โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden) …ในสวนแห่งนี้ ความมหัศจรรย์กำลังจะบังเกิด… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/516193

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden)  ...ในสวนแห่งนี้ ความมหัศจรรย์กำลังจะบังเกิด...

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden) …ในสวนแห่งนี้ ความมหัศจรรย์กำลังจะบังเกิด…

วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“The Secret Garden” คือ หนังที่สร้างจากวรรณกรรมเด็ก เล่าเรื่องราว“แมรี่ เลนน็อกซ์”เด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคร้ายในสงครามอินเดีย/ปากีสถาน ถูกส่งมาอยู่กับ ลุง อาร์ชิบัลด์เครเวน ญาติเพียงคนเดียวในประเทศอังกฤษ ที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ เธอถูกจำกัดบริเวณ และความเย็นชาของคุณลุง พร้อมกับแผลในใจเกี่ยวปมการตายของพ่อแม่ ทำให้กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ในปราสาทแห่งนี้มีเพียง “เมดล็อค” แม่บ้านผู้ดูแลเจ้าระเบียบ กับหญิงรับใช้ ใจดี และ “โคลิน” ลูกชายของคุณลุงที่เดินไม่ได้ ต้องนั่งวีลแชร์ตลอดเวลา

“แมรี่” ได้ไปพบสวนลึกลับติดกับคฤหาสน์ที่เธอคิดว่าเป็นป่ามหัศจรรย์ มีมนต์วิเศษที่ทำให้เธอมีชีวิตชีวา มีความสุขมากขึ้น รวมทั้งได้พบกับ “ดิกสัน” เด็กผิวดำ และ “แฮ็คเตอร์” หมาน้อย จนกลายเป็นเพื่อนกัน และดึง “โคลิน” ให้เข้ามาสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของสวนลึกลับหลังบ้าน มนต์วิเศษของสวนทำให้เด็กน้อยได้สัมผัสความรัก ของแม่อีกครั้ง ปมในใจเริ่มถูกปลดปล่อย

The Secret Garden วรรณกรรมเด็กคลาสสิกของอังกฤษของ ฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เนทท์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี1910ที่มีการแปลออกมาหลายฉบับในบ้านเรา เช่น ในชื่อ “สวนปริศนา”,“ในสวนศรี” หรือ “ในสวนลับ” และยังเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนด้วย

ในเวอร์ชั่นนี้ โปรดักชั่นของหนัง ช่วยเพิ่มความรู้สึกของความเป็นหนังเด็ก หนังครอบครัว ผสมๆ กันออกมา ดูแล้วสบายในความรู้สึกชอบดนตรีประกอบของหนังที่ฟังแล้วสบายหู เข้ากับในแต่ละฉากแต่ละตอนแมทช์กับหนังได้ดี ภาพของสวนในเรื่องดูสวยงาม สบายตา บทหนังถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ชวนติดตาม เล่าเรื่องง่ายๆไม่ซับซ้อน 

คอลิน เฟิร์ธ รับบท ลุงที่ อาร์ชิบัลด์ เครเวน ยึดติดกับอดีตไม่ยอมปล่อยวาง จนมาลงกับลูกชาย และดูเย็นชากับหลานสาว บทนี้เหมาะมากๆ ดูดีเข้ากับตัวละคร แม้จะเล่นใหญ่เล่นเยอะ แต่ก็เข้ากับตัวเรื่อง ช่วยขยี้ในส่วนของดราม่า เมื่อผสมกับสภาพปล่อยเนื้อปล่อยตัวดูโทรมๆ ทำให้ตัวหนังไปเรียบๆ เรื่อยๆ จนน่าเบื่อ

ดิกซี่ เอเจอริกซ์  รับบท แมรี่ ได้อย่างน่ารัก ดูแรกๆ รู้สึกเฉยๆ แต่ดูไปๆ เริ่มรู้สึกเล่นดีนะ ดูเป็นเด็กเก็บกด เด็กเจ้าอารมณ์ เด็กมีปัญหา แต่พอทุกอย่างคลี่คลาย ก็ดูอารมณ์ดี ฉลาด น่ารักน่าติดตาม

เอแดน เฮย์เฮิร์สต์ หน้าตาน่ารัก เล่นเป็น โคลิน เด็กเก็บกดได้ดีเอเมียร์ วิลสัน เด็กผิวดำ ก็ดูเหมาะกับบท ดิกสัน เพื่อนในป่า นิสัยดีรู้สึกได้ถึงมิตรภาพ

เด็กทั้งสามคน เล่นกันได้แบบเข้ามา ทำให้สวนลับดูมีชีวิตชีวา โดยมี เจ้าหมาน้อย แฮ็คเตอร์ มาเป็นตัวช่วยเพิ่มความน่ารักให้กับเรื่อง

จูลี วอลเตอร์ส รับบท เมดล็อค แม่บ้าน ที่ดูเจ้าระเบียบ ดูไม่มีน้ำใจ ดูใจร้าย แต่จริงๆ แล้ว ในใจดี ขาประจำที่ต้องมีใน วรรณกรรมหนัง (มีปัญหา) ทั้งหลาย และยังมีเจ้านกน้อยสีเหลือง ผู้บินนำทาง เป็นอีกหนึ่งความน่ารัก

มหัศจรรย์ในสวนลับ (The Secret Garden) ดูได้เรื่อยๆ สนุกสนาน ไม่แพ้เวอร์ชั่น 1993 ดูแล้ว อยากมีสวนหลังบ้านแบบนี้จังเลยแพ้ทางหนังเด็ก น่ารักๆ อยู่แล้ว เอาไปเลย 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Tenet #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/514737

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Tenet

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Tenet

วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

7/10 คะแนน (ตัวหนัง เดินทางย้อนสลับทิศ เรื่องนี้เลยขอเขียนจากคะแนนมาก่อนพูดถึงเนื้อหาเรื่องทีหลัง) โครงเรื่องของ Tenet ง่ายๆ เห็นกันชินตากับสายลับ โจรกรรม อาวุธร้ายทำลายโลก ตัวร้ายมหาเศรษฐี CIA รัสเซีย ก็น่าจะดูง่าย สนุกเพลิดเพลินไปกับฉากแอ๊กชั่นที่จะใส่อะไรก็ได้ ทำโน้นทำนี่ได้เยอะแต่ สไตล์ “คริสโตเฟอร์โนแลน” ต้องเล่นท่ายาก ทำอะไรง่ายๆ ไม่ได้ เดี๋ยวเสียยี่ห้อตั้งทฤษฎี ใส่เรื่องของเวลาเข้ามา ดูลีลาการเล่าเรื่องที่เข้าใจยากงงๆ จนมาถึงบางอ้อในตอนเฉลย ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำหนังที่เข้าใจยาก ทั้งๆ ที่ด้วยโครงของมันทำง่ายก็สนุกแล้ว

ขนาดตั้งใจดู กายพร้อมใจพร้อม บอกเลยไม่สนุกไปกับตัวหนังเลย…แค่โอเคกับโปรดักชั่น มีคนถามว่าจะกลับไปดูซ้ำเผื่อจะเข้าใจ อินมากขึ้น บอกเลยถ้าไม่จำเป็นคงต้องขอบาย “Tenet”มาพร้อมบรรยากาศของความเป็นหนังสายลับที่ออกมาปฏิบัติการหยุดยั้งตัวร้ายที่จะมาทำลายโลก ที่พยายามสร้างอาวุธร้ายแรง ที่รอส่วนประกอบครบชิ้น การเดินเรื่อง การเล่าเรื่อง คิวบู๊ บุคลิก ความเก่งกาจ หนังสายลับชัดๆ“Tenet” คือ เจมส์บอนด์ในแบบ “โนแลน เจมส์บอนด์” ผิวสี ที่อาจจะไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคแต่ใช้ฝีมือล้วนๆ 

“Tenet” คือเรื่องราวของสายลับหนุ่มที่ถูกดึงเข้าไปสู่โครงการลับที่เกี่ยวข้องกับอาวุธที่เรียกกันว่า “Tenet คนในอนาคตสร้างส่งมาให้เราในปัจจุบันใช้” เขาต้องหยุดยั้งแผนการที่มีโลกเป็นเดิมพัน
การโจรกรรมข้ามชาติ โดยมีเรื่องของเวลาที่เหนือจริง เวลาสลับทิศเวลาย้อนกลับเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

Tenet ให้ความรู้สึกชัดเจนในความเป็นหนังของ “คริสโตเฟอร์โนแลน” ทั้งการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่เหมือนใคร จินตนาการล้ำๆที่อาจต้องตีความจนอาจจะต้องดูซ้ำ ตัวละคร คาแร็กเตอร์หลักๆมุมกล้อง การตัดต่อ ดนตรีประกอบที่ฟังปุ๊บหน้า “โนแลน” ลอยมาเลย

ด้วยความเป็น “โนแลน” เรื่องเล่นกับเวลา การย้อนกลับไม่ใช่ข้ามเวลาอาจจะทำให้คนดูหลายคนงงๆ งงงวย สับสน เอ!!มันพูดอะไรกันวะ มันคืออะไร เอ๊ะ!! ยังไง แต่สำหรับ FC แฟนคลับ
สาวกแฟนพันธุ์แท้ของ “โนแลน” คงจะไม่มีปัญหา โนแลนมักจะมาพร้อมกับทฤษฎีใหม่ๆ ล้ำๆ เสมอ ดูไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากต่อการค่อยๆ ทำความเข้าใจ หรือชวนที่จะทำให้กลับไปดูซ้ำๆ หลายรอบยังดีที่หนังยังมีฉากแอ๊กชั่นเก๋ๆ จัดหนัก อาวุธครบมือ ทั้งแบบเดี่ยวๆหรือมากันเป็นกองทัพ ทั้งบู๊เบาๆ แป๊บเดียวจอด ลากยาวจนเหนื่อยระเบิดภูเขาเผากระท่อม รถไล่บี้กับกลางถนน หรือฉากโชว์ตอนเปิดเรื่อง ฉากสังหารหมู่ในโรงโอเปรา ฉากนี้สุดๆ ดูดีจริงๆ ย้ำอีกครั้งก่อนจะเข้าไปสัมผัส Tenet “อย่าพยายามทำความเข้าใจมันใช้ความรู้สึกเอา”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนยุติ-ธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/513243

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนยุติ-ธรรม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คืนยุติ-ธรรม

วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริง

คุณยังเชื่อในความ

ยุติธรรมอยู่อีกเหรอ…

“คืนยุติ-ธรรม” คือหนังไทยที่มีความชัดเจน ในสิ่งที่ต้องการพูดต้องการนำเสนอ เป็นอีกหนึ่งหนังไทยที่เจอโรคเลื่อนมาจาก“โควิด-19” เพิ่งจะได้เข้าฉายในช่วงนี้ มาถูกจังหวะถูกเวลาบังเอิญไปพ้องกับคดีดังๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้พอดิบพอดี ดูจากหน้าหนังในครั้งแรกนึกว่าสโคปหนังจะใหญ่ พูดถึงคนที่ใช้ความรุนแรง ศาลเตี้ยไปพิพากษาคนชั่ว แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวเรื่องไม่กว้างขนาดนั้น เป็นแค่คนที่ออกมาตั้งศาลเตี้ย คืนความยุติธรรมให้กับคดีของตัวเอง

“กานดา ชลชาติ” จิตแพทย์สาว เข้ามารับอาสาบำบัด“มานพ” ชายหนุ่มที่เพิ่งพ้นโทษจากคดีฆาตกรรม “ดวงใจ” ภรรยาสาว“กานดา” นำ “อัญชลี พันธุ์พานิช” ลูกน้องสาวคนสนิทกับ “ชาติแซ่โค้ว” ตากล้อง มาสัมภาษณ์และตามดูชีวิต “มานพ” เพื่อเป็นกรณีศึกษาและหาทางรักษาอาการป่วยทางจิตของ “มานพ”ในคืนนั้นเอง “มานพ” กลายเป็น “ศิวะ” อีกหนึ่งบุคลิกภายในของเขาที่ลุกขึ้นออกมาใช้ความรุนแรง เป็นศาลเตี้ย จัดการกับคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของ “ดวงใจ” เมียสุดที่รัก ตำรวจ พยาน หมอ ทนาย และ“สิทธิชล” เจ้าพ่อวงการสื่อกำลังถูก “ศิวะ” ตามทวงคืนความยุติธรรม 

“โน้ต-กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์” ผู้กำกับหน้าใหม่ ทำ“คืนยุติ-ธรรม” ออกมาคนละเรื่องกับ “นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ (2555)” งานชิ้นที่แล้ว จากใสๆ สบายๆ ใฝ่หาธรรมะมาเป็นมืดสนิท ชีวิตดำมืด มีแต่ความดาร์กของสังคมและระบบตลอดทั้งเรื่องไร้ซึ่งความสว่าง มองไม่เห็นทางออก

หนังเล่าเรื่องจบภายในคืนเดียว ปูตัวละครแบบรวดเร็วในตอนแรกจนจำแทบไม่ทัน ก่อนจะค่อยๆ ย้อนกลับไปเล่าเรื่องเพื่อเฉลยอีกครั้งขยายๆ รายละเอียดจากที่ปูไว้ตอนต้น ทำให้เข้าใจเรื่อง เข้าใจตัวละคร ไม่งง สนุก และสะใจ ตัวหนังมาพร้อมบรรยากาศตึงเครียดตั้งแต่เปิดเรื่องจนถึงฉากปิด ความมืดมิดในสังคมเมือง ความสว่างของไฟแสงสีไม่ได้ช่วยเพิ่มความสว่างให้กับตัวละคร  หนังใช้ภาพมาสร้างความกดดัน มุมกล้องที่สั่นไหว ไม่นิ่ง ดนตรีประกอบที่ฟังแล้วแฝงด้วยความกดดันหดหู่ ฮึกเหิม ผสมๆ กับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกรุนแรง ภายใต้การแสดงอันยอดเยี่ยม หนังชัดเจนในการวิพากษ์พูดถึงระบบความยุติธรรมในบ้านเรา ด้วยเวลาที่จำกัด หนังไม่ได้เล่าเรื่องเยอะ นำข่าวดังๆ มาขยำรวมกัน ดูปุ๊บรู้ปั๊บ ที่ชัดๆ คือ“คดีกระทิงแดง” 

“คืนยุติ-ธรรม” คือหนังดราม่าแอ๊กชั่นเขย่าขวัญ แนวจิตที่ดูดีดูสนุก กล้าที่จะหยิบประเด็นแรงๆ มานำเสนอ แม้จะยังไม่สุดๆ มีสะดุดๆ ในอารมณ์อยู่บ้าง แต่โดยรวมๆ แล้ว อยู่ในขั้นพอดี โดยเฉพาะนักแสดงนำทุกคนรวมทั้ง เพลง “ยุติ-ธรรม”ผลงานเพลงของ วง Taitosmith ที่ฟังเพราะดูเข้ากับตัวหนัง และที่ขาดเสียไม่ได้คือ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร โปรดิวเซอร์คุมงานชิ้นนี้ที่ยังคงทำให้หนังออกมาดี เท่าที่จะทำได้ คืนยุติ-ธรรม ยุติธรรมในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/511774

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)

วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

…บีบแตรครั้งเดียวชีวิตเปลี่ยนตลอดกาล…

…ไฟแช็ก ไม้ขีดไฟมือถือ แท็บเลต กรรไกรมีด ไม้กอล์ฟ…

“เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)” คือหนังที่รอดูตั้งแต่เห็นตัวอย่าง อยากดู “รัสเซล โครว์” มาเล่นบทจิตๆ แบบนี้บ้างและโดยส่วนตัวชอบชื่อไทย เรียบๆ ง่ายๆ แต่ชัดเจนว่าจะได้เจออะไรเมื่อเข้ามาดู

ตอนที่ดูตัวอย่าง ตัวหนังชัดเจนว่านำเสนออะไร หนังแรงขนาดไหน พอเดาออก ตัวอย่างเผยอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะตัวละครหลักๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวหนังจริง มีอะไรมากกว่าที่เห็นในตัวอย่างเป็นแค่ เกริ่นเปิดหัว เปิดตอนต้น โชว์ ฉากขับรถไล่กันบี้กันขยี้กันมาให้เห็นพอเรียกน้ำย่อยเชิญชวน ตัวหนังจริงไม่ได้มีตัวละครแต่เฮียคลั่ง แม่/ลูกชายที่ตกเป็นเหยื่อ หรือคนสนิทนางที่ถูกตบกบาลในร้านอาหารเท่านั้น ยังมีตัวละครอีกหลายตัว ที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเหยื่อ อีกหลายคนที่ต้องสังเวย ความโรคจิต

ผู้กำกับ เดอร์ริก บอร์ต ทำ “เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน(Unhinged)” แบบดูแล้วเหนื่อย ปล่อยให้หายใจหายคอแปลบๆ แล้วกลับมาไล่ขยี้ไล่บี้กันต่อ พล็อตเรื่องไม่ใช่ของใหม่ ยังคงเป็นเรื่องของคนหัวร้อน จิตๆ โหดมากๆ ที่คุ้นกันมานานแล้ว ครั้งนี้หนังจับเอาเรื่องใกล้ตัวบนท้องถนน ความหัวร้อน การไม่ยอมกัน จากเรื่องกระทบกระทั่งเล็กๆ บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ มานำเสนอ หนังสนุกไปกับการตามดูความแรงของ “รัสเซล โครว์” กับการล่าเหยื่อ ลุ้นไปกับการเอาตัวรอดของเหยื่อ สะใจกับภาพความรุนแรงบนจอ ที่บอกเลยเรียบๆ ง่ายๆ ใกล้ตัว แต่โหดสุดๆ ผสมกับฉากขับรถไล่ล่า ทั้งรถใหญ่รถเล็กบนท้องถนน

“รัสเซล โครว์” เล่นแรงจัดหนักจัดเต็ม ดูโหด ทั้งบุคลิกท่าทางสีหน้าท่าทาง แววตา รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน โผล่มาทีไรขนลุกทุกที ไม่มีตอนไหนที่จะรู้สึกผ่อนคลาย ดูกดดันทั้งตัวละครบนจอ และคนดู อะไรกันนักกันหนา จะโหดร้ายไปถึงไหน ทุกฉากออร่าข่มนักแสดงคนอื่นแย่งความเด่นมาแบบเน้นๆ คนเดียว ซึ่งก็เหมาะกับเรื่อง ที่ช่วยเพิ่มทำให้เอาใจช่วยเหยื่อ (ที่โดนข่ม) ได้มากขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มบุคลิก รูปลักษณ์ ลงพุง ดูดิบๆ เถื่อนๆ ไว้หนวดไว้เครา การแต่งตัวระดับล่างมากๆ เมื่อผสมกับการแสดงแบบแรงๆ จัดเต็ม ทำให้หนังดูสนุกมากยิ่งขึ้น

คาเรน พิสตอริอุส ดูเหมาะกับบท เรเชล แรกๆ อาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่พอดูไปกับการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ อารมณ์หวาดกลัวทั้งสีหน้าท่าทาง เลยค่อยๆ เพิ่มความรู้สึกลุ้นและเอาใจช่วย พอถึงช่วงท้ายลุ้นเลยว่าเธอจะจัดการยังไงกับเฮียหัวร้อน 

เกเบรียล เบตแมน รับบท ไตล์ ลูกชาย ที่เรเชลต้องออกมาปกป้อง และเขาต้องมาช่วยแม่รับมือชายโรคจิต จิมมี่ ซิมป์สันรับบท แอนดี้ ทนายความเพื่อนสนิทเรเชล ที่พลอยซวยไปด้วยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว

“เฮียคลั่ง ดับเครื่องชน (Unhinged)” โหดสะใจในแบบที่กำลังพอดี ไม่แรงเกินจนรับไม่ได้ เนื้อเรื่องไม่เบาโหว่งจนเกินไป ฉากรถไล่กันก็กำลังดี แต่ที่ดีที่สุด คือการแสดง โดยเฉพาะ “รัสเซล โครว์”ดูไปเหนื่อยไป หายใจหายคอ ไม่ทันทั้งเรื่องจิตไม่จิตไม่รู้…แต่ได้ใจไปเต็มๆ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/510260

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season)

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.45 น.

ในสมัยเรียนมัธยมต้นที่ปทุมคงคา มีรุ่นพี่ มศ.ปลายใกล้จบที่อยู่ในวงดนตรีไทยมาด้วยกันมีอะไรกับคุณครูสาวสวยสอนวิชาดนตรีไทย จนถึงขั้นตั้งท้อง แต่งงานกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ช่วงนั้นเป็นเรื่องที่เม้าท์กันสนั่น แต่ทั้งสองก็ไม่สนใจ ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน สำหรับคนใกล้ชิดทั้งคู่ก็ไม่สนใจ ยังเป็นคนที่รักเหมือนเดิม สุดท้ายพี่ชายเข้าเรียนวิทยาลัยครู เดินออกมาจากบ้านกับคุณครู แล้วถูกยิงตายต่อหน้าภรรยาท้องแก่เด็กปทุมคงคา ที่เรียนทันปี 2524 น่าจะจำคดีนี้ได้ดี

ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season) คือหนังที่ดูแล้วชวนให้ย้อนอดีตกลับไปนึกถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคุณครูและรุ่นพี่ ในหนังกับชีวิตจริงมีหลายอย่างสิ่งที่คล้ายกันมากๆ

เรียกได้ว่า ดูไป ค่อนข้างจะเข้าใจตัวละคร อิงกับคนรู้จัก จนอดน้ำตาซึมไม่ได้

“หลิง” ครูสาวสอนภาษาจีนธรรมดาๆ ที่ใช้ความพยายามนานกว่า 8 ปี เพื่อมีลูกกับ “แอนดรูว์” นักธุรกิจการเงินชาวสิงคโปร์ แต่ก็ยังไร้วี่แวว เสร็จจากงานสอน “หลิง” ต้องกลับมาดูแล พ่อสามีที่ป่วยเป็นอัมพาต และปรึกษาหมอเพื่อมีลูก ในขณะที่สามีเริ่มเปลี่ยนไป

“ก๊กเหว่ยหลุน” นักเรียนที่คิดว่าถูกครอบครัวพ่อแม่ทอดทิ้งหันมา เอาดีทางกีฬา วูซู

และเจ้าตัวมีปัญหาเรื่องการเรียนภาษาจีน “หลิง” ต้องสอนพิเศษให้ เด็กหนุ่มเริ่มแอบชอบครูสาวที่ใส่ใจเขา ครูสาวเริ่มมีความสุขกับการที่ทำอะไรแล้วมีคนเห็นคุณค่า ความสัมพันธ์เลยเถิดไปจนกลายเป็นรักต้องห้าม ระหว่าง ครูกับลูกศิษย์

“ห้ามไม่ไหว หัวใจมันรักครู (Wet Season)” ไม่ใช่พล็อตใหม่ ครูรักกับนักเรียน มีบ่อย แต่การนำเสนอมาในรูปแบบ หนังไต้หวัน รุ่นใหม่ สายประกวด เดินเรื่องง่ายๆ ถ้าเป็นหนังไต้หวัน ในยุคก่อน ยุคหนังดราม่าเฟื่องฟู ยุค 70-80 จะเน้นขยี้อารมณ์ บีบน้ำตา 

ตัวเรื่องไม่ต้องเดา รู้ตั้งแต่เห็นหนังตัวอย่าง แค่รอดูว่า ตัวหนังจะปูความสัมพันธ์ เดินเรื่องอย่างไร ลุ้นว่า หนังจะทำให้สะใจหรือเสียน้ำตา เศร้าไปกับครูสาว-ศิษย์หนุ่ม และเรื่องจะจบลงอย่างไร ตัวหนังเน้นไปที่ “ครูหลิง” เป็นหลัก เดินเรื่องแบบเต็มๆ ตามดูตามติดชีวิตครอบครัว มีรายละเอียดแน่นปึ้ก ได้รู้จักตัวเธอ สิ่งที่เจอะเจอ รวมไปถึงความคิดต่างๆ หนังทำออกมาดูง่าย ไม่ซับซ้อน ดูได้เรื่อยๆ ใช้ช่วงฝนตกหนัก มาเป็นตัวสร้างสถานการณ์บีบคั้นตัวละคร อารมณ์ บรรยากาศตัวละครดูเปียกๆ แฉะ ไม่ราบรื่น ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย จบอย่างที่ควรจะเป็น ในวันที่ ฝนหยุด แดดออก ท้องฟ้าแจ่มใส เมฆฝนไม่มีอีกแล้ว

ในช่วงท้าย อาจจะดูรวบรัด ไม่เยิ่นเย้อ เศร้านิดๆ กับครูหลิงสิ่งที่รอมาทั้งชีวิต มาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะ แต่ก็สะใจกับสิ่งที่เธอทำหนังจบแบบที่ควรจะเป็น ในสังคมจริงๆ ในยุคปัจจุบัน ไม่ได้จบแบบโศกนาฏกรรมชีวิต ขยี้น้ำตา เหมือนหนังไต้หวันในอดีต “ห้ามไม่ไหวหัวใจมันรักครู (Wet Season)” เอาไปเลย 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘รักนะซุปซุป’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/508815

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘รักนะซุปซุป’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘รักนะซุปซุป’

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“รักนะซุปซุป”เปรี้ยวนิดหวานหน่อยอร่อยนะเธอ! ผลงานของค่าย “เอ็ม พิคเจอร์ส”และ “Monwichit”ผลงานการกำกับของผู้กำกับหน้าใหม่“เกรียงไกร มณวิจิตร”

“มินนี่” สาวสวยผู้ฝันอยากจะเป็นเชฟทำอาหารเหมือนคุณทวดผู้เป็นพ่อครัวใหญ่ในวังหลวงในอดีตสมัยฟาตอนี แต่เธอทำอาหารแย่ถึงแย่ที่สุด “มินนี่” ลงทุนไปเรียนทำอาหารกับเชฟชื่อดังที่มาทางสายเดียวกับปู่ทวดของเธอ จนทำให้ได้เข้ามาทำงานใน “ฮันซัส” ร้านอาหารสไตล์มลายูชื่อดัง 

“ฮันซัส” หนุ่มรูปหล่อเพิ่งเข้ามารับมรดกร้านอาหารจากพ่อที่เสียชีวิตเขาเคยเจอและแอบชอบ “มินนี่” มาก่อน เลยรีบรับสาวที่ตัวเองหลงรักโดยที่เธอไม่รู้ตัว แต่ทำงานวันแรก มินนี่ ก็ทำให้ร้านเกิดเรื่องถูกริบรางวัลมุสลิมสตาร์ “มินนี่” กับเชฟต้องรับผิดชอบด้วยการออกตามหาซุปเนื้อวัวหลังวังในตำนานสูตรของปู่ทวดเธอเพื่อแก้ไขสถานการณ์

เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล รับบท “ฮัลซัส” พระเอกของเรื่องชัดเจนมากๆ ในความเป็นพระเอกที่แสนดี หล่อ รวย ที่ซ่อนอยู่ในความเป็นลูกคุณหนูเจ้าอารมณ์ บทกุ๊กกิ๊กก็ดูน่ารัก บทดราม่าก็สอบผ่านสมาย-ซัซนี วิระฉัตร สวยใสน่ารักๆ ในแบบสาวอิสลาม บทเด่นเดินเรื่องตลอดบทหนังเน้นๆ ให้มินนี่เป็นตัวละครที่โชว์เยอะแยะ น่ารักๆ ร้องไห้เสียน้ำตา ดราม่า กุ๊กกิ๊กในลุคที่ใสๆ สบายๆ “เข้ม” จับคู่กับ “สมาย” ได้แบบน่ารักๆ เข้าขากันดี ทำให้หนังดูสบายๆ เป็นคู่ที่ดูลงตัว

เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ สบายๆ ดูดีมีพลังกับบทเชฟ เต็มที่ทั้งการแสดงสีหน้าท่าทาง ผสมๆ กับลุคที่ดูอวบอิ่ม/สมบูรณ์ เวลาทำอาหารก็ดูทะมัดทะแมง สมกับเป็นเชฟมือหนึ่ง ด้าน นุ๊ก-สุธิดาเกษมสันต์ ณ อยุธยา จัดเต็มเน้นๆ เข้มๆ บีบอารมณ์กับบท “เฟย่า ซูเชฟ”ที่หลงรักเซฟ กึ่งๆ จะเป็นตัวอิจฉาความสวยในชุดอิสลาม ผสมๆ กับการแสดงแบบเค้นๆ อารมณ์ชัดเจนทางสีหน้าแววตา ทำให้บทนี้ดูเด่นมากๆ “เต้” กับ “นุ๊ก” ส่งบทในส่วนดราม่า น้ำตาสั่งได้แววตาสื่ออารมณ์ได้ดีทั้งคู่ไม่แพ้คู่พระ-นางที่เน้นกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ เป็นหลัก

เกรียงไกร มณวิจิตร ผู้กำกับทำ “รักนะซุปซุป” ออกมาเป็นหนังที่ดูสบายๆ ย่อยง่ายๆ ดูไปยิ้มไปพอเดาเรื่องได้ตัวละครออกมาในแบบการ์ตูนๆ น่ารักๆ ออกจะเว่อร์ๆ โลกสวย ตัวร้ายก็ไม่ร้ายจนสุดโต่งการตามหาสูตรอาหารประจำตระกูล บทหนังเกือบจะดี แต่ก็ยังขาดๆ เกินๆบทเฉลยบทสรุปยังขาดลูกเล่น ช่วงตามหาสูตรอาหารง่ายเกิน น่าจะขยี้ใส่ลูกเล่นมากกว่านี้ มุขตลกมีทั้งที่ขำและไม่ขำ แต่ส่วนใหญ่จะออกมาในทางแป๊กซะมากกว่า

ในส่วนของการทำอาหาร ซึ่งเป็นหัวใจของหนังแนวทำอาหารในหนังอาจจะไม่ได้ออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างหรือเว่อร์มากๆ ออกมาง่ายๆ จนดูง่ายน่าเสียดาย ที่อาหารจานเด่นในเรื่องน้ำซุปวังหลวงหรืออาหารจานสุดท้าย ดูแล้วไม่รู้สึกว่าจะอร่อยโดดเด้งไปกว่าจานอื่นๆยังไง สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการใส่คำสอนของศาสนาอิสลามเข้ามาในหนังแบบไม่อ้อมค้อม เพลงกับดนตรีประกอบช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินในระหว่างดู ทั้งเพลง “ดาแลดวงใจ” จังหวะสนุกๆ จาก “มาโก้ มะนารากับ เวยเวย” และเพลง Tasted of Love จาก แอลวิน-กาวิสราศักด์รดากูล ฟังสบายๆ ทั้งสองเพลง

“รักนะซุปซุป” อาจจะไม่ใช่หนังรักที่โดนใจ แต่ก็เป็นหนังรักใสๆที่ไร้มลพิษ มีแต่สิ่งดีงามให้กำลังใจกับชีวิต ตลอดเรื่องตัวละครจะไม่โดนตัวสัมผัสตัวกันเลย ยกเว้น…ตัวกุ๊ก ที่โดนตัวร้ายจับมาซ้อม เท่านั้น งานนี้ไม่ใช่ New Nomal แต่เป็นเรื่องศาสนาล้วนๆ อร่อยน่ากินระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/507467

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง  (Train to Busan : Peninsula)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 09.00 น.

เมื่อ 4 ปีก่อน (2559) “ด่วนนรกซ่อมบี้คลั่ง (Train to Busan)” คือหนังซอมบี้เกาหลีที่ดูแล้วชื่นชอบมากๆ จนทำให้เกิดความอยากดูหนังซอมบี้จากแดนกิมจิเรื่องต่อๆ มา

พอปีนี้ “ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)” เข้าฉายก็รอคอยเลย อยากรู้ อยากเจอตัวละครจากในภาคแรกว่าจะมีใครกลับมาบ้าง อยากรู้เรื่องราวต่อมา 

“จองซอก” นายทหารหนุ่มที่รอดตายจากซอมบี้บุก เมื่อ 4 ปีก่อน ต้องร่วมทีมกลับไปเกาหลีอีกครั้ง เพื่อนำเอารถบรรทุกเงินล้านออกมาจากฝูงซอมบี้ งานนี้นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงซอมบี้แล้ว ยังต้องรับมือกับกลุ่มคนเลวที่รอดตายและตั้งเป็นกองกำลังใต้ดิน 

“จองซอก” ต้องจับมือกับ “มินจอง” ในการแหวกวงล้อม ทั้งกองทัพเถื่อนจอมโหดและฝูงซอมบี้ผีดิบจอมกระหายเลือด

“ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)” ซอมบี้ที่เคยเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้หนังสนุก ทั้งน่ากลัว หัวเราะ กลายเป็นตัวประกอบไปโดยปริยาย ใส่เข้ามาเพื่อให้เป็นหนังซอมบี้ ใส่เข้ามาเพื่อให้ถูกตัวเอกไล่ล่า/ถูกล่าเท่านั้น แม้แต่ตัวละครหลักที่ถูกกัดไปแล้ว น่าจะขยี้ต่อ กัดแล้วกัดเลยหายวับไปกับตา ตัวหนังไปเน้นตัวละครที่เป็นคน ความขัดแย้ง สันดานดิบ ความโลภความเห็นแก่ตัว การเอาตัวรอด ผ่านตัวละครที่แบนสนิท ตัวดีก็ดีขาวตลอดตัวร้ายก็ชัดเจนในความร้ายดำสนิท ไม่มีตัวละครเทาๆ ง่ายๆ คือ ชัดเจนว่าใครเป็นพระเอก-นางเอก ผู้ร้าย ตัวร้าย หนังขายความสนุกแบบง่ายๆ ย่อยง่าย ไม่มีอะไรพลิกโผ ตามสูตรเป๊ะๆ ตัวละครรอดจากโลกซอมบี้มีเหตุให้ต้องกลับมาเกาหลีอีกครั้ง ติดเกาะ เจอคนที่รอด กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพาตัวเอกหลบหนี ท่ามกลางตัวร้ายและเหล่าซอมบี้

แต่ที่น่าผิดหวังที่สุดของ “ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula)” คือไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับในภาคแรกเลย โดยเฉพาะตัวละครที่คนรักอยากรู้เรื่องราวต่อไป สิ่งเดียวที่เชื่อมเรื่องคือเวลาหลังจากนั้นมา 4 ปี 

ในส่วนของตัวละคร “คังดงวอน” บทเด่นมาแบบหล่อๆ ถือปืนเท่ๆ บท “จองซอก” เล่นดีสบายๆ โชว์ทั้งคิวบู๊เท่ๆ และดราม่า แสดงอารมณ์

“อีจองฮยอน” รับบท “มินจอง” นักรบสาวสวย ดูดีทั้ง ยามปกติและแบกปืนลุยซอมบี้ แต่ที่ชอบในความน่ารักล้วนๆ คือ “อีเร” นักแสดงสาววัยรุ่นมากความสามารถ มากความสวย น่ารัก มารับบท “จุนกิ” ลูกสาวคนโตของ“มินจอง” กับ “อีเยวอน” ที่มารับบท “ยูจิน” น้องเล็กผู้เก่งรถบังคับ ที่ความน่ารักของสองสาวทำให้หลายตอนที่เกือบจะหลับ ตาสว่างขึ้นมาทันที

ส่วนหัวหน้า “ซอ” ที่แสดงโดย “คูคโยฮวาน” กับ “จ่าฮวัง” รับบทโดย “คิมมินแจ” สองตัวร้าย ดูน่ารำคาญ รกหนัง หรือ “ควอนแฮฮโย”ในบท คุณตา ที่พยายามติดต่อโลกภายนอกก็ดูขาดๆ เกินๆ CG การสร้างภาพเกาหลีที่ล่มสลาย ยังคงเนี้ยบ ทำออกมาได้สมจริง ภาพกองทัพซอมบี้ อาจจะไม่มีอะไรใหม่แต่ก็ดูทุ่มทุนสร้างมาเป็นกองทัพ ดูไม่หลอกตา แค่เสียดายที่แม้จะมากันเยอะแต่ไม่มีอะไรที่เด่นโดดเด้งหรือสะดุดตาจนน่าจดจำ

ฉากแอ๊กชั่น โดยรวมๆ แล้วเฉยๆ แค่ยิงปืนถล่มกันไปมา แต่ก็โดนๆ บ้างกับฉากขับรถไล่ล่ากัน ทั้งในตอนช่วงต้นเรื่อง และช่วงท้ายไคลแมกซ์ ใกล้จบ แต่ถ้า…ตัด…ความเป็นหนังภาคต่อออก เป็นหนังเรื่องใหม่ ก็ถือว่า ฝ่านรก ซอมบี้คลั่ง (Train to Busan : Peninsula) เป็นหนังซอมบี้ปนแอ๊กชั่นที่มีความสนุก ดูได้เพลินๆ เอาไปแค่ 5 เต็ม 10 คะแนนก็พอ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/504521

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum)

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เมื่อวิกฤติไวรัสล้างโลก กำเนิดคนคลั่งฆ่าไม่ตาย”

…คุณจะทำอย่างไรหากวันหนึ่งคนตายฟื้นขึ้นมาเพื่อไล่ฆ่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่

และทางเดียวที่จะรอดคือต้องซัดกับ…ซอมบี้…

คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum) คือ หนังเรื่องล่าสุดในโครงการ “หนังผมไม่เล็กนะครับ” ที่ค่าย “เอ็มพิคเจอร์” คัดสรรมาให้แฟนหนังได้ดูกันกำกับการแสดงและเขียนบทโดย “เจฟฟ์ บาร์นาบี” นำแสดงโดยไมเคิล เกรย์ยาร์, ฟอเรส กู๊ดลัค, คิโอวา กอร์ดอน 

ในเมืองเล็กที่สงบเงียบ “นายอำเภอเทรย์เลอร์”ได้พบโรคระบาดลึกลับแพร่มาในปลาและสุนัข ก่อนที่จะลามมาสู่คนจนกลายเป็น “ผีดิบซอมบี้” ไล่กินคนแพร่เชื้อร้าย

“เทรย์เลอร์” รวบรวมพรรคพวกในหน่วย “อีกาแดง”ออกมารับมือผีดิบ มีพ่อมือซามูไร, หมอสาวอดีตภรรยาที่เลิกรากันไป, โจเซฟ ลูกชายที่เกเรเป็นเด็กเสียคนกับ “ชาร์ลี” แฟนสาวท้องแก่ของโจเซฟเข้ามาร่วมทีม

หนังแบ่งออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ครึ่งแรกเปิดตัวละครในเมืองก่อนที่ผีดิบจะบุก เน้นที่การปูคาแร็กเตอร์ให้รู้จักกับตัวละครหลักๆ มีผีดิบแทรกมานิดๆ ในรูปแบบของสัตว์ อาทิ ปลากับหมา ก่อนจะมาสู่คน แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดที่มาที่ไปของผีดิบ ส่วนครึ่งหลัง ตัดฉับมาในช่วงผีดิบยึดโลก คนที่รอดถูกล้อมอยู่ในเมือง ตัวหนังเน้นๆไปที่ความขัดแย้งของคนในเมืองสลับไปกับผีดิบที่พยายามบุกเข้าเมือง

“คนคลั่งซัดซอมบี้ (Blood Quantum) เป็นหนังซอมบี้ที่มาในแนวหนังอินดี้ทำตามใจฉัน ทุนไม่มากนัก พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ออกมาในงบที่จำกัด พยายามใส่ทุกอย่างที่หนังซอมบี้ต้องมี

เนื้อหาหลักจุดขายของหนังซอมบี้คือกลุ่มคนที่รอด การเอาตัวรอด ทรยศ หักหลัง การเสียสละ

แต่ตัวหนังดูอ่อนปวกเปียกไปหมด ทุกอย่างง่ายๆไม่มีที่มาที่ไปหรือเหตุผลรองรับ 

ตัวละครหลักที่โดนกัด อยู่ดีๆ ก็ไม่เป็นผีดิบ ไม่ต้องรักษา แค่หมอมาบอกว่าถูกกัดแล้วมีภูมิคุ้มกัน ในขณะที่ตัวประกอบถูกกัดปุ๊บกลายเป็นผีดิบปั๊บ หนังไปเน้นที่ตัวละครหลักๆ ที่เหมือนจะมีอะไรๆ แต่กลับไม่มีอะไร ทำไม!! เหตุและผลคืออะไร ดูจนจบก็ยังไม่มีคำตอบ

ส่วนนักแสดงนำ ทุกคนเล่นได้เป็นต้นไม้มาก แก๊งหน่วย “อีกาแดง” ของพระเอก ที่ลุคการแต่งกายเป็นอินเดียนแดง นอกจากชุดกับท่าทางแล้วยังไม่เห็นว่าจะใช้ประโยชน์จากความเป็นอินเดียนแดงที่ตรงไหน เรียกได้ว่าเป็นหนังซอมบี้ที่ดูย้วยๆ ยืดเยื้อ ไม่ค่อยสนุก ดูไม่ค่อยลงทุน แต่ก็อาจจะถูกใจคอหนังที่ไม่ตลาด ออกอินดี้หรือสวนกระแส รวมไปถึงคอหนังที่นิยมความรุนแรง กระจุยกระจายเลือดท่วมจอแบบจะจะ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรๆ มารองรับสยดสยองเลือดท่วมสนุกระดับ 4/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/503132

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วกับหนังสารคดีที่ “Netfix” ภูมิใจนำเสนอ BNK48 : One Take วงนี้คือเงิน การจะได้ อันดับดีๆ อาจต้องมีผู้สนับสนุนที่ดี มีเงิน ผู้สนับสนุนเต็มใจเสียเงินแม้อาจจะรู้ว่าสู้คนอื่นไม่ได้แต่ก็ช่วยเพิ่มกำลังใจให้คนที่เรารัก รู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองน่าจะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ แต่ก็ยังหวังลึกๆ ว่า จะขึ้นไปลำดับที่สูงขึ้น คนทั่วๆ ไปจะสนใจแต่ตัวท็อปกับเห็นใจอันเดอร์ เซ็มบัตสึ มักจะถูกมองข้าม ดังนั้นหนูไม่ดีใจเลยที่ถูกเลือกเป็นเซ็มบัตสึ

ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้กิจกรรมเราจะได้เห็นถึงการฝึกฝน หลักในด้านการแสดงไปพร้อมๆ กับความคิด มุมมองข้างในของแต่ละคนแต่ก็อย่างว่า พอตัวเรื่องเน้นไปในการเรื่องของการฝึก การแสดง เลยทำให้อดคิดตามไม่ได้ว่าสิ่งที่หลายคนพูดระบายออกมานั้นกำลังแสดงออกมาเพื่อให้ตัวเองเด่น เป็นที่รู้จัก เพิ่มความน่าสนใจในตัวเองหรือเปล่า?

นอกจากนี้ ตัวหนังยังเพิ่มการพูดคุยกับบรรดาโอตะผู้สนับสนุนเมมเบอร์บางคนเข้า ทำให้เราได้รู้ความรู้สึกที่มีต่อคนที่เขาชื่นชอบ และมีการพูดคุยกับทีมงาน ที่เลือกคุยกับ “จ๊อบซัง” เพียงคนเดียว ทำให้ BNK48 : One Take ดูมีสีสัน มีหลายมุมมองทั้งจากตัวสมาชิกทั้งรุ่น 1 รุ่น 2 โอตะ และทีมงาน

BNK48 : One Take เปิดเรื่องในงานการประกาศผลผู้ถูกคัดเลือกจากการเลือกตั้งผู้ชนะจากผลโหวตของแฟนคลับ ก่อนจะนำย้อนเข้าสู่ช่วงการเก็บตัว ฝึกฝน ฝึกซ้อม ตัดสลับการพูดคุยกันบนเวที ข้างๆ เวที ไล่ตั้งแต่เริ่มโปรเจกท์ มาปิดท้ายจบลงตรงวันสุดท้าย จบลงที่การประกาศผลผู้ชนะ ใส่สายสะพาย มีคทา สมาชิกคนอื่นๆ เข้ามาแสดงความยินดี

เมื่อตลอดทั้งเรื่องมีเฉพาะภาพในระหว่างการฝึกฝน อยู่แต่ในห้องฝึก บนเวทีการโชว์ ไม่มีภาพในห้องพัก นอกสถานที่ ช่วงเพิ่มความรู้ของการแข่งขัน เหมือนเราเข้าไปแอบดู แอบมอง และคุยกับน้องๆ จริงๆ

มีการใส่เพลงของวงนี้ใส่เข้ามาประกอบในแบบที่กำลังพอดีๆ ไม่เน้นๆ ที่ชอบอีกอย่างหนึ่งของหนังคือหนังเน้นคุยกับแต่ละคนในชุดลำลองที่สบายๆ มากกว่าจะเน้นชุดของการแสดง ทำให้รู้สึกเหมือนเราได้รับรู้ความรู้สึกจริงๆ ผ่านตัวตนจริงๆ มากกว่ากำลังแสดง แต่ด้วยความที่ไม่ได้เป็นโอตะ บางทีอาจจะงง! ไปบ้างว่าใครเป็นใคร หนังขึ้นชื่อ/รุ่น มาแค่ครั้งแรก พอวนกลับมาเริ่มงง! ใครหว่า! จำได้จริงๆ แค่ตัวหลักๆ ของรุ่น 1 ที่เคยผ่านงานแสดงมาแล้ว ผ่านตามาจากในหนังเรื่องก่อนๆ โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเลยว่ายังไงๆ“เฌอปราง” ดูมีออร่า ความคิด การแสดงออกทั้งภายนอกภายใน โดดเด้งออกมาเด่นกว่าคนอื่น สมกับที่คว้าอันดับ 1 ในการเลือกตั้งในกิจกรรมครั้งนี้

BNK48 : One Take คืออีกหนึ่งของหนังสารคดี หรือหนังที่นำเสนอเรื่องราวของ BNK 48 ทั้งสองรุ่นๆ ที่ดูสนุก ดูแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ ในแบบที่ไม่ได้เน้นที่มาที่ไป แต่ทำให้รู้สึกถึงความคิด ความรู้สึกข้างในออกมา เพียงอย่างที่บอก ดูแล้วคิดเอาเองว่าเป็นความรู้สึกจริงๆ หรือเป็นแค่การแสดงออกมา หนังจบลงอย่างสวยงามกับคำพูดสุดท้ายบนเวทีของ “เฌอปราง” กล่าวว่า “ไม่รู้ว่าจะมีคนยินดีกับหนูหรือเปล่าที่หนูได้รับตำแหน่งในครั้งนี้”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/501710

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

โอ๊ยเล่าเรื่อง : BNK48 : One Take

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตอน 1.

…วงนี้คือเงิน…

…การจะได้ อันดับดีๆ อาจต้องมีผู้สนับสนุนที่ดี มีเงิน…

…ผู้สนับสนุน เต็มใจเสียเงิน แม้อาจจะรู้ว่าสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ก็ช่วยเพิ่ม กำลังใจให้คนที่เรารัก…

…รู้ตัวอยู่แล้วว่า ตัวเองน่าจะอยู่ ลำดับที่เท่าไหร่ แต่ก็ยังหวังลึกๆ ว่าจะขึ้นไปลำดับที่สูงขึ้นๆ…

…คนทั่วๆ ไปจะสนใจแต่ตัวท็อป กับเห็นใจ อันเดอร์ เซ็มบัตสึมักจะถูกมองข้าม ดังนั้น หนูไม่ดีใจเลยที่ถูกเลือกเป็นเซ็มบัตสึ…

หนังสารคดีเรื่องล่าสุดที่ “Netfix” ภูมิใจนำเสนอ ที่น่าสนใจคือ เป็นสารคดีเรื่องล่าสุดเกี่ยวกับสมาชิกวง BNK48 งานกำกับของ โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล เป็นสารคดีไทยเรื่องแรกที่ได้เป็น Original Documentary บนเน็ตฟลิกซ์

BNK48 : One Take เคยปล่อยทีเซอร์ เรียกน้ำย่อยในตอนท้ายของ Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า (2562)ก่อนที่เตรียมเข้าฉายในวันที่ 1 เมษายน 2563 แต่ติดโควิด-19 สุดท้าย Netfix ก็จับมาให้ดูเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ดูแบบสดๆ ร้อนๆ BNK48 : One Take เป็นภาพยนตร์สารคดีลำดับที่สองที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับวงไอดอล BNK48 ถัดจาก Girls Don’t Cry ของผู้กำกับ “เต๋อ” นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่ฉายไปเมื่อปี 2561แม้จะเล่าเรื่องของวงเดียวกัน ทว่าไม่เกี่ยวข้องกันโดยที่โดนัท นิยามว่าใน Girls Don’t Cry เล่าในมุมมองคนที่ชื่นชอบแฟนคลับ คนที่ให้กำลังใจแต่ One Take ถูกเล่าในฐานะ “คนไม่รู้จัก”

โดนัท-มนัสนันท์ ทำ BNK48 : One Take ออกมาเป็นสารคดีที่ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน กระจายๆ เฉลี่ยๆ น้ำหนักของ รุ่น 1 กับรุ่น 2พอๆ กัน ที่เห็นชัดเจนเลยคือ หนังมีอารมณ์ มุมมอง ความรู้สึกของ ความเป็นผู้หญิง ดึงข้างใน ออกมาได้ชัดเจน จนรู้สึกได้เลย ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดีข้อดีของการใช้ผู้กำกับผู้หญิงมาทำงานนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่เด่นมากๆ คือ ในเรื่องของการพูดถึงการแสดง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีแข็งแรงของผู้กำกับที่ก้าวมาจากสายแสดง

BNK48 : One Take หยิบเอาเบื้องหน้าเบื้องหลังของ BNK 48ในงานเลือกตั้ง BNK48 6th Single Senbatsu General Election ครั้งแรกเมื่อปี 2562 เฟ้นหา เซ็มบัตสึ ในซิงเกิ้ลชุดที่ 6

ตัวหนัง นำเสนอภาพของ การฝึกฝน เน้นไปที่การฝึกแอ๊กติ้งการแสดง ทั้งภายนอก อินเนอร์ข้างใน เพื่อใช้ในการแสดงออกมาให้ดูเป็นธรรมชาติ มากกว่าให้คนดูรู้สึกว่าเป็นการแสดง ไม่ได้เน้นการฝึกเต้นหรือร้องเพลง ในหนังบอกชัดเจนว่า การแสดงเป็นจริงสำคัญในตัวนักแสดง ซึ่งภาพที่ออกมา เห็นชัดๆ เลยว่า ใครเล่นเก่ง เนียน หรือ ใครแสดงออกมาได้เป็นธรรมชาติ

มีการตัดสลับกับบทสัมภาษณ์ของตัวสมาชิก ทั้งสองรุ่น คละๆ กันไปเนื้อหาที่พูดคุย จะเกี่ยวกับในแต่ละช่วงที่ภาพกำลังพูดถึง ทำให้เรารับรู้ได้เลยว่า แต่ละคนคิดอย่างไร สุข ทุกข์ กดดัน เข้าใจ รับได้หรือรับไม่ได้ กับในแต่ละเหตุการณ์ แต่ละคนที่ถูกนำมาใส่ในหนัง มีการเลือกมาใส่ได้แบบโอเค มีหลายๆ ด้าน ในมุม ที่ทำให้ ดูแล้ว หนังสนุกมีสีสัน 

โปรดติดตามตอน 2…