โอ๊ยเล่าเรื่อง : 14 อีกครั้ง (I Love You Two Thousand)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/762692

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 14 อีกครั้ง (I Love You Two Thousand)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 14 อีกครั้ง (I Love You Two Thousand)

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักเรื่องล่าสุดของ สหมงคลฟิล์ม ที่กำกับโดย เป้-นฤบดี เวชกรรม ที่ แจ้งเกิดจากหนังแนวสนุกสนานเฮฮาชุด สาระแน ก่อนที่จะได้คำขมมากมายจาก  “Low Season สุขสันต์วันโสด”  โดย “เป้-นฤบดี”  ทำ 14 อีกครั้ง ออกมาดูลงตัว ดูสบายๆ ชัดเจนในความเป็น เด็กต่างจังหวัด ภาพสวยๆของธรรมชาติ โดยยังคงลายเซ็นของตัวเองที่ชัดเจนทั้ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มุขตลกต่อปากต่อคำ ตลกสถานการณ์ผี และ ดราม่า 14 อีกครั้ง ดูสดใสโรแมนติกสนุกสนาน เส้นเรื่องหลักของ 14 อีกครั้ง อยู่ที่การตามดู ความสัมพันธ์ของตัว กิ๊บ กับต่อ ความรักความผูกพันที่มีมาสมัยเยาว์วัยอายุ 14  

หนังพาย้อนไปในปี 2546 กับ เรื่องราวของ บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ  สมาชิกวง D2B ที่ประสบอุบัติเหตุจน FC เฝ้าภาวนา ผับนกกระเรียนอธิษฐาน บทเพลงแค่หนึ่งนาทีถูกใช้ในหนังกับตัวละครรุ่นเด็ก บทเพลง แค่บอกว่ารักเธอ ของศิลปิน หมีพูห์ (ปราโมทย์ วิเลปะนะ) ที่ดังในยุคนั่นหนังสือการ์ตูนที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะรุ่นใดยุคใดมักจะติด ถูกดัดแปลงจาก โคนัน มาเป็น โจนัน บรรยากาศ ในร้านเช่าหนังสือ การแอบอ่านหนังสือฟรี

นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต ฝีมือการแสดงดีวันดีคืนมาในบทบาทที่ดูสบายๆ ไม่ซีเรียส เล่นได้แบบลื่นไกล ทำให้ต้อ ออกมาเป็นผู้ชายที่น่ารัก สดใส ง่ายๆ ดูอบอุ่น อารมณ์ดี ที่ใครๆ อยู่ใกล้จะรู้สึกอบอุ่น เป็นตัวละครที่จะทำให้คนดูหลงรัก 

ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ทำให้ กิ๊บ สดใสน่ารัก ในแบบแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ขี้งอน เอาแต่ใจ ออกจะโก๊ะๆนิดๆ ออร่าแจ่มๆ มีพลังในทุกๆ ตอน ดูแล้ว อดที่จะรัก กิ๊บขึ้นมาเลย

ฉากรักสดใสกุ๊กกิ๊ก ก็ดูน่ารัก มีรอยยิ้ม ฉากดราม่าก็ทำได้ดี เรียกน้ำตาได้

นัท กับ ณิชา จับคู่กันได้แบบลงตัว เคมีเข้ากัน ดูดี ดูเป็นคู่รักคู่กัดทั้งในช่วงปัจจุบันหรือช่วงที่พาย้อนกลับสู่ยุคเด็กหนุ่มหัวเกรียน สาวคอซอง ผมบ๊อบ ต้องชมรุ่นเด็กแก๊งหัวหมา ส่งบทไป-มาได้ดี เล่นกำลังดี ไม่มากจนล้น ไม่น้อยจนดูขาดทุกคนมีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน เข้ามาช่วยเสริมเรื่องให้สนุกโดยไม่มาแย่งซีนขโมยซีน พระนางสองณัฏฐ์

14 อีกครั้ง คือหนังรักโรแมนติก คอเมดี้ ที่โดนใจและพาคนดู หวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาแค่ความสุขในช่วงรักแรกของตัวเอง อาจจะใช่ทุกตอน แต่ก็ต้องมาบางช่วงบางตอนที่ เคยเจอเจอมารักแรก เพื่อนร่วมแก๊งการทำตามความฝัน การเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ความผิดหวัง การพลัดพรากสดใสน่ารัก โดนใจจน อยากกลับไป 14 อีกครั้งจริงๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ของแขก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/761326

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ของแขก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ของแขก

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“อย่ารับ อย่ารู้ อย่าลอง ไสยศาสตร์ที่น่ากลัวที่สุด มนต์ดำ ที่แก้ไขไม่ได้” ตอนเป็นเด็กเคยสงสัยว่าหนังผีมีหลายชาติแต่ทำไม!! หนังอินเดียจึงไม่มีหนังผี ทั้งๆ ที่เรื่องอาถรรพ์ของมุสลิมได้ยินได้ฟังมาบ่อย จนกระทั่งมีคนบอกว่าอิสลามมีคำสอนไม่ให้เชื่อในเรื่องโลกของความตาย หนังผีแขกเลยไม่มี จนมาไม่นานมานี่เพิ่งจะเห็นหนังอินเดียมีหนังผีมาลงสตรีมมิ่ง พอหนังไทยมี “ของแขก” ความอยากดูจึงเกิดขึ้น อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัสว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยทางผู้สร้างได้ออกตัวว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในคำสอนศาสนา แต่สร้างขึ้นจากจินตนาการเพื่อความบันเทิงล้วนๆ

“ของแขก” มาพร้อมกับบรรยากาศของความเป็นหนังผีที่น่ากลัว งานด้านภาพที่มืดมิด โลเกชั่นสถานที่บ้านป่าเขาเมืองทางใต้ที่ชวนให้ขนหัวลุก ขยี้ด้วยดนตรีประกอบที่ฟังแล้ววังเวง เสียงสวด เสียงคอรัส ดนตรีในแบบของอิสลาม ทำออกมาได้ดี ฟังแล้วเสียวสันหลัง ขนลุกเข้าไปข้างใน พล็อตหนัก “ของแขก” ไม่ใช่ของใหม่ เป็นสูตรสำเร็จที่เจอประจำในหนังผี หนังสยองขวัญในแถบเอเชีย ทั้งไทย จีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย ที่เล่นเรื่องราว เกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง มนต์ดำ ไสยศาสตร์ หมอผี ความเชื่อที่มีเรื่องของครอบครัว ความรักหนุ่มสาว ชู้รัก ปมความแค้น ความรัก เข้ามาเป็นส่วนของเรื่องหลักแต่ที่ “ของแขก” ชวนให้ติดตาม ชวนค้นหา ตรงที่หยิบขอบ“ของแขก” ของมุสลิมมาเล่น ซึ่งในหนังไทยเราไม่เคยมีมาก่อน

ผู้กำกับ มะมูน-เกรียงไกร มณวิจิตร ทำ “ของแขก” ออกมาชวนให้ติดตามในความเป็นหนังผีน่ากลัวที่เหมือนจะมาแบบจัดเต็ม ทั้งความน่ากลัว ความหลอน ความสยดสยอง เลือด ความตาย ผี ปีศาจ บรรยากาศหนังผีมาแบบเต็มๆ เพียงแต่จังหวะของหนัง บทหนังที่เป๋ไปเป๋มา นักแสดงที่เล่นดี แต่ยังไม่เข้าขากัน ทำให้หนังดูสะดุดๆ เป็นช่วงๆ ขาดฉากสะดุ้งตุ้งแช่ช่วงไคลแม็กซ์ ช่วงท้ายช่วงเฉลย ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูง่ายไปบทหนังของ กาญจนา ศรีแมน ยังไม่ลงตัวนัก ดูสะเปะสะปะ จับแพะชนแกะไปหมด มีทั้งช่วงชวนติดตามชวนค้นหา หลายช่วงน่าเบื่อ ดูงง ที่มา-ที่ไปดูลอยๆ บทเฉลยดูง่ายเกิน นักแสดงหลักเล่นดี เล่นใหญ่ เล่นแบบรัชดาลัย เล่นดีในบทที่ตัวเองได้รับ ให้ภาพของตัวละครทุกๆ ตัวดูชัดเจน เพียงแต่ต่างคนต่างเล่น ไม่สามารถเชื่อมความรู้สึกของคนดูกับตัวละครที่ร่วมเฟรมกันได้

“ของแขก” เป็นหนังผีที่โอเคในด้านความแปลกใหม่ ความเป็นหนังผีไทย-อิสลามเป็นเรื่องแรก บรรยากาศความเป็นหนังผีแบบชัดเจนจัดเต็มที่ยังขาดๆ เกินๆ โดยเฉพาะบท หรือการแสดงที่ไม่เชื่อมกัน ถ้าแก้ไข เติม หรือลดส่วนที่ขาดๆ เกินๆ ออกไป ตัวหนังน่าจะออกมาดี ออกมาน่ากลัวกว่านี้ความน่ากลัว โดนใจในระดับ 6/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759809

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว  (Lost in the Stars)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars)

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตอนแรกที่เห็นชื่อหนัง ชวนให้นึกถึงหนังรักใสๆ หนังแฟนตาซี หนังที่สร้างมังงะ หรือรีเมคมาจากหนังเกาหลี ญี่ปุ่น เป็นหนังจีนที่วอร์เนอร์ มาจัดจำหน่ายพอได้ดูตัวอย่างหนัง นึกไปก่อนเลยว่าต้องมาเจอหนังแนวจิตๆ ของคู่รัก แต่ก็ไม่ชวนให้สนใจหรือตามดูสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) ต้องลืมทุกสิ่งที่เคยคิดไว้ เป็นหนังจีนที่ทำออกมาได้โดนๆ แบบที่สุด

หลี่มู่ซือ ภรรยาของ เหอเฟย หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างทริปฉลองวันครบรอบของพวกเขาที่เดินทางสู่บาลันเดีย ก่อนที่อีก 2 สัปดาห์ต่อมา หลี่มู่ซือ กลับมา แต่ เหอเฟย กลับบอกว่านี่ไม่ใช่เมียของเขา แม้ว่าทุกสิ่งจะบ่งชัดว่าคือเธอ เหอเฟยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยไปขอให้ เฉินม่าย ทนายสาวชื่อดังมาช่วยค้นหาความจริงระหว่างที่ทำการค้นหาข้อมูล ความลับต่างๆ ที่ปิดซ่อนไว้ก็เริ่มเปิดเผยออกมา

หนังดัดแปลงจากบทละครเวทีปี 1960 เรื่อง Trap for a Lonely Man (Piege Pour un Homme Seul) ของ โรเบิร์ต โธมัสนักเขียนชาวฝรั่งเศส ซึ่ง อัลเฟร็ด คิตช์ค็อก เคยจะเอามาสร้างเป็นหนังแต่สร้างไม่สำเร็จ เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) เป็นหนังจีนที่ดูสนุก มีการหักมุมไป-มาล่อหลอกให้หลงทาง เดาทางไม่ถูก ยิ่งบทสรุปบทสุดท้ายตอนเฉลยเรื่องราวทั้งหมดเล่นเอาอึ้งตัวหนังมีส่วนผสมในหนังหลายๆ แบบ ทั้ง พิศวาสฆาตกรรม ดราม่า เรื่องรัก การสืบสวนสอบสวน เขย่าขวัญ แอ๊กชั่นผจญภัย ซึ่งผสมกัน
ได้อย่างลงตัว

ต้องชม  รุ่ยกุ้ย และ หลิวเซียง สองผู้กำกับที่ทำงานชิ้นนี้ออกมาดูดีดูสนุก งานด้านโปรดักชั่นดีๆ งานด้านภาพที่สวยงามโดยเฉพาะใต้ภาพ ภาพบนท้องฟ้า หรือบรรยากาศบนเกาะ การตัดต่อที่กระชับ ใส่เพลงประกอบเพราะๆ เข้ามาคั่นแทรกมาตลอดเวลาแม้จะมีที่ทำให้สะดุดอยู่บ้าง คือ แอ๊กติ้ง การแสดงท่าทาง แอ๊กติ้งแบบหนังจีน หรือฉากแอ๊กชั่นไล่ล่า มันดูหลอกๆ ยังดูไม่ค่อยสมจริง ดูไม่ค่อยตื่นเต้นมากนัก รวมทั้งเรื่องเกิดที่เกาะบาลันเดีย เกาะทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตัวละครบนเกาะทุกคนพูดภาษาไทยทุกอย่างเป็นไทยหมด ชัดเจนหมด ชุดตำรวจก็คล้ายๆ ชุดตำรวจไทย(แค่คล้ายๆ) จนชวนให้นึกว่าทั้งคู่มาเที่ยวบนเกาะในไทย แต่ตัวหนังสือกลับเป็นตัวอักษรคล้ายอาหรับ รถก็พวงมาลัยซ้าย จริงๆ แล้วบอกชัดไปเลยก็ได้ว่าเป็นเกาะในประเทศไทย

จูอี้หลง ทำให้ เหอเฟ่ย เป็นตัวละครที่ดึงให้ตามดูหนังด้วยใจจดจ่อ ตามดูอยากรู้บทสรุป หล่อดูมีเสน่ห์ แถมยังดูมีปม ดูมีความลับซ่อนอยู่ เป็นตัวละครหลักที่เอาอยู่ แบกหนังเอาไว้ได้ทั้งเรื่อง หนีหนี่ในบท เฉินม่าย ดูสวย เก่ง คล่องแคล่ว ดูแล้วเชื่อว่าเป็นทนายสาวขาลุยจริงๆ

เจนิสม่าน-เหวินหย่งซาน สวยงามมีเสน่ห์ชวนหลงใหลดูลื่นไหลไปกับบท หลี่มู่ซือ เมียที่หายไป (แล้วกลับมา) โดยมี หวงซือฉีในบท หลี่มู่ซือ เมียผู้หายไป (ในภาพจำ) ของสามี ที่ออกมาแนวใสน่าทะนุถนอม

เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) เป็นหนังจีนที่ดูสนุกชวนติดตาม ดูกันแบบเพลินๆ บทดี การแสดงเด่น ภาพสวย ซีจีเนียน เพลงเพราะ ตรึงให้อยู่ภาพบนจอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และถ้าจะดูให้สนุก ควรหลบสปอยส์ ค่อยๆ ตามดูไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้เรื่องราวน้อยเท่าไหร่ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น ชอบๆ สนุกระดับ 8/10 ดวงดาว

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนทีมมหากาฬ 4 (Expend4bles)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/758412

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนทีมมหากาฬ 4 (Expend4bles)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนทีมมหากาฬ 4 (Expend4bles)

วันเสาร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โคตรคนทีมมหากาฬ (Expendables) คือ หนังแอ๊กชั่นในตำนานที่ระดมจับพระเอกหนังแอ๊กชั่นในตำนานมาเจอในเรื่องเดียวกัน หนังประสบความสำเร็จจนมีการสร้างต่อมาถึง 3 ภาค จากปี 2010, 2012, 2014  เป็นหนังต่อที่ขายชื่อ Expendables โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อตอนต่อท้ายให้เสียเวลา มาปีนี้ 2023 ทีมนักรบรับจ้างขาลุยกลุ่มนี้ก็กลับมาอีกครั้ง ใน โคตรคนทีมมหากาฬ 4 (Expend4bles)

โคตรคนทีมมหากาฬ 4 (Expend4bles) ยังคงบรรยากาศเดิมๆ ของหนังชุดนี้เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องตัวละคร อารมณ์ขันจิกกัดหนังแอ๊กชั่น ฉากแอ๊กชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมถล่มเมือง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน จากที่เคยกำกับภาคแรก และร่วมคิดพล็อตบททั้ง 3 ภาค มาภาคนี้เหลือเพียงแค่แสดงอย่างเดียวและยังเป็นหนังใช้ผู้กำกับเปลือง 4 ภาค 4 คน สัญลักษณ์ของเอ็กซ์เพ็นเดเบิ้ลส์ เครื่องบินรบรุ่นเก่า แหวนนำโชครูปหัวกะโหลก สนับมือคู่  อาวุธหนักเบา ปืน ระเบิด มีด ขวาน ฉากขี่มอเตอร์ไซค์เท่ๆผ้าโพกหัว หมวกเบเร่ต์ กลับมาให้แฟนๆ ได้เจออีกครั้ง

ในทุกๆ ภาค จะมีฉากรบถล่มเมือง เป็นโลเกชั่นหลักเป็นฉากขาย แต่มาในภาคนี้ย้ายมาลุยกันในเรือรบบนทะเลแทน รวมทั้งยังมีการอ้างอิงถึงประเทศไทย ทั้งตัวละคร เดชา (จา พนม) ทหารไทย เรือจินตหราที่ถูกจี้ไปกลางทะเล การมาตามหาเดชาในไทย แต่น่าเสียดายๆที่เสน่ห์ของความเป็นทีมเอ็กซ์เพ็นเดเบิ้ลส์ที่มีมาตั้งแต่ภาคแรก คือ การรวมดาว ประกบพระเอกหนังแอ๊กชั่นมารวมตัวกัน ทั้งทีมฝ่ายดี หรือมาเป็นตัวร้ายร่วมด้วย นักแสดงหนังแอ๊กชั่นรุ่นใหม่จริงๆ แล้ว ตัวหนังชุดนี้มาตามสูตรหนังแอ๊กชั่น รวมทีมรบปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายช่วยโลก รอเข้ามาดูบรรดานักแสดงหนังบู๊ มาลุยแหลก ไม่ว่าสังขาร จะร่วงโรยตามวัย

โทนี่ จา-จาพนม ยีรัมย์ มาในบท เดชา อดีตทหารไทย เข้ามาในทีมทำให้ในภาคนี้ฉากแอ๊กชั่นเทไปในแบบคิวบู๊ตัวๆ มากกว่า จะเด่นที่ไปถล่มกันด้วยอาวุธหนักจัดเต็มมาให้แฟนๆ ที่ชอบดูหนังแอ๊กชั่นสไตล์สตั้นท์แมนได้ดูกันอย่างเต็มอิ่ม พร้อมทั้งดึง เมแกน ฟ๊อกซ์เข้าเป็นสาวเอ็กซ์เพ็นเดเบิ้ลส์ ที่มาพร้อมความสวยเด้ง ไม่ว่าจะตกอยู่สภาพใดก็ตาม

ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน กับ เจสัน สเตแธม จับมือกันทำให้บท บาร์นี่ย์ ปืนคู่ กับ คริสต์มาส สิงห์มีดบิน มีเสน่ห์ ทำให้คนรอดู หัวหน้า/ลูกน้อง รุ่นพี่/รุ่นน้อง จับมือกันลุยแหลก ทุกภาคเราจะเห็นพัฒนาการของ สองตัวละครนี้ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเพียงแต่ ในครั้งนี้ บทเด่นเน้นๆ ไปที่ เจสัน สเตแธม คนเดียว จนนึกว่ามาดูหนังขายตัวเขาเอง
โดยมี ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ที่บู๊น้อยลงตามวัย มาคอยส่งบทให้ดอล์ฟ ลันด์เกรน, แรนดี้ โคเทอร์, วิคเตอร์ ออร์ติช กลับมาร่วมทีมอีกครั้ง ในแบบที่ดูล้าๆ ตามวัย เน้นขายมุขเฮฮาต่อปากต่อคำกัดกันเอง ที่คุ้นเคยกันจากภาคก่อนๆ โดยมี ฟิฟตีเซนต์, จาคอปซีพีโอ, เลวี ทราน เข้ามาเพิ่มเติม

โคตรคนทีมมหากาฬ 4 (Expendables) คืออีกหนึ่งหนังแอ๊กชั่นในตำนาน สนุกสนานมันส์กันแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย มากี่ภาคมากี่ตอนก็ต้องมาเจอะเจอกัน เห็นพระเอกนักบู๊ในตำนานมาเจอกันมันส์กระจาย ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรื่องตลก69 เดอะซีรีส์ (6ixtynin9 The Series)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/756892

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรื่องตลก69 เดอะซีรีส์  (6ixtynin9 The Series)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เรื่องตลก69 เดอะซีรีส์ (6ixtynin9 The Series)

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เรื่องตลก69 (2542) หนังตลกร้าย หนังไทยในตำนานอีกเรื่องหนึ่งของ ไฟว์สตาร์ ที่สร้างชื่อแจ้งเกิดให้กับ เป็นเอก รัตนเรือง จากชื่อเดิมเสือสิงห์ กระทิงตุ้ม หรือ เสือก มาเป็น เรื่องตลก69 ที่มี หมิว-ลลิตาปัญโญภาส มารับบท ตุ้ม มาวันนี้ เรื่องตลก69 กลับมาอีกครั้ง งานผลิตของ ไฟว์สตาร์ ที่ในรูปแบบซีรี่ส์ ในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของ Netfix ที่ เป็นเอก รัตนเรือง มารีเมค งานขึ้นหิ้งของตัวเอง โดยมี ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ มารับบท ตุ้ม

เรื่องตลก69 เดอะซีรีส์ เล่าเรื่อง เดินเรื่องตามรอย ฉบับ หนังใหญ่เป๊ะๆ เพิ่มความยาวจาก 2 ชั่วโมง มาเป็น 6 ตอน โดยในระหว่างทางมีการขยายเล่าเรื่องของตัวละครเพิ่มเข้ามาตลกร้าย อารมณ์ขัน เสียดสี สะท้อนสังคม ความชุลมุนวุ่นวายความรุนแรง สถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมา ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมตัวหนังยังคงสะท้อนภาพของสังคมในยุคนี้ปัญหาสังคมต่างๆ

ใหม่-ดาวิกา เป็น ตุ้ม ในแบบที่เป็นตัวใหม่เอง ไม่เหมือน ตุ้ม ที่ หมิว-ลลิตา เคยเล่นไว้ แม้..เสื้อผ้าหน้าผม บุคลิก จะล้วนให้นึกถึง ดูยังไงๆ ก็ไม่ใช่ ตุ้ม-ลลิตา ดูเป็นธรรมชาติ ดูลื่นไหล มีเสน่ห์ ดูแล้วเชื่อว่าเป็นคนที่ถูกเหตุการณ์พาไป ชวนให้อยากตามดูว่าตุ้มจะพาไปเจออะไร เธอจะผ่านเรื่องร้ายไปได้แบบไหน ผิดกับ ตุ้ม-ดาวิกา
ที่ดูผอมแห้งแรงน้อย สีหน้าแววตาท่าทางออกจากจิตๆ เย็นชา เก็บกด
แถมยังดูทื่อเป็นหุ่นยนต์ แม้ ใหม่-ดาวิกา ไม่สามารถจะดึงให้สนุกไปกับ ตุ้ม ได้ แต่การแสดงก็ยังได้มาตรฐาน เล่นดีในแบบที่ควรจะเป็น

ชอบๆ กับ มาย-ธนภรณ์ รัตนศศิวิมล ในบทของ จิ๋ม สาวสวยร่วมคอนโดฯ มีเสน่ห์ สร้างสีสัน แถมยังได้มีโอกาสโชว์ทรวดทรงองค์เอว ฉากเลิฟซีนวาบหวิวอีโรติกที่ชวนให้นึกถึงหนังเอวีสวยๆ กับ แมน-ธฤษณุ สรนันท์ ในบท จอน นายตำรวจหนุ่มเจ้าเสน่ห์จิ๋ม เป็นตัวละครที่ฉีกจากบทเดิมที่ ศิริสิน ศิริพรสมาธิกุล แสดงไว้ใช้ชื่อว่า เพ็ญ ที่เคยแสดงไว้อย่างดี จนคว้ารางวัลการเพิ่มฉากอีโรติกพร้อมปรับบทให้เป็นเด็กสาว ขยายเรื่องเซ็กซ์ที่ทำให้ชัดขึ้น ของเดิมนั้นรู้สึกเหมือนมาดูเมียแก่กับผัวเด็ก

ส่วน จิ๋ม เพื่อน ตุ้ม ในหนังใหญ่ ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ฝน ยังคงสะท้อนให้เห็นเรื่องของความรักที่ถูกหลอกลวง โดยครั้งนี้เปลี่ยนจาก ถูกผู้ชายหลอกมาเป็นสาวทอมหลอก ครรชิต เวอร์ชั่นนี้ที่รับทโดย อมรเอก มิเกลลี่ ออกไปในทางมาเฟีย ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของค่ายมวยที่ลื่นไหลมีพาวเวอร์ ดูมีอำนาจกวนๆ แบบที่แบล็ค ผมทอง เคยเล่นเอาไว้

ตัวละครตัวอื่นๆ ยังคงมากันครบ โดยยังคงแสดงโดยนักแสดงที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าเหมือนต้นฉบับ ซึ่งตรงนี้ทำให้บรรยากาศเดิมๆ จากหนังใหญ่ยังคงไว้งานโปรดักชั่นงานด้านภาพ ตัดต่อ เสื้อผ้า หน้าผม ดนตรี เพลงประกอบทำได้ดี งานดีมีคุณภาพไม่แพ้ต้นฉบับ

เรื่องตลก69 เดอะซีรีส์ อาจจะไม่โดนใจ ถูกใจมากมายอะไรนักแต่ก็ไม่ใช่งานที่แย่มากมายอะไร ยังคงเป็นงานที่มีโปรดักชั่นดีๆของ เป็นเอก รัตนเรือง เพียงแต่พอมารีเมคหยิบงานของตัวเอง มาทำใหม่ แต่ไม่เวิร์กเท่า เลยพาลทำให้งานชิ้นนี้ออกไปในทางลบและถ้าเทียบกับงานชิ้นอื่นๆ ของ เป็นเอก เรื่องนี้ ชอบน้อยที่สุดภาพเงินในกล่องมาม่ายังคงติดตามากกว่าเงินในพัสดุ ยังคงคิดถึงซูกัส ที่ครรชิตชอบอม น้ำตาของวิโรจน์ และเพลงลูกทุ่งในหนังที่หายไปไม่มีใน Netfix ถ้า เรื่องตลก69 ตุ้ม ในแบบ หมิว ได้ใจไป 9 เต็ม 10 ดาวเรื่องตลก69 เดอะซีรีส์ ไม่สนุกเท่าไหร่ เอาไปแค่ 6/10 ดาวสลับกลับหัวเหมือนชื่อเรื่องก็แล้วกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะนัน 2 (The Nun II)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/755412

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะนัน 2 (The Nun II)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะนัน 2 (The Nun II)

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เดอะนัน 2 (The Nun II)  หนังเรื่องที่ 8 ในจักรวาล คนเรียกผี (The Conjuring) ของ เจมส์ วาน เป็นหนังฉลองครบรอบ 10 ปีพอดีต่อจาก The Conjuring (2013) Annabelle (2014) The Conjuring 2 :The Enfield Poltergeist (2016) Annabelle : Creation (2017) The Nun (2018) The Curse of La Llorona (2019) The Conjuring : The Devil Made Me Do It (2021)

เดอะนัน 2 (The Nun II) มาในบรรยากาศของหนังผีน่ากลัวๆ ที่คุ้นเคยกันดีในยุคก่อน หลอกจริง หลอนจริง ไม่ใช้เทคนิคพิเศษซีจี สเปเชียลเอฟเฟกท์ (มีบ้างบางฉากเพื่อความสมจริง ใช้เท่าที่จำเป็น)บรรยากาศหนังผีน่ากลัวในแบบหมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ (The Exorcist)อาถรรพ์หมายเลข 6 (The Omen) ดวงอาถรรพ์ (Suspiria) หรือหนังยุคใหม่อย่าง Conjuring กลับมาให้เห็นบนจออีกครั้ง

เส้นเรื่องหลักยังคงอยู่ที่ผีแม่ชี ผีร้าย ออกหลอกหลอนในโบสถ์(ที่ย้ายจากโบสถ์ในป่าลึกมาลุยกันในโบสถ์ในเมือง) การต่อสู้ของผีปีศาจร้ายกับนักบวชของคริสตจักร ผีแม่ชีตัวเดิม ตัวจริงเสียงจริง เพิ่มเติมมีสมุนปีศาจ มีการใส่ปมในใจของตัวแม่ชีไอรีนเข้ามา เพื่อเพิ่มความเข้มข้นบอกเล่าที่มา-ที่ไปที่ทำให้เธอสามารถมีนิมิตมองเห็นผีร้ายได้

หนังเดินเรื่องต่อจากภาคแรก มีการย้อนภาพของไอรีน กับมอรีสเข้ามาเพื่อฟื้นความทรงจำเป็นระยะ ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าถ้าไม่ได้ดูภาคแรกมาก่อนหรือลืมเลือนไปแล้วจะดูไม่สนุก แค่อาจจะลดทอนความสนุกไปบ้าง

ตัวหนังสร้างความน่ากลัวจากภาพ การจัดแสงที่เน้นมืดๆสลัวๆ แทบจะไม่มีความสว่าง ท่ามกลางสถานที่ที่ดูน่ากลัว ผีแม่ชีแทรกอยู่ในความมืด พร้อมที่จะโผล่ออกมาหลอกหลอนได้ตลอดเวลา ขยี้เพิ่มความน่ากลัวด้วยดนตรีประกอบที่ฟังแล้วโหยหวนเข้ากับโทนหนัง

ไม่เพียงแต่จะเน้นไปที่ความหลอนแล้ว ยังเพิ่มความสนุกไปกับการตามสืบหาความจริงของตัวแม่ชี ทำให้ เดอะนัน 2 กลายเป็นหนังสืบสวนแบบผีๆ ที่ทำได้สนุกสนานชวนติดตาม โดยมีเรื่องของผีวิ่งไล่ล่าเหยื่อที่เป็นกลุ่มคน กลุ่มเด็กๆ ในโรงเรียน สไตล์หนังแอ๊กชั่นไล่ล่า หรือหนังที่กลุ่มคนที่วิ่งหนีผีดิบผีซอมบี้ 

ตัวผีแม่ชี สร้างความน่าสะพรึงกลัวเพิ่มขึ้นจากภาคที่แล้ว เมื่อมีความมืด จะรู้สึกน่ากลัวจริงๆ เพียงแต่ที่รู้สึกไม่ชอบนิดๆ คือ เขี้ยวแหลมๆของตัวนางชี มันชวนให้นึกถึงแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด ในยุคหนังผีขาว-ดำเลยทำให้ความรู้สึกผีแม่ชีเป็นผีที่หักคอพร้อมฆ่าคนในแบบผีๆ ถูกลดทอนลงไป

ภาคที่แล้วยังมีบาทหลวงกับแม่ชีมาร่วมมือกันปราบผี แต่พอมาในภาคนี้มีเพียงแม่ชี ผู้หญิงที่มาปะทะกับผีแม่ชีเทพ ต้นเรื่องก็เป็นผู้หญิงกลายเป็นหนังผีผู้หญิงแบบชัดเจน ผู้ชายเป็นเพียงตัวประกอบตัวเสริม ตัวสมทบเท่านั้น แม้ เดอะนัน 2 จะมาในโทนหนังบรรยากาศที่เอื้อต่อการดูไปสะดุ้งตุ้งแช่ พร้อมที่จะตกใจร้องกรี๊ดได้ตลอดเวลาแต่เอาเข้าจริงๆ ตลอดเรื่องแทบจะไม่สะดุ้งตกใจเลย แต่จังหวะหนังองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำรู้สึกหลอนๆ ขนลุก รู้สึกถึงความน่ากลัวของตัวผีแม่ชีได้ทั้งเรื่อง

เทสซ่า ฟาร์ไมก้า กลับมารับบทเดิม แม่ชีไอรีน ที่เขยิบจากแม่ชีฝึกหัด มาเป็นซิสเตอร์แม่ชีเต็มตัว ที่ครั้งนี้ดูโตขึ้น ดูมีประสบการณ์มีพลังมากขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูบอบบาง ทำให้อดลุ้นเอาใจช่วยและเหนื่อยแทนกับการวิ่งสู้ฟัดกับผีร้าย 

โจนาส โบลเกต์ มารับบท มอริส ที่มีบทเยอะกว่าในภาคที่แล้วได้เล่นอะไรๆ ที่เยอะขึ้น เช่นเดียวกับ บอนนี่ อารอน ที่ยังคงมารับบทผีแม่ชีตัวจริง เสียงจริง 

ตัวละครหลักใหม่ๆ มาร่วมเผชิญหน้าผีร้าย มี เคทลิน โรส ดาวนีย์ในบท โซฟี เด็กสาวที่ถูกเพื่อนๆ บูลลี่ แอนนา พอปเพิลเวล ในบท ครูเคทแม่ที่คอยปกป้องลูกสาวกับเด็กๆ ในโรงเรียนจากผีร้าย สตรอม รี้ดในบท แม่ชีเดบร้า แม่ชีผิวสีที่ถูกบรรดาเพื่อนๆ แม่ชี มองว่าชอบทำอะไรๆ ที่แหกกฎ ฉีกกฎ ซูซาน เบอร์ทิช ในบทมาดามลอว์เรนท์ ครูใหญ่ของโรงเรียนประจำ ลีอองทีน ดิ’อองเซียว ในบท ไซโมน เด็กนักเรียนสาวหัวโจกที่คอยบูลลี่ โซฟี

ผีแม่ชี 2 ปิดท้ายด้วยภาพหนังข่าวขาว-ดำน่ากลัวๆ ไปพร้อมๆ กับเครดิตทีมงาน ก่อนที่จะมีติ่งโยงเข้าหาสองผัวเมียนักปราบผี ลอร์เรน และเอ็ด วอร์เรน จากใน The Conjuring เหมือนที่ปิดท้ายใน เดอะนัน ภาคแรกและถ้าใครตาไวช่วงเครดิตที่ขึ้นชื่อ Bonnie Aarons นักแสดง เหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอถึงชื่อของตัวหนังสือ ตัว E ในชื่อ มีพลิกไป-พลิกมาสลับหน้า-สลับหลังอยู่คนเดียว มาถึงบางอ้อ!! ตอนที่มีชื่อใครเล่นเป็นใคร นางคือตัวผีแม่ชีตามหลอนกันจนปิดม่านเลย น่ากลัวในแบบหลอนๆ ในผีร้ายหักคอแบบนี้ เอาไปเลย 9/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Postman ไปรษณีย์ 4 โลก ‘ทุกภารกิจสำคัญ..ต้องทำให้สำเร็จ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/753878

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Postman ไปรษณีย์ 4 โลก ‘ทุกภารกิจสำคัญ..ต้องทำให้สำเร็จ’

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของ M๓๙ ที่ต่อยอดมาจาก Plot “ตามหาคนหายอยู่เหรอ ไปรษณีย์ช่วยได้นะ” ของ สุภิดา จินะณรงค์นักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้ชนะเลิศ การประกวดบทหนัง Major Writer Contest ครั้งที่ 2 คุณเขียน เราสร้างผลงานการกำกับของ ตุ๋ย-พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับหนังไทยหลายแนวมาช่วยเติมเต็มให้พลอตหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมในรอบสื่อที่ผ่านมา

Postman ไปรษณีย์ 4 โลก นำเสนอออกมาในรูปแบบของ หนังสั้น 4 เรื่อง 4 ยุค 4 สมัย 4 แนว ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเรื่องของใครของมัน โดยเลือกที่เล่าเรื่องแบบตัดสลับไป-มาไม่เล่าแบบจบเป็นตอนๆ ผ่านการแบ่งเป็นบทๆ เริ่มตั้งแต่ปูเรื่อง การเดินทาง พาย้อนไปที่มา-ที่ไป และมาสรุปปิดท้าย

หนังนำเสนอเรื่องราวความรักในแต่ละตอนที่ต่างกันออกไปรักครอบครัวลูกเมีย ความรักกับแฟนสาวที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ความรักของแม่ลูก/ความรักหนุ่มสาว และความรักที่มีให้กับหลานสาว/พี่สาว

ยุคหิน ต้องล่าเธอ ดูจะเป็นตอนที่บางเบา อ่อนที่สุด เหมือนมาดู ครูเบิร์ด-บุญพงษ์ พานิช มาโชว์ละครใบ้ บอกเล่าเรื่องราวผ่านท่าทางร่างกาย ร่วมกับ กชกร สายทอง ภาพที่ออกมาชวนให้นึกถึงหนังตัวละครยุคหินทั้งไทย-เทศมาปนๆ กัน อย่าง ฉลุยหินคนไข่สุดขอบโลก ที่เปลี่ยนจากตามหาน้ำ มาหาไฟ หรือคนล่าไฟ (Quest For Fire ) (1981) อาตุ๊ก้ะ (Caveman) (1981) และไปเหมือนหนังสั้นนักศึกษาที่ทำส่งประกวด

สมัยอยุธยาแตก ต้องช่วยเธอ เป็นตอนที่ชัดเจนในลายเซ็นของตัว พฤกษ์ ผู้กำกับ ในการทำหนังตลก เรียกเสียงฮา ในแนว อีเรียมซิ่ง บัวผันฟันยับ พลอต บางระจัน  หลายมุขแม้จะธรรมดา เดาทางออก แต่ก็อดขำออกมาไม่ได้ น่าเสียดายตรงนี้ หนังย้ำๆ ในเรื่องความเป็นตัวซวยของ ดุ่ย แต่กลับไม่รู้สึกถึงส่วนนี้ ทั้งๆ ที่ควรจะเพิ่มให้สนุกได้

ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล จับคู่กับ ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร ได้อย่างน่ารัก

ยุค ต้มยำกุ้ง ต้องหลอกเธอ เน้นๆ ในเรื่องความรัก โรแมนติกดราม่า เป็นที่ให้ทั้งความรู้สึกผ่อนคลายสบายๆ มีรอยยิ้ม ส่วนขยี้อารมณ์บีบน้ำตาเป็นตอนเดียวที่ชัดเจน ในเรื่องของการส่งจดหมาย และรู้สึกถึงพลังของนักแสดง เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริมาพร้อมกับความน่ารักสดใส จับคู่กับ มุก-วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ได้แบบเคมีเข้ากัน โดยมี เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา มาช่วยเสริมในส่วนดราม่าสุขพัฒน์ โล่ห์วัชรินทร์ ในบท หมอก้อง ตัวฮา ชาลี ศรีเจริญ เพื่อนป้าเพ็ญ

ตอนนี้อดนึกถึงเรื่องของผู้สูงวัยอย่างใน ความจำสั้น แต่รักฉันยาว แค่เปลี่ยนจากคนรักมาเป็นแม่ลูก และบทคุณหมอเมย์นั้นหน้าของ ใหม่-ดาวิกา จากในฟรีแลนด์ ห้ามป่วยห้ามพักห้ามรักหมอลอยมาทุกที

ยุคอนาคตต้องส่งเธอออกมาในแนวไซไฟแฟนตาซี ที่ดูหลอกตามากๆ ภาพเมืองในอนาคต ไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไหร่ เหมือนไม่ลงทุน ดูเป็นงานหนังทดลอง ขัดหูขัดตาทั้งฉาก โลเกชั่นเครื่องแต่งกาย บรรยากาศช่วงแรก นึกว่าเข้ามาดูหนังของหว่องกาไว อย่าง 2046 ดูไปๆ กลายเป็นหนังแฟนตาซีในแบบมังงะของญี่ปุ่นหรือเกาหลี ไปๆ มาๆ กลายเป็นสตาร์วอร์สไปซะงั้น

เกรท-สพล อัศวมั่นคง กับ พลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกลเด่นมากๆ ทำให้ตอนนี้ดูดี เล่นกันแค่ 2 คน

เมื่อดูจากภาพรวมแล้ว  Postman ไปรษณีย์ 4 โลก เป็นหนังไทยที่ดูเพลินๆ ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีครบทุกอารมณ์ แม้อาจจะไม่มีอะไรให้พีค หรือโดนใจมากนัก ยังดูขัดๆ เกินๆ สะดุดๆ แต่ก็ดูสนุก แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก 6/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปฏิบัติการพิชิตจันทร์(The Moon)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/752391

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปฏิบัติการพิชิตจันทร์(The Moon)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปฏิบัติการพิชิตจันทร์(The Moon)

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่ผลิตหนังไทยออกมาสู่ตลาดหลายเรื่อง เนรมิตรหนังฟิล์มก็เริ่มขยับขยายตลาด ด้วยการซื้อหนังต่างประเทศเข้ามาฉายในบ้านเรา ปฏิบัติการพิชิตจันทร์ (The Moon) หนังเกาหลีฟอร์มยักษ์ประจำปี ถูกเลือกมาประเดิมเปิดตัวเป็นเรื่องแรกหลังจากที่เจอหนังที่นักบินอวกาศมีเหตุให้ต้องถูกทิ้งติดอยู่บนดวงจันทร์ ต้องหาทางกลับโลกมาหลายเรื่องหลายชาติ ครั้งนี้ก็มาถึงคราวของนักบินอวกาศเกาหลีกันบ้าง

ปฏิบัติการพิชิตจันทร์ (The Moon) มาตามสูตรสำเร็จของหนังประเภทตัวคนเดียวในสถานการณ์คับขัน ต้องหาทางเอาตัวรอด หนังไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ หรือฉีกออกไปจากเรื่องอื่นๆ เพียงแค่ตามดูว่าตัวเอกจะเอาตัวรอดกลับมาโลกได้อย่างไร ระหว่างทางจะเจออะไรบ้างสุดท้ายแล้วหนังจะเลือกจบอย่างไร จะมีหักมุมหรือไม่ จะจบแบบทำร้ายจิตใจหรือให้คนดูเดินออกจากโรงแบบมีความสุข มีรอยยิ้ม

ผู้กำกับ คิมยงฮวา ทำ The Moon ออกมาดูดี สนุก ดูได้เรื่อยๆใส่รายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ที่ดูจริงจัง ไม่ยากเกินกว่าที่คนดูจะรับรู้หรือสัมผัสได้ แม้จะพูดถึงศัพท์แสงวิชาการ เราก็ฟังแบบผ่านๆ มุ่งความสนใจไปที่ตัวละครมากกว่า

ตัวหนังทิ้งปมตัวละครไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ก่อนจะค่อยๆ เผยปมความขัดแย้งการคลี่คลายปมของตัวละครหลักไปพร้อมๆ กับการช่วยชีวิต ต้องชมงานด้านภาพในห้วงอวกาศที่ดูสมจริง ทั้งบนดวงจันทร์ ฝนดาวตก พายุสุริยะที่ดึงให้เหมือนเราออกไปท่องอวกาศ หลายตอนในเรื่องชวนให้นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เข้าไปดูหนังสารคดีทางดาราศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

หนังชูเกาหลีแบบเน้นๆ ชัดๆ โดยให้คนในนาซา กลายเป็นคนใจร้ายกึ่งๆ จะเป็นตัวร้ายกลายๆ (ตัวหนังเน้นๆ ไปที่ทำเนียบขาวที่เดียว ไม่โยงไปที่มหาอำนาจทางอวกาศอย่างจีนหรือรัสเซีย) นอกจากนี้ ยังสะท้อนเรื่องของการเมือง การสร้างภาพ นักการเมืองการแบ่งเชื้อชาติ รวมไปถึงการพูดถึงอิทธิพลของโลกโซเชียลที่ในหนังเน้นๆ ไปที่ YouTube 

โดคยองซู หรือ ดี.โอ. จาก EXO  มาพร้อมความใส บทเด่น แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้ กับบท ฮวังซอนอู เล่นดีมีพลังทำให้คนดูรู้สึกลุ้นเอาใจช่วย เพียงแต่..ดูยังไงๆ ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นหน่วยซิลมาก่อน แต่ในส่วนของความเป็นนักอวกาศใช่เลย แม้จะดูหน้าเด็กไปสักนิด

ซอลคยองกู รับบท ดร.คิมแจกุก อดีตหัวหน้าศูนย์อวกาศ มาพร้อมกับปมที่มีอยู่ในใจ ดูมีออร่าความเก่ง มีความเป็นหัวหน้า ออกแนวกบฏขัดกับกฎเกณฑ์ต่างๆ เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดี

คิมฮีแอ มาพร้อมกับมาดเท่กับบท มุนยองอึน สาวชาวเกาหลีหัวหน้าสถานีอวกาศของนาซา ที่ต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าในการงานกับการช่วยนักบินอวกาศหนุ่มร่วมชาติ บทเหมือนไม่มีอะไรแต่ต้องใช้พลังเยอะกับการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง 

ฮงซึงฮี มารับบทผู้ช่วยสาวของ ดร.คิมแจกุก ที่มาพร้อมกับความสดใส น่ารัก เป็นตัวเสริมที่ช่วยผ่อนคลาย สร้างรอยยิ้มได้ทุกๆ ตอน

หรือ เจ้ามูจา โดรนประจำยานที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ทุกตอนที่ปฏิบัติการทำให้หนังดูสนุกขึ้น

ส่วนนักแสดงสมทบคนอื่น ทางฝั่งเกาหลี ทั้ง ผอ.สถานีคนปัจจุบันรัฐมนตรีที่มาสังเกตการณ์ รวมไปถึงคนเล็กๆ น้อยๆ อย่างสองนักบินอวกาศร่วมทริป เมียที่กำลังท้อง เด็กน้อยที่รอเห็นพ่ออยู่บนดวงจันทร์ ก็ดูดีในขณะที่ฝั่งนาซา ฝรั่งดูเล่นเยอะ ดูแข็ง ยังดีที่นักบินอวกาศนานาชาติที่มาช่วงท้ายเรื่องดูเป็นธรรมชาติดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบนดวงจันทร์ การแสดงที่จริงจังของนักแสดง แม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่แต่ก็โอเคนะ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 41 ปี ของ กระจกหกด้าน สู่ภาพสะท้อนของความแตกต่างของผู้คนในสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/750914

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 41 ปี ของ กระจกหกด้าน สู่ภาพสะท้อนของความแตกต่างของผู้คนในสังคม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 41 ปี ของ กระจกหกด้าน สู่ภาพสะท้อนของความแตกต่างของผู้คนในสังคม

วันเสาร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขึ้นปีที่ 41 แห่งการสร้างสรรค์ผลงาน สารคดีกระจกหกด้าน ภูมิใจที่ได้ส่งต่อสารบันเทิงจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน สื่อสร้างสรรค์ก่อนที่จะมีบัญญัติศัพท์นี้ออกมาสู่สาธารณชน นับตั้งแต่ติดอันดับรายการยอดนิยมในห้วงเวลาแห่งความสุขของทุกครอบครัวที่จะนั่งหน้าจอช่อง 7HD (7 สีทีวีเพื่อคุณ) พร้อมหน้ากับมื้ออาหารเย็นทุกวันตราบปัจจุบันออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 16.15 น.

สุชาดี มณีวงค์ ผู้ผลิตรายการกระจกหกด้าน คู่กับช่อง 7HD มาตลอด กล่าวว่า ด้วยจุดเริ่มต้นที่ต้องการนำเสนอสารคดีที่มีความหลากหลายด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยวอาหาร สิ่งแวดล้อม วิทยาการความก้าวหน้า สุขภาพโดยเปิดกว้างที่จะให้ความรู้คู่ปัญญา ไม่ชี้นำ ไม่สอน แต่ให้ผู้ชมมีอิสระในการมองด้านต่างๆ ด้วยตัวเองโดยน้อมนำคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่ให้มองกระจกเป็น 6 ด้าน ตามทิศ 6 ทางพระพุทธศาสนา กุศโลบายกล่อมเกลาให้คนเปิดใจกว้าง เข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น

40 ปี ที่ผ่านไป กระจกหกด้าน จึงเน้นเนื้อหาหรือที่นิยมเรียกว่า การทำ Content ด้วยการให้ Fact เป็นหลักจะไม่ชี้นำความคิดเห็น หรือเน้นประเด็น Drama และ Content ของเราต้องถูกต้องแบบปฐมภูมิ กระจกหกด้านวางแผนผลิตงานล่วงหน้าเป็นปีสาเหตุที่แทบจะไม่มีหัวข้อใดที่ยังไม่เคยทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องใหญ่ที่เป็นวาระของโลกเลยคือ เอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ และ Robot ที่กำลังเข้ามาแทนที่มนุษย์ ขณะที่หลายอาชีพในสังคมจะค่อยๆ หมดไป อาชีพใหม่ๆ เข้ามาแทน แนวคิด คนทำงานรูปแบบที่ต้องใช้ทักษะพิเศษ และน่าจะเป็นงานที่เอไอ และ robot ยากที่จะเข้าถึง ภายใต้สังคมปัจจุบันมีผู้คนอีกมากมายที่แตกต่างกัน ทำอย่างไรจะหลอมรวมความไม่เหมือนกันที่เป็นความหลากหลายให้เกิดมุมมองของการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ

คุณสุชาดีกล่าวทิ้งท้ายว่า กระจกหกด้านในปีที่ 41 ยังพร้อมที่จะผลิตสารคดีที่มีคุณภาพ และนำสังคมไทยที่มีบริบทสลับซับซ้อนมากขึ้น ไปสู่ความงดงามของการอยู่ร่วมกันด้วยปัญญา รู้เขารู้เรา และมีเหตุมีผล เข้าใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้และไม่ตัดสินคนอื่นด้วยมุมของตัวเองอย่างมีอคติ สิ่งที่ภูมิใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่การเป็นสถาบันที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 ไว้วางใจตลอด 4 ทศวรรษ และประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาตอบรับทุกเจเนอเรชั่น แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่กล่าวยืนยันว่า โตมาพร้อมกับกระจกหกด้านเป็นสิ่งที่ล้ำค่า เหนือกว่าของขวัญใดๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/750871

โอ๊ยเล่าเรื่อง'สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง’สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only)’

วันศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.18 น.

ในตอนแรก รู้สึก เฉยๆ กับ หนังนักเต้นเรื่องนี้ แม้จะ มี หวังอี้ป๋อ ขวัญสาวๆ มาเป็นจุดขาย ก็ตาม และคิดว่า ก็คงจะเป็น แค่ หนังนักเต้นธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปหลังจากที่สนุกไปกับ Step-up ก่อนจะเริ่มไม่สนุกไปกับภาคต่อมาอีกหลายภาคแต่เอาจริงๆ พอได้ดู สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only) ความคิดเดิมๆ ก็เปลี่ยนไป เฉินซั่ว หรือซั่วซั่ว เด็กหนุ่มที่รักการเต้นสตรีทแดนซ์ เป็นชีวิตจิตใจ พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง เพื่อเดินตามรอย บิดาผู้รักการเต้นซั่วซั่ว ต้องช่วยงาน ร้านติ่มซำ ของ แม่ ที่เป็นอดีตนักร้องเก่า ช่วยงานแสดงเต้นตามงานจ้างต่างๆ ของน้าชาย ดูแลน้าชายคนเล็กที่ทำหน้าที่ปั้นหุ่นขี้ผึ้งในร้าน รวมทั้ง รับจ๊อบล้างรถวันหนึ่งซั่วซั่วไป เข้าตา ติงเหลย โค้งของทีม อี-มาร์ก ที่เขาเคยไปออดิชั่นแต่ไม่ผ่าน เลยถูกดึงตัวเข้ามาร่วมทีมในฐานะ คนร่วมฝึกกับทีม แทน ข่ายเหวิน มือหนึ่งของทีม ที่ไม่ยอมซ้อมเส้นทางการเป็น นักเต้นของ ซั่วซั่วเริ่มต้นแล้ว

สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only) เป็นหนังเต้นแข่งขัน ที่ทำออกมาได้ดี ดูสนุก ครบรส และลงตัว ชวนติดตามมากกว่า หนังแนวนี้ในหลายเรื่องตัวหนังเดินตามสูตรของ หนังนักเต้นทีมรองบ่อน การเริ่มต้น มิตรภาพ ดารเดินตามความฝัน อุปสรรค การทำในสิ่งเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงพาไปพบมิตรภาพ อันหลากหลาย ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมทีม ความรักในครอบครัว แม่ลูก ญาติพี่น้อง ความผูกพันของศิษย์อาจารย์ การทำความความฝันทั้งตนเองและคนที่รักตัวละคร ทุกคนมีปม ที่รอการปลดปล่อย คลี่คลายปมแม่ผู้ไม่ยอม ทิ้งร้านอาหาร เพียงแค่อยากจำความทรงจำที่ดีของสามีน้าชายที่ ไม่ยอมทิ้งการปั้นหุ่นขี้ผึ้ง หลังจาก ธุรกิจพังติงเหล่ย อดีตนักเต้นที่จบฝันของตัวเองบนเวที มาสานต่อกับการปั้นเด็กๆ ในทีมอดีตนักเต้น ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนผันตัวมาเป็น นักธุรกิจ และช่วยซัพพอร์ต ทีม อี-มาร์คหรือการ พยายามบอกว่า ซั่วซั่ว อยู่กับ การเป็นตัวแทนผู้อยู่เบื้องหลัง มาตลอด หุ่นขี้ผึ้งคนดังในร้าน ตัวแทนคนดังๆการใส่ชุดเต้นโชว์ตามงาน รวมทั้ง การทำงานล้างรถก็หมายถึงการทำความสะอาดเคลียร์สิ่งต่างๆ ให้ชัดขึ้น เรื่อยมาจนถึง การเป็นตัวแทนซ้อมในทีมอีมาร์ค

หวังอี้ป๋อ มาพร้อมความหล่อเสน่ห์แบบสุดๆ ได้โชว์พลังขั้นเทพทั้งการแสดงที่มีทั้งดราม่า หนักแน่นจริงจัง สบายๆ  กุ๊กกิ๊กขำๆ หรือการโชว์สเต็ปลีลาการเต้นที่พริ้วไหว ยิ่งดูยิ่งชอบ
แต่ที่สุดมากๆ คือ หวงป๋อ ในบท ติงเหลย โค้ช ประจำทีม เล่นได้อิน โดนมากๆ ส่งพลังส่งบท ให้กับ นักแสดงคนอื่นทำเอาเขื่อว่า เขาเป็นโค้ชจริงๆ ที่สำคัญ บทนี้มีหลากหลายมิติ ให้เขาได้เล่นอะไรมากมาย และทำได้ดีซะด้วย

ช่ายเหวิน ตัวร้าย คู่ปรับขาโหดบ้านรวย ก็ได้ Casper เสี่ยวเซียง นักร้องนักเต้นฝีมือดี มานำแสดง แถมยังเคยเดบิวต์เป็นบอยแบนด์ที่เกาหลีด้วยนะหวังเฟยเฟย อดีตเกิร์ลกรุ๊ปวง Miss A แห่งค่าย JYP มาโชว์ลีลาการเต้นอันโดดเด่นในบท คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คนสวยในทีม

บรรดานักเต้นจาก รายการ SDC (Street Dance China) รายการที่ หวังอี้ป๋อ ได้ไปร่วมเต้นโชว์ หลายซีซั่น มาร่วมแสดงกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้ง ในทีม อี มาร์ค ทีมคู่แข่ง หรือกรรมการ

ซ่งจูเอ๋อ มาเพิ่มความสดใสน่ารัก กับบท หลีหมิงซู นักข่าวสาวฝึกหัด ตัวละครที่มาเพิ่มความกุ๊กกิ๊ก เพิ่มในส่วนของความรักให้กับตัวเรื่อง

หลิวหมิ่นเทา มารับบท แม่ของ ซั่วซั่ว ที่ทำเอา เสียน้ำตา ไปกับฉากเรียบๆ ง่ายๆ แค่ ฉากร้องเพลงบนเวที หรือแม้แต่รีบรู้ถึง ความรักที่มีให้กับลูกชาย

ฉากไคลแมกซ์ การแข่งขันชิงแชมป์ครั้งสุดท้าย ออกมาดูดี ดูมสนุก เพลิดเพลินไปกับสเต็ปการเต้นที่ดูหนักแน่นจริงจังมีหักมุมที่เซอร์ไพรส์ ดูสมจริง ไม่หลอกตา ดูแล้วเชื่อเลยว่า เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อนอกจากนี้ ในหนังยังมี ฉากที่โดนใจ ทำได้ดี มาแบบไม่ต้องขยี้อะไรมากมาย แต่เล่นเอาอึ้งได้ อาทิฉากที่ บรรดาสมาชิกในทีม นั่งพูดถึง แรงบันดาลใจ ในการเป็นนักเต้นฉากหนึ่งในทีมเซอร์ไพรส์ เพื่อนๆ ด้วยการลาออกจากทีมแต่ซีนที่ทำเอา น้ำตาแตก คือ ฉากที่ คุณแม่ขึ้นร้องเพลงบนเวที ในงานแต่งงาน และ หวังอี้ป๋อ มายืนดูหน้าเวที
และที่ขาดไม่ได้ ที่ต้องเจอใน หนังจีน ทุกๆ เรื่อง คือ เรื่อง ของ ชาตินิยม แม้แต่ในเรื่องของ การเต้นรำ จีน ยังเป็นผู้นำแม้แต่ คู่ปรับที่รวมทีมแชมป์จากนานาประเทศทั่วโลก ยังเหนื่อยกับทีมจีนล้วนๆสเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only) คือ หนังนักเต้น ที่ดูสนุก ชอบมากๆ โดนใจสุดๆ รักสุดๆ10/10 คะแนน ได้คะแนนเต็มกันไปเลยครับ