โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘รักนะซุปซุป’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/508815

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘รักนะซุปซุป’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘รักนะซุปซุป’

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“รักนะซุปซุป”เปรี้ยวนิดหวานหน่อยอร่อยนะเธอ! ผลงานของค่าย “เอ็ม พิคเจอร์ส”และ “Monwichit”ผลงานการกำกับของผู้กำกับหน้าใหม่“เกรียงไกร มณวิจิตร”

“มินนี่” สาวสวยผู้ฝันอยากจะเป็นเชฟทำอาหารเหมือนคุณทวดผู้เป็นพ่อครัวใหญ่ในวังหลวงในอดีตสมัยฟาตอนี แต่เธอทำอาหารแย่ถึงแย่ที่สุด “มินนี่” ลงทุนไปเรียนทำอาหารกับเชฟชื่อดังที่มาทางสายเดียวกับปู่ทวดของเธอ จนทำให้ได้เข้ามาทำงานใน “ฮันซัส” ร้านอาหารสไตล์มลายูชื่อดัง 

“ฮันซัส” หนุ่มรูปหล่อเพิ่งเข้ามารับมรดกร้านอาหารจากพ่อที่เสียชีวิตเขาเคยเจอและแอบชอบ “มินนี่” มาก่อน เลยรีบรับสาวที่ตัวเองหลงรักโดยที่เธอไม่รู้ตัว แต่ทำงานวันแรก มินนี่ ก็ทำให้ร้านเกิดเรื่องถูกริบรางวัลมุสลิมสตาร์ “มินนี่” กับเชฟต้องรับผิดชอบด้วยการออกตามหาซุปเนื้อวัวหลังวังในตำนานสูตรของปู่ทวดเธอเพื่อแก้ไขสถานการณ์

เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล รับบท “ฮัลซัส” พระเอกของเรื่องชัดเจนมากๆ ในความเป็นพระเอกที่แสนดี หล่อ รวย ที่ซ่อนอยู่ในความเป็นลูกคุณหนูเจ้าอารมณ์ บทกุ๊กกิ๊กก็ดูน่ารัก บทดราม่าก็สอบผ่านสมาย-ซัซนี วิระฉัตร สวยใสน่ารักๆ ในแบบสาวอิสลาม บทเด่นเดินเรื่องตลอดบทหนังเน้นๆ ให้มินนี่เป็นตัวละครที่โชว์เยอะแยะ น่ารักๆ ร้องไห้เสียน้ำตา ดราม่า กุ๊กกิ๊กในลุคที่ใสๆ สบายๆ “เข้ม” จับคู่กับ “สมาย” ได้แบบน่ารักๆ เข้าขากันดี ทำให้หนังดูสบายๆ เป็นคู่ที่ดูลงตัว

เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ สบายๆ ดูดีมีพลังกับบทเชฟ เต็มที่ทั้งการแสดงสีหน้าท่าทาง ผสมๆ กับลุคที่ดูอวบอิ่ม/สมบูรณ์ เวลาทำอาหารก็ดูทะมัดทะแมง สมกับเป็นเชฟมือหนึ่ง ด้าน นุ๊ก-สุธิดาเกษมสันต์ ณ อยุธยา จัดเต็มเน้นๆ เข้มๆ บีบอารมณ์กับบท “เฟย่า ซูเชฟ”ที่หลงรักเซฟ กึ่งๆ จะเป็นตัวอิจฉาความสวยในชุดอิสลาม ผสมๆ กับการแสดงแบบเค้นๆ อารมณ์ชัดเจนทางสีหน้าแววตา ทำให้บทนี้ดูเด่นมากๆ “เต้” กับ “นุ๊ก” ส่งบทในส่วนดราม่า น้ำตาสั่งได้แววตาสื่ออารมณ์ได้ดีทั้งคู่ไม่แพ้คู่พระ-นางที่เน้นกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ เป็นหลัก

เกรียงไกร มณวิจิตร ผู้กำกับทำ “รักนะซุปซุป” ออกมาเป็นหนังที่ดูสบายๆ ย่อยง่ายๆ ดูไปยิ้มไปพอเดาเรื่องได้ตัวละครออกมาในแบบการ์ตูนๆ น่ารักๆ ออกจะเว่อร์ๆ โลกสวย ตัวร้ายก็ไม่ร้ายจนสุดโต่งการตามหาสูตรอาหารประจำตระกูล บทหนังเกือบจะดี แต่ก็ยังขาดๆ เกินๆบทเฉลยบทสรุปยังขาดลูกเล่น ช่วงตามหาสูตรอาหารง่ายเกิน น่าจะขยี้ใส่ลูกเล่นมากกว่านี้ มุขตลกมีทั้งที่ขำและไม่ขำ แต่ส่วนใหญ่จะออกมาในทางแป๊กซะมากกว่า

ในส่วนของการทำอาหาร ซึ่งเป็นหัวใจของหนังแนวทำอาหารในหนังอาจจะไม่ได้ออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างหรือเว่อร์มากๆ ออกมาง่ายๆ จนดูง่ายน่าเสียดาย ที่อาหารจานเด่นในเรื่องน้ำซุปวังหลวงหรืออาหารจานสุดท้าย ดูแล้วไม่รู้สึกว่าจะอร่อยโดดเด้งไปกว่าจานอื่นๆยังไง สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการใส่คำสอนของศาสนาอิสลามเข้ามาในหนังแบบไม่อ้อมค้อม เพลงกับดนตรีประกอบช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินในระหว่างดู ทั้งเพลง “ดาแลดวงใจ” จังหวะสนุกๆ จาก “มาโก้ มะนารากับ เวยเวย” และเพลง Tasted of Love จาก แอลวิน-กาวิสราศักด์รดากูล ฟังสบายๆ ทั้งสองเพลง

“รักนะซุปซุป” อาจจะไม่ใช่หนังรักที่โดนใจ แต่ก็เป็นหนังรักใสๆที่ไร้มลพิษ มีแต่สิ่งดีงามให้กำลังใจกับชีวิต ตลอดเรื่องตัวละครจะไม่โดนตัวสัมผัสตัวกันเลย ยกเว้น…ตัวกุ๊ก ที่โดนตัวร้ายจับมาซ้อม เท่านั้น งานนี้ไม่ใช่ New Nomal แต่เป็นเรื่องศาสนาล้วนๆ อร่อยน่ากินระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/507467

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง  (Train to Busan : Peninsula)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 09.00 น.

เมื่อ 4 ปีก่อน (2559) “ด่วนนรกซ่อมบี้คลั่ง (Train to Busan)” คือหนังซอมบี้เกาหลีที่ดูแล้วชื่นชอบมากๆ จนทำให้เกิดความอยากดูหนังซอมบี้จากแดนกิมจิเรื่องต่อๆ มา

พอปีนี้ “ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)” เข้าฉายก็รอคอยเลย อยากรู้ อยากเจอตัวละครจากในภาคแรกว่าจะมีใครกลับมาบ้าง อยากรู้เรื่องราวต่อมา 

“จองซอก” นายทหารหนุ่มที่รอดตายจากซอมบี้บุก เมื่อ 4 ปีก่อน ต้องร่วมทีมกลับไปเกาหลีอีกครั้ง เพื่อนำเอารถบรรทุกเงินล้านออกมาจากฝูงซอมบี้ งานนี้นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงซอมบี้แล้ว ยังต้องรับมือกับกลุ่มคนเลวที่รอดตายและตั้งเป็นกองกำลังใต้ดิน 

“จองซอก” ต้องจับมือกับ “มินจอง” ในการแหวกวงล้อม ทั้งกองทัพเถื่อนจอมโหดและฝูงซอมบี้ผีดิบจอมกระหายเลือด

“ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)” ซอมบี้ที่เคยเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้หนังสนุก ทั้งน่ากลัว หัวเราะ กลายเป็นตัวประกอบไปโดยปริยาย ใส่เข้ามาเพื่อให้เป็นหนังซอมบี้ ใส่เข้ามาเพื่อให้ถูกตัวเอกไล่ล่า/ถูกล่าเท่านั้น แม้แต่ตัวละครหลักที่ถูกกัดไปแล้ว น่าจะขยี้ต่อ กัดแล้วกัดเลยหายวับไปกับตา ตัวหนังไปเน้นตัวละครที่เป็นคน ความขัดแย้ง สันดานดิบ ความโลภความเห็นแก่ตัว การเอาตัวรอด ผ่านตัวละครที่แบนสนิท ตัวดีก็ดีขาวตลอดตัวร้ายก็ชัดเจนในความร้ายดำสนิท ไม่มีตัวละครเทาๆ ง่ายๆ คือ ชัดเจนว่าใครเป็นพระเอก-นางเอก ผู้ร้าย ตัวร้าย หนังขายความสนุกแบบง่ายๆ ย่อยง่าย ไม่มีอะไรพลิกโผ ตามสูตรเป๊ะๆ ตัวละครรอดจากโลกซอมบี้มีเหตุให้ต้องกลับมาเกาหลีอีกครั้ง ติดเกาะ เจอคนที่รอด กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพาตัวเอกหลบหนี ท่ามกลางตัวร้ายและเหล่าซอมบี้

แต่ที่น่าผิดหวังที่สุดของ “ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)” คือไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับในภาคแรกเลย โดยเฉพาะตัวละครที่คนรักอยากรู้เรื่องราวต่อไป สิ่งเดียวที่เชื่อมเรื่องคือเวลาหลังจากนั้นมา 4 ปี 

ในส่วนของตัวละคร “คังดงวอน” บทเด่นมาแบบหล่อๆ ถือปืนเท่ๆ บท “จองซอก” เล่นดีสบายๆ โชว์ทั้งคิวบู๊เท่ๆ และดราม่า แสดงอารมณ์

“อีจองฮยอน” รับบท “มินจอง” นักรบสาวสวย ดูดีทั้ง ยามปกติและแบกปืนลุยซอมบี้ แต่ที่ชอบในความน่ารักล้วนๆ คือ “อีเร” นักแสดงสาววัยรุ่นมากความสามารถ มากความสวย น่ารัก มารับบท “จุนกิ” ลูกสาวคนโตของ“มินจอง” กับ “อีเยวอน” ที่มารับบท “ยูจิน” น้องเล็กผู้เก่งรถบังคับ ที่ความน่ารักของสองสาวทำให้หลายตอนที่เกือบจะหลับ ตาสว่างขึ้นมาทันที

ส่วนหัวหน้า “ซอ” ที่แสดงโดย “คูคโยฮวาน” กับ “จ่าฮวัง” รับบทโดย “คิมมินแจ” สองตัวร้าย ดูน่ารำคาญ รกหนัง หรือ “ควอนแฮฮโย”ในบท คุณตา ที่พยายามติดต่อโลกภายนอกก็ดูขาดๆ เกินๆ CG การสร้างภาพเกาหลีที่ล่มสลาย ยังคงเนี้ยบ ทำออกมาได้สมจริง ภาพกองทัพซอมบี้ อาจจะไม่มีอะไรใหม่แต่ก็ดูทุ่มทุนสร้างมาเป็นกองทัพ ดูไม่หลอกตา แค่เสียดายที่แม้จะมากันเยอะแต่ไม่มีอะไรที่เด่นโดดเด้งหรือสะดุดตาจนน่าจดจำ

ฉากแอ๊กชั่น โดยรวมๆ แล้วเฉยๆ แค่ยิงปืนถล่มกันไปมา แต่ก็โดนๆ บ้างกับฉากขับรถไล่ล่ากัน ทั้งในตอนช่วงต้นเรื่อง และช่วงท้ายไคลแมกซ์ ใกล้จบ แต่ถ้า…ตัด…ความเป็นหนังภาคต่อออก เป็นหนังเรื่องใหม่ ก็ถือว่า ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula) เป็นหนังซอมบี้ปนแอ๊กชั่นที่มีความสนุก ดูได้เพลินๆ เอาไปแค่ 5 เต็ม 10 คะแนนก็พอ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/504521

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum)

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เมื่อวิกฤติไวรัสล้างโลก กำเนิดคนคลั่งฆ่าไม่ตาย”

…คุณจะทำอย่างไรหากวันหนึ่งคนตายฟื้นขึ้นมาเพื่อไล่ฆ่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่

และทางเดียวที่จะรอดคือต้องซัดกับ…ซอมบี้…

คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum) คือ หนังเรื่องล่าสุดในโครงการ “หนังผมไม่เล็กนะครับ” ที่ค่าย “เอ็มพิคเจอร์” คัดสรรมาให้แฟนหนังได้ดูกันกำกับการแสดงและเขียนบทโดย “เจฟฟ์ บาร์นาบี” นำแสดงโดยไมเคิล เกรย์ยาร์, ฟอเรส กู๊ดลัค, คิโอวา กอร์ดอน 

ในเมืองเล็กที่สงบเงียบ “นายอำเภอเทรย์เลอร์”ได้พบโรคระบาดลึกลับแพร่มาในปลาและสุนัข ก่อนที่จะลามมาสู่คนจนกลายเป็น “ผีดิบซอมบี้” ไล่กินคนแพร่เชื้อร้าย

“เทรย์เลอร์” รวบรวมพรรคพวกในหน่วย “อีกาแดง”ออกมารับมือผีดิบ มีพ่อมือซามูไร, หมอสาวอดีตภรรยาที่เลิกรากันไป, โจเซฟ ลูกชายที่เกเรเป็นเด็กเสียคนกับ “ชาร์ลี” แฟนสาวท้องแก่ของโจเซฟเข้ามาร่วมทีม

หนังแบ่งออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ครึ่งแรกเปิดตัวละครในเมืองก่อนที่ผีดิบจะบุก เน้นที่การปูคาแร็กเตอร์ให้รู้จักกับตัวละครหลักๆ มีผีดิบแทรกมานิดๆ ในรูปแบบของสัตว์ อาทิ ปลากับหมา ก่อนจะมาสู่คน แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดที่มาที่ไปของผีดิบ ส่วนครึ่งหลัง ตัดฉับมาในช่วงผีดิบยึดโลก คนที่รอดถูกล้อมอยู่ในเมือง ตัวหนังเน้นๆไปที่ความขัดแย้งของคนในเมืองสลับไปกับผีดิบที่พยายามบุกเข้าเมือง

“คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum) เป็นหนังซอมบี้ที่มาในแนวหนังอินดี้ทำตามใจฉัน ทุนไม่มากนัก พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ออกมาในงบที่จำกัด พยายามใส่ทุกอย่างที่หนังซอมบี้ต้องมี

เนื้อหาหลักจุดขายของหนังซอมบี้คือกลุ่มคนที่รอด การเอาตัวรอด ทรยศ หักหลัง การเสียสละ

แต่ตัวหนังดูอ่อนปวกเปียกไปหมด ทุกอย่างง่ายๆไม่มีที่มาที่ไปหรือเหตุผลรองรับ 

ตัวละครหลักที่โดนกัด อยู่ดีๆ ก็ไม่เป็นผีดิบ ไม่ต้องรักษา แค่หมอมาบอกว่าถูกกัดแล้วมีภูมิคุ้มกัน ในขณะที่ตัวประกอบถูกกัดปุ๊บกลายเป็นผีดิบปั๊บ หนังไปเน้นที่ตัวละครหลักๆ ที่เหมือนจะมีอะไรๆ แต่กลับไม่มีอะไร ทำไม!! เหตุและผลคืออะไร ดูจนจบก็ยังไม่มีคำตอบ

ส่วนนักแสดงนำ ทุกคนเล่นได้เป็นต้นไม้มาก แก๊งหน่วย “อีกาแดง” ของพระเอก ที่ลุคการแต่งกายเป็นอินเดียนแดง นอกจากชุดกับท่าทางแล้วยังไม่เห็นว่าจะใช้ประโยชน์จากความเป็นอินเดียนแดงที่ตรงไหน เรียกได้ว่าเป็นหนังซอมบี้ที่ดูย้วยๆ ยืดเยื้อ ไม่ค่อยสนุก ดูไม่ค่อยลงทุน แต่ก็อาจจะถูกใจคอหนังที่ไม่ตลาด ออกอินดี้หรือสวนกระแส รวมไปถึงคอหนังที่นิยมความรุนแรง กระจุยกระจายเลือดท่วมจอแบบจะจะ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรๆ มารองรับสยดสยองเลือดท่วมสนุกระดับ 4/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/503132

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วกับหนังสารคดีที่ “Netfix” ภูมิใจนำเสนอ BNK48 : One Take วงนี้คือเงิน การจะได้ อันดับดีๆ อาจต้องมีผู้สนับสนุนที่ดี มีเงิน ผู้สนับสนุนเต็มใจเสียเงินแม้อาจจะรู้ว่าสู้คนอื่นไม่ได้แต่ก็ช่วยเพิ่มกำลังใจให้คนที่เรารัก รู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองน่าจะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ แต่ก็ยังหวังลึกๆ ว่า จะขึ้นไปลำดับที่สูงขึ้น คนทั่วๆ ไปจะสนใจแต่ตัวท็อปกับเห็นใจอันเดอร์ เซ็มบัตสึ มักจะถูกมองข้าม ดังนั้นหนูไม่ดีใจเลยที่ถูกเลือกเป็นเซ็มบัตสึ

ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้กิจกรรมเราจะได้เห็นถึงการฝึกฝน หลักในด้านการแสดงไปพร้อมๆ กับความคิด มุมมองข้างในของแต่ละคนแต่ก็อย่างว่า พอตัวเรื่องเน้นไปในการเรื่องของการฝึก การแสดง เลยทำให้อดคิดตามไม่ได้ว่าสิ่งที่หลายคนพูดระบายออกมานั้นกำลังแสดงออกมาเพื่อให้ตัวเองเด่น เป็นที่รู้จัก เพิ่มความน่าสนใจในตัวเองหรือเปล่า?

นอกจากนี้ ตัวหนังยังเพิ่มการพูดคุยกับบรรดาโอตะผู้สนับสนุนเมมเบอร์บางคนเข้า ทำให้เราได้รู้ความรู้สึกที่มีต่อคนที่เขาชื่นชอบ และมีการพูดคุยกับทีมงาน ที่เลือกคุยกับ “จ๊อบซัง” เพียงคนเดียว ทำให้ BNK48 : One Take ดูมีสีสัน มีหลายมุมมองทั้งจากตัวสมาชิกทั้งรุ่น 1 รุ่น 2 โอตะ และทีมงาน

BNK48 : One Take เปิดเรื่องในงานการประกาศผลผู้ถูกคัดเลือกจากการเลือกตั้งผู้ชนะจากผลโหวตของแฟนคลับ ก่อนจะนำย้อนเข้าสู่ช่วงการเก็บตัว ฝึกฝน ฝึกซ้อม ตัดสลับการพูดคุยกันบนเวที ข้างๆ เวที ไล่ตั้งแต่เริ่มโปรเจกท์ มาปิดท้ายจบลงตรงวันสุดท้าย จบลงที่การประกาศผลผู้ชนะ ใส่สายสะพาย มีคทา สมาชิกคนอื่นๆ เข้ามาแสดงความยินดี

เมื่อตลอดทั้งเรื่องมีเฉพาะภาพในระหว่างการฝึกฝน อยู่แต่ในห้องฝึก บนเวทีการโชว์ ไม่มีภาพในห้องพัก นอกสถานที่ ช่วงเพิ่มความรู้ของการแข่งขัน เหมือนเราเข้าไปแอบดู แอบมอง และคุยกับน้องๆ จริงๆ

มีการใส่เพลงของวงนี้ใส่เข้ามาประกอบในแบบที่กำลังพอดีๆ ไม่เน้นๆ ที่ชอบอีกอย่างหนึ่งของหนังคือหนังเน้นคุยกับแต่ละคนในชุดลำลองที่สบายๆ มากกว่าจะเน้นชุดของการแสดง ทำให้รู้สึกเหมือนเราได้รับรู้ความรู้สึกจริงๆ ผ่านตัวตนจริงๆ มากกว่ากำลังแสดง แต่ด้วยความที่ไม่ได้เป็นโอตะ บางทีอาจจะงง! ไปบ้างว่าใครเป็นใคร หนังขึ้นชื่อ/รุ่น มาแค่ครั้งแรก พอวนกลับมาเริ่มงง! ใครหว่า! จำได้จริงๆ แค่ตัวหลักๆ ของรุ่น 1 ที่เคยผ่านงานแสดงมาแล้ว ผ่านตามาจากในหนังเรื่องก่อนๆ โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเลยว่ายังไงๆ“เฌอปราง” ดูมีออร่า ความคิด การแสดงออกทั้งภายนอกภายใน โดดเด้งออกมาเด่นกว่าคนอื่น สมกับที่คว้าอันดับ 1 ในการเลือกตั้งในกิจกรรมครั้งนี้

BNK48 : One Take คืออีกหนึ่งของหนังสารคดี หรือหนังที่นำเสนอเรื่องราวของ BNK 48 ทั้งสองรุ่นๆ ที่ดูสนุก ดูแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ ในแบบที่ไม่ได้เน้นที่มาที่ไป แต่ทำให้รู้สึกถึงความคิด ความรู้สึกข้างในออกมา เพียงอย่างที่บอก ดูแล้วคิดเอาเองว่าเป็นความรู้สึกจริงๆ หรือเป็นแค่การแสดงออกมา หนังจบลงอย่างสวยงามกับคำพูดสุดท้ายบนเวทีของ “เฌอปราง” กล่าวว่า “ไม่รู้ว่าจะมีคนยินดีกับหนูหรือเปล่าที่หนูได้รับตำแหน่งในครั้งนี้”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/501710

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตอน 1.

…วงนี้คือเงิน…

…การจะได้ อันดับดีๆ อาจต้องมีผู้สนับสนุนที่ดี มีเงิน…

…ผู้สนับสนุน เต็มใจเสียเงิน แม้อาจจะรู้ว่าสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ก็ช่วยเพิ่ม กำลังใจให้คนที่เรารัก…

…รู้ตัวอยู่แล้วว่า ตัวเองน่าจะอยู่ ลำดับที่เท่าไหร่ แต่ก็ยังหวังลึกๆ ว่าจะขึ้นไปลำดับที่สูงขึ้นๆ…

…คนทั่วๆ ไปจะสนใจแต่ตัวท็อป กับเห็นใจ อันเดอร์ เซ็มบัตสึมักจะถูกมองข้าม ดังนั้น หนูไม่ดีใจเลยที่ถูกเลือกเป็นเซ็มบัตสึ…

หนังสารคดีเรื่องล่าสุดที่ “Netfix” ภูมิใจนำเสนอ ที่น่าสนใจคือ เป็นสารคดีเรื่องล่าสุดเกี่ยวกับสมาชิกวง BNK48 งานกำกับของ โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล เป็นสารคดีไทยเรื่องแรกที่ได้เป็น Original Documentary บนเน็ตฟลิกซ์

BNK48 : One Take เคยปล่อยทีเซอร์ เรียกน้ำย่อยในตอนท้ายของ Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า (2562)ก่อนที่เตรียมเข้าฉายในวันที่ 1 เมษายน 2563 แต่ติดโควิด-19 สุดท้าย Netfix ก็จับมาให้ดูเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ดูแบบสดๆ ร้อนๆ BNK48 : One Take เป็นภาพยนตร์สารคดีลำดับที่สองที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับวงไอดอล BNK48 ถัดจาก Girls Don’t Cry ของผู้กำกับ “เต๋อ” นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่ฉายไปเมื่อปี 2561แม้จะเล่าเรื่องของวงเดียวกัน ทว่าไม่เกี่ยวข้องกันโดยที่โดนัท นิยามว่าใน Girls Don’t Cry เล่าในมุมมองคนที่ชื่นชอบแฟนคลับ คนที่ให้กำลังใจแต่ One Take ถูกเล่าในฐานะ “คนไม่รู้จัก”

โดนัท-มนัสนันท์ ทำ BNK48 : One Take ออกมาเป็นสารคดีที่ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน กระจายๆ เฉลี่ยๆ น้ำหนักของ รุ่น 1 กับรุ่น 2พอๆ กัน ที่เห็นชัดเจนเลยคือ หนังมีอารมณ์ มุมมอง ความรู้สึกของ ความเป็นผู้หญิง ดึงข้างใน ออกมาได้ชัดเจน จนรู้สึกได้เลย ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดีข้อดีของการใช้ผู้กำกับผู้หญิงมาทำงานนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่เด่นมากๆ คือ ในเรื่องของการพูดถึงการแสดง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีแข็งแรงของผู้กำกับที่ก้าวมาจากสายแสดง

BNK48 : One Take หยิบเอาเบื้องหน้าเบื้องหลังของ BNK 48ในงานเลือกตั้ง BNK48 6th Single Senbatsu General Election ครั้งแรกเมื่อปี 2562 เฟ้นหา เซ็มบัตสึ ในซิงเกิ้ลชุดที่ 6

ตัวหนัง นำเสนอภาพของ การฝึกฝน เน้นไปที่การฝึกแอ๊กติ้งการแสดง ทั้งภายนอก อินเนอร์ข้างใน เพื่อใช้ในการแสดงออกมาให้ดูเป็นธรรมชาติ มากกว่าให้คนดูรู้สึกว่าเป็นการแสดง ไม่ได้เน้นการฝึกเต้นหรือร้องเพลง ในหนังบอกชัดเจนว่า การแสดงเป็นจริงสำคัญในตัวนักแสดง ซึ่งภาพที่ออกมา เห็นชัดๆ เลยว่า ใครเล่นเก่ง เนียน หรือ ใครแสดงออกมาได้เป็นธรรมชาติ

มีการตัดสลับกับบทสัมภาษณ์ของตัวสมาชิก ทั้งสองรุ่น คละๆ กันไปเนื้อหาที่พูดคุย จะเกี่ยวกับในแต่ละช่วงที่ภาพกำลังพูดถึง ทำให้เรารับรู้ได้เลยว่า แต่ละคนคิดอย่างไร สุข ทุกข์ กดดัน เข้าใจ รับได้หรือรับไม่ได้ กับในแต่ละเหตุการณ์ แต่ละคนที่ถูกนำมาใส่ในหนัง มีการเลือกมาใส่ได้แบบโอเค มีหลายๆ ด้าน ในมุม ที่ทำให้ ดูแล้ว หนังสนุกมีสีสัน 

โปรดติดตามตอน 2…

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เจาะจิตปิดเกมล่าเหยื่อ (The Victims’ Game) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/500316

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เจาะจิตปิดเกมล่าเหยื่อ  (The Victims’ Game)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เจาะจิตปิดเกมล่าเหยื่อ (The Victims’ Game)

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คนพวกนี้เลือกจบชีวิตตนเอง ไม่มีใครบังคับให้ทำ ร่างกายของคนเราต้องถูกบังคับรุนแรงขนาดไหน จึงเกิดภาวะแบบนี้ได้รุนแรงมากเลยนะ เจาะจิตปิดเกมล่าเหยื่อ (The Victims’ Game) เป็นซีรี่ส์ไต้หวันแนวอาชญากรรมสืบสวนสอบสวนเชิงจิตวิทยา ความยาว 8 ตอนจบ ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป เป็นผลงานผลิตของ “Netfix” 

“ฟางอี้เริ่น” ตำรวจพิสูจน์หลักฐานนิติเวชผู้บ้างาน ทำทุกอย่างเพื่อการทำงาน จนทำให้ครอบครัวพังทลาย เมียหย่าร้างหอบลูกสาวหายไป “ซูไห่ยิ่น” นักข่าวสาวผู้ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข่าว เขียนข่าวออกก่อนใคร สืบข่าวเก่ง มีเส้นสาย  “เจิ้นเฉินควาน” สารวัตรสืบสวนฝีมือดี มากประสบการณ์ เพิ่งเลื่อนตำแหน่ง ก็มีเจอคดีประหลาดยิ่งสืบยิ่งชวนปวดหัวเป็นคดีแรก ท้าทายความสามารถ จนเกิดคดีฆาตกรรมประหลาด สภาพศพสยดสยอง จากคดีแรก เกิดคดีที่มีการเสียชีวิตแปลกๆ ที่พัวพัน กระทบและโยงใยกับคดีแรก และคดีต่อไปที่ทยอยตามมา

ฆาตกรต่อเนื่องหรือการเลียนแบบการฆ่าตัวตาย เป็นสิ่งที่ตำรวจต้องค้นหา

Joseph Chang จางเสี่ยวฉวน เด่นมากๆ กับบท “ฟางอี้เริ่น”พิสูจน์หลักฐานบ้างาน ที่ชัดเจนในความไม่ปกติ ทั่งบุคลิกท่าทางสีหน้าท่าทางดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง ดูจิตๆ เป็นโรคจิตในตัว แต่ก็แฝงถึงความเก่งฉลาด แต่พอถึงส่วนของดราม่า ทำได้ดี ดึงให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ตัวละคร Tiffany Ann Hsu (Hsu Wei-Ning) นางเอกสาวลูกครึ่งอิตาเลียน-ไต้หวัน รับบท “ซูไห่ยิ่น” นักข่าวสาวสวยขาลุยสวย ดูปราดเปรียวสมเป็นนักข่าว บุคลิกมาดใช่เลย เล่นเก่งดูเป็นธรรมชาติ พอมาช่วงท้ายๆ ได้โชว์ดราม่าผ่านสีหน้าแววตาได้ดี “JasonWang” นักร้อง นักแสดงรุ่นเก๋าในไต้หวัน มารับบท พี่ควาน นายตำรวจที่ทำคดีนี้มาเรื่อยๆ แต่ดีมีพลัง

The Victims’Game เดินเรื่องกระฉับด้วยความยาวแค่ 8 ตอนใช้เวลาปูรายละเอียดตัวละครหลักๆ ตัวเดินเรื่อง ตัวเสริมหลักแค่ตอนแรก จากนั้นเล่นกับเหยื่อในแต่ละตอน ก่อนที่ในครึ่งหลังจะค่อยๆ โยงเข้าหากัน ค่อยๆ เฉลย การแก้ปม จุดจบขอตัวละครก่อนจะปิดท้าย จบด้วยบทสรุป การคลี่คลาย ผ่อนคลายตัวเรื่องเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ความตาย สภาพศพที่สยดสยอง ฆาตกรรม การฆ่าตัวตาย โรคร้ายที่เล่นกับจิตใจ เต็มไปด้วยความหดหู่ หนังดึงเอาเรื่องยา เรื่องโรคทางจิต เข้ามาเป็นเส้นเรื่องอาจจะเป็นเรื่องไกลตัว ดูยากไปบ้าง แต่ตัวหนังก็ยังอธิบายได้แบบง่ายๆ เข้าใจง่าย ย้ำหลายตอนจนอิน ค่อยๆ เข้าใจ จนสนุกไปกับเรื่อง แถมในช่วงท้ายแต่ละตอน มีเบื้องหลังแถมให้ดูด้วย ขณะเดียวกันในรายละเอียดปลีกย่อย เรื่องต่างๆ ความสัมพันธ์ของตัวละครหลักๆก็ทำออกมาได้โยงดี มีพลัง ยิ่งนักแสดงทุกคนเล่นดี ยิ่งช่วยเพิ่มความสนุกให้กับหนังได้มากทีเดียว “เจาะจิตปิดเกมล่าเหยื่อ (The Victims’ Game)” ซีรี่ส์ดีๆ จากไต้หวัน มาตรฐานล้ำนำหน้าสู่สากล อีกหนึ่งงานดีๆ จาก Netflix 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ครูฝึกพันธุ์โหด (Kyojo) (2020) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/498801

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ครูฝึกพันธุ์โหด (Kyojo) (2020)

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำหรับ ครูฝึกพันธุ์โหด (Kyojo) (2020) มินิซีรี่ส์ญี่ปุ่น ความยาว 2 ตอนจบ สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี ของ สถานี Fuji TV ที่ดัดแปลงจากนิยายดังนำแสดงโดยนักแสดงชื่อดัง ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็กมากมาย กำกับโดย อิซามุ นาเกะ ผู้กำกับที่ฝากผลงานประทับใจมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ Love 2000, Sugar And Spicy, Platonic Sex Calmi Cuori Appasionati, The Youngsters

“ครูฝึกพันธุ์โหด” เป็นเรื่องราวการฝึกตำรวจ ในโรงเรียนตำรวจ ก่อนที่เป็นตำรวจจริงๆ การฝึกหนัก 6 เดือนเต็มๆ ของนักเรียนตำรวจชายหญิง กว่า 30 คนในรุ่นนี้ “ติมิชิกะ คาซาม่า” ครูฝึกตำรวจสุดเฮี้ยบ ถูกส่งมาดูแล นักเรียนรุ่นนี้ รุ่นที่ 118 ต้องมารับมือกับกลุ่มนักเรียน ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกลั่นแกล้งการทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ ความรุนแรง มิตรภาพ น้ำใจ ความเป็นเพื่อน โดยจุดหมายของการเป็นตำรวจ ของนักเรียนแต่ละคนก็ต่างกันออกไป ตัวหนังทำให้เราสนุกไปกับการฝึกในทุกๆ ขั้นตอนแผนตำรวจดีตำรวจเลว การใช้จิตวิทยาให้คนร้ายยอมสารภาพการช่วยชีวิตคนยิงปืน รับมือคนเมา การตรวจค้นผู้ต้องสงสัย การสืบจากศพ หาคนร้าย ฯลฯ มีมาให้ดูแบบสั้นกระชับไม่ยืดเยื้อ ดูสนุกไปกับมันในแบบที่เข้าใจง่ายๆ เห็นภาพชัดเจนสนุก

ทาคุยะ คิมูระ พระเอกรุ่นใหญ่ขวัญใจของใครหลายคนมาในลุคเท่ๆ ผมสีดอกเลาบทเด่นดูมีพลังในบท “ครูฝึกคาซาม่า” ที่มีรัศมีความเหี้ยมแผ่กระจายพอๆ กับความเป็นครูที่ดี

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงหล่อสวยมาร่วมแสดงเพียบ อาทิ ฮารูน่าคายากูชิ, มุ่ย โทมิตะ, เคนโตะ คายาชิ, วาคานะ อาโออิ, ไคอิโนวาอิ ฯลฯ

หนังมีสิ่งที่น่าประทับใจให้กำลังใจ แทรกมาตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ การให้อภัย มิตรภาพระหว่างเพื่อน สนุก ลุ้นระทึก เอาใจช่วยนักเรียน มีครบรส ขำๆรอยยิ้ม ดราม่า ซาบซึ้งตรึงใจ

แนะนำครับ “ครูฝึกพันธุ์โหด”แค่ 2 ตอน เกือบ 4 ชั่วโมง ดูจบแล้วอาจจะอยากกลับมาดูใหม่

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘CAT RADIO TV’…ละครเรื่องแรก สร้างจากเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง ของรายการวิทยุเล็กๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/497372

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘CAT RADIO TV’…ละครเรื่องแรก สร้างจากเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง ของรายการวิทยุเล็กๆ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“แคท เรดิโอ” คือรายการวิทยุเล็กๆที่จัดรายการมานานกว่า 6 ปี ภายใต้การบริหารของ “จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ”ที่เน้นเปิดเพลงแนวอินดี้นอกกระแส และมักมีการจัดอีเว้นท์เก๋ๆ แนวๆ หลายงานทั้งแคทฟู้ด เทศกาลอาหาร ประกวดหนังสั้นขายของแนว ฯลฯ

CAT RADIO TV ถ่ายทอดผ่านละคร13 ตอน ของคนทำรายการวิทยุเล็กๆ รายการหนึ่งที่เปิดเพลงซึ่งจะฮิตในวันพรุ่งนี้ ชาวโลกจึงไม่ค่อยรู้จักและแน่นอนว่าพวกเขากำลังถังแตก ทำให้ “จ๋อง” ผู้บริหารหนุ่มต้องตัดสินใจว่าจะสู้ต่อหรือจะยอมแพ้ปิดบริษัทท่ามกลางความวิตกกังวลของพนักงานในทุกๆ แผนกอยู่ดีๆ น้องเพลง น้องฝึกงานคนสวยก็ก้าวเข้ามาในบริษัท ทำให้ “จ๋อง” ฮึด!! สู้อีกครั้ง ลูกน้องเริ่มมีกำลังใจแต่มีเวลาแค่ 8 สัปดาห์เท่านั้นในการสู้ครั้งสุดท้าย

“แคท เรดิโอ ทีวี” นำเสนอง่ายๆ แต่อาจจะดูไม่เป็นเรื่องเป็นราว ติสท์แตกออกไปในทางอินดี้ๆ ทำตามใจคนทำมากกว่าเอาใจตลาด ในแนวของ “แคท เรดิโอ” ที่ทำตามใจตัวเองในแต่ละตอน แบ่งเรื่องเป็นช่วงๆ เส้นเรื่องหลักอยู่ที่การต่อสู้เพื่อให้ แคท เรดิโอ อยู่รอดได้ไปต่อ ที่มีเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครหลักที่เพิ่มขึ้น ตัดสลับกับเรื่องฮาๆ ของคนในบริษัท เรื่องขำๆ ในแต่ละแผนก

“ก้อง-สหรัถ” รับบท “จ๋อง” ผู้บริหาร“แคทเรดิโอ” ดูอบอุ่น มีเสน่ห์ น่ารัก อ่อนโยนแต่แฝงไว้ความอินดี้ ความเซอร์ เล่นแบบน่ารักมากๆ มาพร้อมกับเจ้าปลาทองในโหลยิ่งถ้าใครรู้จักพี่จ๋องตัวจริง จะบอกว่าใช่เลย!! บทนี้เอาอยู่ แบก แคท เรดิโอ ได้ทั้งบนจอ และในละคร “เฌอปราง BNK48” ยังคงน่ารัก สดใสเสมอ ทุกตอนที่น้องเพลง ปรากฏตัวดูน่ารักสดใสตลอด เป็นตัวละครอีกตัวที่น่าสนใจเพราะมีเรื่องราวซ่อนอยู่รอการเฉลย นอกจากนี้ ความสนุกของเรื่องยังได้บรรดานักร้อง-นักดนตรีอินดี้ๆ มาสวมบททีมงานหลักๆ ที่อยู่เบื้องหลัง “แคท เรดิโอ” ทำให้ดูสนุกลื่นไหล เล่นกันแบบเข้าขากันดี จนนึกไปว่าเอาตัวจริงๆ มาแสดง

นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงคุ้นหน้าอีกหลายคน ทั้งจากผลงานการแสดง ผลงานเพลงและอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาสร้างเสียงหัวเราะและความสนุกหลากรส “แคท เรดิโอ ทีวี”กำกับโดย สรวงนัยน์ โพธิไพโรจน์ กับ คมสันนันทจิต จากการเขียนที่นำทีมระดมฝีมือกันของจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ (พี่จ๋องตัวจริง) คมสันนันทจิต, บอย ตรัย (ที่ทำเพลงในเรื่องนี้ด้วย)ภรภัทร ศิลปการธนกิจ, อำนาจ จิวพานิชย์ถ้าไม่อยากดูอะไรที่ซ้ำซาก จำเจ อยากรู้จักศิลปินเพลงดีๆ นอกกระแส ต้องไม่พลาด แต่ถ้าชอบนักร้องดังๆ ตามกระแส ไม่แนว อาจจะไม่โดนใจดูไม่สนุกและไม่รู้เรื่อง Cat Radio Tv คือ รายการทีวี/ซิทคอม อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/480626

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit)

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฮ!!! ฮิตเลอร์ อีกครั้งของการเล่าเรื่องเก่าๆ ที่นำเสนอเรื่องของเด็กกับสงครามโลกครั้งที่สอง หลายต่อหลายครั้งจนคุ้นชิน “เด็กชายโจโจ้” เด็กชายวัยสิบขวบครึ่งผู้อาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนในช่วงสงคราม “โจโจ้”เป็นยุวชนนาซีเทิดทูนฮิตเลอร์จนหมดใจ จนวันหนึ่งเขาก็พบว่าแม่ซุกซ่อนเด็กหญิงวัยรุ่นชาวยิวเอาไว้ในบ้าน ทำให้ชีวิตของโจโจ้ต้องเปลี่ยนไป ความขัดแย้งในตัวเองเริ่มเกิดขึ้น ทั้งหน้าที่ของยุวชนนาซีที่ดีเมื่อพบยิวก็ต้องจัดการ แต่ถ้าทางการรู้ อาจส่งผลกระทบต่อแม่ ญาติเพียงคนเดียวของ “โจโจ้”

“ไตกา ไวติติ” เล่าเรื่องในรูปแบบที่ดูง่ายๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เสียดสี ดูสบายๆ ใช้ความเป็นแฟนตาซีในแบบของความเป็นตลกร้าย ที่ขำกระจายหัวเราะได้ตลอด ผสมๆ กับเส้นเรื่องในแนว Coming of Age มีตัวละครเรียนรู้ชีวิตค่อยๆ โตขึ้น ภายใต้บรรยากาศของสงคราม ที่มีความโหดร้ายแทรกอยู่ตลอดเวลา ตามดูชีวิตของ “โจโจ้” เมื่อเพื่อนในจินตนาการของ “โจโจ้” เด็กน้อยวัยสิบขวบกว่าๆ กลายเป็น “ฮิตเลอร์” ผู้นำที่เขาเทิดทูนเป็นไอดอล แทนที่ตามวัยของเขาควรจะเป็นกระต่ายน้อยหรือเทวดา นางฟ้า สลับๆ ไปกับบรรดาเพื่อนๆ วัยเดียวกันในโลกแห่งความเป็นจริงที่โตมาในสนามรบ หนังใช้สองตัวละครหลักนี้ทั้ง “โจโจ้”และ “ท่านฮิตเลอร์” เพื่อนซี้ในจินตนาการในการบอกเล่าสิ่งที่ตัวหนังต้องการจะบอก การถกเถียงกันในด้านความคิดความรุนแรง ความโหดร้ายของสงคราม รวมไปถึงการทำให้เห็นการเติบโตผ่านสถานการณ์ร้ายๆ ของตัวละครเด็กน้อยนำทีมโดย “โจโจ้” และตัวละครผู้ใหญ่ที่เจอชะตากรรมต่างกัน รางวัลออสการ์ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมปีนี้สมค่าแห่งรางวัลจริงๆ “ไตกา ไวติติ”ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ ที่เปิดตัวในอเมริกา อย่างงดงามใน “Thor Ragnarok” จะบันเทิงเริงรมย์มาแล้ว ได้โชว์ให้เห็นถึงความเป็นผู้กำกับฝีมือดี ทำหนังเล่นกับอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด ในแบบทีเล่นทีจริงในเรื่องนี้ที่เหมางานหลักๆ เอาไว้คนเดียว ทั้งกำกับ เขียนบท และร่วมแสดงเองในบทฮิตเลอร์ ในจินตนาการที่เขาเล่นได้น่าเชื่อเหมือนฮิตเลอร์เป๊ะๆ “โรมัน กริฟฟิน เดวิส” รับบท“โจโจ้” ได้แบบน่ารัก สบายๆ ทำให้ภาพของเด็กน้อยที่กำลังโตในช่วงสงครามออกมาแบบชัดเจนกำลังดีเข้ากับ ไตกา ไวติติ ในบทฮิตเลอร์ได้เป็นลงตัว เป็นปี่เป็นขลุ่ย หรือกับ “โรมาซิน แม็คเคนซี” สาวยิวในบ้านตัวแปรของเรื่องก็ดูน่ารักเข้ากันเป๊ะ “สการ์เล็ตต์โจแฮนสัน” โชว์พลังการแสดงอันยอดเยี่ยมในบทสมทบที่เด่นมากๆ ทุกฉากที่ออกมาเต็มไปด้วยพลัง สะกดคนดูในทุกช่วงอารมณ์ของหนัง อารมณ์ขัน ดราม่า รวมทั้งอาจทำให้คนเสียน้ำตาให้กับเธอ แต่เธอมาในจังหวะที่กำลังพอดี แค่สมทบไม่เยอะจนขโมยซีนตัวนำแบบ “โจโจ้”

ทั้งบทสมทบหญิงในเรื่องนี้ หรือนำหญิงยอดเยี่ยมMarriage Story ต่างก็น่าปรบมือให้ และชื่นชอบไม่แพ้บทสบายๆ เอาใจตลาดอย่าง Black Widowและผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ปลื้มชอบมากๆ กับฉากผูกเชือกรองเท้าของเธอ จากทั้งสองเรื่องที่มีเหมือนกันแต่ต่างอารมณ์เรื่องหนึ่ง ให้ความรู้สึกตื้นตัน อีกเรื่องให้ความรู้สึกสะเทือนใจ ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit) ดูสนุกขำๆ ตั้งแต่เปิดเรื่อง ค่อยๆ ตรึงคนดูให้อินไปกับตัวละครก่อนที่เรื่องจะค่อยๆ หนักขึ้น จนบรรยากาศหนังหนักหน่วงรุนแรง ต่างไปจากช่วงต้นแบบสิ้นเชิง ก่อนที่หนังจะจบแบบประทับใจ ไฮ!! “ฮิตเลอร์ โจโจ้” กับคุณแม่ ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง: ​ถ้าบอกว่ายัง รัก เธออยู่ จะเชื่อหรือเปล่า จดหมายรักฉบับนี้จะ…ส่งถึงคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/479123

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง: ​ถ้าบอกว่ายัง รัก เธออยู่ จะเชื่อหรือเปล่า จดหมายรักฉบับนี้จะ…ส่งถึงคุณ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กันไว้ กระทั่งวันหนึ่ง ยูริก็ได้รับข้อความจาก “เคียวชิโร่” ที่บอกว่า “ถ้าบอกว่าตอนนี้ผมก็ยังรักคุณอยู่ จะเชื่อรึเปล่า?

“รักแรก” สมัยมัธยมงานเลี้ยงรุ่น…25 ปี ผ่านไป “มิซากิ…นิยายรัก” จากเขียนให้สาวคนรักคนเดียวในชีวิต เขียนเสร็จ 1 ตอน ต้องเขียนจดหมายส่งให้เธอได้อ่านก่อน และจดหมายรัก…จากรุ่นสู่รุ่น จดหมายที่ตั้งใจเขียนเพื่อให้คนที่รัก อยากบอกเล่าเรื่องราวให้คนรัก

“อิวาอิ ซุนจิ” ทำหนังรักเรื่องนี้ออกมาเป็นหนังที่ดีงามซาบซึ้ง ไม่แพ้ที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วใน “Love Letter” เมื่อ 25 ปีก่อน เล่นท่ายาก เล่นของยากกับการนำเอาจดหมายมาสร้างความประทับใจในยุคโซเชียล แต่บอกเลยว่าเขาทำได้ แถมยังทำได้ดีอีกด้วย ตัวหนังเล่าเรื่องผ่านตัวละคร“ยูริ” ที่บังเอิญพบเจอเรื่องราวในอดีต คนเก่าๆ คนรุ่นใหม่ ทายาทของคนรุ่นเก่าเดินเข้ามาในชีวิตของเธอ จนปล่อยเรื่องราวที่คาใจมานานกว่า 25 ปี  และที่เก๋สุดคือเรื่องรักของเธอ เริ่มต้นที่จดหมาย 25 ปีผ่านไป ก็ต้องกลับมาเจอกับจดหมายทุกคนที่เกี่ยวข้อง มีจดหมายทุกเรื่องราวเส้นเรื่องง่ายๆ แต่เล่าเรื่องแบบมีชั้นเชิง มีลูกเล่น มีครบทุกรส บทเฉลยที่พลิกไปพลิกมา ความน่ารักของตัวละคร นักแสดงน่ารัก เสริมบรรยากาศเศร้าๆ เหงาๆ ด้วยภาพและดนตรีประกอบที่ผสมด้วยจดหมาย ทำให้ “Last Letter” ตรึงให้สนุกซาบซึ้งได้ตั้งแต่ต้น
จนจบ

“มัตสึ ทาคาโกะ” รับบทเป็น “คิชิเบโนะ ยูริ” ในช่วงวัยสาวได้แบบน่ารักๆ มีพลัง เป็นตัวละครที่ตรึงคนดูให้อยู่กับหนังทั้งในส่วนของอารมณ์ขัน เรื่องรัก รวมไปถึงดราม่า

“ฮิโรเสะ ซุสุ” สวยใสน่ารัก รักเลยกับสองบทบาทสองวัย“โทโนะ มิซากิ” ในช่วง ม.ปลาย กับ อายูมิ ลูกสาว แม้ช่วงวัยของสองตัวละครจะวัยเดียวกันแต่ก็ไม่สับสน ชัดเจนว่าเป็นตัวละครรุ่นไหน และเชื่อว่าทุกคนจะรักทั้งสองตัวละคร

“โมริ นานะ” น่ารักมากๆ กับตัวละครสองวัยคือเป็นทั้ง “ยูริ” ตอนวัยรุ่น กับเป็นลูกสาวของยูริ สดใสน่ารัก และมีดราม่าที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะเสียน้ำตาให้เธอ แถมเธอยังร้องเพลงปิดท้ายหนังอีกด้วย

“ฟุคุยามะ มาซาฮารุ” รับบทเป็น “โอโตซากะ เคียวชิโร่”ที่ดูแล้วอิน สงสารไปกับรักแรกรักเดียวของเขา “คามิกิ ริวโนะสึเกะ”รับบทเดียวกันเป็นโอโตซากะ เคียวชิโร่ ในวัยรุ่นก็ดูน่ารักดี

“อันโนะ ฮิเดอากิ” ผู้กำกับชื่อดังมารับบทสามีนักเขียนการ์ตูนมังงะ สามี ยูริ มิโฮ นากายามะ นางเอก LOVE LETTERก็มาร่วมแสดงในเรื่องนี้ด้วย ร่วมด้วย โคมุโระ ฮิโตชิ,มิซึโกชิ เคโกะ

“Last Leter” กลายเป็นหนังรักญี่ปุ่นที่โดนใจ รักมากๆ หัวเราะแบบน้ำตาอิ่มเอม ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัวไปกับทุกอารมณ์ ทั้งมีความสุข เศร้า และเข้าใจตัวละคร ยิ่งคนที่ชอบเขียนจดหมาย มีความหลังกับคนรักเก่าที่พัวพันกับจดหมายและงานเขียน ใจละลาย ละลายไปกับหนังแน่นอนถ้าคุณเคยตกหลุมรัก “LOVE LETTER” ถ้าคุณยังเชื่อว่าความคิดถึงของคนคนหนึ่งจะยังมีคุณค่าสำหรับอีกคนหนึ่งเสมอ

เอาใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน รักมากๆ ไม่แพ้ LOVE LETTER