โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘จอมเวทย์มหากาฬในมัลติเวิร์สมหาภัย (Doctor Strange in the Multiverse of Madness)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/651908

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'จอมเวทย์มหากาฬในมัลติเวิร์สมหาภัย (Doctor Strange in the Multiverse of Madness)'

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 21.43 น.

“ความฝัน​ คือ​ พิภพอื่น​ในอีกจักรวาลของเรา” 

หลังจากเปิดตัวอย่างสวยงามจากใน Doctor Strange (2016) สร้างสีสันใน Avengers: Infinity War(2018), Avenger End Game (2019) และมาร่วมแจม Spiderman No way home (2021)(แต่กลับมาโดดเด้งมากๆ)ไปเมื่อปลายปีที่แล้วมาร์เวล ไม่รอช้า ส่ง  ดร.สเตรนจ์หรือ หมอแปลก ภาคเดี่ยวเรื่องที่2 ออกมาพบกับแฟนๆ หลังจากที่ ทิ้งตัวอย่างเรียกน้ำย่อยในท้าย ไอ้แมงมุม ภาคล่าสุดในส่วนตัวแล้ว ถ้าพูดถึง บรรดา ฮีโร่ ของ มาร์เวลในกลุ่ม Avengers แล้วจะชอบ หมอแปลก เป็นอันดับสอง รองจากHulk มนุษย์จอมพลัง ยักษ์เขียว ที่ชอบ หมอแปลก คือความเป็นผู้มีเวทมนตร์คาถาดูเท่ห์ ซึ่งโดยส่วนตัว มาทางสายมูอยู่แล้วเลยอินมากเป็นพิเศษใน หมอแปลก2 นี้ เดินเรื่องต่อจากใน Spider man No Way Home ที่แอบแว่บไปยุ่งช่วย ไอ้แมงมุมจนพหุจักรวาลวุ่นวายผสมๆ กับเรื่องของ วันด้า ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ซี่รี่ย์ Wanda Vision น้ำหนัก เท่าๆ กัน ทั้ง2 เส้นเรื่องใน Wanda Vision นำเสนอ เรื่องราวของ วันด้า หลังจาก EndGame หากใครอยากดู หมอแปลก2 ให้สนุกควรจะได้ดูซีรี่ย์ชุดนี้มาก่อน จะเข้าใจว่า ทำไม!! เธอถึงทำทุกอย่างเพื่อ ทอมมี่/บิลลี่ ลูกรักทั้งสอง การก้าวเข้ามาเป็น สกาเร็ตวิช หรือแม้แต่ เธอได้หนังสือแบล็คโฮล ตำราสิงฝัน มาจากไหน ซึ่งจะทำให้ ดูหนังได้สนุกขึ้น และ เข้าใจ ในตัว วันด้ามากขึ้นแต่ถ้าไม่ได้ดู Wanda Vision มาก็ไม่เป็นไร ยังคงสนุกกับ วันด้า ได้ แค่ อาจจะงง!! นิดนึงว่า พูดอะไร ทำไม? เธอถึงทำอย่างนี้ หรืออาจทำให้มองวันด้าเป็นตัวร้าย มองแค่มุมเดียว

Multiverse หรือ พหุจักรวาล เคยมีบทบาทสำคัญใน Spider man No Way Home แต่ถ้าใครอยากจะรู้จักมากขึ้นควรดูซี่รี่ย์ โลกิ(Loki) กับ What If..?จะเข้าใจชัดขึ้นว่าทำไมถึงมี หมอแปลกหลายเวอร์ชั่นทั้ง Strange ต้นฉบับ, Defender Strange จอมเวทย์ผู้พิทักษ์ , Zombie Strange จอมเวทย์ผีดิบ , และ จอมเวทย์ผู้ร้ายกาจ Sinister Strange

ใน หมอแปลก2 แทบจะไม่มี ฮีโร่ ใน ทีมAvenger มาแย่งซีนหรือขโมยความเด่น มีเพียงพูดถึงเอ่ยถึง หรือนำมาเป็นมุขจิกกัดมุขล้อเลียน เสียดทำให้หนังดูสนุกขึ้น เพิ่มรอยยิ้มให้กับเรื่องมีเพียงแค่ หมอแปลก กับ วันด้า เท่านั้น โดยมี ตัวละครจากภาคแรก อย่าง จอมเวทย์หว่อง ,ตริสตีน สาวคนรัก และคาร์ล มอร์โด เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด มาร่วมแจม ในแบบที่มีความสำคัญกับตัวเรื่อง

“คิดว่า ผม จะเลือกใครในทีม Averages คนที่ยังเหลืออยู่ มาช่วย ภารกิจนี้ ระหว่าง

อแวนเจอร์ ผูกผมจุก ยิงธนู

อแวนเจอร์ พลังสัตว์/แมลง

หรือ คนที่มีไสยเวทย์ เหมือนกัน”

แต่ที่เซอร์ไพรส์ คือ การมี ฮีโร่ทั้งที่คุ้นเคยกันดีอาทิ สี่กายสิทธิ์(Fantastic Four)  X-men Captain Marvel แบล็คโบลต์ และที่ไม่คุ้น อาทิ ใน What If หรือ Cleo (แฟนๆ คอมิกซ์ คงคุ้นดันดี แต่คนที่ไม่ใช่ แฟนคลับ อาจจะงง มาคือใคร) มาร่วมแจมด้วยไม่รู้ว่าเป็นการเกริ่นหรือบอกใบ้ว่า ในอนาคต บรรดาฮีโร่เหล่านี้ จะเตรียมมาปรากฏตัวในจักรวาลมาร์เวล (MCU)เรื่องต่อๆ ไป ในเฟส4

แซม ไรมี่ ทำ หมอแปลก2 ออกมาเป็นหนัง ซุปเปอร์ฮีโร่ ในแบบของมาร์เวล ที่ขวนให้นึกถึงตอนทำ สไปเดอร์แมน(Spider-Man (2002) , Spider-Man 2 (ปี 2004) และ Spider-Man 3 (ปี 2007) ในเวอร์ชั่นที่โทบี้ แม็กไกวร์ เป็นสไปเดอร์แมน) ที่อารมณ์จะออกมาต่างจากผู้กำกับคนอื่น ผสมผสานกับแนวหนังสยองขวัญหนังผีที่ตัวเองเคยทำได้อย่าง กลมกลืน กลมกล่อม ช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ อารมณ์ขัน และรอยยิ้ม เพื่มมากขึ้น จะเรียกได้ว่า เรื่องนี้ คือหนังของ แซม ไรมี่ ที่ มาร์เวล ให้ทุนทำ มากกว่าจะเป็น หนังมาร์เวล ที่จ้าง ไรมี่ กำกับ

หมอแปลก2 คือ หนังมาร์เวล ที่จัดเต็มครบรส สนุกสนาน แอคขั่น ดราม่า (ที่เด่นทั้ง ประเด็นครอบครัว แะเรื่องกฝหนุ่มสาว) รอยยิ้มอารมณ์ขัน เทคนิคพิเศษCG อลังการงานสร้าง บทหนังที่ชวนติดตาม นักแสดงที่ลงตัว เพิ่มเติมคือ ใส่ความเป็นหนังสยองขวัญ เข้ามา ในโทนที่ไม่ ดาร์ค ไม่ดิน (เหมือนหนังของฝั่งDC) ที่ไม่น่ากลัว แต่ชวนติดตาม รุนแรงนิดๆ เบาๆ แบบการ์ตูน

“ผมรักคุณในทุกๆจักรวาล​ ไม่ใช่ผมไม่แคร์ใคร

 หรือ​ ไม่อยากให้ใครมาแคร์​ แต่เป็นเพราะ​ ผม​ …..”

เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ยิ่งเล่น ยิ่งดูดี ดีขึ้น ดูเป็น สตีเฟ่น สแตรนท์ เป็นหมอแปลกที่หล่อเหลา มีเสน่ห์ สร้างรอยยิ้มอารมณ์ขัน ยิ่งท่าทาย ท่าร่ายเวทมนต์ สวยงามดูจริงจังดูเท่ห์ เหมือนกับเป็นมหาเวทย์จริงๆ

 อลิซาเบธ โอลเซ่นในบท วันด้า ที่ดูร้าย มีความน่ากลัวแฝงอยู่ภายใน ยามบู๊ดูร้าย หรือพอดราม่าเรื่องรักลูก ก็ดูมีอะไรๆซ่อนอยู่ข้างใน เล่นดีจน คนดูบางคนเกลียดตัว วันด้า ไปเลย แต่ถ้าใครที่ เคยดู WandaVision มาก่อน จะเข้าใจ และอดสงสารเธอไม่ได้

เรเชล แม็คอาดัมม์ กลับมารับบทเดิม คริสตีน สาวคนรักของหมอแปลก ที่ยังคงน่ารัก สวย ไม่ว่าจะมา พหุจักรวาลไหนก็ตาม 

เบเนดิกต์ หว่อง ในบท หว่อง ที่ยังคงเป็น บทสมทบที่มีเสน่ห์ สร้างสีสันให้กับ หนังชุดนี้ ได้เหมือนเดิม ดูเป็น ตัวละครที่ต้องอยู่คู่กับ หมอแปลก อย่างที่ขาดจากกันไม่ได้ หรือจะแว่บไปโผล่อื่น อาทิ ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์ Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings  ก็ยังดูดี

โซชิลท์ โกเมซ ดูดีกับบท อเมริกา ซาเวส สาวน้อยที่พาให้ เกิดเรื่องราวตามล่าในภาคนี้ หน้าตาท่าทางอาจจะไม่เด่นนัก แต่ยิ่งดูยิ่งดู เธอก็เล่นได้ไม่เลว เป็นตัวเอง แม้จะอยู่ท่ามกลาง นักแสดงฝีมือเยี่ยม แต่เธอก็เอาตัวรอดได้

หมอแปลก2 คือ MCU ของ มาร์เวล ที่ดูสนุก ไม่ผิดหวัง แม้หนังจะยาวแค่ 2 ชั่วโมง แต่เป็น2ชั่วโมง ที่รู้สึกว่า มีอะไรๆอัดแน่น แต่ไม่รู้สึกว่า หนังยาว หรือน่าเบื่อเช่นเดิม ท้ายเครเครดิต มีติ่งห้อยท้ายให้ดู 2 ช่วง ตัวแรก ดูแล้ว อยากดู ภาคต่อ แม้หลายคนอาจจะงง! ว่า คนที่โผบ่มาเซอร์ไพรส์คือใคร? แต่กับFC คอมมิคมาร์เวล รับรองอมยิ้มส่วน ติ่ง2 เหมือนๆ ครั้ง รอกันมาตั้ง อั้ยย่ะ!! แค่นี้อ่ะ แต่ถ้าไหนๆ ก็ไหนๆ รอดูเฮอะ 555งานนี้ได้ใจไปเต็ม 10/10 คะแนน กันไปเลย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หยาดน้ำเพื่อชีวิต’My King My Strength

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/650453

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หยาดน้ำเพื่อชีวิต’My King My Strength

วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“หยาดน้ำเพื่อชีวิต” My King My Strength เป็นโครงการผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์สั้น ภาคต่อจาก “หยาดน้ำเพื่อชีวิต” ในหลวงคือแรงบันดาลใจ ซึ่งประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาก และครั้งนี้ได้นำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอด 

มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ผู้ดูแลโครงการ “หยาดน้ำเพื่อชีวิต” My King My Strength ได้มอบหมายบริษัท มายดีว่า จำกัด เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์สั้นและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยการนำ 10 ผู้กำกับชื่อดังหลากหลายสาขา มาสร้างสรรค์ผลิตเป็นภาพยนตร์สั้น ร้อยเรียง 10 เรื่องราวจาก 1 แรงบันดาลใจ 10 เรื่องราว

“เรื่องเล่าของพ่อ” หนังสารคดีที่นำเสนอพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 1-10 ในสิ่งเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ ผ่านเสียงเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่นิ่งๆกลางท้องสนามหลวง, “ดาราอั้ง cliffland สู่แดนไทย” มะปราง สาวน้อยชาวเผ่าดาราอั้งที่เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย ผู้ใฝ่ฝันที่จะแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เธอก็มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการทำฝันให้เป็นจริง โดยมีปู่เป็นแรงบันดาลใจ, ไตร เด็กน้อยช่างสงสัย เดินทางไปหาปู่กับย่าในวันเกิดของตัวเองคุณปู่ได้เล่าเรื่องธงชาติให้หลานไตรฟัง สามสีของธงชาติคือที่มาของชื่อไตร เด็กน้อยผู้เกิดในวันชาติ

“ความหวังของพ่อ” ชาญ ยังคงมุ่งมั่นที่จะอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เพื่อนบ้านทยอยย้ายออกไปเพราะผลิตทางการเกษตรไม่ดี แม้ลูกชายจะชวนไปอยู่ด้วยแต่ชาญก็ยังคงเชื่อมั่นว่าสักวันผลผลิตจะกลับมาดี, “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” นักค้ายาเสพติดถูกจับติดคุก ภรรยาจากไป ฟ้า ลูกสาวต้องอยู่กับปู่ย่า เริ่มฝึกอาชีพในเรือนจำเพื่อรอวันที่จะออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งสุเมธ องอาจ ทั้งกำกับและแสดงนำเอง ตัวหนังสร้างจากเรื่องจริง, “ครูข้างถนน”ครูอาสา ครูข้างถนน ผู้ทำทุกอย่างเพื่อสอนเด็กในชุมชนแออัด ถูกขาใหญ่จับตัวไปเพื่อให้ออกไปจากชุมชน ที่นี่เองที่เขาได้สอนให้ผู้ใหญ่ได้เข้าใจในตัวเด็กๆและกลับตัวเป็นคนดีนำเสนอในลายเซ็นที่ชัดเจนของ ปี๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล

“ลูกของพ่อ” สาวน้อยผู้เติบโตมากับพ่อที่เป็นคุณหมอผู้ทุ่มเทกับการรักษาคนไข้ ทำทุกอย่างโดยลืมนึกถึงตัวเอง ไม่เคยเข้าใจคุณพ่อ จนเมื่อถึงวันที่คุณพ่อจากไป ภายในร้านกาแฟเล็กๆ ที่เปลี่ยนจากคลินิกของคุณพ่อเธอจึงเริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อทำเพื่อคนอื่น, “เด็กชายกะทิ” ด.ช.กะทิ ถูกกะทา พ่อนำไปฝากคุณลุงเลี้ยง เด็กน้อยจอมแก่นติดแท็ปเลต ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเริ่มซึมซับงานศิลปะที่คุณลุงของเขาเป็นครูสอนให้กับเด็กๆ ในโรงเรียน, “เมโลดี้แห่งชีวิต (Melody of life)” เด็กสาวผู้หลงใหลในเสียงเปียโน มาขอคำแนะนำจาก ครูณัฐ เพื่อหาเพลงขึ้นโชว์ในงานโรงเรียน การเรียนรู้ผ่านความเข้าใจในบทเพลงระหว่างครูกับลูกศิษย์จึงเริ่มต้นขึ้นผลงานของกลุ่มเจนดี, “รักต่อรัก…ต่อไป” ฝน นักเขียนชื่อดัง เดินทางกลับไปดูใจคุณปู่ที่กำลังป่วยหนัก หลังจากที่มีเรื่องผิดใจกันมานาน ความรักความหลัง ความสุข ความขัดแย้งในวัยเด็กค่อยๆ ผุดขึ้นมา หนึ่ง-วิทิตนันท์โรจนพานิช ทำหนังสั้นเรื่องนี้ออกมาแบบรสเน้นๆ ดราม่า 

ซึ่งถูก 10 ผู้กำกับถ่ายทอดออกมาในแนวทางและสไตล์ของตัวเองทำให้ตัวหนังมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก มีหลายแนว ภายใต้ความยาวแค่เรื่องละประมาณ 15 นาที ทำให้ดูได้แบบไม่น่าเบื่อหรือยาวจนเกินไป หนังเล่าเรื่องตัวละครหลักๆ ที่เน้นๆ ไปที่เด็ก หญิงสาว คนแก่ เป็นหลัก ตามแต่เนื้อเรื่องจะเน้นไปที่ใคร และส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจ จากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ และได้มือคุณภาพของวงการหนังมาร่วมงานมากมาย “หยาดน้ำเพื่อชีวิต” เปิดฉายรอบปกติให้ประชาชนชมฟรีตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 รอบ 14.00 น. และรอบ 20.00 น. เปิดให้รับบัตรก่อนรอบฉาย 1 ชั่วโมง ติดต่อรับบัตรที่โต๊ะลงทะเบียนหน้า Boxoffice ณ สาขาที่เข้าฉาย ได้แก่ สาขาสยามพารากอน, ไอคอนสยาม, เมเจอร์รัชโยธิน, เมเจอร์ รังสิต, เมกา บางนา, เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย, เซ็นทรัล เวสต์เกต, ซีคอนบางแค

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘SLR กล้อง ติด ตาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/649019

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'SLR กล้อง ติด ตาย'

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.40 น.

กล้องตัวนี้..จะเปลี่ยนภาพ..ติดตา

ให้เป็นภาพ..ติดตาย

SLR กล้อง ติด ตาย มาพร้อมกับการโปรโมท ที่ชวนติดตาม หน้าหนังที่ทำให้อยากดูหนัง ด้วยความคาดหวังว่า หนังน่าจะน่ากลัว หลอน ชวนขนลุกอย่างน้อย ก็น่าจะน่ากลัวไม่น้อยกว่า ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ที่ ใช้ กล้อง มาเป็นตัวสร้างความน่ากลัว จะต่างกันแค่ ผีกล้องฆ่าคน กับ ผีขี่คอน้องเฌอปราง BNK48 ก็คือ อีกหนึ่งแรงดึงดูที่ ทำให้อยากดู

แดน นักศึกษาหนุ่มคณะถ่ายภาพ กำลังติดปัญหาในการถ่ายภาพทำธีสิส เพื่อจะได้เกียรตินิยมน้ำ กับ เกรท เพื่อนสนิทของ แดน คอยช่วยเหลือ เพื่อจะได้ ไปเรียนต่อที่ นิวยอร์ค ด้วยกัน

อาจารย์เอม อาจารย์ที่ปรึกษา ได้ให้กล้อง SLR แดน ถ่ายภาพคน7 คน มาส่ง ภายใน14 วัน

เรื่องน่าสะพรึงกลัว ค่อยเริ่มต้นขึ้น จาก กล้องปีศาจกล้องนี้  คนในภาพ ค่อยๆ ทะยอยตาย 

น้ำกับเกรท ถูกดึงเข้ามาร่วมชะตากรรม ที่รายล้อมไปด้วย ความตาย และเป็นบททดสอบ มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน

SLR กล้อง ติด ตาย มาพร้อม บรรยากาศชวนติดตาม ชัดเจนในความเป็นหนังเขย่าขวัญ เน้นๆ ไป ในเรื่อง อาถรรพ์ของกล้อง ผีฆ่าคน ทำให้เกิดความรู้สึกอยากรู้ รอดูว่า แต่ละครจะเจออะไร ใครจะรอด ที่มาที่ไปทั้งหมดคืออะไรตัวหนังไม่ได้เน้นไปที่ ตัวเหยื่อคนที่ถูกถ่ายคนที่ต้องตายว่ามีปูมหลังมีที่มาอย่างไร ทำไม!! ต้องมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทุกตัวละคร เป็นเพียงแค่ ตัวละครถูกดึงเข้ามา สผุ่แต่ละช่วงเหตุการณ์ ซึ่งตัวหนัง ใส่รายละเอียดในแต่ละตอนได้ดี

เพียงแต่ ในช่วงเฉลย การค้นหาคำตอบ การเอาตัวรอด มัน อาจจะดู ง่ายไปสักนิด ทำให้ ความน่ากลัวลดลงไปมากโดยเฉพาะเจ้าตัว ผีร้ายที่มากับกล้องนั้น มันดูไกล ตัว ไปสักนิด ออกไปในแนวหนังฝรั่ง ซะมากกว่า

ตัวหนังใส่ความรักสามเส้าของ แดน น้ำ และเกรท เข้ามา เพิ่มในส่วนของดราม่า ความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อนรักตัวเอกของเรื่อง ช่วยเพิ่มในการสร้างเหตุผลของตัวละครในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่น้ำหนักจริงๆ ของเรื่อง เทไปที่ แดน เพียงคนเดียว ทั้งเรื่องครอบครัว ปูมหลัง ส่วนคนอื่นๆ แทบจะไม่ได้บอกอะไรเลย

SLR กล้อง ติด ตาย ใส่ความน่ากลัวออกมาได้ดีพอสมควร มีฉากสะดุ้งตกใจ จนคนดูในโรงร้องกรี้ด หลายฉาก แต่ก็มีหลายตอน โดยเฉพาะในช่วง ไคลแมกซ์ ท้ายเรื่อง บรรดาผี ที่ออกมานั้น มันดูการ์ตูน ไปสักนิด ความน่ากลัวแทบจะไม่มี จนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็น ช่วงพีค ของเรื่อง ที่เน้นน่ากลัวแบบสุดๆ ไปเลยหรือแม้แต่ ปีศาจตัวร้ายที่สุด มันดูไม่ค่อยเข้ากับเรื่อง เหมือนจะ มาเพื่อโชว์ CG ซะมากกว่า ดูแล้ว อดนึกไปถึง ผีฝรั่งอย่างโกสต์บัสเตอร์ ที่ดูยังไงๆ ก็ไม่น่ากลัว

นนนกรภัทร์ เกิดพันธุ์ ดูดีกับบท แดน ที่บทเด่นส่งและเร้นไปที่ตัวละครตัวนี้มากๆ มีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครที่ใสๆ ดูดีเนี้ยบ ค่อยๆ ดาร์คขึ้นเรื่อยๆ ได้เล่นอะไรมากมาย ทั้งดราม่า รัก หรือแอ็คชั่นวิ่งหนีผี ที่ชอบมากๆ คือ การจับกล้อง การกดชัตเตอร์ มันดู เป็นคนที่อยู่กับ กล้องจริงๆ

เฌอปราง อารีย์กุล ยังคงเล่นเป็นตัวเอง เล่นเหมือนไม่ได้เล่น บท น้ำ มีอะไรให้เล่นเยอะ เป็นทั้งตัวช่วย ตัวคลี่คลายปมได้โชว์ทั้ง รัก ดราม่า ตกใจกลัว วิ่งหนีผี ฯลฯ ไม่ว่าจะบทไหน รู้สึกด้านเดียวคือ เป็น เฌอปรางแต่ด้วยตัวบท ทำให้ แทบจะทุกฉาก ต้องเล่นกับคนอื่น เลยแทบจะไม่ได้โชว์อะไรมากมายนักแม้ในเรื่องนี้ การแสดงอาจจะไม่เด่นหรือ ติดตานัก แต่แค่เข้ามา เฌอปราง เล่นเรื่องนี้ ก็คุ้ม แล้วและ เฌอปราง ยังเป็นคนเดียวในเรื่อง ที่รู้สึกตามดู เอาใจช่วยลุ้น ตั้งแต่ต้นจนจบ 

นนท์ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์ เล่นได้ลื่นไหล ไปกับบท เกรท เป็นตัวละครที่สร้างสีสัน รอยยิ้ม และผ่อนคลายให้กับเรื่องตัวเรื่อง หลายตอนที่ ขโมยซีน คนอื่นๆ นนน,เฌอปราง และ นนท์ เล่นกันได้แบบเข้าขา ลื่นไหล ให้ความรู้สึกถึง ความเป็นเพื่อนรักกันจริงๆ

อ้นนพพันธ์ บุญใหญ่ มาในบทของ อาจารย์เอม ต้นเรื่อง ที่ดูมีมาด ออร่าชัดเจน ในการเป็นตัวละครที่มีความลุบลึบความน่ากลัวซ่อนอยู่ ท่ามกลางความใจดี ดูดีรวมทั้ง สัมผัสได้ถึงความเป็น ติสท์ อยู่กับงานศิลป์

ขวัญปิ่นทิพย์ อรชร รองนางสาวไทยปี 2559 นางเอก ขวานฟ้าหน้าดำ และเล่น ละครจักรๆวงศ์ๆ วิก7 สี หลายเรื่องมาโชว์ความสวย ในบท ผู้ช่วยสาวของ อาจารย์เอม  ที่เล่นได้ดีพอๆ กับความสวย

นักแสดงสมทบคนอื่น แทบจะไม่รู้จัก ไม่คุ้นหน้า เลยทำให้ รู้สึกว่า เป็นตัวละครในเรื่องจริงๆ  จะมีที่ คุ้นหร้ากันก็เพียง .จุ๋มสุมนฑา สวนผลรัตน์ มือเก๋าด้านละครเวที ที่ผ่านงานแสดงหนังบทเล็กมาหลายเรื่อง นานกว่า 20 ปี โผล่มาแว่บในบท ญาติของ แดน ที่มาเยี่ยมไข้ พ่อแดน ในโรงพยาบาล มาร์คเลิศศิริ บุญมี และ เอ็ดวุฒิชัย วงศ์นภดล โดยรวมๆ แล้ว ถือว่า ทำ SLR กล้อง ติด ตาย ออกมาดูดี ลงตัวในระดับหนึ่ง การเล่าเรื่องดี โปรดักชั่นดี งานด้านภาพสมกับเป็นที่ว่าด้วยการถ่ายภาพ ดนตรีประกอบเร้าใจ นักแสดงเล่นกันเขาขา จะติก็มีแต่เรื่องผี ปีศาจ ในเรื่อง มันดูฉีก ขาดความเป็นตัวของตัวเอง อิง เมืองนอกมากเกิน จนทำให้ดูเป็นตลก มากกว่าน่ากลัวตัวจบแล้ว อย่าเพิ่งลุก ในช่วง เครดิต ยังมีติ่ง ทิ้งท้ายนิด ให้ตามกับต่อกับ เจ้ากล้องผีสิง และ ชายปริศนาหลอนระทึก ในระดับ 7/10 หัวกระโหลก ครับ

ปล. SLR คือกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว ที่มีการทำงานจะต่างจากกล้องธรรมดาทั่วไป นั่นคือ ภาพที่เห็นจะถูกบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มโดยตรง ต่างจากกล้องทั่วๆไป ที่เห็นภาพจากช่องมองภาพ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ’16 ห้าว19 เดือด (My True Friends: The Beginning)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/647629

โอ๊ยเล่าเรื่อง '16 ห้าว19 เดือด (My True Friends: The Beginning)'

วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.19 น.

มึงกูเพื่อนกันจนวันตาย (Friends Never Die)คือหนังไทยในปี 2555 จากค่าย ‘พระนครฟิลม์’ ผลงานการกำกับของ ‘บอมบ์-อัศจรรย์ สัตโกวิท’ ที่ฉีกแนว นำ ‘มาริโอ้ เมาเร่อร์’ มารับบทหัวหน้าแก๊งค์วัยรุ่น แอ็คชั่นหนักๆ หนังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ภาพจำหนึ่งเดียวของตัวหนังคือตัว ‘มาริโอ้’ รวมไปถึงนักแสดงหลักๆ เม้าท์ B.O.Y-ณัชชา จันทพันธ์ โม-มนชนก แสงฉายเดือนเพ็ญ อาย-กมลเนตร เรืองศรี เบลล่า-ราณี แคมเปน ที่ยังคงมีงานมาต่อเนื่อง

10 ปี ผ่านไป ‘บอมบ์-อัศจรรย์’ กลับมาอีกครั้ง กับภาคต่อของ ‘มึงกูเพื่อนกันจนวันตาย’ ใน ‘16 ห้าว19 เดือด (My True Friends: The Beginning)’ ภายใต้การสร้างของ ค่ายหนังน้องใหม่ ‘ซิกเนเจอร์ ฟิล์ม’ และ ‘เอ็มพิคเจอร์’  สำหรับ 16 ห้าว19 เดือด พาย้อนเวลาไปพบกับจุดเริ่มต้น การพบกันรู้จักกัน และการรวมกลุ่มกันของ ‘สมาชิกแก๊งค์สเปิร์ม’โดยยังคงเดินเรื่องในเชียงใหม่ เหมือนเดิมซึ่งมาพร้อมบรรยายกาศของหนังวัยรุ่น ในยุคหนังแนวกระโปรงบานขาสั้น ที่ไม่ได้เน้นไปที่เหตุการณ์ในโรงเรียน แต่มาจับประเด็นเพื่อนฝูง ในขณะที่ หน้าหนังพยายามย้ำเรื่อง เด็กทะเลาะกัน ยกพวกตีกัน แต่ไปๆ มาๆในส่วนนี้ กลับไม่ชัดเจน มาแบบนิดๆ แล้วก็จากไป ยิ่งฉากไคลแมกซ์ กลับดูง่ายไปนิด ไม่ลุ้น สมกับรอดูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

บทหนังอาจจะดูกะท่อนกะแท่น ยังไม่ค่อยลงตัวนัก แต่ก็นำเอา ตัวละครจากใน ‘มึงกูเพื่อนกันจนวันตาย’ ดึงออกมาขยายในรายละเอียดได้ดีพอสมควร แม้จะมีบางส่วน ที่ดูแล้ว รู้สึกโดดไป ตัวหนังพาย้อนกลับไปในช่วงปี 2526 เลยจัดเต็ม สิ่งต่างๆ ที่ คนยุคนั้นเคยสัมผัส หรือโต/ทันยุคนั้น อาทิ เสื้อผ้า(เน้นๆ โดมอน /Porcica) โทรศัพท์สาธารณะ รถ โรงหนัง โต๊ะสนุกเกอร์ รถยนต์ ซาอะเบาท์ เทปคลาสเซ็ส ลานสะเก็ต(น่าเสียดาย ไม่มีการโชว์การเล่นสเก็ต มีแค่การเต้นรำเป็นกลุ่ม) หนังสือการ์ตูน (เน้นๆ กัปตันซึบาซะ) ตู้เกมส์บทเพลงยุคนั้น (ชัดๆ คือ ใจสยิว) การเต้นรำ การยกพวกตีกันหน้าเวทีคอนเสริฐ  ฯลฯ

ริว-วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ รับบท กัน ตัวละครที่แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่อง เล่นเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่อิงบุคลิกเดิม ที่มาริโอ้ ได้เคยเล่นเอาไว้ การแสดงถือว่าเอาตัวรอดไปได้

พิชชา มิย่า ทองเจือ ลูกสาวคนสวยของ พีท ทองเจือ ดูสบายๆ ไปกับบท ปริ๊นซ์ นางเอกของเรื่อง ใยไหม-ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ ดูแก่นๆ น่ารักๆ สมวัย ในบทของ เนม 

แน๊ก-ชาลี ปอทเจส ในบท เปา ยิบซี ตัวร้าย หนุ่มผมยาวเสื้อหนัง ที่ออกมา ดูยังไงๆ ก็ไม่รู้ว่า จะโหด เหี้ยม พอจะเป็นหัวหน้าแก๊ง 

ฑาริกา ธิดาทิตย์ มารับบท คุณย่า มาช่วยเพิ่มความเข้มข้นในส่วนดราม่าด้วยแอ็คติ้งแบบจัดเต็ม แรงๆ บทเด่นในช่วงแรกๆ ก่อนที่ หายไปเฉยๆ รัศมีแข ฟ้าเกื้อกูล มาเสริมในส่วนของ มุขตลก มาสาวสองกับสองลูกสมุน ที่บังเอิญป้วนเปี้ยน ในวงวิวาทเป็นประจำ ร่วมด้วย ทัพนักแสดงหน้าใหม่ 

ด้วยความที่ ‘บอมบ์-อัศจรรย์’ ผู้กำกับ ผ่านงานหนังไทย ในยุคหนังนักเรียนในยุคเบ่งบาน เลยทำ ‘16 ห้าว19 เดือด’ออกมาดูแล้ว ชวนให้นึกถึง หนังวัยรุ่นยุค90 ที่มีครบทุกรส  ในแบบหนังยุค90 บางช่วงก็ดูเชยๆ แต่ตรงชม องค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นช่วงยุค90 ในเรื่อง ทำออกมาได้ดี 16 ห้าว19 เดือด คือ หนังที่ดูได้เรื่อยๆ ที่ชวนให้นึกถึง ความเป็น หนังวัยรุ่นในวัยเรียน ที่มีทั้งความสดใส และด้านมืดในรูปแบบหนังยุค 90 ได้คะแนนไป 5/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แดง พระโขนง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/645039

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แดง พระโขนง

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

..มะลิ ถ้าแดง ไม่ใช่คน เราจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่หรือไม่..“แดง พระโขนง” คือหนังไทยเรื่องล่าสุดที่นำเอาตำนานผีแม่นาคมานำเสนอในรูปแบบที่ฉีกไปจากเดิม จาก “นางนาก” ที่ดูจริงจังซีเรียส หรือ “พี่มาก” ที่เน้นขายทิดมาก มาครั้งนี้ นำ “แดง” ลูกแม่นาคที่ทุกครั้งจะเห็นเป็นผีทารก ครั้งนี้มาพร้อมกับวัยที่โตขึ้น ผลงานของ “บั้งไฟฟิล์ม” ร่วมกับ “เอ็ม พิคเจอร์” งานกำกับหนังของ “แจ็ค แฟนฉัน” เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ กับ “เอ็กซ์” วัชรพงษ์ ปัทมะ โดยมี หม่ำ จ๊กม๊ก เป็นโปรดิวเซอร์ เท่าที่ผ่านมาหม่ำ จ๊กม๊ก มักจะนำเอาหนังไทยที่ตัวเองชื่นชอบมาดัดแปลง ทำให้ใหม่ในสไตล์ของตัวเอง อาทิ มนต์รักลูกทุ่ง เด็ดหนวดพ่อตา บ้านทรายทอง ฯลฯ  ซึ่งก็ทำได้ดี (ก่อนที่จะมาเละๆ เทะๆ ไม่ค่อยสนุกนักในยุคหลัง)

“แดง พระโขนง” ไม่ใช่การนำเอาตำนานผีแม่นาคมาตีความใหม่ไม่ใช่การรีเมกทำใหม่ แต่เป็นภาคต่อ เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเรื่องแม่นาค 10 ปี  ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ในเรื่องดีงามในการนำบรรยากาศความน่ากลัวของ “นางนาก” ฉบับ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร มาใช้ เก็บรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนทั้งฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ช่วงยุคสมัย คำพูดคำจา งานด้านภาพเสียง บรรยากาศ แม้กระทั่งดนตรีประกอบก็ยังใช้ของเดิมที่ ชาติชายพงศ์ประภาพันธ์ เคยทำไว้เป็นหลักภายใต้อารมณ์ของความเป็นเด็ก ธีมเรื่องชัดเจนในเรื่องมิตรภาพของแดงกับผองเพื่อน ชอบในการดึงเอาตัวผีเด็กแดง ลูกแม่นาค มานำเสนอในมุมมองที่น่ารักงานโปรดักชั่น บรรยากาศ โทน อารมณ์หนัง ในแนวทางเดิมที่ “นางนาก” ทำไว้

มากิ-มาชิดา สุทธิกุลพานิช ในบท มะลิ ดูน่ารักสดใสเป็นธรรมชาติ จับคู่กับ น้องเมลิค ได้อย่างลงตัวและน่ารัก ดูไปยิ้มไปได้ตลอดเวลา ดูลงตัวมากๆ

แก๊งเด็กเพื่อนแดง ที่มี โบ๊ต-ภูวรักษ์ คำสิงห์ ในบท ศรีที่จับผิดแดง  ไบค์วีค-สุรชัย บ่อสุวรรณ บท เฮง เด็กอ้วนและเอ็มเจ ซูเปอร์เท็น ในบท สำลี เด็กแร็พผิวดำ มาพร้อมกับคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน เล่นกันแบบน่ารัก ทางใครทางมัน ไม่ขโมยซีนหรือแย่งความเด่นของกันและกัน แต่ช่วยส่งเพิ่มความสนุกให้กับตัวหนัง ภาพของเด็กๆ ทั้ง 5 คน คือ ภาพจำที่ชัดเจนของแดง พระโขนง ที่ดูแล้วชวนให้นึกถึงแก๊งเด็กๆ ใน “แฟนฉัน”

“แจ็ค แฟนฉัน” เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ กับ “เอ็กซ์” วัชรพงษ์ ปัทมะ ทำ “แดง พระโขนง” ออกมาเป็นหนังเรื่อยๆดูสบายๆ ผสมผสานความเป็นหนังผีน่ากลัว หลอน ให้ออกมาในรูปแบบของหนังเด็กๆ ที่มีความสดใส แต่ยังคงรักษาบรรยากาศความน่ากลัวของผีแม่นาคต้นทางเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน มุขต่างๆที่ใส่มาในหนังเรียบง่ายๆ กำลังพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปจะมีบ้างกับมุขฝืดๆ เว่อร์ๆ ในสไตล์ของหนังค่ายบั้งไฟฟิล์ม หรือบทบางช่วงที่อาจจะดูหลวมๆ ง่ายๆ หรือไม่ลงตัวอยู่บ้างก็ตาม “แดงพระโขนง” คือ หนังไทยที่ดีลงตัว ดูสนุกสนาน ดูสบายๆ มีครบทุกรสเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ดูแล้วมีน้ำตาซึมออกมา ความลงตัวของ“แดง พระโขนง” อยากให้สัก 9/10 กะโหลก แต่เพราะบทตลกกับตัวละครที่เว่อร์เกินๆ แดง พระโขนง เลยได้ 7/10 หัวกะโหลกล่ะกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/642293

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค3

วันเสาร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“พี่นาค” คือหนังผีไทยของ “ค่ายไฟว์สตาร์”ที่ทำออกมาในปี 2562ที่เปิดตำนานความสยองความน่ากลัวอันเกิดจากผีนาคที่ตายก่อนบวชให้กลับมาอีกครั้ง จนมีการสร้างภาคต่อในพี่นาค 2 (2563) มาจนถึงวันนี้ พี่นาค 3 ก็ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกัน “พี่นาค-ห้ามบวช” พี่นาค 2 “บวชแล้วห้ามสึก”มาจนถึง พี่นาค 3 “มึงลักของกู กูเอามึงตาย”

“พี่นาค 3” เดินเรื่องต่อจากใน 2 ภาคแรก ตัวละครหลักๆมากันครบ การเดินเรื่อง การเล่าเรื่อง มุขต่างๆ มาครบ เน้นความเป็นผีน่ากลัว ผีดุร้าย ผีอาฆาต ไม่ใช่ผีที่ตลกเฮฮา หรือผีที่ออกมาในแบบเกาหลี/ญี่ปุ่น ที่มักจะลดทอนความน่ากลัวของความเป็นหนังผีไทยลงไปมาก

โดยตัดสลับกับมุขตลกเฮฮา มุขวิ่งหนีผี ผีหลอกจากบรรดาตัวละครหลักๆ ทั้งหลาย ซึ่งในหนังพี่นาค ชัดเจนในการเน้นมุขกะเทย มุขต่อปากต่อคำ หรือมุขวิ่งหนีผี

ในส่วนผีกับในส่วนของคนของพี่นาค ผสมกันได้แบบลงตัวมาถูกจังหวะ ทำให้เป็นเสน่ห์ของพี่นาคที่สร้างความสนุกไปพร้อมๆกับความน่ากลัว

“ผีพี่นาค” กลายเป็นคาแร็กเตอร์ที่ติดตา เป็นที่จดจำ และเป็นเอกลักษณ์ของหนังชุดพี่นาคในรูปแบบที่ชวนขนลุก ดูน่ากลัวที่แม้จะเป็นผีพี่นาคไปในแต่ละภาค แต่ความรู้สึกนี้ก็ไม่จางไป“พี่นาค 3 มึงลักของกู กูเอามึงตาย” คือ การสร้างข้อแม้ที่ชวนให้คนดู สนุก และอยากตามเข้ามาดู หาคำตอบให้กับหนัง ในหนังพูดถึงเรื่องพญานาคแบบชัดเจนและเน้นๆ นำมาเป็นจุดขายในพี่นาค 3 ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ผู้กำกับ ยังคงลายเซ็นของหนังพี่นาค เอาไว้ได้ครบถ้วน เพียงทางของหนังออกมาในทางเดิมๆ พอเดาทางได้ว่าจะไปต่ออย่างไร เหลือเพียงแค่รอดูบทเฉลยของหนัง และมีความรู้สึกหนังแผ่วไปสักนิด เมื่อเทียบกับ พี่นาค 1-2 บรรยากาศโดยรวมของ พี่นาค 3 ยังคงออกมาได้ดี ทั้งในส่วนของความน่ากลัวหรือบทตลกสนุกสนาน เพียงแต่มีความรู้สึกขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่ตัวหนังยังคงรักษาภาพความเป็นหนังผีของค่ายไฟว์สตาร์เอาไว้ได้อย่างชัดเจน ภาพที่สวย ความน่ากลัวจากความมืดมิด ดนตรีที่กระตุ้นปลุกเร้าความน่ากลัว ความหลอนและงาน CG ที่เด่นมากๆ ในภาคนี้

แชมป์-ชนาธิป โพธิ์ทองคำ รับบท นาคคำ ผีพี่นาคที่ยังคงเล่นแรง เล่นจริงจัง หนักแน่น ในลุคแบบเดียวกับที่ผีนาคนนท์ ที่รับบทโดย ชิน ชินวุฒ กับ ผีนาคสน ที่ ธามไท-แพลงศิลป์ สองผีพี่นาครุ่นพี่เคยทำไว้ใน พี่นาค 1-2 ที่อาจจะดูดุดัน โหด มากกว่า

ในพี่นาค 3 บทเด่นตกเป็นของ ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิสัปเหร่ออ๊อด ต้า-อธิวัฒน์ แสงเทียน รับบท สามเณรน็อต ที่มีบทคู่กับ อ๊อด มาในภาคก่อนๆ ก็ยังคงมีบทคู่กันอีกในภาคนี้

เอม-วิทวัส รัตนบุญบารมี, เจมส์-ภูริพรรธน์ เวชวงศาเตชาวัชร์, มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร ในบท บอลลูน, เฟิร์ส, โทมินจุนยังคงเล่นกันได้แบบเข้าขามากันเป็นทีม ทำได้ดีในส่วนของความเฮฮาโดยมีการเพิ่ม แปมแปม-ซิม คิวเท แฟนคลับของ โทมินจุนกับ น้องแทมโป้-ด.ช.กัณฐพัทธ์ กิติชัยวรางค์กูร ในบทสามเณรน้ำเหนือ เข้ามาร่วมสร้างเสียงหัวเราะพี่นาค 3 ยังคงเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดูได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แม้จะลดน้อยลงจาก พี่นาค 1-2ก็ตาม 6/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : C’mon C’mon ลุงครับ ‘รัก’ คืออะไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/640812

โอ๊ยเล่าเรื่อง : C’mon C’mon ลุงครับ ‘รัก’ คืออะไร?

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ครั้งแรกที่ได้เห็นใบปิด คิดไปก่อนเลยว่า น่าจะเป็นหนังดราม่าหนักๆ ที่ดูแล้วกระชากอารมณ์ ชวนให้เสียน้ำตา ชวนให้นึกถึงหนังแนวพ่อลูกดังๆ ในอดีต แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว กลับไม่เป็นอย่างที่คิด C’mon C’mon ลุงครับ “รัก” คืออะไร? หนังยาวเรื่องที่ 3 ของ ไมค์ มิลล์ส ผู้กำกับ Beginners และ 20th CenturyWomen ซึ่งเล่าเรื่องที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อและแม่ของเขา ส่วน C’mon C’mon มาจากการที่เขาได้กลายเป็นพ่อคน ในปี 2013 พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยซานฟรานซิสโก ชวนไมค์ มิลส์ มาทำงานศิลปะที่ซิลิคอนวัลลีย์ ทำการสัมภาษณ์เด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ทำงานในบริษัทไอที และถามว่าพวกเขาจินตนาการอนาคตไว้อย่างไรบ้าง งานชิ้นนี้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจใน C’mon C’mon ด้วย

เป็นหนังฟีลกู๊ด หนังครอบครัว หนังสูตรสำเร็จที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ดูแล้วมีความสุข ไร้มลพิษ ดูไปยิ้มไปกับตัวละครที่มีปม ความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง การไม่พูดคุยกัน ความคิดต่างหรือแม้แต่เรื่องวัยในครอบครัว ในสังคมยุคใหม่ มีครบทั้งพี่น้อง ลุงหลาน แม่ลูก ผัวเมีย ตัวหนังค่อยๆ ให้คนดูรู้จักตัวละครไปทีละนิดๆ ค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ความผูกพันทั้งตัวละครบนจอและตัวละครกับคนดูค่อยๆ ซึม ไม่เน้นขยี้ ไม่หนักดราม่าจนเหมือนเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้

หนังถูกนำเสนอออกมาเป็นหนังขาว-ดำตลอดเรื่อง ภาพที่ออกมามีการให้แสงเงา วางมุม วางองค์ประกอบภาพที่เหมือนเราเข้าไปดูนิทรรศการภาพถ่ายงานศิลปะที่สวยงาม บางภาพบางมุมเหมือนภาพในโปสต์การ์ด แสงเงาของภาพที่มีทั้งเน้นๆ ความมืดๆก่อนที่จะค่อยๆ สว่างๆ ขึ้น ตัดสลับกับความสลัวๆ ปรับไปตามอารมณ์หนังในแต่ละช่วง นอกจากภาพแล้ว หนังยังใช้เสียงมาช่วยเพิ่มความน่าสนใจ ช่วยเพิ่มความรู้สึกดีๆ มากขึ้น ผ่านการบันทึกเสียง ผ่านไมค์ที่ใช้ทำงานของ จอห์นนี่ ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาดูหนังยุโรป 

วาคีน ฟีนิกซ์ สุดยอดมากๆ กับบท จอห์นนี่ ที่ให้ความรู้สึกเป็นลุงที่อบอุ่น ลุงใจดี ดูเป็นกันเอง พร้อมกับการเป็นหนุ่มทำงาน มีการปรับลุค เพิ่มน้ำหนัก ไว้หนวดไว้เครา ใส่แว่นผมเผ้ารุงรังยิ่งเพิ่มออร่าให้กับ ลุงจอห์นนี่ มากขึ้น

วู้ดดี้ นอร์แมน ใสๆ น่ารักๆ กับบท เจสซี่ หลานชายตัวแสบที่เล่นกำลังดี ไม่เยอะหรือน้อยจนเกินไป ทั้งในซีนอารมณ์หรือช่วงเรียกรอยยิ้ม การแสดงของ วาคีน กับ เด็กน้อยวู้ดดี้รับส่งกันกำลังพอดีและมีพลังจนดูเหมือนไม่ใช่การแสดง ดูเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเป็นลุงหลานกันจริงๆ ดูแล้ว อดไม่ได้ที่จะหลงรักลุงหลานคู่นี้ แกบี ฮอฟฟ์แมน เข้ามาช่วยเสริมในบทของ วิฟ ได้ดีมาเรื่อยๆ มาแบบนิดๆ แต่ก็มีความสำคัญกับตัวหนัง เล่นแบบนิ่งๆ ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งความรัก ความขัดแย้งทั้งพี่และน้อง เป็นหนังเล็กๆ สบายๆ ที่ดูแล้วมีความสุข ไม่เสียน้ำตาน้ำตาไม่ซึมแต่อิ่มเอมในอารมณ์ ดูแล้วอยากจะกลับไปหากลับไปให้เวลากับหลานๆ ที่บ้าน ดูไปยิ้มไปในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แบทแมน (The Batman)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แบทแมน (The Batman)

https://www.naewna.com/entertain/639385

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เดอะ แบทแมน (The Batman) คือการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ อยากดูๆ แม้จะดูจากใบปิดแล้วจะไม่โดน บรรดาตัวร้ายมากนัก แต่เอาน่า ไม่ว่าหนังจะสนุก แย่ๆ แต่ถ้าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทั้ง DC หรือมาร์เวล จะสนุกไปกับตัวหนังทุกๆ เรื่องในเรื่องนี้รู้แค่อย่างเดียวคือมนุษย์ค้างคาว เปลี่ยนมาเป็นโรเบิร์ต แพททินสัน

แม็ตต์ รีฟ ทำ เดอะ แบทแมน (The Batman)ในแบบหนังฟิล์มนัวส์ หนังอาชญกรรมสืบสวนสอบสวน ตามหาตัวฆาตกรต่อเนื่อง ใส่ดราม่าผสมๆ กับฉากแอ๊กชั่น แทบจะไม่เหลือเค้าของความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เราคุ้นๆ กันเลย ตัวหนังเต็มไปด้วยคนโรคจิต ทุกตัวละครมีปม มีเบื้องหลังเบื้องลึกซ่อนอยู่ มีทั้งตัวละครที่ดำสนิทหรือเทาๆ อยู่ที่ว่าใครจะแสดงตัวตนได้ชัดเจนเพียงใด

ตัวหนังพูดชัดเจนในการนำเสนอความโสมม ความตกต่ำ โลกอาชญากรรม การเมือง การหาเสียง การคอร์รัปชั่นแวดวงตำรวจ การเอาตัวรอด การเหยียดสีผิว คนรวยกับคนจนเด็กกำพร้า พวกหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ แต่ที่ขัดใจและไม่ค่อยชอบคือ แอ๊กชั่นในเรื่อง มีน้อย ไม่ปัง ไม่สนุก และน่าเบื่อซีจีเอฟเฟกท์พิเศษ ไม่มีอะไรให้ดูเลยรวมทั้งความเป็นอัศวินแห่งรัตติกาล ดูต๊อกต๋อยมาก เหมือนนักสืบที่แต่งชุดคอสเพลย์ออกไปทำงาน ออกไปลุยก็ดูไร้กึ๋นสิ้นดี

โรเบิร์ต แพตทินสัน ดูเป็น บรู๊ซ เวย์น ที่ไม่ค่อยเข้าตานักเหมือนไฮโซขี้ยา ไม่ได้ฉายแววความเก่งไม่ว่าจะบุ๋นหรือบู๊ แต่ยังดีที่พอใส่ชุดมนุษย์ค้างคาว กลับมีเสน่ห์บางอย่าง ออร่ามาภายใต้หน้ากาก โซอี้ คราวิทซ์ ดูโอเคกับบท เซลินา ไคล์นางแมวแคทวูเมน แต่ว่าหน้ากากของเธอดูยังไงๆ ก็ไม่ผ่าน ง่ายๆเรียบๆ แต่ดูโลว์มากๆ พอล ดาโน่ ดูจิตมากๆ ในบทมนุษย์เจ้าปัญหา เดอะริดเลอร์ แต่ที่ดูเสียของคือ โคลิน ฟาร์เรลล์ที่ถูกแปลงโฉมเป็นเพนกวินได้แบบไม่น่าสนใจ ทั้งภาพลักษณ์ บทที่ไม่เด่น ไม่ต้องใช้ดาราระดับนี้ก็ได้

แม้ตัวหนังจะออกมามืดๆ มัวๆ ฉากแอ๊กชั่นไม่เน้นมาก แต่หนังก็ยังแทรกอารมณ์ขันเบาๆ เล็กๆ พอให้หัวเราะ จำๆผ่อนคลายได้บ้าง หรือฉากรักของ เดอะแบท กับ เดอะแคท ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลก็ดูโรแมนติกในแนวทางโทนของหนัง ชอบมากๆ กับฉากจูบกันบนยอดตึก หรือฉากที่ทั้งคู่ขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คู่กันไปจนถึงทางแยก

แม้ เดอะ แบทแมน (The Batman) จะไม่ตอบโจทย์ในความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ก็ยังชอบในโปรดักชั่น ทั้งด้านภาพเสียง บรรยากาศโดยรวมของหนัง และที่โดนใจสุดๆ คือ ดนตรีประกอบฝีมือ ไมเคิล จิแอคชิโน ที่ดึงเข้ากับตัวหนังชอบจนนั่งฟังยาวๆ เต็มๆ วนช่วงเอนเครดิตได้แบบเพลิดเพลิน และ “Something in the Way” ของ Nirvana เป็นเพลงธีมของ เดอะ แบทแมน (The Batman) ก็โดนใจแบบสุดๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ก็อตฟาเธอร์ (The Godfather 50 years)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/637946

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ก็อตฟาเธอร์  (The Godfather 50 years)

วันเสาร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

The Godfather คือ หนังต้นแบบของหนังมาเฟียหลายๆ เรื่องของฮ่องกง ที่นำมาใส่ความรุนแรง ความเข้มข้นหลายๆ เรื่อง ดูแล้วอดนึกถึงไม่ได้ หรือแม้แต่ในหนังไทยหนังดังๆ อย่าง “ลุย” ก็ยังมีฉากเมียขับรถแล้วรถระเบิดตายแทนสามี และที่ขาดไม่ได้คือดู The Godfather ทีไรอดนึกถึง เพชฌฆาตดาวตก นิยายดังของ โกวเล้ง ที่ได้อิทธิพลจากเรื่องนี้มาแบบเต็มๆ และสิ่งที่ชอบมากที่สุดคือดนตรีประกอบในหนังที่ฟังได้แบบไม่เบื่อ

The Godfather ดีงามในทุกๆ องค์ประกอบ ภาพ ฉากดนตรีประกอบ บท การเล่าเรื่อง นักแสดงแม้ 50 ผ่านไปก็ยังคงดีงามไม่เปลี่ยนแปลง ตัวละครหลักๆ น่าจดจำมีคาแร็กเตอร์ชัดเจนในตัวเอง

จากฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของ มาร์ลอน แบลนโดหนึ่งในภาพที่ทุกๆ คนยังจำได้ดี คงไม่มีใครที่จะมาลบภาพนี้ได้อัล ปาชิโน ที่แจ้งเกิดจากงานชิ้นนี้ เจมส์ คานส์, โรเบิร์ต ดูวัล,ไดแอน คีตัน, ทาเลีย ไชร์ หรือแม้แต่บรรดานักแสดงคนอื่นดูแล้วเข้ากับบท ดูแล้วเชื่อว่าอยู่ในแวดวงเจ้าพ่อ จำหน้าได้แต่จำไม่เคยได้เลยว่าเป็นใคร ชื่ออะไร รู้แต่ว่าชอบทุกคนทุกตัวละคร รวมไปถึงจำภาพหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนในเรื่อง อาทิ ฉากงานแต่งงานตอนต้นเรื่อง ที่มีความยาวกว่า 40 นาที ที่ปูแจกแจงคาแร็กเตอร์ของตัวละครหลักๆ ได้แบบชัดเจน ครบถ้วนไม่น่าเบื่อ ฉากเจ้าพ่อวงการหนังตื่นขึ้นมาพบหัวม้าตัวโปรดบนเตียง“ก็อตฟาเธอร์” ถูกลอบยิงในร้านผลไม้  “ไมเคิล” ตามแก้แค้นให้พ่อ “ซันนี่” ถูกมือปืนรุมซัลโว ฉากระเบิดรถลอบฆ่า “ไมเคิล”วาระสุดท้ายของ “ดอน วีโต้” ในขณะที่อยู่กับหลานชายตัวน้อย หรือฉากไฮไลท์ การตามเช็คบิล 5 ตระกูลมาเฟีย ตัดสลับไปกับการเข้าพิธีในโบสถ์ของ “ไมเคิล”

The Godfather ฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยการทำเป็น4K เพิ่มคมชัดของภาพ เสียง ช่วยเพิ่มอรรถรสในการกลับมาดูใหม่อีกครั้งในโรง สิ่งที่ต่างไปจากครั้งก่อนๆ คือ เวอร์ชั่นนี้ไม่มีการพักครึ่งเวลา สิ่งที่รู้สึกได้ในฉบับนี้คือเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าหนังไม่ยาว 175 นาที ผ่านไปรวดเร็วและไม่น่าเบื่อ ยังคงสนุกไปกับตัวหนัง เข้าใจตัวละครมากขึ้น รู้สึกอิ่มทั้งภาพ (ที่บางช่วงดูเบลอๆ) ดนตรีประกอบ การเล่าเรื่อง และการแสดง และนอกจากภาพแล้ว ดนตรีประกอบที่ชอบมากยังคงทำหน้าที่ได้เยี่ยม 

แม้จะดูหลายครั้ง ดูบ่อย The Godfather ก็ยังคงเป็นหนังที่รักที่ชอบ เป็นหนังที่กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรได้คลาสสิกตลอดกาล มาดูกันเยอะๆ นะครับ คงไม่มีบ่อยนักที่จะได้มีโอกาสดูหนังคลาสสิกแบบนี้บนจอใหญ่ ในระบบภาพเสียงที่ทันสมัยแฟนเก่าๆ คงจะไม่พลาดการกลับมาดูบนจอใหญ่กันอีกครั้งส่วนคนรุ่นใหม่ๆ แนะนำครับ แม้เราอาจจะผ่านงานหนังแนวเจ้าพ่อที่หวือหวา รุนแรง เลือดท่วมจอในยุคหลังๆ มาแล้ว มาดู The Godfather น่าจะถูกใจ เช็คโรง เช็ครอบแล้วก้าวเข้าไปดูในโรงหนังกันนะครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ (One for the Road)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/634926

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ  (One for the Road)

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road) คือ ผลงานการกำกับหนังยาวชิ้นที่สามของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ต่อจากเคาท์ดาวน์ และ ฉลาดเกมส์โกง ที่มีกระแสฮือฮาจากการได้ หว่องกาไวมาเป็นโปรดิวเซอร์ มีดารารุ่นใหม่ๆ หลายคนมาร่วมแสดง และตัวหนังเปิดตัวได้อย่างสวยงาม ที่ เทศกาลหนังซันแดนซ์

“บอส” หนุ่มเจ้าสำราญ เจ้าของบาร์ในนิวยอร์กตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทยด่วน เมื่อรู้ข่าว “อู๊ด” เพื่อนรัก ป่วยเป็นมะเร็งใกล้ตาย “อู๊ด” ตัดสินใจใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในการออกเดินทางไปหาแฟนเก่า เพื่อขอโทษและคืนของบางอย่าง โดยให้ “บอส” เป็นคนขับรถให้

“บาส” ทำ วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road)ออกมาดูสมบูรณ์ ลงตัว โปรดักชั่นดีมากกว่าใน เคาท์ดาวน์ และฉลาดเกมส์โกง หนังเดินเรื่องเร็ว ดูง่าย ย่อยง่าย ในรูปแบบของหนังไทยยุคใหม่ที่เนื้อเรื่องอาจจะไม่ถูกตลาดมากนัก หนังออกมาภาพสวย เพลงเพราะดนตรีประกอบเด่น นักแสดงเยี่ยม บทเกือบจะดี แต่มีสะดุดๆ ในช่วงท้ายบ้างเล็กน้อย

วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road) มาในบรรยากาศของหนังโร้ดมูฟวี่ การเดินทางไปเรื่อยๆ จากนิวยอร์กมากรุงเทพฯโคราช สมุทรสาคร เชียงใหม่ พัทยา เพียงแต่หนังไม่ได้เน้นโชว์โลเกชั่นที่สวยงาม ภาพแปลกตา แต่เน้นไปที่ตัวละครมากกว่า

ตัวหนังมาพร้อมกับอารมณ์เหงาๆ รู้สึกได้ถึงความเป็นหนังส่วนตัวของผู้กำกับ น่าจะนำเอาปมประสบการณ์สิ่งที่ผ่านมาในชีวิตมาถ่ายทอดมานำเสนอ

ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ดูลื่นไหลไปกับบท “บอส” หนุ่มเจ้าสำอางบทที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ช่วงแรกๆ เล่นสบายๆ เข้ากับบุคลิก แต่พอช่วงไคลแมกซ์ทำได้ดีทั้งสีหน้าท่าทาง

ไอซ์ซี-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ เล่นดีมากๆ กับบท “อู๊ด” ผู้มีทั้งอารมณ์ขัน ความน่ารัก ความน่าเบื่ออยู่ในตัวเอง จนคนดูอดที่จะรักและผูกพันกับตัวละครตัวนี้ไม่ได้ แม้แต่ในช่วงเฉลย ช่วงพีคของหนังอาจจะพลิกความรู้สึกคนดูไปบ้าง แต่จากการแสดงออกมาน่าจะทำให้คนดูอดสงสาร เข้าใจในตัวอู๊ด และที่ชอบคือช่วงอดีตกับปัจจุบันที่ป่วยภาพของอู๊ดมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก

พลอย หอวัง ดูเป็นตัวเองในบท อลิซ สาวนักเต้นที่ฉีกลุค ผมสีลุคสมัยใหม่ในช่วงแรก ก่อนจะปรับเป็นครูสาวธรรมดาๆ พื้นๆ บ้านๆ 

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุข ยิ่งฉีกภาพเดิมๆ ที่เคยเป็นในบท หนูนา ดาราสาวที่มีซีนอารมณ์เรียกน้ำตา

นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ลุคได้มาดให้กับบท รุ้ง ช่างภาพสาวมาดเซอร์ติสท์ๆ ที่มาใช้ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ ธรรมดาๆ มีสามีมีลูกสาวอยู่กับธรรมชาติ 

วี-วิโอเลต วอเทียร์ มาพร้อมกับความสวยใสดูเป็นธรรมชาติสวยแบบคนรุ่นใหม่ในบท พริม ที่ออกมาแล้วเชื่อว่าเป็น บาร์เทนดี้ จริงๆเป็นตัวละครหญิงที่ดูครบรสมากกว่าคนอื่น ทั้งดราม่า เรียกน้ำตา รักโรแมนติก แม้แต่เลิฟซีนเปลืองเนื้อเปลืองตัว

รักวีชอบวีอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความชอบ ยิ่งเห็นฝีมือการแสดงของเธอมากยิ่งขึ้น

วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road) อาจจะไม่ใช่หนังที่จะโดนใจทุกคน แต่น่าจะโดนใจคนที่มีปมในเรื่องของความรักและการจากลาหรือใครที่ชอบหนังเหงาๆ ในสไตล์ “หว่องกาไว” เพราะเป็นคนมีปมเรื่องแฟนเก่าการจากลา การขอโทษ เรื่องนี้เลยโดนใจแบบสุดๆ ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนน