โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอร์ริสัน (Morrison)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/798870

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอร์ริสัน (Morrison)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอร์ริสัน (Morrison)

วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มอร์ริสัน (Morrison) คือ ผลงานชิ้นล่าสุดของ พุทธิพงษ์ ที่รับหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบท เป็นหนังสร้างความอยากดูตั้งแต่โปรโมทว่าหนังจะออกมาในแนวไหน ผี ปีศาจน่ากลัว หรือดราม่า มอร์ริสัน ย้อนกลับไปยุคจีไอ ทหารอเมริกันในไทย

ป้อม-พุทธิพงษ์ ยังคงเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ ภายใต้พล็อตเรื่องที่แทบจะไม่มีอะไร ปล่อยให้คนดูค่อยชินกับความเรื่อยๆ เรียบๆ ค่อยตามตัวละครไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่ตามดูตัว จิมมี่ มีการตัดสลับไปสลับมากับเรื่องราวของตัวละครตัวอื่นๆ โทนหนัง บรรยากาศ สร้างความสงสัยให้กับคนดูว่าจริงๆ แล้วภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้า คืออะไรกันแน่ สิ่งลี้ลับ ความฝันหรือความจริง ตัวหนังเด่นมากๆ ในเรื่องของงานด้านภาพการจัดแสง แสงเงา ที่ช่วยสร้างบรรยากาศ ความทรุดโทรมภายในโรงแรม ตัวละคร หรือสีสันฉูดฉาดในบางช่วงที่คลี่คลายรวมทั้งการใช้เสียงรอบๆ ข้างมาช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับตัวหนัง เพิ่มเติมด้วยดนตรีประกอบ เพลงประกอบ ที่หลากหลายโดยเฉพาะในยุค 70 เสียงเพลงเกลียดคนสวยขึ้นมาภาพของยุคทหารอเมริกันกับสงครามเวียดนามในบ้านเราผุดขึ้นมาทันที

ภาพสิ่งของ สถานที่ในหนังดูเก่าๆ ทรุดโทรม ชวนให้นึกย้อนไปในอดีต นึกว่า จิมมี่ พาย้อนยุคกลับไป แต่ก็ถูกกลับมา เป็นมีมือถือใช้ มีเซลฟี่ รถหรูที่จิมมี่ขับ หรือมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ ที่ สา ขี่ไปส่งลูกสาวตัวน้อยไปโรงเรียน ตัวหนังยังมีการเชื่อมต่อกับ กระเบนราหู แบบยกฉากมา เปลี่ยนแค่ตัวละคร คือ ตอนที่ ก้อย ไปตรวจครรภ์ แล้วพยาบาลบอกให้กินไข่มื้อละฟองเพื่อให้เด็กแข็งแรง เหมือนเป๊ะๆ กับพยาบาลของตัวละคร สายใจ ในกระเบนราหู หรือแสงสว่างไสวของ ลูกดิสโก้ ในช่วงท้ายเรื่องก็เหมือนกับลูกกลมๆ สะท้อนแสง ในช่วงคลี่คลายของกระเบนราหู หรือสีสันสดใสของชิงช้าสวรรค์ มอร์ริสัน คืออีกหนึ่งผลงานที่ได้นักแสดงมาร่วมกันแสดงออกมาได้ แบบเข้าขารับ-ส่งบทกันได้ดี ดูเป็นธรรมชาติทุกคน

ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ เล่นแบบนิ่งๆ กับบท เล็ก หรือจิมมี่ ตัวละครที่เป็นเสมือนคนเล่าเรื่องเชื่อมเรื่อง ที่เขาเป็นศูนย์กลางเรื่องได้ดี

คิตตี้-ชิชา อมาตยกุล ในบทของ สา หญิงขายบริการที่ดูจัดจ้าน เล่นดีมากๆ ไม่ได้ว่าลุคที่สวยงาม แต่ดูแล้วเชื่อว่า ทำอาชีพนี้จริงๆ ดูลื่นไหล ดูดีมากๆ ทั้งน้ำเสียง บทสนทนาการแสดง ฉากที่ สา ดีใจจนค่อยๆ น้ำตาไหลออกมานี่สุดๆ จริงๆ

โจคัมมิงส์ เป็น จิม ตัวละครลึกลับ อดีตนักบินที่มาพูดคุยกับ เล็ก เป็นตัวละครที่เสริมให้ตัวฮิวโก้เด่นขึ้นในทุกๆ ฉาก

เปิ้ล-ไอริณ ศรีแกล้ว ดูเหมาะกับบท แคท สาวบาร์ผู้มาพร้อมกับความเซ็กซี่ ต๊อบ-สหัสชัย ชุมรุม มาในบท พอล ผู้จัดการโรงแรม

และหนังยังทำเก๋ด้วยการได้ แหลม มอริสัน มาร่วมแสดงสุดา ชื่นบาน มารับบท สุดา นักร้องในบาร์ ฉากโชว์เพลง เกลียดคนสวยในบาร์ ช่วงท้ายทรงพลังจริงๆ อีกสองนักแสดงที่มารับบท เพชร กับ ก้อย พนักงานโรงแรมกับสาวขายบริการภรรยา และอีกหนึ่งคนที่แสดงเป็น แม็ก ทหารขาพิการ ก็เล่นได้ดีทีเดียว

มอร์ริสัน (Morrison) คือ หนังไทยนอกกระแส อินดี้ที่ดูดี มีอะไรไปให้ชวนติดตาม แต่อาจจะไม่สนุก ไม่โดนใจ สำหรับคอหนังแมส หนังตลาดๆ โดยทั่วๆ ไปใครที่ชอบ หนังอินดี้ที่ดีงามลงตัว ทั้งโปรดักชั่น การแสดง หรือต้องดูไปคิดไปคิดตามไปกับตัวเรื่องและบทสรุปของหนัง ต้องไม่พลาดมาตรฐานคุณภาพของงานหนังอินดี้นอกกระแสเรื่องนี้ เอาไปเลย 7/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘หลานม่า'(How to Make Millions Before Grandma Dies)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/797530

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'หลานม่า'(How to Make Millions Before Grandma Dies)

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘หลานม่า'(How to Make Millions Before Grandma Dies)

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567, 12.57 น.

“คนที่กลับบ้านไปเมื่อไหร่ก็เจออาจจะไม่ได้อยู่รอเราตรงนั่นตลอดไป“

หลานม่า งานหนังเรื่องล่าสุดของ GDH ที่หยิบมานำเสนอเรื่องราวตัวละครใกล้ๆตัวที่สัมผัสคุ้นเคยดีมาเป็นเส้นเรื่องครั้งนี้นำเสนอเรื่องราวในครอบครัวคนเชื้อสายจีนผ่านทางหลานชายกับ อาม่าที่โยงเข้ามาสู่สมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว

หลานชาย กลับไปดูแล อาม่า เพื่อหวังสมบัติ หลานม่า มีพล็อคสั้นๆ ง่ายๆ

เมื่อ เอ็ม ต้องกลับไปดูแล อาม่า ที่ป่วยใกล้ตายเพื่อหวังรวยสมบัติ แบบที่ มุ่ย ญาติทางพ่อที่ได้รับมรดกจากการดูแล อากง ในบั้นปลายของชีวิตเอ็มเข้ามาในชีวิตของ อาม่า ที่ อยู่กับความเหงารอวันที่จะได้เจอลูกๆในวันเทศกาลหรือวันหยุดกู๋เคี้ยงลูกชายคนโตนักธุรกิจที่แยกครอบครัวออกไปชิวลูกสาวคนรอง พนักงานห้างที่อยู่กับเอ็มลูกชายคนเดียวกู๋โส่ย ลูกชายคนเล็กช่างสารพัดซ่อมที่ไม่เอาถ่านล้มเหลวในทุกๆทางความสัมพันธ์ของยายหลานค่อยๆก่อตัวขึ้นทำให้ชีวิตของเอ็มเปลี่ยนไปตลอดกาล

สิ่งที่จะได้เจอใน หลานม่า บอกไว้ชัดเจน ตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนัง จะได้เจออะไร เพียงแต่เข้าไปดูว่าในระหว่างทาง นั้น จะเจอะเจออะไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง ผ่านตัว “หลาน” กับ ”อาม่า“

พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ กำกับ หลานม่า ออกมาดูดี ลงตัวในทุกๆ ส่วน ค่อยๆ ให้ตามดูความสัมพันธ์ของตัวละคร ในมุมที่ง่ายๆ ไม่ต้องเล่นท่ายาก ไม่ซับซ้อน ไม่ขยี้อะไรมากมาย ค่อยๆ ให้อินไปกับเรื่องและตัวละครจริงๆ พล้อตแบบนี้ ในหนังไทย มีมานานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ตัวหนังเล่าเรื่องราวธรรมดาๆ พื้นๆ ผ่านบทหนังที่เกลี่ยๆ เฉลี่ย ความน่ารัก มุขขำๆ สบายๆ ความสุข ความเศร้า ดราม่าเรียกน้ำตา ได้ลงตัว โดยไม่ต้องขยี้ หรือเค้น อะไรเลย และไม่ออกนอกเรื่องมุขขำๆ มีแทรก มาเรื่อยๆ แต่กลับทำได้เพียงแค่ ยิ้มๆ ไม่ขำกระจาย แค่รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งจะเกิดเพราะ ตัวหนังดึงให้ไปอยู่กับ ส่วนดราม่า ของเรื่องตัวหนังชัดเจน ในการพูดถึง ความสัมพันธ์ในครอบครัวคนจีน ลูกชายคนโตมักจะเป็นลูกรัก ลูกผู้หญิงมักจะถูกมองข้าม ลูกคนที่ล้มเหลวมักจะได้โอกาสดีๆ เสมอการอยู่กันพร้อมหน้าตาปีละครั้งในวันเช้งเม้งการอยากอยู่ในทำเลที่ดี หลังความตาย เพื่อให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรืองภาพของ หญิงชรา ที่ ทำกับข้าวกับปลา รอลูกหลาน มาหาในทุกๆ วันอาทิตย์ แค่ คำพูดสั้น “กินอะไรมาหรือยัง..” คำพูดสั้น ก็กระแทกใจจนน้ำตาซึมการแบ่งสมบัติ ในครอบครัวของพี่ๆ น้องๆ ถูกพูดถึง ทั้ง ในครอบครัวของอาม่า อากง และครอบครัวของพี่อาม่า

แม้เส้นเรื่องหลัก จะอยู่ที่ เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวคนจีน แต่ ตัวหนัง ยังพูดถึง เด็กรุ่นใหม่คนเจนปัจจุบัน ที่มีความคิดมุมมองที่เปลี่ยนไป ที่อาจจะ ไม่คำนึงถึงความกตัญญูกับผู้หลักผู้ใหญ่ แต่เน้นไปที่ ผลประโยชน์ของตัวเองเป็น ผ่านตัวละคร รุ่นเด็กทุกตัวมุ่ย พูดย่ำเสมอ เกือบจะทุกๆ ตอน งานสบายๆ ทำแล้วไม่เหนื่อยมาก ดูแลคนป่วย เพื่อผลปนะโยชน์สุดท้าย หรือการแต่งชุดพยาบาลเพื่อผลในงาน Onlyfans ที่นางทำเอ็ม ที่ ลาออกจากโรงเรียน เพื่อ แคสเกมส์ จนมาถึง การเดินตามมุ่ย ดูแล อาม่า เพื่อหวังสมบัติ(ผิดกับ ชิว แม่ของเอ็ม ที่ ออกจากโรงเรียน เพื่อมาช่วย อาม่า ขายโจ๊ก หรือ ยามแลกกะทำงาน เพื่อดูแลแม่)แม้ตัว เรนโบว์ หลานตัวน้อย ที่เรียนพิเศษ คำอธิษฐาน ยังแค่ได้ เรียนที่เดิมๆ เจอเพื่อนเดิมๆ เท่านั้น

ต้องชม ทีมนักแสดงทุกๆ คน ทุกๆ ตัวละคร ที่สุดๆ ยอดเยี่ยม ทุกคน การแสดงที่เหมือนไม่ได้แสดง ทั้งบุคลิก ภาพที่ออก สีหน้าท่าทาง หรือแม่จะไม่ต้องพูด อินเนอร์ ก็ศามารถสื่อถึง ตัวตน ความรู้สึก หรือสิ่งที่ต้องการจะพูด ต้องการจะบอกออกมา

“อยากรู้ว่า ใครที่เป็น1 ในใจอาม่า”บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เป็น เอ็ม ที่ ตรึงคนดูให้อยู่ตัวเรื่อง ดีงาม เล่นเก่งๆ จัดเต็มทุกอารมณ์ ทั้งทำให้ยิ้ม หัวเราะ หรือเสียน้ำตา ฉากบีบอารมณ์ สีหน้าแววตา ชวนให้ เสียน้ำตาตาม ฉากที่ร้องเพลงกล่อมอาม่า หรือ พาอาม่าไปส่งที่บ้าน เล่นดีจริงๆ ดูไปเสียน้ำตาไปน้ำ ไหลพาก ออกมาแบบไม่มียั้ง
หรือฉากง่ายๆ ที่ เอ็ม ได้เห็น คำอธิษฐาน ขอบ คนวนครอบครัว ตอนทำบุญ ไม่ต้องพูด สีหน้าคือ คำตอบ
“ตอนนี้อาม่าเป็นที่1 ในใจหลาน”

“ขอเงินล้าน เพื่อไปซื้อที่สวยๆ เพื่อลูกหลานจะได้เจริญรุ่งเรือง”แต๋ว-อุษา เสมคำ เป็น อาม่า ที่ใช่เลย ไม่ต้องอะไรมากๆ หญิงชราชาวจีนขี้บ่นขี้โวย ดูดื้อๆ เคร่งจารีตโบราณ ทำอะไรเดิมๆ ที่มาพร้อมกับความเหงา ที่เราๆ พบเห็นโดยทั่วๆ ไป เล่น นิ่งๆ เรื่อยๆ เป็นตัวเอง เหมือนไม่ได้แสดง สีหน้าท่าทางแววตา รับส่งอารมณ์ ส่งความรู้สึก ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งกับตัวละครกับเรื่อง หรือสถานที่ (คุณยายวัย76ปี จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่เล่นหนังเป็ยเรื่องแรก)บิ้วกิ้น กับ คุณยายอุษา เคมีเข้ากัน เชื่อสนิทใจว่าเป็น หลายม่า กันจริงๆ

“อยากเป็น ลูกตลอดวัน ไม่ใช่ลูกชายแค่วันหยุด”ดู๋-สัญญา คุณากร เป็น กู๋เคี้ยง ออร่า ความเป็น พี่ชายคนโตในสังคมจีน ที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ภรรยามีส่วนในชีวิต เล่นสบายๆ ที่ทำให้ คนดูเกลียด ไม่ชอบ แต่ก็ ทำให้ เปลี่ยนใจ ในช่วงท้ายๆ  ฉากในวันตรุษจีน ที่ทุกคน กลับไปหา อาม่า เล่นเอาเปลี่ยนใจไปกับ ตัวละครตัวนี้ ที่ไม่ค่อยชอบ มาก่อน

“ไม่รู้หรอกว่า ใครเป็นที่หนึ่ง แต่อั้วอยากอยู่กับลื้อที่สุด”เจีย-สฤญรัตน์ โทมัส  จัดเต็ม กับบท ชิว ที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่มีอะไรให้เล่น เล่นดับอารมณ์มากมาย ทั้งที่อยู่ภายใน หรือระเบิดออกมา ฉากเปิดใจ กับ อาม่า พลังมาแบบเต็มที่“เข้าใจแล้วว่าตอนที่ ทุกคนจากไป อาม่าติดอะไร”

“ไม่อยากให้มาหา ถ้าไม่มาแสดงว่า สบายดี”เผือก-พงศธร จงวิลาส เป็น กู๋โส่ย ลูกชายคนเล็ก ที่ไม่เอาถ่าน ล้มเหลวตลอดเวลา ฉีกแนวจากบทสนุกสนานๆ มาเล่นบทจริงจัง ที่เล่นได้ดี ไม่แพ้กัน“ต่อไปไม่มีใครช่วยเหลือแล้ว ต้องช่วยตัวเอง”

“อากง คงไปสบายแล้ว เลยไม่กลับมาหาเลย”ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล เป็น มุ่ย ที่ดูน่ารักๆ สวยๆ แบบ สาวหมวยรุ่นใหม่ ออกมาเป็นตัวละคร ที่ให้ความผ่อนคลาย กับเรื่องได้มากทีเดียว

และที่ดีใจคือ ได้เห็น สุมาลี สุธีธรรม(ชาญภูวดล)นักแสดงอาวุโส นางเอกเก่า ที่ผันมาพากย์หนัง มาร่วมแสดงอีกครั้ง ในบท ญาติของอากงของมุ่ย

นอกจาก ทีมนักแสดง ที่ดีงามแล้วสถานที่ต่างๆ ดูงดงามดีงาม โดยเฉพาะ ตลาดพลู ตึกเก่าๆ ตรอกซอกซอยซอกเล็กซอกน้อย ตลาดเล็กๆ ร้านอาหารริมทาง อาม่าขาขโจ๊ก สภาพรกๆ ภายในตึกในบ้าน มันคือ ภาพที่คุ้นตาคุ้นชินกันดีหรือแม้ รถไฟ ที่ทุกคนเดินทาง หรือ ผ่านไปผ่านมา ชวนให้นึกถึง ในหนังดราม่าดีๆ หลายเรื่องที่ชื่นชอบ หลานม่า คือที่สุดของหนังไทยในยุคนี้ อีกเรื่องหนึ่ง หนังเรียบๆ ง่ายๆ แต่เพียบพร้อมลงตัวในทุกๆ ส่วน การแสดงที่ทรงพลัง บทหนังที่ดี ภาพสวยๆ สถานที่ที่เป็นเสมือนตัวละครตัวหนึ่ง การตัดต่อที่ลื่นไหล ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ ที่โดนๆ เข้ากับเรื่อง

แม้จะไม่ใช่ คนเชื้อสายจีน ไม่อินกับ ธรรมเนียม ความเป็นจีน แต่ หลานม่า ก็สามารถดึงให้ เข้าอยู่กับตัวหนังได้ ภาพในวัยเยาว์ ค่อยๆ ย้อนกลับ ความรักที่คุณยายมีให้ การแอบฝากเงินในธนาคารทุกๆ อาทิตย์ การเดินไปรับจากโรงเรียน การรอให้หลานชายมาเยี่ยม หรือแม้ แต่การมานอนในมุงกับบรรยากาศ ที่ชวนมีผีมาหลอกฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ ดูไป อินไป นึกตามไป น้ำตา คลอตามตลอดทั้งเรื่อง หลานม่า น่าจะเป็น หนังไทย ดีๆ ที่โดนใจ กระทบใจ ใครหลายคน มากบ้างน้อยมาก แล้วแต่ ประสบการณ์ ความทรงจำ ใน ชีวิตที่ผ่านมา ส่วนน้ำตาลจะมามากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับ คนดูแต่ละคนและเชื่อแน่ว่า หลายคนที่ได้ดู คงจะ อยากจะกลับไป หาคนที่ครอบครัว ในวันที่ยังมีโอกาส ยังมีคน เหงาๆ ที่ รออยู่ แต่เห็นหน้า ก็มีความสุขแล้ว
เสียน้ำตาหนัก มากๆ ค่อยๆ รินไหล มาทีละนิดๆ จุกอกตลอดเรื่อง หนังจบ อารมณ์ไม่จบ10/10 คะแนนเต็ม และเข้าไปติดอันดับหนังไทยในดวงใจไปเรียบร้อยแล้ว

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง 2 อาณาจักรใหม่ (Godzilla x Kong : The New Empire)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/796146

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง 2 อาณาจักรใหม่  (Godzilla x Kong : The New Empire)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง 2 อาณาจักรใหม่ (Godzilla x Kong : The New Empire)

วันเสาร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จักรวาลมอนสเตอร์เวิร์สของ ต่าย เลเจนดารีพิคเจอร์ส เริ่มต้นจาก ก็อดซิลล่า (Godzilla) (2014) ตามด้วย คอง มหาภัยเกาะกะโหลก (Kong Skull Island)(2017) ก็อดซิลล่า 2 ราชันแห่งมอนสเตอร์ (Godzilla 2 King of the Monsters) (2019) ก่อนจะจับ 2 ตำนานยักษ์ให้ คอง กับ ก็อดซิลล่า มาจับคู่ปะทะกัน ถล่มเกาะฮ่องกงจนราบมาแล้วใน  ก็อดซิลล่าปะทะ คอง (Godzilla vs Kong) (2021)

ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง 2 อาณาจักรใหม่ (Godzilla x Kong : The New Empire)คือ หนังเรื่องที่ 5 ในจักรวาลมอนสเตอร์เวิร์ส การผจญภัยครั้งใหม่ที่จะพาคองผู้ยิ่งใหญ่และก็อดซิลล่าผู้น่าเกรงขามไปพบกับมหันตภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในโลก “ร่วมกันรอดหรือแยกกันตาย” 

เจีย เกิดนิมิตถึงมหันตภัยร้ายที่กำลังจะทำลายโลก จึงออกเดินทางไปยังดินแดนฮอลโลว์เอิร์ธ ร่วมกับแม่บุญธรรม นักจัดรายการหนุ่มไททันที่เจอกันที่ฮ่องกง และ หนุ่มผู้เชี่ยวชาญไททันเพื่อสำรวจต้นกำเนิดแห่งไททัน ความลึกลับของฮอลโลว์เอิร์ธที่ยังไม่ถูกค้นพบ คอง ก็ออกเดินทางเพื่อตามหาครอบครัว ในขณะเดียวกันบนพื้นโลกก็อดซิลล่าก็เริ่มเคลื่อนไหวเมื่อมีสัญญาณของคู่ต่อสู้ใกล้เข้ามา 

CxK จัดเต็มความสนุก มันส์มาก คอง กับ ก็อดซิลล่า ดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง สมกับเป็นไททันในตำนาน สนุกไปกับฉากต่อสู้ถล่มทลายในแบบของทั้งคองและก็อด มีสัตว์ประหลาดทั้งฝั่งคองและก็อดมาร่วมวงสู้อีกหลายตัว จัดเต็มความมันส์สู้กันกระจายในบรรยากาศของหนังสัตว์ประหลาดถล่มเมือง หรือสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์ใต้พิภพ สู้กันแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก รายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ ที่เน้นๆ ในภาคที่แล้ว ในภาคนี้มาแค่เกริ่นๆ หัวเท่านั้น มาแบบประปราย แทบจะไม่มีความสำคัญอะไรกับตัวเรื่องเลย

หนังเดินเรื่องด้วย 3 เส้นเรื่องตัดสลับไป-มา เรื่องของใครของมัน ก่อนจะเชื่อมกันในช่วงท้ายเรื่อง คอง ในดินแดน ฮอลโลว์เอิร์ธ ผจญภัยไปกับเพื่อนใหม่ เจ้าคองจิ๋ว ในแบบเพื่อนร่วมกัน ทะเลาะกัน/ตีกัน ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กับการต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ลิงยักษ์ที่นำทีมโดย สการ์คิง

ก็อดซิลล่า ที่เดินดุ่มๆ เดินไปเรื่อยๆ บนบก เดินลงน้ำจากครั้งที่แล้วถล่มฮ่องกงซะยับเยิน มาครั้งนี้ทั้งโลกข้ามทวีปไล่มาจากโคลีเซียมในกรุงโรม อิตาลี อียิปต์ ฝรั่งเศสข้ามมาถึงบราซิล ภาพเมืองใหญ่ถูกถล่ม โคลีเซียมกลายเป็นที่นอนของ ก็อดซิลล่า พีระมิดกลายเป็นสนามรบ ชายทะเลบราซิลกำลังถูกคุกคาม ภาพประชาชนวิ่งหนีตายทำออกมาได้สมจริงที่ดูเพลินในบรรยากาศที่คุ้นตาจากหนังสัตว์ร้ายถล่มโลกในยุคก่อน

การผจญภัยในแบบขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ผสมกับจูราสสิค ค้นหาความจริง จากพื้นดินลงสู่ฮอลโลว์เอิร์ธ ใต้พิภพของกลุ่มตัวละครมนุษย์ เพลินๆ ไปกับภาพโลกใต้พิภพที่สวยงาม เต็มไปด้วยจินตนาการ สัตว์แปลกๆ 

คอง ยังคงเด่นมากๆ เหมือนในภาคก่อนๆ  ได้แสดงอารมณ์ในแบบลิงยักษ์ ที่หลากหลาย มาครบทุกรส ดราม่า แอ๊กชั่น และอารมณ์ขัน ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ฉากต่อสู้ดูบึกบึน เกรี้ยวกราด หรือความสัมพันธ์กับคองจิ๋ว ก็ดูน่ารัก น่าเสียดาย ที่ในส่วนของความสัมพันธ์กับ เจีย มันดูจืดชืดไม่เหมือนภาคก่อนๆ

ขวานหิน อาวุธคู่มือยังคงดูดี (ชวนให้นึกถึงขวานฟ้า ของ ขวานฟ้าหน้าดำ) หรือแขนเหล็ก อาวุธใหม่ ก็เท่ไม่เบา เจ้าคองจิ๋ว มาพร้อมกับความน่ารัก มาแบบขโมยซีน แต่ก็ช่วยเสริมความเด่นให้กับ คอง ไม่น้อย หน้าตาดูบ้องแบ๊วในแบบลิงซนๆ กวนๆ ที่อีกมุมหนึ่งชวนให้นึกถึง กอลลั่ม 

ส่วน สการ์คิง หน้าตาท่าทางอารมณ์ชัดเจนในความเป็นตัวร้ายสุดๆแส้กระดูก ปลายมีด อาวุธคู่กายนี่จอมยุทธห่วงโซ่ในหนังกำลังภายในชัดๆก็อดซิลล่า ยังคงมีเสน่ห์คงเอกลักษณ์เดิมๆ เอาไว้ ฉากต่อสู้ก็ยังคงพลังของความเป็นไททันผู้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ภาคที่แล้วหนีบเอาเมก้าก็อดซิลล่ามาเป็นตัวร้ายมาภาคนี้ มอร่า แมลงยักษ์ ที่ FC หนังญี่ปุ่นคงจะชื่นชอบมาร่วมวงไพบูลย์ด้วยในแบบที่คงไว้ซึ่งตัวต้นแบบต้นฉบับแต่ดูสีสันสวยงามดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

ตัวละครที่เป็นมนุษย์ ดูเรียบๆ ง่ายๆ จืดชืด แบนราบไปในทุกๆ ส่วนแม้ตัวหนังจะพยายามใส่ในส่วนต่างๆ ลงไป แต่ก็ไม่ช่วยทำให้ดูดีขึ้น บรรดาตัวละครสัตว์ยักษ์ดูดีกว่า เทียบกันไม่ติด

เจีย ที่นำแสดงโดย เคย์ลี ฮอทเทล ดูโตขึ้น จากเด็กน้อยน่ารักมาเป็นสาวรุ่นแม้จะดูน่ารักแต่บทกลับไม่ได้มีอะไรให้เล่นมากนัก

รีเบกกา ฮอลล์ กลับมารับบท ดร.ไอลีน แอนดรูว์ส นักภาษาศาสตร์แม่บุญธรรมของ เจีย ผู้ดูแล คอง

ไบรอัน ไทรี เฮนรี่ ในบท เบอร์นี่ ยูทูบเบอร์ตัวฮาจากภาคที่แล้ว กลายเป็นตัวละครที่น่าเบื่อ น่ารำคาญ ดูรกหนังมากที่สุด

แดน สตีเวนส์ รับบท  แทรปเปอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องไททัน ที่เข้ามารักษา คอง ตัวละครง่ายๆ สบายๆ ผู้มาพร้อมกับเพลงพราะๆ คุ้นหูในอดีต มาจับคู่กับ ดร.ไอรีน โดยเฉพาะ

ฟาลา เฉิน มาแค่โชว์ความสวยในบท ราชีนีเผ่าอีวี่ ในแดนฮอลโลว์เอิร์ธ

แนะนำให้ดูในโรง IMAX ในระบบ 3D ช่วยเพิ่มความสมจริง คม ชัด ลึก พร้อมระบบเสียงกระหึ่มรอบตัว ทำให้เหมือนเข้าไปยืนอยู่ในฉากนั้นจริงๆ ตัวหนังดีไซน์ซาวนด์เอฟเฟกท์ CG เพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่ ของ คอง กับ ก็อดซิลล่า และบรรดาสัตว์จริงๆ

สำหรับใครที่ไม่เคยดูหรือลืมเลือนภาคแรกไปแล้วไม่ต้องตกใจ สนุกสนานไปกับ CxK กันได้แบบเต็มที่ ไม่งงกับเรื่องอย่างแน่นอน แค่ส่งต่อตัวละครหลักเท่านั้น

ชอบๆ ความสนุกสนาน ความมันส์แบบจัดเต็ม สองไททันผู้ยิ่งใหญ่ ทั้ง พี่คองและพี่ก็อดซิลล่า สนุกได้ใจไปเต็มๆ แต่หักความน่าเบื่อน่ารำคาญของตัวละครที่เป็นคนออกไป 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : หอแต๋วแตกแหกกก สัปะหยด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/794778

โอ๊ยเล่าเรื่อง : หอแต๋วแตกแหกกก สัปะหยด

โอ๊ยเล่าเรื่อง : หอแต๋วแตกแหกกก สัปะหยด

วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หอแต๋วแตก เริ่มเปิดหอให้กับ ค่ายไฟว์สตาร์ ครั้งแรกในปี 2550  เรื่องง่ายๆ ความวุ่นวายในหอที่สามพี่น้องกะเทยเป็นเจ้าของกับผีในหอ ที่ พจน์ อานนท์ (ชื่อเดิม) ทำออกมาได้สนุกโดนใจ จนทำรายได้งดงาม จนมามีภาคต่อๆ กันมาอย่างต่อเนื่องหลายค่ายหนัง

หอแต๋วแตก แหกกระเจิง…(2552), หอแต๋วแตก แหวกชิมิ (2554) และ หอแต๋วแตก แหกมว๊ากมว๊ากกก (2555) ภาค 2-4 กับค่ายพระนครฟิล์ม หอแต๋วแตก แหกนะคะ (2558) ภาค 5 กับ โมโนฟิล์ม

หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2561) ภาค 6 ในค่าย เอ็ม พิคเจอร์และ M๓๙ พจมาน สว่างคาตา (2563) ภาค 7 ภาคย่อย ที่ทำกับ M๓๙  หอแต๋วแตก แหกโควิดปังปุริเย่ (2564) ภาค 8 ที่พชร์ อานนท์ลงทุนทำเอง หอแต๋วแตก แหกกกสัปะหยด ภาค10 ที่ กลับมาทำให้กับ ค่ายโมโน ออริจินอล และM Studio โดยโดดข้ามภาค 9 

เจ๊แต๋ว กับ อาโคย ถูกผีร้ายรังควาน จนต้องมาตามจัดการผีร้าย ใน หมู่บ้านสัปะหยด โดยมี แพนด้า ตามมาเป็นผู้ช่วย ต้องเผชิญหน้ากับ วิญญาณผีร้าย สามพระในป่าลึก แก๊งกะเทยประจำหมู่บ้าน ครอบครัวสาวลึกลับ ศึกครั้งนี้หนักนัก ผีแพนเค้ก ถูกเรียกตัวด่วนมาเสริมทัพ

เส้นเรื่องหลักของภาคนี้เน้นๆ ไปที่การล้อเลียนหนังผีดังๆ อย่าง สัปเหร่อ กับ ธี่หยด ผสมกับ หุ่นพยนต์ เน้นๆ บรรยากาศน่ากลัวๆ ของหนังผีที่ใส่ตัวละครสนุกสนานจากชุด หอแต๋วแตก เข้ามา สิ่งที่ต่างไป ในภาคนี้คือย้ายโลเกชั่นจากในหอพักมาชุลมุนกันกลางป่า

พชร์ อานนท์ ยังคงแม่นยำและขัดเจนในการทำหนังชุดหอแต๋วแตกวางโครงเรื่องหลักแล้วใส่ตัวละครหลักๆ เข้ามา เน้นมุขกะเทยเป็นหลัก มุขสองแง่สามง่าม นำเอาเด็กหนุ่มหน้าตาดีหุ่นดีมาโชว์ โดยไม่ต้องสนใจที่มาที่ไปในแบบนึกจะมาก็มาจะไปก็ไป ไม่จำเป็นต้องมีความต่อเนื่องยังคงมีการนำเหตุการณ์/บุคคลที่กำลังเป็นกระแสมาล้อเลียนมาใส่ในหนังเรียกได้ว่าไม่ตกยุค

ที่ต้องชมเลยคือในส่วนโปรดักชั่น ภาพสวย บรรยากาศ ความน่ากลัวของหนังผี ชวนตกใจ ออกมาเป็นหนังผี มีฉากสะดุ้งตุ้งแช่ตกใจ น่ากลัวชวนขนหัวลุก เพียงแต่อาจจะถูกเบรกหรือตบด้วยมุขตลก เลยมีทั้งเรียกกรี๊ดปนกับเสียงหัวเราะ หรือตกใจแบบค้างๆ คาๆ 

เจ๊แต๋ว ยังคงจูงมือหลานรัก อาโคย ผีแพนเค้ก แพนด้า กลับมาเป็นตัวละครหลัก จตุรงค์ พลบูรณ์, โก๊ะตี๋-เจริญพร ยังคงมาในแบบที่คุ้นตากันตั้งแต่ภาคแรก แต่ที่ขโมยซีนคือ กัส-วีรดิษฐ์ ที่มาลุคของอาโคย ที่เปลี่ยนไป แบกน้ำหนักถึง 130 กิโล ที่เรียกเสียงฮาได้มากทีเดียวติ๊ก-ชาญณรงค์ ผลุบๆ โผล่ๆ กับบท พยูน กับประโยคฮิตติดหูรวมทั้ง มดดำ กับ การ์ตูน ก็กลับมาและเตรียมจากไปของสองตัวละครนี้ 

ติช่า-กันติชา ในบท ผีดอกหญ้า( ส่วนผสมระหว่าง ผีสาวในธี่หยดกับ หุ่นพยนต์) ที่ดูหลอน ดูน่ากลัว ดูจริงจัง เล่นดี น่ากลัว ไม่มีหลุดความเป็นผี ไม่มีมุขตลก

อัจฉริยะ ศรีทา (สัปเหร่อศักดิ์ จาก หนังชุดไทบ้านเดอะซีรี่ส์หนัง สัปเหร่อ ตัวจริงเสียงจริง) มาในบท สัปเหร่ออัจฉริยะ  ที่ไม่มีบทตลกเช่นกัน ปุ้มปุ้ย-พรรณทิพา มาในบท น้ำฝน สาวลึกลับในหมู่บ้าน ผัดไท-ดีใจ ดีดีดี ในบท แม่หยาด สามเด็กสร้างพชร์ พัดชา ชนุดมสุขสถิตย์, เอแคลร์ จือปาก, น้องหลิน ท่าขอน

หอแต๋วแตกแหกกก สัปะหยด เป็นหนังที่ตอบโจทย์คอหนังที่ชอบหนังแนวตลกสนุกสนาน ไม่ต้องคิดอะไรมาก หนังตลกในแนวของ พชร์ อานนท์ แต่อาจจะไม่โดนไม่ถูกใจ คนที่ไม่ชอบหนังแนวนี้ แต่สำหรับ FC หอแต๋วแตก ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน มากี่ภาคกี่ภาคก็ยังตามดูและแม้ว่าบอกภาค 10 จะเป็นภาคท้ายสุด แต่ล่าสุด พชร์ อานนท์ก็ประกาศออกมาแล้วว่าจะทำภาคที่ 11 หอแต๋วแตก 11 หกกี่โมง และย้อนกลับมาทำภาคที่ 9 หอแต๋วแตก แหกอาชีวะ 90

ในส่วนของหนังผี บรรยากาศหลอนเอาไป 8/10 หัวกะโหลก แต่ในส่วนของหนังตลก 5/10 คะแนน ในความเป็นหอแต๋วแตก ชอบรองจากภาค 1

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กังฟูแพนด้า 4 (Kung Fu Panda 4)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/791927

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กังฟูแพนด้า 4 (Kung Fu Panda 4)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กังฟูแพนด้า 4 (Kung Fu Panda 4)

วันเสาร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สกาดูช! “โป แพนด้า” พุงพุ้ยลูกชายเจ้าของร้านบะหมี่ที่โชคชะตาลิขิตให้กลายเป็น นักรบมังกรในตำนานใน กังฟูแพนด้า(2008) ค่อยๆ เรียนรู้วิถีจอมยุทธ ไปพบกับชาติกำเนิดที่แท้จริง ใน กังฟูแพนด้า 2(2011) ก่อนจะได้พบกับ พ่อตัวจริงป๊ะป๋าแพนด้า เขยิบจาก ลูกศิษย์มาเป็นอาจารย์ ใน กังฟู แพนด้า 3(2016)

กังฟูแพนด้า 4 การกลับมาอีกครั้งของ “โป” ที่เตรียม เขยิบฐานะ ขึ้นเป็น ผู้นำจิตวิญญาณของหุบเขาสันติและสืบหาผู้สืบทอดตำแหน่ง นักรบมังกร เส้นเรื่องหลักของ Kung Fu Panda 4 ยังคงอยู่ที่ เส้นทางการเติบโต การเรียนรู้โป ที่โตขึ้นตามวัย หลังจากพูดถึงการค้นหาตัวตนของตัวเอง การทำให้ตัวเองเป็นตัวเอง ไม่ใช่ให้ตัวเองเป็นคนอื่น ในภาคก่อนๆ มาสู่ ประเด็น เรื่อง การเปลี่ยนแปลง เสน่ห์ของ กังฟูแพนด้า ยังคงมีอยู่ครบ จัดเต็ม ความน่ารักของตัวการ์ตูน ภาพสวย ฉากต่อสู้ในแบบวิทยายุทธ์กำลังภายในที่พลิ้วไหว ในภาคนี้ มีความรู้สึก เชื่อมต่อ กับ ภาค 3มีอะไรหลายอย่างที่ส่งไม้ต่อ ส่งต่อ เหมือนๆ กัน เริ่มจากไม้เท้าปัญญา ที่ส่งต่อมาจากภาค 3 อาวุธคู่มือของ “โป” และยังมีตัวร้ายที่ดูดพลังดูดวิชา การดึงจอมยุทธ์จากปรภพ มาเกี่ยวข้อง ฯลฯ

เส้นเรื่องในภาคก่อนปมต่างๆ ภารกิจ การเรียนเดินทางของโป ในภาคก่อนมีหลายอย่างที่มีความแปลกใหม่ชวนติดตาม แต่ในภาคนี้ กลับไม่ค่อย รู้สึกว้าว!! สักเท่าไหร่ในภาคก่อนจะเน้นไปที่ “โป” ดูเด่นอยู่คนเดียว โดยมี ตัวละครอื่นๆเข้ามาช่วยเสริมความสนุก แต่ในภาคนี้ ตัวหนังกลับให้ “โป”เดินเรื่องไปพร้อมกับ จอมโจรเจิน เน้นไปที่ การเป็นคู่หูไปพร้อมกันจากการตามดู ปม เบื้องหลังของ “โป” ในตอนก่อนๆมาในภาคนี้ เทไปที่ “เจิน” เพียงคนเดียวความสนุกสนานจึงเน้นไปที่เดินทางของคู่ซี้คู่หูคู่กัด 2 คู่ เพื่อนใหม่ และสิงพ่อจริงพ่อเลี้ยง

“โป” ยังคงเป็น แพนด้าพุงพุ้ย น่ารัก แม้จะเติบโตขึ้นแต่ก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเอง “แจ็ค แบล็ค” ยังคงให้เสียงความน่ารักออกมาได้ดี (เสียงไทยโดย ดีเจเชาเชา-ชวลิต ศรีมั่นคง เจ้าเก่า) “เจิน” สุนัขจิ้งจอก ดูสวยน่ารักมีรังสีความเจ้าเล่ห์ ในแบบสุนัขจิ้งจอก ที่แววตา สีหน้าท่าทาง ลีลากันต่อสู้ดูพลิ้วไหว อควาฟินา พากย์เสียงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ได้ดีทีเดียว

กังฟูแพนด้า 4 ยังคงสร้างความสนุกน่ารัก ดูไปยิ้มไป น่ารักสดใสมีความสุข ได้เหมือน ทุกๆ ตอนที่ผ่านมาแฟนๆ ประจำ คงไม่พลาด เพื่อนเก่ากลับมาทั้งที ต้องมาเจอะเจอกัน 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 2 (Dune Part Two)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/790467

โอ๊ยเล่าเรื่อง

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Dune คือนิยายไซ-ไฟคลาสสิกของโลกตลอดกาล ของ แฟรงก์เฮอร์เบิร์ต ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1965 การผจญภัยอันตื่นเต้น ไซ-ไฟ แฟนตาซี เวทมนตร์ และการเมืองได้รับการขนานนามว่าเป็น The Lord of the Rings แห่งแวดวงนิยายไซ-ไฟ เคยได้รับรางวัล Hugo Award และ Nebula Award สาขานิยายยอดเยี่ยมตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1966 (แฟรงก์ เฮอร์เบิร์ต เขียนไว้ 6 เล่ม ก่อนที่ลูกชายเขาจะสานต่อ เขียนนวนิยายไตรภาค ภาคต่อและภาคปฐมบทของดูน ออกมาอีกหลายเล่ม)

Dune ถูกนำมาสร้างครั้งแรกในปี 1984 โดย ดีโน เลอ ลอเรนติส กำกับโดยเดวิด ลินซ์ (ชื่อไทยคือ ดูนสงครามล้างเผ่าพันธุ์จักรวาล) 

ในปี 2000 ดูน ถูกสร้างเป็นมินิซีรี่ส์จำนวน 3 ตอน ฉายทางโทรทัศน์ใช้ชื่อว่า Frank Herbert’s Dune และภาคต่ออีก 3 ตอน ชื่อ Frank Herbert’s Children of Dune ฉายในปี 2003

จนกระทั่ง Dune ถูกนำมาสร้างใหม่ ในปี 2021 ผลงานการกำกับของ เดอนีส์ วีลเนิฟว์ ที่มีภาค 2 ตามออกมาในปี 2024

โครงเรื่องหลักของ Dune ไม่ต่างอะไรกับนิยายกำลังภายในจักรๆ วงศ์ๆการชิงบัลลังก์ คำทำนาย จักรพรรดิ ผู้กลัวการถูกชิงบัลลังก์พี่น้องรวมตัวกันเพื่อพลังทางการเมืองตัวละครหลักๆ อย่าง พอล อะเทรดีส ที่มา-ที่ไป พลังความสามารถอดนึกถึงตระกูลสกายวอล์กเกอร์ใน สตาร์วอร์ส ไม่ได้

เดอนีส์ วิลเนิฟว์ ทำ Dune Part Two  ออกมาดูสนุก เล่าเรื่องง่ายๆ เดินเรื่องต่อจากในภาคแรก แม้เนื้อเรื่องอาจจะทำให้คนดูบางส่วนสับสน งงงวย ไปกับตัวละครมากมาย แต่ก็ชดเชยด้วย ฉากต่อสู้ที่ดูสนุกสนาน ฉาบรบยิ่งใหญ่ตระการตา การต่อสู้ตัวๆ ประดาบประมีด มือเปล่า ปืนผาหน้าไม้

ดาราดังๆ มีฝีมือเยี่ยม ยกทัพกันมาแสดง หลายคน แต่งหน้าแต่งตา จนจำแทบไม่ได้ นักแสดงที่ต่อยอดมาจากในภาคแรก มากันครบ เพิ่มเติมคือ ตัวละครใหม่ๆ ในภาคนี้ ทิโมธี ชาลาเมต์ มาพร้อมกับเสน่ห์ความน่ารัก หล่อเหลา มีพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ โตขึ้นตามวัย และหล่อหลอมจากประสบการณ์เรื่องราวที่เจอมา ดูดีที่ในส่วนดราม่า รัก หรือแอ๊กชั่น

เซนเดย์อา ในบท ชานี่ นักรบสาวทะเลทราย หวานใจ พอล ดูดี สวยน่ารักมากกว่าในภาคที่แล้ว ชวนให้คนดูรักไปกับตัวละครตัวนี้ 

ออสติน บัตเลอร์ ในบท เฟย์ด-รอว์ธา หลานชายบารอน ตัวร้าย ที่สุดของเรื่อง เถื่อนๆ ดิบๆ ได้ใจ ออร่า ความซาดิสต์ มาแบบจัดเต็ม

รีเบคกา เฟอร์กูสัน มาพร้อมกับความสวยสง่า ในบทเลดี้เจสซิก้า คุณแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกชายและแก้แค้นแทนสามี

เดฟ บาวทิสต้า  เป็น เดอะ บีสต์ แรบแบน หลานของบารอน วลาดิเมียร์ฮาร์คอนเนน ผู้มีความสุขจากการทำร้ายผู้อื่น และเขาเป็นผู้คุมอำนาจสูงสุดแห่งอาร์ราคิส ชาร์ล็อตต์ แรมพลิง กลับมารับบทแม่ใหญ่ โมเฮียม หนึ่งในตัวละครที่มีความโหดเหี้ยมผู้อยู่เบื้องหลังทุกแผนการ

จอช โบรลิน ในบท เกอร์นีย์ ฮอลเล็ค  นักรบผู้เก่งกล้าของ อะเมทิสฮาเวียร์ บาร์เด็ม รับบท สติลการ์ นักรบแห่ง ทะเลทราย

ฟลอเรนซ์ พิวจ์ ในบท เจ้าหญิงอิรูลาน ผู้สง่างามช่าวลูกสาวคิด ลูกสาวของจักรพรรดิพาดิชา ชาดดัมที่สี่ ที่รับบทโดย คริสโตเฟอร์ วอลเคน และบุตรบุญธรรมของเบเน เจสเซริต คุณแม่ใหญ่ โมเฮียม 

สเตลแลน ชาร์สการ์ด รับบท บารอน วลาดิเมียร์ ฮาร์คอนเนน ผู้มีความโหดเหี้ยม

เลอา เซย์ดูซ์ ในบท เลดี้ มาร์กอต เฟนริง พี่น้องของบีน เกสซีริต ผู้มีพลังมหาศาล และ ซูเฮลา ยาคอบ ในบท ชิชาคลี เพื่อนสนิทของชานี่

งานด้านโปรดักชั่นออกมาดีงาม ดูดีไปหมด ภาพทะเลทรายที่ดูสวยงามสีเหลืองนวลดูสบายตาอบอุ่น ดูมีชีวิต ไปพร้อมๆ กับความน่าสะพรึง เมื่ออยู่ท่ามกลางพายุทะเลทราย หรือสัตว์ร้ายเคลื่อนตัวอยู่ข้างใต้ (ดูแล้วอดนึกไปถึง ความงามของทะเลทรายใน Lawrence of Arabia)

ชอบมากๆ กับงานด้านภาพ ที่มีหลากหลาย ภาพสวยงามที่ทำให้ ทะเลทรายเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ภาพขาวดำในช่วงของ ตัวละครร้ายๆ ที่ชวนให้นึกถึง งานศิลปะชิ้นเยี่ยม ฯลฯ ภาพที่สวยงาม มาพร้อมกับ การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม ฉาก ดนตรีประกอบ อันยอดเยี่ยม ของ ฮานส์ ซิมเมอร์ ที่ผสมกันได้อย่างลงตัว

แนะนำให้ดูในระบบ IMAX ที่ช่วยเพิ่มความอลังการงานภาพที่มาพร้อมกับระบบเสียงกระหึ่ม ให้ภาพเสียงที่ทำให้ดูกันแบบอลังการงานสร้าง ไม่น่าเบื่อจะมีที่ติดอยู่บ้าง ก็ตรงฉากทัพนักรบ พลเมือง ที่มีคนมากๆ เรียงแถวกันมากมายแม้ซีจีจะสร้างภาพได้โอเค แต่ภาพที่ออกมา มันชัดเจนว่าใช้ซีจี สร้างภาพ ไม่พลิ้วไหวทำให้ลดความสนุกลงไปพอควร

ตัวหนังมีความยาว 166 นาที เกือบไป 3 ชั่วโมงเต็ม และหนังจบแบบดื้อๆ แบบเดียวกับใน ภาคแรก รอดูตอนต่อไปในภาค 3 ทำให้หลายคนยังสนุกสนาน อารมณ์ค้างๆ อยากรู้เรื่องต่อไปไวๆ  ดูน สองภาคนี้ เนื้อหา ยังไม่หมด เล่มหนึ่งในนิยาย ซึ่งตัวนิยาย ยาวมีหลายเล่ม เล่นไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งทั้ง 2 ภาคนี้ จบเรื่องลง เหมือนใน Dune ฉบับปี 1984 

ก่อนที่จะมาดู Dune Part Two จำเป็นต้องดูภาคแรกมาก่อน เพราะหนังไม่มีเล่าย้อนให้เสียเวลา ขนาดบางคนดูภาคแรกมาแล้วยังงงๆ กับเรื่องราวและตัวละคร ถ้าไม่เคยดูมาก่อน ต่อเรื่องไม่ติด ลำพัง!! ตัวหนังล้วนๆ แม้จะอลังการงานสร้างก็ไม่ช่วยให้ดูสนุก ถ้าต่อเรื่องราวไม่ติด สนุกสนาน เพลิดเพลิน ไปกับ เจ้าหนอนทะเลทราย ชอบๆ ในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค 4 ห้ามบวช..ห้ามสึก..ห้ามลัก..ห้ามลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/789095

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค 4 ห้ามบวช..ห้ามสึก..ห้ามลัก..ห้ามลืม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค 4 ห้ามบวช..ห้ามสึก..ห้ามลัก..ห้ามลืม

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“พี่นาค” คือหนังผีน่ากลัวปนความฮาที่ “ไฟว์สตาร์” เปิดตำนาน “ผีพี่นาค” จนประสบความสำเร็จงดงามในปี 2562 ทำให้มีภาคต่อยอดสู่จักรวาลผีพี่นาคตามมาอีก 2 ภาคในปี 2563, 2565 ผีนาคนนท์, ผีนาคสน, ผีนาคคำ, มาสู่พี่นาค 4 ผีพี่นาคตนใหม่ภายใต้หน้ากากสยอง 

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ยังคงชัดเจนในลายเซ็นงานของตัวเอง กับหนังชุด พี่นาค และ หุ่นพยนต์ แบบเต็มๆ มาตามสูตรเป๊ะๆ ที่แทบจะไม่มีอะไรที่ฉีก ไม่ว่าจะเป็น เส้นเรื่อง ปมในตัวผีพี่นาค การสืบคดีผีๆ บรรยากาศการเล่าเรื่อง เน้นๆ ผีน่ากลัวแบบจริงจัง แทรกด้วยมุขเฮฮาที่เข้ากันได้ดีกับตัวเรื่องแต่ไม่ทำให้ความเป็นหนังผีน่ากลัวลดน้อยลงภาพเสียงดนตรีประกอบ เน้นๆ ด้วย ความน่ากลัว ใน ตัวผีพี่นาค ที่ภาคนี้ ชัดเจน มาพร้อมกับ หน้ากากผีตาโขนผีหน้าเละภายใต้หน้ากาก น่าเสียดายที่ในภาคนี้ พลังความน่ากลัว ออร่าในตัว ผีพี่นาค ดูอ่อนมากเมื่อเทียบกับ สามผีตัวรุ่นพี่ ที่มาพร้อมกับ ความจริงจัง เล่นกันถึงตาย แต่ ผีนาคติณ แค่ มาหลอกมาหลอน แก้ปม บูลลี่ ให้คนมากราบเท้า เท่านั้นความน่ากลัว ความสยดสยอง ฉากสะดุ้งตุ้งแช่ ดูอ่อนพลังลงจากภาคก่อนๆ ยังดีที่ ยังได้เสียงกรี๊ด จากคนดูหนังขวัญอ่อน มากระตุ้นให้ตกใจตาม แต่สิ่งที่ ตัวหนังยังคงทำได้ดีคือ มุขตลก ที่เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี ใส่เข้ามา ได้ถูกที่ถูกเวลา มีทั้งมุข กะเทย มุขหนังวายเพศสภาพ มุขวิ่งหนีผีมีแม้กระทั่งมุข จิกกัด ผีพี่นาคตัวก่อนๆ

พี่นาค 4 ถึงคิวที่เส้นเรื่องไปอยู่ กับ โท-โทมินจุนที่เริ่มมาเข้าแก๊งเจอผีพี่นาค มาตั้งแต่ภาค 2 ได้เวลา เผชิญหน้ากับ ผีพี่นาคตนใหม่ กับชีวิตของตัวเอง ที่มีการปู รายละเอียด เอาไว้ ใน พี่นาค 3 มีน-พีรวิชญ์ มาพร้อม เสน่ห์ ความหล่อ โดนใจสาวๆ เหมือนเดิม ทุกมุมดูดี การแสดงยังเหมือนเดิมจากภาคก่อนๆ 

บอลลูน กับ เฟิร์ส ยังคงเป็น สองตัวละครหลักที่อยู่มาตั้งแต่ภาคแรก บุคลิกยังเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนไปคือ การแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม ที่ไม่ซ้ำกันทุกภาคเอม-วิทวัส กับ เจมส์-ภูริพรรธน์ ยังคง เล่นกันได้แบบเข้าขา รับส่งความสนุกเสียงหัวเราะ ความฮามาแบบเต็มๆ แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่องดูแบบไม่เบื่อ โดยในภาคนี้ ชัดเจน ในความเป็นตัวเสริมเส้นเรื่องไปอยู่ตัวละครคนอื่น

เณรน็อต จาก พี่นาค 1-3 กลับมาครั้ง ในรูปแบบ ฆราวาส จาก เณรน้อยน่ารักๆ ต้า-อธิวัตน์ มาพร้อมกับวัยที่โตขึ้น ดูดีในแบบวัยรุ่นๆ เป็นตัวเสริมที่เพิ่มความสดใสให้กับตัวเรื่อง

แปลน-รัฐวิทย์ ชายลับแล จากใน พี่นาค 3 กลับมารับบทเดิม มีบทเพิ่มขึ้น ในภาคนี้ เป็นตัวคีย์ของเรื่อง

ตัวละครใหม่ๆ ในภาคนี้ ประกอบด้วย นนท์-อินทนนท์กับ มินตัน-มินตรา มารับบท แพรรี่ แม่ครัวปากแจ๋ว กับโบนัส  เครื่องด่าแห่งหมู่บ้านสองพี่น้อง เพื่อนเก่าของ โทจัสติน เบนเน็ท ในบท เณรอิคคิว กาโตว์-ปัณณวิชญ์มารับบท ไอ้ยิ้ม เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน ที่ทำทุกอย่างได้เงินที่ร่วมเผชิญหน้ากับผีพี่นาค ตอนจบของ พี่นาค 4 ยังคงทิ้งเชื้อส่งต่อไปสู่ พี่นาค 5 กับ…. ที่จะมีเส้นเรื่องของตัวเองต่อจาก โทอาจจะไม่น่ากลัว ไม่สนุกเท่า พี่นาค 1-3 รวมไปถึง หุ่นพยนต์ แต่พี่นาค 4 ก็ไม่ได้ขี้เหร่ ดูกันได้แบบเพลินๆ ในระดับ 6/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรพยัคฆ์ชน คนมือทอง (The Goldfinger)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/786237

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรพยัคฆ์ชน คนมือทอง  (The Goldfinger)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรพยัคฆ์ชน คนมือทอง (The Goldfinger)

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบ 20 ปี ของ 2 ซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย เหลียงเฉาเหว่ย และ หลิวเต๋อหัว ในผลงานการเขียนบท และกำกับภาพยนตร์ของ จวงเหวินเฉียง (เฟลิกซ์ ชอง)(ผู้เขียนบท “Infernal Affairs” ทั้ง 3 ภาค)

ตัวหนังดัดแปลงมาจากคดีสุดอื้อฉาวทางการเงินของกลุ่มบริษัทคาร์เรียน กรุ๊ป (Carrian Group) ที่ล่มสลายจากการฉ้อโกง และการพัวพันกับคดีฆาตกรรมนักบัญชีของธนาคารในปี 1983 ที่ถือว่าเป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮ่องกง

โคตรพยัคฆ์ชน คนมือทอง (The Goldfinger) มาพร้อมบรรยากาศของหนังฮ่องกงในยุค 90 ในแนวหนังเจ้าพ่อมาเฟีย หักเหลี่ยมเฉือนคม ตำรวจจับผู้ร้าย ที่สร้างจากคดีดังที่เกิดขึ้นจริง เพียงแต่หนังไม่ได้ทำออกมาให้แนวแอ๊กชั่นรุนแรง เน้นการเชือดเฉือนกันของตัวละคร ฉากแอ๊กชั่นแค่เป็นส่วนเสริมเพิ่มความตื่นเต้น ความสนุก โดยที่ไม่เว่อร์เกินจริง แม้จะมีบรรยากาศของหนังฮ่องกง ยุค 90แต่ตัวหนังก็นำเสนอการเล่าเรื่องโปรดักชั่นที่ทำออกมาเนี้ยบมีความพิถีพิถันในแบบที่หนังในยุคนี้สมัยนี้ทำกัน

ตัวหนังเดินเรื่องเร็ว เล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเหตุการณ์เล่าผ่านตัวละครหลัก ผ่านคำให้การของพยานผู้ต้องหาคนอื่นๆ รวมไปถึงการสืบสวนของฝ่ายตำรวจตัดสลับไปมากับช่วงยุคปัจจุบันตัวหนังมีครบรส การหักเหลี่ยมกันในเชิงธุรกิจ การสืบสวนตามจับกุมของตำรวจ ดราม่าเข้มข้น มิตรภาพ การทรยศหักหลัง ผลประโยชน์ อารมณ์ขัน และที่ขาดไม่ได้ คือ ฉากแอ๊กชั่นในแบบหนังฮ่องกง

เหลียงเฉาเหว่ย ยังคงพลังเหลือล้น เล่นเรื่อยๆ ดูเด่น มากๆ ในทุกๆ ฉาก กลบคนอื่นๆ หมด ทำให้เชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ เป็นคนเก่ง มีความลุ่มลึก เจ้าเล่ห์ โหด แต่ก็ดูมีน้ำใจ

หลิวเต๋อหัว ดีงาม เป็นคู่ปรับที่มาต่อกรกับ เหลียงเฉาเหว่ยแบบสมน้ำสมเนื้อ บทอาจจะน้อยกว่า แต่ทุกฉากที่ออกมาดูมีพลังดูดีไปหมด

นอกจาก เฮียเหลียง กับ เฮียหลิว แล้ว ยังได้ดารารุ่นเก่าที่คุ้นหน้ากันดี อาทิ เยิ่นต๊ะหัว, ไท่เป่า, เจียงห่าวเหวิน,ฟางจงซิ่น, อาซา และ เฉินเจียเล่อ และที่ดีใจฟิลสุดๆ คือ ได้เห็น หยวนหย่งอี้ นางเอกขวัญใจ มารับเชิญในบทผู้พิพากษาสาว

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ที่เสียงภาษาไทย ที่ได้ ติ่ง-สุภาพ ไชยวิสุทธิกุล กลับมาให้เสียง เหลียงเฉาเหว่ย และ โอ๊ต-จักรกฤษณ์ หาญวิชัย มาพากย์เสียง หลิวเต๋อหัว นำทีมนักพากษ์ชั้นนำ อาทิ ปิยะ-ชำนาญกิจ, เล็ก ดอกคำใต้ ฯลฯ

โคตรพยัคฆ์ชน คนมือทอง (The Goldfinger) อาจจะไม่โดนใจ คอหนังรุ่นใหม่ อาจมีบางอย่างที่ถูกเชยๆ ขัดหูขัดตาอยู่บ้าง แทบจะไม่มี ดารารุ่นใหม่ที่คุ้นเคยแต่สำหรับ คอหนังฮ่องกงในยุครุ่งเรือง ยุค 90 ต้องถูกใจอย่างแน่นอน สนุกโดนใจในระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/784697

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แอนิเมชั่นงามๆ ที่ดัดแปลงจาก มังงะ เรื่องดังของญี่ปุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของดนตรีแจ๊ส ได มิยาโมโตเด็กหนุ่มจากเมืองเซนได เดินทางมาโตเกียว เพื่อสานฝันที่จะเป็นนักแซกโซโฟนอันดับหนึ่งของโลก ทำงานแบกหามฝึกฝนฝีมือด้วยตัวเอง และหาที่ฟังเพลงแจ๊สเพื่อเพิ่มประสบการณ์ จนได้พบกับ ยูกิโนริ ซาวาเบะ นักเปียโนฝีมือดีวัยเดียวกัน และตกลงตั้งวงดนตรี และดึง ชินจิทามาดะ เพื่อนซี้วัยมัธยมของ ได ที่เขามาพักอาศัยอยู่ด้วย ที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านดนตรี มาร่วมเล่นกลองวง Jass ถือกำเนิดขึ้น เริ่มต้นเล่นดนตรี เริ่มฝึกฝนดนตรี เพื่อทำความฝันของแต่ละคนให้เป็นจริง หัวใจสำคัญ ของ Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า อยู่ที่เรื่องราวของดนตรี ความสัมพันธ์ มิตรภาพของ 3 สมาชิกในทีม ที่มีความฝันต่างกัน มีความสามารถต่างกัน แต่ทุกคนเชื่อมกันด้วยดนตรี

เส้นเรื่องหลักของหนัง มาตามสูตรชัดเจน สนุกไปกับบรรยากาศของหนังสร้างฝัน สร้างแรงบันดาล การฝึกฝนความพยายาม ท่ามกลางมิตรภาพ
อันงดงามของเพื่อนคนรอบข้าง Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า คือแอนิเมชั่นที่ให้ความอิ่มเอมทั้งอารมณ์ ภาพลายเส้นอันสวยงาม ภาพตัวละครที่พลิ้วไหว เข้าถึงคนดู ภาพของการเล่นดนตรีในลายเส้นที่แปลกตา เหมือนดูภาพวาดศิลปะอันงดงาม ดึงให้เข้าไปสู่เรื่องราว เหมือนเข้าไปนั่งดูการแสดงสดๆ ข้างๆ เวที การเล่าเรื่องที่สนุกชวนติดตาม เสียงดนตรีแจ๊สที่ไพเราะ ชวนให้เคลิบเคลิ้ม

ฮิโรมิ อูเอฮาระ นักเปียโนนักแต่งเพลงแจ๊ส ชาวญี่ปุ่นโด่งดังในระดับโลก เจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ด มาดูแลออกแบบเพลงต่างๆ ในเรื่อง ทุกๆ ฉากที่ออกมาจึงเต็มไปด้วยพลัง มีสีสัน ความงดงามของห้วงทำนองเพลงแจ๊ส ทั้งแซกโซโฟน เปียโน กลอง ฉากดนตรีทุกๆ ฉากดีงามไปหมด แต่ละโชว์ให้ภาพการแสดงที่ต่างกันไม่ซ้ำ ทำให้ดูได้ไม่เบื่อ โดยเฉพาะฉากสุดท้าย ไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่มีพลังมากๆ เหมือนได้เข้ามานั่งดูคอนเสิร์ตดีๆ งานหนึ่งทีเดียวฉากนี้โชว์เสียงแซกโซโฟน เสียงเปียโน และเสียงกลอง ออกมาได้อย่างอัศจรรย์บาดลึกเข้าไปในใจ ขนลุกขึ้นมาในทันที หนังจบแล้วอย่าเพิ่งลุกในช่วงเอนเครดิต มีติ่งต่อท้ายที่มาเรียกรอยยิ้มก่อนกลับ รักตัวหนังจนเข้าไปเป็นหนังการ์ตูนญี่ปุ่นในดวงใจเรียบร้อยแล้ว 10/10 คะแนนเต็มๆ ไม่มีหักครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เหมรฺย’ บน บาป สาป แช่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/783257

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เหมรฺย’ บน บาป สาป แช่ง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เหมรฺย’ บน บาป สาป แช่ง

วันเสาร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เหมรฺย” (อ่านว่า เหมย) คือ การบนบานศาลกล่าว หากสำเร็จจะทำสิ่งใดเป็นการตอบแทนเป็นต้น แต่หากไม่ทำตามที่กล่าวไว้ก็จะได้รับผลตามแต่วิบากกรรมของแต่ละคน ถึงขั้นชีวิตตามความเชื่อ เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ได้ทำการบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอทายาทสืบสานศิลปะโนรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปครอบครัวนี้ไม่ได้ทำตามคำสัตย์สาบาน จึงนำมาซึ่งความสยองขวัญในการทวงคืนสัญญาที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต“เหมรฺย” บน บาป สาป แช่ง มีการเล่าเรื่องผ่านตัว อลิซ กับ ออกัสที่พาเข้าไป 4 เรื่องราว 4 เหตุการณ์ กับ 4 ตัวละคร ที่เกี่ยวข้องกับ มโนราห์ อันทำให้เกิด  “เหมรฺย” ขึ้น อารมณ์เหมือนดูเรื่องสั้น 4 เรื่อง ที่ผลเกี่ยวเนื่องกัน

บน..เน้นๆ ไปที่ เอ ที่อยากได้ลูกชาย เลยไปบนบานขอกับครูมโนราห์ โดยมีลูกชายเป็นเครื่องบน บาป..ปมที่อลิศ เคยทำเอาไว้ เมื่อ 15 ปีก่อนตัวหนังย้ำตรงส่วนบ่อยๆ ความจริงที่ถูกปิดไว้ และรอวันทวงคืนอย่างสาสม สาป..พาย้อนกลับไปในอดีต ย้อนยุคไปสมัยปู่ทวด ออกัส เคยทำอะไรไว้ผลกรรมที่ต้องคำสาปของผู้ใหญ่จึงตามมา บรรยากาศ เส้นเรื่อง ชวนให้นึกถึงหนัง โหมโรง ที่พ่อคาดหวังกับลูกชายคนโต แต่มีอันต้องจากไปเหลือลูกชายคนเล็ก จะต่างกันที่ใน โหมโรง นั้น ค่อนข้างสวยงาม แต่ในเรื่องนี้เป็นเรื่องเศร้า แช่ง..ผลสืบเนื่องมาจาก บาป ที่เคยทำ คำสาปแช่งส่งผลให้เกิดเรื่องร้ายๆ เป็นช่วงสรุป เฉลย ดึงอีกสามเหตุการณ์เข้าด้วยกัน

“เหมรฺย” บน บาป สาป แช่ง เป็นหนังผี ที่เป็นผีจริงๆ เป็นหนังที่ตามหลอกหลอน ไม่ใช่หนังผี ฆาตกรโหด ฆ่ากันแบบถึงเลือด ถึงไม่มีเลือดสาดไม่มีภาพความรุนแรง แต่สร้างความน่ากลัวด้วยบรรยากาศผีครูบาอาจารย์ ที่ชัดเจนด้วยครูมโนราห์

ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ บทอาจจะน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับนักแสดงหลักคนอื่นๆ มาแบบกะปริดกะปรอย เน้นๆ ไปที่เรื่องราวในอดีตเมื่อ 15 ปีก่อน เริ่มต้นเรื่องราว

เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ เล่นดีดูเป็นธรรมชาติ ฉีกไปได้บทที่โตขึ้นดราม่าเกือบทั้งเรื่อง รับรู้ถึงพลังของแม่ ที่พยายามปกป้องลูก จะติดอยู่นิด คือแม้จะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทั้งหน้าตา ท่าทาง เครื่องแต่งกาย แต่ดูยังไงๆก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเมียของ ซี-ศิวัฒน์ หรือเป็นแม่ที่มีลูกชายวัย 15 ปี

มังกร-ฟาบริซโช่ เปาโล เล่นได้ไม่เลว สามารถทำให้รู้สึกอินตามเอาใจช่วย และอยากรู้ว่าตัว ออกัส ไปทำอะไรไว้จึงทำให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นช่วงที่เป็น ออกัส ในชาตินี้กับ ทับ ในอดีตดูต่างกันแต่ดูดีทั้งคู่ นอกจากนี้มีได้โชว์การรำโนราด้วย

เอกชัย ศรีวิชัย ดูน่าเกรงขาม ออร่า ดุดันความเข้มงวด ในแบบ พ่อครู มาแบบจัดเต็ม พลังการแสดงล้นเหลือเหมือนเคยดูกัน

สนธยา ชิดมณี ในบท เชิด หนุ่มลึกลับที่อยู่ในเรือนครูมโนราห์ยังคงเล่นนิ่งๆ ดูเซอร์ๆ ชัดเจนในความเป็นใต้ เป็นตัวละครที่เหมือนไม่มีอะไร ดูมีความลับ แต่จะเป็นตัวละครที่มีเซอร์ไพรส์ในตอนท้ายเรื่อง

ปู-นาตยา จันทร์รุ่ง มารับบททองศรี เมียพ่อครู ที่เป็นช้างเท้าหลังต้องคอยแอบช่วยลูก ธนาวุฒิ เกสโร ในบท ทิว ลูกชายพ่อครูที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดวิบากกรรมอันเกิดจากความรัก ความหลง ความลำเอียง ที่พ่อครูมีกับลูกทั้งสองคนทายาทมโนราห์

เอกชัย ศรีวิชัย ทำ “เหมรฺย” บน บาป สาป แช่ง ได้ดีตามมาตรฐานที่เคยทำ ยังคงชัดเจนในการนำเสนอเรื่องราวของครูบาอาจารย์ทางการแสดงทางภาคใต้ จากที่คนภาคอื่นได้รู้จัก เชิร์ด มาแล้ว มาครั้งนี้เป็นครูมโนราห์ มีการพูดถึงพรานบุญนิดๆ ทำให้รู้ถึง “เหมรฺย” จนอดนึกต่อไปว่า จักรวาลเรื่องราวสิ่งลี้ลับครูบาอาจารย์ทางใต้ เรื่องต่อจะนำเสนอเรื่องอะไร โปรดักชั่นทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นบทโดย อาทิตย อาริยวงศ์ษา ดนตรีประกอบโดยเทิดศักดิ์ จันทร์ปาน ซีจีเทคนิคพิเศษบรรยากาศหลอนๆ ตอนผีโผล่สิ่งที่ชอบมากๆ คือ ปกติหนังชอบ เอกชัย ตัวละครจะพูดภาษาใต้แหล่งใต้กันทั้งเรื่อง แต่มาในเรื่องนี้พูดภาษากลาง จะมีเพียงแค่ตัวละครคนใต้ทำให้เข้าถึงสัมผัสตัวเรื่องได้ง่ายขึ้นชกว่าในเรื่องก่อนๆ ที่อาจจะไม่เข้าไม่ถึงหนัง เหมือนเราหลงเข้าไปอยู่ภาคใต้ หลอน ในระดับ 7/10 หัวกะโหลก