โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปฏิบัติการพิชิตจันทร์(The Moon)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/752391

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปฏิบัติการพิชิตจันทร์(The Moon)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปฏิบัติการพิชิตจันทร์(The Moon)

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่ผลิตหนังไทยออกมาสู่ตลาดหลายเรื่อง เนรมิตรหนังฟิล์มก็เริ่มขยับขยายตลาด ด้วยการซื้อหนังต่างประเทศเข้ามาฉายในบ้านเรา ปฏิบัติการพิชิตจันทร์ (The Moon) หนังเกาหลีฟอร์มยักษ์ประจำปี ถูกเลือกมาประเดิมเปิดตัวเป็นเรื่องแรกหลังจากที่เจอหนังที่นักบินอวกาศมีเหตุให้ต้องถูกทิ้งติดอยู่บนดวงจันทร์ ต้องหาทางกลับโลกมาหลายเรื่องหลายชาติ ครั้งนี้ก็มาถึงคราวของนักบินอวกาศเกาหลีกันบ้าง

ปฏิบัติการพิชิตจันทร์ (The Moon) มาตามสูตรสำเร็จของหนังประเภทตัวคนเดียวในสถานการณ์คับขัน ต้องหาทางเอาตัวรอด หนังไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ หรือฉีกออกไปจากเรื่องอื่นๆ เพียงแค่ตามดูว่าตัวเอกจะเอาตัวรอดกลับมาโลกได้อย่างไร ระหว่างทางจะเจออะไรบ้างสุดท้ายแล้วหนังจะเลือกจบอย่างไร จะมีหักมุมหรือไม่ จะจบแบบทำร้ายจิตใจหรือให้คนดูเดินออกจากโรงแบบมีความสุข มีรอยยิ้ม

ผู้กำกับ คิมยงฮวา ทำ The Moon ออกมาดูดี สนุก ดูได้เรื่อยๆใส่รายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ที่ดูจริงจัง ไม่ยากเกินกว่าที่คนดูจะรับรู้หรือสัมผัสได้ แม้จะพูดถึงศัพท์แสงวิชาการ เราก็ฟังแบบผ่านๆ มุ่งความสนใจไปที่ตัวละครมากกว่า

ตัวหนังทิ้งปมตัวละครไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ก่อนจะค่อยๆ เผยปมความขัดแย้งการคลี่คลายปมของตัวละครหลักไปพร้อมๆ กับการช่วยชีวิต ต้องชมงานด้านภาพในห้วงอวกาศที่ดูสมจริง ทั้งบนดวงจันทร์ ฝนดาวตก พายุสุริยะที่ดึงให้เหมือนเราออกไปท่องอวกาศ หลายตอนในเรื่องชวนให้นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เข้าไปดูหนังสารคดีทางดาราศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

หนังชูเกาหลีแบบเน้นๆ ชัดๆ โดยให้คนในนาซา กลายเป็นคนใจร้ายกึ่งๆ จะเป็นตัวร้ายกลายๆ (ตัวหนังเน้นๆ ไปที่ทำเนียบขาวที่เดียว ไม่โยงไปที่มหาอำนาจทางอวกาศอย่างจีนหรือรัสเซีย) นอกจากนี้ ยังสะท้อนเรื่องของการเมือง การสร้างภาพ นักการเมืองการแบ่งเชื้อชาติ รวมไปถึงการพูดถึงอิทธิพลของโลกโซเชียลที่ในหนังเน้นๆ ไปที่ YouTube 

โดคยองซู หรือ ดี.โอ. จาก EXO  มาพร้อมความใส บทเด่น แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้ กับบท ฮวังซอนอู เล่นดีมีพลังทำให้คนดูรู้สึกลุ้นเอาใจช่วย เพียงแต่..ดูยังไงๆ ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นหน่วยซิลมาก่อน แต่ในส่วนของความเป็นนักอวกาศใช่เลย แม้จะดูหน้าเด็กไปสักนิด

ซอลคยองกู รับบท ดร.คิมแจกุก อดีตหัวหน้าศูนย์อวกาศ มาพร้อมกับปมที่มีอยู่ในใจ ดูมีออร่าความเก่ง มีความเป็นหัวหน้า ออกแนวกบฏขัดกับกฎเกณฑ์ต่างๆ เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดี

คิมฮีแอ มาพร้อมกับมาดเท่กับบท มุนยองอึน สาวชาวเกาหลีหัวหน้าสถานีอวกาศของนาซา ที่ต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าในการงานกับการช่วยนักบินอวกาศหนุ่มร่วมชาติ บทเหมือนไม่มีอะไรแต่ต้องใช้พลังเยอะกับการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง 

ฮงซึงฮี มารับบทผู้ช่วยสาวของ ดร.คิมแจกุก ที่มาพร้อมกับความสดใส น่ารัก เป็นตัวเสริมที่ช่วยผ่อนคลาย สร้างรอยยิ้มได้ทุกๆ ตอน

หรือ เจ้ามูจา โดรนประจำยานที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ทุกตอนที่ปฏิบัติการทำให้หนังดูสนุกขึ้น

ส่วนนักแสดงสมทบคนอื่น ทางฝั่งเกาหลี ทั้ง ผอ.สถานีคนปัจจุบันรัฐมนตรีที่มาสังเกตการณ์ รวมไปถึงคนเล็กๆ น้อยๆ อย่างสองนักบินอวกาศร่วมทริป เมียที่กำลังท้อง เด็กน้อยที่รอเห็นพ่ออยู่บนดวงจันทร์ ก็ดูดีในขณะที่ฝั่งนาซา ฝรั่งดูเล่นเยอะ ดูแข็ง ยังดีที่นักบินอวกาศนานาชาติที่มาช่วงท้ายเรื่องดูเป็นธรรมชาติดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบนดวงจันทร์ การแสดงที่จริงจังของนักแสดง แม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่แต่ก็โอเคนะ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 41 ปี ของ กระจกหกด้าน สู่ภาพสะท้อนของความแตกต่างของผู้คนในสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/750914

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 41 ปี ของ กระจกหกด้าน สู่ภาพสะท้อนของความแตกต่างของผู้คนในสังคม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 41 ปี ของ กระจกหกด้าน สู่ภาพสะท้อนของความแตกต่างของผู้คนในสังคม

วันเสาร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขึ้นปีที่ 41 แห่งการสร้างสรรค์ผลงาน สารคดีกระจกหกด้าน ภูมิใจที่ได้ส่งต่อสารบันเทิงจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน สื่อสร้างสรรค์ก่อนที่จะมีบัญญัติศัพท์นี้ออกมาสู่สาธารณชน นับตั้งแต่ติดอันดับรายการยอดนิยมในห้วงเวลาแห่งความสุขของทุกครอบครัวที่จะนั่งหน้าจอช่อง 7HD (7 สีทีวีเพื่อคุณ) พร้อมหน้ากับมื้ออาหารเย็นทุกวันตราบปัจจุบันออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 16.15 น.

สุชาดี มณีวงค์ ผู้ผลิตรายการกระจกหกด้าน คู่กับช่อง 7HD มาตลอด กล่าวว่า ด้วยจุดเริ่มต้นที่ต้องการนำเสนอสารคดีที่มีความหลากหลายด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยวอาหาร สิ่งแวดล้อม วิทยาการความก้าวหน้า สุขภาพโดยเปิดกว้างที่จะให้ความรู้คู่ปัญญา ไม่ชี้นำ ไม่สอน แต่ให้ผู้ชมมีอิสระในการมองด้านต่างๆ ด้วยตัวเองโดยน้อมนำคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่ให้มองกระจกเป็น 6 ด้าน ตามทิศ 6 ทางพระพุทธศาสนา กุศโลบายกล่อมเกลาให้คนเปิดใจกว้าง เข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น

40 ปี ที่ผ่านไป กระจกหกด้าน จึงเน้นเนื้อหาหรือที่นิยมเรียกว่า การทำ Content ด้วยการให้ Fact เป็นหลักจะไม่ชี้นำความคิดเห็น หรือเน้นประเด็น Drama และ Content ของเราต้องถูกต้องแบบปฐมภูมิ กระจกหกด้านวางแผนผลิตงานล่วงหน้าเป็นปีสาเหตุที่แทบจะไม่มีหัวข้อใดที่ยังไม่เคยทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องใหญ่ที่เป็นวาระของโลกเลยคือ เอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ และ Robot ที่กำลังเข้ามาแทนที่มนุษย์ ขณะที่หลายอาชีพในสังคมจะค่อยๆ หมดไป อาชีพใหม่ๆ เข้ามาแทน แนวคิด คนทำงานรูปแบบที่ต้องใช้ทักษะพิเศษ และน่าจะเป็นงานที่เอไอ และ robot ยากที่จะเข้าถึง ภายใต้สังคมปัจจุบันมีผู้คนอีกมากมายที่แตกต่างกัน ทำอย่างไรจะหลอมรวมความไม่เหมือนกันที่เป็นความหลากหลายให้เกิดมุมมองของการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ

คุณสุชาดีกล่าวทิ้งท้ายว่า กระจกหกด้านในปีที่ 41 ยังพร้อมที่จะผลิตสารคดีที่มีคุณภาพ และนำสังคมไทยที่มีบริบทสลับซับซ้อนมากขึ้น ไปสู่ความงดงามของการอยู่ร่วมกันด้วยปัญญา รู้เขารู้เรา และมีเหตุมีผล เข้าใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้และไม่ตัดสินคนอื่นด้วยมุมของตัวเองอย่างมีอคติ สิ่งที่ภูมิใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่การเป็นสถาบันที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 ไว้วางใจตลอด 4 ทศวรรษ และประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาตอบรับทุกเจเนอเรชั่น แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่กล่าวยืนยันว่า โตมาพร้อมกับกระจกหกด้านเป็นสิ่งที่ล้ำค่า เหนือกว่าของขวัญใดๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/750871

โอ๊ยเล่าเรื่อง'สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง’สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only)’

วันศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.18 น.

ในตอนแรก รู้สึก เฉยๆ กับ หนังนักเต้นเรื่องนี้ แม้จะ มี หวังอี้ป๋อ ขวัญสาวๆ มาเป็นจุดขาย ก็ตาม และคิดว่า ก็คงจะเป็น แค่ หนังนักเต้นธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปหลังจากที่สนุกไปกับ Step-up ก่อนจะเริ่มไม่สนุกไปกับภาคต่อมาอีกหลายภาคแต่เอาจริงๆ พอได้ดู สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only) ความคิดเดิมๆ ก็เปลี่ยนไป เฉินซั่ว หรือซั่วซั่ว เด็กหนุ่มที่รักการเต้นสตรีทแดนซ์ เป็นชีวิตจิตใจ พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง เพื่อเดินตามรอย บิดาผู้รักการเต้นซั่วซั่ว ต้องช่วยงาน ร้านติ่มซำ ของ แม่ ที่เป็นอดีตนักร้องเก่า ช่วยงานแสดงเต้นตามงานจ้างต่างๆ ของน้าชาย ดูแลน้าชายคนเล็กที่ทำหน้าที่ปั้นหุ่นขี้ผึ้งในร้าน รวมทั้ง รับจ๊อบล้างรถวันหนึ่งซั่วซั่วไป เข้าตา ติงเหลย โค้งของทีม อี-มาร์ก ที่เขาเคยไปออดิชั่นแต่ไม่ผ่าน เลยถูกดึงตัวเข้ามาร่วมทีมในฐานะ คนร่วมฝึกกับทีม แทน ข่ายเหวิน มือหนึ่งของทีม ที่ไม่ยอมซ้อมเส้นทางการเป็น นักเต้นของ ซั่วซั่วเริ่มต้นแล้ว

สเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only) เป็นหนังเต้นแข่งขัน ที่ทำออกมาได้ดี ดูสนุก ครบรส และลงตัว ชวนติดตามมากกว่า หนังแนวนี้ในหลายเรื่องตัวหนังเดินตามสูตรของ หนังนักเต้นทีมรองบ่อน การเริ่มต้น มิตรภาพ ดารเดินตามความฝัน อุปสรรค การทำในสิ่งเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงพาไปพบมิตรภาพ อันหลากหลาย ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมทีม ความรักในครอบครัว แม่ลูก ญาติพี่น้อง ความผูกพันของศิษย์อาจารย์ การทำความความฝันทั้งตนเองและคนที่รักตัวละคร ทุกคนมีปม ที่รอการปลดปล่อย คลี่คลายปมแม่ผู้ไม่ยอม ทิ้งร้านอาหาร เพียงแค่อยากจำความทรงจำที่ดีของสามีน้าชายที่ ไม่ยอมทิ้งการปั้นหุ่นขี้ผึ้ง หลังจาก ธุรกิจพังติงเหล่ย อดีตนักเต้นที่จบฝันของตัวเองบนเวที มาสานต่อกับการปั้นเด็กๆ ในทีมอดีตนักเต้น ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนผันตัวมาเป็น นักธุรกิจ และช่วยซัพพอร์ต ทีม อี-มาร์คหรือการ พยายามบอกว่า ซั่วซั่ว อยู่กับ การเป็นตัวแทนผู้อยู่เบื้องหลัง มาตลอด หุ่นขี้ผึ้งคนดังในร้าน ตัวแทนคนดังๆการใส่ชุดเต้นโชว์ตามงาน รวมทั้ง การทำงานล้างรถก็หมายถึงการทำความสะอาดเคลียร์สิ่งต่างๆ ให้ชัดขึ้น เรื่อยมาจนถึง การเป็นตัวแทนซ้อมในทีมอีมาร์ค

หวังอี้ป๋อ มาพร้อมความหล่อเสน่ห์แบบสุดๆ ได้โชว์พลังขั้นเทพทั้งการแสดงที่มีทั้งดราม่า หนักแน่นจริงจัง สบายๆ  กุ๊กกิ๊กขำๆ หรือการโชว์สเต็ปลีลาการเต้นที่พริ้วไหว ยิ่งดูยิ่งชอบ
แต่ที่สุดมากๆ คือ หวงป๋อ ในบท ติงเหลย โค้ช ประจำทีม เล่นได้อิน โดนมากๆ ส่งพลังส่งบท ให้กับ นักแสดงคนอื่นทำเอาเขื่อว่า เขาเป็นโค้ชจริงๆ ที่สำคัญ บทนี้มีหลากหลายมิติ ให้เขาได้เล่นอะไรมากมาย และทำได้ดีซะด้วย

ช่ายเหวิน ตัวร้าย คู่ปรับขาโหดบ้านรวย ก็ได้ Casper เสี่ยวเซียง นักร้องนักเต้นฝีมือดี มานำแสดง แถมยังเคยเดบิวต์เป็นบอยแบนด์ที่เกาหลีด้วยนะหวังเฟยเฟย อดีตเกิร์ลกรุ๊ปวง Miss A แห่งค่าย JYP มาโชว์ลีลาการเต้นอันโดดเด่นในบท คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คนสวยในทีม

บรรดานักเต้นจาก รายการ SDC (Street Dance China) รายการที่ หวังอี้ป๋อ ได้ไปร่วมเต้นโชว์ หลายซีซั่น มาร่วมแสดงกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้ง ในทีม อี มาร์ค ทีมคู่แข่ง หรือกรรมการ

ซ่งจูเอ๋อ มาเพิ่มความสดใสน่ารัก กับบท หลีหมิงซู นักข่าวสาวฝึกหัด ตัวละครที่มาเพิ่มความกุ๊กกิ๊ก เพิ่มในส่วนของความรักให้กับตัวเรื่อง

หลิวหมิ่นเทา มารับบท แม่ของ ซั่วซั่ว ที่ทำเอา เสียน้ำตา ไปกับฉากเรียบๆ ง่ายๆ แค่ ฉากร้องเพลงบนเวที หรือแม้แต่รีบรู้ถึง ความรักที่มีให้กับลูกชาย

ฉากไคลแมกซ์ การแข่งขันชิงแชมป์ครั้งสุดท้าย ออกมาดูดี ดูมสนุก เพลิดเพลินไปกับสเต็ปการเต้นที่ดูหนักแน่นจริงจังมีหักมุมที่เซอร์ไพรส์ ดูสมจริง ไม่หลอกตา ดูแล้วเชื่อเลยว่า เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อนอกจากนี้ ในหนังยังมี ฉากที่โดนใจ ทำได้ดี มาแบบไม่ต้องขยี้อะไรมากมาย แต่เล่นเอาอึ้งได้ อาทิฉากที่ บรรดาสมาชิกในทีม นั่งพูดถึง แรงบันดาลใจ ในการเป็นนักเต้นฉากหนึ่งในทีมเซอร์ไพรส์ เพื่อนๆ ด้วยการลาออกจากทีมแต่ซีนที่ทำเอา น้ำตาแตก คือ ฉากที่ คุณแม่ขึ้นร้องเพลงบนเวที ในงานแต่งงาน และ หวังอี้ป๋อ มายืนดูหน้าเวที
และที่ขาดไม่ได้ ที่ต้องเจอใน หนังจีน ทุกๆ เรื่อง คือ เรื่อง ของ ชาตินิยม แม้แต่ในเรื่องของ การเต้นรำ จีน ยังเป็นผู้นำแม้แต่ คู่ปรับที่รวมทีมแชมป์จากนานาประเทศทั่วโลก ยังเหนื่อยกับทีมจีนล้วนๆสเต็ปกล้าท้าฝัน (One and Only) คือ หนังนักเต้น ที่ดูสนุก ชอบมากๆ โดนใจสุดๆ รักสุดๆ10/10 คะแนน ได้คะแนนเต็มกันไปเลยครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MONDO รัก|โพสต์|ลบ|ลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/749518

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MONDO รัก|โพสต์|ลบ|ลืม

วันเสาร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานหนังเรื่องล่าสุดของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่กลับมาทำหนังให้กับ สหมงคลฟิล์ม อีกครั้ง MONDO รัก|โพสต์|ลบ|ลืม หนังรักโรแมนติก-ดราม่า-ไซไฟ-คอเมดี้ เล่าเรื่องของมนุษย์ในยุคที่มีโซเชียล เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน..เพราะตัวตนคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่แม้แต่ AI ก็เอาจากเราไปไม่ได้..

มะเดี่ยว เล่าเรื่องราวมากมายลงไปในหนัง ความรักทั้งคนในครอบครัว เพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมงาน ความรักหนุ่มสาว รวมทั้งเรื่องราวของเทคโนโลยี

หนังพยายามบอกถึงความเป็นตัวตนของคนเรา ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท แต่ยังไงๆ การตัดสินใจของมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความสุข

ในส่วนของครอบครัว ที่เปิดด้วยครอบครัวของ ยี่หวา ที่มากำลังดีก่อนจะไปโฟกัสที่ครอบครัวของ ดอม ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นครอบครัวคนจีนแท้ๆ ความคิดแบบเก่าๆ กับโลกที่เปลี่ยนไป

ตัวหนังพูดถึงธรรมเนียมคนจีน ลูกชายกับการสืบสกุล การดูตัวหาคู่ การพาคนรักเข้าบ้านเพื่อให้ผู้ใหญ่ดูตัว ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ดูดีสนุก (ฉากที่ เอไอแปลภาษาจีนให้ยี่หวาฟังบนโต๊ะอาหาร ขำกระจาย หัวเราะจนเกือบตกเก้าอี้)

เรื่องรักสามเส้าเราสามคน ยี่หวา กับ ดอม ที่รักกันตั้งแต่เรียนที่น่าจะไปได้ดี ยี่หวา มีแผลในใจ พ่อหายสาบสูญ หลังจากธุรกิจล้มแม่หนีไปมีครอบครัวใหม่ที่ต่างประเทศ ดังนั้น เธอจึงไม่พร้อมที่จะแต่งงานถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการงาน ส่วน ดอม นั้น ต้องแบกภาระ ทิ้งความฝันเพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัว ไม่ได้คิดถึงการงาน หนังทำได้ดี ชัดเจนในความสัมพันธ์ ความรัก ความขัดแย้ง มาจนถึงการแตกหัก น่าเสียดายที่ตัว หวัง เพื่อนเก่าที่แอบรักยี่หวา กลับไม่รู้สึกถึงพลังในการเป็นมือที่สาม ให้ความรู้สึกตัวละครสมทบที่ผ่านเข้ามาเท่านั้น เลยทำให้ส่วนของความรักสามเส้าดูธรรมดาๆ ไป

ในส่วนของไซไฟ เทคโนโลยี โลกไฮเทค บอกตรงๆ เลยคือไม่อิน ไม่สนุก มันดูปลอมๆ ดูหลอกๆ ทุกสิ่งดูง่ายๆ ไปหมด ทั้งจุดเริ่มต้นไปจนตอนจบ แม้ตัวหนังใส่เรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นสังคมการแชร์โซเชียล การเรียกยอดไลค์ อินฟลูเอนเซอร์แต่มันมาเร็วไป เร็วจนไม่อินไม่สนุก ยิ่งถ้าใครไม่เล่นโซเชียลอาจจะงงงันไปเลยน่าเสียดายที่ตัวเม-บอตที่น่าจะเป็นตัวมาเพิ่มขยี้ความสัมพันธ์ของ ยี่หวา กับ ดอมแต่ตัวหนังไม่สามารถทำให้รู้สึกในส่วนนี้ได้เลย

MONDO รัก|โพสต์|ลบ|ลืม เอาตาย มีฉากกระชากอารมณ์ได้ในหลายฉากชอบ รู้สึกดี จนนํ้าตาซึม ภาพความทรงจำในวัยเด็กของยี่หวา กับ ระบำไก่ที่ถูกพ่อบันทึกภาพเอาไว้ ฉากที่ อากง นั่งรอคอย อาม่า กลับบ้าน

ฉาก ยี่หวา ระเบิดอารมณ์ ใส่ครอบครัวของ ดอม

ฉาก อากง เคลียร์ปัญหาคาใจกับลูกหลานผ่าน อาม่า

หรือแม้แต่ภาพความทรงจำเก่าๆ ความฝันของเพื่อนๆ ร่วมรุ่น แต่ละคนเกือบจะดี ถ้าขยี้มากกว่านี้

พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร สวมวิญญาณของ ยี่หวา แบกหนังได้ทั้งเรื่อง ดูดีทั้งบทใสๆ ดราม่า สนุกสนาน สร้างความรู้สึกผูกพันกับตัวละครตัวนี้ได้ดี แม้จะไม่ค่อยรู้สึกถึงการเติบโตของตัวละครตัวนี้มากนัก ฉากในวัยเรียนกับตอนทำงานห่างกันตั้งหลายปี แต่เหมือนเป็นช่วงเวลาเดียวกัน

เกรท-สพล อัศวมั่นคง ไปได้ดีกับบท ดอม นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่โอเค ดูหล่อมีเสน่ห์ จนทำให้อดที่จะรัก เอาใจช่วย และตามดูตัวละครตัวนี้

มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร ในบท หวัง หล่อดูดี ดูเก่ง น่ารัก ดูมีพัฒนาการ จากเด็กแว่นเฉิ่มๆ ในวัยเรียน มาเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจ ชอบๆ มากๆกับการเก็บความทรงจำความรักที่มีให้กับ ยี่หวา

พิช-วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล ดูดีมากๆ กับบท เฮียได้ พี่ชายเกย์ของครอบครัว อาจจะดูเล่นเนอะ เล่นใหญ่ แต่ใช่เลย ทุกฉากออกมา รับรู้ถึงความ ขัดแย้ง การมีเรื่องมีราว แต่แฝงถึงการทำเพื่อครอบครัว ความรักของพี่น้อง ฉากเคลียร์ใจท้ายเรื่อง เล่นดีจริงๆ

แอนนา ชวนชื่น ฉีกภาพตลกที่คุ้นเคยมารับบท อากง ได้อย่างยอดเยี่ยม น่ารัก เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่โดนสุดๆ

ต๊งเหน่ง- รัดเกล้า อามระดิษ เหมาะกับบท หมุยหลี แม่มาแบบจีนแท้ๆ เรื่องนี้เล่นกำลังดี ไม่เยอะจนเกินไป

ออร์แกน-ด.ญ.ปัญจรัตน์ กุลมา เด็กสาวตัวน้อยในบ้าน

เบสท์-ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ ในบท วิทิต นายทุนใหญ่ของ มอนโดดูร้ายแบบเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ออร่าร้ายๆแผ่ออกมาจากข้างใน แสดงเหมือนไม่ได้แสดง

MONDO รัก|โพสต์|ลบ|ลืม คือ ผลงานของ มะเดี่ยว ที่ดูดีสนุกแม้จะยังไม่สุด ยังอยากให้ขยี้อารมณ์หนังให้มากกว่านี้ ดูได้เพลิน 128 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชอบระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เม็ก 2 อภิมหาโคตรหลามร่องนรก (Meg 2 : The Trench)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/748020

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เม็ก 2 อภิมหาโคตรหลามร่องนรก  (Meg 2 : The Trench)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เม็ก 2 อภิมหาโคตรหลามร่องนรก (Meg 2 : The Trench)

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เม็ก โคตรหลามพันล้านปี (The Meg) (2018) คือหนังฉลามยักษ์ที่ดูสนุกตื่นเต้นมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่ฉีกภาพของหนังฉลามกินคน ด้วยการนำ เจสัน สเตแฮม มาต่อกรกับเจ้าฉลามร่วมด้วย หลีปิงปิง ดาราสาวสวยจากจีน เจ้าเม็ก ฉลามร้ายในเรื่องก็ไม่ธรรมดา หลงเหลือรอดตายมาจากยุคไดโนเสาร์ The Meg เป็นหนังฝรั่งที่มีทุนหลักมาจากจีน เลยเป็นหนังลูกครึ่งฝรั่งจีน แถมยังมีการพาดพิงถึงไทยด้วยตอนต้น เรื่องที่ เจสันหลบเลียแผลใจ หนีมาอยู่ที่สมุทรปราการ

เม็ก 2 ยังคงมีจุดขายที่ชัดเจน คือ เจสัน สเตแฮม ที่ต้องมาต่อสู้กับเจ้าเม็ก ฉลามยักษ์โบราณ โดยมี อู๋จิง พระเอกนักบู๊ชื่อดังของจีนเข้ามาเสริมทีม เป็นตัวขายหลักแทน หลีปิงปิง จากภาคที่แล้ว ซึ่งทั้ง เจสัน กับ อู๋จิง เล่นเข้าขากันดี แอ๊กชั่นโอเค ทั้งแบบจริงจังของ เจสัน หรือลีลาบู๊ทีเล่นทีจริงๆ ในสไตล์หนังแอ๊กชั่นจีนของ อู๋จิง

ตัวหนังเน้นแอ๊กชั่นทั้งคนกับคน ทั้งมือเปล่า อาวุธหนัก ของใกล้มือ ตัวต่อตัว เป็นกองทัพ มีทั้งในน้ำ ใต้น้ำ บนเรือ บนบกมีระเบิดภูเขาเผากระท่อมมาครบ หรือคนกับสัตว์ร้าย ซึ่งจุดขายหลักเจ้าฉลามยักษ์โบราณ ยกกันมาเป็นขบวน ทั้งเจ้าตัวเล็กที่รอดมาจากภาคที่แล้ว หรือตัวใหญ่อีก 3 ตัว ยังไม่พอ ยังมีปลาหมึกยักษ์ร่วมวงอาละวาดในน้ำ และมีกองทัพกิ้งก่ากลายพันธุ์มาไล่งาบคนบนบกอีกด้วย ในช่วงต้นๆ เรื่อง ฉากในใต้ทะเลดูเนื่อยๆ เหมือนพาท่องใต้น้ำ ชวนให้ง่วงพอสมควร แต่พอเริ่มบู๊กันก็เริ่มสนุก

แต่ที่พีคสุดๆ คือแอ๊กชั่นช่วงท้ายที่ทั้งคนทั้งสัตว์ที่ฟัดกันยับบนเกาะสวรรค์ ดีไซน์ออกมาได้ดีแม้อาจจะยังดูไม่เนียน มีหลุดๆไปบ้าง แต่ก็ดูเพลินมาก นักแสดงที่รอดจากการถูกงับจากภาคแรกกลับมากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้ง ชูหยา โซเฟีย ไช่ ในบท เหมยอิงสาวน้อยที่โตเป็นสาวตามวัย เพจ เคนเนดี้ ในบทดีเจ เพื่อนร่วมทีมนักประดิษฐ์ คลิฟ เคอร์ทิส ในบท แม็กซ์ ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ สกายเลอร์ ซามูเอลส์ ในรับบท เจส สาวขาลุยผู้ร่วมทีมคนใหม่ ส่วน มอนเทส ตัวร้าย ที่มาต่อกรกับพระเอกได้ เซอร์จิโอ เพอริส-เมนชีตา มาร่วมแสดง

มีการเนรมิตเกาะพาราไดซ์ ภูเก็ต ให้เป็นเกาะมหาสนุกวิวทะเลที่สวยงาม 

เพลง That Is Not My Name เพลงต้นฉบับของวง The Ting Things ถูกนำมาขับร้องใหม่โดย Pim เป็นภาษาไทยถูกใส่มาถึง 2 ช่วง ช่วงเปิดตัวเกาะมหาสนุก และช่วงเอนเครดิตเพลงน่ารักติดหู รอบที่ดูได้ดูในระบบ ScreenX ของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์กับมุมมองภาพ 270 องศา ช่วยเพิ่มอรรถรส

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทพบุตร ล่านรก (The Childe) เป้าหมายที่ไม่รู้ชะตากรรม นักล่าที่ไม่เคยพลาดเป้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/746593

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทพบุตร ล่านรก (The Childe)  เป้าหมายที่ไม่รู้ชะตากรรม นักล่าที่ไม่เคยพลาดเป้า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เทพบุตร ล่านรก (The Childe) เป้าหมายที่ไม่รู้ชะตากรรม นักล่าที่ไม่เคยพลาดเป้า

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทพบุตรล่านรก (The Childe) คือ ผลงานหนังแอ๊กชั่นเรื่องล่าสุดของ พัตฮุนจอง ผู้กำกับที่มีผลงานหนังแอ๊กชั่นเลือดสาดที่หลายคนชื่นชอบ อาทิ The Witch : Part1-2, Nightin Paradiseพัตฮุนจอง ทำ เทพบุตร ล่านรก (The hilde) ออกมาในแนวถนัดของตัวเองเพียงแต่เรื่องนี้สโคปอาจจะเล็กลง ตัวละครไม่เยอะเท่าเรื่องก่อนๆแต่ความรุนแรง แอ๊กชั่นดิบๆ ดาร์กๆ ยังคงมีอยู่ ที่เพิ่มมากขึ้นคืออารมณ์ขัน

เทพบุตร ล่านรก (The Childe) มาพร้อมบรรยากาศของหนังแอ๊กชั่น รุนแรง เลือดกระฉูด ฆ่ากันเห็นๆ จะจะ ผสมด้วยมุขตลกร้ายมุขเสียดสีที่ถูกใส่เข้ามาเป็นระยะๆ

หนังดึงเราเข้าไปอยู่กับตัวหนัง ให้เราตามตัวละครไป สนุกกับการรอหาคำตอบ บทเฉลยที่มาที่ไปมากกว่าจะรอดูบทสรุปสุดท้ายของเรื่อง สนุกไปกับการตามดู มาร์โก นักมวยผู้เคราะห์ร้ายว่าจะเจอะอะไรบ้างจะซวยซ้ำซวยซ้อนไปถึงไหน ไปพร้อมกับการรอบทเฉลยว่านักฆ่าหนุ่มรูปหล่อเจ้าสำอางเป็นใครมาจากไหน แม้จะเป็นหนังแอ๊กชั่น ดาร์กๆถึงเลือดถึงเนื้อ เลือดสาด แต่เอาจริงๆ หนังไม่ได้มีฉากแอ๊กชั่นรุนแรงมากมายนัก มีเพียงไม่กี่ฉาก แต่ทุกฉากสร้างความสนุกให้กับเรื่อง ความสนุกของ เทพบุตร ล่านรก (The Childe) คือ ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างฉากแอ๊กชั่นปนกับความกวน ยียวนโหดแบบดิบๆ ของตัวละคร

คิมซอนโฮ มีเสน่ห์ลื่นไหลไปกับบทนักล่าเจ้าสำอาง ขี้โรคเนี้ยบๆ ลีลาท่าทางการพูดการจากวนๆ ดูไม่ออกว่าเป็นมิตรหรือศัตรูเป็นตัวละครที่คนดูจะรักและไม่อาจละสายตาได้เลย

“เหยื่อผู้ถูกล่า” เหยื่อหนึ่งเดียวที่ต้องหนีให้รอด “มาร์โก” โชคชะตาพาเขาก้าวเข้าสู่เขตนรก และเป็นเป้าหมายแห่งการล่าโดยไม่รู้ตัว คังแทจูหน้าตาหล่อเหลาถูกบดบัง เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เลือด บาดแผลที่ดูแล้วอดเหนื่อยแทนไม่ได้ โดนยำเละตลอด วิ่งกลิ้งกระโดดตั้งแต่ต้นจนจบ

“คนรวยที่พร้อมออกล่า” ประธานฮัน วายร้ายสุดเลือดเย็นที่พร้อมสังหารเหยื่อโดยไม่สนวิธีการ แม้ว่ามือตัวเองจะต้องเปื้อนเลือดก็ตาม อีกหนึ่งนักล่าสุดโหดที่ทำให้เป้าหมายต้องหวาดผวา คิมคังอูร้ายสุดๆ เหี้ยมๆ โหดๆ ดูแล้วเชื่อว่า โรคจิตซาดิสม์สุดๆ 

“หญิงลึกลับกับปมปริศนา” ยุนจู ตัวแปรสำคัญในสนามแห่งการล่าที่อาจตัดสินชะตาชีวิตของเหยื่อ งานนี้เธอมาสะสางบางอย่างเพื่อปิดเกมไล่ล่า โกอารา มาในบทที่สวยใส น่ารัก และยังได้โชว์ลีลาบทบู๊ที่สวยงามอีกด้วย

ตัวหนังพูดถึง โกปิโน่ (Kopino) ลูกครึ่งเกาหลี-ฟิลิปปินส์ ที่ถูกทอดทิ้งกลายเป็นปัญหาตกค้างในฟิลิปปินส์ รวมไปถึงบรรดาลูกครึ่งเกาหลีทั้งหลายกับการกลับไปเยือนบ้านเกิด

การใช้ภาษา การพูดอังกฤษสำเนียงต่างๆ อเมริกัน คนจะยอมรับอังกฤษก็ยังดี แต่ถ้าสำเนียงเอเชีย ค่อนข้างไม่โอเคนัก

ฉากต่างๆ ในฟิลิปปินส์ ยกกองถ่ายมาถ่ายทำในประเทศไทยได้แบบเนียนๆ จนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นไทยแลนด์บ้านเรา แม้จะคุ้นตาไม่ว่าจะเป็นแถวสุขุมวิท สนามมวยรังสิต ถนนเจริญกรุง แต่มาสะดุดจริงๆ คือ ป้ายหน้าร้านเขียนคำว่า Sukumwit 24 อีกหนึ่งความรู้สึกในระหว่างดู ชวนให้นึกไปถึงหนังชอว์บราเดอร์ของ จางเชอะ ยุคคู่หูเดวิด เจียง กับ ตี้หลุง บรรยากาศแอ๊กชั่น เลือดสาดนี่ใช่เลยโดยเฉพาะบุคลิกนัักฆ่าลึกลับ ผู้มากับรอยยิ้มเจ้าสำอางนี่ เดวิด เจียงชัดๆ หนังจบอย่าเพิ่งลุกมีติ่งทิ้งท้ายช่วงเอนเครดิตมาเรียกเสียงหัวเราะ ปิดท้ายโหดมันฮาคละคลุ้งไปด้วยเลือดและเสียงหัวเราะในระดับ 7/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : บาร์บี้ (Barbie)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/745168

โอ๊ยเล่าเรื่อง

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บาร์บี้ ตุ๊กตาสวยงามน่ารักที่เด็กทั่วโลกรู้จักคุ้นเคยกันมานานกว่า 60 ปี จากของเล่น มีเวอร์ชั่นการ์ตูน ล่าสุดถูกนำมาขึ้นจอฉบับคนแสดงเป็นครั้งแรกบาร์บี้ (Barbie) มาพร้อมหน้าหนังที่การ์ตู้นการ์ตูนสดใสไปด้วยสีชมพูจัดจ้านที่มี “มาร์โกต์ ร็อบบี้” กับ “ไรอัน กอสลิง” เป็นจุดขาย

ใน บาร์บี้แลนด์…เต็มไปด้วยความเรียบง่าย สนุกสนาน สาวๆ มีรถ มีบ้านและมี “เคน” ด้วย เป็นโลกที่ต่างจากความจริงเพราะผู้ชายต้องคอยทำนั่นทำนี่ส่วนบาร์บี้แลนด์จะตรงกันข้าม สาวๆ คือเหล่าบาร์บี้ต้องทำทุกสิ่ง จนเมื่อบาร์บี้พิมพ์นิยมเกิดสัมผัสถึงสิ่งแปลกๆ เธอจึงตัดสินใจเดินทางมาสู่โลกความจริงเพื่อตามหาเด็กผู้หญิงที่เคยเล่นกับเธอในวัยเด็ก โดยมี เคน ตามมาด้วยการผจญภัยของบาร์บี้สุดสวยกับเคนที่สร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นในโลกความจริง 

บาร์บี้พิมพ์นิยม บาร์บี้หมอ บาร์บี้นักการทูต บาร์บี้นักเขียน บาร์บี้ครู บาร์ประธานาธิบดี  บาร์บี้นางเงือก บาร์บี้นักข่าว บาร์บี้นางงาม บาร์บี้ทนายความหรือแม้แต่บาร์บี้ที่ถูกเล่นจนผิดรูป ที่เรียกว่า เวียร์บาร์บี้ หรือบาร์บี้เพี้ยนควงคู่มากับ เคน คู่ใจของบาร์บี้ รวมทั้ง อัลลัน ตุ๊กตาผู้ชายที่ไม่ได้รับความสนใจเพราะเขาไม่ใช่ เคน ถูกนำมาขึ้นจอกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา

บาร์บี้ (Barbie) มาในบรรยากาศของหนังแนวแฟนตาซี ดูได้แบบเพลิดเพลินเจริญใจ ดูง่ายไม่ซับซ้อน หรือต้องตีความอะไรมากมาย แต่ในขณะเดียวกันหนังก็ชัดเจนในสาระที่ต้องการพูดถึง

“เกรต้า เกอร์วิก” ผู้กำกับสาวที่ได้รับคำชื่นชม จาก Lady Bird และ Little Women หนังสองเรื่องของเธอที่เข้าไปโลดแล่นบนเวทีออสการ์ ยังคงทำบาร์บี้ (Barbie) ออกมาได้ตามมาตรฐาน ชัดเจนในลายเซ็นของตัวเองเน้นย้ำพูดถึงเรื่องของผู้หญิง สิทธิสตรี ความเป็นผู้หญิงผ่านทางตุ๊กตาบาร์บี้

หนังสอดแทรกประเด็นทางสังคมต่างๆ เข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเท่าเทียม, นัยทางการเมือง สะท้อนปมในครอบครัว หรือการพูดถึง
ประเด็นปิตาธิปไตยเป็นตัวนำของสังคมกับความเป็นหญิง ทุกอย่างถูกนำเสนอแบบตรงไปตรงมา แต่นำเสนอในแบบที่สนุกสนานจนแทบไม่รู้สึกว่าดราม่าหนักๆ แต่ดูสบายๆ สไตล์สีชมพู

บาร์บี้ (Barbie) เด่นมากๆ ในการจำลองโลกของตุ๊กตาบาร์บี้ทั้งตัวตุ๊กตา พร็อพต่างๆ ออปชั่นเสริม เสื้อผ้าหน้าผมให้ความรู้สึกว่าได้มาเจอตุ๊กตาตัวน้อยๆ ที่เราๆ คุ้นกันดี ไม่ว่าจะเคยเล่นหรือไม่เคยเล่นมาก่อนก็ตามมาโลดแล่นบนจอจริงๆ

หนังใส่มุขตลก มุขขำๆ แทรกมาตลอดเวลา มีมุขตลก เสียดสี ล้อเลียนทั้งหนัง/เพลง/วงดนตรี ระบบสังคม ธุรกิจ หรือแม้แต่การล้อเลียนตัวนักแสดงเอง ทำให้หนังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มุขล้อหนังเฉียบขาดมากๆ ทั้งดัดแปลงหรือมาแบบเต็มๆ อาทิ เปิดเรื่องนี่ 2001 ชัดๆทั้งภาพ/ดนตรีประกอบ ที่เปลี่ยนจากมนุษย์ยุคหินมาเป็นเด็กๆ เล่นตุ๊กตาแล้วโยนขึ้นฟ้า หรือ ดอน คอลลีโอเน่ จาก The Godfather ก็ยังมาร่วมแจม 

ตัวหนังยังเด่นมากๆ กับเพลงประกอบที่ใส่เพลงเพราะๆ ฟังสบายๆเกือบ 20 เพลง (มีคำบรรยายภาษาไทยครบทุกเพลง) เข้ามาเป็นระยะ ใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะ ถูกในทุกช่วงอารมณ์ ช่วยเพิ่มความสดใสน่ารักให้กับตัวหนังภาพที่ปรากฏบนจอ เพลง นักแสดง แดนเซอร์ นักเต้น เหตุการณ์ในช่วงนั้นๆชวนให้นึกถึงละครเวทีแนวมิวสิคัลดีๆ เรื่องหนึ่ง

มาร์โกต์ ร็อบบี้ ใช่เลย! เป็นบาร์บี้พิมพ์นิยมที่ถอดแบบมาจากตุ๊กตาเป๊ะๆแถมยังเล่นได้น่ารัก สวย ใส ทำให้บาร์บี้มีชีวิตขึ้นมาเป็นคนจริงๆ ไรอัน กอสลิงเล่นเป็น เคน ได้อย่างลื่นไหล มีเสน่ห์ ตีโจทย์บทตลกเฮฮาได้ขาด เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเรื่อง

บรรดานักแสดงสมทบบาร์บี้กับเคน ตัวอื่นๆ ในบาร์บี้แลนด์ ก็เล่นได้แบบน่ารัก สดใส ชัดเจนในบทสมทบ ไม่แย่งหรือขโมยซีนสองตัวเอก
กลุ่มนักแสดงเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามานั่งดูละครเวทีแนวมิวสิคัลมากกว่าจะมาดูหนัง

อเมริกา เฟอร์เรร่า กับ อาเรียน่า กรีนแบล็ตต์ มารับบท กรอเรียกับ ซัลซ่า สองแม่ลูกที่มีปัญหาไม่เข้าใจกัน ที่ตกบันไดพลอยโจนไปกับบาร์บี้คนสวย มาตามสูตรของหนังปัญหาครอบครัวรอการแก้ไข วิล เฟอร์เรลมารับบท CEO บริษัท แมทเทล ผู้ผลิตบาร์บี้ นำทีมลูกน้องที่ตามจับบาร์บี้สาวก็เน้นไปที่ตลกในสไตล์เพี้ยนๆ ที่เราๆ คุ้นกันดีในแบบการ์ตูนๆ ในหนังตลกยุคเก่าหรือในหนังไทยที่ใช้ดาราตลกมาวิ่งไล่กัน

ท้ายเรื่องช่วงเอนเครดิต หนังนำภาพน่ารักๆ ของตุ๊กตาบาร์บี้ในรุ่นต่างๆที่ใส่มาในหนังมาโชว์พร้อมอธิบายสั้นๆ ถึงรุ่นนั้นๆ ด้วย คนที่เป็นแฟนคลับน่าจะถูกใจ ส่วนคนที่ไม่รู้จัก พอนึกย้อนไปถึงตัวหนังที่เพิ่งดูจบไปจะทำให้สนุกกับตัวหนังมากขึ้น

บาร์บี้ (Barbie) คือหนังที่ดูสนุก ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง/ผู้ชาย เคยเล่น/ไม่เคยเล่น แม้ภาพของหนังจะออกมาหน่อมแหน้มๆ แต่หนังสนุกมีอะไรๆมากมายกว่าที่คิด

บอกเลยดูจบชอบๆ ดูเพลินๆ ดูไปยิ้มไปในระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/743813

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มิชชั่น : อิมพอสซิเบิ้ล ล่าพิกัดมรณะ ตอนที่หนึ่ง (Mission : Impossible-Dead Reckoning Part One) คือ ตอนที่ 7 ของหนังชุดนี้ที่ยังคงเน้นๆ จุดขายที่ ทอม ครูซ จากผลงานการกำกับเป็นตอนที่สามของ คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่

M:I:7 ยังชัดเจนในลายเซ็นต์ของหนังชุดนี้ ที่ไม่มีในหนังแอ๊กชั่นสายลับเรื่องอื่นๆ ใน M:I:7 มีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้นึกถึง ภาคแรกที่ ไบรอัน เดอ พัลม่า เคยทำเอาไว้ ไม่ว่าการเล่าเรื่อง การเดินเรื่อง อารมณ์ ฉากแอ๊กชั่นเหมือนใน MI7 จะพาย้อนกลับไปเพิ่มความมันส์ในยุคสมัย 27 ปีผ่านมา ช่วงเปิดเรื่องของ M:I:7 อาจจะรู้สึกน่าเบื่อพูดกันยืดยาวกว่าจะเข้าไตเติ้ลก็ปาเข้าไป 30 นาที พอดี ฉากเปิดเรื่องในเรือดำน้ำดูไม่ค่อยดึงดูดนัก แม้จะเป็นส่วนที่ปูเหตุการณ์เข้าสู่ตัวเรื่อง แต่พอเข้าเรื่อง หนังทำได้สนุก เต็มไปด้วยลูกเล่น มีชั้นเชิง ทั้งฉากปะทะ เอาตัวรอด สถานการณ์พลิกไปพลิกมาหักมุมได้ดี และยิ่งขยี้ความมันส์ด้วยฉากแอ๊กชั่นไล่ล่าตามสูตรสำเร็จที่เห็นกันจนชินตา แต่ใน M:I:7 สามารถสร้างลุ้นสนุกตื่นเต้น และยังปล่อยให้ดูกันแบบยาวๆ เต็มๆ แต่ไม่น่าเบื่อ

ทอม ครูซ ยังคงเด่นเป็น อีธาน ฮันต์ เพียงหนึ่งเดียว กับบุคลิกที่ชัดเจน ฉีกไปจากเรื่องอื่นๆ เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่านี่คือ “อีธาน” หล่อ เสน่ห์ล้นๆในทุกๆ ช่วงปฏิบัติการดราม่า ความรัก มุขเฮฮาเบาๆ ผ่อนคลาย หรือแม้แต่ฉากแอ๊กชั่น ฉากเสี่ยงตายผาดโผน (ในภาคนี้แม้จะดูสูงวัยโตขึ้นตามวัยตามตอน แต่อารมณ์เหมือนกลับไปหาภาคแรก)

รีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน ในบท อิลซ่า เพื่อนร่วมทีมและหวานใจของ ธีธาน เจอกันยาวๆ ไปเป็นตอนที่สาม สาวในแบบลุยๆแต่มีความเป็นสายลับมากกว่านักฆ่า

เฮย์ลี่ย์ แอ็ตเวลล์ ในบท เกรซ ขโมยสาวมือกาว มือไวฉกได้ทุกสิ่ง สวยแบบแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่ามากๆ (เหมือนพาย้อนกลับไปหา ขโมยสาว ใน M:I: 2)

ปอม เกลม็องตีแยฟ ในบท ปารีส นักฆ่าสาว ผู้เก่งกาจ บุคลิกชัดเจน ออร่านักฆ่าแผ่กระจาย แต่เห็นบนจอก็รู้สึกถึงความเก่ง แต่พอ ถึงตอนที่เธอน้ำตาไหลในตอนท้าย หัวใจละลายอดสงสารเธอไม่ได้

วาเนสซ่า เคอร์บี้ แม่ม่ายสาวนายหน้าสาวไฮโซจาก M:I:6 มาต่อในภาคนี้เลย แม้จะออกมาในทางร้าย แต่ด้วยความสวย เกลียดไม่ลง,วิง เรมส์ ในบท ลูเธอร์ (มาครบทุกภาค) ไซม่อน เพ็กก์ ในบท เบนจี้(เริ่มมาจากภาค 3) สมาชิกในทีมกลับมาร่วมแจม มาเสริมเติมความสนุกเฮนรี่ เซอร์นี่ ในบท ติททริดจ์ อดีตผู้อำนวยการ IMF จากในภาคแรกมามีบทเด่นในภาคนี้อีกครั้งในแบบที่ดูคลุมเครือ ทั้งมิตรหรืออริ

อีไซ โมราเลส ในบท แกเบรียล ตัวร้ายหลักของภาคนี้พลังเหลือล้น ดูร้าย โหด เฉียบ ทั้งฝีมือ สติปัญญา พอที่จะเป็นคู่ปรับที่สูสีพอฟัดพอเหวี่ยงกับอีธานได้, เช วิแกม ในบท เดอร์ลิงเกอร์กับ เกร็ก ทาร์ซาน เดวิส มารับบท เดกาส สองเจ้าหน้าที่ที่มาตามล่าอีธาน ไปในทุกๆ ที่ แต่ช้าตลอด, เชีย วิคแฮม ในบท เจสเปอร์ บริหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง, มารีลา การ์ริกา ในบทบาทของ มารีสาวผู้อยู่ในใจอีธาน

M:I:7 ยังคงสร้างความมันส์ ความสุขให้กับ FC ของหนังชุดนี้ หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยติดตามตอนก่อนๆ มาก่อน ก็ยังสนุกสนานได้ สนุกจนเวลา 164 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และอยากจะดูภาคสองต่อได้ในทันที ภารกิจนี้ยังไม่จบ กุญแจนี้คืออะไรใครคือตัวร้ายตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลัง นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นสำหรับภาคต่อภาคจบของภารกิจนี้ได้ดูกันแน่ในปี 2024 มันส์โดนใจ ในระดับ10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/740831

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ถ้าเราเกลียดคนที่รักได้ แล้ว เราจะกลับไปรักคนที่เกลียดอีกครั้งได้มั้ย”

หนังคอเมดี้-ดราม่า-แฟนตาซี ในแนวฮา-ม่า หนังเรื่องใหม่ของค่าย M Pictures ร่วมกับ บริษัท แอม ว่ะฮาฮา จำกัด ที่จับเอา ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ กับ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต มาเป็นจุดขาย

เมตตา ภรรยาสาวผู้กำลังหมดเมตตา เตรียมบอกลา สติ สามีหนุ่มไร้สติ ในวันเกิด นะโม ลูกวัยเฮี้ยว แต่..โชคชะตาเล่นตลก สติเกิดอุบัติเหตุ จนความจำเสื่อม ก่อนที่ สติ จะพบว่าตัวเองมีพลังวิเศษ ย้อนความทรงจำความรักผ่านรูปถ่าย กลับเข้าสู่อดีตของรูปถ่ายนั้นได้ สติ ได้กลับไปเผชิญสิ่งที่เคยทำไว้กับเมตตาและนะโม ลูกสาววัยเฮี้ยวที่เกลียดเค้าเข้าไส้ ความวายป่วงจึงเริ่ม

Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์ ชัดเจนในความเป็นหนังครอบครัว สะท้อนปัญหาครอบครัวที่กำลังมีปัญหาในยุคสมัยนี้ การประคับประคอง การพยายามแก้ไขปัญหา การไปต่อหรือการเลิกรา

มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ กับการกำกับหนังใหญ่เรื่องแรก ยังคงสลัดกลิ่นอายของซิทคอมไม่หลุด ชวนให้อดที่จะนึกถึง เนื้อคู่ประตูถัดไป กับเนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเรื่องโครงเรื่อง การเดินเรื่อง ตัวละคร

หนังนำเสนอแบบง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนหรือตีความ กลายกลับไปสู่อดีต ไม่ต้องมีเหตุผลมากมาย แต่ก็เข้าใจได้ ชื่อตัวละครทุกตัว เป็นตัวแทนของคนในครอบครัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็น สติ เมตตา นะโม สันติ นักรบ หรือ เจนสนาม

มองเผินๆ ทั้งก่อน/หลัง ดู Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์ ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาดูหนังของค่าย GDH ทั้งอารมณ์ โทนหนังการเล่าเรื่อง โปรดักชั่น หรือแม้แต่การขนนักแสดงรับเชิญเข้ามาร่วมแสดงกันคนละเล็กละน้อย

ซันนี่ ซี สุวรรณเมธานนท์ เป็น สติ ที่มาแบบครบทุกอารมณ์ แม้จะมาพร้อมกับภาพเดิมๆ ที่คุ้นตา ฉีกความเป็นซันนี่ไม่ออก แต่ก็ดูลื่นไหล กลืนๆ ไปกับทุกช่วงของตัวหนัง ทำให้ยิ้ม หัวเราะ มีความสุขสงสาร เห็นใจ เข้าใจ 

ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ปล่อยฝีมือปล่อยพลังเต็มที่ไปกับบท เมตตา ที่แรกๆ ออกมาดูสบายๆ ปลดปล่อยเหมือนนางเอกซิทคอม/การ์ตูน/มังงะ สลับกับรักโรแมนติกหวานแหวว ก่อนจะดราม่าหนักๆ เล่นเอาจุกอก

ซันนี่ กับ ชมพู่ คือการจับคู่ที่ลงตัว เคมีเข้ากัน เล่นไปแบบเข้าขากัน จนดึงคนดูให้เข้าไปสู่โลกของตัวละครในเรื่อง อินไปกับตัวหนัง

เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง ในบท นะโม ดูน่ารักสมวัย เป็นเด็กสาวสมัยใหม่ในยุคนี้ที่ใช่เลย เสียดายที่บท นะโม อาจจะเทไปในบทสบายๆ ไม่เน้นดราม่าหนักๆ

ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร ในบท สันติ เทรนเนอร์ฟิตเนสอารมณ์ดี พี่ชายของ สติ เป็นตัวขโมยซีน ทุกฉากเด่นมากๆ กับความลื่นไหลไปกับตัวเรื่อง เป็นตัวละครที่เบรกความหนักของเรื่อง

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม จัดเต็มเล่นใหญ่แต่ดูดี ทำได้ดีกับบท นักรบ เพื่อนสนิทตัวตึงของ สติ บทสบายๆ ผ่อนคลายๆ หลังจากที่เห็นเล่นบทหนักๆ มาหลายเรื่อง 

และนักแสดงรุ่นเด็กที่มาร่วมแสดง เล่นได้น่ารัก ทั้งน้องที่มาเล่นเป็น นะโม ตอนเด็ก น้องเพื่อนซี้ของนะโม หรือแม้แต่หนุ่มน้อยเพื่อนร่วมห้องของนะโม นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงรับเชิญมาร่วมแสดงหลายคน

Long Live Love! ลอง ลีฟ เลิฟว์ คือหนังไทยแนวครอบครัว ที่มีทั้งส่วนดีที่ชอบและส่วนที่ไม่โดนไม่ค่อยชอบ แต่มีส่วนที่ชอบมากกว่า โดยเฉพาะการแสดงการจับคู่ที่ลงตัวของ ซันนี่-ชมพู่ลองรัก หรือ ลองเลิก ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แฟลช (The Flash)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/739273

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แฟลช (The Flash)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แฟลช (The Flash)

วันเสาร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่เปิดตัวจากใน จัสติซลีก ของฝั่ง DC ก็ได้เวลาของน้องเล็กในทีมอย่าง เดอะ แฟลช หรือที่สมัยเด็กๆ เราเรียกกันว่ามนุษย์สายฟ้า จะได้มีหนังเป็นของตัวเอง

แบร์รี่ อัลเลน ใช้พลังพิเศษในตัวเองย้อนเวลากลับไปวันที่แม่ถูกฆ่าและช่วยพ่อให้พ้นข้อหาฆ่าภรรยาของตัวเองทั้งที่ไม่ได้ทำด้วยทำให้ Timeline ปั่นป่วน โลกกำลังจะเกิดหายนะ พลังพิเศษเขาหายไปบรรดาทีมจัสติซลีกสาบสูญ มีเพียงแบทแมนในอดีตที่ปลดเกษียณซูเปอร์เกิร์ลที่ถูกกักขัง และแบร์รี่ในยุคนั้นที่กำลังเรียนรู้ในพลังของเดอะ แฟลช ที่เป็นกำลังสำคัญในการรับมือกับ นายพลชอต ที่กำลังจะทำลายโลก

เดอะ แฟลช (The Flash) มาในบรรยากาศของความเป็นหนังฮีโร่ฝั่ง DC ที่เน้นสบายๆ เหมือนนั่งอ่านการ์ตูนคอมมิคแบบเพลินๆ ไม่ต้องมาดาร์กหรือดำดิ่งด้านมืด เหมือนที่หนัง DC ในยุคหลังนิยมทำกัน ตัวเรื่องเน้นอารมณ์ขัน จิกกัดผสานกับฉากแอ๊กชั่นสวยๆ

แต่ถึงจะไม่ดาร์ก ส่วนดราม่า ปมในใจ เรื่องของครอบครัว เอาไว้ไม่ทิ้ง พูดแบบเน้นตลอดเวลาๆ เพียงแต่ไม่ขยี้จนหนักเกินไป และได้มุขขำๆมาช่วยผ่อนคลาย

มิติจักรวาล หรือมัลติเวิร์ส ที่แทบจะเจอทั้งในหนังฮีโร่ของ DC มาร์เวลหรือในหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ จนหลายคนเริ่มเบื่อ มาอีกแล้ว ยิ่งมายิ่งซับซ้อน ดูวุ่นวาย สร้างความมึนงงให้กับคนดูที่อยากดูหนังสบายๆ แต่ถูกใจ คนที่นิยมเสพพล็อตเรื่องยากๆ ต้องติดตาม ยังคงถูกนำมาใช้เป็นเส้นเรื่องหลัก เพียงแต่เรื่องนี้อธิบายได้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนสับสน ฉากแอ๊กชั่น ยังทำได้ดี CG เนียนๆ มีหลายตอนที่ดูระทึกฉากต่อสู้หรือตัวร้ายน่าจะมีอะไรที่ตื่นตาตื่นใจได้มากกว่านี้ ชอบมากๆ 

เอซรา  มิลเลอร์ เล่นเป็น แบร์รี่ 2 คน 2 บุคลิก จากช่วงไทม์ไลน์สองช่วงเวลาที่แตกต่างกันแบบชัดเจน มีบทหลากหลายให้เล่น ทั้งดราม่าแอ๊กชั่น ขำขัน มีเสน่ห์ในตัวเอง เวลาเป็น เดอะ แฟลซ ก็ดูดี แบกหนังได้แบบสบายๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

ไมเคิล คีตัน คือ สิ่งที่ดีงามมากที่สุด จนทำให้ต้องร้องว้าว!! ออกมาพาย้อนกลับไปสัมผัสกับมนุษย์ค้างคาวในฉบับทิม เบอร์ตัน ฉบับที่หลายคนชื่นชอบ และเป็นแบทแมนที่โดนใจใครหลายคน บุคลิกเดิมๆ ชุดแบทแมน ถ้ำค้างคาว รถ/เครื่องบิน อาวุธต่างๆ กลับมาให้แฟนเดิมๆ FC ได้ยิ้มอย่างมีความสุข หรือแม้แต่ เบน แอฟเฟล็ก มนุษย์ค้างคาวยุคใหม่แม้จะมาแต่นิดหน่อย แต่ก็ดูดี ดูมีพลัง ให้ภาพของฮีโร่ DC ที่ทำมาในยุคนี้เป็นตัวเชื่อมภาพของหนังฝั่ง DC ในสองยุคเข้าหากัน

บรู๊ซ เวนย์ สองยุค ทั้ง ไมเคิล คีตัน กับ เบน แอฟเฟล็ก ยังมาช่วยขยี้ เติมเต็มในส่วนของความเหงา ความเดียวดายของความเป็นฮีโร่ไม่เพียงแต่สองมนุษย์ค้างคาวเท่านั้น อัลเฟรด คนสนิท ที่รับบทโดย เจเรมี่ไอรอน ยังกลับมาร่วมขบวนการอีกด้วย

ซาช่า แคลล์ มาพร้อมกับความสวยเซ็กซี่ เป็น คาร่า ซอร์-เอลหรือ ซุปเปอร์เกิร์ล ที่มีแรงดึงดูด ดูมีพลัง บทเหมือนจะส่ง แต่ดูไปๆกลับรู้สึกค่อยๆ แผ่ว น่าจะเด่นกว่านี้

มีเสียงบ่นออกมาว่า เดอะ แฟลช (The Flash) แทบจะไม่มีอะไรที่ต่างไปจากในซีรี่ส์เลย ทำให้ลดทอนความสนุก แต่ถ้าคนที่ไม่เคยดูซีรี่ส์ไม่เคยอ่านคอมมิคมาก่อน ไม่น่าจะมีผลอะไรกับในส่วนนี้ (แล้วทำไมแบทแมน หรือซูเปอร์แมน หรือฮีโร่คนอื่นๆ ก็รู้เรื่องดีอยู่แล้วมาทำใหม่แต่ละครั้งกลับไม่เห็นมีใครบ่น) ท้ายเอนเครดิตมีติ่งให้ดูกัน 1 ตัว อย่าเพิ่งลุกต้องดูจนปิดจอนะครับ เดอะ แฟลช (The Flash) ยังคงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของ DC ที่ดูสนุกถูกใจ ดูแบบปล่อยใจเพลินๆ ไปตลอดเวลา 140 นาทีของตัวหนังมนุษย์สายฟ้า ฮีโร่ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย หรือเดอะแฟลช ในยุคนี้สนุกสนานได้ใจระดับ 10/10 คะแนนครับ