โอ๊ยเล่าเรื่อง : ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ (All We Imagine as Light)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ  (All We Imagine as Light)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ (All We Imagine as Light)

วันเสาร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังยาวชิ้นแรกของผู้กำกับหญิง ปายาล คาปาเดีย และเป็นหนังที่คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด (ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ของหนังอินเดียกับรางวัลนี้) ได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ หลายคนยกย่องว่านี่คือหนังที่พูดถึง “ความเหงาในเมืองใหญ่”ได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก หนังได้เข้าชิงลูกโลกทองคำ 2 สาขา คือ ผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถูกส่งเป็นตัวแทนหนังอินเดียเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาหนังต่างประเทศ แค่เหตุผลง่ายๆ อินเดียมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังยุโรปไม่ใช่หนังอินเดียแท้ๆ ล่าสุด Laapataa Ladies เรื่องที่ถูกส่ง ตกรอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว

หนังอินเดียที่ฉีกรูปแบบหนังอินเดียที่คุ้นๆ กัน ไม่มีเรื่องราวประโลมโลกตัวละครดูติดดิน ดารานำหน้าตาธรรมดาดูบ้านๆ ไม่สวยไม่หล่อ ไม่มีฉากเต้นรำ เต้นระบำ เพลงดนตรีประกอบ ฉากวิจิตรมโหฬาร เป็นเรื่องราวความรัก ความโหยหา ความโดดเดี่ยว ความเหงาของสามสาวในเมืองมุมไบ พยาบาลสาวชาวมลยาฬัมสองคนกับเพื่อนสาวใหญ่ที่กำลังเผชิญกับความซับซ้อนในชีวิต ความสัมพันธ์และการแก้ปมปัญหาส่วนตัว

หนังเล่าเรื่องแบบเรื่อยๆ ค่อยๆ พาไปรู้จักเบื้องหน้าเบื้องหลัง นิสัยใจคอ ชีวิตประจำวัน ในบรรยากาศสังคมอันวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่ดูอึดอัด ก่อนจะผ่อนคลายเปลี่ยนในช่วงท้ายที่เมืองชายทะเลผ่านสามตัวละครหลัก ตัวหนังสะท้อนภาพชีวิตสังคม สภาพความเป็นอยู่ของคนในมุมไบออกมาได้ดี เน้นๆ ไปที่คนชั้นกลาง การต่อสู้ดิ้นรน ความอยู่รอด เมืองที่ตัวใครตัวมัน โดยนำเสนอในรูปแบบดราม่ากึ่งๆ สารคดี ก่อนที่ครึ่งหลังจะพาไปสู่สังคมชนบท เมืองชายทะเลสู่ธรรมชาติที่ทุกคนเป็นมิตร เติมเต็มอิสรภาพ การปลดปล่อย ทางเลือก ที่มีมากกว่าเดิม 

หนังขยี้ความรู้สึกในหลายๆ รูปแบบผ่านภาพ การจัดแสง ดนตรีเพลงประกอบที่ไพเราะ เสียงพูดถึงมุมไบของหลากหลายผู้คนที่อาศัยอยู่ในมุมไบ เรื่องส่วนใหญ่เกิดขึ้นในยามค่ำคืน สะท้อนความมืดมิดปมปัญหาต่างๆ ที่ถาโหม

นักแสดงหลักๆ เล่นได้ดีดูเป็นธรรมชาติ ดึงให้เข้าไปอยู่กับหนังได้ตลอดเรื่อง

กานิ คุสรัตติ รับบท ปราภา ที่ดูมีปม เก็บทุกอย่างในใจ สีหน้าแววตาเพิกเฉย น่าเบื่อ แต่ใจดีพร้อมที่จะช่วยคนรอบข้าง หาทนายช่วยปาร์วาตีเรียกค่าชดเชยบ้านหรือออกค่าเช่าห้องให้ อนุ ที่รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ดิฟยา พราบา ในบท อนุ สาวรุ่นมุ่งแต่ความรักของตัวเอง ที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หาที่แสดงความรักแฟนหนุ่ม มีโชว์หน้าอกหน้าใจ เนื้อหนังมังสา เลิฟซีนในหลายๆ ที่ ชายา กาดัม รับบท ปาร์วาตี สาวบ้านๆ ที่ยังไงก็ได้ที่กำลังประสบปัญหาในเมืองที่ที่ดินเป็นเงินเป็นทอง 

ฮิรดู ฮารุณ รับบท ชิแอซ คนรักของ อนุ ดูอารมณ์ดีดูไม่มีอะไร แต่ช่วยเติมในส่วนเรื่องรักของหนัง  อาซีส เนดูมันกัด รับบท ดร.มาโนช หมอหนุ่มที่เข้ามาในชีวิต ปราภา แต่เหมือนไม่เริ่มต้นไม่พัฒนา เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่กำลังจะจากไป

ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ (All We Imagine as Light) หนังอินเดียที่ละเมียดละไมในบรรยากาศเหงาๆ ในเมืองใหญ่ ที่น่าจะโดนใจคอหนังที่ชอบสไตล์หนังแนวนี้ นึกไปถึงบางคนที่อยากดูหนังอินเดียที่ฉีกจากแนวเดิมๆ “ความสว่างไสวที่พวกเรานึกฝัน” พาให้ชอบในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายน์ (The Cliche)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายน์ (The Cliche)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายน์ (The Cliche)

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น คุณชายน์ โปรโมทในทีวี บอกตรงๆ เลยว่าไม่มีส่วนไหนที่ชวนหรือทำให้อยากดู..นอกจากต้องดู เพราะเป็นหนังไทย แต่พอได้ดู..ผิดคาด ไม่นึกไม่ฝันว่าหนังจะสนุกขนาดนี้ คุณชายน์ ดัดแปลงจาก ปริศนา ละครเวทีของคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ที่ต่อมา โต๊ะกลม นำมาดัดแปลงครั้งแรกเป็น ชายกลาง โศกนาฏกรรมในจังหวะแทงโก้ ทำใหม่ครั้งที่สองในชื่อ ชายกลาง เดอะ มิวสิคัล มาครั้งนี้ถูกนำมาดัดแปลงอีกครั้งในรูปแบบหนังจอเงิน

ต้องชม คุณชายน์ ที่ดัดแปลงละครเวทีได้แบบเคารพต้นฉบับ ไม่ทำเละเทะหรือเสียของ เมื่อ “ชีวิตจริงสุดโศกมาบรรจบกับโลกละครสุดฮา” เรื่องราวของชายหนุ่มตกอับที่ต้องมารับทำละครทีวีแบบที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ทำไปทำมา เขาก็ได้พบว่าชีวิตจริงกับละครมันก็ทับซ้อนกันจนคาดไม่ถึง! คุณชายน์ คือ ชื่อพระเอกในละครน้ำเน่าชื่อภาษาอังกฤษ The Cliche ชัดเจนในสิ่งที่หนังสื่อถึงความน้ำเน่าที่ในชีวิตจริงอาจจะเกินเบอร์ ไม่แพ้ละครน้ำเน่า คุณชายน์ หนังซ้อนหนังละครทีวีในหนัง..ที่ดูสนุกโดนใจมากๆ คุณชายน์ คือหนังไทยที่สนุกสุดๆ ดูเพลิน โดนใจสุดๆ ของปีนี้เลย ยกให้อันดับหนึ่งหนังสนุก หัวเราะจนน้ำตาไหล มุขฮาๆ มาทุกๆ 5 นาทีมาในส่วนดราม่าทำให้อึ้ง จุกเข้าไปถึงข้างใน น้ำตาซึมออกมา

จ๋าย(ไท ทศมิตร)-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี สลัดมาดเข้มๆ ดุดันจากหนังเรื่องก่อนๆ มาเล่นบทน่ารักๆ สบายๆ ทำให้ยิ้มขำได้แบบธรรมชาติตลอดเวลา (จริงๆ แล้ว จ๋าย กลับมารับบทเดิมที่เคยเล่นไว้ใน ชายกลาง เดอะ มิวสิคัล เมื่อปี 2562)

มายด์ 4EVE-อาทิตยา ตรีบุดารักษ์ น่ารักๆ มากๆ เป็นน้ำ ที่ดูแล้วเพลินตา อิ่มใจ สวยใส เล่นดีทั้งในส่วนตลกสนุกสนาน รักโรแมนติก ดราม่าก็ทำให้เสียน้ำตา เป็น นางเอกที่น่าเอ็นดูสุดๆ จ๋าย-มายด์ จับคู่เล่นกันได้แบบเข้าขาสมเป็นคู่รักกันจริงๆ

ชู้ต-ชัชวาล วิศวบำรุงชัย ทำ คุณชายน์ ออกมาได้แบบลงตัว จังหวะหนังออกมาดีในทุกๆ ช่วง มีลูกเล่น หักมุม หลายๆ ตอน งานออกมาดูดี ทั้งรัก ตลก ดราม่า หรือสิ่งที่ หนังนำมาล้อเลียนเสียดสี นำมาใส่ในหนัง ทั้งวงการบันเทิง ละครทีวี หรือธุรกิจงานด้านภาพ โลเกชั่นถ่ายทำ ดูดีไปหมดวิวสวยๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่กองถ่ายยกไปถ่ายทำ คุณชายน์อาจจะไม่ใช่หนังดีที่สุด น้ำเน่าบ้าง เหมือนในเนื้อหนัง ดูแบบปล่อยใจสนุกจริงๆ คุณชายน์ ได้ใจ ไปเต็มๆ 8/10 คะแนน ครับ(จริงๆ อยากจะชอบหมดใจ อยากให้เต็ม 10 แค่ไคลแม็กซ์ ที่ไม่ขำเลย ขอตัด 2 คะแนน)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวนิกะห์

https://www.naewna.com/entertain/848774

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวนิกะห์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวนิกะห์

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อสาวมุสลิมต้องแต่งงานกับหนุ่มอีสาน..เมื่อน้ำบูดู ฝั่งใต้มลายู ปะทะ น้ำปลาร้า ฝั่งอีสาน

ผู้บ่าวนิกะห์ คือหนังไทยสนุกสนานที่รอดูตั้งแต่เห็นพล็อตเรื่อง ทั้งทีมนักแสดง “ไทบ้าน” กับทีมงาน “ค่ายมณวิจิตร”ที่ทำหนังอิสลามมาตลอด

โซเฟีย ชาวมุสลิมคนใต้กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน (นิกะห์) กับ บักไข่ รุ่นพี่มหาวิทยาลัย คนอีสาน ชาวพุทธ

ผู้บ่าวนิกะห์ มาพร้อมความสนุกสนานเฮฮา ดูง่ายสบายๆ ไม่ซีเรียสในแบบบ้านๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง ไม่หลุดโลก
บนเส้นเรื่องของคนอีสานกับคนใต้ที่กำลังดี

เกรียงไกร มณวิจิตร ยังคงชัดเจนในการทำหนังที่มีตัวละครหลักเป็นมุสลิม คนใต้ จากเรื่องรักเบาๆ เคล้าการทำอาหารใน “รักนะซุปซุป” หนังผีน่ากลัวๆ ใน “ของแขก” มาสู่เรื่องราวการมีครอบครัวใน “ผู้บ่าวนิกะห์”

ผู้บ่าวนิกะห์ คือ ชื่อหนังที่ตรงกับสิ่งที่จะเข้ามาเจอเมื่อดูหนังผู้บ่าว..ไทบ้าน ที่มาแค่จ่ารอด/ด้งเด้ง กับบักเซียง/ตาต้า ที่ไม่หลุดความเป็นอีสาน มี ฟิฟิล์ม-สิริอมร อ่อนคูณ (หมอปลาวาฬ)มาร่วมแจม ต้นเรื่องพาไปสู่งานแต่งงานของชาวอีสาน ท้ายเรื่อง..พบกับ นิกะห์ อิสลาม

ผู้บ่าวนิกะห์ คือ หนังสูตร แต่ได้พลังการแสดงในแบบธรรมชาติของนักแสดง ทีมดาราจากแดนอีสานมาประชันบทบาทกับตัวท็อปฝั่งมลายูได้อย่างลงตัว

งานโปรดักชั่นใช้ได้ แม้จะมีบางส่วนที่อาจจะดูลอยดูขัดไป-มาอยู่บ้าง ความสนุกสนานหลักๆ ของเรื่องอยู่ที่ บักไข่-บักเจ้ยกับ บังลี-บังดุลย์ สองเพื่อนคู่ซี้ สองบักอีสานกับสองบังคนใต้สนุกไปกับการพยายามขัดขวางงานแต่งของน้องสาว ในส่วนดราม่าเรื่องของความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ความแตกต่างของการใช้ชีวิตร่วมกันทางศาสนา การปรับตัวเข้าหากัน ทำออกมาได้ดี
ไม่หนักจนเกินไป

เจ้าบ่าว ด้งเด้ง-ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร เป็น บักไข่ในบุคลิกลักษณะที่คุ้นๆ กันดี หน้าตาซื่อๆ บ้านๆ อยู่ใกล้แล้วมีความสุข แสดงเหมือนไม่ได้แสดง 

เจ้าสาว โซเฟีย ที่รับบทโดย เเทมมี่-กมลพร แสงวัชรสุนทรสวยเรียบร้อยในแบบสาวอิสลาม เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่สีหน้าแววตาสื่อความในใจได้ดี 

ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี เป็น บักเจ้ย เพื่อนสนิทเพื่อนคนเดียวของเจ้าบ่าว แค่เห็นหน้าก็ยิ้มออกมาได้แล้ว ยังคงจับคู่กับ ด้งเด้งได้ดี รับ-ส่งบทต่างๆ กับนักแสดงคนอื่นๆ ก็โอเค ชงมุขให้ฮาได้ตลอด

ชาลี อาหมัดกูเชียรี ดอเล๊าะ ในบท บังลี พี่ชายของเจ้าสาวดูอบอุ่นรักน้องสาว เล่นเก่งทั้งบทเฮฮา บทดราม่า แม้บางช่วงจะดูงี่เง่าๆ ดูร้าย แต่ก็เกลียดไม่ลง

ชอบๆ น้องบีม ข้าวเหนียวหลาม ณัฏฐณิชา เชื้อสง่า ที่มาในบท ไลล่า สวยใสในแบบเด็กๆ รอยยิ้มดูมีเสน่ห์ น่ารักโดนใจเหมือนไม่มีอะไร แต่พอขยับตัว มุขกระจาย ดูไปยิ้มไปขำกระจาย ดูแล้วอดรัก ไลล่า ไม่ได้ 

บังดุลย์ เพื่อนสนิทของ บังลี ที่นำแสดงโดย อดุลย์ บอสูขโมยซีนเรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกฉาก มาพร้อมกับความสนุกสนานด้วยบุคลิกเฮฮาอารมณ์ดี

แทน-ฐิติ พุ่มอ่อน ในบท พ่อเจ้าบ่าว เล่นเรื่อยๆ ดูอบอุ่นดูเป็นผู้ใหญ่ที่รักครอบครัวรักเด็กๆ 

ฮากีม ดลภาวิจิต เป็น บังมัด กำนันหมัด ตัวร้ายที่ร้ายได้ใจร้ายในแบบหนังตลกสนุกสนาน

ข้าวฟ่าง-ญาสุมินทร์ พัสวีพงศกร มิสแกรนด์ตรัง 2020 น้องมิล ดูสวยเซ็กซี่ ไม่เน้นเนื้อหนังมังสามากมายจนเกินงาม มาในบทสาวอีสาน ที่มาขัดดอกในบ้านบังหมัด ที่บังมัดหึงสุดตัวเป็นตัวละครที่มาพร้อมกับความเข้าใจผิดตลอดเรื่อง

ฮันนี่-ภัสสร บุณยเกียรติ มาในบท แม่ ออกคู่กับ ฟิฟิล์ม-สิริอมร อ่อนคูณ ในบท จิน น้องสาวของเจ้าบ่าว ที่อยู่ขอนแก่น สวยๆ ตามวัยทั้งแม่ลูก เข้ามาช่วยเติมในส่วนดราม่า ครอบครัว

สินชัย เอื้ออัครวงษ์ มาในบท เสี่ยหวัง เสี่ยใหญ่ผู้เป็นที่พึ่งพิงของ บังหมัด

ผู้บ่าวนิกะห์ หนังตลกสนุกสนาน ดูเพลินๆ สบายๆ ขำๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไรเดอร์ (Rider)

https://www.naewna.com/entertain/847317

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไรเดอร์ (Rider)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไรเดอร์ (Rider)

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ไรเดอร์ คือหนังที่ต่อยอดมาจาก เทอมสองสยองขวัญ ตอน ตึกวิทย์เก่า (2565) ที่ดึงเอาไรเดอร์ส่งอาหาร ที่เรียกเสียงหัวเราะท่ามกลางความน่ากลัวออกมาขยายจากตัวละครเสริม ถูกดึงมาเป็นตัวละครหลัก ที่คราวนี้ขยับจากเรียกความขำในความน่ากลัวมาเป็นความหัวเราะที่มีความน่ากลัวเข้ามาเสริม (ตัวละครใน เทอมสองคือ กอล์ฟ ไรเดอร์ส่งอาหารที่ไม่เกี่ยวในเรื่องนี้แต่แค่เป็นเชื้อให้ ปักหมุดที่ผีสิงในไรเดอร์)

สามหนุ่มไรเดอร์ ตั้งแก๊งรวมตัวกันหลังเสร็จงานออกล่าท้าผีในสถานที่ต่างๆ ที่มีออเดอร์ประหลาด เพื่อปักหมุดเตือนไรเดอร์ให้ระวังการเจอผียามค่ำคืน ไรเดอร์ อาจจะไม่ตอบโจทย์ คนที่อยากมาดูหนังผีน่ากลัว หนังตลกขำกลิ้ง หนังรักโรแมนติกจิกหมอนอาจจะไม่ใช่หนังดีสุดขั้ว แต่ถ้าดูเอาเพลิน ดูแบบปล่อยวาง ไม่คิดอะไรมาก ก็สนุกไปกับหนังได้ไม่ยาก หนังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเป็นไรเดอร์ แค่เกริ่นเอามาใส่มุขเล็กๆ พอขำไอเดีย ช่วงเปิดเรื่องที่ให้ ไรเดอร์ทั้งสามคนเข้าไปตามสถานที่ผีดุในยามค่ำคืน

บรรยากาศในสถานที่ผีสิง ทั้งในบ้านร้าง โรงพยาบาลร้างในวัดโบสถ์ ป่าช้า ออกมาดี วังเวง สิ่งของต่างๆ บรรดาผี การแต่งหน้าที่ดูน่ากลัว ซีจี ทำให้นึกว่าเข้าบ้านผีสิงจริงๆ แต่ด้วยหนังมาในโทนผีตลก เลยทำให้ไม่รู้สึกกลัวหรือหลอน แค่มีสะดุ้งตกใจบ้างในบางฉาก

มาริโอ้ กับ ฟรีน ควงคู่กันมาทำให้ในส่วนของความรักโรแมนติก แม้มาน้อยนิด มาเร็วไปเร็ว เคลมเร็ว แต่ก็ทำให้อินในส่วนของเรื่องรัก มาริโอ้ เมาเร่อ สบายๆ เล่นแบบสบาย ทะเล้น น่ารักไม่ต้องเล่นอะไรมากมาย ชวนให้ขำได้ในหลายฉากรักก็ดูโอเค

ฟรีน-สโรชา จันทร์กิมฮะ น่ารักสวยสุดๆ มีเสน่ห์จนอดหลงรักไม่ได้ ตั้งแต่ฉากแรกที่ออกมา ไม่ต้องเล่นอะไรมากมายก็ดูดี ฉากโรแมนติกกับ มาริโอ้ ทำให้ดูไปยิ้มไป

โน่-ภูวเนตร สีชมภู (เซียนหรั่ง) ชัดเจนในความเป็นตัวขโมยซีน ไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากแย่งซีน ขายมุขไป-มาแค่ขยับปาก สีหน้าท่าทางก็ขำแล้ว เน้นไปในโทนที่โดนผีกระทำ

ดีเจอาร์ต-มารุต ชื่นชมบูรณ์ ในบท น้าไก่ ที่เล่นได้ขำดูแล้วยิ้มได้ ขำๆ ในส่วนของการเป็นสายมู ของขลังเพียบออกแนวหมอผีกลายๆ ลืมภาพเก่าๆ ของ อาร์ต ไปเลย

อัญชลี สายสุนทร ในบท แม่ของ มาย ดูจะเป็นเพียงคนเดียวที่บทหนักที่สุด ได้บทที่หนัก แสดงอารมณ์ ปล่อยอารมณ์ได้มากที่สุดในเรื่อง ใส่อารมณ์เต็มที่ ดูแล้วเหนื่อยแทน

ทั้งหน้าหนังและตัวหนัง ไรเดอร์ ชวนให้นึกว่าเป็นหนัง คู่แฝดกับ 404 สุขีนิรันดร์ ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ผีในสถานที่ ตัวเอกมาเป็นกลุ่มเจอผี เน้นขายความกลัวผสมน่ากลัว แต่ถ้าเทียบกันแล้วไรเดอร์ ดูผ่อนคลาย สนุกกว่า กังฟู-นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริทำ ไรเดอร์ ออกมาดูเพลินๆ เรื่องอาจจะบางเบาในทุกๆ ส่วน เดินตามสูตรสำเร็จ เล่าเรื่องง่ายตรง ตัวละครไม่เยอะ แต่ทุกส่วนก็ออกมาดูสบาย โปรดักชั่นดีงามไม่เละเทะ ไม่มีมุขตลกหยาบคายสองแง่สามง่าม ไม่มีมุขตลกคาเฟ่ ไม่มีฉากล่อแหลม ฉากรุนแรงไรเดอร์ มาในโทนหนังผีแบบไทยๆ ที่อาจจะดูไม่ใหม่สำหรับคอหนังรุ่นใหม่ แต่ก็โดนใจกับคอหนังไทยทั่วไป ปล่อยใจดูแบบสบายๆไม่จับผิด ไม่ตั้งความหวัง สนุกตลอด 105 นาที แน่นอน 7/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’

https://www.naewna.com/entertain/845915

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.54 น.

“ทิ้งมัน เอาไว้ในวัยหนุ่ม“

” อย่าเข้ามา มันอันตราย“ 

หนังไทย เรื่องล่าสุดของ ค่ายเนรมิตรหนังฟิล์ม และ ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ร่วมด้วย กำ-กับ-หนัง ผีมือการกำกับของ พุฒิพงษ์ นาคทอง ที่เคยฝากความประทับใจไว้ใน 4Kings ทั้ง 2 ภาค

เผือก เด็กหนุ่มที่ยิงกุ๊ยปากซอยที่ย้ำว่าแม่ตนขายยาตาย  จนต้องมารับโทษในคุก ที่แบ่งเป็น2ฝ่าย 2บ้านที่ปกครองกันอย่างสุดขั้ว และไม่มีใครยอมใครเบียร์ ขาใหญ่ คุมบ้านคลองเตย มี บอยกับ กร เป็นสมุนบังกัส ดูบ้านฝั่งธนที่มี กอล์ฟเป็นคนสนิทเผือก และ ฟลุ้ค เพื่อนLGBT ที่เข้ามาพร้อมกัน ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของสองบ้าน

วัยหนุ่ม 2544 มีความรู้สึก เหมือน เข้ามาดู 4Kings แค่เปลี่ยนจาก ข้างนอกข้างในโรงเรียนตามท้องถนน ย้ายเข้ามาอยู่ในคุกแทน หนังออกตัวตั้งแต่ต้นว่าเป็นเรื่องสมมุติ ทำให้มองข้ามความจริงต่างๆ เรื่องของกฏหมาย คำตัดสิน สภาพต่างๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในคุก คดีในวัยหนุ่มพออายุครบก็ต้องย้ายไปคุกผู้ใหญ่ คงไม่มีใครติดนาน 10 ปี 

วัยหนุ่ม 2544 สะท้อนสังคมในมุมมืด ชีวิตด้านมืด ตลอดเรื่องเต็มไปด้วย ความชั่วร้าย ความเลว ความอำมหิตของตัวละคร มีแต่มุมด้านมืด ไม่มีด้านสว่าง เต็มไปด้วยรุนแรง ความรันทด หดหู่ตลอดเรื่อง

ณัฏฐ์ กิจจริต ในบท เผือก-สุภาพ ศรีเผือก บทเด่นเป็นตัวแบกหนังทั้งเรื่อง เล่นดีมากๆ ปรับลุกปรับภาพมาเป็น นักโทษชาย ที่ถูกกระทำได้ดี ทุ่มสุดตัวดูโทรมๆ แทบไม่มีภาพดีในตัว ยังดีที่ ชัดเจน ในความเป็น พระเอก ที่ดึงให้คนดูอยู่กับตัวหนัง ตามดูรอลุ้นว่า เผือกจะเจออะไร จะโดน อะไร จุดจบจะลงเอยอย่างไรชอบๆ ที่ เผือก ดูแกร่งอดทน ทุกอย่าง จุดอ่อนเดียวคือ แม่ และเจ็บปวด เพราะถูกแฟนที่อยู่นอกกำแพงทิ้ง

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ ในบท เบียร์ หัวโจกบ้านคลองเตย มาในแบบร้าย/โหด/เหี้ยมสุดๆ ตัวละครที่ต้องมี ในหนังติดคุก ทุกๆ เรื่อง ต้องชมว่า เป้ เล่นได้แรงจริงๆ ทั้งสีหน้าท่าทางน้ำเสียงกวนสุดๆ แอ็คชั่นใช้ได้ ดูแล้วเชื่อว่าเป็น หัวโจก จริงๆตั้งแต่ดู เป้ มา รู้สึกว่า เรื่องนี้เล่นดีที่สุด

จ๋าย ไททศมิตร-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี ในบท บังกัส ผู้ดูแลบ้านฝั่งธนที่เป็นคู่ปรับเบียร์ มานิ่งๆ เรื่อยๆ มีความเป็นโจกที่ดูดีมีความใจดีแฝงอยู่ข้างในหนังเพิ่มส่วน ดราม่า ปมเรื่องพ่อใส่เข้ามา

เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ ได้รับบทแรงๆ บทส่งมากๆ ในบท ฟลุ๊ค ชายใจหญิง ที่เข้าคุกมาพร้อมกับเผือก เป็นตัวละครที่ดูรันทดมากๆ ตั้งแต่ ต้องโทษ ด้วยความผิดที่ไม่ได้ทำ โดนเรื่องร้ายๆ ในคุก หรือแม้แต่ บทสรุปสุดท้าย ที่ ทำให้คนดู อดสงสาร มากกว่าตัวละครคนอื่นๆ 

ท๊อบ-ทศพล หมายสุข  ในบท บอย มือขวาของ เบียร์ ที่กวนๆ ร้ายๆ ในทุกๆ ฉาก สร้างสีสัน ความสนุกความแรง ให้กับตัวหนังเบนจามิน โจเซฟ วาร์นี มาในบท กอล์ฟ หรือ ฝรั่ง คนสนิท บังกัส ที่เข้ามาเป็นตัวเสริม ในฝั่งของ บ้านฝั่งธน 

ต้น-อรุณพงค์ นราพันธ์  รับบท กร หนึ่งสามขาใหญ่ ตัวเล็ก แต่เก๋า บ้านคลองเตย

ต๊อบ-สหัสชัย ชุมรุม ในบท เรืองเดช ผู้คุมจอมเหี้ยม รังสีความเฮี้ยบ ออกมาแบบเต็มๆ สีหน้าท่าทางใช่มากๆเอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย มารับบท พ่อของ บังกัส มาน้อยแต่ได้เยอะ 

ผู้คุมนักโทษ กับ พ่อที่พยายามช่วยลูกออกจากคุก เป็นสองตัวละคร ที่เปล่งพลังของความเป็นพ่อออกมาได้ดีมากๆ 

ในเรื่องแมนๆ แบบนี้ มีตัวละครหญิง แม่กับแฟน แค่สองคน เข้ามาเสริมเพิ่มปม เน้นๆ ไปที่ เผือก จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง ในบท ป้าบัว แม่ของเผือก สวยสมวัย เป็นบทที่ใส่เข้ามาเพิ่มเสริมปมในใจของ เผือก 

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร มาเป็น ภา แฟนของเด็กช่างอย่างเผือก ในแบบสาวติสๆ บทน้อยแต่มาแบบจริงจัง ขยี้อารมณ์ของคนดู ฉากมาเยี่ยมเผือก ในคุก ได้ใจมากๆ 

แม้ นักแสดงทุกคนจะเล่นดี แต่น่าเสียดาย ที่ ซีนหนักๆ ซีนแรงๆ กลับใส่อารมณ์แรงๆ กันแบบเต็มที่ จนทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าพูดอะไร เลยงง! กับสิ่งที่ต้องการจะบอก 

ต้องชม พุฒิพงษ์ นาคทอง ทำ วัยหนุ่ม2544 ออกมาดูลงตัว ทั้ง การเล่าเรื่อง โปรดักชั่น ภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ อุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ความรุนแรงในหนัง หรือนักแสดงทุกๆ คน  ที่ออกมาดูดีลงตัวกว่า 4Kings ทั้ง2 ภาคแต่ยังคงติดๆ บ้าง เหมือนสองเรื่องก่อน หนังพยายามขยี้ ขยี้ ขยี้ ในส่วนของดราม่า มากจนเกินงาม เกินความพอดี จนรู้สึกอัดอัด ไม่สนุกหรือ ภาพ บรรดาคนคุก ทั้ง บ้านคลองเตยและบ้านฝั่งธน เรียงแถว อยู่หลังลูกพี่ มันดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนนั่งเพื่อให้ภาพออกมาสวย เป็นตัวประกอบไท้ประดับในฉากไม่ชอบมากนัก..แต่ก็รู้สึกถึง ความเป็นหนังไทย ที่ตั่งใจงานออกมาอยู่ในระดับดี โอเคเลย 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 404 สุขีนิรันดร์..Run Run

https://www.naewna.com/entertain/844496

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 404 สุขีนิรันดร์..Run Run

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 404 สุขีนิรันดร์..Run Run

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของ GDH ที่จับมือกับ รฤก นำทีมโดย ยอร์จ-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร ทำหนังผีตลกสนุกสนาน จากฝีมือผู้กำกับหน้าใหม่ เสือ-พิชย จรัสบุญประชา แต่ดูจาก ตัวอย่างหนัง รู้สึกเฉยๆ ไม่ดึงดูดให้อยากดู ถ้าไม่เห็นหน้าเต๋อ-ฉันทวิขช์ ก็ไม่นึกว่าจะเป็นหนังของ GDH พอมาเห็น โลโก้ รฤก ก็เริ่มทำใจ หนังต้องออกมาแค่ขำๆ แต่ไม่สุด เหมือน ผลงานเรื่องหลัง ที่ยิ่งทำออกมา ความสนุกยิ่งลดน้อยลง แล้วก็เป็น จริง ตามที่คิด.. 404 สุขีนิรันดร์..Run Run สนุก แบบไม่สุด จริงๆ บรรยากาศตลกเบาๆ บ้านๆ ของค่าย รฤก เน้นขำจากกลุ่มตัวละครขำกันเป็นทีม เน้นต่อปากต่อคำ เล่นมุขสดส่งมุขกันไปมา ถ่ายทำง่ายๆ

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ชัดเจนในความเป็นเต๋อ ขำๆ ในแบบ GDH  แม้บท นักรบ อาจมี คาแร็กเตอร์ขาดมิติที่ดีไปบ้าง แต่เต๋อก็เอาตัวรอดได้ เป็น คนเดียวในเรื่องที่เล่นดูดีสุดทั้งดราม่าหรือขำ ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว ในบท น้ำมนต์ นิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไร เล่นเป็นธรรมชาติ ในแบบตัวเสริม ตัวส่งตัวชงบทที่ดีให้กับตัวหนัง

นุ้ย เชิญยิ้ม-ชูเกียรติ เอี่ยมสุข กับ อาไท-สุภทัต โอภาส มาในแบบตลกคู่หู มาในแบบเดิมๆ ที่เห็นกันมาของคู่นี้ มีทั้งดูแล้วขำมุขเป้กไม่ขำ

ต้าเหนิง กัญญาวีร์ สองเมือง ในบท ลลิตา ผีสาวคุณหนู ผู้เอาแต่ใจ ที่มาพร้อมกับ ความสวยในแบบน่ากลัวๆ ออร่า ความน่ารักแบบจัดเต็ม เลยทำให้ กลัวไม่ลง

นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล ในบท หลิน  ที่มาพร้อมความสวยแบบหมวยๆ ในลุคสาวรุ่นใหม่ ดีงามๆ ทำให้ ความดราม่า ของหนัง ออกมาดูดีชอบการแสดงของ นัตตี้ สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออกมาดูดีเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่าแสดง มากกว่าทุกๆ คนในเรื่อง

เพิ่มความขำ ด้วย บรรดาคือดารานักแสดงรับเชิญที่โผล่หน้ามานิดๆ หน่อยๆ ในหนังของ GDH ที่ในเรื่องนี้มี อาทิ เผือก-เผือก พงศธร จงวิลาส ในบท นายหน้าขายโรงแรม ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุชแพ่งนคร ในบท กี้ เจ้าของคาราโอเกะ  เซียนหรั่ง-ภูวเนตร สีชมภูในบท ด็อกเตอร์ปราบผี ยังคงทำหน้าที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดี

ที่ดูขัดตามากที่สุดคือ ฉากเจ็บตัว ทั้งหลาย ชัดเจนในการใช้ สแตนด์อิน หุ่น มาแสดงแทน ความไม่เนียน ยิ่งทำให้ลดทอนความสนุกของหนังและเพลงใจรัก ที่นำเอาเพลงของ สุชาติ ชวางกูร มาร้องใหม่โดย  ลิษา- อลิสา ทองดี จากวง  La Moon มาประกอบภาพในส่วนดราม่าชีวิตรักของ สองคู่คนผีออกมาดี ได้อารมณ์ ดูแล้ว อด ซึม ไปกับตัวหนังส่งท้ายก่อนกลับบ้าน ด้วย เบื้องหลัง ฮาๆ หลังกองถ่ายปิดท้ายด้วย ลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 414404 จะออกไม่ออกมาลุ้นกัน

404 สุขีนิรันดร์..Run Run วิ่งไปวิ่งไป ไกลสุด ถ้าจับ ตลก ดราม่า ผีๆ มาผสมกันได้แบบลงตัวกลมกล่อม ด้วยพล็อตเรื่องแล้ว น่าจะทำให้ หนังออกมาดูสนุกกว่านี้ขำๆ ปนน่ากลัว 4/10 หัวกะโหลกเลข 4 ตามชื่อเรื่อง เลยละกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home)

https://www.naewna.com/entertain/843023

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home)

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังซีรี่ส์ไทย เรื่องล่าสุดของ Netflix ที่ผลิตโดย หับโห้หิ้น บางกอก งานกำกับและเขียนบทหนังยาวเรื่องแรกของ ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร 

อย่ากลับบ้าน มาพร้อมกับหน้าหนัง ที่ออกมาในแนวหนังผี น่ากลัวๆ ชวนค้นหา ของแม่กับลูกน้อย ในบ้านเก่าๆ โบราณ มี นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี เป็นตัวขาย แต่เอาเข้าจริง อย่ากลับบ้าน แม้ ตอนต้นๆ บรรยากาศชวนระทึกไปกับ สิ่งลี้ลับ แต่ดูไปๆ ตัวหนังกลับไม่ใช่ อย่างหน้าหนังระทึกไปกับเรื่องราวลึกลับในมิติใหม่ เมื่อ “บ้าน” อาจไม่ใช่สถานที่ที่ควรกลับไป

อย่ากลับบ้าน พาเราตามสองตัวละครหลักๆ คือ วารี กับน้องมินลูกสาวที่เจอเรื่องลึกลับ กับรอดูปมชีวิตของ ฟ้า สารวัตรสาวท้องแก่ที่มาทำคดีสิ่งที่ใส่ไว้ในตัวละครทุกๆ ตัว คือ เรื่องความรักในครอบครัว แม่กับลูก วารีกับมิน พนิดากับวารี ฟ้ากับลูกน้อยในท้อง แม่ในทุกๆ แนว ซึ่งแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่ต้องพึ่งผู้ชายต้นเหตุของเรื่องยังมาจาก ผู้ชายล้วนๆ ปมความขัดแย้งสามีภรรยา ในปมที่ต่างกันออกไป 

บทหนังค่อนข้างทำได้ดี พาไปรู้สึกกับตัวละคร ค่อยๆ เฉลยปม ใส่ลูกเล่นใส่รายละเอียดต่างๆ ลงไป ทำให้ค่อยๆ ตามเรื่องได้ตลอด ช่วงเวลาที่เกิดขึ้น 2567 ปีนี้ กับปีต้นเรื่อง 2535 ก็ทำออกมาได้ดี เห็นความต่างของช่วงเวลาได้ดี ตัวหนังเล่าเรื่องสนุกชวนติดตาม ชวนให้อยากรู้/สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าในโทนของ หนังมินิซีรี่ส์ ในแต่ละ EP จะให้น้ำหนัก ไปแต่ละตัวละคร ภาพที่สวยงาม มาในโทนลึกลับดำมืด ชวนเสียวขนลุกนิดรอสะดุ้งตกใจ ในแนวหนังเขย่าขวัญ

นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี เด่นมากๆ ในบท วารี เป็นตัวเดินเรื่อง บทแทบจะไม่ผ่อนคลาย หนักๆ ดูแล/รัก ลูกสาวตัวน้อย พยายามต่อสู้เอาลูกคืน หน้าตาท่าทางเหมือนโรคจิตนิดๆ ดูแล้วเชื่อว่า รักลูกพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ลูกกลับมา

แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา ในบท สารวัตรฟ้า นายตำรวจท้องแก่ ฉีกภาพจากทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา เป็นสาวท้องแก่ที่สวย ดูเป็นตำรวจที่แกร่งฉลาดไม่ยอมใคร มีฉากอารมณ์ให้เล่นหลายตอน ด้าน เจแปน-พลอยปภัส ฝนแก้วศิวพร เป็น น้องมีน ที่ดูน่ารักสมวัย เล่นเป็นธรรมชาติ 

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ในบท พนิดา แม่ของ วารี ดูจิตๆ มีปม ประสาทๆ ตลอด เพียงไม่ได้รู้สึกร้ายกาจอะไร รับรู้ได้ถึงการทำทุกอย่าง เพื่อวารีลูกสาว

ปาริธ ทิมทอง เป็นเต้ นายตำรวจผู้ช่วยฟ้า ที่คอยอยู่เคียงข้างแอบมีใจให้เธอ ชัดเจนในความเป็นตัวละครผู้ช่วย พาทิศ พิสิฐกุล รับบทผู้กำกับดนัย เจ้านายและสามีลับๆ ของฟ้า ที่ออกมาในแนวเห็นแก่ตัว 

ตุ้ย-ธีรภัทร สัจจกุล ในบท ยุทธชัย ผัววารี พ่อมิน มาดดูดีดูเป็นผู้มีอิทธิพล ออร่าความร้ายออกมาแบบเต็มๆ 

สหัสชัย ชุมรุม เนียนๆ ดูเป็น คนดูแลบ้าน ที่มีความลับซ่อนอยู่ภายใต้ ความบ้านๆ ชรา หลงๆ ลืมๆ เป็นตัวละครที่เหมือนไม่มีอะไร สตาร์บัคส์- พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล มาในบท นที คนสนิทของ พนิดา ที่ทำหน้าที่ทุกอย่างตามที่นายสั่ง 

วิทยา ปานศรีงาม ในบท วิชัย พ่อของฟ้า อดีตนายตำรวจเกษียณอายุ ที่เคยทำคดีบ้านวนิดาในอดีต ณัฐนันท์ คุณวัฒน์ รับบท วัฒน์ พ่อของ วารีสามีพนิดา อลีน่า มารี จาง มาในบท วารี ตอนเด็ก ที่สดใสน่ารัก ไม่แพ้ มิน สาวิกา กาญจนมาศ รับบท อร

อย่ากลับบ้านจัดเป็น มินิซีรี่ส์ ที่ทำออกมาได้ดี ตามมาตรฐานของ Netflix ชัดเจนในความเป็นหนังเขย่าขวัญ หนังไซไฟวิทยาศาสตร์ ในแนวสืบสวนสอบสวน แต่น่าผิดหวัง กับตอนจบ ที่ในส่วนของ วารี กับ มิน ลูกน้อย หนังเฉลยชัดเจน แค่..ยังงงๆ ในเรื่องเวลา การย้อนเวลา ที่หนังเฉลย มันไม่เคลียร์ คิดเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เลยดูลอย ไม่สมเหตุสมผล อย่ากลับบ้าน ปิดท้ายด้วย เพลง ความทรงจำร้องโดย วิโอเลต วอเทียร์ ที่มาพร้อมภาพสรุปเรื่องราวชีวิต ของ วารี เฉลยปมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ในแบบที่ มาดูส่งท้าย เข้าใจเรื่องทั้งหมด คำพูดสุดท้ายของ พนิดา “อย่ากลับบ้าน” คือ บทสรุปที่ตรงและดีที่สุดของหนัง

ชอบระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก

https://www.naewna.com/entertain/841659

โอ๊ยเล่าเรื่อง : My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก หนังแนว หญิงรักหญิง (Girl Love/Sapphic) แบบเต็มๆ  การร่วมมือกันสร้างระหว่าง 3 บริษัท ที่คร่ำหวอดในวงการหนังไทยและจัดจำหน่ายหนังต่างประเทศ อย่างซันเดย์ สทิล เวิร์คกิ้ง, อรัล คอนเท้นท์ และ ยูซีไอ มีเดีย ได้ “ปราง-ธารวิมล อ่อนพาปลิว” ผู้กำกับหญิง ที่แจ้งเกิด จาก Bangkok Dark Tales มารับหน้าที่กำกับและเขียนบทหนัง ควบคุมงานสร้าง โดย ภวายุตม์ สุทธยาคม,ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล และ ทัตต์ดนัย นวมะชิติ

My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก อาจจะดูเป็นหนังที่บางเบาๆ เบาๆ ไปหมด ทั้งเนื้อเรื่อง การแสดง แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้กลับเป็นเสน่ห์ ทำให้หนังออกมาดู สนุก ดูเพลินๆ  หนังเล่าเรื่องง่ายๆ ไม่มีอะไรต้องคิดตามหนังถ่ายภาพของรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้อย่างสวยงาม ชวนให้อยากไปเที่ยว ตัวหนังมาในโทนหวาน สว่างสดใสๆ ทำให้หนังดูอบอุ่นอบอวลไปด้วยความรัก แทรกด้วยมุขตลกมุขขำๆ ที่ทั้งยิ้มๆ และ หัวร่อ ออกมาได้ โดยที่ไม่เลอะเทอะ หรือไม่หยาบโลน  มาแบบกำลังดี บางช่วงเหมือนดูการ์ตูนสบายๆ เลิฟซีนมีเล็กน้อย ไม่เน้นมาในแบบบางเบา 

บรรยากาศของหนังชวนให้นึกถึง หนังในสไตล์ของ ท่านทิพย์-ม.จ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย ไม่ว่าจะเป็น เส้นเรื่องง่ายๆ เรื่องไม่ซับซ้อนนักแสดงเล่นกันสบายๆ เล่นเป็นตัวเอง ขายวิวสวยๆ มีเพลงเพราะๆ ให้ฟังที่ต่างกันคือ ใน  My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก คือ หนัง Fan Service GL ไม่ใช่ ชายจริงหญิงแท้ แบบ หนังรักสวยๆ ของ “ท่านทิพย์”

การแสดงของนักแสดงหลักทั้งสี่ อาจจะยังดูธรรมดาๆ แต่ก็เล่นได้แบบลื่นไหล เล่นเป็นตัวเอง เล่นกันได้อย่างเข้าขา รับส่งบทกันได้ดี จนทำให้ ลืมหรือมองข้าม ข้อบกพร่อง ทางการแสดงไปได้ สุรัก-สุลักษมิ์ ศิริภัทรพงศ์ ในบท เจ ออร่าสาวหล่อ มาแบบเต็มๆ สายตาท่าทางการเล่นหูเล่นตากับสาวๆ ดูเป็นธรรมชาติ ดูดี ฉากดราม่า/เลิฟซีน ก็ดูโอเค (ดูแล้วอดนึกถึง พี่ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ไม่ได้)

นัตตี้ ที่นำแสดงโดย  พร้อม-กัญญ์ชนิสรา น้อยพันธ์ สวยน่ารักๆ ในมาดของ นางเอ้กนางเอก มานิ่งๆ แต่ดูดี  มู่หลาน-เสกพร สุพรรณธนพงษ์ ในบท เกรซ มาพร้อมความน่ารักสดใส ไม่สวยดูหมวยๆแต่โดนใจจนอดรักไม่ได้ ชัดเจนในความเป็น อินฟูเอนเซอร์ หรือไอดอล ในยุคนี้ ได้เล่นอะไรในหนังเยอะ ทั้ง ดราม่า รักๆ ใสๆ สนุกสนาน ท่าเต้นสวยๆ  ชอบฉากในงานแต่งงาน ดูแล้วสงสาร  แองจี้-อาริษา เอเวอร์ริท ในบท บี มาในลุคผมสั้น ยิ้มหวาน ดูน่ารักมากๆ ความใสๆ บุคลิกท่าทาง ดูอบอุ่น ขึ้นกล้อง ทุกมุมชวนให้นึกถึง ติ๊นา ในYes or No อยากรักก็รักเลย ไม่ได้ ที่ชอบสาวทั้ง 4 เรื่อง เสียงร้องเพลง เพราะมากๆ ขยี้อารมณ์เข้ากับตัวหนังได้ดี เล่าเรื่องของตัวละครได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเพลง ให้ (แองจี้) พร้อม (พร้อม) รัก (สุรัก) หรือจบ (มู่หลาน) ฟังแล้วละลายทุกเพลงรวมทั้งบรรดาบทสมทบอื่นๆ ก็ช่วย ทำให้หนังดูสนุก 

ในระหว่างดูนึกในใจว่า ไม่มี ชายแท้ๆ โผล่มาในหนังเลย จนในฉากสุดท้าย กลับมีชายแท้ โผล่มา ตั้งหนึ่งคน ปู แบล็คเฮด-อานนท์ สายแสงจันทร์ มารับบท พ่อของ นัตตี้ มาในมาดเท่ผมสีดอกเลา มาน้อยแต่เล่นได้น่ารักมากฉากมือสั่นถือไมค์อวยพรคู่บ่าวสาว ดูดีมากๆ ทำให้ยิ้ม/หัวเราะ ออกมาตลอดฉาก ไม่ค่อยเห็นปู กับบทเบาๆ บนจอแบบนี้มานานแล้ว

เบน ชลาทิศ มารับบท ประธานในพิธีแต่งงานภาพโดยรวมของตัวหนัง ถือว่า “ปราง-ธารวิมล อ่อนพาปลิว” ผู้กำกับ ทำงานนี้ออกมาได้ดี ไม่ขี้เหร่  My Ex’s Wedding ปิ๊งรักคนที่เลิก คืออาจจะไม่ใช่หนังดี/ลงตัว/สมบูรณ์ที่สุด มีแผลหลายจุด แต่ก็หนัง GL ที่ดูสนุก เพลินๆไปกับหนัง ชอบๆ ระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำสินค้า GI ไทย ร่วมงาน ‘แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์’ โปรโมทสู่ระดับประเทศ

https://www.naewna.com/entertain/840216

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา  นำสินค้า GI ไทย ร่วมงาน  ‘แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์’ โปรโมทสู่ระดับประเทศ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำสินค้า GI ไทย ร่วมงาน ‘แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์’ โปรโมทสู่ระดับประเทศ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ครั้งแรก นำสินค้า GI ร่วมออกบูธในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์” มุ่งโปรโมทมาตรฐานสินค้าที่เปรียบเสมือนชื่อเสียงของท้องถิ่นและสามารถบอกถึงคุณภาพรวมถึงแหล่งที่มา เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการบริโภคสินค้า และได้ส่งเสริมโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ GI ไทยสู่ระดับประเทศโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำสินค้า GI ที่มีปัจจัยมาจากธรรมชาติ และใช้วัตถุดิบที่มีเฉพาะในท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ได้แก่ หมูย่างเมืองตรัง, ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ และ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ มาร่วมออกบูธในงาน “แจ๋วแซ่บ เฟ่อร์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 พ.ย. 2567

ซึ่ง “นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กรมทรัพย์สินทางปัญญาและบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3)ในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์” ว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่มีศักยภาพของไทย ซึ่งสามารถสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมและอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นโดยมีการคัดสรรสินค้าคุณภาพมา 3 สินค้า ได้แก่ หมูย่างเมืองตรัง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ และน้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ เข้าร่วมจัดแสดงในงาน “แจ๋ว แซ่บ เฟอร์” ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมอาหารจากร้านดัง และร้านมิชลินทั่วไทยมากกว่า 70 ราย เพื่อให้ผู้ซื้อผู้มาเยี่ยมชมงานได้แวะช้อป และอร่อยไปกับสินค้าอาหารต่างๆ อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานและสินค้า GI ผ่านรายการ “ผู้หญิงยกกำลังแจ๋ว” “แซ่บพาซ่าส์” และ Live สดในเพจ Ch3Thailand เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่นให้ดีและยั่งยืน”

ส่วนทางด้าน “คุณปิยวดี มาลีนนท์” ผู้บริหารช่อง 3 ให้ความเห็นว่า “ทางช่อง 3 มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาส่งเสริมสินค้า GI ของไทยผ่านงาน “แจ๋ว แซ่บเฟ่อร์” ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่า แต่ยังสะท้อนถึงพันธกิจของช่อง 3 ในการช่วยกระจายข่าวสารและส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยสู่สายตาคนไทยในวงกว้างทั่วประเทศ เราหวังว่าการร่วมมือนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในชุมชนต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักวนลูป (Love Stuck)

https://www.naewna.com/entertain/838867

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักวนลูป (Love Stuck)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักวนลูป (Love Stuck)

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หนังไทยเรื่องแรกของ Amazon MGM Studios ร่วมกับ Benetone Films จะสตรีมบน Prime Video งานรีเมค จาก แผนที่วันดีเลิศ (The Map of Tiny Perfect Things)  (2021) นำแสดงโดย แคธริน นิวตัน กับ ไคล์ อัลเลน หนังวัยรุ่นผลงาน Amazon Original ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Critics’ Choice Award ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับโทรทัศน์และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม ดัดแปลงสร้างใหม่เป็นฉบับหนังไทย ผลงานการกำกับหนังเรื่องแรก ของ ดิว-จงดล สุกุลวรภัทร ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงจากวงการมิวสิกวีดีโอและโฆษณาร่วมกับ รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์  อำนวยการสร้างโดย ราชวิน นฤหล้า และ กุลเทพ นฤหล้า

หนังโรแมนซ์แฟนตาซีของคนหนุ่มสาวที่พบว่าตัวเองต่างติดอยู่ในห้วงเวลาหนึ่งซ้ำๆ วนไปมาในทุกวัน กลายมาเป็นความสัมพันธ์ประหลาดๆกวนหัวใจ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ครอบครัว และชีวิตได้อย่างลึกซึ้งกินใจ “ถ้าต้องติดอยู่ในวันสิ้นปี ที่ไม่มีทางออก” ทอย ชายหนุ่มมาดกวนที่พบว่าตัวเองติดอยู่ในห้วงเวลาของวันที่ 31 ธันวาคม แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะที่เขากำลังมองหาทางออกจากวังวนอันแสนน่าเบื่อนี้อยู่ ก็ได้พบกับ วี หญิงสาวลึกลับที่ติดอยู่ในลูปเวลาเดียวกันกับเขา ทั้งคู่จึงได้ใช้เวลาร่วมกันในการตามหาช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบรอบๆ ตัว โดยที่ต่างก็มีเป้าหมายที่ต่างกันคนหนึ่งกำลังหาทางออก แต่อีกคนอยากเก็บเกี่ยวเวลานี้เอาไว้ให้นานที่สุด

รักวนลูป (Love Stuck) หนังน่ารักๆ ที่มีครบทุกรส แฟนตาซี ดราม่าครอบครัว  เรื่องรักโรแมนติก ฉากขำๆ ที่ผสมผสานดันได้แบบลงตัว ดูไปยิ้มไปเพลินไปกับเรื่องราวและตัวละคร ดัดแปลงเป็นหนังไทยได้แบบเนียนๆ ในความเป็นไทย ถ้าไม่บอกว่ารีเมคหนังฝรั่งมา ก็ต้องนึกว่าเป็นหนังไทยแท้ๆแม้หนังจะวนกลับมายังจุดเดิมทุกๆ เช้า แต่ก็ดูไม่น่าเบื่อ แต่ละวันมีการเปลี่ยนไป ไม่วนซ้ำให้ความรู้สึกถึงสิ่งที่ตัวละครมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเดินไปข้างหน้า ไม่ย่ำหรือจำเจอยู่กับที่ จะมีติอยู่บ้างก็ตรงปมดีเทลที่โยงไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มันดูงงๆ ไม่เข้าใจ ยิ่งพูดยิ่งสับสน ช่วงนั้น ดูไปนั่งหาวไป แต่ก็เหมือนหนังที่อิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เรื่องอื่นๆ คือ ระหว่างดูจะไม่ค่อยสนใจ ไม่ซีเรียส ไม่คิดตาม แต่รอดูว่าจะเกิดอะไร มีบทสรุปอะไร แค่นี้ก็พอกับการมองข้ามสิ่งที่ลดทอนความสนุกของหนัง

ตัวหนังชวนให้นึกถึง วันรักจงกลม (Groundhog Day) (1993) (บิล เมอร์เรย์ และ แอนดี้ แมคโดเวลล์) หนังฝรั่งเรื่องดังที่ชวนวนลูปไปมา โดยเฉพาะในเรื่อง ตัวละครที่พยายามกลับไปแก้ไขหรือหลุดออกจากปมสิ่งที่ค้างคาในตัวเอง เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ กับจูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน (อดีตเมมเบอร์ BNK48) จับคู่กันในบททอยกับวีได้อย่างน่ารัก เล่นกันแบบเข้าขา รับ-ส่งบทกันได้ดี แม้ว่า การแสดงบางช่วงบางตอนอาจจะดูล้นๆ ขาดๆ เกินๆ ไปบ้างก็ตามพลังการแสดงทั้ง เจมส์-จูเน่ แข็งแรง ดีงาม ทำให้หนังดูสนุก โดยมีน้องใบปอ กับ ดู๋-สัญญา เข้ามาเสริม ในแบบที่กำลังพอดี ใบปอ-ธิติยาจิระพรศิลป์ สวยน่ารักมากๆ ในบทของ ริน น้องสายทอย ทุกตอนที่ออกมา ทำเอาละลาย มีบางฉากที่ทำให้ซึมตามเรื่องไปเลย (เรื่องนี้ดูน่ารัก ไม่แพ้ในเธอกับฉันกับฉัน หรือ เพื่อน(ไม่)สนิท) ฉากดนตรีดูดีมากๆ ดู๋-สัญญา คุณากร สบายๆ มาพร้อมกับความอบอุ่นในบท เมธ พ่อของทอยกับรินเจมส์-ใบปอ-ดู๋ ทำให้เชื่อได้สนิทใจว่าเป็นครอบครัวกันจริงๆ และน่าจะทำให้หลายๆ คนเสียน้ำตา ในช่วงท้าย เกรซ มหาดำรงค์กุล มาน้อยแต่ดูดีในบทแม่วี เน้นดราม่า ไปป์-มนธภูมิ สุมนวรางกูร ก็เล่นน่ารักกวนๆ ดี ในบท แจ็คเพื่อนสนิท ทอย สมชาย ศักดิกุล ในบทญาติแจ็ค ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ที่ดูเพี้ยนในแบบที่คุ้นเคยกันดี

โปรดักชั่นของ รักวนลูป (Love Stuck) ออกมาดูดี ทั้งด้านภาพ การจัดแสง โลเกชั่นสวยๆ ในกรุงเทพฯ (ตลาดน้อย, ป้อมพระสุเมรุ, ถนนทรงวาด ฯลฯ ที่เห็นแล้วอยากไป และที่ชอบมากๆ คือ ท้องฟ้าจำลอง เห็นแล้วอยากกลับไปนั่งดูดาวอีก) การตัดต่อ ดนตรีประกอบ เพลงประกอบเครื่องแต่งกาย บท และการแสดง/ความน่ารัก ของนักแสดง บรรยากาศ โทนหนังมีกลิ่นอายของหนังโฆษณา แม้จะเป็นหนังใหญ่ แต่เพราะเป็นหนังสตรีมมิ่ง เลยทำให้รู้สึกไม่มีความแตกต่างจากหนังสตรีมมิ่งเรื่องอื่นๆอยู่ตรงกลางระหว่างหนังจอใหญ่กับหนังทางทีวี

รักวนลูป (Love Stuck) จัดเป็น หนังเปิดตัว ที่ดีงามชวนติดตาม เพลินตาเพลินใจ ดูไปยิ้มไป ใครที่อยากดู เข้าไปดูได้ทาง Amazon Prime สนุกในระดับ 7/10 คะแนนครับ