โอ๊ยเล่าเรื่อง : แดง พระโขนง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/645039

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แดง พระโขนง

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

..มะลิ ถ้าแดง ไม่ใช่คน เราจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่หรือไม่..“แดง พระโขนง” คือหนังไทยเรื่องล่าสุดที่นำเอาตำนานผีแม่นาคมานำเสนอในรูปแบบที่ฉีกไปจากเดิม จาก “นางนาก” ที่ดูจริงจังซีเรียส หรือ “พี่มาก” ที่เน้นขายทิดมาก มาครั้งนี้ นำ “แดง” ลูกแม่นาคที่ทุกครั้งจะเห็นเป็นผีทารก ครั้งนี้มาพร้อมกับวัยที่โตขึ้น ผลงานของ “บั้งไฟฟิล์ม” ร่วมกับ “เอ็ม พิคเจอร์” งานกำกับหนังของ “แจ็ค แฟนฉัน” เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ กับ “เอ็กซ์” วัชรพงษ์ ปัทมะ โดยมี หม่ำ จ๊กม๊ก เป็นโปรดิวเซอร์ เท่าที่ผ่านมาหม่ำ จ๊กม๊ก มักจะนำเอาหนังไทยที่ตัวเองชื่นชอบมาดัดแปลง ทำให้ใหม่ในสไตล์ของตัวเอง อาทิ มนต์รักลูกทุ่ง เด็ดหนวดพ่อตา บ้านทรายทอง ฯลฯ  ซึ่งก็ทำได้ดี (ก่อนที่จะมาเละๆ เทะๆ ไม่ค่อยสนุกนักในยุคหลัง)

“แดง พระโขนง” ไม่ใช่การนำเอาตำนานผีแม่นาคมาตีความใหม่ไม่ใช่การรีเมกทำใหม่ แต่เป็นภาคต่อ เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเรื่องแม่นาค 10 ปี  ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ในเรื่องดีงามในการนำบรรยากาศความน่ากลัวของ “นางนาก” ฉบับ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร มาใช้ เก็บรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนทั้งฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ช่วงยุคสมัย คำพูดคำจา งานด้านภาพเสียง บรรยากาศ แม้กระทั่งดนตรีประกอบก็ยังใช้ของเดิมที่ ชาติชายพงศ์ประภาพันธ์ เคยทำไว้เป็นหลักภายใต้อารมณ์ของความเป็นเด็ก ธีมเรื่องชัดเจนในเรื่องมิตรภาพของแดงกับผองเพื่อน ชอบในการดึงเอาตัวผีเด็กแดง ลูกแม่นาค มานำเสนอในมุมมองที่น่ารักงานโปรดักชั่น บรรยากาศ โทน อารมณ์หนัง ในแนวทางเดิมที่ “นางนาก” ทำไว้

มากิ-มาชิดา สุทธิกุลพานิช ในบท มะลิ ดูน่ารักสดใสเป็นธรรมชาติ จับคู่กับ น้องเมลิค ได้อย่างลงตัวและน่ารัก ดูไปยิ้มไปได้ตลอดเวลา ดูลงตัวมากๆ

แก๊งเด็กเพื่อนแดง ที่มี โบ๊ต-ภูวรักษ์ คำสิงห์ ในบท ศรีที่จับผิดแดง  ไบค์วีค-สุรชัย บ่อสุวรรณ บท เฮง เด็กอ้วนและเอ็มเจ ซูเปอร์เท็น ในบท สำลี เด็กแร็พผิวดำ มาพร้อมกับคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน เล่นกันแบบน่ารัก ทางใครทางมัน ไม่ขโมยซีนหรือแย่งความเด่นของกันและกัน แต่ช่วยส่งเพิ่มความสนุกให้กับตัวหนัง ภาพของเด็กๆ ทั้ง 5 คน คือ ภาพจำที่ชัดเจนของแดง พระโขนง ที่ดูแล้วชวนให้นึกถึงแก๊งเด็กๆ ใน “แฟนฉัน”

“แจ็ค แฟนฉัน” เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ กับ “เอ็กซ์” วัชรพงษ์ ปัทมะ ทำ “แดง พระโขนง” ออกมาเป็นหนังเรื่อยๆดูสบายๆ ผสมผสานความเป็นหนังผีน่ากลัว หลอน ให้ออกมาในรูปแบบของหนังเด็กๆ ที่มีความสดใส แต่ยังคงรักษาบรรยากาศความน่ากลัวของผีแม่นาคต้นทางเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน มุขต่างๆที่ใส่มาในหนังเรียบง่ายๆ กำลังพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปจะมีบ้างกับมุขฝืดๆ เว่อร์ๆ ในสไตล์ของหนังค่ายบั้งไฟฟิล์ม หรือบทบางช่วงที่อาจจะดูหลวมๆ ง่ายๆ หรือไม่ลงตัวอยู่บ้างก็ตาม “แดงพระโขนง” คือ หนังไทยที่ดีลงตัว ดูสนุกสนาน ดูสบายๆ มีครบทุกรสเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ดูแล้วมีน้ำตาซึมออกมา ความลงตัวของ“แดง พระโขนง” อยากให้สัก 9/10 กะโหลก แต่เพราะบทตลกกับตัวละครที่เว่อร์เกินๆ แดง พระโขนง เลยได้ 7/10 หัวกะโหลกล่ะกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/642293

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค3

วันเสาร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“พี่นาค” คือหนังผีไทยของ “ค่ายไฟว์สตาร์”ที่ทำออกมาในปี 2562ที่เปิดตำนานความสยองความน่ากลัวอันเกิดจากผีนาคที่ตายก่อนบวชให้กลับมาอีกครั้ง จนมีการสร้างภาคต่อในพี่นาค 2 (2563) มาจนถึงวันนี้ พี่นาค 3 ก็ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกัน “พี่นาค-ห้ามบวช” พี่นาค 2 “บวชแล้วห้ามสึก”มาจนถึง พี่นาค 3 “มึงลักของกู กูเอามึงตาย”

“พี่นาค 3” เดินเรื่องต่อจากใน 2 ภาคแรก ตัวละครหลักๆมากันครบ การเดินเรื่อง การเล่าเรื่อง มุขต่างๆ มาครบ เน้นความเป็นผีน่ากลัว ผีดุร้าย ผีอาฆาต ไม่ใช่ผีที่ตลกเฮฮา หรือผีที่ออกมาในแบบเกาหลี/ญี่ปุ่น ที่มักจะลดทอนความน่ากลัวของความเป็นหนังผีไทยลงไปมาก

โดยตัดสลับกับมุขตลกเฮฮา มุขวิ่งหนีผี ผีหลอกจากบรรดาตัวละครหลักๆ ทั้งหลาย ซึ่งในหนังพี่นาค ชัดเจนในการเน้นมุขกะเทย มุขต่อปากต่อคำ หรือมุขวิ่งหนีผี

ในส่วนผีกับในส่วนของคนของพี่นาค ผสมกันได้แบบลงตัวมาถูกจังหวะ ทำให้เป็นเสน่ห์ของพี่นาคที่สร้างความสนุกไปพร้อมๆกับความน่ากลัว

“ผีพี่นาค” กลายเป็นคาแร็กเตอร์ที่ติดตา เป็นที่จดจำ และเป็นเอกลักษณ์ของหนังชุดพี่นาคในรูปแบบที่ชวนขนลุก ดูน่ากลัวที่แม้จะเป็นผีพี่นาคไปในแต่ละภาค แต่ความรู้สึกนี้ก็ไม่จางไป“พี่นาค 3 มึงลักของกู กูเอามึงตาย” คือ การสร้างข้อแม้ที่ชวนให้คนดู สนุก และอยากตามเข้ามาดู หาคำตอบให้กับหนัง ในหนังพูดถึงเรื่องพญานาคแบบชัดเจนและเน้นๆ นำมาเป็นจุดขายในพี่นาค 3 ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ผู้กำกับ ยังคงลายเซ็นของหนังพี่นาค เอาไว้ได้ครบถ้วน เพียงทางของหนังออกมาในทางเดิมๆ พอเดาทางได้ว่าจะไปต่ออย่างไร เหลือเพียงแค่รอดูบทเฉลยของหนัง และมีความรู้สึกหนังแผ่วไปสักนิด เมื่อเทียบกับ พี่นาค 1-2 บรรยากาศโดยรวมของ พี่นาค 3 ยังคงออกมาได้ดี ทั้งในส่วนของความน่ากลัวหรือบทตลกสนุกสนาน เพียงแต่มีความรู้สึกขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่ตัวหนังยังคงรักษาภาพความเป็นหนังผีของค่ายไฟว์สตาร์เอาไว้ได้อย่างชัดเจน ภาพที่สวย ความน่ากลัวจากความมืดมิด ดนตรีที่กระตุ้นปลุกเร้าความน่ากลัว ความหลอนและงาน CG ที่เด่นมากๆ ในภาคนี้

แชมป์-ชนาธิป โพธิ์ทองคำ รับบท นาคคำ ผีพี่นาคที่ยังคงเล่นแรง เล่นจริงจัง หนักแน่น ในลุคแบบเดียวกับที่ผีนาคนนท์ ที่รับบทโดย ชิน ชินวุฒ กับ ผีนาคสน ที่ ธามไท-แพลงศิลป์ สองผีพี่นาครุ่นพี่เคยทำไว้ใน พี่นาค 1-2 ที่อาจจะดูดุดัน โหด มากกว่า

ในพี่นาค 3 บทเด่นตกเป็นของ ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิสัปเหร่ออ๊อด ต้า-อธิวัฒน์ แสงเทียน รับบท สามเณรน็อต ที่มีบทคู่กับ อ๊อด มาในภาคก่อนๆ ก็ยังคงมีบทคู่กันอีกในภาคนี้

เอม-วิทวัส รัตนบุญบารมี, เจมส์-ภูริพรรธน์ เวชวงศาเตชาวัชร์, มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร ในบท บอลลูน, เฟิร์ส, โทมินจุนยังคงเล่นกันได้แบบเข้าขามากันเป็นทีม ทำได้ดีในส่วนของความเฮฮาโดยมีการเพิ่ม แปมแปม-ซิม คิวเท แฟนคลับของ โทมินจุนกับ น้องแทมโป้-ด.ช.กัณฐพัทธ์ กิติชัยวรางค์กูร ในบทสามเณรน้ำเหนือ เข้ามาร่วมสร้างเสียงหัวเราะพี่นาค 3 ยังคงเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดูได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แม้จะลดน้อยลงจาก พี่นาค 1-2ก็ตาม 6/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : C’mon C’mon ลุงครับ ‘รัก’ คืออะไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/640812

โอ๊ยเล่าเรื่อง : C’mon C’mon ลุงครับ ‘รัก’ คืออะไร?

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ครั้งแรกที่ได้เห็นใบปิด คิดไปก่อนเลยว่า น่าจะเป็นหนังดราม่าหนักๆ ที่ดูแล้วกระชากอารมณ์ ชวนให้เสียน้ำตา ชวนให้นึกถึงหนังแนวพ่อลูกดังๆ ในอดีต แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว กลับไม่เป็นอย่างที่คิด C’mon C’mon ลุงครับ “รัก” คืออะไร? หนังยาวเรื่องที่ 3 ของ ไมค์ มิลล์ส ผู้กำกับ Beginners และ 20th CenturyWomen ซึ่งเล่าเรื่องที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อและแม่ของเขา ส่วน C’mon C’mon มาจากการที่เขาได้กลายเป็นพ่อคน ในปี 2013 พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยซานฟรานซิสโก ชวนไมค์ มิลส์ มาทำงานศิลปะที่ซิลิคอนวัลลีย์ ทำการสัมภาษณ์เด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ทำงานในบริษัทไอที และถามว่าพวกเขาจินตนาการอนาคตไว้อย่างไรบ้าง งานชิ้นนี้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจใน C’mon C’mon ด้วย

เป็นหนังฟีลกู๊ด หนังครอบครัว หนังสูตรสำเร็จที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ดูแล้วมีความสุข ไร้มลพิษ ดูไปยิ้มไปกับตัวละครที่มีปม ความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง การไม่พูดคุยกัน ความคิดต่างหรือแม้แต่เรื่องวัยในครอบครัว ในสังคมยุคใหม่ มีครบทั้งพี่น้อง ลุงหลาน แม่ลูก ผัวเมีย ตัวหนังค่อยๆ ให้คนดูรู้จักตัวละครไปทีละนิดๆ ค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ความผูกพันทั้งตัวละครบนจอและตัวละครกับคนดูค่อยๆ ซึม ไม่เน้นขยี้ ไม่หนักดราม่าจนเหมือนเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้

หนังถูกนำเสนอออกมาเป็นหนังขาว-ดำตลอดเรื่อง ภาพที่ออกมามีการให้แสงเงา วางมุม วางองค์ประกอบภาพที่เหมือนเราเข้าไปดูนิทรรศการภาพถ่ายงานศิลปะที่สวยงาม บางภาพบางมุมเหมือนภาพในโปสต์การ์ด แสงเงาของภาพที่มีทั้งเน้นๆ ความมืดๆก่อนที่จะค่อยๆ สว่างๆ ขึ้น ตัดสลับกับความสลัวๆ ปรับไปตามอารมณ์หนังในแต่ละช่วง นอกจากภาพแล้ว หนังยังใช้เสียงมาช่วยเพิ่มความน่าสนใจ ช่วยเพิ่มความรู้สึกดีๆ มากขึ้น ผ่านการบันทึกเสียง ผ่านไมค์ที่ใช้ทำงานของ จอห์นนี่ ให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาดูหนังยุโรป 

วาคีน ฟีนิกซ์ สุดยอดมากๆ กับบท จอห์นนี่ ที่ให้ความรู้สึกเป็นลุงที่อบอุ่น ลุงใจดี ดูเป็นกันเอง พร้อมกับการเป็นหนุ่มทำงาน มีการปรับลุค เพิ่มน้ำหนัก ไว้หนวดไว้เครา ใส่แว่นผมเผ้ารุงรังยิ่งเพิ่มออร่าให้กับ ลุงจอห์นนี่ มากขึ้น

วู้ดดี้ นอร์แมน ใสๆ น่ารักๆ กับบท เจสซี่ หลานชายตัวแสบที่เล่นกำลังดี ไม่เยอะหรือน้อยจนเกินไป ทั้งในซีนอารมณ์หรือช่วงเรียกรอยยิ้ม การแสดงของ วาคีน กับ เด็กน้อยวู้ดดี้รับส่งกันกำลังพอดีและมีพลังจนดูเหมือนไม่ใช่การแสดง ดูเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเป็นลุงหลานกันจริงๆ ดูแล้ว อดไม่ได้ที่จะหลงรักลุงหลานคู่นี้ แกบี ฮอฟฟ์แมน เข้ามาช่วยเสริมในบทของ วิฟ ได้ดีมาเรื่อยๆ มาแบบนิดๆ แต่ก็มีความสำคัญกับตัวหนัง เล่นแบบนิ่งๆ ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งความรัก ความขัดแย้งทั้งพี่และน้อง เป็นหนังเล็กๆ สบายๆ ที่ดูแล้วมีความสุข ไม่เสียน้ำตาน้ำตาไม่ซึมแต่อิ่มเอมในอารมณ์ ดูแล้วอยากจะกลับไปหากลับไปให้เวลากับหลานๆ ที่บ้าน ดูไปยิ้มไปในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แบทแมน (The Batman)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ แบทแมน (The Batman)

https://www.naewna.com/entertain/639385

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เดอะ แบทแมน (The Batman) คือการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ อยากดูๆ แม้จะดูจากใบปิดแล้วจะไม่โดน บรรดาตัวร้ายมากนัก แต่เอาน่า ไม่ว่าหนังจะสนุก แย่ๆ แต่ถ้าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทั้ง DC หรือมาร์เวล จะสนุกไปกับตัวหนังทุกๆ เรื่องในเรื่องนี้รู้แค่อย่างเดียวคือมนุษย์ค้างคาว เปลี่ยนมาเป็นโรเบิร์ต แพททินสัน

แม็ตต์ รีฟ ทำ เดอะ แบทแมน (The Batman)ในแบบหนังฟิล์มนัวส์ หนังอาชญกรรมสืบสวนสอบสวน ตามหาตัวฆาตกรต่อเนื่อง ใส่ดราม่าผสมๆ กับฉากแอ๊กชั่น แทบจะไม่เหลือเค้าของความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เราคุ้นๆ กันเลย ตัวหนังเต็มไปด้วยคนโรคจิต ทุกตัวละครมีปม มีเบื้องหลังเบื้องลึกซ่อนอยู่ มีทั้งตัวละครที่ดำสนิทหรือเทาๆ อยู่ที่ว่าใครจะแสดงตัวตนได้ชัดเจนเพียงใด

ตัวหนังพูดชัดเจนในการนำเสนอความโสมม ความตกต่ำ โลกอาชญากรรม การเมือง การหาเสียง การคอร์รัปชั่นแวดวงตำรวจ การเอาตัวรอด การเหยียดสีผิว คนรวยกับคนจนเด็กกำพร้า พวกหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ แต่ที่ขัดใจและไม่ค่อยชอบคือ แอ๊กชั่นในเรื่อง มีน้อย ไม่ปัง ไม่สนุก และน่าเบื่อซีจีเอฟเฟกท์พิเศษ ไม่มีอะไรให้ดูเลยรวมทั้งความเป็นอัศวินแห่งรัตติกาล ดูต๊อกต๋อยมาก เหมือนนักสืบที่แต่งชุดคอสเพลย์ออกไปทำงาน ออกไปลุยก็ดูไร้กึ๋นสิ้นดี

โรเบิร์ต แพตทินสัน ดูเป็น บรู๊ซ เวย์น ที่ไม่ค่อยเข้าตานักเหมือนไฮโซขี้ยา ไม่ได้ฉายแววความเก่งไม่ว่าจะบุ๋นหรือบู๊ แต่ยังดีที่พอใส่ชุดมนุษย์ค้างคาว กลับมีเสน่ห์บางอย่าง ออร่ามาภายใต้หน้ากาก โซอี้ คราวิทซ์ ดูโอเคกับบท เซลินา ไคล์นางแมวแคทวูเมน แต่ว่าหน้ากากของเธอดูยังไงๆ ก็ไม่ผ่าน ง่ายๆเรียบๆ แต่ดูโลว์มากๆ พอล ดาโน่ ดูจิตมากๆ ในบทมนุษย์เจ้าปัญหา เดอะริดเลอร์ แต่ที่ดูเสียของคือ โคลิน ฟาร์เรลล์ที่ถูกแปลงโฉมเป็นเพนกวินได้แบบไม่น่าสนใจ ทั้งภาพลักษณ์ บทที่ไม่เด่น ไม่ต้องใช้ดาราระดับนี้ก็ได้

แม้ตัวหนังจะออกมามืดๆ มัวๆ ฉากแอ๊กชั่นไม่เน้นมาก แต่หนังก็ยังแทรกอารมณ์ขันเบาๆ เล็กๆ พอให้หัวเราะ จำๆผ่อนคลายได้บ้าง หรือฉากรักของ เดอะแบท กับ เดอะแคท ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลก็ดูโรแมนติกในแนวทางโทนของหนัง ชอบมากๆ กับฉากจูบกันบนยอดตึก หรือฉากที่ทั้งคู่ขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คู่กันไปจนถึงทางแยก

แม้ เดอะ แบทแมน (The Batman) จะไม่ตอบโจทย์ในความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ก็ยังชอบในโปรดักชั่น ทั้งด้านภาพเสียง บรรยากาศโดยรวมของหนัง และที่โดนใจสุดๆ คือ ดนตรีประกอบฝีมือ ไมเคิล จิแอคชิโน ที่ดึงเข้ากับตัวหนังชอบจนนั่งฟังยาวๆ เต็มๆ วนช่วงเอนเครดิตได้แบบเพลิดเพลิน และ “Something in the Way” ของ Nirvana เป็นเพลงธีมของ เดอะ แบทแมน (The Batman) ก็โดนใจแบบสุดๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ก็อตฟาเธอร์ (The Godfather 50 years)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/637946

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ก็อตฟาเธอร์  (The Godfather 50 years)

วันเสาร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

The Godfather คือ หนังต้นแบบของหนังมาเฟียหลายๆ เรื่องของฮ่องกง ที่นำมาใส่ความรุนแรง ความเข้มข้นหลายๆ เรื่อง ดูแล้วอดนึกถึงไม่ได้ หรือแม้แต่ในหนังไทยหนังดังๆ อย่าง “ลุย” ก็ยังมีฉากเมียขับรถแล้วรถระเบิดตายแทนสามี และที่ขาดไม่ได้คือดู The Godfather ทีไรอดนึกถึง เพชฌฆาตดาวตก นิยายดังของ โกวเล้ง ที่ได้อิทธิพลจากเรื่องนี้มาแบบเต็มๆ และสิ่งที่ชอบมากที่สุดคือดนตรีประกอบในหนังที่ฟังได้แบบไม่เบื่อ

The Godfather ดีงามในทุกๆ องค์ประกอบ ภาพ ฉากดนตรีประกอบ บท การเล่าเรื่อง นักแสดงแม้ 50 ผ่านไปก็ยังคงดีงามไม่เปลี่ยนแปลง ตัวละครหลักๆ น่าจดจำมีคาแร็กเตอร์ชัดเจนในตัวเอง

จากฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของ มาร์ลอน แบลนโดหนึ่งในภาพที่ทุกๆ คนยังจำได้ดี คงไม่มีใครที่จะมาลบภาพนี้ได้อัล ปาชิโน ที่แจ้งเกิดจากงานชิ้นนี้ เจมส์ คานส์, โรเบิร์ต ดูวัล,ไดแอน คีตัน, ทาเลีย ไชร์ หรือแม้แต่บรรดานักแสดงคนอื่นดูแล้วเข้ากับบท ดูแล้วเชื่อว่าอยู่ในแวดวงเจ้าพ่อ จำหน้าได้แต่จำไม่เคยได้เลยว่าเป็นใคร ชื่ออะไร รู้แต่ว่าชอบทุกคนทุกตัวละคร รวมไปถึงจำภาพหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนในเรื่อง อาทิ ฉากงานแต่งงานตอนต้นเรื่อง ที่มีความยาวกว่า 40 นาที ที่ปูแจกแจงคาแร็กเตอร์ของตัวละครหลักๆ ได้แบบชัดเจน ครบถ้วนไม่น่าเบื่อ ฉากเจ้าพ่อวงการหนังตื่นขึ้นมาพบหัวม้าตัวโปรดบนเตียง“ก็อตฟาเธอร์” ถูกลอบยิงในร้านผลไม้  “ไมเคิล” ตามแก้แค้นให้พ่อ “ซันนี่” ถูกมือปืนรุมซัลโว ฉากระเบิดรถลอบฆ่า “ไมเคิล”วาระสุดท้ายของ “ดอน วีโต้” ในขณะที่อยู่กับหลานชายตัวน้อย หรือฉากไฮไลท์ การตามเช็คบิล 5 ตระกูลมาเฟีย ตัดสลับไปกับการเข้าพิธีในโบสถ์ของ “ไมเคิล”

The Godfather ฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยการทำเป็น4K เพิ่มคมชัดของภาพ เสียง ช่วยเพิ่มอรรถรสในการกลับมาดูใหม่อีกครั้งในโรง สิ่งที่ต่างไปจากครั้งก่อนๆ คือ เวอร์ชั่นนี้ไม่มีการพักครึ่งเวลา สิ่งที่รู้สึกได้ในฉบับนี้คือเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าหนังไม่ยาว 175 นาที ผ่านไปรวดเร็วและไม่น่าเบื่อ ยังคงสนุกไปกับตัวหนัง เข้าใจตัวละครมากขึ้น รู้สึกอิ่มทั้งภาพ (ที่บางช่วงดูเบลอๆ) ดนตรีประกอบ การเล่าเรื่อง และการแสดง และนอกจากภาพแล้ว ดนตรีประกอบที่ชอบมากยังคงทำหน้าที่ได้เยี่ยม 

แม้จะดูหลายครั้ง ดูบ่อย The Godfather ก็ยังคงเป็นหนังที่รักที่ชอบ เป็นหนังที่กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรได้คลาสสิกตลอดกาล มาดูกันเยอะๆ นะครับ คงไม่มีบ่อยนักที่จะได้มีโอกาสดูหนังคลาสสิกแบบนี้บนจอใหญ่ ในระบบภาพเสียงที่ทันสมัยแฟนเก่าๆ คงจะไม่พลาดการกลับมาดูบนจอใหญ่กันอีกครั้งส่วนคนรุ่นใหม่ๆ แนะนำครับ แม้เราอาจจะผ่านงานหนังแนวเจ้าพ่อที่หวือหวา รุนแรง เลือดท่วมจอในยุคหลังๆ มาแล้ว มาดู The Godfather น่าจะถูกใจ เช็คโรง เช็ครอบแล้วก้าวเข้าไปดูในโรงหนังกันนะครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ (One for the Road)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/634926

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ  (One for the Road)

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road) คือ ผลงานการกำกับหนังยาวชิ้นที่สามของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ต่อจากเคาท์ดาวน์ และ ฉลาดเกมส์โกง ที่มีกระแสฮือฮาจากการได้ หว่องกาไวมาเป็นโปรดิวเซอร์ มีดารารุ่นใหม่ๆ หลายคนมาร่วมแสดง และตัวหนังเปิดตัวได้อย่างสวยงาม ที่ เทศกาลหนังซันแดนซ์

“บอส” หนุ่มเจ้าสำราญ เจ้าของบาร์ในนิวยอร์กตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทยด่วน เมื่อรู้ข่าว “อู๊ด” เพื่อนรัก ป่วยเป็นมะเร็งใกล้ตาย “อู๊ด” ตัดสินใจใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในการออกเดินทางไปหาแฟนเก่า เพื่อขอโทษและคืนของบางอย่าง โดยให้ “บอส” เป็นคนขับรถให้

“บาส” ทำ วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road)ออกมาดูสมบูรณ์ ลงตัว โปรดักชั่นดีมากกว่าใน เคาท์ดาวน์ และฉลาดเกมส์โกง หนังเดินเรื่องเร็ว ดูง่าย ย่อยง่าย ในรูปแบบของหนังไทยยุคใหม่ที่เนื้อเรื่องอาจจะไม่ถูกตลาดมากนัก หนังออกมาภาพสวย เพลงเพราะดนตรีประกอบเด่น นักแสดงเยี่ยม บทเกือบจะดี แต่มีสะดุดๆ ในช่วงท้ายบ้างเล็กน้อย

วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road) มาในบรรยากาศของหนังโร้ดมูฟวี่ การเดินทางไปเรื่อยๆ จากนิวยอร์กมากรุงเทพฯโคราช สมุทรสาคร เชียงใหม่ พัทยา เพียงแต่หนังไม่ได้เน้นโชว์โลเกชั่นที่สวยงาม ภาพแปลกตา แต่เน้นไปที่ตัวละครมากกว่า

ตัวหนังมาพร้อมกับอารมณ์เหงาๆ รู้สึกได้ถึงความเป็นหนังส่วนตัวของผู้กำกับ น่าจะนำเอาปมประสบการณ์สิ่งที่ผ่านมาในชีวิตมาถ่ายทอดมานำเสนอ

ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ดูลื่นไหลไปกับบท “บอส” หนุ่มเจ้าสำอางบทที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ช่วงแรกๆ เล่นสบายๆ เข้ากับบุคลิก แต่พอช่วงไคลแมกซ์ทำได้ดีทั้งสีหน้าท่าทาง

ไอซ์ซี-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ เล่นดีมากๆ กับบท “อู๊ด” ผู้มีทั้งอารมณ์ขัน ความน่ารัก ความน่าเบื่ออยู่ในตัวเอง จนคนดูอดที่จะรักและผูกพันกับตัวละครตัวนี้ไม่ได้ แม้แต่ในช่วงเฉลย ช่วงพีคของหนังอาจจะพลิกความรู้สึกคนดูไปบ้าง แต่จากการแสดงออกมาน่าจะทำให้คนดูอดสงสาร เข้าใจในตัวอู๊ด และที่ชอบคือช่วงอดีตกับปัจจุบันที่ป่วยภาพของอู๊ดมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก

พลอย หอวัง ดูเป็นตัวเองในบท อลิซ สาวนักเต้นที่ฉีกลุค ผมสีลุคสมัยใหม่ในช่วงแรก ก่อนจะปรับเป็นครูสาวธรรมดาๆ พื้นๆ บ้านๆ 

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุข ยิ่งฉีกภาพเดิมๆ ที่เคยเป็นในบท หนูนา ดาราสาวที่มีซีนอารมณ์เรียกน้ำตา

นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ลุคได้มาดให้กับบท รุ้ง ช่างภาพสาวมาดเซอร์ติสท์ๆ ที่มาใช้ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ ธรรมดาๆ มีสามีมีลูกสาวอยู่กับธรรมชาติ 

วี-วิโอเลต วอเทียร์ มาพร้อมกับความสวยใสดูเป็นธรรมชาติสวยแบบคนรุ่นใหม่ในบท พริม ที่ออกมาแล้วเชื่อว่าเป็น บาร์เทนดี้ จริงๆเป็นตัวละครหญิงที่ดูครบรสมากกว่าคนอื่น ทั้งดราม่า เรียกน้ำตา รักโรแมนติก แม้แต่เลิฟซีนเปลืองเนื้อเปลืองตัว

รักวีชอบวีอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความชอบ ยิ่งเห็นฝีมือการแสดงของเธอมากยิ่งขึ้น

วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ (One for the Road) อาจจะไม่ใช่หนังที่จะโดนใจทุกคน แต่น่าจะโดนใจคนที่มีปมในเรื่องของความรักและการจากลาหรือใครที่ชอบหนังเหงาๆ ในสไตล์ “หว่องกาไว” เพราะเป็นคนมีปมเรื่องแฟนเก่าการจากลา การขอโทษ เรื่องนี้เลยโดนใจแบบสุดๆ ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก (Moonfall)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/633294

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก (Moonfall)

วันเสาร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก (Moonfall) คือหนังไซไฟผจญภัยที่มีหน้าหนังชัดเจน ไม่อ้อมค้อมว่าเข้าไปดูแล้วจะเจออะไรภาพของArmageddon 2012 ID4 หรือ DeepImpact ลอยขึ้นมาในทันทีหนังแนวภัยพิบัติถล่มโลก น่าจะไม่ใช่พลอตใหม่ในยุคนี้ ทั้งหนังฟอร์มเล็กหนังใหญ่ หรืออินดี้มีออกมาให้ดูกันมากมาย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือใน วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก (Moonfall) จะมีอะไรที่ฉีกออกไป หรือมีอะไรที่เซอร์ไพรส์ หลอกคนดูได้ หรือเป็นเพียงแค่ หนังเหล้าเก่าในขวดใหม่ เท่านั้น

โรเบิร์ด เอ็มเมอริช ทำ วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก (Moonfall)ที่ยังคงกลิ่นอายของหนังขึ้นหิ้งแนว โลกหายนะงานเก่าๆ ของเขาอย่าง Independence Day, 2012 และ The Day After Tomorrowทำออกมาในรูปแบบของหนังแนวอวกาศฮีโร่กู้โลกที่คุ้นเคยกันมาดีพลอตเรื่องง่ายเดาเรื่องไม่ยาก โยงเรื่องเข้ากับวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่ายเน้นๆ แอ๊กชั่นแบบจัดเต็ม ปนๆ ด้วย ดราม่าเล็กน้อยด้วยเวลาที่ผ่านมายุคสมัยที่เปลี่ยนไป จันทร์ถล่มโลก (Moonfall) อาจจะเทียบไม่ได้กับงานก่อนหน้านี้ที่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ความสนุกมีมาแบบจัดเต็ม

แพทริค วิลสัน ในบท ไบรอัน ฮาร์เปอร์ ออกมาในลุคโทรมๆอันเกิดจากปมความผิดพลาดในอดีต แต่มีออร่าความเก่งในตัวเองเป็นบทสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้

ฮัลลี่ เบอร์รี่ ดูดี เล่นได้แบบลื่นไหล ในบท โจซินต้า ฟาสเลอร์นักบินอวกาศที่ดูมีออร่า ความเก่ง ความฉลาด เป็นหญิงแกร่งในขณะเดียวกันก็รักลูกสุดหัวใจ 

จอห์น แบรดลี่ย์ ในบท เคซี เฮาส์แมน หนุ่มอ้วนที่หลายคนมองว่าเพี้ยนบ้า เป็นตัวละครที่น่ารัก เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เป็นตัวขโมยซีนแทบจะทุกฉากที่ออกมา

สามนักแสดงหลัก ออร่าเด่นๆ พลังเหลือล้น เล่นกันได้แบบเข้าขาจนทำให้หนังเดินไปข้างหน้าได้อย่างสนุกสนานไม่น่าเบื่อ ตัวหนังใช้เวลาในช่วงชั่วโมงแรกในการปูตัวละครเชื่อมความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ ซึ่งจะส่งผลในส่วนของดราม่าในช่วงท้ายๆ เรื่องก่อนที่จะไปเน้นๆ ในช่วงครึ่งหลังกับงานโชว์เอฟเฟกท์ ความตื่นเต้นล้วนๆ โดยตัดสลับไป-มาระหว่างภารกิจกู้โลกบนดวงจันทร์กับการเอาตัวรอดหนีตายจากภัยพิบัติที่กำลังถล่มบนโลกของครอบครัวตัวเอกเรียกได้ว่าดูกันแบบเต็มอิ่มจุใจทั้งบนพื้นดิน บนโลก และบนท้องฟ้าบนดวงจันทร์ เทคนิคพิเศษ สเปเชี่ยลเอฟเฟกท์ยังคงเป็นจุดขายหลักที่ทำได้ดี ทั้งท้องฟ้าในอวกาศบนดวงจันทร์หรือกับบนโลกมนุษย์ที่กำลังถูกภัยพิบัติจากดวงจันทร์ถล่มโลก (เพียงแต่ในฉากที่น้ำท่วมถล่มเมือง ดูแล้วรู้สึกแข็งๆ ดูเป็นโมเดล เหมือนดูหนังพวกยอดมนุษย์ในสมัยก่อนก็ไม่รู้) ฉากตื่นเต้น ฉากแอ๊กชั่น ก็มีลุ้นดูสนุก ตื่นเต้น แม้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่นัก แต่ชอบฉากไคลแมกซ์ลุยๆ บนดวงจันทร์ในช่วงท้าย

วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก (Moonfall) อาจจะไม่ใหม่อะไรเทคนิคพิเศษแบบนี้อาจจะเห็นกันเกลื่อนในยุคนี้ แต่ถ้าใครที่ชอบหนังแนวๆ Armageddon ปนๆ กับ ID4 ก็น่าจะสนุกเพลิดเพลินเจริญใจไปกับเรื่องนี้ได้สนุกดูเพลินๆ ในระดับ 7 เต็ม 10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รถด่วนขบวนนรก (Railway Heroes)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/631804

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รถด่วนขบวนนรก (Railway Heroes)

วันเสาร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน นักรบ 800 (800) หนังรักชาติเชิดชูวีรชนของจีน น่าจะเป็นหนังในดวงใจ หนังที่หลายๆ คนชื่นชอบ สะเทือนใจ มาปีนี้ทีมสร้างเดิมของ 800 กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับหนังเชิดชูวีรชนเรื่องใหม่ที่มีหน้าหนังชัดเจน ออกมาในทางเดียวกัน รถด่วนขบวนนรก(Railway Heroes) ยังคงหยิบเอาการรบของจีนกับญี่ปุ่นมาเป็นฉากหลังเพียงแต่เปลี่ยนจากการรักษาเมืองมาเป็นการจัดการส่งสิ่งของทางรถไฟเพื่อตัดกำลังแทน

หนังสร้างจากเรื่องจริงที่บันทึกโดยทหารช่างขบวนรถไฟที่ 115 ผลงานการกำกับและเขียนบท ของ หยาง เฟ็ง ผู้กำกับหน้าใหม่ ผ่านนักแสดงจากจีน ที่เราๆ อาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าตัวหนังชัดเจนในการนำเสนอวีรกรรมของกลุ่มใต้ดินกลุ่มนี้ ความโหดเหี้ยมของทหารญี่ปุ่น ความเสียสละของคนจีนเพื่อปกป้องพรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มพยัคฆ์เหินก็คือไทยถีบบ้านเราดีๆ นี่เอง หนังเล่าเรื่องแบบตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อมไม่เน้นที่มาที่ไป ดึงคนดูให้ติดกับคาแร็กเตอร์ ปฏิบัติการ จุดจบชะตากรรมของแต่ละคน ตัวละครดำ-ขาวชัดเจน ไม่มีตัวละครใดที่เทาๆ กลางๆ หรือกลับอกกลับใจ คนจีนรักชาติยิ่งชีพ กับบางพวกบางคนที่หันไปอยู่ข้างญี่ปุ่น หรือพวกไส้ศึก ในขณะที่ญี่ปุ่นดำสนิทร้ายสุดๆ หาคนดีไม่เจอความสนุกของหนังอยู่ที่การตามดูภารกิจของหน่วยใต้ดินกับขบวนรถไฟของญี่ปุ่นที่ทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีไส้ศึกปะปนอยู่การขับเคี่ยวกันของหัวหน้าทั้งสองฝ่ายที่สูสีกันทั้งฝีมือและไหวพริบ

ฟ่านเหว่ย ในบท เล่าหวัง หัวหน้าสถานีขี้เหล้า ที่เบื้องหลังคือ ผู้ชี้เป้าดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เล่นได้โดนใจมากๆ แสดงออกทั้งสีหน้า แววตา ท่าทาง แทบจะเป็นตัวละครเดียวที่พอจะมีมิติ รวมทั้งน่าจะทำให้คนดูสะเทือนใจ

ทั้งใจฉากไคลแมกซ์ปะทะกับนายพลญี่ปุ่น หรือกับเด็กหนุ่มกำพร้าลูกมือช่างในสถานี ที่เขาคอยช่วยเหลือ เพียงเพื่อจะได้ยินคำว่า พ่อหวัง แทนคำว่าหัวหน้าหวัง

จาง ฮั่นหยู เด่นมากๆ กับบท หงเจิ้นไห่ หัวหน้าปฏิบัติการที่มาดบุคลิกดูเป็นผู้นำ ที่มีออร่าความเก่ง ฉลาด ความอดกลั้น ภายใต้บุคลิกที่ชวนให้นึกถึงตัวละครในหนังคาวบอย แม้คาแร็กเตอร์อาจจะแบนขาดมิติไปบ้าง ก็ทำให้บรรยากาศความเป็นหนังแอ๊กชั่นมาแบบจัดเต็ม

เบน โบชิ ร้ายได้ใจ บุคลิกท่าทางทำให้ ฟูจิวาร่า ออกร้ายโหดเหี้ยม ลุ่มลึก ความความสนุกความเข้มข้นให้กับตัวเรื่อง

แม้หนังจะเน้นๆ ไปที่ผู้ชาย แต่ก็ยังใส่บท เสี่ยวจวนนางพยาบาลสาว ที่รับบทโดย โจวเหย่  เข้ามา เพื่อที่ไม่ให้หนังแห้งแล้งจนเกินไป และเข้ามาเพิ่มในส่วนดราม่าให้กับหัวหน้าหง

รถด่วนขบวนนรก (Railway Heroes) มีโปรดักชั่นที่อลังการงานสร้างและดูดีในทุกๆ ส่วน โดยเฉพาะงานด้านภาพที่ดูสวยงาม ภาพที่เน้นมุมกว้าง หุบเขา ขบวนรถไฟ ท่ามกลางหิมะ หรือแม้แต่ในเมืองสถานีรถไฟ ค่ายทหาร ที่ออกมาในโทนมืดๆ แทบจะหาความสว่างไม่เจอ ชวนให้นึกถึงภาพสงครามจากหนังคลาสสิก ฉากแอ๊กชั่นมีมาเป็นระยะๆ ชัดเจนในความเป็นฉากแอ๊กชั่นในหนังสงครามจากจีนในแบบที่กำลังพอดี หนังปิดท้ายได้อย่างงดงามด้วยเพลงประกอบหนังที่ได้ หลิวเต๋อหัว มาร้อง ชอบมากๆ กับภาพปิดท้ายหนัง ภาพรวมภาพหมู่ของทหารช่างกลุ่ม 115 ที่ให้อารมณ์ เหมือนเราเข้าไปดูภาพถ่ายของคนสำคัญ และอดนึกย้อนนึกถึงคนในภาพเหล่านั้นอาจจะไม่ประทับใจไม่สะเทือนใจ หรือเสียน้ำตา เท่าใน 800 แต่ก็ยังเป็นหนังจีนอีกเรื่องหนึ่งที่ดูสนุกดูเพลินจนลืมไปเลยว่าหนังยาว 124 นาที รถด่วนขบวนนี้ได้ใจไปเลย 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อนิต้า…เสียงนี้ที่โลกต้องรัก (Anita)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/628674

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อนิต้า...เสียงนี้ที่โลกต้องรัก (Anita)

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เหมยเยี่ยนฟาง” คือนางเอกหนังอีกคนที่ชื่นชอบในผลงานเธอมากเป็นพิเศษ ทั้งงานแสดงและงานเพลงรู้จักและเริ่มรักเธอมากๆ จากหนัง ล่ารัก 59 ปี (Rouge)(ตอนออกวีดีโอใช้ชื่อ หนีหลุมมาล่าผัว) ที่เธอเล่นร่วมกับ เลสลี่ จาง, ว่านจือเหลียง, จูเป่าอี้ ที่กลายเป็นหนังจีนอันดับหนึ่งในดวงใจ ดูกี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยเบื่อต้องเสียน้ำตาทุกครั้ง หรือทุกวันนี้ยังฟังเพลงนี้เกือบทุกวันโดยส่วนตัวแล้วรู้จัก เหมยเยี่ยนฟาง เฉพาะภาพบนจอไม่เคยตามประวัติของเธอ รู้แค่เธอป่วยเป็นมะเร็งตายช่วงปีใหม่หลังจาก เลสลี่ จาง เพื่อนสนิทเธอจากไปไม่นานนัก

จนมาเมื่อหลายปีก่อนเปิดมาเจอซีรี่ส์ที่นำเสนอเรื่องราวของ เหมยเยี่ยนฟาง ดูเหมือนจะใช้ชื่อไทยว่า เผยชีวิตเหมยเยี่ยนฟาง ทางช่อง ทรูวิชั่นส์ จนอดหลับอดนอนต้องนอนดึกเพราะออกอากาศช่วงตีสอง ชอบมากๆน่าเสียดายที่เลิกเป็นสมาชิกซะก่อน เลยดูไม่จบ

อนิต้า..เสียงนี้ที่โลกต้องรัก (Anita) พาไปดูชีวิตของ เหมยเยี่ยนฟาง ตั้งแต่เป็นเด็กน้อยในโรงงิ้วกับพี่สาว เข้าสู่วงการด้วยชนะการประกวดร้องเพลง เริ่มเข้าสู่วงการ ความรัก สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา เรื่อยมาจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต “Anita” นำเสนอประวัติชีวิตของ เหมยเยี่ยนฟางได้แบบชัดเจนละเอียด มุ่งตรงไปที่เรื่องของเธอโดยตรงมีตัวละครตัวอื่นผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงในชีวิตหนังเล่าเรื่องได้อย่างสนุก ดูได้แบบเพลินๆ ได้รู้จักชีวิตของเธอ ที่เข้มข้นไปแพ้บทบาทที่เธอแสดงบนจอ

หนังตัดสลับ ใส่ภาพต่างๆ ของ เหมยเยี่ยนฟาง ทั้งการแสดง คอนเสิร์ต ภาพข่าวต่างๆ กับภาพที่ถ่ายมาใหม่ได้แบบลงตัวเนียนมากๆ โดยเฉพาะฉากจบกับเพลงที่มาพร้อมกับภาพต่างๆ ของ เหมยเหยี่ยนฟางที่ดูแล้วตื้นตัน ขนลุก จนน้ำตาซึม นึกถึงเธอขึ้นมาในทันที

หลุยส์ หวัง สวมวิญญาณ ถ่ายทอดความเป็น เหมยเยี่ยนฟางได้อย่างยอดเยี่ยม จนอดนึกไปว่ามาดู เหมยเหยี่ยนฟางตัวจริงมาแสดงบนจอ แม้ว่าในตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกไม่ค่อยเหมือน แต่ดูไปแล้ว ใช่เลย!!! เหมือนมากๆ หน้าตาท่าทาง บุคลิก ลักษณะ ใช่เลย

อีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบมากๆ คือ กู่เทียนเล่อ ในบทเอ็ดดี้ เชา ดีไซเนอร์ ผู้ปั้นเธอจนโด่งดัง ทุกฉากที่ปรากฏตัวดูแล้วทรงพลังมากๆ น่าเสียดายที่ในตัวของ เลสลี่ จาง ที่รับบทโดย เทอเรย์ เลา ยังดูไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่นัก เลยไม่ค่อยอินในหนังเลือกใส่งานเพลงของ เหมยเยี่ยนฟาง เข้ามาให้ฟังกันแบบเต็มอิ่มตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ

อนิต้า..เสียงนี้ที่โลกต้องรัก (Anita) คือ หนังรักที่โดนใจและชอบมากๆ จนติดอันดับหนังในดวงใจไปแล้ว 137 นาที แห่งความสุข ที่ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน ไม่มีหัก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Spencer สเปนเซอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/627106

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Spencer สเปนเซอร์

วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Spencer สเปนเซอร์ หนังดราม่าที่นำเสนอช่วงหนึ่งของชีวิต เจ้าหญิงไดอาน่า ที่ทำออกมาช่วงครบรอบ 25 ปี ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเดือนกันยายน ปี 1996 

โดยกวาดเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้นที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 78 ประจำปี 2021

และที่เด่นมากๆ คือ คริสเตน สจ๊วต กับการแสดงอันยอดเยี่ยมจนสู่ตัวเต็งผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีนี้ ช่วงระยะเวลาสั้นๆเพียง 3 วัน ของสตรีผู้หนึ่งที่ชีวิตเคยเริ่มต้นเหมือนเทพนิยายต้องจบลงด้วยความจริงที่แสนเจ็บช้ำ 

หนังถ่ายทอดอีกแง่มุมหนึ่ง เสี้ยวหนึ่งในช่วงท้ายของ เจ้าหญิงไดอาน่า ที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน และไม่แตะต้องการเสียชีวิตเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เคยทำกัน Spencer สเปนเซอร์ พาไปดูเจ้าหญิงไดอาน่า กับสิ่งเร้ารอบๆ ตัวเธอ แรงกดดันต่างๆ นานาสิ่งที่ต้องเผชิญ ทั้งจากตัว เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ กับคนรักใหม่ ควีนพระราชินี กฎระเบียบต่างๆ ในพระราชสำนัก หรือแม้กระทั่งการเข้าหาพระโอรสทั้งสองที่ยังคงต้องยึดตามกฎระเบียบรวมทั้งบรรดาปาปาราสซี่ที่คอยตามเกาะติด

ตัวหนังนำเอาตำนานของ พระนางแอนโบลีน ที่ถูกประหารชีวิต เข้ามาผูกเข้ากับเรื่อง ผูกเข้ากับตัว เจ้าหญิงไดอาน่า ที่มีเส้นทางคล้ายๆ กัน จุดจบที่ไม่ต่างกันนัก

หนังสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางชีวิตของสองเจ้าหญิงต่างยุคต่างสมัย ที่แม้เวลาจะผ่านไปแต่จุดจบลงที่ความตายเหมือนกันขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ของราชวงศ์ยังมีผลมาจนทุกวันนี้

ในหนังชวนให้นึกไปถึงว่า เจ้าหญิงไดอาน่า อาจจะมีปัญหาทางจิต อันเกิดมาจากเรื่องในอดีตที่เธอฝังใจกับเรื่องของพระนางแอนโบลีน ในบางช่วงอาจคิดไม่ได้ว่าความตายของเธออาจจะเกิดจากฝีมือของคนในก็ได้

ตัวละครสำคัญๆ เข้ามาเพิ่มความเข้มข้นให้กับเรื่อง ทั้งพระราชินีผู้เคร่งประเพณี พระสวามีผู้เฉยชา สองเจ้าชายที่ทำให้เห็นถึงความเป็นแม่ หญิงรับใช้ใกล้ชิดที่แอบรักเจ้าหญิง หัวหน้าพ่อบ้านผู้เคร่งครัด เซฟ หรือแม้แต่หุ่นไล่กาที่เฝ้าไร่ในบ้านเก่าที่ติดกับพระราชวัง นกเป็ดน้ำที่ถูกล่า

คริสเตน สจ๊วต สวยเด่นสง่า บุคลิกท่าทางถอดแบบมาเป็นตัวของเจ้าหญิงไดอาน่าที่เราๆ คุ้นตากันดี ออร่าเปล่งประกายทั้งภายนอกและภายใน คริสเตน ถ่ายทอดความเป็น เจ้าหญิงไดอาน่า ในแบบที่กำลังพอดี ไม่ล้นหรือขาด แต่ด้วยออร่าที่ออกมาเลยทำให้เธอเด่นมากๆ เด่นจนกลบนักแสดงคนอื่นๆ 

พาโบล ลาร์เลน ทำ Spencer สเปนเซอร์ เป็นหนังที่ดูละเมียดละไม เสื้อผ้าหน้าผมที่อลังการงานสร้าง บรรยากาศที่ดูนุ่มละมุน ค่อยเป็นค่อยไปภายใต้การแสดงอันสุดยอดของคริสเตน สจ๊วต ภาพสวยๆ รอบๆ พระราชวัง เพลงประกอบที่ไพเราะ ภายใต้เรื่องราวดราม่าที่กินใจและยังทำให้รู้จักในตัวเจ้าหญิงไดอาน่า มากยิ่งขึ้น เป็นหนังดราม่าอิงหนังอัตชีวประวัติของเจ้าหญิงไดอาน่า สเปนเซอร์ ที่ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจดูสนุก ไม่เครียด และยังทำให้รู้จัก เจ้าหญิงไดอาน่า มากขึ้น 8/10 คะแนนครับ