โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/784697

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แอนิเมชั่นงามๆ ที่ดัดแปลงจาก มังงะ เรื่องดังของญี่ปุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของดนตรีแจ๊ส ได มิยาโมโตเด็กหนุ่มจากเมืองเซนได เดินทางมาโตเกียว เพื่อสานฝันที่จะเป็นนักแซกโซโฟนอันดับหนึ่งของโลก ทำงานแบกหามฝึกฝนฝีมือด้วยตัวเอง และหาที่ฟังเพลงแจ๊สเพื่อเพิ่มประสบการณ์ จนได้พบกับ ยูกิโนริ ซาวาเบะ นักเปียโนฝีมือดีวัยเดียวกัน และตกลงตั้งวงดนตรี และดึง ชินจิทามาดะ เพื่อนซี้วัยมัธยมของ ได ที่เขามาพักอาศัยอยู่ด้วย ที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านดนตรี มาร่วมเล่นกลองวง Jass ถือกำเนิดขึ้น เริ่มต้นเล่นดนตรี เริ่มฝึกฝนดนตรี เพื่อทำความฝันของแต่ละคนให้เป็นจริง หัวใจสำคัญ ของ Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า อยู่ที่เรื่องราวของดนตรี ความสัมพันธ์ มิตรภาพของ 3 สมาชิกในทีม ที่มีความฝันต่างกัน มีความสามารถต่างกัน แต่ทุกคนเชื่อมกันด้วยดนตรี

เส้นเรื่องหลักของหนัง มาตามสูตรชัดเจน สนุกไปกับบรรยากาศของหนังสร้างฝัน สร้างแรงบันดาล การฝึกฝนความพยายาม ท่ามกลางมิตรภาพ
อันงดงามของเพื่อนคนรอบข้าง Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า คือแอนิเมชั่นที่ให้ความอิ่มเอมทั้งอารมณ์ ภาพลายเส้นอันสวยงาม ภาพตัวละครที่พลิ้วไหว เข้าถึงคนดู ภาพของการเล่นดนตรีในลายเส้นที่แปลกตา เหมือนดูภาพวาดศิลปะอันงดงาม ดึงให้เข้าไปสู่เรื่องราว เหมือนเข้าไปนั่งดูการแสดงสดๆ ข้างๆ เวที การเล่าเรื่องที่สนุกชวนติดตาม เสียงดนตรีแจ๊สที่ไพเราะ ชวนให้เคลิบเคลิ้ม

ฮิโรมิ อูเอฮาระ นักเปียโนนักแต่งเพลงแจ๊ส ชาวญี่ปุ่นโด่งดังในระดับโลก เจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ด มาดูแลออกแบบเพลงต่างๆ ในเรื่อง ทุกๆ ฉากที่ออกมาจึงเต็มไปด้วยพลัง มีสีสัน ความงดงามของห้วงทำนองเพลงแจ๊ส ทั้งแซกโซโฟน เปียโน กลอง ฉากดนตรีทุกๆ ฉากดีงามไปหมด แต่ละโชว์ให้ภาพการแสดงที่ต่างกันไม่ซ้ำ ทำให้ดูได้ไม่เบื่อ โดยเฉพาะฉากสุดท้าย ไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่มีพลังมากๆ เหมือนได้เข้ามานั่งดูคอนเสิร์ตดีๆ งานหนึ่งทีเดียวฉากนี้โชว์เสียงแซกโซโฟน เสียงเปียโน และเสียงกลอง ออกมาได้อย่างอัศจรรย์บาดลึกเข้าไปในใจ ขนลุกขึ้นมาในทันที หนังจบแล้วอย่าเพิ่งลุกในช่วงเอนเครดิต มีติ่งต่อท้ายที่มาเรียกรอยยิ้มก่อนกลับ รักตัวหนังจนเข้าไปเป็นหนังการ์ตูนญี่ปุ่นในดวงใจเรียบร้อยแล้ว 10/10 คะแนนเต็มๆ ไม่มีหักครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เหมรฺย’ บน บาป สาป แช่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/783257

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เหมรฺย’ บน บาป สาป แช่ง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เหมรฺย’ บน บาป สาป แช่ง

วันเสาร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เหมรฺย” (อ่านว่า เหมย) คือ การบนบานศาลกล่าว หากสำเร็จจะทำสิ่งใดเป็นการตอบแทนเป็นต้น แต่หากไม่ทำตามที่กล่าวไว้ก็จะได้รับผลตามแต่วิบากกรรมของแต่ละคน ถึงขั้นชีวิตตามความเชื่อ เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ได้ทำการบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอทายาทสืบสานศิลปะโนรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปครอบครัวนี้ไม่ได้ทำตามคำสัตย์สาบาน จึงนำมาซึ่งความสยองขวัญในการทวงคืนสัญญาที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต“เหมรฺย” บน บาป สาป แช่ง มีการเล่าเรื่องผ่านตัว อลิซ กับ ออกัสที่พาเข้าไป 4 เรื่องราว 4 เหตุการณ์ กับ 4 ตัวละคร ที่เกี่ยวข้องกับ มโนราห์ อันทำให้เกิด  “เหมรฺย” ขึ้น อารมณ์เหมือนดูเรื่องสั้น 4 เรื่อง ที่ผลเกี่ยวเนื่องกัน

บน..เน้นๆ ไปที่ เอ ที่อยากได้ลูกชาย เลยไปบนบานขอกับครูมโนราห์ โดยมีลูกชายเป็นเครื่องบน บาป..ปมที่อลิศ เคยทำเอาไว้ เมื่อ 15 ปีก่อนตัวหนังย้ำตรงส่วนบ่อยๆ ความจริงที่ถูกปิดไว้ และรอวันทวงคืนอย่างสาสม สาป..พาย้อนกลับไปในอดีต ย้อนยุคไปสมัยปู่ทวด ออกัส เคยทำอะไรไว้ผลกรรมที่ต้องคำสาปของผู้ใหญ่จึงตามมา บรรยากาศ เส้นเรื่อง ชวนให้นึกถึงหนัง โหมโรง ที่พ่อคาดหวังกับลูกชายคนโต แต่มีอันต้องจากไปเหลือลูกชายคนเล็ก จะต่างกันที่ใน โหมโรง นั้น ค่อนข้างสวยงาม แต่ในเรื่องนี้เป็นเรื่องเศร้า แช่ง..ผลสืบเนื่องมาจาก บาป ที่เคยทำ คำสาปแช่งส่งผลให้เกิดเรื่องร้ายๆ เป็นช่วงสรุป เฉลย ดึงอีกสามเหตุการณ์เข้าด้วยกัน

“เหมรฺย” บน บาป สาป แช่ง เป็นหนังผี ที่เป็นผีจริงๆ เป็นหนังที่ตามหลอกหลอน ไม่ใช่หนังผี ฆาตกรโหด ฆ่ากันแบบถึงเลือด ถึงไม่มีเลือดสาดไม่มีภาพความรุนแรง แต่สร้างความน่ากลัวด้วยบรรยากาศผีครูบาอาจารย์ ที่ชัดเจนด้วยครูมโนราห์

ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ บทอาจจะน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับนักแสดงหลักคนอื่นๆ มาแบบกะปริดกะปรอย เน้นๆ ไปที่เรื่องราวในอดีตเมื่อ 15 ปีก่อน เริ่มต้นเรื่องราว

เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ เล่นดีดูเป็นธรรมชาติ ฉีกไปได้บทที่โตขึ้นดราม่าเกือบทั้งเรื่อง รับรู้ถึงพลังของแม่ ที่พยายามปกป้องลูก จะติดอยู่นิด คือแม้จะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทั้งหน้าตา ท่าทาง เครื่องแต่งกาย แต่ดูยังไงๆก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเมียของ ซี-ศิวัฒน์ หรือเป็นแม่ที่มีลูกชายวัย 15 ปี

มังกร-ฟาบริซโช่ เปาโล เล่นได้ไม่เลว สามารถทำให้รู้สึกอินตามเอาใจช่วย และอยากรู้ว่าตัว ออกัส ไปทำอะไรไว้จึงทำให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นช่วงที่เป็น ออกัส ในชาตินี้กับ ทับ ในอดีตดูต่างกันแต่ดูดีทั้งคู่ นอกจากนี้มีได้โชว์การรำโนราด้วย

เอกชัย ศรีวิชัย ดูน่าเกรงขาม ออร่า ดุดันความเข้มงวด ในแบบ พ่อครู มาแบบจัดเต็ม พลังการแสดงล้นเหลือเหมือนเคยดูกัน

สนธยา ชิดมณี ในบท เชิด หนุ่มลึกลับที่อยู่ในเรือนครูมโนราห์ยังคงเล่นนิ่งๆ ดูเซอร์ๆ ชัดเจนในความเป็นใต้ เป็นตัวละครที่เหมือนไม่มีอะไร ดูมีความลับ แต่จะเป็นตัวละครที่มีเซอร์ไพรส์ในตอนท้ายเรื่อง

ปู-นาตยา จันทร์รุ่ง มารับบททองศรี เมียพ่อครู ที่เป็นช้างเท้าหลังต้องคอยแอบช่วยลูก ธนาวุฒิ เกสโร ในบท ทิว ลูกชายพ่อครูที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดวิบากกรรมอันเกิดจากความรัก ความหลง ความลำเอียง ที่พ่อครูมีกับลูกทั้งสองคนทายาทมโนราห์

เอกชัย ศรีวิชัย ทำ “เหมรฺย” บน บาป สาป แช่ง ได้ดีตามมาตรฐานที่เคยทำ ยังคงชัดเจนในการนำเสนอเรื่องราวของครูบาอาจารย์ทางการแสดงทางภาคใต้ จากที่คนภาคอื่นได้รู้จัก เชิร์ด มาแล้ว มาครั้งนี้เป็นครูมโนราห์ มีการพูดถึงพรานบุญนิดๆ ทำให้รู้ถึง “เหมรฺย” จนอดนึกต่อไปว่า จักรวาลเรื่องราวสิ่งลี้ลับครูบาอาจารย์ทางใต้ เรื่องต่อจะนำเสนอเรื่องอะไร โปรดักชั่นทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นบทโดย อาทิตย อาริยวงศ์ษา ดนตรีประกอบโดยเทิดศักดิ์ จันทร์ปาน ซีจีเทคนิคพิเศษบรรยากาศหลอนๆ ตอนผีโผล่สิ่งที่ชอบมากๆ คือ ปกติหนังชอบ เอกชัย ตัวละครจะพูดภาษาใต้แหล่งใต้กันทั้งเรื่อง แต่มาในเรื่องนี้พูดภาษากลาง จะมีเพียงแค่ตัวละครคนใต้ทำให้เข้าถึงสัมผัสตัวเรื่องได้ง่ายขึ้นชกว่าในเรื่องก่อนๆ ที่อาจจะไม่เข้าไม่ถึงหนัง เหมือนเราหลงเข้าไปอยู่ภาคใต้ หลอน ในระดับ 7/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลิฟต์ซ่อนผี (Elevator Game)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/781828

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลิฟต์ซ่อนผี (Elevator Game)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ลิฟต์ซ่อนผี (Elevator Game)

วันเสาร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังผีฝรั่งเรื่องล่าสุดที่นำเอาลิฟต์มาเป็นตัวสร้างความสยองขวัญสยดสยองน่ากลัวกล้าไหม ทำตามกฎ…เล่นตามเกมสุดสยองเพื่อท้าเจอผีที่ซ่อนอยู่ในลิฟต์ หากแหกกฎแม้แต่ขั้นตอนเดียว คุณอาจหายไปตลอดกาล จากเรื่องเล่าที่เป็นกระแสในโลกอินเตอร์เนต เกี่ยวกับตำนานหญิงสาวชั้นห้ากับลิฟต์มรณะ ที่ว่าหากใครอยากติดต่อกับวิญญาณหรือต้องการเดินทางไปสู่อีกมิติหนึ่ง ให้ทำพิธีกรรมในลิฟต์และเล่นตามกฎ

ลิฟต์ซ่อนผี (Elevator Game) น่าจะเป็นหนังผีที่มีพล็อตเรื่องและตัวหนังน่าจะสร้างความน่ากลัว ความหลอน ให้เกิดขึ้นได้ไม่อยาก สามารถเล่นอะไรได้มากมาย เหมือนที่เราเคยผ่านตาจากหนังผีลิฟต์มาแล้วแทบจะทุกชาติทุกภาษา แต่น่าเสียดายที่ตัวหนังกลับออกมาดูเรื่อยๆ หนังไม่ได้สร้างความน่ากลัวในลิฟต์ ดูง่ายทื่อเรื่อยๆ ไร้อารมณ์ แม้แต่ฉากสะดุ้งก็แทบจะไม่มี ตัวละครหลักๆ มีเพียงไม่กี่คนก็ขาดเสน่ห์ทั้งจากการแสดงหรือการวางคาแร็กเตอร์บุคลิกตัวละครที่จะไม่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพัน แถมออกมาแห้งแล้งน่าเบื่อ ตัวผีสาวชั้น 5 ก็ไม่มีอะไรใหม่ ใส่ชุดดำ เคลื่อนที่ไป-มา เล่นสะพานโค้ง ที่เห็นกันจนชินตาในหลายเรื่อง ยังดีที่บางช่วงบางตอนตัวหนังยังพอมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง

แม้หนังจะนำเกมความเชื่อมาดัดแปลงเป็นหนังแต่เอาเข้าใจจริงๆ ตัวหนัง กลับไปเหมือนกับหนังผีไต้หวันยังกับรีเมคกันมา แค่เปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง

โรงเรียนผีเฮี้ยน (The Bridge Curse : Ritual) หนังผีไต้หวันภาคต่อจาก คำสาปสะพานเฮี้ยน (The Bridge Curse Road to Salvation) (2020) ที่ประสบความสำเร็จ จนมีภาคต่อ เข้าฉายในบ้านเรา เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 นำเข้าโดยเนรมิตรหนัง ฟิล์ม และ ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ เด็กมหา’ลัยหารายได้พิเศษ คิดโปรแกรมเกม AR เกมผีๆ ในโลกโซเชียลทุกคนต้องฝ่าด่านผีร้าย โดยมีฉากในโรงเรียน ที่มีตำนานผีดุที่มีนักเรียนหายสาบสูญไปภายในลิฟต์ ตัวเอกสาวเข้ามาทดสอบเกมนี้เพื่อทำตามวิธีการเปิดประตูเจอผีในลิฟต์ เพื่อตามหาพี่ชายที่หายสาบสูญไปจากการทดลองเล่นเกมนี้โรงเรียนผีเฮี้ยน หนังผีไต้หวัน เรื่องนี้ดูหลอนน่ากลัว

สิ่งที่เหมือนกันชัดๆ คือ เรื่องของลิฟต์ เปิดเรื่องด้วย ตัวละครที่เข้าไปเล่นเกมตามผีในลิฟต์ตามเรื่องเล่า และหายสาบสูญ ตัวเอกที่เป็นน้องกลับมาเล่นเกมเพื่อตามพี่ที่หายไปการปลดปล่อยผีร้ายที่อยู่หลังลิฟต์ ที่มา-ที่ไปของผีร้ายก็คล้ายๆ กัน ฯลฯ น่าเสียดาย…น่าเสียดาย ลิฟต์ซ่อนผี กลับไม่น่ากลัวอย่างที่คิด จากขั้น 10 ลิฟต์หล่น ความน่ากลัวเหลือแค่ 4/10 หัวกะโหลก ส่วนโรงเรียนผีเฮี้ยน ความน่ากลัวขึ้นลิฟต์ไปถึง 8/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กชายกับนกกระสา (The Boy and The Heron)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/780385

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กชายกับนกกระสา  (The Boy and The Heron)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กชายกับนกกระสา (The Boy and The Heron)

วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สตูดิโอจิบลิ คือค่ายผลิตการ์ตูนงามๆ ของญี่ปุ่นที่มีแฟนๆ ชื่นชอบ ชื่นชมมากมาย ผลิตงานดังๆ อาทิMy Neighbor Totoro (1988), Princess Mononoke (1997), Spirited Away (2001) และ Howl’s Moving Castle (2004) สร้างตัวละครน่ารักให้เข้ามาอยู่ในใจคนดูมากมาย อาทิ โทโทโร่ แม่มดกีกิ ฯลฯ เด็กชายกับนกกระสา (The Boy and The Heron) คือผลงานชิ้นล่าสุดของ จิบลิ จากฝีมือการกำกับของเจ้าเก่ามือเก๋า ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่เคยประกาศจะทำ The Wind Rises (2013) เป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนจะเปลี่ยนใจมาทำเรื่องนี้ในอีก 10 ปีให้หลัง ในวัย 83 ปี

เด็กชายกับนกกระสา (The Boy and The Heron) ได้แรงบันดาลใจมาจาก คิมิตาจิวะ โดอิกิรุคะ หนังสือนวนิยายเล่มโปรดในวัยเด็กของ มิยาซากิ ผลงานของ โยชิโนะ เก็นซาบุโรที่ตีพิมพ์ในปี 1937 โดยเอามาแค่ชื่อเรื่องมาผสมกับชีวิตในวัยเด็กของเขา ที่มีพ่อเป็นเจ้าของโรงงาน กับการสูญเสีย แม่ไปในวัยเด็ก ตัวหนังยังคงเล่าเรื่องง่ายๆ ในแบบของ จิบลิมาพร้อมกับภาพ ลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ จิบลิที่เห็นปุ๊บรู้ปั๊บแบบดั้งเดิมขนานแท้ ลายเส้นสองมิติธรรมดาๆ ไม่จำเป็นต้องเป็น 3D แบบในปัจจุบันก็ออกมาดูดีได้ ความรู้สึกเหมือนได้ดูหนังการ์ตูนสีสันลายเส้นสวยงามแท้ๆ ไม่ใช่งานแอนิเมชั่น หรืองานที่สร้างจากมังงะ ที่เห็นกันจนชินตาภาพในช่วงสงครามสวยงามมากๆ ชวนให้นึกถึงสุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies) (อีกหนึ่งมาสเตอร์พีชของ จิบลิที่กำกับโดย อิซาโอะ ทากาฮาตะ) จนดึงอารมณ์ชวนให้คิดไปก่อนเลยว่าหนังอาจจะเรียกน้ำตา และอาจจะฉีกออกไปจาก การ์ตูนใสๆ ของจิบลิ ภาพไฟไหม้ ระเบิดเมือง ซากปรักหักพังการสูญเสีย เสื้อผ้า หน้าผมตัวละครนี่ใช่เลย

ตัวละครหลักๆ ก็ยังคงเป็นเด็กที่มีปม รอการคลายปมเหมือนในเรื่องดังๆ ของจิบลิ ที่พลัดหลงเข้าไปสู่โลกแฟนตาซีโลกวิญญาณ ความเป็นความตาย สัตว์ประหลาดน่ารักๆ ตัวละครที่เหมือนจะจริงจัง แต่เอาเข้าจริงๆ กลับมีความน่ารัก อารมณ์ขันเพลินๆ ยิ้มไปกับบรรดาตัวละครในโลกแฟนตาซี

เด็กชายกับนกกระสา เป็นการ์ตูนที่ดีงามตามมาตรฐานของ สตูดิโอจิบลิ ทั้งเนื้อหา ลายเส้น และตัวละคร ที่น่าจะถูกใจบรรดาแฟนพันธุ์แท้หรือใครที่ชื่นชอบค่ายนี้ ความรู้สึกเหมือนงานรวมมิตรฉากเด็ดๆ ของ จิบลิ แต่อาจจะไม่ถูกใจหรือไม่โดนใจกับใครที่ไม่ใช่แฟน หรือการ์ตูนในสไตล์ หรือการนำเสนอแบบจิบลิ หรือคนที่เสพแอนิเมชั่นในยุคนี้ที่อยากเห็นภาพที่ดูจริงจัง หรือเรื่องราวที่ซับซ้อนมากกว่านี้ สุดแต่ใครจะชอบหรือไม่ชอบแล้วแต่รสนิยมล้วนๆ ล่าสุดดีใจด้วยที่ เด็กชายกับนกกระสา(The Boy and The Heron) คว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ชอบมากๆ ชอบในระดับที่ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์ (Ladybug And Cat Noir : The movie)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/779015

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์  (Ladybug And Cat Noir : The movie)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์ (Ladybug And Cat Noir : The movie)

วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์ อาจจะมีหน้าหนังที่ชวนให้นึกถึงรวมเหล่ายอดคนพิทักษ์โลก (The Incredibles) ของค่ายดิสนีย์ แต่เอาเข้าจริงๆ มีแต่ภาพของตัวเอกที่ชวนให้นึกถึง แต่ไม่มีอะไรที่เหมือนหรือคล้ายกันเลย แอนิเมชั่น 3D สวยๆ น่ารัก เรื่องดังจากฝั่งฝรั่งเศส แนวซูเปอร์ฮีโร่ที่มาแบบครบรส มีทั้งฉากแอ๊กชั่นต่อสู้ ทั้งในรูปแบบกังฟู ปล่อยพลังในแบบซูเปอร์ฮีโร่ อาวุธคู่กายเรื่องรักโรแมนติก ความรักโดยที่ไม่รู้ คนที่ตัวเองแอบชอบคือคนใต้หน้ากากดราม่า ปมปัญหาครอบครัว เดินเรื่องแบบมิวสิคัล มีทั้งเพลงเล่าเรื่อง เพลงที่ตัวละครโต้ตอบกัน และเพลงฟังสบายๆ ในหลายแนว โดยเฉพาะเพลง “Stronger Together แค่เรามีกัน” ไพเราะมากๆ ทั้งเสียงต้นฉบับและเสียงไทย

ในเวอร์ชั่นเสียงไทย ได้ทีมพันธมิตร นำทีมโดย โต๊ะ-พันธมิตร(ปริภัณฑ์ วัชรานนท์) ให้เสียงไทย โดยได้สองศิลปินรุ่นใหม่อย่างตันหยง-อรณิชา สุมงคลวุฒิกุล  ผู้ให้เสียง “มาริเนตต์” หรือ เลดี้บัคและ โบ๊ท-คนาวิน เชื้อแถว หรือ “SOBBOY” (ศิลปินเดี่ยวจากค่ายเพลงชื่อดังอย่าง Spicy Disc (สไปร์ซซี่ ดิสก์) อดีตสมาชิกวงสมเกียรติ) ร็อกสตาร์ มาให้เสียง “เอเดรียน” หรือ แคทนัวร์รับหน้าที่พากย์เสียงและขับร้องเพลงเวอร์ชั่นไทยทั้ง 7 เพลง

นอกจากจะพากย์เสียงและร้องเพลงแล้ว ตันหยง-อรณิชา ยังได้สร้างสรรค์และเรียบเรียงเนื้อเพลงจากการควบคุมการสร้างโดย เชาวเลข สร่างทุกข์ ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเพลงเจ๋งๆ มากมาย แท็กทีม“คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล” รวมถึงได้อาจารย์สอน Voiceอย่าง ครูเหมี่ยว-ชัญญาพัชร์ มาควบคุมการร้องอย่างมีมาตรฐาน

ตัวหนังใช้เวลาช่วงต้นเรื่องปูรายละเอียดตัวละคร ที่มาที่ไปการได้มาของพลังวิเศษ การเป็น เลดี้บัค แคทมัวร์ รวมไปถึงฮอว์กมอธ ตัวร้ายกับลูกสมุนอย่างชัดเจน  ดังนั้น คนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยรู้เรื่องราวหรือไม่เคยดูมาก่อนก็สามารถสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ในส่วนของเจ้าเหมียว “แคทนัวร์” ผู้ที่นอกจากจะมีใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นอาวุธแล้ว เขายังมี กระบองพิฆาต ที่สามารถใช้ฟาดปราบเหล่าวายร้ายให้เรียบไม่มียั้ง พร้อมคุณสมบัติยืดหดได้ทุกขนาดทุกสถานการณ์ตามใจสั่ง นอกจากนี้แล้วพ่อหนุ่มเหมียวพิฆาตยังมาพร้อมกับพลังพิเศษที่เรียกว่า คาตาคลิซึม (Cataclysm) หรือ พลังแห่งการทําลายล้าง ที่เขาสามารถสั่งการใช้งานเพื่อทําลายทุกสิ่งได้อย่างไม่มีข้อยกเว้นและไม่มีใครสามารถต้านทานได้

ในด้านของฝั่งตัวร้ายหรือ “ฮอว์กมอธ” เองก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าซูเปอร์วายร้ายระดับพระกาฬผู้นี้มาพร้อมกับอาวุธประจำตัวที่เรียกว่า“ไม้เท้าแห่งความมืด” ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังแห่งความชั่วร้ายทั้งหมดเอาไว้ โดยฮอว์กมอธมีการใช้งานร่วมกับพลังพิเศษที่เรียกว่า“อาคุม่า” หรือ “พลังแห่งความมืด” ที่สามารถใช้เปลี่ยนคนธรรมดาที่มีจิตใจชั่วร้ายให้กลายเป็นปีศาจไร้สำนึก เพื่อออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับปารีสทั้งเมืองเต็มไปด้วยความโกลาหลตามแผนการของเขานั่นเอง

หนังดูสนุกสนานไปแบบเรื่อยๆ ชวนติดตาม ตลอดทั้งเรื่องผสมครบทุกรสได้อย่างดี ทั้งฉากบู๊ ดราม่า เรื่องรัก อารมณ์ มุขน่ารักๆในหนังยังให้ภาพสวยของนครปารีสที่เหมือนกับภาพจริงๆ ไม่ใช่แอนิเมชั่นและบทเพลงเพราะๆ จะติดอยู่นิดเดียวคือ ฉากต่อสู้ช่วงไคลแมกซ์มันดูง่ายไปสักนิด น่าจะมีอะไรไปมากกว่านี้ดูกันแบบเพลินๆ สบายๆ ในแบบแอนิเมชั่นฝรั่งเศส แดนน้ำหอม ที่มีโทนหนังละมุมต่างไปจาก ฝั่งฮอลลีวู้ดไม่น้อยทีเดียว 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Analog Squad ทีมรักนักหลอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/777985

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Analog Squad ทีมรักนักหลอก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Analog Squad ทีมรักนักหลอก

วันเสาร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Analog Squad ทีมรักนักหลอก มีหน้าหนังเป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮา ดูสบายๆ แต่เอาเข้าจริงๆ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ตัวหนังอะไรมากกว่านั้น หนังมีหลากหลายอารมณ์ ขำขัน รอยยิ้ม ดราม่าครอบครัวที่หนัก มิตรภาพของเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง ความรักของพ่อแม่ พี่น้อง หนุ่มสาว หรือแม้แต่แอ๊กชั่นไล่ล่า

พล็อตหลักของเรื่องว่าด้วยเรื่องของการแก้ปัญหา การหนีปัญหา การโกหก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข ผ่านทางครอบครัวของปอนด์ที่พ่อกับลูกผิดใจกันเพราะพ่อตรงเกินไป ลูกต้องการเอาตัวรอด ครอบครัวเก๊กกับแม่ที่เป็นอดีตดาวโป๊ ครอบครัวบุ้งกับความลับของพ่อ

ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ทำ Analog Squad ทีมรักนักหลอกออกมาดูดี เล่าเรื่องสนุก ไม่ซับซ้อน ค่อยๆ เผยปมความลับเรื่องปกปิดของแต่ละคน ดึงให้คนดูตามดูได้แบบไม่น่าเบื่อ มีจังหวะในส่วนอารมณ์ต่างๆได้ดีหนังพาย้อนกลับไปหาความทรงจำในอดีต ในยุค Y2K ช่วงนับถอยหลังสู่ปี 2000 สู่สหัสวรรษใหม่

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม ยังคงดีงาม พลังการแสดงเข้มๆ ล้นๆ เป็น ปอนด์ หนุ่มใหญ่ที่มีปมปัญหาล้มเหลวทั้งครอบครัว การงาน ดราม่าหนักท่าทางโทรมอินดี้แอ๊กชั่นรัวๆ

ลิลลี่ สาวโสด แฟนเก่าปอนด์ ผู้ล้มเหลวในชีวิตคู่ และมีความลับที่ปกปิดกับทุกๆ คน น้ำฝน-กุลณัฐ กุลปรียาวัฒน์ เล่นบทนี้ได้ดี สวยน่ารักตามวัย ดูเป็นสาวขาลุยๆ ในแบบรุ่นใหญ่ได้ดี จนอดรัก ลิลลี่ ขึ้นมา

เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เป็น เก๊ก ที่หล่อ น่ารัก มีเสน่ห์ เล่นแบบลื่นไหล ดูดีทั้งบทกะล่อนใสๆ เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือบทดราม่า แสดงอารมณ์ ดูแล้วเชื่อทั้งในการเป็นลูกชายตัวดีของแม่ปูเป้หรือ น้องม่อน (กำมะลอ)

ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ ดูเป็นธรรมชาติ สาวทอม ลุคสาวเท่ที่มีความน่ารักสดใสในตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะ บุ้ง หรือแม็ก ก็ตาม ดูแล้วหลงรักในความสดใสน่ารักหรืออดสงสารเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ

อ้อง-สุรสีห์ อิทธิกุล เป็น ปู่เขียว เล่นนิ่งๆ ดูดีเป็นธรรมชาติดูอบอุ่น ไม่ต้องเล่นเยอะ ยิ่งตอนที่ร้องเพลง รักไม่รู้ดับ ให้ย่าสดใส หรือ ตอนนี้เคลียร์ปัญหาคาใจกับ ปอนด์ เล่นเอามีน้ำตา

ตุ๊ก-วิยะดา โกมารกุล ณ นคร มารับบท ย่าสดใส คุณย่าที่คอยประสานสิบทิศ เล่นเป็นธรรมชาติดูเป็นตัวเอง ดูกลืนเด่นในทุกๆ ฉากส่งให้ตัวละครตัวอื่นได้ดี

โยโกะ ทาคาโน่ กลับมาโชว์หุ่นเซ็กซี่ ในบท ปูเป้ ปารัช แม่ของ เด็กอดีตนางแบบนู้ดชื่อดัง ผู้หันมาเป็นเจ้าของโฮสเทล มาในแบบสบายๆ น่ารัก แต่พอบทดราม่ากับลูกชายเล่นได้ดีจริงๆ

อ่อง-กษาปณ์ จำปาดิบ ดูอบอุ่นกับบทรัก เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่เก๊กเรียกว่าป๋า เป็นทั้งที่ปรึกษา เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว และมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวพันกับ เก็ก

พิมฐา-ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล ในบท แม็ก (ตัวจริง) สวยใส สดใสน่ารัก ขโมยซีนในทุกๆ ฉากที่ออกมา ร่วมด้วย ธีรวัฒน์ อนุวัฒน์อุดมมารับบทพ่อของ บุ้ง-อชิรพล จินะปัญโญ รับบทเป็น บี๋ น้องชาย บุ้ง เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ ในบท ปอนด์ ในวัยรุ่น ภูมิ รังสีธนานนท์ รับบทเป็น เมฆ เพื่อนซี้ของ ปอนด์

Analog Squad ทีมรักนักหลอก ทีมนักแสดงที่เข้าขา เล่นดี เรื่องดี บทดี โปรดักชั่นเยี่ยม เสื้อผ้าหน้าผมย้อนกลับไปยุคปี 2000 ได้อย่างสมจริง ภาพวิวสวยๆ ของพังงา ดนตรีประกอบที่ช่วยสร้างความเหงาให้กับเรื่องและตัวละคร รวมไปถึงเพลงประกอบ เพลงคุ้นหูในยุคนั้น เพลงนำเรื่อง หรือเพลงคลาสสิกอย่าง รักไม่รู้ดับ Analog Squad ทีมรักนักหลอก คือ หนังไทยที่ชอบ 1/5 ชอบปี 2566 เลยครับ เป็นหนังในโครงการทีไทยทีมันส์ ของ Netflix ที่ชอบต่อจาก Delete, Hungerคนหิว เกมกระหาย, The Murderer และ มนต์รักนักพากย์ ซีรี่ส์ไทยๆ ส่งท้ายปี ชอบๆ รักๆ เรื่องนี้ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776664

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่ อควาแมน (Aquaman) เปิดตัวใน จัสติซ ลีก (Justice League) และมีภาคเดี่ยวของตัวเองใน อควาแมน เจ้าสมุทร (Aquaman) (2518) ที่ได้ เจมส์วาน พักงานจักรวาลหนังผีมาทำจนสร้างประวัติการณ์เป็นหนัง DC ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลมาปีนี้ เจ้าสมุทร กลับมาสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ อีกครั้งในอควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)พล็อตหลักของภาคนี้ยังคงเหมือนภาคแรก ออกในแนวจักรๆ วงศ์ๆ กำลังภายใน การชิงบัลลังก์ การแก้แค้นแทนพ่อที่ตายแล้ว พลังด้านมืด ด้านสว่าง และปมความขัดแย้งระหว่างพี่น้องที่เพิ่มเติมเข้าในส่วนของสาระ คือ การพูดถึงเรื่องปัญหาโลกร้อน มลภาวะ ที่จะทำลายโลก ส่วนที่ลดน้อยลงคือเรื่องราวความรัก ที่เหลือเพียงเส้นเรื่องบางๆ เท่านั้น

เจมส์ วาน สนุกสนานกับการทำ อควาแมน 2 มากๆ ครบรสภาพ CG ฉากใต้น้ำ บนทะเล ในป่า กลางหุบเขา ดูดีไปหมด ความสนุกของ อควาแมน 2 มีบรรยากาศของหนังหลายๆ แบบมารวมกันหนังขาย CG แอ๊กชั่นของหนังซูเปอร์ฮีโร่ บรรยากาศของหนังผจญภัยตามหาขุมทรัพย์ในโลกโบราณ หุบเขาที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายสัตว์โบราณ ฉากในอาณาจักรต้องคำสาป ทหารผี นายผู้ต้องคำสาปเลือด นี่มันอภินิหารกองพันซี่โครง (Army Of Darkness) (1992) ชัดๆ คิงส์ฟิช ปลาจอมสลัดตัวร้าย อดนึกถึง จับบ้า ใน สตาร์วอร์ส ไม่ได้

นักแสดงทุกคนกลับมาร่วมรับบทเดิมที่เคยแสดงเอาไว้ เจสัน โมมัว ยังคงเป็น เจ้าสมุทร อควาแมน ที่น่ารัก ใช่เลยเหมือนเดิม ให้ความรู้สึกของความเป็นฮีโร่ ที่มีทั้งความเข้มแข็ง ไปพร้อมๆ กับความอ่อนโยน

อาร์เธอร์ เคอร์รี/อควาแมน ตอนนี้ต้องสร้างสมดุลในภารกิจทั้งการเป็นกษัตริย์แห่งแอตแลนติส และคุณพ่อมือใหม่ และต้องจับมือกับน้องชายในการปกป้องโลกบนบกและพื้นน้ำ

แพทริค วิลสัน ดาราคู่บุญของ เจมส์วาน ในบท ออร์มขโมยซีน เด่นมากๆ ในทุกๆ ฉาก ดูแล้วลืมความร้ายในภาคแรกไปเลยแม้ภาคนี้รอยตีนกาบนหน้าอาจจะเห็นชัด แต่ด้วยบทหนัง การแสดงที่น่ารักกำลังดี เคมีความสัมพันธ์ของ อาร์เธอร์ กับ ออร์ม ของเจสัน โมมัว กับ แพทริค วิลสัน ดูเข้ากันมากๆ ช่วยเพิ่มทั้งรอยยิ้มความสนุกให้กับเรื่องมากขึ้น

น่าเสียดายที่บท เมร่า ราชินีแห่งแอตแลนติส และคุณแม่ของผู้สืบทอดบัลลังก์ ที่สวมบทโดย แอมเบอร์ เฮิร์ท แม้จะออร่านางเอก แต่กลับถูกลดบทบาทลงไป กลายเป็นตัวประกอบไปแบบชัดเจน

เป็นหนัง DC ที่ครบเครื่องเรื่องฮีโร่ สนุกได้แบบไม่ต้องดาร์ก หรือมีด้านมืด และมาแบบคนเดียวโดดๆ ไม่ต้องมีฮีโร่คนอื่นๆในจักรวาลมาเอ่ยถึงพูดถึง แม้กระทั่งโผล่หน้ามาเลยสักคนเดียวการได้เห็นเจ้าสมุทร ขี่ม้าน้ำออกศึก เหมือนที่เคยเห็นภาพในการ์ตูน ที่เคยดูในสี่ยอดมนุษย์ นี่คือดีงามสุดๆ ปลายช่วงท้ายเอนเครดิตมีติ่งที่มาเรียกรอยยิ้มส่งท้ายสนุกเพลินๆ ตลอดเรื่อง เป็นหนัง DC ที่ไม่ทำให้ผิดหวัง ชอบระดับ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วองก้า (Wonka)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/775376

โอ๊ยเล่าเรื่อง :  วองก้า (Wonka)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วองก้า (Wonka)

วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory) คือวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนซี ที่ โรลด์ ดาห์ล แต่งเอาไว้เมื่อปี 1964 เป็นหนังสือเด็กอีกเล่มหนึ่งที่เคยอ่านและชื่นชอบ และมาอินมากๆ เมื่อ ทิม เบอร์ตัน นำมาสร้างเป็นหนังในปี 2005 ที่ได้ จอห์นนี่ เด็ปป์ มารับบท วิลลี่ วองก้า เจ้าของโรงงานช็อกโกแลต ที่เด่นจนเป็นภาพจำมากกว่า เฟรดดี้ ไฮมอร์ ที่เล่นเป็น ชาร์ลี ตัวเอกซะอีก (นิยายเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็นหนังครั้งแรกในชื่อ Willy Wonka & The Chocolate Factory ในปี 1971 มี จีน ไวเลอร์ แสดงนำ)

วองก้า (Wonka) ถ่ายทอดเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของวิลลี่ วองก้า นักประดิษฐ์ผู้เก่งกาจระดับโลก นักมายากล และผู้ผลิตช็อกโกแลตผู้เป็นที่รัก ก่อนที่จะมาสร้างโรงงานช็อกโกแลตและตามทายาทผู้สืบทอดโรงงานจนมาเจอเด็กน้อยชาลี เริ่มตั้งแต่ ทำตามฝัน เข้ามาในเมืองใหญ่ ถูกโกง ถูกจับไปใช้แรงงาน ถูกขัดขวางการตั้งร้านจากนายทุนร้านช็อกโกแลต ถูกใช้แรงงานจากเจ้าของโรงแรมกับคู่หูจอมโหด และมิตรภาพที่ได้รับจาก นูเดิล เด็กรับใช้ กับกลุ่มเพื่อนๆ ทั้ง 4 ที่เจอในโรงแรม

ผู้กำกับ พอล คิง สร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยอิงจากคาแร็กเตอร์ หลักๆ ของตัว บิลลี่ วองก้า ที่โรลด์ ดาห์ล ได้แต่งเอาไว้ โดยเลือกที่จะทำ วองก้า (Wonka) ออกมาเป็นหนังแฟนตาซีมิวสิคัล เต็มไปด้วยจินตนาการ เหมือนหลุดเข้าไปสู่โลกของความฝัน ผ่านเสื้อผ้าหน้าผมฉาก โปรดักชั่นยิ่งใหญ่อลังการ สีสันสดใส

วองก้า (Wonka) มาพร้อมกับบรรยากาศของหนังเด็กหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชน ดูง่าย ย่อยง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตัวละครมีความเป็นตัวการ์ตูน ตัวร้ายตัวดี ชัดเจนในความเป็นแฟนตาซี แม้ตัวหนังจะมีความเป็นเด็กสูง แต่ยังแฝง/พูดถึงปัญหาสังคม ชนชั้น แรงงาน นายทุน การคอร์รัปชั่น ติดสินบนแทรกเอาไว้ตลอดเรื่อง เพียงแต่ด้วยการนำเสนอ การเล่าเรื่องไม่ทำให้หนังออกมาซีเรียส จริงจัง มีแต่ความผ่อนคลาย ดูสบายๆเพลงประกอบดีงามๆ ไพเราะทุกๆ เพลง สมกับที่เป็นหนังเพลงหนังมิวสิคัล บทเพลงต่างๆ มาได้ถูกจังหวะ เนื้อเพลงเข้ากับเรื่อง มีทั้งเพลงเล่าเรื่องและเพลงน่ารักฟังสบายๆ ฟังแล้วติดหู 

ทิโมธี ชาลาเมต์ เสน่ห์ล้นเหลือ เอาหนังอยู่ เด่นจนแบกหนังไว้ได้ทั้งเรื่อง ดีงามทั้งความหล่อ ความน่ารัก การแสดง ทั้งร้องทั้งเต้น สุดยอดจริงๆ เล่นได้น่ารัก ฉีกไปจากที่ จอห์นนี่ เด็ปเคยแสดงเอาไว้

น้องคาลาห์ เลน ในบทสาวน้อยนูเดิล ก็เล่นได้แบบน่ารักน่าเอ็นดู จับคู่เป็นคู่หูคู่ฮากับ ทิโมธี ได้อย่างเข้าขาลงตัว

ฮิวจ์ แกรนต์ โดดเด่นมากๆ เล่นได้น่ารักกับบท อูมปา ลูมป้า คนตัวจิ๋วสีส้ม ผมสีเขียวที่ตามทวงหนี้ วองก้า หรือแม้แต่ มิสเตอร์บีนโรแวน แอทคินสัน มาในบทหลวงพ่อในโบสถ์ แค่เห็นหน้าก็ขำกระจายแล้ว รวมทั้งหมดนักแสดงฝีมือเยี่ยม ก็เข้ามาช่วยเสริม ทำให้หนังดูดีดูสนุกมากขึ้น ทั้งกลุ่มตัวร้ายและตัวดี 

วองก้า (Wonka) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปดูจอใหญ่ๆ อย่าง IMAX จะยิ่งเพิ่มอรรถรสในการรับชม ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนต้องมนต์มายากลของ วองก้า ตกในภวังค์เหมือนเข้าไปสัมผัสกับโลกที่อบอวลเต็มไปด้วยช็อกโกแลตจริงๆ มิวสิคัลแฟนตาซี โลกสวย อารมณ์ดี เด็กดูได้ดูสนุก ผู้ใหญ่ดูดีมีสอนใจเพลิดเพลิน จำเริญใจ สนุกสนานไปกับ วิลลี่ วองก้า ในแบบที่โดนใจเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/774080

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของค่ายไฟว์สตาร์ ที่ฉีกแนวมาทำหนังแนวแอ๊กชั่นไซไฟ หลังจากที่สนุกสนานมันมือกับการทำหนังผีหนังสยองขวัญมาพักใหญ่จนแทบจะนึกว่า ค่ายห้าดาว ทำหนังแนวเดียว สลิธ โปรเจกต์ล่า คือ ผลงานการกำกับของ  ปี๊ด-ปัญจพงศ์ คงคาน้อย (ซับบาลาและ 7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์) กับ ยุ่น-ศุภวิชช์ สุวรรณเนตร (เอ็มวี “ฆาตกรต่อเนื่อง”)

หนุ่มลึกลับ ถูกรถตู้ของ ซี กับเพื่อนๆ ชน จนความจำเสื่อม ซี เลยนำเขามาดูแล พร้อมตั้งชื่อให้ว่า เนมเนม เข้ามาร่วมทีมการแข่งขัน เกมส์ การต่อสู้ของ ซี กับเพื่อนๆ ในบริษัทผลิตเกมส์ของพ่อซีทุกคนถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับ สลิธ เทพเจ้าในตำนาน ที่ว่า เลือด ของเหล่า สลิธ สามารถรักษาโรคร้ายต่างๆและทำให้คนเป็นอมตะไม่แก่เฒ่าความสัมพันธ์ของ เนม กับ ซี ค่อยๆ ก่อนตัวขึ้นความลับของ เนม ค่อยๆ คลี่คลายขณะเดียวกันก็มี อิคิทา ชายลึกลับออกมาตามล่าเนม

สลิธ โปรเจกต์ล่า ชัดเจน ในความเป็นหนังแอ๊กชั่นไซไฟ  โทนหนังบรรยากาศ ออกมาดูล้ำ ก้าวไปข้างหน้า ทั้ง เรื่องราว เหตุการณ์ หรือแม้แต่ นักแสดง ก็ยังเป็นเด็กรุ่นใหม่พล็อตเรื่องเส้นเรื่องของ สลิธ โปรเจกต์ล่า ไม่ใช่ของใหม่เส้นเรื่องเดิมๆ พล็อตเดิมที่คุ้นเคยกันมาดีในยุคที่หนังฮ่องกงเฟื่องฟู ตัวหนังถูกแย่งออกเป็นช่วงๆ ออกเป็นหลายแนว ในช่วงปูเรื่องเริ่มเรื่อง ออกมาในแนวหนังรักวัยรุ่น ช่วงโดดเข้าสู่โลกการแข่งเกมส์ ก่อนที่จะมาถึง สลิธลุยแหลก เน้นแอ๊กชั่น โดยมีดราม่า เรื่องครอบครัว แทรกมาเป็นระยะ หนังออกแบบโลกอนาคต ได้ดี เสื้อผ้าหน้าผมบรรยากาศ ผู้คน เมือง ความล่มสลาย มลภาวะเป็นพิษ ที่ ทำลายโลก แม้จะดูหลอกตา ดูเป็นฉากมากกว่าจะเป็นโลกจริงๆ ก็ตาม บทสรุปช่วงท้ายก็ทำได้ไม่เลว

ฉากแอ๊กชั่น ดูจริงจัง ทำออกมาได้ไม่เลว เพียงแต่ในยุคนี้พ.ศ. ภาพที่มา น่าจะมีอะไรๆ มากกว่านี้ แถมช่วงต้นๆ เรื่อง การปรากฏตัวของ หนุ่มลึกลับ มันดูง่าย แทบไม่ได้โชว์ฝีมืออะไรยังดี ที่ฉากแอ๊กชั่นช่วงท้ายเรื่องดูสนุกตัว สลิธ ดีไซน์ ออกมาได้น่าสนใจ

ลุค อิชิคาว่า พลาวเด้น ในบทเนม มาพร้อม ความหล่อ ทะลุจอ ดูดีในทุกๆ ฉาก เล่นแบบทื่อๆ เข้ากับคาแร็กเตอร์จับคู่กับ มุกดา นรินทร์รักษ์ ในบทของซี ที่บทเด่น เดินเรื่องตลอด

อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม มาพร้อมมาดบุคลิกเดิมๆ ที่คุ้นตากันดีจากในจอทีวี ในบท ดร.ชาร์ล เจ้าของโปรเจกต์สลิธ  เจฟฟรี่คอนแร็ด โคลัมเบรส มารับบท พ่อของ ซี ต้นเรื่อง

สลิธ โปรเจกต์ล่า คือหนังไทย ที่ชัดเจนในความเป็นหนังของคนรุ่นใหม่ มีอะไรใหม่ๆ สำหรับหนังไทย แต่อาจจะไม่สนุกนักสำหรับ คอหนังไทยบ้านๆ หนังไม่มีดาราดังๆ ตัวสลิธ อาจจะดูไกลตัวไปบ้าง คนที่ไม่ใช่คอเกมส์คงไม่อินไม่สนุก แต่ก็ต้องปรบมือให้ ในการทุ่มเท ผลิตงานล้ำๆ แบบนี้ออกมา สลิธโปรเจกต์ล่า ดูได้เพลินๆ ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ หนังไซไฟ แบบไทยๆ ที่ไม่ได้มีมาให้ดูได้บ่อยๆ นักสนุกระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/771297

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย  (Love Reset)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักโรแมนติกคอเมดี้ หนังรอม-คอมจากแดนกิมจิเรื่องล่าสุดที่จับเอา คังฮานึล กับ จองโซมิน สองพระ-นางที่เคยจูงมือกันสร้างความประทับใจมาแล้วจาก Twenty หนังดราม่าคอเมดี้ Twenty (2015) เมื่อ 8 ปีก่อน มาแสดง

ผู้กำกับ นัมแดจุง ทำ 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset) มาครบสูตรสำเร็จของหนังรอม-คอม หัวเราะ/ยิ้มแบบมีความสุขไปพร้อมกับการแตกสลายของครอบครัวเส้นเรื่องอาจจะดูธรรมดาๆ เล่าเรื่องง่ายๆ ดูสบายๆ มีการหักมุม มีมุขเซอร์ไพรส์ให้สนุกได้ตลอดเวลาในแบบที่คาดไม่ถึงง่ายๆ แต่ได้ผลดี หลายมุขอดขำไม่ได้แม้จะเป็นมุขธรรมดาๆ หรือบางมุขเอากันแบบนี้เลยเหรอ เพลินไปกับการขึ้นศาล การสู้คดีหย่าร้างในเกาหลี ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน (กฎหมายเกาหลีศาลจะไกล่เกลี่ยให้เวลาตัดสินใจก่อนจะตัดสินหย่าให้ และถ้าไม่มาแสดงตัวภายใน 90 วันถือเป็นโมฆะ) สนุกไปกับบรรยากาศในกองถ่ายหนังของนางเอก การทำงานทนายของพระเอก บรรยากาศเบาๆ ในบาร์ยิ้มไปกับชีวิตประจำวันในคอนโดฯในเมืองใหญ่ อบอุ่นไปกับบรรยากาศครอบครัวในชนบท

คังฮานึล รับบทตลกที่สุดๆ ทั้งภายนอกภายในอินเนอร์มาแบบเต็มๆ พร้อมที่จะทำให้เราหัวเราะสนุกไปกับ สิ่งที่เขาจะต้องเจอ

จองโซมิน สวยมีเสน่ห์ น่ารักในแบบของโปรดิวเซอร์สาวในกองถ่าย ลูกคุณหนูที่ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง ดูแล้วอดที่จะหลงรักเธอได้ง่ายๆ และขำไปกับบทรั่วๆ ในคาแร็กเตอร์ของฮงนารา

คังฮานีล กับ จองโซมิน เคมีเข้ากัน เล่นได้แบบเข้าขา ส่งบทกันไป-มาสุดๆ ทั้งบทสนุกสนานเฮฮา ยิ้มไปกับช่วงรักเบาๆ โรแมนติกหรือเศร้า ลุ้นเอาใจช่วยในช่วงดราม่า และยังทำให้เกิดความรู้สึกรอดู ลุ้นไปกับตัวหนังว่าสุดท้าย ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่จะได้หย่ากันหรือไม่ ความสัมพันธ์พังๆจะก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้อีกหรือไม่

30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)มีโครงเรื่องที่ชวนให้นึกถึง Long Live Love ลอง ลีฟ เลิฟการนำเสนอประเด็นที่พูดเรื่องเดียวกัน การหย่าร้าง การย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำดีๆ เพียงแต่หนังไทยเราออกไปในแนวแฟนตาซี แต่ของเกาหลีอยู่ในโลกแห่งความจริง นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนังเกาหลีที่ดูแล้วขำกระจาย หัวเราะจนเก้าอี้โยก หัวเราะจนเกือบตกเก้าอี้ดูแบบมีความสุขตลอดเรื่องจนไม่อยากให้หนังจบ หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลได้ใจไปเต็ม 10/10 คะแนน