีมุขเซอร์ไพรส์ให้สนุกได้ตลอดเวลาในแบบที่คาดไม่ถึงง่ายๆ แต่ได้ผลดี หลายมุขอดขำไม่ได้แม้จะเป็นมุขธรรมดาๆ หรือบางมุขเอากันแบบนี้เลยเหรอ เพลินไปกับการขึ้นศาล การสู้คดีหย่าร้างในเกาหลี ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน (กฎหมายเกาหลีศาลจะไกล่เกลี่ยให้เวลาตัดสินใจก่อนจะตัดสินหย่าให้ และถ้าไม่มาแสดงตัวภายใน 90 วันถือเป็นโมฆะ) สนุกไปกับบรรยากาศในกองถ่ายหนังของนางเอก การทำงานทนายของพระเอก บรรยากาศเบาๆ ในบาร์ยิ้มไปกับชีวิตประจำวันในคอนโดฯในเมืองใหญ่ อบอุ่นไปกับบรรยากาศครอบครัวในชนบท

คังฮานึล รับบทตลกที่สุดๆ ทั้งภายนอกภายในอินเนอร์มาแบบเต็มๆ พร้อมที่จะทำให้เราหัวเราะสนุกไปกับ สิ่งที่เขาจะต้องเจอ

จองโซมิน สวยมีเสน่ห์ น่ารักในแบบของโปรดิวเซอร์สาวในกองถ่าย ลูกคุณหนูที่ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง ดูแล้วอดที่จะหลงรักเธอได้ง่ายๆ และขำไปกับบทรั่วๆ ในคาแร็กเตอร์ของฮงนารา

คังฮานีล กับ จองโซมิน เคมีเข้ากัน เล่นได้แบบเข้าขา ส่งบทกันไป-มาสุดๆ ทั้งบทสนุกสนานเฮฮา ยิ้มไปกับช่วงรักเบาๆ โรแมนติกหรือเศร้า ลุ้นเอาใจช่วยในช่วงดราม่า และยังทำให้เกิดความรู้สึกรอดู ลุ้นไปกับตัวหนังว่าสุดท้าย ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่จะได้หย่ากันหรือไม่ ความสัมพันธ์พังๆจะก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้อีกหรือไม่

30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)มีโครงเรื่องที่ชวนให้นึกถึง Long Live Love ลอง ลีฟ เลิฟการนำเสนอประเด็นที่พูดเรื่องเดียวกัน การหย่าร้าง การย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำดีๆ เพียงแต่หนังไทยเราออกไปในแนวแฟนตาซี แต่ของเกาหลีอยู่ในโลกแห่งความจริง นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนังเกาหลีที่ดูแล้วขำกระจาย หัวเราะจนเก้าอี้โยก หัวเราะจนเกือบตกเก้าอี้ดูแบบมีความสุขตลอดเรื่องจนไม่อยากให้หนังจบ หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลได้ใจไปเต็ม 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ ปฐมบทเกมล่าเกม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/769890

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ฮังเกอร์เกมส์  ปฐมบทเกมล่าเกม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ ปฐมบทเกมล่าเกม

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

THE HUNGER GAMES : THE BALLAD OF SONGBIRDS & SNAKES ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ห้าของแฟรนไชส์ THE HUNGER GAMES กำกับโดย ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ที่กลับมาคุมบังเหียนอีกครั้ง หลังจากที่เคยกำกับใน The Hunger Games : Catching Fire และ The Hunger Games : Mockingjay- Part 1 and 2

ร่วมมุ่งหน้าสู่การแข่งขัน “เกมล่าชีวิต ครั้งที่ 10” เมื่อ“คอริโอเลนัส สโนว์” ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่ล่มสลายจากสงครามในแคปปิตอล เขาได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงของ“ลูซี เกรย์ แบร์ด” เครื่องบรรณาการจากเขต 12 ท่ามกลางความเป็นความตาย ทั้งสองต้องสู้สุดเกมเพื่อต้านอำนาจจากเบื้องบน และพิสูจน์ให้ชาวพาเน็มรู้ว่า “ใครคือศัตรูที่แท้จริง ใครคืออสรพิษที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้”

เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ ปฐมบทเกมล่าเกม เล่าเรื่องสนุกชวนติดตาม เล่าเรื่องแบบมีลูกเล่น มีชั้นเชิง กระชับฉับไว มีช่วงยืดๆน่าเบื่อน้อยมาก ประเด็นต่างๆ ของ The Hunger Game มาครบทั้งการเมือง ปรัชญา จิตวิทยา การเจาะลึกเข้าไปสู่จิตใจคนการเอาตัวรอด มิตรภาพ การโฆษณาชวนชื่อ มีการโยงสิ่งละอันพันละน้อยที่เราเจอ มาจากภาคก่อนๆ เข้ามา ขยายความ ที่มาที่ไปได้อย่างน่าสนใจ

ตัวหนังแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท 3 ตอน บทที่ 1 พี่เลี้ยงเมนเทอร์ปูตัวละครหลัก คอริโอเลนัส สโนว์  กับ  ลูซี เกรย์ แบร์ดเน้นๆ ไปที่ฝ่ายแคปปิตอล ที่ตัวหนังทำได้ดี รู้จักตัวละคร กับฝ่ายกบฏ บทที่ 2 วันชิงชัยสนุกตื่นเต้นไปกับการเข้าสู่ เกมล่าชีวิต คอยลุ้นตามดูพระเอกในการช่วยเหลือนางเอกให้รอดในเกมได้นานที่สุดบทที่สาม ผู้พิทักษ์สันติภาพบทสรุป ส่งท้ายจุดหักเห ความรักความสัมพันธ์ของสโนว์ กับ ลูซี่ เกี่ยวกับโยงกับ เขต 12 หลายช่วงทำได้ดี แต่ก็ยังรู้สึก เหตุผลต่างๆ มันดูง่ายไป ยังไม่สามารถ ทำให้เราเชื่อในการกระทำได้ (ในบทที่ 3 นี้ ดูไปๆ ชวนให้นึกถึงสโนว์ในเรื่องนี้ ไม่ต่างอะไรกับ อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ในสตาร์วอร์สที่ถูกด้านมืดครอบงำ)

ทอม บลายธ์ ในบท คอริโอเลนัส สโนว์ เล่นดี หล่อ มีเสน่ห์ มีพัฒนาการตามบทที่ค่อยโตขึ้นเรื่อยๆ

เรเชล เซกเลอร์ โดดเด่น มีเสน่ห์มากกับบท ลูซี เกรย์ แบร์ดการแสดงดูลื่นไหล ไม่หมด ดูเด่น ไม่แพ้ ภาคก่อนๆ ที่ เจนนิเฟอร์ ลอเลนซ์ เคยทำเอาไว้เป็นภาพจำของหนังชุดนี้  

นอกจากนี้ ยังได้พลังการแสดงของ ไวโอลา เดวิส ในบท ดร.โวลัมเนีย กอล เกมเมกเกอร์ที่อำมหิตที่สุดในประวัติศาสตร์ปีเตอร์ ดิงเคลจ ในบท คาสกา ไฮบอตทอม ผู้ให้กำเนิดเกมล่าเกมเพื่อนรักของพ่อสโนว์ ที่ดูจะไม่ขอบขี้หน้าหลานชายนัก

เจสัน ชวาร์ตซ์แมน รับบท ลูเครเทียส “ลักกี้” ฟลิกเกอร์แมนบรรพบุรุษของ ซีซาร์ ฟลิกเกอร์แมน พิธีกร เกมส์ในทุกๆ ปีฮันเตอร์ เชเฟอร์ รับบท ไทกริส ญาติของสโนว์ ตัวละครนี้เคยโผล่มาใน The Hunger Games : Mockingjay-Part 2 

ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ กลับมากำกับภาคนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวหนังดูเพลินไปกับตัวเรื่อง ดราม่าเข้มข้น แอ๊กชั่นกำลังดี เรื่องราวความรักความขัดแย้งของพระ-นาง มิตรภาพของเพื่อน การทรยศหักหลัง การเอาตัวรอด ซีจีอลังการงานสร้าง ภาพที่สวยงาม การตัดต่อที่ทำให้หนังดูกระชับ เคมีนักแสดงเข้ากันและที่ชอบมากๆ โดนใจสุดๆ คือเพลงคันทรีทุกๆ เพลงของ ลูซี่ ไพเราะมาก ฟังแล้วละลายทุกเพลง เพลิดเพลินมากๆ 153 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ไม่เคยชอบหนังชุดมาก่อนเลยสักภาค แต่ภาคนี้ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธี่หยด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/767057

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธี่หยด

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธี่หยด

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธี่หยด เรื่องผีในตำนานที่ดังมากในกระทู้พันทิปเมื่อหลายปีก่อนของ กฤตานนท์ (กิตติศักดิ์ กิตติวิรยานนท์) ที่เล่าเรื่องจริงที่เกิดกับครอบครัวของแม่ของเขา ในปี 2515 จากกระทู้ในพันทิป ธี่หยด ถูกต่อยอดมาเป็นหนังสือในชื่อ ธี่หยด…แว่วเสียงครวญคลั่งและกลับมาฮือฮาอีกครั้งเมื่อกลับนำมาเล่าในรายการโกสต์สตอรี่และล่าสุด ช่องสาม เอ็มสตูดิโอ และ  Mind @ Work นำมาสร้างเป็นหนังว่ากันว่า ธี่หยด น่ากลัว สยดสยอง คอเรื่องผีแฟนพันธุ์แท้ที่นิยมฟังเรื่องผีต้องเคยรับรู้เรื่องนี้

ธี่หยด เล่าเรื่องเดินเรื่องเรียงตามลำดับเหตุการณ์ตามเรื่องเล่า เป๊ะๆเพียงแต่มีการตัดเติมเสริมลดทอนรายละเอียดต่างๆ ในระหว่างทางรวมทั้งใส่ในส่วนความสัมพันธ์ ความรักในครอบครัว ความรักของพี่กับน้อง พ่อแม่กับลูกๆ เพิ่มในส่วนดราม่ามากกว่าที่จะเน้นไปที่เรื่องผีๆ สางๆ แต่เพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความลุ้นเอาใจช่วยกับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

ธี่หยด มาพร้อมกับบรรยากาศความน่ากลัวของหนังผี ภาพบรรยากาศน่ากลัวๆ ของต่างจังหวัด ต้นไม้ใหญ่ ความมืดมิด เสียงวังเวงรอบๆ ตัว ในยามค่ำคืน 

คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา ทำ ธี่หยด ออกมาดูลงตัวในทุกๆ ส่วนตัวหนังฉลาดที่ไม่นำเสนอในเรื่องเล่าของ หยาด เจ้าของเรื่อง เลยทำให้ หนังมีลุ้นตามดูตัวละครไปเรื่อยๆ ทำให้ตัวพี่น้องครอบครัวนี้ดูเด่นมีความสำคัญเท่าๆ กัน

ณเดชน์ คูกิมิยะ มาแบบจัดเต็ม พลังล้นเหลือ เข้ากับบทของ ลุงยักษ์สามสาวพี่น้องดูเป็นพี่น้องกันจริงๆ จนทำให้หลงรักพร้อมที่จะเอาใจช่วยเมื่อเจอผี เดนิส เจลีลชา คัปปุน ในบท หยาด ลูกสาวคนโต สวย น่ารักมิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง เป็น แย้ม ที่ดูน่ารัก สวยใส แต่พอผีร้ายแผลงฤทธิ์ก็เล่นได้น่ากลัว โดยเฉพาะแววตา นีน่า-ณัฐชา เจสสิกา พาโดวันในบท น้องยี่ น่ารักในแบบเด็กน้อยที่ทำให้คนดูลุ้น เมื่อ ยี่ ต้องเผชิญหน้ากับผี รวมไปถึงอีก 2 หนุ่ม  จูเนียร์-กาจบัณฑิต ใจดี, เฟรนด์-พีระกฤตย์พชรบุณยเกียรติ  ยศ กับ ยอด  หล่อ ดูดี เข้ามาเสริมทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น

ปราย-ปรเมศร์ น้อยอ่ำ ในบท เฮียฮั่ง กับ เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลีในบท บุญเย็น พ่อกับแม่ คาแร็กเตอร์ เจน พ่อหัวรั้นไม่เชื่ออะไรง่ายๆ กับ แม่ ที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกน้อย

รวมทั้ง พอเจตน์ แก่นเพชร ในบท ลุงพุฒิหมอผี มาด บุคลิกท่าทาง ดูเป็นหมอผีเก๋าเกมจริงๆ เช่นเดียวกับ องอาจ เจียมเจริญพรกุลที่มารับบท ลุงประพันธ์ ก็เล่นได้ไม่เลวทีเดียว อีกคนที่ต้องชมคือ ออม-มานิตา ชอบชื่น ที่รับบทเป็นผีสาวชุดดำ มาเรื่อยๆ ไม่ต้องเล่นอะไรมากมายแต่ก็ทำให้คนกลัวได้

ธี่หยด ดูน่ากลัวด้วยตัวหนัง โปรดักชั่น องค์ประกอบโดยรวม ภาพการตัดต่อ เสียง ดนตรีประกอบ ทุกอย่างสร้างความหลอน ขนหัวลุกได้ดีเพียงแต่สำหรับคอหนังผี ตัวเรื่อง อาจจะธรรมดาไปสักนิด เดาทางได้ตัวผีไม่ได้น่ากลัวมากมายนัก จังหวะสะดุ้ง ตกใจจากในตัวหนังแทบจะไม่มี เสียงลึกลับ ธี่หยด ในหนัง ฟังแล้วไม่ชวนขนหัวลุก ผิดกับเพลงโปรดเถิดดวงใจ ที่ดังขึ้นครั้งใด เสียว สยองเข้าไปถึงข้างใน  ธี่หยด อาจจะไม่ค่อยโดนใจนักกับความเป็นหนังผี แต่ถูกใจ ชอบบรรยากาศความน่ากลัวโดยรวมของตัวหนัง นักแสดงที่เล่นดี เข้าขากันเป็นอย่างดี เลยทำให้ เป็นหนังผีไทยอีกเรื่องที่ดูได้แบบเพลินๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ เอาไปเลย 8/10 กะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เพื่อน(ไม่)สนิท’ เมื่อภาพยนตร์(ไม่)สั้น เหวี่ยงทุกคนให้มาเป็นเพื่อนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/765574

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เพื่อน(ไม่)สนิท’ เมื่อภาพยนตร์(ไม่)สั้น เหวี่ยงทุกคนให้มาเป็นเพื่อนกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เพื่อน(ไม่)สนิท’ เมื่อภาพยนตร์(ไม่)สั้น เหวี่ยงทุกคนให้มาเป็นเพื่อนกัน

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในตอนแรกเห็นชื่อเรื่องแล้วนึกว่า GDH ทำหนังเรื่องนี้ออกมาอารมณ์เดียวหรือล้อเลียน หนังดังในค่ายตัวเอง อย่างเพื่อนสนิทแต่เอาจริง ไม่ใช่อย่างที่คิด เพื่อน(ไม่)สนิท มีเส้นเรื่องง่ายๆ คือเด็กหนุ่มที่ทำหนังสั้นเพื่อเข้าเรียนต่อ จากการนำเอาเรื่องของเพื่อนที่เสียชีวิต เขาบอกใครๆ ว่าเป็นเพื่อนสนิท หนังน่าจะออกมาในแนวใสๆดูสบายๆ ถ้าใครได้ดูตัวอย่างหนังแล้วคิดว่าหนังมีเพียงแค่นั้นบอกเลยตัวหนังจริงมีอะไรมากกว่านั้น ตัวอย่างเป็นเพียงแค่ไกด์นำทางว่าจะเจอะเจออะไร

เพื่อน(ไม่)สนิท จะพาเราให้หวนนึกถึงมิตรภาพคำว่าเพื่อน เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่มีทั้งดี/ไม่ดี เพื่อนที่สนิท/ไม่สนิท เพื่อนๆ ร่วมโรงเรียน หนังเดินเรื่องไวไม่ยืดยาด บทหนังทำออกมาได้ดี สลับไป-มาระหว่างความสนุกสนานกับดราม่าได้อย่างกลมกลม มีมุขหักมุม มุขเซอร์ไพรส์สลับไป-มา หนังไม่พาย้อนอดีต ไม่มีแฟนตาซี เดินเรื่องอยู่ปัจจุบัน พาเดินไปข้างหน้า ก่อนจะค่อยๆ เฉลยภาพในอดีตได้อย่างเนียนๆ ดูดี หนังเน้นย้ำขยี้อารมณ์ไปกับคำว่าเพื่อน ค่อยๆ ให้เราซึมซับไปกับตัวละคร หลายตอนโดนใจ เคยผ่านเรื่องราวคล้ายๆในหนังเลยทำให้อินน้ำตาไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว

โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์ มาในบท เป้ ที่มีทั้งมุมขาว-ดำมีปมในใจ เล่นได้แบบลื่นไหลทำให้สนุกไปกับหนัง ดูดีทั้งในส่วนเฮฮา สบายๆ หรือดราม่าหนัก แบกหนังเอาไว้ได้ ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์เด่นมากๆ ที่มีครบรส แก่นๆ ก๋ากั๋นน่ารักๆ บทกุ๊กกิ๊กสบายๆ หรือบทที่ขยี้อารมณ์ เคยชอบมากจากบท มีกับยู ในเธอกับฉันกับฉัน แต่มาในเรื่องนี้หลงรักใบปอหมดใจ พร้อมที่จะเสียน้ำตาในทุกฉากที่หน้าเธอเปื้อนน้ำตา จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ ในบท โจ ที่ดูสดใสใครอยู่ใกล้เป็นต้องมีความสุข แม้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กธรรมดาที่ไม่เก่งไม่เด่น ต้องชมที่ออร่ามาจัดเต็ม จนรู้สึกถึงภาพโจ ลอยมาบนจอ ฟลุ๊ค-ธนกร ติยานนท์ ในบท ปิง ผู้ใฝ่ฝันเป็นนักเขียนบทตามรอยพระบิดาโนแลนด์ตัวขโมยซีนในเรื่อง รวมไปถึงบรรดาแก๊งเด็กเนิร์ดอีก 2 หนุ่ม 1 สาว ที่ถ่ายหนังที่เล่นกันได้เข้าขา ช่วยเติมเต็มความสนุกให้กับตัวเรื่อง อิงครัตน์ ดำรงค์ศักดิ์กุล ในบท โอม เพื่อนผู้ป่วยไข้ เพื่อนสนิทผู้กลับมาและกำลังจะจากไป มาไม่มากแต่ดีงามฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารี เลขาฯสวยหวานน่ารักๆ ในบท หลิวดาวโรงเรียนที่ โจ หลงรักตามจีบ

อัตตา เหมวดี และสองโปรดิวซ์เซอร์ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (จาก One for the Road วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ) กับ วัน-วรรณฤดีพงษ์สิทธิศักดิ์ ทำ เพื่อน(ไม่)สนิท ออกมาได้โดนใจ ดีงามทั้งบทดี ภาพสวย ตัดต่อกระชับ ดนตรี/เพลงประกอบโดนๆ นักแสดงเล่นดีเล่นได้เข้าขา เพื่อน(ไม่)สนิท คือหนังฟู้ดกู๊ดในสไตล์ของ GDHที่จะชวนให้คนดูย้อนกลับไปหวนนึกถึงเพื่อนในวัยเด็ก มิตรภาพที่มีให้กัน และเชื่อแน่ว่าน่าจะตรงกับชีวิตจริงของหลายคน มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เพื่อน(ไม่)สนิท โดนใจ ดูไปหัวเราะไปปาดน้ำตาไป เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่เข้าไปอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วเป็นหนังไทยที่โดนใจอันดับต้น ชอบ ปีนี้เลยทีเดียว ดีใจ สมควรแล้วที่เพื่อน(ไม่)สนิท ถูกส่งเป็นตัวแทนหนังไทยไปออสการ์ ครั้งที่ 96 ชอบๆ ชอบมากๆ ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนต์รักนักพากย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/764131

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนต์รักนักพากย์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนต์รักนักพากย์

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ก่อนจะเริ่มต้นความฝัน ควรหาสิ่งที่เรารักให้เจอก่อน”

มนต์รักนักพากย์ คือ หนังไทยเรื่องล่าสุดของ Netflix ที่ได้ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร มาสร้างสรรค์งานพาย้อนกลับไปสู่อดีตยุคปี 2513 กับหนังกลางแปลงการพากย์หนัง และ มิตร ชัยบัญชา โดย มนต์รักนักพากย์ เล่าเรื่องสนุกไม่ยืดยาด มีครบรส สนุกสนานไปกับการเดินทาง เล่าเรื่องในสไตล์หนังโร้ดมูฟวี่ความสัมพันธ์ ความรัก ความขัดแย้ง การเดินทางที่ค่อยๆ ให้เกิดการเรียนรู้ของตัวละคร โดยใช้เรื่องราวของการพากย์หนัง 16 มม. ในยุคที่ตื่นตัว ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเส้นเรื่องในการเล่าเรื่อง เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงจากหนังขายยามาเป็นหนังเปิดวิกเก็บเงิน การเพิ่มนักพากย์ชายจริงหญิงแท้แทนคนเดียวพากย์ทั้งเสียงผู้หญิงผู้ชาย ที่สำคัญคือการนำ มิตร ชัยบัญชา กลับมาให้แฟนๆ ได้เจออีกครั้ง และให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงพลังความยิ่งใหญ่ของพระเอกอันดับหนึ่งท่านนี้ หนังมีคำพูดซึ้ง มีฉากประทับใจ ฉากที่โดนๆ หลายตอนทั้งฉากที่ทำให้ดูไปยิ้มไป หัวเราะ หรือฉากบีบคั้นอารมณ์จนอดที่จะน้ำตาซึมหรือเสียน้ำตาแบบไม่ทันตั้งตัว

อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งในหนังที่ดูสบายๆในแบบของหนังไทยแท้ๆ ที่ดูไม่เชย องค์ประกอบทุกๆ อย่างผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว มีพลังชวนให้นึกถึง งานมาสเตอร์พีซชิ้นเก่าๆ มารวมกันการออกแบบงานสร้าง งานฉาก พาย้อนกลับไปยุค 2513 รถขายยา หนังกลางแปลง ของ เอก เอี่ยมชื่น ภาพสวยๆ ของ เปีย-ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ดนตรีประกอบที่ไพเราะของ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ และที่ชอบมากเป็นพิเศษ คือ เพลงประกอบฝีมือ บรรณ สุวรรณโณชิน นายห้าง ใบชาซอง ไพเราะทุกเพลงไม่ว่าจะเป็น ฟ้าสีทอง (ร้องโดย พัสเชษฐ์ สื่อรุ่งเรื่อง) เพลงจังหวะสนุกสนานที่เข้ากับการเดินทางในต่างจังหวัด หรือเพลงในบาร์อย่าง รักปักใจ (ร้องโดย นรัฏฐา กรีพานิช)สิ้นสวาท (ร้องโดย เหมือนฝัน มนูญผล) และ บาร์หัวใจ (ร้องโดย วรวลัญช์ธารทองสกุล) ที่เป็นอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่เพราะมาก จนต้องฟังซ้ำไป-ซ้ำมา รวมถึง เพลงสิบหมื่น ที่ เวียร์ ร้องในช่วงท้าย ฟังแล้วจุกอก เข้าไปถึงข้างใน

ภาพ/เสื้อผ้า/หน้าผม/ฉาก/บรรยากาศ/ดนตรี/เพลงประกอบ บทหนัง การแสดงที่ลื่นไหลเข้ากันดีของ 4 นักแสดง และ มิตร ชัยบัญชา รวมทั้งหมดหนัง16 มม. หนังมิตร ที่ปรากฏบนจอนั้นทุกเรื่องเคยผ่านตา เคยดูมาแล้วในบรรยากาศของการพากย์เสียง แต่ใน มนต์รักนักพากย์ กลับให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากที่เคยดูมา

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ โชว์พลังการแสดงเป็น หัวหน้ามานิตย์ที่ทรงพลัง ดึงคนดูให้เข้าถึงความเป็นนักพากย์จริงๆ เหมือนเกิดมาเพื่อบทนี้โดยเฉพาะ

หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ ในบท เรืองแข ที่ดูสวย น่ารัก เสียงใสและจริตจะก้านสุดยอด ทำให้เพลิดเพลิน สนุก หรือเศร้าไปกับฉากดราม่าแม้อาจจะมีบางฉากที่ดูแล้วไม่อิน หลุดๆ หรือดูเป็นการแสดงอยู่บ้างแต่รวมๆ แล้วก็ดูดี อดหลงรัก เรืองแข ไม่ได้

เก้า-จิรายุ ละอองมณี เค้นพลังการแสดง ออกมาได้อย่างเต็มที่ต้องชม เก้าที่เล่นได้แบบเนียนๆ เล่น ละเอียดมาก

สามารถ พยัคฆ์อรุณ สวมวิญญาณ ของ ลุงสมาน คนขับรถผู้ใจดี แสดงเหมือนไม่แสดง ทุกฉากที่ออกมาดูมีความอบอุ่น

สิ่งที่ไม่ชอบ มากๆ ของหนัง คือตัว มิตร ชัยบัญชา ในเรื่องที่ดูยังไงๆก็ไม่ใช่ แม้จะมาในชุดอินทรีแดง ภายใต้หน้ากาก ทรงผม เรียวหนวด ที่แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี ตัวเล็ก หน้าเรียว ดูก๊องแก๊ง ออร่าไม่มี เพราะไม่เชื่อในตัวละครตัวนี้ทำให้ไม่รู้สึกอินกับฉากที่ เวียร์ ไปเจอะเจอมิตรในกองถ่าย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นฉากหนึ่งที่โดนใจและชื่นชอบ หรือฉากในงานศพ มิตร ภาพของ เวียร์ ในงานศพ มันดูสร้างเซต แมทช์ภาพเข้าไป เลยไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ แม้จะมีส่วนที่ไม่ชอบ มีสิ่งที่ขัดใจอยู่บ้าง แต่ มนต์รักนักพากย์ ก็ยังเป็นหนังไทยที่ชอบมาก มากกว่า 2499 อันธพาลครองเมือง หรือนางนาก ซะอีก และบอกเลย มนต์รักนักพากย์ ถูกจัดเป็นหนึ่งในหนังไทยในดวงใจไปเรียบร้อยแล้ว 10/10 คะแนนเต็ม (ถ้าไม่มีส่วนที่ไม่ชอบ อาจจะได้เกิน 10 คะแนน)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 14 อีกครั้ง (I Love You Two Thousand)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/762692

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 14 อีกครั้ง (I Love You Two Thousand)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 14 อีกครั้ง (I Love You Two Thousand)

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักเรื่องล่าสุดของ สหมงคลฟิล์ม ที่กำกับโดย เป้-นฤบดี เวชกรรม ที่ แจ้งเกิดจากหนังแนวสนุกสนานเฮฮาชุด สาระแน ก่อนที่จะได้คำขมมากมายจาก  “Low Season สุขสันต์วันโสด”  โดย “เป้-นฤบดี”  ทำ 14 อีกครั้ง ออกมาดูลงตัว ดูสบายๆ ชัดเจนในความเป็น เด็กต่างจังหวัด ภาพสวยๆของธรรมชาติ โดยยังคงลายเซ็นของตัวเองที่ชัดเจนทั้ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มุขตลกต่อปากต่อคำ ตลกสถานการณ์ผี และ ดราม่า 14 อีกครั้ง ดูสดใสโรแมนติกสนุกสนาน เส้นเรื่องหลักของ 14 อีกครั้ง อยู่ที่การตามดู ความสัมพันธ์ของตัว กิ๊บ กับต่อ ความรักความผูกพันที่มีมาสมัยเยาว์วัยอายุ 14  

หนังพาย้อนไปในปี 2546 กับ เรื่องราวของ บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ  สมาชิกวง D2B ที่ประสบอุบัติเหตุจน FC เฝ้าภาวนา ผับนกกระเรียนอธิษฐาน บทเพลงแค่หนึ่งนาทีถูกใช้ในหนังกับตัวละครรุ่นเด็ก บทเพลง แค่บอกว่ารักเธอ ของศิลปิน หมีพูห์ (ปราโมทย์ วิเลปะนะ) ที่ดังในยุคนั่นหนังสือการ์ตูนที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะรุ่นใดยุคใดมักจะติด ถูกดัดแปลงจาก โคนัน มาเป็น โจนัน บรรยากาศ ในร้านเช่าหนังสือ การแอบอ่านหนังสือฟรี

นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต ฝีมือการแสดงดีวันดีคืนมาในบทบาทที่ดูสบายๆ ไม่ซีเรียส เล่นได้แบบลื่นไกล ทำให้ต้อ ออกมาเป็นผู้ชายที่น่ารัก สดใส ง่ายๆ ดูอบอุ่น อารมณ์ดี ที่ใครๆ อยู่ใกล้จะรู้สึกอบอุ่น เป็นตัวละครที่จะทำให้คนดูหลงรัก 

ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ทำให้ กิ๊บ สดใสน่ารัก ในแบบแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ขี้งอน เอาแต่ใจ ออกจะโก๊ะๆนิดๆ ออร่าแจ่มๆ มีพลังในทุกๆ ตอน ดูแล้ว อดที่จะรัก กิ๊บขึ้นมาเลย

ฉากรักสดใสกุ๊กกิ๊ก ก็ดูน่ารัก มีรอยยิ้ม ฉากดราม่าก็ทำได้ดี เรียกน้ำตาได้

นัท กับ ณิชา จับคู่กันได้แบบลงตัว เคมีเข้ากัน ดูดี ดูเป็นคู่รักคู่กัดทั้งในช่วงปัจจุบันหรือช่วงที่พาย้อนกลับสู่ยุคเด็กหนุ่มหัวเกรียน สาวคอซอง ผมบ๊อบ ต้องชมรุ่นเด็กแก๊งหัวหมา ส่งบทไป-มาได้ดี เล่นกำลังดี ไม่มากจนล้น ไม่น้อยจนดูขาดทุกคนมีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน เข้ามาช่วยเสริมเรื่องให้สนุกโดยไม่มาแย่งซีนขโมยซีน พระนางสองณัฏฐ์

14 อีกครั้ง คือหนังรักโรแมนติก คอเมดี้ ที่โดนใจและพาคนดู หวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาแค่ความสุขในช่วงรักแรกของตัวเอง อาจจะใช่ทุกตอน แต่ก็ต้องมาบางช่วงบางตอนที่ เคยเจอเจอมารักแรก เพื่อนร่วมแก๊งการทำตามความฝัน การเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ความผิดหวัง การพลัดพรากสดใสน่ารัก โดนใจจน อยากกลับไป 14 อีกครั้งจริงๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ของแขก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/761326

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ของแขก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ของแขก

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“อย่ารับ อย่ารู้ อย่าลอง ไสยศาสตร์ที่น่ากลัวที่สุด มนต์ดำ ที่แก้ไขไม่ได้” ตอนเป็นเด็กเคยสงสัยว่าหนังผีมีหลายชาติแต่ทำไม!! หนังอินเดียจึงไม่มีหนังผี ทั้งๆ ที่เรื่องอาถรรพ์ของมุสลิมได้ยินได้ฟังมาบ่อย จนกระทั่งมีคนบอกว่าอิสลามมีคำสอนไม่ให้เชื่อในเรื่องโลกของความตาย หนังผีแขกเลยไม่มี จนมาไม่นานมานี่เพิ่งจะเห็นหนังอินเดียมีหนังผีมาลงสตรีมมิ่ง พอหนังไทยมี “ของแขก” ความอยากดูจึงเกิดขึ้น อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัสว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยทางผู้สร้างได้ออกตัวว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในคำสอนศาสนา แต่สร้างขึ้นจากจินตนาการเพื่อความบันเทิงล้วนๆ

“ของแขก” มาพร้อมกับบรรยากาศของความเป็นหนังผีที่น่ากลัว งานด้านภาพที่มืดมิด โลเกชั่นสถานที่บ้านป่าเขาเมืองทางใต้ที่ชวนให้ขนหัวลุก ขยี้ด้วยดนตรีประกอบที่ฟังแล้ววังเวง เสียงสวด เสียงคอรัส ดนตรีในแบบของอิสลาม ทำออกมาได้ดี ฟังแล้วเสียวสันหลัง ขนลุกเข้าไปข้างใน พล็อตหนัก “ของแขก” ไม่ใช่ของใหม่ เป็นสูตรสำเร็จที่เจอประจำในหนังผี หนังสยองขวัญในแถบเอเชีย ทั้งไทย จีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย ที่เล่นเรื่องราว เกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง มนต์ดำ ไสยศาสตร์ หมอผี ความเชื่อที่มีเรื่องของครอบครัว ความรักหนุ่มสาว ชู้รัก ปมความแค้น ความรัก เข้ามาเป็นส่วนของเรื่องหลักแต่ที่ “ของแขก” ชวนให้ติดตาม ชวนค้นหา ตรงที่หยิบขอบ“ของแขก” ของมุสลิมมาเล่น ซึ่งในหนังไทยเราไม่เคยมีมาก่อน

ผู้กำกับ มะมูน-เกรียงไกร มณวิจิตร ทำ “ของแขก” ออกมาชวนให้ติดตามในความเป็นหนังผีน่ากลัวที่เหมือนจะมาแบบจัดเต็ม ทั้งความน่ากลัว ความหลอน ความสยดสยอง เลือด ความตาย ผี ปีศาจ บรรยากาศหนังผีมาแบบเต็มๆ เพียงแต่จังหวะของหนัง บทหนังที่เป๋ไปเป๋มา นักแสดงที่เล่นดี แต่ยังไม่เข้าขากัน ทำให้หนังดูสะดุดๆ เป็นช่วงๆ ขาดฉากสะดุ้งตุ้งแช่ช่วงไคลแม็กซ์ ช่วงท้ายช่วงเฉลย ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูง่ายไปบทหนังของ กาญจนา ศรีแมน ยังไม่ลงตัวนัก ดูสะเปะสะปะ จับแพะชนแกะไปหมด มีทั้งช่วงชวนติดตามชวนค้นหา หลายช่วงน่าเบื่อ ดูงง ที่มา-ที่ไปดูลอยๆ บทเฉลยดูง่ายเกิน นักแสดงหลักเล่นดี เล่นใหญ่ เล่นแบบรัชดาลัย เล่นดีในบทที่ตัวเองได้รับ ให้ภาพของตัวละครทุกๆ ตัวดูชัดเจน เพียงแต่ต่างคนต่างเล่น ไม่สามารถเชื่อมความรู้สึกของคนดูกับตัวละครที่ร่วมเฟรมกันได้

“ของแขก” เป็นหนังผีที่โอเคในด้านความแปลกใหม่ ความเป็นหนังผีไทย-อิสลามเป็นเรื่องแรก บรรยากาศความเป็นหนังผีแบบชัดเจนจัดเต็มที่ยังขาดๆ เกินๆ โดยเฉพาะบท หรือการแสดงที่ไม่เชื่อมกัน ถ้าแก้ไข เติม หรือลดส่วนที่ขาดๆ เกินๆ ออกไป ตัวหนังน่าจะออกมาดี ออกมาน่ากลัวกว่านี้ความน่ากลัว โดนใจในระดับ 6/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759809

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว  (Lost in the Stars)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars)

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตอนแรกที่เห็นชื่อหนัง ชวนให้นึกถึงหนังรักใสๆ หนังแฟนตาซี หนังที่สร้างมังงะ หรือรีเมคมาจากหนังเกาหลี ญี่ปุ่น เป็นหนังจีนที่วอร์เนอร์ มาจัดจำหน่ายพอได้ดูตัวอย่างหนัง นึกไปก่อนเลยว่าต้องมาเจอหนังแนวจิตๆ ของคู่รัก แต่ก็ไม่ชวนให้สนใจหรือตามดูสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) ต้องลืมทุกสิ่งที่เคยคิดไว้ เป็นหนังจีนที่ทำออกมาได้โดนๆ แบบที่สุด

หลี่มู่ซือ ภรรยาของ เหอเฟย หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างทริปฉลองวันครบรอบของพวกเขาที่เดินทางสู่บาลันเดีย ก่อนที่อีก 2 สัปดาห์ต่อมา หลี่มู่ซือ กลับมา แต่ เหอเฟย กลับบอกว่านี่ไม่ใช่เมียของเขา แม้ว่าทุกสิ่งจะบ่งชัดว่าคือเธอ เหอเฟยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยไปขอให้ เฉินม่าย ทนายสาวชื่อดังมาช่วยค้นหาความจริงระหว่างที่ทำการค้นหาข้อมูล ความลับต่างๆ ที่ปิดซ่อนไว้ก็เริ่มเปิดเผยออกมา

หนังดัดแปลงจากบทละครเวทีปี 1960 เรื่อง Trap for a Lonely Man (Piege Pour un Homme Seul) ของ โรเบิร์ต โธมัสนักเขียนชาวฝรั่งเศส ซึ่ง อัลเฟร็ด คิตช์ค็อก เคยจะเอามาสร้างเป็นหนังแต่สร้างไม่สำเร็จ เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) เป็นหนังจีนที่ดูสนุก มีการหักมุมไป-มาล่อหลอกให้หลงทาง เดาทางไม่ถูก ยิ่งบทสรุปบทสุดท้ายตอนเฉลยเรื่องราวทั้งหมดเล่นเอาอึ้งตัวหนังมีส่วนผสมในหนังหลายๆ แบบ ทั้ง พิศวาสฆาตกรรม ดราม่า เรื่องรัก การสืบสวนสอบสวน เขย่าขวัญ แอ๊กชั่นผจญภัย ซึ่งผสมกัน
ได้อย่างลงตัว

ต้องชม  รุ่ยกุ้ย และ หลิวเซียง สองผู้กำกับที่ทำงานชิ้นนี้ออกมาดูดีดูสนุก งานด้านโปรดักชั่นดีๆ งานด้านภาพที่สวยงามโดยเฉพาะใต้ภาพ ภาพบนท้องฟ้า หรือบรรยากาศบนเกาะ การตัดต่อที่กระชับ ใส่เพลงประกอบเพราะๆ เข้ามาคั่นแทรกมาตลอดเวลาแม้จะมีที่ทำให้สะดุดอยู่บ้าง คือ แอ๊กติ้ง การแสดงท่าทาง แอ๊กติ้งแบบหนังจีน หรือฉากแอ๊กชั่นไล่ล่า มันดูหลอกๆ ยังดูไม่ค่อยสมจริง ดูไม่ค่อยตื่นเต้นมากนัก รวมทั้งเรื่องเกิดที่เกาะบาลันเดีย เกาะทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตัวละครบนเกาะทุกคนพูดภาษาไทยทุกอย่างเป็นไทยหมด ชัดเจนหมด ชุดตำรวจก็คล้ายๆ ชุดตำรวจไทย(แค่คล้ายๆ) จนชวนให้นึกว่าทั้งคู่มาเที่ยวบนเกาะในไทย แต่ตัวหนังสือกลับเป็นตัวอักษรคล้ายอาหรับ รถก็พวงมาลัยซ้าย จริงๆ แล้วบอกชัดไปเลยก็ได้ว่าเป็นเกาะในประเทศไทย

จูอี้หลง ทำให้ เหอเฟ่ย เป็นตัวละครที่ดึงให้ตามดูหนังด้วยใจจดจ่อ ตามดูอยากรู้บทสรุป หล่อดูมีเสน่ห์ แถมยังดูมีปม ดูมีความลับซ่อนอยู่ เป็นตัวละครหลักที่เอาอยู่ แบกหนังเอาไว้ได้ทั้งเรื่อง หนีหนี่ในบท เฉินม่าย ดูสวย เก่ง คล่องแคล่ว ดูแล้วเชื่อว่าเป็นทนายสาวขาลุยจริงๆ

เจนิสม่าน-เหวินหย่งซาน สวยงามมีเสน่ห์ชวนหลงใหลดูลื่นไหลไปกับบท หลี่มู่ซือ เมียที่หายไป (แล้วกลับมา) โดยมี หวงซือฉีในบท หลี่มู่ซือ เมียผู้หายไป (ในภาพจำ) ของสามี ที่ออกมาแนวใสน่าทะนุถนอม

เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) เป็นหนังจีนที่ดูสนุกชวนติดตาม ดูกันแบบเพลินๆ บทดี การแสดงเด่น ภาพสวย ซีจีเนียน เพลงเพราะ ตรึงให้อยู่ภาพบนจอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และถ้าจะดูให้สนุก ควรหลบสปอยส์ ค่อยๆ ตามดูไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้เรื่องราวน้อยเท่าไหร่ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น ชอบๆ สนุกระดับ 8/10 ดวงดาว