โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 (Dangerous Boys2)

https://www.naewna.com/entertain/837481

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2  (Dangerous Boys2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 (Dangerous Boys2)

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลังจากที่ทำ วัยเป้ง นักเลงขาสั้น ให้กับ พระนครฟิล์มเมื่อปี 2557 มาปีนี้ พชร์ อานนท์ เข็นภาคต่อออกมาให้กับโมโน ออริจินัล และ เอ็มสตูดิโอ

พชร์ ชัดเจนในการทำหนังเด็กนักเรียนตีกันที่ไม่หลุดออกจากความเป็นหนัง วัยเป้ง บรรยากาศอารมณ์ โทนหนังเดิมๆ มาครบ ยังคงพูดถึงเรื่องนักเรียนขาสั้นยกพวกตีกัน ปัญหาครอบครัวของเด็กๆหนังมาตามสูตรของหนังครูใหม่กับนักเรียนในการแก้ปัญหาเด็กๆโปรดักชั่นหนังทำออกมาได้ดี ภาพที่เน้นมุมสูง การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม ดูเป็นเด็กนักเรียนจริงๆ ดนตรีประกอบยังมีการใส่เพลงประกอบเข้ามาเป็นช่วงแทนอารมณ์ของหนังในช่วงนั้นๆ เหมือนที่หนังวัยรุ่นช่วงยุค 90 ทำกัน ไม่มีมุขตลกคาเฟ่ ไม่ใช้นักแสดงตลกมาแสดงไม่ใส่เหตุการณ์ดัง ข่าวดัง แทรก (เหมือนที่ พชร์ ถนัดในหนังตลก)เรื่องรักๆ มีทั้งหนุ่ม-สาว ชายรักชาย หญิงรักหญิง ปัญหารักของเด็กวายยุคนี้ มีฉากเลิฟซีนที่ภาพออกมากำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ฉากแอ๊กชั่นดูเพลินๆ การต่อสู้ในแบบมังมะ คนเดียวเก่งเกินลุยเป็นสิบสู้ตัวต่อตัว นักเรียนยกพวกตีกันนับสิบ ภาพการต่อสู้ ดูยกระดับความยิ่งใหญ่ คนมากขึ้นจากภาคแรกเยอะ นักแสดงเดิมๆ จาก วัยเป้ง กลับมาหลายคน มากบ้างน้อยบ้างแต่ก็ทำให้แฟนๆ ยิ้มออก รอดูว่าจะเห็นใครบ้างการวางตัวนักแสดงทำได้ดี

นิค-คุณาธิป ปิ่นประดับ สบายๆ กับบท เป้ง เล่นเรื่อยๆ ยังคงมีทั้ง ดราม่า แอ๊กชั่น เพิ่มเติมมาคือรักใสๆ ดูดี เด่นเรื่องบท เด่นเหมือนภาคแรก

โตส-อัครัช จิตตะศิริ ในบท โตส เพื่อนซี้ เพื่อนร่วมแก๊งจากภาคแรกที่เขยิบมาเป็น ครูโตส ในภาคนี้ แรกๆ เหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ มาผ่านๆ ที่ช่วงท้ายเด่นมากๆ ขโมยซีนชัดๆ

เน็ต-สิรภพ มานิธิคุณ รับบท ป๋องแป๋ง น้องชายที่มีทั้งดราม่าหนักๆ แอ๊กชั่นประปราย ตัดเรื่องรักออกไป มีบทโทรมๆ ที่ติดยาหักดิบ มีปากเสียงกับพี่

บิว-กิตติพัฒน์ สมานตระกูลชัย รับบท แมว ระดับหัวหน้าแก๊งภาคแรก มาในระดับเดียวกันในภาคนี้ เทป-วรชัย ศิริคงสุวรรณในบท แผ่นเสียง แบ๊ด น้องบิว รุ้ง-ชนัญญา พงษ์นาครุ้ง นางเอกจากภาคแรกนึกว่าจะไม่มาก็ยังกลับมา หลายคนรอดู ติ่งที่รับบทโดย เจมส์-ภูวดล คู่ปรับของ เป้ง จะกลับมาหรือเปล่า ต้องไปรอดูในหนัง แต่มาไม่มามีพูดถึงตลอด และมุขเกี่ยวกับ ติ่ง ในนี้ฮาๆ ดี เด็กใหม่ๆ ในภาคนี้เล่นน่ารัก เป็นตัวของตัวเอง มีบุคลิกเฉพาะตัว (เกือบทุกคนชื่อในเรื่องคือชื่อจริงๆ ของนักแสดง)ชอบที่ได้เห็นนักแสดงในยุค 90 เด็กปั้นหลายคนของ พชร์ มารับเชิญร่วมแสดง มีบทพูดกันคนละนิดละหน่อย อาทิ  นุ๊ก-สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา, เต๋า-สโรชา วาทิตตพันธ์, หญิง-ณัชชา รุจินานนท์(ชฎาธิรัฏฐ์ เลิศทวีสิน), ต๊ะ บอยสเก๊าท์, อั้ม-ฐนิชา, ชาช่า อัลเทอร์เมท,ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์, โด่ง-สิทธิพร นิยม ที่บทเยอะหน่อยก็ ปราโมทย์ แสงศร ในบทท่าน ผอ.โรงเรียน รวมทั้งยังมีนักแสดงรับเชิญพิเศษอย่าง กัน จอมพลัง, จตุรงค์ มกจ๊ก, ตุ๊ก-ชนกวนันท์, เอแคลร์ จือปาก มาร่วมแสดง ช่วงเครดิตท้ายเรื่องยังมีมุขขำๆ ฉากหลุดให้ยิ้มก่อนกลับ วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 ดูได้เพลินสบายๆ ในสไตล์หนังวัยรุ่นที่ไม่หลุดตลกของ พชร์ อานนท์ 7/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา

https://www.naewna.com/entertain/836189

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังแอ๊กชั่นเรื่องล่าสุดของ Netflix ที่ได้ โขม-ก้องเกียรติ์ โขมศิริ มารับหน้าที่ผลิต ที่สร้างต่อกับซีรี่ส์ มหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) เส้นเรื่องง่ายๆ ตามสูตร วันชัย อดีตเจ้าหน้าที่มูลนิธิตกงานกลายเป็นไรเดอร์ กับ เมจิ ฟริตตี้ พยาบาลสาวลูกค้าสั่งกาแฟ ที่ดวงซวย เข้าไปอยู่กับการลักพาตัว ดวงกมล ลูกสาวนักธุรกิจของ สิน นักฆ่ารับจ้างกับ เบียร์ หลานชาย ที่งานพลาดถูกตามล่าจนต้องหนีเข้าไป ในเคหะรวมใจ ที่ชาวบ้านชุมนุมประท้วงและทางการกำลังจะใช้ความรุนแรงปราบปราม

โขม-ก้องเกียรติ์ ชัดเจนในการทำหนังแอ๊กชั่นกลางเมืองหลวง เมืองที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ป่าเถื่อนดิบๆ อิทธิพลทางเมืองนักธุรกิจ ทหาร ฯลฯ หนังเต็มไปด้วยฉากแอ๊กชั่น ทั้งเบาแรงมุขขำๆ มุขที่สะท้อนสังคมการเมือง เส้นเรื่องจริงๆ ก็มาตามสูตร ได้ดูมาจนชินตา เหลือเพียงแค่รอดูว่าตัวหนังจะทำออกมาได้สนุก มัน สะใจแค่ไหน ตัวหนังเชื่อมต่อกับมหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) ซีรี่ส์ไทยเรื่องที่ 2 ของ Netflix ที่ออกอากาศเมื่อกันยายน 2564 (ยังคงหาดูได้) ผ่าน วันชัย หนุ่มอีสานที่เดินทางเข้าเมืองกรุง ได้ทำงานกู้ภัย จนได้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกับธุรกิจเทาของวงการกู้ภัยพอมาใน Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา คือ เรื่องราวต่อมาของ วันชัย ที่ยังคงอยู่หน่วยกู้ภัย เป็นตัวละครตัวเดียวที่ถูกยกมา

ในหนังจะต่างจากในซีรี่ส์ที่มีเวลา เลยปูรายละเอียดที่มา-ที่ไป ปมลึกของตัวละครหลัก จนกลายเป็นหนังแอ๊กชั่นดราม่า สะท้อนสังคมแบบชัดเจนแต่ในหนังจะพาเข้าเหตุการณ์เฉพาะหน้า การเอาตัวรอด ปมต่างๆ ของตัวละครแตะแบบผิวเผินสั้นๆ เข้าถึงรับรู้ง่าย ไม่เสียเวลา ตัวละครหลักในซีรี่ส์เน้นที่ทีมกู้ภัย นักข่าว นักธุรกิจ มาในหนัง ตัวละครเปลี่ยนไปยกทีมทีมกู้ภัยมาแบบนิดๆ มีนักฆ่ามือปืน นักธุรกิจ การเมือง ผู้นำชุมชนมีตัวละคร ผู้ใหญ่ผู้หญิงผมขาว อดนึกถึงผู้ใหญ่หัวหน้ามูลนิธิ ในซีรี่ส์ที่เหมือนจะดูดีมีน้ำใจ แต่เป็นแค่เปลือกนอกหนังเดินเรื่องเร็ว มีหักมุมตัวละครพลิกไป-พลิกมา ฉากโชว์หลายตอนทำได้ดี ดูลงทุน ไม่ดูหลอกตาจัดเป็นหนังแอ๊กชั่นแบบไทยๆ ที่ทำออกมาได้แบบดีงามทีเดียว หลายตอนที่ดูแล้วชอบมาก

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ เล่นดีตามมาตรฐาน บุคลิกท่าทางของวันชัย โตขึ้นตามประสบการณ์ที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว

มายด์ 4EVE อาทิตยา ตรีบุดารักษ์ มาพร้อมความน่ารัก สดใส ท่ามกลางความรุนแรง สถานการณ์เลวร้าย แม้เรื่องจะหนัก แต่ เมจิ ก็ทำให้ดูไปสนุกไปพร้อมที่เอาใจช่วย

ดู๋-สัญญา คุณากร ในบท สิน หนึ่งนัด มาในรูปแบบเถื่อน ดิบหนวดเคราครึ้มรุงรัง ออร่ารังสีของความเป็นนักฆ่ารับจ้างแผ่ออกมา แต่อีกด้านหนึ่งก็มีน้ำใจ ดูดี เด่น แม้จะเป็นหนังบู๊ แอ๊กชั่นเรื่องแรกก็ตาม

ฟลุค-ธีรภัทร โลหนันทน์ ดูดีกับบท เบียร์ ที่อาจจะดูห่ามๆในตอนแรก แต่ดูไปๆ อดเอาใจช่วยสงสารตัวละครตัวนี้ พอได้กับในบทนี้เอาเข้าจริงๆ ความสัมพันธ์ของ สิน กับ เบียร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ วันชัย กับ น้องกู้ภัยต้นเรื่อง

ยูเค-ณัฐธยาน์ องค์ศรีตระกูล ในบท ดวงกมล สาวแว่นลูกนักการเมืองเป็นตัวละครตัวประกันที่อาศัยความเป็นเด็กน้อยลูกคุณหนู ที่ทำให้อดลุ้น เอาใจช่วยแบบจริงๆ จังๆ ต่างจากหนังแนวนี้หลายเรื่อง ที่ออกจะเฟอะๆงี่เง่าๆ แต่เรื่องนี้ไม่การเอาตัวรอดของ ดวงกมล เหมือนเด็กรวยๆ ต่างกับ เมจิ ที่เอาตัวรอดแบบคนสู้ชีวิต

เดย์ ไทเทเนียม กับบท เน เมียว ธาน ร้ายสุดดิบเถื่อน หน้าตาท่าทางบุคลิก แววตาไปหมด กับบท ดาร์ลี่ ตัวร้ายกวนๆ จนอยากเข้าไปตึ้บ

ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ มาดแรงๆ ในบทผู้รับงานมาส่งต่อให้ สิน กวนๆ ในสไตล์ที่คุ้น พิง ลำพระเพลิง ก็ดูดีกับบท สุเมธ ผู้นำผู้ประท้วงที่ไม่มีหลุดตลกหรือดราม่าเข้ามา เป็นตัวละครที่เทาๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ร่วมด้วย ณัฐ ศักดาทร เข้มๆ ดูจริงจังกับความร้ายในตัว ในบทหัวหน้าตำรวจที่เข้ามาทำตามคำสั่งลับ มะเหมี่ยว-สุทธิภัทร สุทธิวาณิช ในบท แจ็ค

นอกจากนักแสดงดี ห่าม เถื่อนดิบ การเล่าเรื่องที่สนุก ฉากแอ๊กชั่น มันส์ๆ แล้ว ยังต้องชมงานด้านโปรดักชั่น ฉาก เครื่องแต่งกาย การตัดต่อเพลงประกอบ ดนตรีประกอบ ที่ออกมาดีงาม สุดยอดจริงๆ Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา จบแบบสวยงาม ยิ้มได้ ทิ้งท้ายนิดๆ สะท้อนอิทธิพล สนุกสนานตลอดเวลา 147 นาที Bangkok Breaking : ฝ่านรกเมืองเทวดา อีกหนึ่งงานหนังแอ๊กชั่นมาสเตอร์พีซของ โขม-ก้องเกียรติ์ ที่ดูแล้วชอบๆ โดนๆ ได้ใจไปเต็ม 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/810539

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล” เคยเป็นละครเวทีประเดิมเปิดโรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เมื่อปี 2550 เมื่อ 17 ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกของ การนำนิยายรักประทับใจของ “โสภาค สุวรรณ” มานำเสนอผ่านงานแสดงมาวันนี้ “บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” นำ “ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล”กลับมารีสเตทคืนสู่เวที กลับมาแสดงอีกครั้ง

เรื่องราวความรัก โรแมนติกของ “ชารีฟ” และ “มิเชลล์” ที่เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งทะเลทราย ท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามชิงบัลลังก์ “เมืองฮิลฟารา” โดยมี ชารีฟ, มิเชลล์, แคชฟิยา, อาเหม็ด และโอมาน 5 ตัวละครหลักเด่นมากๆ ทุกตัวละคร 

“ณเดชน์  คูกิมิยะ” คือ “ชารีฟ” ที่หลุดออกมาจากในหนังสือ หล่อ สมาร์ท ในแบบทหาร บุคลิกท่าทาง การแสดง เอาอยู่ ดูดีไปหมด ร้องดีเล่นดี เสียงร้องเพลงอาจจะยังไม่ให้ความรู้สึกของละครเวทีเท่าของคนอื่น แต่ก็มาในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเข้ากับตัวเรื่องได้ดีเล่นเยอะ บทเยอะ 

ฉากเลิฟซีนกลางทะเลทราย จูบจริง ถอดเสื้อโชว์ซิกแพ็กกล้ามสวยๆ ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทางสีหน้าและแววตาออกมาได้สุดโรแมนติกและมีเสน่ห์จนน่าหลงใหล เรียกเสียงกรี๊ดๆ ดังสนั่นรัชดาลัย  ฉากแอ๊กชั่น ณเดชน์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นจนจบ

“แก้ม-กุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด” เป็น “มิเชลล์” ในแบบของ “แก้ม” พลังการแสดงละครเวทียังคงยอดเยี่ยม ทั้งการแสดงและเสียงร้องเพลง เสียงของ “แก้ม” ไพเราะจริงๆ ครบรสทั้งความหวาน แก่นๆ น่ารักๆ สวยใสในแบบลูกครึ่ง สนุกสดใสในตัว ถ่ายทอดความอ่อนหวานผสมกับความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ผ่านทางกาย น้ำเสียงได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้แสดง และไม่ข่มคนอื่น ไม่ว่าจะเข้าฉากกับใครดูกลืนไปหมด และรู้สึกชัดๆ เลยว่า แก้มช่วยส่ง/ดันอารมณ์ของ ณเดชน์ ให้อินกับความเป็น ชารีฟ ได้มากขึ้น

“หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ” สุดยอดกับการเป็น “แคชฟิยา” มาน้อยแต่ได้ใจโดนสุดๆ กับบทร้ายที่โดนใจ ใช้พลังเสียง พลังการแสดง ที่ตอบทุกความรู้สึกภายในออกมาได้แบบเข้าไปอยู่ในคนดู เพลงแค้น เด่นมากๆ ส่งพลังความโกรธออกมาเต็มที่ จนทำให้คนดูปรบมือให้แบบรัวๆ ดังและนานกับฉากโชว์ฉากนี้

“กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” เป็น “องค์อาเหม็ด” ที่มาดนิ่งๆ แต่มีพลังน้ำเสียงที่ดูอบอุ่น ดูเป็นราชาที่ทรงอำนาจในแบบที่เข้าถึงลูกน้อง ถ้าให้ นั่งใกล้ๆ เวที จะเห็นเลยว่าพี่กบแสดงผ่านสายตาหลายตอน มีบางตอนน้ำตาไหลออกมาในฉากจริงๆ เยี่ยมมาก

“เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ” กับบท “เจ้าชายโอมาน” ตัวร้ายร่างเล็กแต่ทรงพลัง ถ่ายทอดความร้ายกาจแบบจัดเต็มทั้งสีหน้าท่าทาง ชัดเจนแบบไม่ต้องกั๊ก ขยี้อารมณ์ด้วยเสียงร้องอันทรงพลัง (แรกๆ อาจจะรู้สึกขัดๆ นิดๆ ว่าตัวเล็กไปนิด แต่ก็ตรงตามบทประพันธ์ และ เก่ง ถ่ายทอดตัวนี้มาได้แบบสุดๆ 

และต้องชมเหล่า Ensemble (นักแสดงสมทบ) ที่มีความสามารถ และเอนเนอร์จี้ล้นเหลือ ที่สะกดคนดูให้เพลิดเพลินไปกับลีลา ร้อง เต้นเป็นสีสันในเรื่องที่น่าชื่นชมไม่แพ้กัน

ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล 2024 มาในรูปแบบของมิวสิคัล ละครเพลงในแบบของ “ซีเนริโอ” ชัดเจนในลายเซ็นของตัวเอง ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การนำเสนอในรูปแบบละครเพลงผสมกับบทสนทนา ไม่ใช่ร้องแบบ 100%บทละครยังคงเก็บรายละเอียด ถ่ายทอดเรื่องราวตามบทประพันธ์ออกมาได้ดีครบถ้วน ดัดแปลงมาเป็นละครเวทีได้แบบลงตัว 

ฉากต่างๆ ทำออกมาได้ดี ดูสมจริง เรื่องนี้เอาเข้าจริงๆ มีแค่ไม่กี่ฉาก ในเมือง ตลาด ในวัง ในฮาเร็ม ในทะเลทราย ดาวตก ดวงดาวเต็มท้องฟ้าเต็มเพดานรัชดาลัย สวยงามจริงๆ 

เสื้อผ้าหน้าผม ดูพลิ้ว สวยงาม เข้ากับทุกตัวละคร

ดนตรีประกอบ พลิ้วไหว ฟังสบายๆ มีครบทุกอารมณ์ของตัวละคร ครบทุกเหตุการณ์

บทเพลงต่างๆ ยังคงไพเราะทั้งในส่วนของบทเพลงเล่าเรื่อง หรือบทเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละคร ทุกเพลงทำหน้าที่ได้ดี เพียงแต่..ในเรื่องนี้เพลงอาจจะเพราะ แต่ดูกลืนกันไปหมด แทบจะไม่มีเพลงใดโดดเด้ง จนจำได้ มีเพียงเพลง แค้น ที่กระชากใจ หรือเพลงที่สาวในฮาเร็มร้องแบบสนุกสนานเท่านั้นที่จะจำกลับออกมาจากในโรง

ฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล เปิดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน-10 สิงหาคมนี้เท่านั้น!! ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกช่องทาง “ละครเวทีจะอยู่ได้ เพราะมีคนดู”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทอม 3 (Haunted Universities 3)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/807894

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทอม 3  (Haunted Universities 3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทอม 3 (Haunted Universities 3)

วันเสาร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จาก “เทอมสอง สยองขวัญ” สหมงคลฟิล์ม ต่อยอดความสยองเรื่องเล่าในมหาวิทยาลัยด้วย 3 เรื่องผีสั้นๆ น่ากลัวใน เทอม 3 บนบาน…สาปแช่ง บายศรี…สู่ผี ขอขมา…ลาตาย “บางเรื่องไม่ควรขอ..บางเรื่องไม่ควรรู้..บางเรื่องไม่ควรเห็น”

“ขบวนแห่” ไร้หัว กับตำนานรักไม่สมหวัง แรงคลั่งอาฆาตสาดใส่ผู้ลบหลู่สู่ความตาย ศาลเจ้านางถ้าคู่รักมาขอพร จะสมหวังทุกอย่าง แต่ถ้าแอบอ้าง คนหนึ่งจะต้องตายเพราะความรัก ฮ่องเต้ กับ ก้อย เพื่อนซี้เด็กศิลป์ ได้ไปขอพรทำให้ ต้องเจอะเจอกับความน่ากลัวของ ผีเจ้านางตามตำนาน บรรยากาศ ความน่ากลัว ความสยดสยอง เลือดมาแบบจัดเต็ม ที่เก๋คือมาได้ทุกที่ทุกเวลาขนลุกไปกับภาพเพชฌฆาตหัวขาด ภาพข้าทาสบริวารไม่มีหัวแบกผีเจ้านางนั่งบนเสลี่ยง ภาพคนที่ถูกตัดคอต่อหน้าต่อตา ที่ขยี้ความน่ากลัวด้วยบทเพลงล้านนาโบราณ ที่ฟังแล้ววังเวง เสื้อผ้าของโบราณทางเหนือที่ดูขลังมีความน่ากลัว

อุ้ม-อิษยา ฮอสุวรรณ เล่นดีมากๆ มาพร้อมความน่ารักในแบบเด็กศิลป์ดูแล้วอดเอาใจช่วยลุ้นสุดๆ ที่จับคู่กับ ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี ที่สลัดภาพ “ไทบ้าน” เล่นแบบไม่เอาฮาแต่ได้โดนใจ

“นัทสอ-สรวิชญ์ เมืองแก้ว” จับคู่ “ตู้-อัศฎา ลิขิตบุญมา” ร่วมกันทำกำกับ “ขบวนแห่” ออกมาได้แบบน่ากลัว ชัดเจนในลายเซ็นของ “มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” โปรดิวเซอร์  ขนลุก น่ากลัวในระดับ 8/10 หัวกะโหลก

“พี่เทค” พี่เทคผู้ลึกลับ ที่ซ่อนตัวในเงามืด พร้อมเซอร์ไพรส์ดูแลน้องเทคผู้โชคดีไปตลอดกาล กิจกรรมจับคู่ “พี่เทค-น้องเทค” ล้วนสร้างความสนุกสนานตื่นเต้นให้กับเหล่ารุ่นพี่รุ่นน้องในคณะ ในหนังไม่มีความรู้สึกว่าตัวหนังอิงกับตำนานหรือเรื่องเล่าเรื่องผีใดๆ แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับระบบรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยแบบชัดเจน การวิพากษ์ระบบ ภาพตึกเรียนหอพัก ถูกนำมาใช้ได้ดี ความมืดสลัว ความมืดๆ แสงเงา มุมกล้องให้บรรยากาศความน่ากลัว ความหลอนได้แบบสุดๆ เต็มที่ ต้องชมงานโปรดักชั่นดีงามของ “เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล”  ผู้กำกับ ที่ยังคงเส้นคงวากับงานที่ออกมาเหมือนเดิม

“อัด-อวัช รัตนปิณฑะ” ในบท “ซัน” น้องเทค “รุ่นน้องตัวแรง”ผู้เด็ดเดี่ยวและไม่ยอมคนกับ “จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ” ในบท “เอิร์ธ” พี่เทค “รุ่นพี่ตัวร้าย” ผู้ต่อต้านระบบโซตัส เล่นแรง พลังล้นเหลือ ไหลลื่นและสมบทบาทด้วยกันทั้งคู่ และที่ชอบคือ “ต๋อง” เพื่อนเอิร์ธ กับ “นุ่น” รุ่นน้อง เพื่อนซัน ที่ดูน่ารักดี 

ไม่ค่อยอินกับตัวรุ่นพี่ผีตาแดงในคณะ มันดูประหลาดไม่ได้น่ากลัว ชวนให้ขนลุกสยดสยองแต่อย่างใด เหมือนปีศาจผีฝรั่งในจินตนาการ แถมที่มา-ที่ไปในหนังใส่มาก็ดูลอยๆ เวลาผ่านมาตั้งเกือบ 20 ปี เพิ่งจะมาโผล่ หรือแม้แต่ผีรุ่นน้องในชุดนักศึกษาที่เดินไป-มา (จนนึกว่าเป็นซอมบี้) อะไรคืออะไร ถ้าจะมาแค่นี้ 

ยิ่งไม่อินสุดๆ กับวิธีที่สองรุ่นพี่รุ่นน้องรับมือกับผีตาแดง มันดูง่ายเกินเหตุดูแล้วไม่อินไม่น่ากลัว 5/10 หัวกะโหลก ให้กับความหลอนจากภาพและสองดารานำ

“ศาลล่องหน” ศาลล่องหนที่คนรู้ไม่ได้เห็น คนเห็นกลับไม่รู้พร้อมสับขาหลอกให้วายป่วงไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อพวงมาลัยที่ วาฬ เอาไปคล้องให้มิ้นท์ เพื่อนซี้ บนเวทีประกวดร้องเพลงในงานฮาโลวีนลูกทุ่งของคณะที่เขาดันไปหยิบมาจากศาล ทำให้ทั้งคู่โดนผีจากศาลหลอก และดึงเอา ฮาเลย์หนุ่มเนิร์ดร่วมคณะที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ต้องมาตามล่า ศาลล่องหนในตำนานของคณะ เพื่อขอขมาให้สำเร็จ ปฏิบัติการตามล่าหา ศาลในตำนานในคณะจึงเริ่มขึ้น

ความหลอนมาพร้อมกับความสนุกสนาน จังหวะหนังทำได้ลงตัว กลมกลืนกันไปหมด หัวเราะได้ในขณะที่บรรยากาศชวนขนลุก ต้องชมทั้งผู้กำกับ “โจ้-อรุณกร พิค” และ “โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ” โปรดิวเซอร์ ที่เอาอยู่ ทำ “ศาลล่องหน” ออกมาแบบครบรส

“มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล” มาแบบสายฮาเน้นๆ กับบท วาฬ “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” สุดๆ ของความน่ารักไปกับบท มินท์ และ “มาร์ค-ศิวัช จำลองกุล” ในบท ฮาเลย์ สามเพื่อนร่วมทริปที่มาอย่างฮามีพลัง เล่นได้น่ารักทุกคน 

บรรดาผีในศาล คุณตา คุณยาย ผีนางรำ แม้จะดูน่ากลัวแต่ก็มีมุมน่ารักทำให้ยิ้มหัวเราะได้ รวมทั้งหมดบรรดานักศึกษาในชุดแฟนซีผีๆ ก็เพิ่มความน่ารักให้กับตอนนี้หนังเดินเรื่องไว จบในคืนเดียว ไล่ตามศาลล่องหนไปทั่วทุกๆ ซอกมุมของคณะ ตามตำนานศาลล่องหน คือ ตอนที่ไอเดียดี สนุก-หลอน-สะดุ้ง ได้แบบไม่หลุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบตอนนี้ที่สุดโดนใจสุดๆสนุก เฮฮา ในแบบวิ่งหนีผี 9/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/806546

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์  (Furiosa : A Mad Max Saga)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga)

วันเสาร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังเรื่องที่ 5 ในเฟรนไชส์ Mad Max ของ จอร์จ มิลเลอร์ จากแมด แม็กซ์ (Mad Max) (1979) แมด แม็กซ์ 2 (Mad Max2) (1981)แมด แม็กซ์ 3 โดมบรรลือโลก ( Mad Max Beyond Thunderdome) (1985) ถนนโลกันตร์ (Mad Max : Fury Road) (2015)

ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga) พาย้อนกลับไปดูที่มาที่ไป ของ ฟูริโอซ่า สาวแขนเหล็กคู่หูแม็กบ้า เริ่มตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โตขึ้นอีก 15 ปี วัย 25 ปี ก่อนหน้าถนนโลกันตร์ 15 ปี จอร์จ มิลเลอร์ มือไม่ตก ระเบิดความมันส์แบบไม่ยั้งทำ ฟูริโอซ่า มหากาพย์ แมด แม็กซ์ (Furiosa : A Mad Max Saga)ออกมาแบบเต็มแม็ก ปล่อยของเต็มที่ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผลงานของคนอายุ 79 ปี

Furiosa : A Mad Max Saga เชื่อมต่อกับ Mad Max : Fury Road (2015) ได้แบบไร้รอยต่อ แม้จะห่างกันนานกว่า 9 ปีเต็ม Furiosa : A Mad Max Saga อาจจะเป็นหนังโหด ฆ่ากันทุกฉากฆ่ากันง่ายๆ แต่ดูแล้วกลับไม่แหวะ ตัวหนังแทบจะไม่ปล่อยให้คนดูพักใส่ฉากแอ๊กชั่นมาเป็นระยะ มาตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง มีทั้งฉากสั้นๆแค่ตัวละครเล็กๆ ลูกสมุนถูกฆ่าตาย ไปถึงไล่ล่า ลุยกันเต็มที่ฉากเดียว กินเวลาไปนาน ดูกันให้อิ่มไปเลย

เนื้อหาของเรื่องแทบจะไม่มีอะไร เรียบไปง่ายตามสูตร บางเบากว่าใน Mad Max : Fury Road ถ้าเล่าตามเส้นเรื่อง ไม่เกินชั่วโมงก็จบ แต่หนังใส่แอ๊กชั่นเข้าทดแทนทำให้ไม่รู้สึกเบื่อ ตัวละครหลายตัวใน Mad Max : Fury Road ถูกนำมาขยาย ใส่รายละเอียดจนครบทุกตัว มีทั้งที่คนเดิมกลับมาเล่นและเปลี่ยนนักแสดงคนใหม่แต่ก็ดูเนียนๆ แทบไม่รู้สึกว่าคนละคนเล่น ตัวละครทุกตัวเต็มไปด้วยความดิบ ด้านมืด ดาร์กๆ เข้ากับบรรยากาศโลกที่ล่มสลาย

อันยา เทย์เลอร์-จอย ถอดแบบเหล็กแขนเดียว อิมเพอเรเตอร์ฟูริโอซ่า จาก ชาร์รีซ เธียรอน ได้อย่างยอดเยี่ยม เป็น นางฟ้าสุดโหดที่ทรงพลัง ดูแล้วเหนื่อยแทน แรงทุกฉากเช่นเดียวกับ อะไลลา บราวน์ที่มาสวมบทเป็น ฟูริโอซ่า ตอนเด็ก ก็โดนใจ อดเอาใจช่วยแม่ลิตเติ้ลดีของดีเมนตัสไม่ได้

ชอบแคสติ้ง ฟูริโอซ่า ทั้งสองวัย เล่นได้กลมกลืน ดูเป็นคนเดียวกัน แค่ต่างวัย คริส เฮมส์เวิร์ธ สลัดภาพ ธอว์ ออกได้หมดในบท ดีเมนทัส ที่มาพร้อมความโหด/ดิบ/เถื่อน สีหน้าท่าทาง กวนๆออร่าความซาดิสต์มาแบบจัดเต็ม เป็นตัวร้ายที่ดูมีอะไรสูสี

ฉากแอ๊กชั่นรุนแรงดิบๆ เน้นๆ บนรถ บนถนน ทั้งรถใหญ่รถเล็ก ภาพทะเลทรายที่สวยงามเหมือนมีชีวิต เป็นตัวละครตัวหนึ่งให้บรรยายกาศหนังแอ๊กชั่นไซไฟ ผ่านการตัดต่อฉับไว ดนตรีประกอบที่เขย่าความรู้สึกตลอดเวลา เสียงกระหึ่ม เสื้อผ้าหน้าผมดูดีงามไปหมดสนุกจนทำให้หนังยาว 148 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็วราว 1 ชั่วโมง

หลายสิ่งหลายอย่างในหนังอดนึกถึงหนังหลายๆ เรื่อง อาทิ ฉากมอเตอร์ไซค์แยกร่าง มัน 13 พยัคฆ์ร้ายค่ายพระกาฬ ที่เดวิด เจียงถูก 5 ม้าแยกร่างชัดๆ แค่ไม่เห็นจะจะเหมือนของชอว์บราเดอร์แก๊งมอ’ไซค์ไล่ล่า นึกไปถึงไอ้มดแดงไล่บี้สมุนช็อกเกอร์อิมเมทันโจชวนให้นึกถึง ดาร์ท เวเดอร์ ใส่หน้ากากและยังมีตัวละครที่ถอดแบบพ่อมดขาว เดอะลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ มาอีกต้นไม้ที่งอกเงยจากเส้นผมของ ฟูริโอซ่า ถูกโยงมาถึงต้นไม้ของนางในช่วงท้ายได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับลูกแอปเปิ้ล ที่ฟูริโอซ่า แอบเด็ดมากินตอนต้นเรื่อง และปิดท้ายด้วยแอปเปิ้ล ที่ฟูริโอซ่า ปลูก เพียง..ดูแล้วกินไม่ลง..จริงๆ Furiosa : A Mad Max Saga สนุกสุดๆจนไม่อยากให้จบ อยากให้ทำภาคต่อ ออกมาให้ดูต่อไวๆ มันส์ระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อำมหิตฆ่าไม่สน (The Strangers : Chapter 1)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/805266

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อำมหิตฆ่าไม่สน  (The Strangers : Chapter 1)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อำมหิตฆ่าไม่สน (The Strangers : Chapter 1)

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การขึ้นจอเงินของ The Strangers ซีรี่ส์ยอดนิยมในปี 2020 ที่สามฆาตกรภายใต้หน้ากาก ถูก เรนนี่ ฮาร์ลิน (Die Hard 2,A Nightmare on Elm Street 4 : The Dream Master) นำมาทำใหม่โดยทำออกเป็นหนังเขย่าขวัญไตรภาค ไม่ว่าจะเคยดูรับรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ ก็สามารถดูได้อย่างสนุกสนาน เพราะในไตรภาคนี้เล่าเรื่องใหม่หมดไม่เกี่ยวกับเวอร์ชั่นก่อน ไม่ใช่หนังรีเมค ไม่ใช่ภาคต่อตัวหนังอิงกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในอเมริกา ที่ได้รับการแจ้งไปที่ 911 ที่เกริ่นไว้ว่าเฉลี่ยสูงถึงปีละหนึ่งล้านสองแสนคดี โดยในเรื่อง อิงว่าเกิด ณ ที่ใดที่หนึ่งใน โอไรออน

ไรอัน กับ มายา คู่รักเมืองกรุง เดินทางไปสู่ธรรมชาติเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ บังเอิญรถเกิดเสียทำให้ต้องเข้าไปพักในบ้านพักกลางป่าเพื่อรอซ่อมรถ ความน่าสะพรึงกลัวจากคนลึกลับ คนแปลกหน้าภายใต้หน้ากากที่มาเคาะประตูหน้า คุกคามคู่รักดวงซวยคู่นี้

เรนนี่ ฮาร์เลน ทำ อำมหิตฆ่าไม่สน (The Strangers : Chapter 1) ออกมาเป็นหนังที่ดูแล้วเสียวสันหลังไปกับบรรยากาศของหนังเขย่าขวัญเกรดบีในยุคก่อน ผ่านงานด้านโปรดักชั่นของหนังเกรดบีที่นำมาใช้สร้างความน่ากลัว ขนลุก สะดุ้งตุ้งแช่ให้กับตัวหนัง

ภาพ ความมืด แสงเงา ดนตรีประกอบ เสียงประกอบรอบๆ ตัวเสียงแมลงหรีดหริ่งเรไรในป่า 

ภาพความน่าสะพรึงกลัวของป่าทึบ บ้านกลางป่าที่โดดเดี่ยวชานเมือง (ทั้งเด็ก สตรี คนชรา หนุ่มสาว) ที่ดูจะไม่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้าดูจิตๆ มีปม เสียงเพลงที่เข้าสถานการณ์บีบคั้นผ่านแผ่นเสียง เสียงเข็มแผ่นเสียง ช่วยขยี้ ช่วยย้ำความโรคจิตของตัวร้ายฆาตกรภายใต้หน้ากากที่มาพร้อมกันถึง 3 คน ที่ชวนให้ เดาๆ กันไปว่าภายใต้หน้ากากคือใครแต่ที่ชัดเจน คือ โรคจิต ซาดิสม์ฉากโหดที่มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งปืน ขวาน มีด หรือแม้แต่ตะปู เรื่อยมาจนถึงขับรถชนกันหนังไล่ล่ากันไปทั่วๆ บ้าน รอบๆ บ้านบนบ้าน ห้องรับแขก ในห้องหรือแม้แต่ใต้ถุนบ้าน ใช้ทุกมุมในบ้านให้เป็นประโยชน์ ยังขยายไปบนท้องถนน กลางป่าทึบ และหนังเปิดตัวด้วย 911 ก็มาปิดท้ายที่ 911 เหมือนจะอวยว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นที่ใดใกล้ไกลแค่ไหน ข้อมูลชัดเจนหรือไม่ ก็พร้อมที่จะรีบมาช่วยเหลือในทันที

“แมเดอเลน เพตซ์” (ซีรี่ส์ Riverdale) และ “ฟรอยกูเตียร์เรซ” (ซีรี่ส์ Teen Wolf) ในบทคู่รักเคราะห์ร้าย ที่ผ่านมาในที่ที่ไม่น่าจะเจอเรื่องร้ายๆ แบกเรื่องแบกหนัก ในทุกๆ ช่วงอารมณ์รัก/ดราม่า/แอ๊กชั่น วิ่งหนี/ไล่ล่า หรือได้เลือด แค่สองคนโดยหนัง ใส่รายละเอียดไม่มากนัก มาพร้อมกับปูมหลังง่ายๆ ที่มีทั้งความรักความขัดแย้ง 

อำมหิตฆ่าไม่สน (The Strangers : Chapter 1) คือปฐมบทเปิดตัวคนแปลกหน้าอาจจะดูเรียบๆ เรื่อยๆ ไปสักนิด ยังดีที่ช่วงท้ายๆ มีอะไรๆ ให้ระทึกอยู่บ้าง และยังมีความรู้สึก รอดู ใน “Chapter 2” ในช่วงปลายปี และในต้นปีหน้ากับ “Chapter 3”รอดูจะเล่นอะไรต่อ จะโหดไปถึงไหน คนภายใต้หน้ากากคือใครเหยื่อจะรอดหรือไม่ และจะมีเหยื่อใหม่ๆ มาอีกกี่คน และโดนอะไรบ้างสะดุ้งตกใจ เขย่าขวัญสั่นประสาท ในระดับ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอหลับ เขาร้าย (While You Were Sleeping)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/803926

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอหลับ เขาร้าย  (While You Were Sleeping)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอหลับ เขาร้าย (While You Were Sleeping)

วันเสาร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เมื่อทุกคนล้วนมีโลกใบที่สอง”หนังเกาหลีเรื่องล่าสุดที่ มงคลภาพยนตร์ ตั้งชื่อไทยชวนชม เรียกความสนใจอยากให้ดู เธอหลับ เขาร้าย (While You Were Sleeping) มีหน้าหนังออกไปในแนวระทึกขวัญ รักนอกใจ น่าจะบอกเล่าเรื่องราวของ ครอบครัวที่กำลังมีปัญหา สามีนอกใจในขณะที่ผู้หญิงไม่สบาย แต่..เอาเข้าจริงๆ แล้วตัวหนังอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด

ผลงานคัมแบ๊กในรอบ 12 ปี ของจังยุนฮยอนผู้กำกับระดับตำนานในช่วงปลายยุค 90 ที่สร้างชื่อจากหนังอาชญากรรมสยองสุดระทึกเรื่องเยี่ยม Tell Me Something (1999) และหนังโรแมนติกดราม่าที่กวาดรายได้และคำวิจารณ์ชั้นดีเรื่อง The Contact (1997)

เรื่องราวของ จุนซอก นักเขียนมือรางวัลกับด็อกฮี ครูสอนวิชาศิลปะ คู่สามีภรรยาที่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ ด็อกฮี สูญเสียความจำบางส่วนไป จุนซอกจึงคอยดูแลเพื่อฟื้นความทรงจำของภรรยาสุดที่รักให้กลับคืนมา จนวันหนึ่งจุนซอกต้องออกเดินทางไปเขียนหนังสือเล่มใหม่ ด็อกฮี สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง จึงได้ออกตามรอยการเดินทางของผู้เป็นสามี และนั่นคือประตูสู่โลกอีกใบแห่งความลับและเรื่องราวปริศนาของคนรักที่เธอไม่เคยล่วงรู้มาก่อน..เมื่อสามีผู้แสนดีแปรเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้า และซ่อนความลับไว้มากมายเกินกว่าจะคาดคิด ตัวหนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆไม่รีบร้อน ตัดสลับไป-มาระหว่างช่วงเวลาปัจจุบันกับอดีต ค่อยๆ ดูนางเอกฟื้นความจำไปพร้อมๆ กับที่มา-ที่ไปความรักของคู่นี้ตั้งแต่เริ่มเจอกัน

ตัวหนังเน้นๆ ไปที่สองตัวเอก มีตัวละครเสริมแค่ไม่กี่ตัวละครที่มาแบบเนียนๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่สุดท้าย มีส่วนเกี่ยวข้องแบบเต็มๆ  “อีมูแซง” เล่นดี มาแบบนิ่งๆ ดูเป็น จุนซอก คนรักที่อบอุ่นไปพร้อมๆ กับมีความลับที่ปกปิด ดูเก็บอารมณ์ ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่ช่วงท้ายเรื่องน่าจะทำให้คนดูรักและสงสารและเสียน้ำตาให้กับเขาโดยที่ไม่รู้ตัว

“ชูจาฮยอน” มาในแบบสวยๆ ในบท ด็อกฮีคนป่วยที่สูญเสียความทรงจำ ทำให้ได้มีโอกาสเล่นอะไรที่หลากหลาย ทั้งจากอินเนอร์ภายใน ระเบิดอารมณ์มีทั้งบทรัก ดราม่า

เธอหลับ เขาร้าย (While You Were Sleeping) คือหนังชีวิตรักครอบครัว ดราม่าหนัก แจมด้วยรักโรแมนติกที่แทบจะไม่มีส่วนระทึกขวัญ ที่ดีโดนใจในแบบที่ค่อยๆ ซึมไปทีละนิดๆ ไม่รีบร้อน มีหักมุม มีเซอร์ไพรส์ ในช่วงท้ายชอบๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อนงค์ (My Boo)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/802603

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อนงค์ (My Boo)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อนงค์ (My Boo)

วันเสาร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวอย่างของ อนงค์ ชอบและรอดูไอเดียหนัง คนกับผี บ้านผีสิงเอามากๆ แต่พอมาตัวอย่างตัวที่สองกลับเฉยๆ ไม่ชวนดูขึ้นมาซะงั้น แต่พอได้มาเข้าบ้านผีสิง บ้านอนงค์…ลืมสิ่งที่คิดมาถึงหมด “อนงค์” กลายเป็นหนังผีที่ดูน่ารัก สดใส เป็นหนังผีน่ารักที่สุดที่เคยดูมาเป็นหนังผีที่ไม่ได้มีความน่ากลัวใดๆ ไม่ใช่หนังผี สะดุ้งตกใจ และยังเป็น ผีแบบไทยๆ ที่ไม่มีกลิ่นของผีนอก ผีชาติอื่นเข้ามาเลย

“อนงค์” อาจจะไม่ใช่พล็อตใหม่ ชวนให้นึกถึงพล็อตหนังผีที่เน้นไปเรื่องของคนกับผีที่บังเอิญมาเจอกันในบ้าน เช่น ภูตพิศวาส (ที่มีโครงเรื่องเดียวกับ โปเยโปโลเย) หรือรัตติกาลยอดรัก (ที่นางเอกเป็นภูต) แต่เปลี่ยนมาเป็นยุคใหม่จับเรื่องของบ้านผีสิงแทน

เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ทำ “อนงค์” ออกมาเป็นหนังที่ดูสนุก ครบทุกรส ลายเซ็นเก่าๆ ในงานกำกับหนังเดี่ยวของตัวเอง มาแบบชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวละคร การทำให้คนดู
สัมผัสหลงรักตัวละคร เหมือนในเพื่อนสนิท หรือสนุกสนานแบบใน หนูหิ่น เดอะมูฟวี่ สายลับจับบ้านเล็ก ในเรื่องนี้ เอส-คมกฤษ คุมโทนหนังอยู่ ไม่หลงทิศหลงทาง
ชัดเจนแม่นยำในการนำเสนอ การเล่าเรื่องครบทุกรสทุกอารมณ์ไม่เป๋หรือนอกทาง ซีจี ฉากต่างๆ ดนตรีประกอบที่ลงตัว และนักแสดงที่เล่นดีทุกๆ คน

จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร ดูดีมากๆ บนจอ เล่นได้น่ารัก ทุกมุม ดูมีเสน่ห์ มีทั้งหล่อ ทั้งบ้าบอ เอาอยู่ทุกส่วนไม่น่าจะเป็น บทกวนๆ ขำขันสร้างรอยยิ้ม บทดราม่า บทรักโรแมนติก บุคลิกท่าชวนให้นึกถึงพระเอกในมังงะการ์ตูนตาหวาน 

โบว์-เมลดา สุศรี น่ารักๆ บอกได้คำเดียวว่าน่ารัก ออร่า ความสวยน่ารักในทุกๆ ซีน มาแบบจัดเต็มๆ เล่นน้อยต่อยหนักแต่ได้เยอะเล่นเอาคนดูเคลิ้ม หลงใหลในตัวละครตัวนี้อย่าง อนงค์ จะทำอะไรยิ้ม พูด หันซ้ายหันขวา ดูดี น่ารักไปหมด หรือในยามเศร้าก็เล่นเอาซึม อดเอาใจช่วยไม่ได้ อนงค์ ก็คือ โบว์-เมลดา เมลดาก็คือ อนงค์ เคมีของ จี๋ กับ โบว์ เข้ากันแบบสุดๆ เล่นกันได้แบบเข้าขา จนดูอินไปกับความรักของคนกับผี 

แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ผิดคาด เล่นตลกกำลังดีไม่หยาบ หรือดูเว่อร์วัง จับคู่กับ ฝน มอนสเตอร์ ฝน-ทัตชญา ศุภธัญสถิต ที่เล่นได้น่ารัก ทั้งท่าทาง คำพูดการตอบ สุขในบท ทองก้อน ผีหัวขาด กับ ทองหยิบผีไส้ไหล สองผีคนสนิทคนรับใช้ของ อนงค์ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นดารา ที่เรียกตัวชูโรง ตัวที่แย่งซีนที่ดูดี 

ธาม-ธามไท แพลงศิลป์ ในบท ก้อง แรกๆ เหมือนจะทำธรรมดาๆแต่มีฉากที่เรียกเสียงฮา เสียงหัวเราะ แย่งซีนในทุกฉากทุกตอนแบบเนียนๆ โดยเฉพาะฉากกับ โจ สุดฮาจริงๆ 

ออม CGM48 ปุณยวีร์  จึงเจริญ น่ารักสดใส ในบท โซดา สุดน่ารัก

น้าพวง เชิญยิ้ม พวง-แห้วประเสริฐ ในบท ลุงป้อม ลุงหากบ ข้างบ้านผีสิง พ่อของ ก้อง เรียกรอยยิ้มได้ดี หรือ ปิ้ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม
ก็มาร่วมเล่นในบท เฮียปล่อยเงินกู้

นอกจาก อนงค์ ยังเสริมทัพนักแสดงจากฝั่ง GDH เวิร์คพอยท์ มาร่วมแสดง โผล่หน้ามาคนละเล็กละน้อย ทั้งที่มีบทพูดและไม่มีบทพูด สร้างรอยยิ้มให้กับตัวหนังได้มากทีเดียว อาทิ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, 4EVE, แป๋ม-นาถธิดา พิทักษ์วรรัตน์, ต้น-อรุณพงศ์, ต่อ-ต่อพงศ์, ตี้-ธรรมรัตน์, เดอะสแน็ค, จิ๊บ-จารุภัส, น้าพวง, แทน-เท่าฟ้า ฯลฯ หรือแม้แต่ เอส-คมกฤษ ผู้กำกับ ก็ยังมาโผล่หน้าแว่บๆ นักแสดงทุกๆ คนทั้งตัวหลักตัวรอง ตัวเสริม ทั้งคน ผี แก๊งเด็กแว้น แก๊งเงินกู้ คนมาเข้าบ้านผีสิง เล่นกันได้แบบเข้าขา รับ-ส่งบทกันได้ดี ดูสนุกสนาน และหนังยังร่วมไว้อาลัย ระลึกถึง ดีเจโก-ตฤณ เรืองกิจรัตนกุล ที่ร่วมแสดงในบท ท็อป ญาติผู้พี่ของโจที่มอบบ้านหลังนี้ให้โจ

อนงค์ คือ หนังผีไทยที่ดูแล้วมีความสุข อมยิ้ม หัวเราะได้ตลอดเวลา ดูแล้วละมุน อบอุ่นไปถึงข้างในหนังผีน่ารักๆ ที่โดนใจ ไปเต็มๆ ถ้าเอาที่ตัวหนังกับความเรื่อยๆ กับบาดแผลใหญ่ ตัวหนัง อยู่ในระดับ 8/10 คะแนน แต่เพราะความน่ารักของ โบว์ ผีอนงค์ สวย 100/10 คะแนน ไปเลย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/801338

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน

วันเสาร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Man in Love คือหนังเกาหลีในปี 2014 เรื่องดังผลงานของ “ฮันดงกุกนำแสดงโดย  ฮวัง จ็อง-มิน กับ ฮัน ฮเย-จิน เรื่องราวความรักของหนุ่มนักทวงหนี้นอกระบบกับลูกหนี้สาวธนาคาร ก่อนที่จะถูกไต้หวันนำมารีเมคสร้างใหม่ในปี 2021ในชื่อเดิม Man in Love (หาดูได้ใน Netflix ชื่อไทยว่า ผ่อนรักระยะยาว) นำแสดงโดย รอย ชิว กับ ฉูเหว่ยนิง กำกับโดย ยินเฉินอาว

“เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน” คือเวอร์ชั่นภาษาไทยที่ GMM TV นำมารีเมคสร้างใหม่ โบ้ หนุ่มนักทวงหนี้สุดโหด ผู้มีวิธีทวงหนี้สุดแปลก ช่วยลูกหนี้หาเงินมาใช้ดอก เกิดรักแรกพบ อิ๋ม สาวแบงก์แสนสวยที่ต้องรับภาระจ่ายดอกแทนพ่อ จากการทวงหนี้สุดโหดมาเป็นการออกเดทแทนการจ่ายดอก เริ่มต้นจากฝ่ายหนึ่งเต็มใจอีกคนจำใจ ความสัมพันธ์เริ่มก่อตัวขึ้น แต่เป็นหนี้ก็ต้องชำระ ความรักจะทำให้โบ้กับอิ๋มหลุดพ้นจากวงจรหนี้หรือยิ่งถลำลึกกันแน่? 

หน้าหนังอาจจะดูเป็นหนังรักโรแมนติกเฮฮา แต่เอาเข้าจริงๆ กลายเป็นหนังรักแบดๆ ดราม่า กินใจ ชีวิตรักของคนระดับรากหญ้า จริงๆ แล้วพลอตหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เคยผ่านตากันมา นักเลงข้างถนนรักกับสาวธนาคารก่อนจะกลับตัวล้างมือทำงานชิ้นสุดท้ายที่กลายเป็นจุดพลิกผันของชีวิต

ตัวหนังเดินเรื่องเก็บรายละเอียดของหนังต้นฉบับเกาหลีได้อย่างครบถ้วน มีการดัดแปลงบางสิ่งบางอย่างออกไป และนำเอาสิ่งที่ในฉบับไต้หวันเปลี่ยนแปลงนำมาใส่แทน เลยกลายเป็นหนังรีเมคลูกผสมระหว่าง Man in Love สองเวอร์ชั่น

ในช่วงต้นเรื่อง ตัวหนังให้เวลาในการปูรายละเอียดตัวโบ้นานกว่า 20 นาทีย้ำให้เห็นนิสัย มุมต่างๆ ทั้งด้านมืด ด้านสว่าง (ออกไปในทางดี) ทั้งทำร้ายตัวเองเพื่อข่มขวัญลูกหนี้ การช่วยเหลือลูกหนี้ (ในต้นฉบับไม่เน้น ส่วนนี้ปูเร็วไปเร็วเข้าเรื่องรักเลย) ตัวอิ๋มดูมีอะไรๆ มากขึ้น ทั้งด้านดี ด้านไม่ดี ไม่ดูใสๆ มีแค่ด้านเดียวเหมือนต้นฉบับ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดกลับไป-กลับมาตลอดเวลา มีการเพิ่มในส่วนรักโรแมนติก ดราม่า กินใจของตัวโบ้ กับอิ๋ม เข้ามาหลายตอน 

เพิ่มตัวละคร ช่างแต่งหน้า นักมวย สาวบาร์ ลูกหนี้ที่โบ้เคยช่วย หรือแม้แต่ลูกน้องโบ้แล้วกลับมามีส่วนช่วยโบ้ ดูดีดูเพลิน ช่วยเพิ่มสีสันให้กับเรื่องมากทีเดียว รวมทั้งตัวลุงอ๊อด พ่อของอิ๋ม มีการเพิ่มรายละเอียดเข้ามามากมาย ทั้งในส่วนความสัมพันธ์กับโบ้หรือกับตัวลูกสาว ไม่ใช่มาแค่นอนพะงาบๆ บนเตียงในโรงพยาบาลอย่างเวอร์ชั่นก่อนๆ 

ในต้นฉบับ ตัวหนังยังให้น้ำหนักไปในเรื่องครอบครัวของโบ้กับพ่อที่เริ่มสุขภาพไม่ดีความจำเลอะเลือนต้องมีคนดูแล พี่ชายช่างตัดผมกับเมียและลูกสาว แต่ในฉบับนี้ไม่เน้นตรงนี้มากนัก ต้นฉบับหลานสาวของโบ้ โตเป็นสาว มีการสะท้อนให้เห็นมุมของเด็กกำลังโตแต่ฉบับนี้ยังเป็นเด็กน้อย ฉากที่ขยี้ความสัมพันธ์ที่สองพ่อลูกแอบเอาเงินมาให้โบ้ หรือฉากหลอดไฟหมุนหน้าร้านทำผม หรือแม้แต่ฉากจบที่ตัวนางเอกนั่งรถไปกับพ่อพระเอก ก็ถูกตัดออกไปจนหมดสิ้น

ใน “เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน” เน้นๆ ย้ำๆ ประเด็นเรื่องของหนี้สิน การเป็นหนี้ ลูกหนี้ก็ต้องใช้ เน้นๆ ไปกับทุกๆ ตัวละคร ทั้งตรงและอ้อมๆ (ซึ่งในต้นฉบับนั้นในส่วนนี้เป็นแค่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องตัวหนังจะเน้นไปที่ตัวพระเอก ความรักที่มีให้กับนางเอกมากกว่า) “ผมไม่ใช่เจ้าหนี้ ผมเป็นแค่คนทวงหนี้” ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี ในบทโบ้ แรกๆ อาจจะดูสำอาง (ดูแม้จะพยายามให้เสื้อผ้าหน้าผมมาช่วยเสริมความห่ามก็แทบจะไม่ช่วยอะไร) แต่ดูไปๆ ค่อยๆ อินและเข้าถึงในตัวละครตัวนี้ได้ สีหน้าท่าทางการเก็บ/ปล่อย/ระเบิดอารมณ์ ฉากบู๊ทำได้ดีไม่แย่

“มีสัญญาเงินกู้มั้ย! ไม่มีก็ไม่จ่ายนะ” ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ดีงามมากๆ เป็นอิ๋มที่ดูสวยน่ารักในแบบบ้านๆ ฉีกภาพความเป็นนางเอกที่เคยผ่านตามา เล่นดีทั้งอินเนอร์อารมณ์ข้างใน ช่วงรักดูสดใส ดราม่ามาก็ดึงให้อดเอาใจช่วยไม่ได้ ญาญ่าพัฒนาฝีมือการแสดงขึ้นไปอีกขั้น ไบร์ท-วชิรวิชญ์ กับญาญ่า-อุรัสยา คือการจับคู่ที่ลงตัว เข้าคู่เข้าขา เป็นสองดารานำที่แบกหนังทั้งเรื่อง

“ถ้ากูลดดอกให้มึง แล้วคนอื่นมาขอ กูไม่แย่เหรอ!” เบนซ์-พรชิตา ณ สงขลา ออร่ามาเต็มๆ กับบท เจ๊วรรณา ถอดแบบเจ้าแม่เงินกู้ปากตลาดที่เห็นกันได้ในชีวิตสีหน้าท่าทางคำพูด ท่าทางใจดีแต่ซ่อนความโหด มีความตอแหลในตัว ฉากผัดกับข้าวในครัวหรือลุคนักการเมืองดูดีมากๆ  และสุดๆ ไปเลยกับฉากไคลแมกซ์กับ โบ้ (บทนี้ต้นฉบับเกาหลีเป็นผู้ชาย ของไต้หวันเปลี่ยนเป็นผู้หญิงลุคเดียวกับเบนซ์เปี๊ยบ)

เจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม ดูดีกับบท ลุงอ๊อด ที่ดูเป็นพ่อค้าบ้านๆ ในตลาด ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี วิทยุเทปคาสเซตกับเทปเพลงห้องนอนคนจน ช่วยขยี้ให้ตัวลุงอ๊อดเด่นขึ้น ต้น-วงศกร รัศมิทัต มารับบท พ่อบุญ พ่อของโบ้ เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ ในแบบที่คุ้นตากันดี บิ๊ก-อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล มารับบท ประสิทธิ์ เจ้ามือในบ่อน ลูกหนี้เจ๊วรรณ เถื่อนๆดิบๆ กวนตีนๆ ในแบบที่คุ้นเคยมาจากเรื่องอื่นๆ เป็นตัวละครที่ถูกเพิ่มเข้ามา ในต้นฉบับไม่มีและนักแสดงเสริม ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร ในบท ริชชี่  ลูกหนี้ช่างแต่งหน้า อุล-ภาคภูมิจงมั่นวัฒนา ในบท พี่เอก, อู๋-ธนบูรณ์ เกียรตินิรันดร์ ในบท แป๊ด ลูกน้องคนสนิทโบ้

วา-วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์ ทำ “เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน” ออกมาดูลงตัว ดูสนุก เป็นการดัดแปลงมาเป็นหนังไทยที่ลงตัวดูดี แทบจะไม่มีกลิ่นของหนังต่างประเทศ ถ้าไม่บอกก็นึกว่าเป็นไทยต้นฉบับ โปรดักชั่นดีงาม บทลื่นไหล สัดส่วนของเรื่องรัก ดราม่า มุขขำๆ มากำลังดี ภาพสวยๆ โลเกชั่นดีงาม ท้องฟ้าทะเลของพัทยา การตัดต่อที่กระชับ นักแสดงดีเข้ากับบท หรือแม้แต่ฉากแอ๊กชั่นมากำลังดี (สองครั้งก่อนแทบจะไม่เน้นฉากแอ๊กชั่น) สองเพลงประกอบของหนัง ทัั้ง นะหน้าทอง และห้องนอนคนจนถูกนำมาใส่ในหนังได้อย่างมีพลัง ใส่มาแบบถูกที่ถูกทาง รวมทั้งดนตรีประกอบที่ช่วยบิ้วอารมณ์หนังได้มากทีเดียว

จดหมายจาก โบ้ ถึง อิ๋ม ชื่อร้าน อิ๋มโบ้..จะทำให้..ซึมไปกับหนัง “เธอ ฟอร์ แคช สินเชื่อ..รักแลกเงิน” คืออีกงานรีเมคคุณภาพคับแก้วดีงามๆ ของ GMM TV รักแบดๆ แซดๆ มีหนี้ต้องชดใช้ โดนใจเต็มในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาธุ (The Believes)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/800004

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาธุ (The Believes)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาธุ (The Believes)

วันเสาร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สาธุ ซีรี่ส์ Original Netflix หนังสตรีมมิ่งเรื่องล่าสุดที่ได้รับกระแสตอบรับและพูดถึงในวงกว้าง ด้วยความมีเนื้อหาตีแผ่พุทธศาสนาสาธุ กล้านำเสนอในสิ่งที่รุนแรง ภาพในด้านลบ แตะเรื่องศาสนาอันเป็นเสมือนสิ่งต้องห้าม แต่เพราะเป็นหนังสตรีมมิ่งเหนือการควบคุมของเซ็นเซอร์ ทำให้ผลงานนี้ได้ออกมาแบบเต็มๆ

สาธุ ชัดเจนในการนำเสนอด้านมืดพุทธพาณิชย์ การหาผลประโยชน์จากศาสนาพุทธ ทั้งฝ่ายฆราวาส หรือฝ่ายสงฆ์ สนุกสนานเพลินไปกับการวางแผนการ การแก้ไขปัญหาต่างๆ นานา การเอาตัวรอดในรูปแบบของหนังหักเหลี่ยมเฉือนคมในแง่ธุรกิจ จริงๆ แล้ว สิ่งต่างๆ ที่นำมาใส่ใน สาธุ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ รวบรวมจากคดีดังๆ ที่ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว คนสำคัญต่างๆ ทั้งพระผู้ใหญ่ นักการเมือง ตำรวจ นำมาผูกเป็นเรื่องราวเรียงร้อยต่อกัน

วรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ ผู้กำกับ นำเสนอเรื่องราวได้ชวนติดตาม ในแบบของหนังรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ๆ แทบจะไม่เหลือความเป็นหนังไทยในขนบเก่าๆ พูดเรื่องศาสนาแบบตรงไป-ตรงมา ตัวละครพูดคำหยาบ ภาษาพ่อขุน มึงกูสารพัดมาแบบจัดเต็ม

สาธุ คือซีรี่ส์ที่สนุกด้วยเนื้อหา สาระ การนำเสนอ การเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม โปรดักชั่นดีงาม ภาพสวย ที่มีภาพทั้งภาพเล่าเรื่อง ภาพขยี้อารมณ์ การตัดต่อกระชับ บทหนังดีงาม ดนตรีประกอบที่เร้าใจ ดนตรีประกอบที่เข้ากับตัวหนัง เพลงประกอบดีงาม เพลง สาธุ ที่ขับร้องโดย มิลลิ ft.TangBadVoice สนุก เข้ากับเรื่องเปิดมาทีไร อมยิ้มได้ทุกที หรือแม้แต่เพลงลูกทุ่งเก่าๆ ที่ใส่เข้ามาเลือกเพลงได้ดีช่วยเพิ่มบรรยากาศของสังคมบ้านๆ แบบไทยเข้ากับวิถีชาวพุทธ

เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ในบท วิน ดูดีเล่นในหลายอารมณ์ ทั้งความเป็นผู้นำ จอมวางแผน มีไอเดีย ความคิดดี มีบางสิ่งบางอย่างในใจขณะเดียวกันก็เป็นตัวละครที่เหมือนจะไม่สู้ปัญหา หนีปัญหาตลอด สีหน้าท่าทาง อินเนอร์ข้างในมาเต็ม

พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ในบท เกม ลูกคนมีตังค์นามสกุลดัง ช่วงต้นๆEPแรก เปิดตัวดูขัดตา ดูเป็นแอ๊กติ้งการแสดง แต่ดูไปๆ ภาพต่างๆ ค่อยๆ ดีขึ้น ดึงให้ตามดูเกมตลอด หลายฉากดูเป็นธรรมชาติ แอลลี่-อชิรญา นิติพน รับบท เดียร์ มาพร้อมกับความสวย สดใสน่ารักแบบธรรมดามาดบุคลิกของคนรุ่นใหม่ที่มีหัวครีเอทีฟ สร้างสรรค์ มาแบบจัดเต็มทุกครั้งที่ออกมาแม้ช่วงนั้นจะเครียดก็ทำให้ผ่อนคลาย พร้อมที่จะเอาใจช่วยและน่าจะเป็นคนเดียวที่ทำอะไรก็ดูดีน่ารักไปหมด พูดคำหยาบยังฟังแล้วระรื่นหู

พระดล ได้ ปั๊บ โปเตโต้-พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข แสดงแบบเฉียบขาดดูนิ่งๆ มีเสน่ห์ สมกับเป็นพระสมถะ แต่พอเวลาอยู่กับ เดียร์ ความรู้สึกภายในก็ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสีหน้า ท่าทาง โดยไม่ต้องพูดอะไรก็สัมผัสได้ เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข ในบทพระเอกชัย พระเลขาวัด ก็เล่นดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ให้เรารับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาในตัวพระหนุ่มรูปนี้

แหม่ม-จินตหรา สุขพัฒน์ นิ่งเรื่อยๆ ในบทแม่ของ วิน ธรรมะธัมโมแต่ยังยึดติดกับสามีที่หายไป ดูเป็นชาวบ้านชนบทจริงๆ ปราโมทย์ แสงศรบุคลิกท่าทางการแสดงออกนี่ใช่เลย มาดยอดนายตำรวจเทาๆ ที่ถนัดวิชามารในการคลี่คลายคดี

โดนัท-มนัสนันท์ พันธ์เลิศวงศ์สกุล มาดดีสมกับบท สจ.เอ๋ นักการเมืองท้องถิ่น ฉากที่ร่วมโต๊ะอาหารกับทีมทำวัด ช่วงท้ายทรงพลังมากๆ สุรสีห์ ผาธรรม ทิ้งทวนการแสดงเป็นเรื่องสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ในบท หลวงตากึ๋ว

ติ๊ก-ชาญณรงค์ ขันทีท้าว ในบท น้าแต๋ง มัคนายก ดูเวอร์วัง แอ๊กชั่นแบบเวอร์ๆ ติดภาพเดิมๆ น้ำเสียงท่าทาง ยังคงเป็นการแสดง เล่นใหญ่ไม่เป็นธรรมชาติ ทุกฉากที่ออกมาลดทอนความสนุกไปทีเดียวเป็นตัวละครตัวเดียวที่ไม่ชอบเลย

นอกจากนี้ ยังได้ ไมเคิล เชาวนาศัย มารับบท พระทรงชัย พระผู้ใหญ่ที่ดูตุ้งติ้ง ยะสะกะ ไชยสร มารับบท ไพรัตน์ ผู้ประสบภัยที่ถูกดึงเข้ามา ในการสร้างความขลัง เอมิสา รักสยาม รับบทเป็น เกรซ พี่สาวของเกม ที่สนิทสนมอยู่ข้างน้องชายตลอดเวลา ไก่-นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์มารับบท แม่ของเกม

สาธุ ดูสนุกชวนติดตามตลอดทั้ง 9 EP เรื่องราวยังไม่จบ ทิ้งประเด็นให้ตามต่อไปกับชีวิตต่อไปของสามสหาย วิน/เกม/เดียร์ ซีซั่นนี้ทิ้งปม เพื่อที่จะอยากตามต่อ พ่อของ วิน หายไปไหน เกม จะประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับกับครอบครัวกงสีหรือไม่ เดียร์ จะไปอยู่กับครอบครัวใหม่ของพ่อหรือไม่ พระดล จะเลือกทางใด ยังมีเรื่องราวด้านมืดของ พุทธพาณิชย์อีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ พอจะหยิบมานำเสนอได้อีก ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าถ้ามีซีซั่น 2 จะทำออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง สนุกสนานเหมือนซีซั่นแรกได้หรือไม่ สาธุ สนุกโดนใจ ถูกใจ มีระดับ 8/10 คะแนน