โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’ (naewna.com)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘อีเรียมซิ่ง’

วันเสาร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หนังตลกเฮฮาเรื่องล่าสุดของ “เวิร์คพ้อยท์เอ็มพิคเจอร์”และ “รฤก” ที่นำเอา “เบลล่า-ราณี แคมเปน” มาพลิกบทบาทเป็นนางเอกหนังเรื่องแรก

“อีเรียมซิ่ง” เป็นเรื่องราวในหมู่บ้านบางน้ำกร่อย“อีเรียม” ตัวอิจฉา สาวห้าวประจำหมู่บ้าน โดย อีเรียม มักจะอิจฉาพี่สาว เพราะคิดว่าแม่รักพี่สาวมากกว่าตนเองเลยแกล้ง “แรม” เป็นประจำ จนวันหนึ่งเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น เมื่อสามโจรฟันแดง บุกมาที่หมู่บ้านเพื่อตามหา เรียม สาวพรหมจรรย์คนที่ 7 ในตำนานที่จะมาทำให้ “เสือไท” หัวหน้าโจรคงกะพัน“เรียม” จึงนำทีมเพื่อนๆ ทุยทุย ควายเพื่อนซี้ ต้องผจญภัยไปกับ ทัพงู จระเข้ยักษ์ สามผีเจ้าแม่ เพื่อไปจัดการกับโจรร้ายและช่วยครอบครัวของเธอ 

“เบลล่า-ราณี” ปล่อยของแบบเต็มที่ เล่นแบบลื่นไหลในบทที่หลากหลาย เล่นแบบครบรส ทั้งบทสนุกสนานเฮฮา ดราม่าเรียกน้ำตา และแอ๊กชั่น ไม่ว่าจะมาแบบไหนดูดีและน่ารักไปหมด ด้วยความเด่นของบทที่ส่งและเอื้อต่อการโชว์ความสามารถ ผสมกับฝีมือการแสดงและความน่ารักทำให้ เบลล่า ดูเด่นมากๆ เด่นกว่าทุกคน เป็นศูนย์กลางของเรื่องคนเดียวเน้นๆ 

“แพท-ณปภา ตันตระกูล” มารับบท “แรม” พี่สาวเรียม ในแบบที่น่ารักๆ สองบุคลิก ทั้งสวยใสเรียบร้อยยั่วยวน เฮฮา น่ารัก น่าสงสาร เล่นเก่งมากๆ โดยเฉพาะฉากหลุดๆ รั่วๆ ฉากทำบีคบ็อกร้องเพลงกับ เบลล่า ขำมากๆขำจนแทบตกเก้าอี้

น้าค่อม ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน, บอล เชิญยิ้มรับบทตลกขำๆ ในแบบที่กำลังพอดีๆ ไม่เยอะไม่น้อยไม่ล้นจนเกินไป ตลกแบบบ้านๆ ที่ไม่หยาบ ไม่เน้นลามก ดูสบายๆเล่นกันแบบเข้าขากัน ทั้งสามหนุ่มและเบลล่าส่งบทกันไป-มาช่วยขยี้ความสนุกสนาน

“พฤกษ์ เอมะรุจิ” ทำ “อีเรียมซิ่ง” ออกมาเน้นตลกเฮฮาล้วนๆ ดูกันแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เนื้อหาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เดินเรื่องในแบบมุขต่อมุข ขยี้เป็นตอนๆ ไปโดยยังคงลายเซ็นงานชิ้นก่อนๆ เอาไว้ชัดเจน ใช้ตัวละครน้อย เน้นขายตัวเอกเป็นหลัก “อีเรียมซิ่ง” ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของหนังไทยเก่าๆ หนังตลกในแบบที่นางเอกทะโมน แก่นเซี้ยว บู๊ๆ ลุย แต่มีความสวยน่ารักซ่อนอยู่ และมักจะมีพี่สาวสวยน่ารัก  “อีเรียมซิ่ง” เป็นหนังไทยที่มีครบรสตลกเฮฮา ดราม่าครอบครัว เรียกน้ำตาความซึ้งเล็กๆ แอ๊กชั่นบู๊กระจาย และมีเพลงลาวดวงเดือน ที่นำมาทำใหม่ให้ฟังแม้โปรดักชั่นอาจจะไม่เนี้ยบ ไม่ใช่หนังดีสมบูรณ์มากมายแต่ด้วยความหลุดๆ รั่วๆ น่ารักๆ ทำให้ดูได้แบบไม่น่าเบื่อจนเป็นหนังสนุกมากๆ อีกเรื่องหนึ่งของปี

ดูกันเพลินๆ ดูไปเรื่อยๆ ขำตลอดทาง จนเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมงผ่านไปแบบรวดเร็ว 

“อีเรียมซิ่ง” เอาไปเลย 7/10 คะแนน ปล.ส่งท้ายด้วยความระลึกถึง “โรเบิร์ต สายควัน” ที่น่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายบนจอที่ออกฉายจริงๆ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหนูมั้ย เรือนแพ…ในแบบ ‘ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/531632

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหนูมั้ย  เรือนแพ...ในแบบ‘ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : รักหนูมั้ย เรือนแพ…ในแบบ‘ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์’

วันเสาร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“รักหนูมั้ย” คือ หนังนอกจักรวาลไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ เรื่องแรกที่ฉีกตัวออกมามีเรื่องราว เส้นเรื่องของตัวเอง ภายใต้ทีมงาน และสามพระเอกนักแสดงนำที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากทีม “ไทบ้าน” ภายใต้ชื่อ“เซิ้งโปรดักชั่น”

“รักหนูมั้ย” เป็นหนังไทยบ้านๆ ที่มีเสน่ห์ ความน่ารัก ในแบบครบรส มีทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนโทน มาทำให้อึ้งทำให้เสียน้ำตา ตัวหนังทำได้ลงตัว ผสมกันได้แบบกลมกล่อม เดินเรื่องเรื่อยๆ สบายๆ และนักแสดงที่เล่นแบบน่ารักๆ ในคาแร็กเตอร์ บุคลิกของตัวเองในความเป็นจริง สิ่งที่ “รักหนูมั้ย” หยิบมานำเสนอ นำมาพูดถึง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนัก เป็นปัญหาเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นในยุคนี้ การมีเด็ก การสร้างครอบครัว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“กุ๊งกิ๊ง-ปฏิมา ฉ่ำฟ้า” สวยใส น่ารักมากๆ ในบท “พลอย”ที่สะกดหยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้บนจอ เล่นดี ดูเป็นธรรมชาติชม้ายชายตาโลกดูสดใส พอถึงช่วงเครียด พอพร้อมที่จะเสียน้ำตาไปกับตัวเธอ ใครที่ดูแล้ว ไม่หลงรักเธอ ก็เกินไปแล้ว

“ต้องเต-ธิติ ศรีนวล” รับบท “จอห์น” ที่ดูเป็นพระเอ้กพระเอกดูน่าสงสาร น่ารัก เป็นคนเสียสละ ทำทุกอย่างเพื่อสาวคนรักเล่นนิ่งๆเรื่อยๆ บิ้วอารมณ์คนดูได้ในทุกอารมณ์ ยิ้มแบบมีความสุข หัวเราะในความอารมณ์ดี หรือสงสาร/เห็นใจจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว 

“ด้งเด้ง-ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร” รับบท “อ๊อฟ” ที่มาเรื่อยๆเข้ามาช่วยเสริมในแต่ละช่วง ชงบทด้วยบุคลิกที่ดูนิ่งๆ เซอร์ๆ มาดลุยๆแม้บทจะถูกแฟนทิ้ง ตามง้อแฟน ก่อนจะเปลี่ยนใจมาชอบ “พลอย”นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ทำให้หนังสนุกขึ้น 

“ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี” รับบท “กิม” หนุ่มที่ดูไร้ความรับผิดชอบ ดูแย่ที่สุดในกลุ่ม ทำให้คนดูเกลียดในตอนต้นเรื่องก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนมารัก เอาใจช่วย ขำๆ ยิ้มๆ กับมุขตลกเจ็บตัว หลังจากที่ถูกรถชน จนคนที่บ้านต้องดูแล และดูแลเด็กน้อยถึงจะดูแย่สุด ทำผิดพลาดตลอด แต่กลับเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ สู้จนหยดสุดท้าย

“รักหนูมั้ย” มีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้นึกไปถึง “เรือนแพ”หนังไทยคลาสสิก ที่เชื่อแน่ว่าทีมงานหนังเรื่องนี้ ต้องมีแรงบันดาลใจหรือนำเอาเรื่องนี้มีดัดแปลง ทำให้แบบของตัวเอง

“โน่-ภูวเนตร สีชมพู” ผู้กำกับทำ “รักหนูมั้ย” ออกมาเป็นหนังไทยธรรมดาๆ บ้านๆ แต่ออกมาดูดี ตัวหนังดูง่าย เล่าเรื่องสบายๆค่อยๆ ทำให้คนดูอิน ติดไปกับตัวละคร เข้าใจความคิด และเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมุขตลก อารมณ์ขันมาตลอด แทรกเป็นระยะๆ มาในจังหวะที่กำลังพอดี พอจะเปลี่ยนอารมณ์ก็สามารถบิ้วบีบน้ำตาจากคนดูออกมาได้ชะงัด

ในความเรียบง่ายของการเล่าเรื่อง แต่ในตัวหนังเต็มไปด้วยภาษาหนัง สัญลักษณ์ การตีความ ช่วยเพิ่มความไม่ธรรมดา “รักหนูมั้ย”ถือเป็นความสำเร็จที่ฉีกออกจากจักรวาลของหนัง ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ดูดี มีความเป็นตัวเอง ดีงาม!! แบบไม่ต้องอิง!! ความดังจาก “ไทบ้าน”

รักหนูมั้ย…ตอบได้เลย รักหนู…รักมากมาย รักในระดับ บ้านๆรักหนูมั้ย…รักหนูพลอย

รักหนูมั้ย…รักเจ้าหนูน้อย 10/10 คะแนน ปล.หนังจบอย่าเพิ่งลุกท้ายเครดิตยังมีติ่งทิ้งท้าย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มด (The Witches) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/530201

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มด (The Witches)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่มด (The Witches)

วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“แม่มด (The Witches)” คือวรรณกรรมเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนชาวอังกฤษ (เขียนในปี 1983(2526))ที่เคยถูกแปลเป็นไทย โดย สาลินี คำฉันท์ ในปี 2531 ที่เคยคิดจะหยิบมาอ่านนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยวัยรุ่นๆ นิยมอ่านวรรณกรรมเด็ก แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็น หนังอังกฤษมาแล้ว เมื่อปี 1990 (2533) ในชื่อเดียวกับตัวนิยาย นำแสดงโดย แองเจลิกา ฮุสตัน  เคยดู แต่จำอะไรไม่ได้เลย

เมื่อ “แม่มด (The Witches)” ถูกนำมาขึ้นจอ เลยเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่คนดูรอชม เพราะเป็นงานกำกับของ โรเบิร์ตเซสิคิส และนำแสดงโดย แอน แคททาเวย์ บรรยากาศของการเสพวรรณกรรมเด็กในช่วงวัยรุ่นของชีวิต หวนคืนมาอีกครั้งในรูปแบบของการขึ้นจอเป็นหนัง ที่แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่หวือหวาไปเรื่อยๆ ธรรมดาๆ แต่งานที่ออกมาก็โดนใจไม่น้อย

“โรเบิร์ต เซมิคิส” ทำ “แม่มด (The Witches)” ออกมาในแบบสบายๆ เหมือนเป็นงานผ่อนคลาย ทำหนังแบบพักผ่อนในการทำงานของตัวเอง ให้คนดูได้เข้ามาดูหนังพักผ่อน ไม่ต้องคิดมาก เข้ามาเอนกายสบายๆ ในโรงหนังโดยยังไลเซนส์ในเรื่องการโชว์เทคนิคพิเศษ งานสร้างภาพที่สมจริง ของตัวเซมิคิสเองซึ่งแม้จะไม่มีอะไรใหม่ ดูธรรมดาในยุคนี้ แต่ก็เป็นส่วนที่ดูดีเนียนดูสนุก โดดเข้าไปสู่โลกแห่งแม่มดในเรื่อง ได้อย่างเต็มที่

“แอน แคททาเวย์” สวยสง่า เด่นมากมายในบท “ราชินีแม่มด” จอมโหด มาดเนี้ยบ ร้ายในแบบการ์ตูนเล่นแบบสบายๆปล่อยวาง ไม่ซีเรียส ทุกอย่างที่ออกมาข่มคนอื่นจนหมด สมกับเป็นราชินีในเรื่อง และแม้จะต้องแปลงร่าง ก็ยังไม่สามารถทำลายความสวย ในตัวเธอได้

“ออคตาเวีย สเปนเซอร์” นิ่งๆ สบายๆ ในบท คุณยายที่หลบหนีจากแม่มดมานานตั้งแต่เด็ก จนต้องมาเจอ แม่มด อีกครั้งเพื่อช่วยหลานชายตัวน้อย บทเยอะ เดินเรื่อง ทำให้ เกิดรอยยิ้มได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ชอบมากๆ เวลาเธอเล่นแบบลอยหน้าลอยตา

“จาห์เซีย คาดีมบรูโน”  รับบท เป็นคุณหลาน “คริสตีนเชโนเวธ” เป็น หนูขาวเดซี่  “โคดี ลี อีตสติก” เป็นบรูโน่หนูอ้วนจอมหิว สามเกลอหนูคือตัวสร้างสีสันรอยยิ้ม ความน่ารักให้เกิดกับตัวหนัง หรือแม้แต่บรรดากองทัพหนูแม่มด ที่ดูน่าเกลียดแต่ก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับเรื่อง “สเปซี่ ทุชชี่” รับบทผู้จัดการโรงแรมจอมเฮี้ยบ “คริส ร็อค” มารับหน้าที่ให้เสียงบรรยายเล่าเรื่อง “แม่มด (The Witches)” อาจจะไม่ใช่หนังที่มีอะไรใหม่ๆฉีก สำหรับหนังแฟนตาซี ในยุคนี้ เป็นงานที่ย้อนกลับไปในรูปแบบของหนังผจญภัยแบบเด็กๆ ในยุคเก่า ที่ดูสบายๆ ง่ายๆ ไม่มีพิษมีภัย เกือบ 2 ชั่วโมง ที่ได้ผ่อนคลายสบายๆ ในโรงหนังดูได้เพลินๆ สำหรับคนที่ชอบนิยายเรื่องนี้ ชื่นชอบในงานวรรณกรรมเด็ก หรือเป็นแฟนหนังเอฟเฟกท์ในแบบของ “โรเบิร์ต เซมิคิส”แต่อาจจะไม่โดนใจ คนที่ชอบอะไรที่ดูยาก คิดมาก ซับซ้อน หักมุมหรือโชว์เทคนิคพิเศษ อลังการงานสร้างมากมายนัก เพลิดเพลินเจริญใจ แบบเด็กๆ ในระดับ 6/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กลับมาเยี่ยมผี (Relic) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/528588

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กลับมาเยี่ยมผี (Relic)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กลับมาเยี่ยมผี (Relic)

วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…เรื่องราวชวนขวัญผวา ได้เริ่มต้นขึ้น

เมื่อคนที่คุณรักบ้านที่คุ้นเคย ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกสิ่ง…กำลังจะเน่าสลาย…

“กลับมาเยี่ยมผี(Relic)” คือ หนังผีสัญชาติออสเตรเลีย ที่ตั้งชื่อไทยได้เรียบๆ ง่ายๆ แต่ตรงประเด็น ชัดเจนว่าเข้าไปดูแล้วจะเจอะเจออะไรบ้าง ตัวหนังได้รับคำชมอย่างดีใน “เทศกาลซันแดนซ์ ฟิล์ม เฟสติวัล”

“เคย์” พา “แซม” ลูกสาววัยรุ่น เดินทางกลับมาบ้านเก่าในชนบท เพื่อออกตามหา “เอ็ดม่า” คุณแม่วัยชราที่หายตัวไปอย่างลึกลับในบ้านเก่าดูทรุดโทรม เต็มไปด้วยร่องรอยประหลาดเต็มไปด้วยความเสื่อมถอยของสังขาร หลังจากตามหามานานจนถอดใจ คุณยายเอ็ดม่า ก็ปรากฏตัวกลับมาที่บ้านอย่างลึกลับพร้อมพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ความลึกลับ ความสยดสยอง กำลังคืบคลานเข้ามาหาสองแม่-ลูกไปพร้อมๆ กับปม/ปัญหา/ความไม่เข้าใจกัน/ความสัมพันธ์ของสองแม่-ลูก คุณยายกับคุณแม่คุณยายกับหลานสาวเริ่มถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

หนังผี (ผีจริงๆ) จากออสเตรเลีย ที่มาพร้อมบรรยากาศชวนขนหัวลุก ชวนหลอนในแบบใกล้ๆ ตัว ไม่คิดมากคิดเยอะปัญหาครอบครัว ความไม่เข้าใจกัน ความห่างเหินของแม่กับลูก “กลับมาเยี่ยมผี (Relic)” ดูดีในแง่ของการสร้างความน่ากลัวจากทุกๆ สิ่งที่มีอยู่ในหนัง ใช้สิ่งรอบตัวที่มีอยู่มาสร้างความหลอนความขนหัวลุก ความมืดมิด ป่าเขา ต้นไม้ ท้องทุ่ง ความเงียบหรือแม้แต่ภายในบ้านหลังเล็กที่ดูแล้วมีความอึดอัด รู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรแฝงอยู่

รวมๆ แล้ว น่าจะดูสนุก หลอน ชวนติดตาม ชวนค้นหามาตามสูตรแบบไม่ต้องคิดมาก แต่…ดูไป…เรื่องยิ่งเดินไปข้างหน้า กำลังสนุกอยู่ดีๆ บทสรุปสุดท้ายกลับทำให้เกิดอาการงง!!!คำถาม??? ตามขึ้นมา ทำไม!!! เกิดอะไรขึ้นกับตัวละครทำไม?? คิดยังไง 

เดินออกมาจากโรงแบบงงๆๆๆ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่ตัวหนังต้องการจะพูดถึงคือเรื่องของสังขาร การเสื่อม การเน่าสลายการทำใจ/การยอมรับ/การเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับมันให้ได้…สังขารไม่เที่ยง…

“นาตาลี อาริกะ เจมส์” กับงานกำกับหนังเรื่องแรกที่ดูดี โอเค ด้วยความเป็นผู้กำกับหญิง เลยถ่ายทอดเรื่องราวดึงอารมณ์ความเป็นผู้หญิงมาใส่ในหนังได้อย่างดี นักแสดงนำหลักๆ มีเพียงแค่ 3 ตัวละคร หน้าตาท่าทาง บุคลิก ดูเข้ากับบท “โรบิน เนวิน” รับบท “เอ็ดม่า” คุณยาย (คุณแม่ของแม่) ที่ดูหลงๆ ลืมๆ แฝงความลึกลับ ผีเข้าผีออก อารมณ์แปรปรวนด้วยโรคสมองเสื่อม “เอมีลี่ มอร์ติเมอร์” รับบท “เคย์”คุณแม่ (คุณแม่ของหลานของคุณยาย) ตัวคีย์ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของยาย/หลาน ตัวเดินเรื่อง และยังเป็นตัวละครที่สร้างความสับสนงงงวยให้กับตอนจบของเรื่อง

“เบลล่า ดีธโดล” รับบท “แซม” คุณหลาน (ลูกของแม่หลานของคุณยาย) ดูสวยน่ารัก มาช่วยขยี้ในส่วนของดราม่าและตามสูตร บางช่วงบางตอนก็รู้สึกถึงความงี่เง่าของตัวละครด้วยวัยที่ห่างกัน “กลับมาเยี่ยมผี (Relic)” ทำหน้าที่ในการเป็นหนังผีที่ดี หลอนๆ จังหวะตุ้งแช่ ไม่เยอะ มาแบบได้จังหวะ ตัวหนังเต็มไปด้วยบรรยากาศหลอนๆ ชวนให้เสียวสันหลัง สะดุ้งบ่อยๆนักแสดงโอเค…ติดแค่อย่างเดียว คือ จบแบบงง!!! ขนาดคิดมาอาทิตย์หนึ่งแล้วยังหาคำตอบให้ไม่ได้เลย หลอนระดับ 5/10 กะโหลกกลางๆติดแค่ตอนจบเท่านั้น…บรื๋ออออออ…

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หลวงพี่กะอีปอบ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/527164

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หลวงพี่กะอีปอบ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘หลวงพี่กะอีปอบ’

วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของ “พระนครฟิลม์” ที่ดูจากโปสเตอร์หนังชวนให้นึกไปถึงหนังผีขายนักแสดงตลกในสไตล์ถนัดของค่ายนี้หนึ่งในนั่นคือ “ผีหัวขาด”และเพราะ “โรเบิร์ตสายควัน” เสียชีวิตและเรื่องนี้เป็นงานท้ายๆ ที่เด่นมากๆ เลยทำให้ “หลวงพี่กะอีปอบ”มีความน่าดู

“หลวงพี่กะอีปอบ” เป็นหนังผีตลกย้อนยุค เนื้อเรื่องง่ายๆ สบายๆ ผีร้ายในสไตล์บ้านผีปอบ วิ่งหนีผี ผีน่ากลัวนิดๆ หน่อยๆ เฮฮาไปกับการปราบผีเรื่องราวความรักที่งดงาม การเสียสละ การพยายามเอาชนะใจแถมด้วยฉากแอ๊กชั่นเข้ามาเพื่อให้หนังสนุกครบรส

“เฉลิม วงศ์พิมพ์” ทำ “หลวงพี่กะอีปอบ” ออกมาดูสนุก สบายๆ ชัดเจนในลายเซ็นของตัวเอง หนังตลกเฮฮามีแอ๊กชั่นในสไตล์สตันท์แมน ระเบิดภูเขาเผากระท่อมนิดๆ ขายฮาจากคาแร็กเตอร์ตัวละครเป็นหลัก ภายใต้โปรดักชั่นที่ดูดีในระดับหนึ่ง ดูดีเท่าที่ทุนมี ซึ่งอาจจะไม่เลอเริ่ด อาจดูไม่เนียนบ้าง บางตอนดูหลอกๆ แต่งานที่ออกมาก็ดูไม่สุกเอาเผากิน เห็นถึงความตั้งใจบรรยากาศหนังชวนให้นึกไปถึงงานก่อนหน้านี้ของ เฉลิม นั่นก็คือคนไฟบิน มีกลิ่นอายของ “7 ประจัญบาน” แจมนิดๆ ภาพรวมของหนัง ขายความสนุกแบบเป็นทีม ส่งบทกันไป-มามากกว่าจะแบบมาแบบเดี่ยวๆ 

“เบิ้ล ปทุมราช” ในบท “กึ่ม” เล่นแบบน่ารัก สบายๆมีเสน่ห์ ผสมผสานความฮาในแบบของตลกรุ่นพี่ ตลกเจ็บตัวตลกหนังผี หรือมุขทะลึ่งตึงตังในแบบใสๆ ที่ดูแล้วอดยิ้มไม่ได้ 

“โรเบิร์ต สายควัน” ทิ้งทวนการแสดงได้ดี (ยังมี “อีเรียมซิ่ง”อีกเรื่อง) บทเด่น เดินเรื่องไม่ใช่ตัวขยี้/ตัวเสริม เหมือนเรื่องก่อนๆ เล่นในแบบที่คุ้นตา มุขที่คุ้นเคย ลีลาท่าทางที่ใช่ ที่ต่างไปคือเด่นมากๆ “โรเบิร์ต สายควัน” กับ “เบิ้ล ปทุมราช” คือส่วนผสมเคมีที่เข้ากัน เป็นคู่ขาที่รับ-ส่งบท ขยี้บท และผสานกับ
นักแสดงคนอื่นๆ ได้ดี

“ลาดา อาร์สยาม” รับบท “อีหวึ่ง” มาพร้อมความสวย โชว์เซ็กซี่ หวือหวา ขายฮาในมุขแบบหวิวๆ แต่หวิวๆ ในแบบนางเอ้ก
นางเอกไม่ใช่นางยั่วหรือตัวร้าย ความสวยสอบผ่าน ดราม่าก็ไม่เลวเสียงฮาก็ได้ แค่อาจจะมาแบบผลุบๆ โผล่ๆ ไปสักนิด 

“ตูมตาม-ยุทธนา” รับบท “บักมิด” แฟนของ “อีหวึ่ง” บทไม่เยอะไม่มีอะไรมาก มาแค่ให้ FC กรี๊ด!! แทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้น
เป็นอัน ไม่ได้แสดงอะไรเลย

“ยัด เฟ็ดเฟ่” ใช้เสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้ “จ่าแหนม” ตลกแบบหน้าตาย ตลกแบบกวนๆ ดูปัญญาอ่อนนิดๆ ขโมยซีนในทุกฉากที่ออก 

“น้าค่อม ชวนชื่น” เด่น เข้ากับบท “หลวงพี่แข่ว”  มาในแบบกำลังดี ตลกแบบไม่จำเป็นต้องเน้นคำด่า ยิ่งตอนที่มีกุมารทอง
ออกมาเป็นลูกคู่ ขำกระจาย

ส่วน “นุ้ย เชิญยิ้ม” กับ “บอล เชิญยิ้ม” สองตัวร้ายมาในแบบการ์ตูนๆ แบบตลกคาเฟ่ ดูฝืดๆ เดามุขได้ เลยไม่ค่อยโอเคเท่าไรนัก เช่นเดียวกับ “น้าพวง” ในบท “หม่อมบาง” หัวหน้าตำรวจ ไม่ขำ ใส่มาให้รกหนังทำไมไม่รู้ ปิดท้ายด้วย “สามารถพยัคฆ์อรุณ” รับบท อาจารย์คง หมอผีตัวร้าย ที่แต่งหน้าแต่งตาจนจำไม่ได้ พอเอ่ยปากพูดมาปุ๊บสำเนียงชัดใช่เลย

“หลวงพี่กะอีปอบ” ดูง่ายสบายๆ ยิ้มได้ตลอดเรื่อง เฮฮาแบบไทยๆ ในระดับ 6/10 คะแนน

ป.ล.ขอร่วมไว้อาลัย/รำลึกถึง “โรเบิร์ต สายควัน” กับงานทิ้งทวน “ป้าหล” แผนกเครื่องแต่งกาย/นักแสดงสมทบ และทีมงานบางคนที่ร่วมงานชิ้นนี้ และได้เสียชีวิตไปก่อนที่หนังจะเข้าฉาย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/525470

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ’

วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 09.15 น.

ความสัมพันธ์ของการย้อนเวลาที่มาพร้อม “มิตรภาพ”เพื่อบอก “ลูกเพ่” ว่านี่คือ “ลูกพ่อ” 

“ก๊อต” นักแข่งรถหนุ่มชื่อดัง ทะเลาะกับพ่อที่มีเรื่องคาใจกันอยู่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย ทำให้ย้อนเวลากลับไปในอดีต

“ก๊อต” ได้พบกับ “เปรม” พ่อของเขาในวัยหนุ่มก่อนเขาเกิดจากพ่อในปัจจุบัน “เปรม” กลายเป็น “ลูกเพ่” ของ “ก๊อต” ในแก๊งเจ้าโลก แก๊งที่เรียกเก็บค่าคุ้มครองจากคลับบาร์คาราโอเกะ รวมทั้งได้เจอ “ดิว” แฟนสาวคนสวยของ “เปรม” ที่มีบางอย่างทำให้เขาสงสัยว่าจะใช่แม่ของเขาหรือเปล่า จากความใกล้ชิด ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน “ก๊อต” เริ่มเข้าใจในตัว “เปรม” ขณะที่เรื่องร้ายๆ จากนักเลงตัวร้ายกำลังคืบคลาน

“เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ” รีเมคมาจาก “Duckweed” หนังจีนปี 2017 ที่นำแสดงโดย “เอ็ดดี้เผิง เติ้งเชา” มี “จ้าวลี่อิง” เป็นนางเอก งานกำกับของ “หานหาน” ดัดแปลงเป็นไทยโดยมี เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี กับ โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มารับไม้ต่อในบทพ่อลูก แซมมี่ เคาวเวลล์ รับบทนางเอก ตัวหนังดูสนุก ขำขัน เรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะได้เป็นระยะ เพียงแต่ยังมีความรู้สึกขัดๆ ในอารมณ์ มีบางสิ่งบางอย่างมันดูไม่สมูท ดูขัดๆ ทั้งอารมณ์ บรรยากาศ เลยทำให้ความสนุกมันไม่สุด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะยังเดินตามต้นฉบับดัดแปลงมาแบบซีนต่อซีน บางช่วงบางตอนเรื่องของจีนมันอาจจะไม่ค่อยเข้ากันนักเมื่อดัดแปลงเป็นไทยทำให้ดูแล้วรู้สึกสะดุด

หรืออย่างที่มาที่ไปของการย้อนเวลา ทำง่ายๆ ไม่มีที่มาที่ไหน ตอนย้อนกลับไปอดีต อ้างอิง…แบบง่ายๆ แต่ตอนกลับสู่ปัจจุบันไม่มีอะไรรองรับเลย นึกจะกลับ กลับเลย

เทคนิคพิเศษมีไม่มาก แต่ก็เป็นหัวใจของหนัง อาจจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ก็ไม่มีอะไรที่เด่นจนน่าจดจำ บางตอนก็ยังดูไม่เนียนนักฉากแข่งรถ ฉากเกิดอุบัติเหตุ ก่อนย้อนเวลา มันดูแปร่งๆ ชอบกล ตัวหนังเพิ่มความน่าดูด้วยการพาย้อนกลับไปในช่วงปี 2541 โชว์พร็อพ โชว์ของเก่าๆ บรรยากาศเก่าๆ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในช่วงนั้น ซึ่งก็ทำได้ดีแค่ในระดับหนึ่ง บางอย่างมันดูหลอกๆ ดูประดิษฐ์ โดยเฉพาะในทุกส่วนที่เกี่ยวกับหนังโรงหนังมันดูเป็นฉากทั้งนั้น ไม่สมจริง

“โป๊ป-ธนวรรธน์” กับ “เต๋อ-ฉันทวิชช์” น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนัง ดูลื่นไหล เคมีเข้ากั๊นเข้ากันดี รับ-ส่งบทกันไป-มาได้อย่างมีพลัง มีเสน่ห์ ไม่แย่งหรือขโมยซีนกันเอง

“แซมมี่ เคาวเวลล์” ใช้ความสวย น่ารัก เสน่ห์เฉพาะตัว แสดงในแบบที่สบายๆ ดูเป็นตัวเอง เข้ามาช่วยเสริมกับสองหนุ่มได้เป็นอย่างดี ดูแล้ว…รักเลย

“ใหม่-ภวัต พนังคศิริ” ทำ “เฮ้ย! ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ” ออกมาในระดับที่ดีในระดับหนึ่ง ดีงามในเรื่องของความสนุก การดึงเอาตัวตนนักแสดงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โปรดักชั่นอยู่ในขั้นดี จะติดๆ ก็แค่บรรยากาศ/ฉากหลัง/อารมณ์ หนัง ที่ยังดูกระท่อนกระแท่น ดูไม่ลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น ขำๆ ฮาๆ ดูไปยิ้มไป ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/523947

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard)

วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่มีกำหนดเจ้าฉายในช่วงตรุษจีนเมื่อตอนต้นปี แต่ติดพิษโควิด-19 ทำให้ไม่ได้ฉาย ในที่สุดทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล กับ วอร์เนอร์ ก็ได้ฤกษ์ส่งแวนการ์ด หน่วยพิทักษ์ฟัดข้ามโลก (Vanguard)ผลงานชิ้นล่าสุดของ เฉินหลง ก็ได้ฤกษ์เข้าฉายรับวันชาติจีน

“แวนการ์ด” บริษัทรับจ้างรักษาความปลอดภัย ที่ดีที่สุดในโลก มีทีมเก่งๆ มีอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มี “ถังฮ่วนถิง” เป็นหัวหน้าแวนการ์ด ต้องออกมาคุ้มครอง “ฉิน” นักธุรกิจใหญ่จาก “แก๊งหมีขาว” ข้ามชาติจนทำให้ “เหลยเจิ้นอี่” ลูกน้องมือดี ต้องไปผจญภัยกับ“ฟาริดา” ลูกสาวคนสวยของ “ฉิน” งานนี้ไม่ใช่แค่การแก้แค้นภายใน แต่กลับกลายเป็นเรื่องระดับประเทศ 

“สแตนลี่ ตง” ทำ Vanguard ออกมาในบรรยากาศหนัง “เฉินหลง” ในยุคบุกตลาดโลกแอ๊กชั่นเจ็บตัว ฮาๆ ขำ เสี่ยงตายระเบิดภูเขาเผากระท่อมเน้นโชว์คิวบู๊สวยๆ ของสตันท์แมน ท่ามกลางโลเกชั่น9 เมือง ใน 5 ประเทศ ได้แก่  ลอนดอน-อังกฤษ,แซมเบีย-แอฟริกา, ดูไบ-ตะวันออกลาง, อินเดีย, ไต้หวัน

ฉากแอ๊กชั่นออกมาดูสนุก คิวบู๊สวยๆ มาเพียบมีการใช้เทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการต่อสู้ ความสนุกมาพร้อมกับฉากแอ๊กชั่นมาเป็นระยะฉากใหญ่ ลุยกันในป่าในแอฟริกา โดยเฉพาะในน้ำตก ออกมาดี ดูอลังการงานสร้างมากๆ น่าเสียดายที่ฉากจบ ฉากไคลแมกซ์สุดท้ายเรื่องดูง่ายๆ ไปนิด น่าเสียดายแทนรถทองคำ อาวุธทำลายล้างของตัวร้ายหรือความเก่งของตัวร้าย ระหว่างทางดูสนุก ขำๆ ตอนจบกลับธรรมดามากๆ ฉากสิงโตชาร์ลีก็ดูน่ารัก หนังเล่าเรื่องแบบสบายๆ เส้นเรื่องไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย ปูเหตุการณ์เพื่อโยงเข้าฉากแอ๊กชั่น ความสัมพันธ์ต่างๆ จึงออกมาแบบหลวมๆพอเดาเรื่องได้ ไม่มีอะไรซับซ้อน โดยเฉพาะตอนจบมักจะขมวดมาแบบง่ายๆ  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนังเฉินหลงที่ต่างไปจากหนังของพระเอกนักบู๊คนอื่นๆ แต่ที่พิเศษใน“แวนการ์ด” คือขายความเป็นทีม มากันเป็นทีม ทุกคนเก่งหมด ดูดีมีเสน่ห์เฉพาะตัวทำให้คนดูชอบได้ไม่ยากโดยมี “เฉินหลง” มาเป็นหัวหน้า คอยดู สิ่งหนึ่งที่ชอบเวลาดูหนังแนวนี้ของ “เฉินหลง” คือ แม้จะเต็มไปด้วยฉากแอ๊กชั่นต่อสู้ เจ็บตัว เสี่ยงอันตราย มีเลือดบ้างแต่กลับไม่รู้สึกถึงความรุนแรง ไม่สยดสยอง สนุกๆในแบบการ์ตูน เรียกได้ว่าเป็นหนังเฉินหลงในยุคใหม่ที่ดูอลังการงานสร้าง ดูสนุก สบายใจ ตื่นตาไปกับคิวบู๊เจ็บจริงที่มีมุขตลกขำๆ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาเป็นระยะ แม้จะไม่ใช่พระเอก แต่เฉินหลงก็ไม่ทำให้ผิดหวังสำหรับเรื่องนี้ให้ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/520967

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman)

วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หนังอัตชีวประวัติมาอีกแล้ว คราวนี้ถึงคิวของ “เฮเลน เรดดี้”นักร้องหญิงชาวออสเตรเลียคนแรกที่มาโด่งดังในอเมริกาในยุค 70 จากบทเพลง “I Am Woman”ที่ถูกหยิบมาเป็นชื่อหนัง ซึ่งชัดเจนในเรื่องของ “สิทธิสตรี” เส้นเรื่องของหนังที่เดินเรื่องมาคู่กับเรื่องราวชีวิตของ “เฮเลน” ต้องบอกก่อนว่า โดยส่วนตัวแล้วสำหรับนักร้องตะวันตกจะไม่ค่อยได้รู้จัก แค่ฟังเพลงอย่างเดียว 

“เฮเลน เรดดี้” หอบหิ้วลูกสาววัย 3 ขวบ จากออสเตรเลียเข้ามาในนิวยอร์ก เพื่อหางานร้องเพลง แต่ทำได้เพียงเป็นนักร้องในผับเล็กๆ ชีวิตเธอเริ่มเปลี่ยนเมื่อได้เจอ “ลิเลียน” นักวิจารณ์เพลงปากจัด จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันกับ “เจฟ วอร์น” ที่มาตามจีบเธอ จนเป็นสามีและผู้จัดการส่วนตัว จากการช่วยเหลือของ “เจฟ” และเสียงร้องอันโดดเด่น “เฮเลน”ฝ่ากำแพงกีดกันนักร้องหญิง จนกลายมาเป็นนักร้องดังในชั่วข้ามคืน เพลง“I Am Woman” แจ้งเกิดกับเธอและกลายเป็นเพลงชาติของการเรียกร้องสิทธิสตรี

“I Am Woman” เล่าเรื่องแบบไปเรื่อยๆ บอกเล่าชีวิตของ“เฮเลน” ในช่วงตั้งแต่เป็นนักร้องในบาร์เล็กๆ เจอคนรัก โด่งดังจนมีปัญหาทางด้านการเงิน จนออกจากวงการ มาจบลงบนเวทีการเมือง
ตัวหนังเก็บรายละเอียดชีวิตในแต่ละช่วงได้ดี โดยนำเสนอในรูปแบบของหนังดราม่า ไม่มีกลิ่นของความเป็นสารคดีทำให้หนังดูง่าย ดูสบาย แต่ถ้าขยี้!! อารมณ์อีกนิด น่าจะทำให้ตัวหนังสนุกมากกว่านี้ จุดพีคจุดเปลี่ยนของเฮเลน ดูง่ายๆ ไม่ต่อสู้ดิ้นรนเท่าไรนัก 

“อันจู มูน” ผู้กำกับหญิงอัดประเด็นเรื่องสตรี เข้ามาแบบเต็มๆเน้นๆ ผู้หญิงในเรื่องจะเด่นมากๆ โดยเฉพาะสองสาว คนหนึ่งนักร้องดังกับนักข่าวสาวสายเพลง ที่ทั้งคู่ต่อสู้จนเอาชนะการเหยียดผู้หญิง ทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริง

ทิลดา คอปแฮม-เฮอร์วีย์ รับบทเป็น “เฮเลน” ที่ดูสวยมีเสน่ห์แบบบ้านๆ เรียบร้อยนิดๆ มีฉากแสดงอารมณ์หลายตอนแต่เหมือนจะเป็นเพราะบทหนังเลยรู้สึกเหมือนกั๊กๆ ปล่อยของออกมาได้ไม่เต็มที่ มาดบนเวทีตอนร้องเพลงดูดีฉายความเป็น “เฮเลน” ได้ดี มีพลังหรือฉากที่มาหา“ลิเลียน” เพื่อนซี้ในช่วงท้ายๆ เล่นเอาอึ้งไปเหมือนกันในขณะที่กับสามีนั้นยังดูธรรมดา

“อีวาน โรเบิร์ต” รับบท “เจฟ วอร์น” หน้าตาท่าทางดูร้ายๆแฝงความเจ้าเล่ห์ เหมาะกับการเป็นผู้จัดการส่วนตัวดารา ทันคน พอมาช่วงพีคของชีวิต ติดโคเคนก็ดูซกม๊กเหมือนกัน

ที่ฮาจนอดยิ้มไม่ได้ คือ สุดท้ายแล้ว “เจฟ” กลายมาเป็นผู้จัดการของ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน เพราะชื่นชอบ Rocky 

“ลิเลียน” รับบทโดย “แดเนี่ยลล์ แม็กโดนัลด์” สาวร่างอวบเล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูมีพลังในทุกตอนที่ออกมา

ความรู้สึกหนึ่งในระหว่างดูคือ ชีวิตของเฮเลน ดูเรียบๆ ง่ายๆ ไม่มีอะไรหวือหวา อุปสรรคโน่นนี่นั่นผ่านไปแบบง่ายๆ ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงมุมเศร้ารันทดสักเท่าไรนัก

คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง (I Am Woman) หนังเล็กๆ หนังชีวประวัติที่ไม่ต้องเล่นท่ายาก ไม่พลิกแพลง ไม่มีหักมุมไม่ต้องตีความ เล่าเรื่องตรงไปตรงมา ไม่เสียดสี ไม่ออกนอกเส้นเรื่อง

ชัดเจนในการเล่าชีวิตในวงการของ เฮเลน เรดดี้ ดีว่าสาวยุค 70 กับการพูดถึงเรียกร้องสิทธิสตรี

และที่สุดยอดจริงๆ คือ มีเพลงไพเราะ คุ้นหู มาให้ฟังกับแบบเต็มๆ เพลงฟังกันแบบเต็มอิ่ม I Am Woman 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มู่หลาน (Mulan) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/519285

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มู่หลาน (Mulan)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มู่หลาน (Mulan)

วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องราวตำนานของ“ฮัวมู่หลาน” ถูกนำมาขึ้นจอหลายครั้ง ได้ดูหลายเวอร์ชั่น ทั้งจอแก้วและจอเงิน  “ฮัวมู่หลาน” สาวชาวบ้านต้องปลอมตัวเป็นชายเข้าไปร่วมรบในกองทัพแทนบิดาที่ชรา จนสุดท้ายกลายเป็นแกนหลักในการเอาชนะศึก 

“มู่หลาน” คือ การรีเมคการ์ตูนขึ้นมาเป็นหนังไลฟ์แอ๊กชั่นคนแสดงที่ดูดีในบรรยากาศที่ให้ความเป็นหนังจีนที่ผลิตโดยคนจีนมากกว่าจะเป็นหนังที่ทำโดยฝรั่ง ที่ทำยังไงๆ ก็มักจะติดกลิ่นเนยให้ความรู้สึกเก้ๆ กังๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้กลับไม่มี ดูไปๆ หนังจีนชัดๆ เรื่องราวของ “มู่หลาน” มีการพูดถึงในหลายตำนานหลายเรื่องเล่า ในเวอร์ชั่นนี้ดัดแปลงมาจากบทกวีเรื่องเล่า “เดอะบัลลาด ออฟ มู่หลาน-The Ballad of Mulan”

“หลิวอี้เฟย” เป็น “ฮัวมู่หลาน” ที่ดูสดใสน่ารัก ดูแก่นๆ น่ารักในแบบของสาวชาวบ้าน พอแอบร่ายรำฝึกวิชาก็มาในท่วงท่าพลิ้วไหว พอปลอมตัวเป็น “ฮัวจุน” ดูอิน ชัดเจนในการเป็นผู้หญิงปลอมเป็นชายในแบบที่กำลังพอดีๆ

“กงลี่” รับบท “เซี่ยนเหนียง” จอมขมังเวทย์ จอมคาถาอาคมผู้ถูกมองว่าเป็นแม่มด มาในมาดนิ่งๆ ปิดครึ่งหน้าด้วยหน้ากาก ดูท่าทางเย็นชา มีอดีตมีปม ออร่าความเก่ง ความน่ากลัว มาแบบจัดเต็ม 

“ดอนนี่ เยน เจิ้นจื่อตัน” มาพร้อมกับมาดของแม่ทัพถัง มาดเข้มๆ ดูบารมี มีทั้งด้านเข้ม & ด้านอ่อนโยนกับลูกน้อง ได้โชว์ทั้งการร่ายรำวิทยายุทธ์สวยๆ ฉากต่อสู้ดุดันในสนามรบ 

“เจสัน สก็อต ลี” รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ในบท “โบรี่ ข่าน” ความเป็นตัวร้ายที่ออร่าความโหดเหี้ยม มาแบบดุดันเต็มๆ ไปกับร่างใหญ่ยักษ์ หน้าบาก ในแบบเผ่าป่าเถื่อนนอกด่านที่คุ้นตากันดีในหนังจีนแม้จะเด่นมากๆ แต่ภาพที่ออกมาชวนให้นึกถึงฉบับการ์ตูนที่ชอบมากๆก็เลยทำให้ออกมาทีไร ภาพในการ์ตูนลอยมาทันที

น่าเสียดาย “เจ็ท ลี” หรือ “หลี่ เหลียนเจี๋ย” ที่มารับบทฮ่องเต้บทน้อยไปนิด แถมยังแต่งหน้า หนวดเครารกรุงรัง ทำให้ความสง่าของฮ่องเต้ลดลงไปมากทีเดียว อุตส่าห์โชว์ลีลาจับผ้าแดงม้วนสู้ศัตรูลีลาถนัดที่คุ้นกันดี นึกว่าจะได้ดูลีลาคิวบู๊สวยๆ แต่มาแค่นี้จริงๆ 

“โยสัน อัน” รับบทเป็น “เช็ง ฮงฮุย” นายทหารในกองทัพพระเอกของเรื่องที่ดูไม่เด่น โดนพลังของความเป็นนักแสดงคนอื่นกลบจนหมด หน้าตาความน่ารักก็ธรรมดา แม้จะเล่นได้ดีทีเดียว

ดีใจที่ได้เห็น “เจิ้งเฟ่ยเฟ่ย” อดีตราชินีหนังบู๊ของชอว์บราเดอร์ทุกครั้งที่เห็นเธอคืนจอแล้วอดยิ้มไม่ได้ เรื่องนี้มาแบบน่ารักๆ ในบทแม่สื่อที่มาหาคู่ให้กับ “มู่หลาน”

“มู่หลาน” ในฉบับของ “นิกิ คาโร” ผู้กำกับ ทำออกมาได้สนุก ไม่ได้เดินตามฉบับการ์ตูนแบบเป๊ะๆ  มีการดัดแปลงเพิ่มเติมรายละเอียดปลีกย่อยเข้ามา ใส่ความเป็นจีนตำนานมาผสม ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในยุคนั้น ชอบระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/517655

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่

โอ๊ยเล่าเรื่อง : MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…เกมนี้จะหยุดโลกหรือจะหยุดลูก

ผู้ชนะ มีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น…

แจ้งเกิดจาก “App War แอปชนแอป” สำหรับ “เสือ-ยรรยง คุรุอังกูร” ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งในงานชิ้นใหม่ที่ทำให้กับสหมงคลฟิล์ม“MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่”  โดยมี “อ้อม-พิยดาอัครเศรณี” หวนคืนจอเงิน กลับมาเล่นหนังอีกครั้งในรอบ 15 ปี 

“เบญจมาศ” ครูสาวสุดเป๊ะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ปฏิเสธโลกดิจิทัลในโรงเรียน ต้องมาจับได้ว่า “โอม” ลูกชายสุดที่รัก แอบหนีไปแข่งเกมจนทำให้แม่ลูกทะเลาะกัน ทางเดียวที่จะดึง โอม กลับมาได้ “ครูเบญ” เลยแอบตั้งทีมขึ้นมา โดยดึง “กอบศักดิ์” ลูกศิษย์เจ้าปัญหา เป็นผู้พาเพื่อนๆ มารวมทีมเพื่อเอาชนะทีมของ “โอม” ในการแข่งขันระดับประเทศ“ครูเบญ” ต้องโดดเข้ามาสู่โลกของเกมเมอร์แบบไม่ตั้งใจ ชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

“อ้อม-พิยดา” คือส่วนที่ดี ส่วนที่ชอบมากที่สุดของหนังทำให้หนังเดินหน้าไปแบบมีชีวิตชีวา ซึ่ง “อ้อม” เอาอยู่ทำให้เกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะตลอดเวลา พอมาถึงมาบทจริงจังดราม่าเรื่องครอบครัวก็เล่นได้ดี 

“เติร์ด Trinity-ลภัส งามเชวง” ดูดี น่ารัก มีเสน่ห์ มีออร่าทำให้ “กอบศักดิ์” เด่นมากๆ ทั้งบทสนุกและดราม่า จับคู่กับ วี BNK48วีรยา จาง ในบท “มะปราง” เล่นเป็นสาวติสท์ๆ แนวๆ ที่บอกเลยน่ารักมากๆ เป็นคู่ที่สร้างสีสันรอยยิ้มให้กับเรื่อง

“ตน” (วง mints)-ต้นหน ตันติเวชกุล รับบท “โอม” หล่อ ดูดีมาดให้ แต่น่าเสียดายที่บทดูทิ้งๆ ขว้างๆ มาๆ หายๆ ฉากแข่งเกมดูดีมากๆถ่ายทอดความอ่อนแอในตัว ถูกแม่บังคับได้ดี แต่น่าเสียดายซีนอารมณ์กับแม่ในบ้าน หลายตอนดูตุ้งติ้งไปนิดหนึ่ง 

“เสือ-ยรรยงค์” ผู้กำกับ ยังคงนำเอาไอที เรื่องราวของโลกดิจิทัลออกมานำเสนอ หยิบเอาเกม ROV มีเป็นธีมเรื่อง ซึ่งดูแคบกว่าในApp War ที่หยิบเรื่องแอพมานำเสนอ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวสังคมปัจจุบันพอมาเป็นเกมแล้ว ใช่ว่าทุกคนจะเล่นเกม “MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่” ถูก “ยรรยงค์” ทำออกมาในแนวการ์ตูนๆ บรรยากาศหนังน่ารักๆ สบายๆ ตัวละครเข้าถึงได้ไม่ยาก งานด้านโปรดักชั่น ออกมาดูแนวๆ ดูโมเดิร์น บรรยากาศการนำเสนองานในแบบคนรุ่นใหม่ มาแบบเต็มๆ ทั้งภาพแปลกๆ ประหลาดๆ พลิกแพลงไม่หยุดนิ่ง งานตัดต่อที่โอเค ดนตรีเพลงประกอบที่น่ารักๆ หลากหลายในแต่ละช่วง รวมไปถึงนักแสดงที่เล่นแบบน่ารักๆ น่าเสียดายที่ฉากแข่งเกม ถ้าไม่มีพื้นฐานไม่รู้จักไม่เคยเล่นมาก่อน งง!! แน่นอน ภาพที่ออกมายังไม่เด่น หรือฉากดวลแม่-ลูกในเกมก็ยังไม่อลังการพอ

“MOTHER GAMER เกมเมอร์เกมแม่” เป็นหนังไทย ยุค 5G ที่ดูสนุกสำหรับคนรุ่นใหม่ FC เกมส์หนังดูไม่ยากไม่ซับซ้อน ตามสูตรเป๊ะๆแต่กับคนที่ไม่รู้จัก ไม่เคยเล่นเกม บอกเลยไม่มีทางสนุกกับหนังแน่นอนยังดีที่ถ้าตัดในส่วนเกมออกไป เน้นตามติดตัวละครก็ยังพอสนุก ดูเพลินๆไปกับตัวหนังได้ แต่เป็นสนุกแบบงงๆ งวยๆ มันคืออะไรกันหว่า

อีกส่วนหนึ่งที่ชอบมากๆ คือการที่หนังมาถ่ายทำที่ “โรงเรียนดาราคาม”โรงเรียนในวัยประถม เห็นภาพตึกเก่าๆ ที่เคยเรียน เคยวิ่งเล่นก็มีความสุขแล้ว แต่ติดนิดหนึ่งในเครดิตท้ายเรื่องเขียนชื่อผิดเป็น“ดาราคราม” เรียกได้ว่าดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ดูไปงงไปไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เป็นหนังสูตรแท้ๆ ถ้าวัดความสนุก เอาไป 4/10 คะแนนชอบ “อ้อม-พิยดา”เป็น “ครูเบญ” ที่น่ารัก เอาไป 5/10 คะแนน เพิ่มอีกหนึ่งเป็น 6/10 คะแนนเพราะ “ดาราคาม” ล้วนๆ