โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมยุทธ์ทะลุภพ (A Writer’s Odyssey)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/624414

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมยุทธ์ทะลุภพ (A Writer’s Odyssey)

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในตอนแรกที่ดูตัวอย่างหนัง รู้สึกเฉยๆ คิดว่าตัวหนังน่าจะมีพล็อตเดิมซ้ำๆ ที่คนหลุดเข้าไปในโลกนิยาย คิดว่าคงไม่มีอะไรใหม่แต่พอได้ดูจริง จอมยุทธ์ทะลุภพ (A Writer’s Odyssey) กลับไม่ใช่อย่างที่คิด กลายเป็นหนังจีนที่ดี ดูสนุก และโดนใจส่งท้ายปี 

จอมยุทธ์ทะลุภพ (A Writer’s Odyssey) ดัดแปลงมาจากตอนสั้นในชื่อเดียวกันของนิยายเบสต์เซลเลอร์ยอดฮิตเรื่อง Assassinate a Novelist ของ “ส่วงเสวี่ยเถา” นักเขียนเจ้าของรางวัล Taipei Literary Award คนแรกของจีน ผลงานการกำกับของ ลู่หยาง เจ้าของผลงานสุดมันเรื่อง Brotherhood of Blades มังกรพยัคฆ์ ล่าสะท้านยุทธภพ ทั้ง 2 ภาคและหนังสงครามยอดฮิตทำเงินสูงสุดอันดับ 2 แห่งปี 2020เรื่อง The Sacrifice

ตัวหนังเล่าเรื่อง ขนานกันไปกับเหตุการณ์ใน 2 ยุคสมัยสองกลุ่มตัวละครหลัก แยกกันแบบชัดเจน ต่างคนต่างมีเส้นเรื่องภายใต้บรรยากาศที่ต่างกันออกไปแบบชัดเจน แต่ตัวหนังมีวิธีการเล่าเรื่อง การเชื่อมต่อแบบมีชั้นเชิง ในการนำสองเส้นเรื่องมาร้อยเข้าด้วยกันได้แบบลื่นไหลไม่มีสะดุดในโลกปัจจุบัน สนุกไปกับบรรยากาศหนังแอ๊กชั่นดราม่า การตามหาการสืบหาความจริง ฆาตกร ปมปริศนา นักฆ่ามิตรภาพของคนที่ถูกล่ากับผู้ล่า ตัดสลับกับโลกในนิยาย ตัวละครในแนวจอมยุทธ์ผสมๆ กับแนวปราบปีศาจ โดยตัวละครทุกตัว ทั้งสองโลกมีจุดนำเสนอที่เหมือนกันคือในเรื่องของความรัก ของครอบครัว การถูกทิ้งความเป็นกำพร้า ทั้ง กวงหนิง ลู่คงเหวิน (ทั้งในโลกความจริงและในนิยาย) ถูหลิง ปีศาจตาเดียว ปีศาจผมแดง หรือแม้แต่เด็กน้อยกำพร้าในนิยาย

เหลยเจียอิน รับบท กวนหนิง ที่มาพร้อมบุคลิกโทรมๆดูมีปัญหาในแบบที่เราคุ้นๆ กันดีจากในหนังเกาหลี ที่ตัวเอกเป็นหนุ่มใหญ่มีปัญหา

ตงจื่อเจี้ยน รับบทเป็นสองตัวละคร ลู่คงเหวิน ทั้งในความจริง/นิยาย ดูดี มีเสน่ห์ ในแบบของพระเอกหนังจีน/เกาหลี ทั้งในส่วนของโลกความจริงและในนิยาย

หยางมี่ ในบท ถูหลิง มาพร้อมความสวย ปราดเปรียว สูงยาวเข่าดี พร้อมบู๊ พร้อมลุย แต่ก็มีความหวานความน่ารักในตัวเอง

ซีจีเทคนิคพิเศษเด่นมากๆ ทำออกมาได้ดี ดูเนียน ทำให้รู้สึกถึงการถูกดึงเข้าไปสู่ในโลกของแฟนตาซี ที่ดูสมจริงมากกว่าจะเข้าไปสู่โลกการ์ตูน ตัวหนังโดยรวม ออกมาค่อนข้างดีจะติดๆ ขัดๆ กับตัวบท ตัวละครในช่วงท้ายเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะกับทัพนักฆ่าตัวร้ายที่ถูกส่งมาตามเก็บงาน มันออกจะดูลอยไปสักนิด หนังจบแล้ว อย่าเพิ่งลุก นั่งดูเอนเครดิต ภาพตัวละครในเรื่อง ในแบบภาพซีจี 3 มิติ ให้ความรู้สึกเหมือนกับดูงานแกะสลักไม้ที่สวยงาม ก่อนที่จะมีติ่งหนังสั้นๆ ที่มาเรียกรอยยิ้มส่งท้าย อย่าลืมมาเพลิดเพลิน…มีความสุขไปกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะรับปีใหม่บนจอใหญ่ไปกับหนังจีนแฟนตาซีเรื่องนี้ที่ความยาว 130 นาที แต่เหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว 8/10 คะแนน ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปริศนารูหลอน (The Whole Truth)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/622864

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปริศนารูหลอน (The Whole Truth)

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หนังไทย ผลผลิตเรื่องที่ 3 ของ Netfix ต่อจาก GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี, DEEP โปรเจกท์ลับ หลับเป็นตาย (ไม่นับเคว้งกับมหานครเมือง(ห)ลวง (Bangkok Breaking) ที่เป็นซีรี่ส์)ปริศนารูหลอน (The Whole Truth) เป็นผลงานการกำกับของวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ที่ทำร่วมกับ ค่ายทรานส์ฟอร์เมชั่นฟิล์ม(ที่เคยทำ DEEP โปรเจกท์ลับ หลับเป็นตาย ให้ Netfix มาแล้ว)

พิม กับ พัท สองพี่น้องมีความจำเป็นต้องไปอยู่ในบ้านตากับยายหลังจากที่ ใหม่ แม่ของทั้งสองประสบอุบัติเหตุโคม่า ไม่ได้สติอยู่ในโรงพยาบาลสองพี่น้องเริ่มเจอเรื่องแปลกๆ หลังจากที่เจอรูลึกลับอยู่ที่ฝาบ้าน เมื่อส่องดูจะเจอะเจอเด็กหญิงลึกลับอยู่ในห้องลับภายในรูนั้น 

รูหลอน มีเพียงสองพี่น้องที่เห็นทั้งคู่ เลยเริ่มค้นหาสิ่งที่เห็นผ่านรูนั้นว่ามันคืออะไรกัน

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ทำ ปริศนารูหลอน (The Whole Truth)ออกมาได้อย่างน่าสนใจชวนติดตาม แต่พอหน้าหนังเป็นหนังผีความคาดหวังเลยสูงตาม เพียงแต่..งานชิ้นนี้อาจจะไม่ได้น่ากลัว หลอนมากมายอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นเพราะเป็นหนังสตรีมมิ่งด้วยทุนสร้าง โปรดักชั่น ถ้าจะทำให้ออกมาเหมือนหนังจอเงินก็คงยาก ทฤษฎีรูหนอนมันคือจุดเชื่อมต่อระหว่างมิติเหตุการณ์ที่เราเห็นในรูนั้น มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเราพบเห็นทุกอย่างผ่านรูนั้น ปริศนารูหลอน (The Whole Truth)ชัดเจนในความเป็นหนังผี เส้นเรื่องอยู่ที่ความหลอนของ พินยาเด็กปริศนาในรูลึกลับ แจมๆ ด้วยปริศนาฆาตกรรม ภายใต้เรื่องราวของความรักความเข้าใจกันในครอบครัว

ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์ ได้รับบทเด่น สวย สมวัยมีอะไรให้เล่นที่หลากหลาย กับบท พิม ซึ่งเธอก็ทำได้ดี ดูแล้วอดลุ้น เอาใจช่วย อยากหาคำตอบของ รูปริศนา ไปพร้อมกับเธอ

แม็ค-ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์ ในบท พัท บทเด่นและเดินเรื่องคู่กับ พิม พี่สาว ตลอดเรื่อง เล่นได้แบบลื่นไหล รับส่งบทกับปันปัน ได้ดี

นิโคล เทริโอ มาพร้อมความสวย บทอาจจะไม่มาก แต่ทุกฉากดูมีพลัง ทำให้ ใหม่ ออกมา ดูเด่นไม่แพ้ตัวละครตัวอื่นๆ ที่ออกมาตลอดเรื่อง

สมภพ เบญจาธิกุล ในบท สมพงศ์ อดีตผู้การตำรวจคุณตาผู้ดูเคร่งขรึม จริงๆ กับ แม่ก้อย-ทาริกา ธิดาทิตย์ ยายวรรณหญิงชรา ที่ดูจิคๆ ดุ หลงๆ ลืมๆ เจ้ากี้เจ้าการ สองนักแสดงอาวุโส ที่จับคู่กันได้อย่างลงตัว ช่วยกันส่ง ทำให้เรื่องดู ลับลึบ ชวนค้นหาตลอดเวลา

ปริศนารูหลอน (The Whole Truth) มีบทหนังที่ค่อนข้างดีลงตัว เปิดเรื่องชวนติดตามชวนค้นหา รอดูว่ารูปริศนานี่คืออะไร เด็กหญิงภายในรูคือใคร บทหนังค่อยๆ เฉลยไปทีละน้อยๆก่อนที่จะมีการหักมุม ปิดท้ายหลอกคนดูอีกชั้นในส่วนของผีซีจีทำได้ดี 

ในความเป็นหนังผี..อาจจะยังไม่สุด ไม่น่ากลัวในความความดราม่า..ก็ดีในระดับหนึ่ง

แถมยังอดแทรกประเด็นการเมือง ความจริงในสังคมปัจจุบันแต่ยังได้นักแสดงบ้าพลัง โปรดักชั่นดีเยี่ยม ตบด้วยบทเพลงไพเราะปริศนารูหลอน(TheWholeTruth)ได้ใจไปเลย 7.5-10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 4 Kings

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/621363

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 4 Kings

วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

4 Kings คือหนังไทยที่มีสื่อการโปรโมทหนังเยอะมากแต่บอกตรงๆ ว่า เฉยมาก แทบจะไม่มีอะไรกระตุ้นให้เกิดความอยากดู แต่พอได้เข้ามาดูตัวหนังบอกได้เลยว่า 4 Kingsเป็น หนังไทยอีกเรื่องที่ทำออกมาได้ดีเกินความคาด 4 Kingsมีพลอตเรื่องง่ายๆ เล่าเรื่องของนักเรียนอาชีวะที่มักจะยกพวกตีกันมีกลุ่มหลักๆ 4 สถาบัน

โดยส่วนตัว ไม่ได้เป็นเด็กช่าง ไม่ได้รู้จักพวกเด็กช่างแต่จากการที่เรียนโรงเรียนชายล้วน ที่มีปัญหาไล่ตีกันเป็นประจำเลยพอจะเข้าใจและอินไปกับภาพต่างๆ ที่ 4 Kings นำเสนอออกมาฉากแอ๊กชั่นมีใส่เข้ามาเป็นระยะๆ ฉากเด็กช่างตะลุมบอนดูดีบรรยากาศมาแบบจัดเต็ม เหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงจะติดแค่หลายตอน พอตีกันนิดเดียว ตัดไปฉากอื่น เลยยังไม่ค่อยสะใจสักเท่าไหร่ ในส่วนดราม่าของหนัง โดนๆ หลายฉาก เล่นเอาเสียน้ำตาออกมาแบบไม่รู้ตัว ฉากเปิดเรื่องกับฉากท้ายเรื่องอารมณ์จัดเต็ม ค่อยๆ กระชากความรู้สึก เหมือนกับตัวหนังโฆษณาซึ้งๆ แนวครอบครัวที่มีสตอรี่ 

เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เด่นมากๆ กับบท ดา อินทรที่ดูเหมือนจะไม่ต้องเล่นอะไรมาก เล่นแบบสบายๆ เรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ออร่าพุ่ง เด่นมาก แต่พอถึงช่วงดราม่า จัดหนักเท! ใจให้เลย และกลายเป็นส่วนที่ดีที่สุดของตัวหนัง

จ๋าย ไททศมิตร อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆแต่ออกมาดูดีในบทของ บิลลี่ บทที่เป็นเสมือนคนเล่าเรื่องตัวเชื่อมตัวละครหลักๆ เข้ามากัน ด้วยความนิ่งเรื่อยๆ กลายเป็นความพอดี ที่ไม่แย่งหรือขโมยซีนตัวละครตัวอื่น แต่กลายเป็นความกลมกลืนที่กำลังพอดี

ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ แทบจะไม่คุ้นหน้ากันเลย ภูมิ รังษีธนานนท์,ณัฏฐ์ กิจจริต, ทู-สิราษฎร์ อินทรโชติ, บิ๊ก ดีเจอราร์ด แหลม 25 Hoursยกเว้น โจ๊ก-อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ แต่ทุกคนก็เล่นได้ดีเล่นกันแบบเข้าขา ดูแล้วเชื่อว่าเป็นเด็กช่างจริงๆ และ เนโกะ-เนรัญชรา เลิศประเสริฐ ในบท อุ๊ ก็ออกมาดูดีเช่นกัน

ปลาย-ปรเมศ น้อยอ่ำ, วอ-จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทรและ สุกัญญา มิเกล รุ่นใหญ่จัดเต็ม เสริมในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มี เข้าใจ เกลียดชัง ส่งเสริม ไม่เข้าใจ ให้กำลังใจหรือแม้แต่พยายามหาสิ่งที่ดีๆ ให้กับลูกหลาน กันสิ่งไม่ดีออกไปจากชีวิต

พุฒิ-พุฒิพงษ์ นาคทอง ถือว่าสอบผ่านและทำได้ดีกับงานกำกับ 4 Kings งานนี้ค่อนข้างลงตัว แม้จะยังมีส่วนที่ขาดๆเกินๆ ไปบ้าง แต่ก็พอจะมองข้ามไปได้ งานด้านโปรดักชั่น จัดว่าโอเค โดยเฉพาะการพาย้อนกลับไปในช่วงปี 2537-2538ได้เห็นภาพตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์บ้าน เพจเจอร์ หนังสือเพลง คอนเสิร์ตวงร็อก บทเพลงฮิตๆ หนัง ในสมัยนั้น

และที่ต้องชมเลย แม้ 4 Kings จะมีความยาวถึง 139 นาทีแต่หนังก็มีความลื่นไหล ดูได้เรื่อยๆ ไม่รู้สึกว่าหนังมีความยาวมากมายแต่อย่างใด เพลินๆ ระดับ 8/10 คะแนน ในฐานะที่เป้-อารักษ์ กับ จ๋าย ไททศมิตร ทำให้เสียน้ำตา

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โตเกียว รีเวนเจอร์ส (Tokyo Revengers)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/619950

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โตเกียว รีเวนเจอร์ส  (Tokyo Revengers)

วันเสาร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โตเกียว รีเวนเจอร์ส (Tokyo Revengers) คือหนังญี่ปุ่นเรื่องล่าสุด ที่ค่าย T&B MEDIA GLOBAL THAILAND นำเข้ามาฉายในบ้านเรา เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดัดแปลงจากมังงะขายดีของ เคน วาคุอิ ความยาว 23 เล่ม มียอดจำหน่ายมากกว่า 3 ล้านเล่ม ได้ชนะรางวัลมังงะโคดันชะ ครั้งที่ 44ในสาขาการ์ตูนโชเต็ง ในปี 2020 และยังเคยถูกสร้างเป็นอะนิเมะ ความยาว 25 EP.

เรื่องราวของชายหนุ่มขี้แพ้ ที่ได้รับโอกาสเพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาย้อนกลับคืนสู่อดีตเพื่อแก้ไขแล้วทะลุกลับสู่ปัจจุบัน ตัวหนังชัดเจนในการเน้นๆ พูดถึงเรื่องมิตรภาพของเพื่อนฝูง คุณธรรม การยึดใครสักคนเป็นไอดอล เป็นแบบอย่างรุ่นพี่รุ่นน้อง (เหมือนเด็กช่างกลในบ้านเรา) การซื้อใจการวัดใจ การตอบแทนบุญคุณ

ช่วงแรกของหนังอาจจะงงสักนิด ตัวละครเยอะ หลายกลุ่มแนะนำกันแบบรวดเร็ว ต้องค่อยๆ จำ ค่อยๆ ทำความรู้จักตัวหนังมีความเป็นแฟนตาซี เพียงแค่ในการย้อนเวลาไปมาเท่านั้น แต่โครงเรื่องหลักๆ อยู่ที่ดราม่าอารมณ์ขัน รักโรแมนติกและแอ๊กชั่น ฉากแอ๊กชั่นต่อสู้มีทั้งเบาๆ แบบการ์ตูน แฟนตาซีนิดๆ เรื่อยไปจนรุนแรงเลือดสาดท่วมจอ หนังเดินเรื่องเร็วไม่ยืดยาด เล่าเรื่องสนุก เก็บเรื่องราว รายละเอียดของในมังงะหรือแอนิเมชั่นที่มีความยาวหลายตอนมาสรุปย่อๆ จบภายใน2 ชั่วโมง โดยที่ไม่รู้สึกสะดุด ดูรู้เรื่อง ถ้าไม่บอกว่าตัวเรื่องจริงยาวกว่านี้ก็คงจะไม่รู้สึกอะไร เมื่อดูแล้วอยากจะไปดูฉบับยาวๆที่น่าจะสนุกไปกับรายละเอียดของตัวละครได้มากกว่านี้ ทั้งตัวละครหลักๆ หรือตัวรองๆ ที่บางตัวอาจจะเหลือเพียงนิดเดียว

ทาคุมิ คิตามูระ ดูลื่นไหลไปกับบท ทาเคมิจิ ฮานางากิที่เด่นมากๆ แบกหนังทั้งเรื่อง มิโอะ อิมาดะ สวยใส ในบท ฮินาตะทาจิบานะ สาวสวยหนึ่งเดียวของเรื่อง สองหนุ่ม เรียว โยชิซาวะในบท ไมค์กี้ กับ ยูกิ ยามาดะ ในบท คราเด่น มาพร้อมกับมาดเท่ๆ หล่อเหลาดูดี มากระชากใจสาวๆ โดยเฉพาะ นอกจากนักแสดงหน้าตาดี เรื่องสนุก โปรดักชั่นดีๆ แล้ว ตัวหนังยังมีเพลงไพเราะให้ฟังตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงเอนเครดิตท้ายเรื่องงานเพลงของวง Super Beaver 

โตเกียว รีเวนเจอร์ส (Tokyo Revengers) โดยรวมแล้วอดที่จะนึกถึงหนังจอมยุทธ์ ศิษย์ร่วมสำนัก มิตรสหายร่ำสุราคุณธรรมน้ำมิตร ตัวร้ายจอมวางแผนที่อยู่เบื้องหลัง รวมไปถึงแนวย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ที่ออกมาในยุคสมัยใหม่ยุคปัจจุบันชัดเจนในความแฟนตาซี แอ๊กชั่น ดราม่า และอารมณ์ขันมีครบทุกรสชอบๆ ดูเพลินๆ 8/10 คะแนน ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด… ภาพยนตร์รัก ‘ไนบักขามขั่ว นัวส์ในอารมณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/616836

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด…  ภาพยนตร์รัก ‘ไนบักขามขั่ว นัวส์ในอารมณ์’

วันเสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากหนังอินดี้จากอีสาน กลายเป็นตำนานจากหนังชุด “ผู้บ่าวไทบ้าน” มาแล้วถึงสามตอน ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ (2557) ผู้บ่าวไทยบ้าน 2 (2559) และ ผู้บ่าวไทบ้าน 3 (2561)

มาปีนี้กลุ่ม “อีสานอินดี้” นำทีมโดย บอย-อุเทน ศรีริวิกลับมาอีกครั้งใน “ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด…” ที่ได้ “สหมงคลฟิลม์”กับ “เวิร์คพ้อยท์ พิคเจอร์” มาร่วมสร้างสรรค์งาน

“จ้วด” ความหมายคือ “รวดเร็ว” เหมือนบั้งไฟที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า อีสานจ้วดก็เป็นอีสานที่รวดเร็ว สมัยใหม่ ทันใจแล้วคำว่าจ้วดมันก็เป็นศัพท์แสลงของอีสานที่แทนความหมายว่า “สุดยอด ดีงาม” หรือเป็นคำกวนๆ แบบ “จ้วดไปเลยจัดไป” ก็ได้ด้วย

“เคน” หนุ่มอีสานผู้ผิดหวังจากการมาทำงานเสี่ยงโชคในเมืองหลวง ตัดสินใจ เดินทางกลับบ้านเกิด พร้อมด้วยความฝันที่จะทำกิจการเล็กๆ ของตัวเอง และ ดูแล แม่ทอง ที่เริ่ม อัลไซเมอร์“ร้านลาบอินดี้”..คือความฝันของเขา อะไรๆ ก็อินดี้ หนังอินดี้ เพลงอินดี้ นักร้องอินดี้…

“เฟิร์น” สาวโรงงานผู้กำลังอกหัก ผิดหวังจาก “แมน” แฟนหนุ่มจอมเจ้าชู้ จนเธอคิดจะหนีจากบ้าน มาเมืองกรุง “เคน” กับ “เฟิร์น” กำลังจะเริ่มความรัก ความสัมพันธ์ในแบบปลอมๆ ขึ้นแต่..ความรัก มีคำว่า ปลอมด้วยเหรอ…

“ไนบักขาม” หรือ “เมล็ดมะขาม” มาเป็นตัวแทน มาเป็นสื่อกลางความรักของพระเอกนางเอกแล้วก็เป็นสื่อกลางความรักของคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ตอนแรกก็ยังแข็งๆ กันอยู่ แต่พอเคี้ยวไปเคี้ยวมาเริ่มนุ่มเริ่มเข้าใจ

 โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ เด่นมากๆ เล่นน่ารัก เด่นทุกฉากทุกตอน มาในลุคที่ต่าง/ฉีกไปจากภาพเดิมๆ ที่คุ้นเคย ยิ่งเสริมด้วยสำเนียงเสียงอีสาน แทบจะลืม ภาพความเป็นคนเมือง มาเป็นเคน หนุ่มไทบ้านที่มีเสน่ห์ 

แอน อรดี ทิ้งภาพนักร้องหมอลำสาวสวย มาเป็น “เฟิร์น” สาวโรงงาน สวยใสพื้นๆ บ้านๆ เล่นเป็นธรรมชาติ เล่นกำลังดีชอบฉากร้องเพลงที่ฟังแล้ว ได้อารมณ์ ของคนธรรมดาๆ ที่กำลังเสียใจมาร้อง ไม่มีความรู้สึกว่ามาจากเสียงของ นักร้องอาชีพ

“โอบ-โอบนิธิ” จับคู่กับ “แอน อรดี” ได้แบบลงตัว เคมีเข้ากันมากๆ

“ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด…” ยังชัดเจนความเป็น หนังชุด “ผู้บ่าวไทบ้าน” มีความเรียบง่ายเรื่อยๆ เพลินๆ ตัวละครเนื้อเรื่องถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่เกี่ยวกับตอนก่อนหน้านี้ “บอย-อุเทน ศรีริวิ” ยังคงลายเซ็น ของผู้กำกับ หนังชุด ผู้บ่าวไทบ้าน ออกมาได้ดี หนังดูง่ายไม่ซับซ้อน ชัดเจนในความเป็นอีสานที่ใกล้ตัว แต่ที่ดูแปลกตาไปงานด้านโปรดักชั่น ที่ดูมีอะไรเพิ่มมากขึ้น ได้ อิ๊ม-อรุณี ศรีสุขมาเป็นโปรดิวเซอร์ผู้กำกับภาพ เบิ้ล นวโรภาส และ โก้-ชาติชายไชยยนต์ เป็นโปรดิวเซอร์ และอีกหลายๆ คนล้วนเป็นมืออาชีพระดับแถวหน้าของเมืองไทย มาเสริมทีม “อีสานอินดี้” ได้อย่างลงตัวสวยงาม และแม้จะมีนักร้องลูกทุ่ง มาร่วมแสดงหลายคนแต่หนังก็ไม่ได้ เน้นใส่เพลงลูกทุ่งเข้ามา  “ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด…” อาจจะไม่ใช่ หนังที่มีอะไรโดดเด่น เลิศเลอเฟอร์เฟกท์ หรือมี อะไรที่น่าจะจำมากนัก แต่ก็เป็นหนังไทยเล็กๆ ที่ชัดเจนใน ความน่ารักแบบบ้านๆ ดูไปยิ้มไป ไม่ต้องคิดอะไรมากจ้วด..กันแบบเต็มๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Dark World เกม ล่า ฆ่า รอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/615312

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Dark World เกม ล่า ฆ่า รอด

วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Dark World เกม ล่า ฆ่า รอด หนังไทยเรื่องล่าสุดที่เจอพิษโควิดเล่นงาน จนเจอโรคเลื่อนมานาน แต่ก็ไปสร้างชื่อในหลายเทศกาลหนังนานาชาติ ผลงานการกำกับของ โน้ตจูเนียร์-จิตต์สิน ผ่องอินทรกุล ลูกชายของ โน้ต เชิญยิ้ม  บทโดย พิง ลำพระเพลิง

การแข่งขันเกมในเมืองที่รอดจากสงครามโลกครั้งที่ 3 เมืองที่ไร้กฎระเบียบ ทุกคนต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดผู้ชนะจะได้เงินรางวัลก้อนโตและได้เจอกับ บอส ผู้อยู่เบื้องหลังเกมผู้แพ้เกมตายสถานเดียว “Dark World เกม ล่า ฆ่า รอด”ชวนให้นึกถึงเกมปลาหมึก สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game)หนังเกาหลีเรื่องดังเริ่มตั้งแต่เปิดเรื่องตัวละครหลัก ถ้าดูดีๆจะรู้สึกได้เหมือนถอดกันมาที่ต่างไป คือ เกม จาก 6 เกม เหลือ 3 เกมคนแข่งขันจาก 463 คน มาแค่ 14 คน 4 คู่ คำถามที่ตามว่าในระหว่างดูคือ ทำไม!! บังเอิญเหมือนกันมากมายขนาดนี้ เหมือนเป็นหนังเรื่องเดียวกัน เปลี่ยนแค่ตัวละครเท่านั้น หดจาก 9 EPเหลือแค่ 2 ชั่วโมง

ดิว-อริสรา มาพร้อมกับความสวยและแรง กับบท “ไอรีน”มาครบรส สวยเซ็กซ์ น้ำหวาน-รักษ์ณภัค  ในบท “รัน” มาดสาวลุยสาวนักสู้  แซมมี่-ปัณฑิตา สาวที่ดูออกจะหวานๆ มากกว่าที่จะบู๊ ทั้งสามสาว บทเด่น บทส่ง ในบุคลิกที่ต่างกันออกไปทุกคนทำได้ดี ทั้งในส่วนของดราม่าและแอ๊กชั่นครบรส โดยเฉพาะเลิฟซีน

ตูมตาม-ยุทธนา  ในบท “พายุ” ตำรวจผู้หาผลประโยชน์กับเกมกับ นิว-ชัยพล  ในบท “ลีโอ” ฉีกไปจากลุคเดิมๆ ที่เคยเห็นกันจนชินตา บอส-ณัชพงศ์พล สุดดี ในบท “สิบทิศ” ชอบในการจับคู่ของสามหนุ่มสามสาว ทั้งการวางตัวเรื่อง บุคลิก ความสัมพันธ์บทสรุปสุดท้ายที่ช่วยกันเสริมทำให้หนังดูสนุกขึ้น

วิลลี่ แมคอินทอช เด่นมากๆ กับบทร้าย โหด เป็น “กวิน”ที่ดูเหี้ยม เล่นดีแรง

เดวิด อัศวนนท์ เป็น “เฮียหม่า” ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับ“กวิน” ได้ดี 

รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น ในบท “แฮปปี้” เหมือนจะมีอะไรให้ฉีกบทแต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีอะไร

แทค-ภรัญญู กับบทกวนๆ ซ่าส์ในแบบเดิมๆ

โน้ตจูเนียร์-จิตต์สิน ผ่องอินทรกุล ทำ Dark Worldเกม ล่า ฆ่า รอด ออกมาฉีกไปจากหนังไทยโดยทั่วไป โปรดักชั่นของตัวหนัง ทำออกมาได้ดี ฉาก เครื่องแต่งกาย บรรยากาศโลกที่ล่มสลาย งานด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีและเพลงประกอบ ฉากแอ๊กชั่นก็ทำได้ดี แม้อาจจะดูหลอกๆ ไปนิดในบางฉากบางตอนและที่เด่นมากๆ คือ นักแสดงที่ฉีกออกจากตัวเองแบบชัดเจนแต่ส่วนที่ไม่ชอบคือ นอกจากสามคู่ตัวหลักแล้ว คู่อื่นๆ มันดูเป็นแค่ตัวประกอบตัวเสริมเท่านั้น ความลุ้นเลยขาดหายไป และบรรดานักแสดงสมทบดูก๊องแก๊งไปนิด ไม่ว่าจะเป็นสมุนของกวิน หรือเฮียหม่า รวมทั้งแรงจูงใจในการเล่นเกมมันมีด้านเดียว คือเงินรางวัล และการได้พบ Boss มันดูแห้งๆ ไปสักนิด ดูสนุกเพลินๆ ดูได้เรื่อยๆ เป็นหนังไทยที่น่าดูอีกเรื่อง และโน้ตจูเนียร์ถือว่าสอบผ่านไปได้ด้วยดีกับงานชิ้นนี้ 7.5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ส้มป่อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/613791

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ส้มป่อย

วันเสาร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นผีบ้าเวลาอยู่กับเพื่อน เป็นแม่ศรีเรือนเวลาอยู่กับผู้ “ส้มป่อย” คือหนังโรแมนติกคอเมดี้เรื่องใหม่ของค่าย “เอ็มพิคเจอร์” ที่หน้าหนังชัดเจน ในการขายความสนุก ขาย น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ แบบเน้นๆ คนเดียว “ส้มป่อย”สาวจอมโก๊ะประจำหมู่บ้าน ผู้ฝันอยากจะมีแฟนเป็นคนกรุงเทพฯเพื่อหนีความเป็นสาวต่างจังหวัด มีชีวิตที่ดีขึ้น

“ส้มป่อย” คือหนังแนวไทบ้าน ในแบบล้านนา เรื่องบ้านๆสบายๆ ของหนุ่มสาวคนสมัยใหม่ แอ่วคำเมืองกันทั้งเรื่องเป็นหนังที่ดูสดใส สบายๆ ไร้มลพิษ ว่าไปแล้วพล็อตของ“ส้มป่อย” ไม่ใช่ของใหม่ พล็อตหนังรักสามเส้า โรแมนติก ที่พอจะเดาเรื่องออก แค่รอดูว่าหนังจะจบลงแบบใด 

น้ำตาล-พิจักขณา เด่นมากๆ แบกหนังไว้คนเดียวในเรื่องซึ่งเป็นบุคลิกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในงานชิ้นก่อนหน้านี้ “ส้มป่อย” เป็นตัวละครสดใส สวย น่ารัก แก่นกะโหลกกะลา ออกจะโก๊ะๆขี้เมา มีดราม่าเรื่องความรัก มีความหลากหลายในการแสดง“น้ำตาล” เล่นได้ดีในทุกๆ ส่วน ดูแล้วรัก “ส้มป่อย’” ขึ้นมาในที 

ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ หล่อเหลาแบบมีสไตล์ มีหนวดน้อยๆริมฝีปาก เต็มไปด้วยลูกเล่น ลูกล่อลูกชน ลูกฮา รักโรแมนติกหรือแม้แต่ดราม่ารักสามเส้า เล่นน่ารักกำลังดี แม้หลายตอนอาจถูกพลังของ “ส้มป่อย” บดบังไปบ้างก็ตาม

ป๊อป-ธัชทร ทรัพย์อนันต์ ทำให้ “แวน” ดูเป็นพระเอกหนุ่มชาวกรุงที่ชวนให้สาวๆ บ้านๆ ในชนบทจะชอบหนุ่มนักเดินทางผู้มาพร้อมกล้อง เรียบๆ ง่ายๆ 

บรรดาลูกทีมทำหน้าที่ตัวตามได้ดี ทั้งสองสาวเพื่อนซี้“ส้มป่อย” ที่ได้ สไปร์ทบะบะบิ-พัชร์ธีรัตน์ แหลมหลวง ยูทูบเปอร์ชื่อดังนำทีม หรือสองหนุ่มแก๊งร่างทรงของ แซ้ก เพียงแต่รู้สึกว่าน่าจะใช้ประโยชน์ หรือมีบทมากกว่านี้ ไปๆ มาๆ อยู่ดีๆก็หายไปเฉยๆ กลายเป็นตัวหลักเดินเรื่องกันเองตามลำพัง เดอะแก๊งกลับผลุบๆ โผล่ๆ 

“ส้มป่อย” ได้ โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ มาเป็นโปรดิวเซอร์ที่เรามักจะคุ้นตากันดีจากหนังแนวแอ๊กชั่น หนังดาร์กๆ มืดๆ แต่ในงานชิ้นนี้ กลับไม่มีกลิ่นอายแบบนั้นเลย และยังได้ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ์ศักดิ์ ศักดิ์วีระกุล ที่เป็นคนเหนือแต้ๆ มาเป็นที่ปรึกษากำกับโดย อนวรรษ พรมแจ้ และ อรุณกร พิค ผู้กำกับที่ให้เครดิตในหนังว่าส้มป่อยทีม ที่ถือว่าทำ “ส้มป่อย” ออกมาได้ดี

“ส้มป่อย” ถ่ายภาพเมืองเหนือ ออกมาได้แบบสวยงามชอบดนตรีประกอบที่มีความเป็นพื้นเมืองเหนือ เพลงประกอบฟังดูน่ารัก “ส้มป่อย” เป็นหนังที่ดูสบายๆ ตามสูตร โปรดักชั่นดีงามไม่ไก่กา อาจจะไม่สมบูรณ์ เพอร์เฟกท์เต็มร้อย แต่ก็มีส่วนของความสนุกสนานแบบบ้านๆ มาทดแทน ทำให้หนังที่มีความยาวถึงสองชั่วโมงเต็มผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ชอบ รัก “ส้มป่อย” รัก “น้องน้ำตาล” เอาใจไปเต็มๆ7 เต็ม 10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ร่างทรง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/611934

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'ร่างทรง'

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 12.15 น.

ร่างทรง หนังเรื่องล่าสุดของ GDH งานหนังสยองขวัญเรื่องล่าสุดของ โต้งบรรจง ปิสัญธนะกูล ที่ความน่าสนใจคือ มีการร่วมทุนสร้างกับเกาหลี

ป้านิ่ม ร่างทรง ย่าบาหยัน ถูกทีมงานหนังสารคดี ตามเกาะติดชีวิต จนมาถึง งานศพของสามี ป้าน้อย พี่สาวของป้านิ่มที่เคยปฏิเสธไม่รับการเป็นร่างทรง มิ้ง ลูกสาว ป้าน้อย เริ่มมีอาการแปลกๆมิ้ง เริ่มมีอาการ คล้ายกับจะเป็นผู้สืบต่อ ความเป็นร่างทรงของ ย่าบาหยัน ต่อจาก ป้านิ่ม แต่เธอ ปฏิเสธ เหมือนที่แม่เธอ เคยทำมาแล้วป้านิ่ม เลยเริ่มค้นหา หาคำตอบ และช่วยเหลือ มิ้ง หลานรัก

โต้ง บรรจง ทำ ร่างทรง ฉีกออกไปจาก หนังผี โดยทั่วๆ ไป ในรูปแบบ คล้ายๆ กับเป็น งานทดลอง การนำเสนอรูปแบบใหม่ให้กับ หนังผี ในบรรยากาศของ ความเป็นไทย ล้วนๆ แทบจะไม่มี ลายเซ็นต์ความเป็นหนังผีที่ผ่านมาของเขาเลย ส่วน เกาหลี นั้น ชัดเจน ในช่วง ท้ายๆ เรื่อง ที่มันดูไม่ค่อยเข้ากันนัก

ร่างทรง ถูกทำออกมาใน รูปแบบของ หนังสารคดี ตามติดชีวิตของ ป้านิ่ม ร่างทรงของ ย่าบาหยัน ที่ทีมงาน เลือกที่จะศึกษาตั้งแต่ที่มาที่ไป ชีวิตความเป็นอยู่ ครอบครัว ตามติดกันแบบเกาะติดชีวิต 24 ชั่วโมงร่างทรงป้านิ่ม เป็นสารคดีที่ ทำออกมาได้สนใจ นำเสนอเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดี ครบถ้วน ชวนติดตาม ไม่น่าเบื่อให้ความรู้ในแง่มุม ต่างๆ เกี่ยวกับ ร่างทรง ได้ดี หลังจากรู้จัก ป้านิ่ม พอสมควร หนังเริ่มพาไปตามดู มิ้ง หลานสาวป้านิ่ม ที่เริ่มมีอาการแปลกๆ ชวนให้นึกว่า น่าจะเป็นการสืบทอด ร่างทรง ต่อจาก ป้านิ่มจากการตามติดชีวิต ป้านิ่ม กลายมาเป็นตามดู ว่าที่ร่างทรง อย่าง มิ้ง แทน สารคดีร่างทรง เริ่มมีความรุนแรง มากขึ้นเข้าสู่ เรื่องลี้ลับแบบเต็มรูปแบบ

บรรยากาศชนบท ป่าเขา วิถีชาวบ้าน ภาพต่างๆ ที่ออกมาดูดีแปลกตา ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความระทึก ชวนให้รู้สึกความหลอน ที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นสารคดีร่างทรง เป็น หนังสารคดี ที่ดูไปรู้สึกขนลุกไป แม้จะไม่มี ผี ออกมาให้เห็นแบบจะๆ 

รวมทั้ง บทเพลงที่สวดสรรเสริญย่าบาหยัน ไพเราะ เพิ่มบรรยากาศความน่ากลัวได้มากทีเดียว

นักแสดงในเรื่อง เล่นดี ด้วยความบ้านๆ ทั้งลักษณะท่าทาง ภาษา เลยทำให้ เกือบเชื่อว่า ตามติดชีวิตของ ร่างทรง ป้านิ่ม จริงๆ เป็นสารคดีจริงๆ (แม้จะมีบางตัวละครอย่าง ตัว ป้าน้อย ลุงมานิต ที่คุ้นหน้าบ้าง แต่ก็นึกว่า แค่หน้าคล้ายๆนักแสดงสมทบ) จนกระทั่ง ตัว ร่างทรงสันติ ออกมา ที่ สืบบุญทรง นาคภู่ นำแสดง จบกัน กลายเป็นหนังสร้าง ความรู้สึกอิน กับ ความสมจริง ความเป็นหนังสารคดี หายไปจนหมด

หลังจากนั่น ตัวหนังเริ่ม ใส่ความสยดสยอง ความน่ากลัว ในรูปแบบ หนังผี เข้ามาแบบจัดเต็มๆ แต่น่าเสียดาย ที่ ในช่วงท้ายๆ แทนที่ หนังจะเลือกใส่ ผี แบบไทยๆ ชาวบ้านๆ ที่แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว กลับเลือกที่จะ ออกมาแบบผี ฆาตกรฆ่าคนเลือดสาดเลือดกระจาย เดินเก่งๆกังๆ สไตล์ผีดิบซอมบี้มาเป็นกองทัพ

เอี้ยงสวนีย์ อุทุมมา นิ่งๆ เรียบๆ ง่ายๆ แต่ทรงพลัง ดูแล้ว เขื่อว่า เป็น ป้านิ่ม ร่างทรงจริงๆ ไม่ต้องเล่นเนอะเล่นใหญ่อะไรมากนัก กำลังดี

ศิราณี ญาณกิตติกานต์ รับบท ป้าน้อย บทเหมือนจะไม่มีอะไรมากๆ แต่ไปๆ มาๆ กบับมาส่วนสำคัญกับเรื่อง พอๆ กับยะสะกะ ไชยสร ในบท มานิต พี่ขายคนโต ที่ดูมีอะไรๆ ในทุกๆ ฉากที่ปรากฏตัว 

ญดานริลญา กุลมงพลเพชร ดูเด่น สวยน่ารัก น่ากลัว หลอนๆ ทำให้ มิ้ง กลายเป็นตัวละคร ที่ติดตรึง และทำให้ ตามเรื่องได้อย่างสนุก ได้เล่นในบทหลากหลาย น่ารัก กุ๊กกิ๊ก เลิฟซีน ดราม่า ใส่อารมณ์ ผีเข้า 

นักแสดงหลักๆ ทุกๆ คน รวมไปถึงบทสมทบคนอื่นๆ เล่นได้ดีเป็นธรรมชาติ เล่นเหมือนไม่ได้เล่น จะมีเพียง สืบ-บุญส่งนาคภู่ ในบท ร่างทรงสันติ อาจจะเพราะ คุ้นหน้าคุ้นตา ออร่า ออก รัศมีนักแสดงจับ เล่นเยอะเล่นใหญ่ เลยรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ โดยออกมาเลย

ร่างทรง มีฉากรุนแรงหลายฉาก ฉากร่วมเพศแบบโจ๋งครึ้ม เห็นหน้าอกหน้าใจ ขย่มกับแบบชัดๆ หลายตอน ฉากทารุณกับเด็กน้อย สัตว์เลี้ยงน่ารัก ยังไม่นับ ฉากฆ่ากันแบบจะๆ เลือดท่วมจอ ยังดีที่หนังเลือกนำเสนอในรูปแบบสารคดี เลยลดความรุนแรง ลงไปได้มาก  แต่ก็ยังรู้สึกถึงความรุนแรง จึงไม่แปลกที่หนังจะติดเรท 18

ร่างทรง ให้ความรู้สึก ถึง การยำ หนังหลายๆ เรื่อง มาผสมผสานกัน ป้านิ่มเหมือน หลวงพ่อที่ถูกเรียกตัวมา ไล่ผี ในหมอผีเอ็กซอซิส (The Exorcist) วิญญาณร้ายไม่ได้มีแค่คนเดียว มาเป็นทีม แม่ผู้รักลูกทำทุกอย่างเพื่อไล่ผี การตั้งกล้องแอบถ่ายจับภาพผีใน Paranormal Activity เรียลลิตี้ ขนหัวลุก หรือ การเคลื่อนกล้องแบบดิบๆ อย่างในสอดรู้สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย (The Blair Witch Project)  และบรรดาผีในแบบซอมบี้ ผีดิบ ไล่งับเหยื่อ ที่คุ้นตากัน ในยุคนี้

ร่างทรง อาจจะดู น่าเบื่อ ไม่ค่อยตลาด หรือถูกใจ คนที่ขอบดู อะไรง่ายๆ น่ากลัวๆ แบบเห็นๆ เน้นๆ เหมือน หนังเอาใจคอหนังอินดี้ หนังทดลอง หนังนอกกระแส พอมาช่วงท้ายๆ บางคน ก็อาจตะไม่ค่อยชอย ดูเหมือนกอป หนังผีในยุคนี้มาเลย

ชอบในความเป็นหนังสารคดี ที่โดนๆ โดนใจ ดูง่าย ชอบมาก ได้ใจไปเต็มๆ แต่ถ้าผิดหวัง อย่างแรง ในช่วงท้ายๆเรื่อง คิดว่า ด้วยฝีมือของ โต้ง บรรจง น่าจะ ทำออกมาดี ดูสนุก กว่านี้7/10 คะแนน สำหรับ สารคดี ร่างทรงแต่ถ้าหนัง ร่างทรง โดยรวม 5/10 คะแนน 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เร็ว…แรงทะลุนรก 9 (Fast & Furious 9) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/610695

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ฉันเป็นเงาของ ดอม มาตลอด ได้เวลาแล้วที่ฉันจะออกจากใต้เงาของ ดอม”

หลังจากโดนพิษโควิดเล่นงานจนต้องเลื่อนมาหลายเดือน ในที่สุด เร็ว..แรงทะลุนรก 9 (Fast & Furious 9) ก็ได้เวลาที่จะมาสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ

หนังในระดับนี้ต้องดูบนจอใหญ่ๆ เท่านั้น ถึงจะสนุกและมันส์สะใจ ได้เต็มที่มากกว่าดูจากจอเล็กๆ ดอม กับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายตัดโลกภายนอกไปกับ เล็ตตี้และ ไบรอัน ลูกชายตัวน้อย ถูกเพื่อนๆ ร่วมทีม ดึงตัวกลับมาปฏิบัติภารกิจลับ ครั้งใหม่ ดอม ตัดสินใจรับงานเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวพันกับ จาคอบ น้องชายที่ตัดญาติขาดมิตรกันไปตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น อันเกิดขึ้นจากการตายของพ่อนักแข่งรถของทั้งคู่

ใน Fast 9 ยังคงดีไซน์ฉากแอ๊กชั่นขับรถออกมาได้ดูสนุก มีฉากเก๋ๆ เว่อร์ๆมันส์ๆ ให้ดูกันแบบเต็มอิ่ม จุใจ ใส่มาแบบต่อเนื่องไม่ซ้ำแบบกัน ทั้งในแบบเรียบ ง่ายๆธรรมดาๆ ไปจนถึงวินาศสันตะโร ถล่มเมืองในตอนนี้ หนังจับประเด็น ดอม กับความขัดแย้งที่มีกับ จาคอบ น้องชายตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น จนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง
ที่กลายเป็นปมที่ติดอยู่ในใจ ก่อนที่จะมาเผชิญหน้ากลายเป็นศัตรูผู้ร้ายกาจ

Fast 9 เล่าเรื่องตัดสลับไปมาระหว่าง อดีตกับปัจจุบันในชีวิตของดอม ที่มีทั้งดราม่ากับแอ๊กชั่น ท่ามกลางภารกิจของทีมดอม เน้นๆ ไปกับฉากแอ๊กชั่น แทรกด้วยลีลาเฉพาะตัวของเพื่อนร่วมทีมที่เราคุ้นๆ กันดีจากตอนก่อนๆ ที่มากันครบทีม (บางคนมานิดเดียวก็มา)

ฉากแอ๊กชั่นมาแบบจัดเต็มครบเครื่อง รถสวยๆ งามๆ ถูกนำมาขับไล่ล่าถูกทำลายนับสิบๆ คัน ดูแล้วเสียดายมากๆ สนามขับรถมีทั้งในสนามแข่ง ในป่า ใจกลางเมืองใหญ่ สนามแข่งรถข้างถนน กลางท้องฟ้า ในหุบเขา และมีไปไกลถึงในอวกาศ (ขาดรถถัง เรือดำน้ำ เหมือนในภาคก่อน) รวมทั้งฉากไล่ยิงไล่ถล่มกันทั้งจากอาวุธหนักหรือสู้กันด้วยมือเปล่า สู้กันโดยใช้เทคโนโลยี ที่เด่นมากๆ คือ นำพลังแม่เหล็กมาช่วย ง่ายๆ แต่เรียกความสนุกได้มากทีเดียว

ตัวหนังใส่อารมณ์ขันของบรรดาเดอะแก๊งที่มีหลากรส ความสามารถบุคลิก นิสัย ความหลุดๆ รั่วๆ รวมทั้งดราม่าเรื่องของครอบครัว พี่น้อง คนรัก เพื่อน เข้ามาเติมเต็มให้ครบรสและเพื่อให้ดูอินเตอร์มากขึ้น ตัวหนังเลยยกไปปฏิบัติการในหลายประเทศทั้งที่รู้จักกันดี ไปถล่มกันบางเมือง อาทิ ลอนดอน เยอรมนี โตเกียว หรืออีกหลายประเทศ ที่ไม่คุ้นเคยมากนัก

ประเทศไทยของเรา ถูกเนรมิต ให้เป็นอีกประเทศหนึ่ง โลเกชั่นที่มาถ่ายป่าเขา ท้องทะเล ดูดีมากๆ สวยมากๆ เลือกมุมกล้อง การถ่ายทำดูแปลกตามาก เป็นช่วงเปิดหนังที่ดูดีมากๆ ชอบลีลาการขับรถ ทั้งรถธรรมดา มอเตอร์ไซค์รถหุ้มเกราะคันใหญ่ วิน ดีเซล ยังคงพาให้ ดอม ดูเด่นโดเด้ง มาดดิบๆ เก่งทั้งบุ๋นบู๊ การวางแผน การขับรถ รอยยิ้มที่ดูมีเสน่ห์อบอุ่น ดราม่ากำลังดี แอ๊กชั่นเตะต่อย ก็กำลังดี

มิเชลล์ รอดริเกซ มารับบทเดิม เล็ตตี้ ที่ภาคนี้สวยเท่ เด่นมากๆ ทั้งในส่วนแอ๊กชั่น เฮฮา บทรักหรือดราม่า เดินเรื่องคู่กับ ดอม ตลอด มาแบบกำลังดีไม่ขโมยซีนแต่เด่นทุกฉาก ชอบมาดเท่กับการขี่มอเตอร์ไซค์ออกลุยช่วงต้นเรื่อง ดูเท่ ทะมัดทะแมง ดูดีมากๆ ไทรีส กิบสัน รับบท โรมัน ผู้มากับความชำนาญความเก๋าเกี่ยวกับการขับรถ ลูคาคริส บริดเจส ในบท เท้จ ผู้เก่งคำนวณ สองคู่หูคู่กัด นาตาลี แอมมานูแอล แรมซี่ สาวผู้เก่งเทคโนโลยีไฮเทค (อยู่ทีมเซียนขับรถแต่กลับเพิ่งหัดขับรถ) จอร์ดาน่า บริวเตอร์ รับบท มีอา น้องสาวของ ดอม

หรือแม้แต่ ฮาน ที่รับบทโดย ชอง คัง ที่ตายไปแล้วในภาคก่อน (ที่ทำเอาแฟนๆ เสียน้ำตา เสียดาย) ก็ยังกลับมา แต่จะกลับมาในรูปแบบไหนต้องไปดูในหนัง
แต่ต้องบอกเลยว่ามาแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน จนต้องอุทานว่า อุ้ย!! เล่นแบบนี้เลยเหรอ มาแบบกำปั้นทุบดิน แต่ก็ด่าไม่ลง มาแบบแว่บไปแว่บมา เคิร์ค รัสเซลในบท โนบอดี้ ผู้อยู่เบื้องหลัง เชียร์ริช ไทร่อน กลับมากับบท ไขเฟอร์ สาวตัวแสบตัวร้าย จากในภาคที่แล้วยังคงกลับมาแบบสวยสง่า กลับมาร้ายแบบได้ใจ สะใจ แม้แต่ เจสัน สเตแฮม ก็ยังกลับมาเยี่ยมเยียนในภาคนี้ด้วย

จอห์น ซีน่า ดูกับบท จาคอบ มาดลํ่าๆ กล้ามโตๆ หน้าตาบุคลิกดูดีมีออร่าพอที่จะเป็นพี่น้องดูมีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับ ดอม พี่ชายแอนนา ซาวาอิ ในบท แอล สาวน้อยลีลาพลิ้วจากญี่ปุ่น เปิดตัวพร้อมกับ ฮาน หรือแม้แต่ วินนี่ แบนเน็ต กับ ฟิน โคลล์ สองดาราที่มารับบท ดอม กับ จาคอบ ในวัยรุ่น ก็เล่นได้ไม่เลวทีเดียว นอกจากนี้ ตัวหนังยังอัดแน่นไปด้วยบทเพลงแร็พ จังหวะสนุกๆ ตลอดทั้งเรื่องอีกด้วย

เร็ว..แรงทะลุนรก 9 (Fast & Furious 9) อาจจะไม่มีอะไรใหม่ พลอตเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน พอเดาได้เดาออก บทอาจจะหลวมๆ หรืออาจจะไม่ดีงาม ประทับใจเท่ากับภาคก่อนๆ แต่ก็ยังคงเป็นหนังที่ดูสนุก ดูสบายๆ ดูง่าย ย่อยง่าย เอามันส์ เหมือนได้มาพบเพื่อนเก่าๆ ที่คุ้นเคยก็พอแล้ว

หนังจบแล้ว อย่าเพิ่งจบ มีติ่งหนังกับการปรากฏตัวของใครคนหนึ่ง(ที่หนีแอบไปมีหนังของตัวเอง แต่ก็ยังอุตส่าห์กลับมาหาแฟนๆ) นี่บอกเลยมานิดๆ เล็กๆ แต่ว้าว! แน่นอน (อาจจะโยงไปสู่ Fast 10 ในภาคต่อในหนังของตัวเองก็ได้)

มันส์กระจาย สนุกสนานไม่แพ้ภาคก่อนๆ ชอบในระดับ 8/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/609103

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ  (No Time To Die)

วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)ตอนที่ 25 ตอนล่าสุด ที่ เจมส์ บอนด์ สายลับรหัส 007มาพบกับแฟนๆ อีกครั้ง หลังจากที่เจอพิษโควิด-19 เลื่อนมาหลายครั้ง แถมในบ้านเราเลือกที่จะเข้าฉายในวันที่ 7 ต.ค.เข้ากับรหัส 007 พอดี น่าดีใจที่ในวันแรกคนดูให้การต้อนรับอย่างล้นลาม มีแต่คนพูดถึง และในช่วงสองสามวัน ไปไหนมาไหน เวลาพูดคุยกับคนอื่นทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก จะถูกถามว่าดู 007 หรือยัง สนุกหรือเปล่า บรรยากาศคำถามแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยนัก

007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)เป็นงานสั่งลาบท เจมส์ บอนด์ ของ แดเนียล เคร็ก เป็นตอนที่ 5 กับบทนี้ ที่ทิ้งทวนสุดๆ ไปเลยกับความเป็นสายลับขาลุยที่ดูดิบเถื่อนแต่มีความเท่ในตัว (แต่ก็ยังไม่มีความหล่อสง่าหรือเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม) แดเนียล เคร็ก มาครบทุกรส ดราม่าทั้งเรื่องมิตรภาพ ครอบครัว คนรัก การถูกหักหลัง เพื่อน รักโรแมนติก ความรักและฉากแอ๊กชั่นแบบลุยสุดตัว และตอนนี้หน้าตายับเยินตลอดเรื่อง

สาวๆ ของ “บอนด์” ฉากรักบนเตียง สิ่งประดิษฐ์สุดไฮเทคสุดล้ำ ที่ช่วยเขาในยามคับขัน รถสวยๆ ติดอุปกรณ์ไฮเทคกับฉากขับรถไล่ล่าที่มาแบบใช้ครั้งเดียวม้วนเดียวจบตัวร้ายระดับองค์กร อาวุธสุดล้ำที่ทำลายโลกได้ ธีมเพลง 007ที่ฟังติดหู ดีต่อใจทุกครั้งที่ได้ยิน เรื่องนี้ก็เช่นกัน ขนลุกตลอดเมื่อเพลงคลอมากับตัวหนัง และที่ขาดไม่ได้คือบทเพลงไพเราะ เพลงประจำในแต่ละตอน ในเพลง No Time To Die จากเสียงร้องของ บิลลี่ ไอลิซ

แม้ 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)จะมีความยาวถึง 164 นาที แต่ไม่รู้สึกเบื่อ กลับรู้สึกว่าเวลาเกือบๆ สามชั่วโมง ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปแบบสนุกมีความสุข

007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time To Die)ปิดฉากลงอย่างสวยงาม แม้แต่เศร้ารันทด เล่นเอาอึ้งไปนิดๆก็ตาม ยังแอบรู้สึกแบบนิดๆ ว่า ไม่นะไม่น่าจะมีเซอร์ไพรส์มีปาฏิหาริย์หรืออะไรก็ตาม…แต่มันก็ไม่ หรือที่จบแบบนี้เป็นการทิ้งทวนให้กับ แดเนียล เคร็ก ครั้งสุดท้ายกับ เจมส์บอนด์ 15 ปี กับ 5 เรื่อง 5 ตอน ชอบเลย รักเลย แม้จะยังไงๆก็ยังไม่ชอบ แดเนียล เคร็ก และเมื่อดูในความเป็นหนัง 007 หนัง เจมส์ บอนด์ ที่ชื่นชอบตามดู จนครบทุกตอน มาตั้งแต่เป็นเด็กน้อยได้ใจไปเต็มๆ เลยครับ 9/10 ตัด 1 คะแนน แค่ไม่ชอบ(ส่วนตัว) กับพระเอก ที่แม้เล่นแต่ไม่ชอบ ก็คือไม่ชอบ “ขอบคุณที่ช่วยชาติ…อีกครั้ง ลาก่อน เจมส์”