โอ๊ยเล่าเรื่อง : แก๊งม่วนป่วนโตเกียว (Detective Chinatown 3) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/553899

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แก๊งม่วนป่วนโตเกียว  (Detective Chinatown 3)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แก๊งม่วนป่วนโตเกียว (Detective Chinatown 3)

วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่ “แก๊งม่วนป่วนเยาวราช” (Detective Chinatown)ในปี 2558 สร้างความป่วนแจ้งเกิดหนังชุดนี้จนทำรายได้ สูงเป็นประวัติการณ์ จนมีการสร้างภาค 2 ได้ตะลุยนิวยอร์ก ในปี 2561 อีกทั้ง
ยังมีทีวีซีรี่ส์ในปี 2563 เป็นทีมนี้อีกด้วย มาวันนี้ “แก๊งม่วนป่วนโตเกียว”(Detective Chinatown 3) ที่ยกทีมไปไกลถึงโตเกียว

ซึ่งเป็นเรื่องราวของคู่หูนักสืบแก๊งม่วนสองลุงหลาน “ถังเหริน”(หวัง เป่าเชียง) กับ “ฉินเฟิง” (หลิว ห่าวหราน) และ “โนดะ ฮิโรชิ”(ซาโตชิ ซึมาบุกิ) นักสืบตัวท็อปของญี่ปุ่น ถูก “วาตานาเบ้” ยากูซ่ามาเฟียญี่ปุ่นเชิญตัวมาคลี่คลายคดีฆาตกรรมที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ทีมสามนักสืบเดินหน้าสืบคดีแต่ถูก “แจ็ค จา” (จา-พนม ยีรัมย์)ตำรวจไทยกับตำรวจมือปราบจากญี่ปุ่นตามวุ่นวาย แถมงานนี้ “ถังเหริน”ยังต้องตกหลุมรัก “โกบายาชิ แอนนา” เลขาสาวของเหยื่อ และมีกลุ่มคนลึกลับนำทีมโดย Q เข้ามาเล่นเกมชิงไหวชิงพริบ สามนักสืบสามชาติ ญี่ปุ่น/จีน/ไทย จึงต้องจับมือกับสะสางคดี โดยนำเสนอในแบบสนุกสนานเฮฮาในสไตล์หนังชุด แก๊งม่วนจอมป่วน ที่เดินมาถึง3 ตอนแล้ว จนทำให้หลายคนมองตัวหนังเป็นหนังตลกธรรมดาๆผสมๆ คลุกเคล้าเติมฉากแอ๊กชั่นให้หนังเผ็ดร้อน ฉากขำๆ เฮฮาในมุขที่คุ้นๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่ก็ยังคงเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้ฉากดราม่า ครอบครัว ที่เรียกน้ำตาเล็กๆ หนังมีครบรส ขาดแต่เพียงเรื่องรักโรแมนติกกินใจเท่านั้น

“หลิว ห่าวหราน” หล่อเหลาน่ารักๆ มีเสน่ห์ ดูดีกับบท “ฉินเฟิง”นักสืบอัจฉริยะที่ชวนให้นึกถึง “โคนัน” ขึ้นมาในทันที บทเด่นมากๆโดยมี “หวัง เป่าเชียง” มาเป็นลูกคู่ได้แบบเข้าขา 

“จา-พนม ยีรัมย์” มารับบทน่ารักๆ สบายๆ ทึ่มๆ ลุยๆ เข้ากับบุคลิก ได้โชว์ลีลาคิวบู๊ที่ถนัด แต่มาในแบบสบายๆ รีแล็กซ์ แต่ดูดีเหมือนมาผ่อนคลาย บท “แจ็ค จา” ตำรวจไทย เป็นบทเสริม ความสนุกที่ดูดีกับหนังมากทีเดียว ตอนแรกดูจากในใบปิดจำ “จา” แทบไม่ได้ไปๆ มาๆ ช่วงนี้ได้ดูหนังที่ “จา พนม” เล่นติดๆ กันถึง 3 เรื่อง

“ซาโตชิ ซึมาบุกิ” หล่อสมาร์ท ดูดีมีตังค์ เก่ง เจ้าเสน่ห์ กับบทนักสืบดูดีมีตังค์ชาวญี่ปุ่น “ซาดาโนบุ อาซาโน่ง” ดูแปลกตาไปจนเกือบจำไม่ได้ ในบทสารวัตรมือปราบ  “มิอุระ โทโมคะซุ” รับบท “วาตานาเบ้”มาเฟียผู้ต้องหา

“มาซามิ นากาซาวะ” บทเด่นมากๆ ในบท “โกบายาชิ แอนนา”เลขาสาวสวยของ “สุวัจชัย” เหยื่อในคดี ที่สวยจนคุณลุงนักสืบหลงรัก“ชางหยูเชียน” สวยน่ารักในบทหนึ่งในสมาชิกทัพเสริมของแก๊งม่วนป่วนโตเกียว (Detective Chinatown 3) ใช้โลเกชั่นในญี่ปุ่นเป็นหลัก มีแว่บๆ ไปจีนบ้าง รวมทั้งยังอุตส่าห์กลับมาเยือนไทยอีกครั้งด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสนุกสนานแบบเฮฮาในเสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร เจ้าเก่า แม้หนังจะยาวถึง 136 นาที แต่รับประกันความสนุก ขำกระจายได้ตลอดเรื่อง เพลิดเพลินจำเริญใจ ในระดับ7/10 คะแนนครับ

ปล.หนังมี “หลิวเต๋อหัว” โผล่มาเซอร์ไพรส์ด้วย แต่จะมาตอนไหนห้ามกะพริบตา ต้องตั้งตาดูให้ดี ขำกระจายแน่นอน หลังเครดิตท้ายเรื่องมีทิ้งติ่งให้ดูกันเพื่อเป็นการโยงไปส่วนภาค 4 ภารกิจม่วนของสมาชิกแก๊งนี้ด้วย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีโยคะ (The Cursed Lesson) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/552307

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีโยคะ (The Cursed Lesson)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผีโยคะ (The Cursed Lesson)

วันเสาร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่มีผีต่างๆ มามากมาย ทั้งตู้ เตียง กระจก ห้อง สารพัดผีมาวันนี้ก็ถึงคิวของ “ผีโยคะ” ด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นโยคะอยู่แล้วเลยทำให้สะดุดชื่อ ตั้งหน้าตั้งตารอดู

“ฮโยจอง”’ นางแบบชื่อดังเริ่มตกกระป๋องด้วยวัย จนเธอได้เจออดีตเพื่อนเก่าสมัยเด็กที่ผิวพรรณ หน้าตาดูเด็กกว่าวัยได้แนะนำโยคะสตูดิโอบนชายหาดส่วนตัว ที่ทำให้สาวๆ กลับมาสาวอีกครั้ง“ฮโยจอง” ตัดสินใจใช้บริการ พร้อมกับอีก 3 สาว ที่มีเหตุผลต่างกันท่ามกลางการฝึกโยคะอย่างหนักของทุกๆ คน เริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ ค่อยคืบคลาน

หนังสยองขวัญ รวมรสจากฝั่งเกาหลี สารพัดยำใหญ่ทั้งผีฆาตกร ปมปัญหาทางจิต ลัทธิ ความเชื่อ เซ็กซ์ ดราม่า ปมความแค้นหนังเดินเรื่องเป็นสองเหตุการณ์ขนานกัน สองนายตำรวจที่ตามสืบคดีฆาตกรรมสามสาวฆ่าเพื่อนร่วมตึก กับตัวเอกที่ไปเข้าคอร์สโยคะที่ค่อยๆ เจอเรื่องแปลก เรื่องหลอน น่ากลัว ก่อนจะค่อยขมวดความสยอง ที่เกี่ยวข้องกับปมในใจของตัวเอกแต่ละคน และสองเส้นเรื่องมาบรรจบกันโดยบังเอิญ

น่าเสียดายที่ “ผีโยคะ” ไม่สามารถจับสองเหตุการณ์เข้ามาสร้างความสนุก ความน่ากลัว ความน่าสนใจให้กับภาพรวมของหนังได้เหมือนต่างคนต่างนำเสนอ เหมือนดูหนังสั้นๆ 2 เรื่อง ที่ถูกจับมาเชื่อมกันแบบกำปั้นทุบดิน ง่ายๆ เพื่อให้หนังมีบทสรุป สองตำรวจหนุ่มตามสืบคดีได้แบบง่ายๆ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคให้ลุ้นหรือตื่นเต้น 

บทเด่นจริงๆ อยู่ที่สาวๆ ทั้ง 4 คน ที่ไปเข้าคอร์สบนเกาะตัวหนังทำได้ดี ชวนติดตาม ชวนให้ค้นหา ในช่วงต้นๆ บรรยากาศ ทึมๆหลอนๆ ฟุ้งๆ ทำได้ดี ในช่วงต้นๆ แต่พอเริ่มเข้ากลางๆ เรื่อง หนังเริ่มเป๋ เริ่มรู้สึกอึดอัดไปพร้อมกับตัวละคร เริ่มไม่สนุก พอจะเดาทางได้ว่าจะเกิดอะไร “ผีโยคะ” มีบรรยากาศที่ชวนหลอนๆ ผีที่ดูน่ากลัวในแบบผีเกาหลี เพียงแต่แทบจะไม่มีตกใจตะลุ่งตุ้งแช่มาในฉากสยองเลือดกระฉูด 

สำหรับคนที่ชอบเล่นโยคะ ท่าที่ใส่ในหนัง ดูดี สวยงามไม่ซ้ำเพียงแต่อาจจะดูธรรมดาไปสักนิด ไม่ค่อยสมกับที่ในเรื่องจะทุ่มเทเป็นท่ายาก เป็นสตูดิโอโยคะหรือจักระขั้นสูง ขั้นกุณฑาลินี สำหรับคนที่ศึกษาทั้งเรื่องของโยคะกับจักระ ในด้านทฤษฎีน่าจะสนุกเข้าใจแต่กับคนทั่วไปอาจจะงงนิดๆ และการฝึกขั้นนี้ในความเป็นจริงแล้วมีโอกาสหลุด/เพี้ยน หรือผิดวิธี ที่ยังพอตรึงใจคือสาวๆ ตัวเอกที่หุ่นดีมากๆ สมกับที่เล่นโยคะ แถมยังมีฉากโชว์หุ่นไร้เสื้อผ้าในฉากเลิฟซีนบนเสื้อโยคะที่ดูดีมีลีลา ทั้งสวยหุ่นดีลีลาเร่าร้อนค่อยๆ โชว์ลีลาคั่นสลับที่ละคร จนชวนให้นึกถึงหนังโป๊ หนังอีโรติก ที่นิยมนำเสนอแบบนี้เพียงแต่คุณหลอกดาว โชว์ไม่ครบองค์ หยุดโชว์ซะดื้อๆ 

“ลีแชยอง” ดูดีกับบท “ฮโยจอง” บทเรียกได้ว่าเด่นกว่าทุกคนตอนฝึกโยคะ หน้าแจ่มๆ ผ่องขึ้นมาเหมือนใช้แอปช่วย ดูไม่ค่อยธรรมชาตินัก “ฮันเซมิน” มาแย่งซีนเอาดื้อๆ เปลื้องผ้า โชว์ลีลาเลิฟซีน ในแบบไหลลื่นแบบโยคะ แต่ที่ชอบส่วนตัวคือ  “โจจุงมิน” ดาวรุ่งวงการเพลงของเกาหลีที่ชิมลางงานแสดงเป็นเรื่องแรกมารับบท“มียน” นักกีฬาสาวผู้มาฝึกโยคะ เธอดูสวยใสๆ น่ารักดี “ผีโยคะ”ดูได้แบบเรื่อยๆ สบายๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับสาวสวยหุ่นดีฉากเลิฟซีนเร้าร้อน 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/550666

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)

วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)” หนังแอ๊กชั่นไซไฟที่สร้างจาก “การ์ตูนคอมิกซ์” ที่เขียนขึ้นมาในปี 2017 โดย“ดิมิทรี โลโกเธติส” และ “จิม แม็คกัท” ซึ่ง “ดิมิทรี” ก็ก้าวมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนจุดขายหลักๆ ที่ดึงให้เข้ามาดูเรื่องนี้คือ “จา พนม” ดีไม่ดีก็อยากดูให้เห็นกับตา เป็นหนังแอ๊กชั่นไซไฟ ต่างดาว เรื่องที่สองในช่วงใกล้ๆ กันของ “โทนี่ จา”ต่อจาก “Monster Hunter”

“โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jisu)” ตัวหนังเบาโหว่งๆเปิดเรื่องมาในแบบที่เป็นปริศนา ชวนให้คนสงสัย ชวนหาคำตอบแต่พอเข้าเรื่อง เรื่องราวกลับไม่มีอะไร บทหนังอ่อนปวกเปียกเหตุผล คำตอบต่างๆ ดูล่องลอย ง่ายๆ ไร้ที่มาที่ไป ค้านกันไป-มาหลายเรื่อง พล็อตหนังชัดเจนง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แค่มนุษย์โลกต้องร่วมมือกันรับมือกับนักรบต่างดาว

ดูไปๆ ชวนให้นึกถึง “พรีเดเตอร์” ที่เน้นแอ๊กชั่นการต่อสู้ ไม่ได้มีความเป็นเอเลี่ยนฆ่าคนแบบสยดสยองตามชื่อไทยที่ตั้งแต่อย่างใด ชัดเจนทั้งชุด ความสามารถ รูปร่าง อาวุธ หรือถ้าดูชื่ออังกฤษ Jiu Jitsu ก็ชัดเจนว่าเป็นหนังอะไร ระหว่างดูชวนให้นึกย้อนไปถึงหนังจีนจอมยุทธ์ในอดีต จอมยุทธ์ผู้เก่งกาจ ออกท่องยุทธภพ ตามหาคนที่จะต่อกรด้วย เหล่าจอมยุทธ์จึงรวมตัวกันฝึกวิชาเพื่อรับภัยพิบัติยุทธภพ

“นิโคลัส เคจ” มาทำไม!!! มาแบบเสียของ ไม่มีความจำเป็น นักรบซ่อนตัวแกล้งบ้าๆ บอๆ เร่ร่อน แต่เก่งกาจ ฝีมือสุดยอดใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการเล่นแบบเยอะๆ เว่อร์เต็มเกินยิ่งไฮไลท์ ไคลแม็กซ์ ฉากดวลกับต่างดาวตัวร้าย ที่หนังพยายามให้ออกมาดูสมศักดิ์ศรีสูสีกัน กลับดูหลอกๆ ไม่สมกับเป็นหนึ่งในฉากโชว์ ฉากกลางๆ เรื่อง ตอนสู้นัวเนียๆ กับพระเอก ที่แม้จะไม่ดีก็ยังดูดีกว่า แต่แม้จะไม่มีอะไรดี แต่การมี นิโคลัส เคจ ในหนังช่วยให้หนังดูมีดาราดังๆ มาแสดง ออร่า!! ข่มคนอื่นจนหมด

เอาเข้าจริงๆ “จา-พนม ยีรัมย์” ในบท หนึ่งใน 9นักรบ ดูเด่นมากที่สุด ดูดีที่ได้โชว์คิวบู๊ คิวการต่อสู้ ลีลาการต่อสู้แบบตัวต่อตัวหรือเป็นหมู่ สไตล์สตันท์แมน ทั้งมือเปล่า อาวุธใกล้ตัว ที่ดูดีเด่นมากๆ เด่นดูดีเท่ ดูเก่งกว่าทุกๆ คนในเรื่องดูเก่งกว่ามนุษย์ต่างดาวตัวร้ายซะอีก แต่หนังกลับไม่ใช้ประโยชน์กับ “จา พนม” อย่างเต็มที่ มาโชว์แอ๊กชั่นสวยๆ แล้วจากไปบทลอยๆ มากมาย มาเป็นตัวดันพระเอกเท่านั้น

ในเรื่อง จา พนม ยังคงพูดน้อย นับคำได้ แถมสำเนียงฟังดูแปร่งๆ แถมหลายตอนในหนังโดยเฉพาะฉากที่รวมนักสู้หลายๆ คน เหมือนกับไม่มีเขาอยู่ จนดูไปดูมาอดสงสัยไม่ได้ว่าอาจไม่มีคิว หมดคิว เลยมาแบบผลุบๆ โผล่ๆ “โทนี่ จา” มาเป็นแค่ตัวเพิ่มสีสัน เรียกแขก เรียก FC แฟนคลับ เข้ามาดูหนังเท่านั้นเอง

บท “เจค” พระเอกที่รับบทโดย “อัลเลน เมาส์ซี”ดูกระจอกงอกง่อย ไม่เด่น ไม่มีความเก่งอยู่ในตัว สู้ดูแบบหลอกๆเช่นเดียวกับนักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็แทบจะไม่มีใครโอเคเลยสักคนเดียว “โคตรคนชนเอเลี่ยน (Jiu Jitsu)” เป็นหนังที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ นึกเสียว่ามาดูลีลาการบู๊ มาดู “จา พนม” ในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง แค่ดูได้เรื่อยๆ จบแล้วจบกัน สนุกระดับ 2 เต็ม 10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The End of The Storm #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/549012

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The End of The Storm

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The End of The Storm

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้องออกตัวก่อนนะครับว่าปกติแล้วเป็นคนที่ทั้งชีวิตไม่เคยดูฟุตบอล ไม่รู้จักฟุตบอลนักฟุตบอล หรืออะไรๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นไทย/เทศสมัยเรียนก็เรียนปทุมคงคาโรงเรียนชายที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอล เขาเตะกันทั้งโรงเรียน แต่ก็ไม่เคยเล่นกับเขาสอบวิชานี้ก็แค่ผ่านเท่านั้น จะมารู้จักก็ต่อเมื่อคนที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลเข้ามาสู่วงการบันเทิงหรือมีข่าวคราวก็จะรู้จักจากตรงนั้น ไม่ได้รู้จักจากในสนาม สโมสรดังๆลีกดังๆ ก็รู้จักแค่ชื่อ/ฉายา

แต่ก็ยังสนุกกับการดูฟุตบอลที่โผล่อยู่บนจอในหนังในละครเท่านั้น นักฟุตบอลที่รู้จักจริงๆ จังๆ แถมเป็นขวัญใจคือ “กัปตันซึบาสะ”ในการ์ตูนเท่านั้น

“The End of The Storm” น่าจะเป็นหนังที่เกี่ยวกับฟุตบอลตรงๆที่ได้ดูแบบจริงๆ จังๆ เป็นเรื่องแรก โดยนำเสนอเรื่องราวของลิเวอร์พูล นับตั้งแต่  เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมตั้งแต่ปี 2015 เรื่อยมาจนถึงเจอะเจอวิกฤติโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว เหมือนดูภาพบันทึกความทรงจำตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการทำงานของผู้จัดการคนใหม่ชาวเยอรมัน ได้รู้จักนักเตะคนสำคัญๆ ภาพประทับใจกับการทำประตูสวยๆ พูดคุยกับ FC บางคนบางกลุ่มหลากหลายมุมโลก

ทางด้านของแฟนหงส์น่าจะชื่นชอบ สนุก ที่ได้เห็นบรรดาคนสำคัญๆ ภาพจากแมทช์ดังๆ ของทีมโปรด แต่ถ้ามองในมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอล ไม่ใช่เป็นแฟนหงส์ แต่เข้ามาดู “The End of The Storm”ในความเป็นหนังสารคดี อาจจะไม่ได้อะไรมากมาย ไม่อิน ไม่รู้สึกอะไรมากนัก นอกจากแค่รู้ว่าตลอดเวลา 6 ปี ที่ เจอร์เก้น มาเป็นผู้นำทีมเจอะเจออะไรมาบ้าง แต่ได้รู้จักนักเตะคนสำคัญๆ 

หนังเล่าเรื่องในแบบสบายๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีการแทรกอารมณ์ขันในแบบน่ารักๆ สบายๆ มีการใส่การ์ตูนภาพเข้ามาเพื่อเรียกรอยยิ้มเสียงหัวเราะ การพูดถึงนักเตะสำคัญแต่ละคน อาทิ เคนนี่ ดัลกลิช ตำนานสโมสร  จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน่, โรเบอร์โต้เฟอร์มิโน่, เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ที่หนังดึงออกมาพูดถึง ดูมีสีสัน เลือกเอามุมเด่นๆ น่ารักๆ สิ่งที่น่าจดจำมาบอกกล่าวในแบบสั้นๆ ง่ายๆ และไม่ซ้ำคน ทำให้ไม่น่าเบื่อ เข้าใจ รู้สึกและจดจำง่ายสำหรับคนดูที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอล แฟนคลับดูแล้วน่าจะมีความสุข

แต่ตัวหนังก็ดูอ่อนเบา ออกแรงสำหรับคนที่เข้ามาดู ที่ใม่ใช่บรรดา FC เราแทบจะไม่ได้เห็นเลยว่า “เจอร์เก้น” เก่งกาจอย่างไร ในการนำทีมให้เก่งขึ้น นอกจากเป็นคนตรงๆ โหวกเหวกโวยวายนักเตะที่นำมาพูดถึง บางคนใส่รายละเอียดขยี้อีกหน่อยน่าจะดีกว่า ที่ออกมาแบบขาดๆ เกินๆ ในหนัง ภาพการแข่งขันใส่มาแต่ภาพยิงประตูสั้นๆมาแบบเร็วๆ ดูไปๆ รู้สึกเหมือนมาดูสรุปภาพข่าว คนดูที่ไม่ใช่แฟนคลับเลยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร บรรดาทีมดังๆ ในลีกอังกฤษ กลายเป็นทีมประกอบสารคดี ที่ดูธรรมดามากๆ น่าจะนำภาพเด็กๆ ที่ดูสูสีกันมาใส่จะได้รู้สึกว่าหงส์แดงเก่งจริงหรือ บรรดาแฟนคลับที่หนังนำมาใส่ดูไม่หลากหลาย ซ้ำไปซ้ำมา มากไปนิด เลยดูอลังการมากนัก “The End of The Storm” ใส่เพลงเพราะๆ เข้ามาหลายเพลง แทรกเข้ามาได้อย่างถูกจังหวะ เป็นบทเพลงเกี่ยวกับลิเวอร์พูล ที่แฟนๆ น่าจะคุ้นหูกันดี เข้ามาช่วยสร้างสีสัน ความน่าดู และทำให้หนังไม่เงียบเพลง You’ll Never Walk Alone ที่เป็นเวอร์ชั่นพิเศษจากศิลปินแกรมมี่อย่าง “ลาน่า เดล เรย์” แฟนตัวยงของทีมลิเวอร์พูล ทำให้ขนลุกขึ้นมาในทันที ดูได้เรื่อยๆ เผลองีบหลับไปเป็นพักๆ ดูจบแล้วจบเลย ไม่มีคาใจหรือประทับใจ และไม่ได้รู้สึกอะไรกับฟุตบอลมากขึ้น 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/547320

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก  (Songbird)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)

วันเสาร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากอัดอั้นมานานกว่า 3 อาทิตย์ในที่สุด “เอ็มพิคเจอร์”ก็เป็นเจ้าแรกที่ส่งหนังเข้าใหม่เข้าโรงเป็นเรื่องแรกในรอบปี 2021หรือ 2564 แถมเป็นหนังที่เข้ากับสถานการณ์ “โควิด”

โลกอนาคตปี 2024 เชื้อไวรัสโควิดได้เกิดการแพร่ระบาดร้ายแรง และกลายพันธุ์มาเป็นสายพันธุ์ร้ายแรงที่ชื่อว่าโควิด 23คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก! เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อทั้งโลกจึงต้องอยู่ในภาวะล็อกดาวน์ มีการประกาศเคอร์ฟิวชาวอเมริกันที่ติดเชื้อได้ถูกส่งไปยังคิว-โซน ค่ายกักกันปิดตายคนที่เข้าไปแล้วไม่เคยมีใครได้กลับออกมา พลเมืองปกติไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้านต้องอยู่แต่ในอาคาร ใครฝ่าฝืนจะถูกรัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงเข้าปราบปราม แต่จะมีพลเมืองที่มีภูมิคุ้มกันสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ไปไหนมาไหนได้ แต่ต้องแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง ห้ามสัมผัสผู้คน

“นิโค” อดีตทนายความผู้มีภูมิต้านไวรัส ต้องมาทำหน้าที่ส่งสินค้าไปตามที่ต่างๆ จนมาพบรักกับ “ซาร่า” สาวที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเมนท์จากการล็อกดาวน์ ทั้งคู่ได้แต่พบกันผ่านทางโซเชียล
หรือใกล้กันแต่มีกำแพงกั้น ไม่อาจสัมผัสกันได้ สุดท้ายเมื่อ “ซาร่า”อยู่ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ “นิโค” จึงออกเดินทางข้ามเมือง เพื่อหาทางช่วยคนรัก

“โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)” ชัดเจนในการนำเอา“โควิด” มาเป็นพล็อตเรื่อง ในทุกๆ อารมณ์ความรู้สึก ความน่ากลัวผลกระทบ ดราม่าการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ การเอาตัวรอดความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ และที่ขาดไม่ได้คือในส่วนของฉากแอ๊กชั่นตื่นเต้นเร้าใจ ลุ้นเอาใจช่วยไปกับทางรอด ทางออกของตัวละคร

ด้วยความที่เราพอจะรู้จัก “โควิด” กันเป็นอย่างดี หนังจึงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย แค่เกริ่น พูดถึง และนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มาปูเรื่อง ผูกเรื่อง ในช่วงต้นๆ เท่านั้น หนังเดินเรื่องแบบไปเรื่อยๆ สบายๆ ตัวละครไม่เยอะ ไม่ซับซ้อน พอจะเดาเรื่องได้
แต่ก็ดูสนุกดี เข้าไปสู่ฉากแอ๊กชั่นไล่ล่ากันในช่วงท้ายเรื่อง เป็นเรื่องที่อาจจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ดูธรรมดาๆ เรียบๆ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสนุกไปกับหนัง

“เคเจ อาปา” รับบท “นิโค“ ที่ดูดีปราดเปรียว ดูมีเสน่ห์ บทครบทั้งดราม่า/โรแมนติก หรือแอ๊กชั่น โซเฟีย คาร์สัน มารับบทซาร่าที่มีความน่ารัก สดใสในแบบของสาวสเปนตามเนื้อเรื่อง

“แบรดลีย์ วิตฟอร์ด” และ “เดมี มัวร์” รับบท“วิลเลี่ยม-ไพเปอร์ กรินฟิน” สามี-ภรรยา ลูกค้าของ “นิโค” ที่ต้องอยู่ในคฤหาสน์เพื่อดูแลลูกสาวขี้โรคที่เสี่ยงกับการติดโรค 

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ สวยมีเสน่ห์ในบท “เมย์” นักร้องผู้กำลังพัวพันกับเรื่องชู้สาวต้องห้าม พอลวอลเตอร์ ฮาวเซอร์รับบท โดเซอร์ อดีตทหารผ่านศึกพิการผู้อาศัยหุ่นโดรนชื่อแม็กซ์เป็นหูและตาแทนร่างกายบนวีลแชร์ เคร็ก โรบินสัน รับบท ร็อบเตอร์
เจ้านายของ นิโค และ ปีเตอร์ สตอร์แมร์ รับบท ฮาร์แลนด์หัวหน้าสุดเลวประจำแผนก “กำจัดเชื้อ” ที่คอยกวาดต้อนผู้ติดเชื้อและส่งไปยังคิว-โซน

“โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (Songbird)” เป็นหนัง ดราม่า/แอ๊กชั่น/ไซไฟ ที่ดูฟอร์มเล็กๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง แต่ก็มาได้ถูกจังหวะ เข้ากับสถานการณ์ ดูกันได้แบบเข้าใจ อิน ดูเรื่อยๆ
สบายๆ แม้จะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่ฉีก เดาได้ แต่สุดท้ายก็ยังเกิดความรู้สึก…ลุ้น..ไปกับตัวเอกว่าจะรอดไม่รอด จบแบบ Happyหรือหักมุม แบบทำร้ายจิตใจคนดูเรื่อยๆ สบายๆ ระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไปคือเธอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/545875

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไปคือเธอ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไปคือเธอ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เหมือนด้ายแนวนอน คือเธอ เหมือนด้ายแนวตั้ง คือฉันถักทอเป็นผ้าหนึ่งฝืนจะใช้ประโยชน์ ในสักวันหนึ่งจะให้ความอบอุ่นกับใครสักคน”

จากบทเพลง “Ito” คือเพลงที่อยู่ในซิงเกิ้ลที่ 35 ของ มิยูกิ นากาจีม่า ที่แต่งขึ้นในรัชสมัยเฮย์เซย์ที่ 10 (1998) ที่ฮิตติดอันดับ กลายเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ กลายมาเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เกิด“Ito ตลอดมา ตลอดไป คือเธอ” ขึ้นมา

เรื่องราวความรักระหว่าง “เร็น” และ“อาโออิ” จากยุค “เฮย์เซย์” สู่ “เรวะ” ทั้งคู่เกิดในปีเฮย์เซย์ที่ 1 รู้จักกันตอนอายุ 13 ที่ฮอกไกโด เป็นรักแรกของกันและกัน แต่ไม่นานก็ต้องแยกจากกัน “เร็น” ยังคงรอ “อาโออิ” อยู่ที่ซัปโปโร ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งตอนอายุ 21 ที่โตเกียว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง จังหวะความรักของ “เร็น” และ “อาโออิ”ก็ต้องเดินสวนทางกันอีกครั้ง จนเวลาล่วงเลยมาในปีเฮย์เซย์สุดท้าย ที่ทั้งคู่อายุ 31 ในวันสิ้นปีโชคชะตาจะทำให้พวกเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้งไหม?

“นานะ โคมัตสึ” ในบท “อาโออิ” เล่นดีไม่ทำให้ผิดหวัง บทหนังเอาอยู่ เธอยิ้ม หัวเราะน่ารัก ผิดหวัง ดราม่า สู้ชีวิต ที่ดึงเราให้อยู่กับ“อาโออิ” ได้ตลอด และเพิ่มความรักความเข้าใจ หลงรักตัวละครนี้มากขึ้น นอกจากจะเสียน้ำตาให้กับเธอโดยไม่รู้ตัวแล้วยังอยากโดด เข้าไปช่วยปลอบใจ เช็ดน้ำตาให้กับเธอ

“มาซากิ สุดะ” ดูดีเข้ากับบท “เร็น” หน้าตาอาจจะไม่หล่อขั้นเทพ แต่ด้วยบุคลิกท่าทางความจริงใจ เลยทำให้ เร็น เป็นที่รักของคนดูและตัวละครในเรื่อง จนคอยลุ้นว่า สุดท้ายจะสมหวังในความรักที่รอคอยหรือไม่ และอาจจะเพราะความเป็นคู่จิ้นคู่รักกันจริงๆ ของ นานะ กับ มาซากิ นอกจอ ที่มาช่วยเพิ่มออร่า ความรู้สึกลุ้น สมหวังให้กับ อาโออิ กับเร็น บนจอ

นอกจากสองตัวละครหลักๆ แล้ว ตัวละครอื่นๆ ก็เล่นได้เข้ามาเสริมเพิ่มเติม ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น และมีส่วนเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงชีวิตคุณป้าข้างบ้าน ที่ให้อาหารเธอกินในวัยเด็ก นักธุรกิจเพลย์บอยหนุ่มรูปหล่อที่อุ้ม “อาโออิ” ขึ้นมาจากสาวนั่งดริ้งค์ ชุบตัวให้เธอใหม่

อดีตเพื่อนสาวนั่งดริ้งค์กับการเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตัวเอง หนุ่มพนักงานลูกน้องที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอดรุ่นพี่สาวที่คอยช่วยเหลือดูแล “เร็น” แต่ยังมีความทรงจำดีๆ กับอดีตแฟนเก่า

เพื่อนซี้ตั้งแต่เด็ก ที่สมหวังกับสาวคนรักตั้งแต่เด็กก่อนที่จะมาใช้ชีวิตเรียบๆ กับสาวบ้านๆ ธรรมดาๆเด็กสาวตัวน้อย ลูกสาวเร็น น่ารักจนอดรักตามไม่ได้ มีปาดน้ำตากับเจ้าตัวน้อยนี้ด้วยนะ

ดูเผินๆ ผ่านๆ “Ito” มีหน้าหนังเป็นหนังรักวัยรุ่น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว กลับเป็นหนังรักที่เน้นดราม่า ความพลัดพราก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตัวหนังเอาเราจนอยู่หมัด จนเสียน้ำตาออกมา ต้องปาดน้ำตาโดยไม่รู้ตัว เร็น หนุ่มผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักฟุตบอลโลก เพื่อสาวที่รักในวัยเด็ก ก่อนจะหยุดฝันปักหลักรอเธอกลับบ้าน อยู่เมืองเล็กๆ บ้านเกิด อาโออิสาวที่ชะตากรรมเล่นงานตั้งแต่เด็ก อยากมีชีวิตที่เรียบง่ายถูกพรากคนรัก พ่อเลี้ยงทำร้าย เป็นสาวนั่งดริ้งค์ เมียนักธุรกิจ เติบโตจากธุรกิจ ทำเล็บในสิงคโปร์ ชีวิตมีขึ้น- มีลง ขึ้นสุดลงสุดตลอดเวลา เดินจากที่เคยอยู่รอคอยวันที่จะกลับมาที่เดิมชีวิตของ เร็น มีแต่คนเดินเข้ามาหาและอยู่ด้วย ส่วน อาโออิ คนเข้ามาแล้วก็จากไป

Ito : Our Taprestry Of Love ตลอดมาตลอดไป คือเธอ เอาอยู่ทุกหมัด นักแสดงดี บทดีขยี้จิตใจ สร้างแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต ล้มแล้วลุกชีวิตมีขึ้น-มีลง ความรักที่มีพบมีจาก และที่ชอบมากๆ คือเพลงประกอบความหมายดีๆ ที่อยู่ในหนังโดยเฉพาะ เพลง Ito กับเพลงสาว ม.สามสมัครงานไม่มีใครรับ ที่ร้องเล่นในคาราโอเกะ แต่กินใจสุดๆรักหนังเรื่องนี้ เสียน้ำตา อึ้ง!! และรัก นานะ เพิ่มมากขึ้น 10/10 คะแนน 

“เราอาจไม่สามารถจับมือใครไว้ได้ตลอดไป เมื่อถึงเวลาปล่อยก็ต้องปล่อยไป ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ (Monster Hunter) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/543972

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ (Monster Hunter)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ (Monster Hunter)

วันเสาร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

งานหนังแอ๊กชั่นไซไฟ ผลงานเรื่องล่าสุดของ มิลล่า โจโววิช กับผู้กำกับ พอล แอนเดอร์สัน ที่จับคู่กันแจ้งเกิดจากในหนังชุด ผีชีวะ(Resident Evil) ที่ครั้งนี้หยิบเอาเกมส์ดังสุดฮิตมาสร้างขึ้นจอ และดึงเอาจา-พนม ยีรัมย์ มาเรียกแขก

“Monster Hunter” เล่าเรื่องของผู้กองสาวกับลูกน้องในหน่วยที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ดีๆ เกิดหลงเข้าไปสู่โลกคู่ขนานต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสัตว์ประหลาดตัวร้ายกระหาย จนได้รับความช่วยเหลือจากนักล่าแห่งโลกยุคนั้น จนสุดท้ายต้องออกเดินทางกลางทะเลทราย ฝ่าดงสัตว์ประหลาดเพื่อหาทางกลับสู่โลกปัจจุบัน

“มิลล่า โจโววิช” มาพร้อมกับความสวยในแบบอึดถึกลุย ในแบบที่คุ้นตากันดีจนแทบจะถอดแบบมาแบบเป๊ะๆ จากในผีชีวะ (Resident Evil) จนดูเผินๆเป็นภาคต่อที่แวบจากการสู้กับ “ผีดิบซอมบี้” มาสู้กับ “สัตว์ประหลาด” จะต่างกันก็ตรงชุด จากชุดรัดรูปคุ้นตามาเป็นชุดทหารและชุดนักรบในแดนดิบๆ เถื่อนๆ รวมไปถึงวัยที่ดูสูงขึ้นจากในผีชีวะ (Resident Evil) เท่านั้น

“จา-พนม” มารับบทนำสำหรับชื่อ “โทนี่ จา” ในบทที่เด่น ดูเหมาะเข้ากับบุคลิกและลีลาท่าทาง ได้โชว์คิวบู๊ลีลาสวยเท่ออกมาในแบบเต็มที่ดูดิบๆ เถื่อนๆ ในแบบที่พอเชื่อได้ ไม่เหมือนในเรื่องอื่นๆ ที่ความรู้สึกแค่เป็นตัวเสริม นักแสดงสมทบ ดูต่ำต้อยด้อยค่า แต่กับเรื่องนี้คือใช่เลย ลีลาท่าทาง การจับอาวุธทั้งดาบ ธนูมือ อาวุธรอบๆ ตัวอื่นๆ รวมไปถึงการต่อสู้ด้วยมือเปล่าดูดีไปหมด นอกจากจะเด่นแล้ว “จา-พนม” ยังดูเข้าขารับ-ส่งบทกันได้ดีกับ “มิลล่า โจโววิช” เข้ากันได้ดีไม่ว่าจะเป็นคิวบู๊ ฉากพ่อแง่แม่งอน กระทบกระทั่งกันหรือฮาเฮเบาๆ สบายๆ

ที่สำคัญเวลา “มิลล่า” กับ “จา-พนม” สู้กันมันดูดิบเถื่อนดูรุนแรง ไม่อ่อนข้อให้แก่กันและกัน ดูเป็นนักรบในแดนเถื่อนทั้งคู่ ต่างกันแค่คนหนึ่งดูหนักแน่นอึดๆ แบบทหาร อีกคนลีลาพลิ้วไหว ดิบเถื่อนเหมือนนักรบในอีกยุคสมัย

ในเรื่องตัดปัญหา เรื่องภาษาของ “จา-พนม” ในแบบง่ายๆ ให้มีภาษาเฉพาะไปเลย สื่อกันแบบคนละภาษาพูดกันแบบไม่รู้เรื่อง มีเพียงแค่คำว่า “ช็อกโกแลต” เพียงคำเดียวสั้นๆ เท่านั้น แต่คนดูเข้าใจไปกับการสื่อสารของตัวละคร และหนังก็หาทางออกแบบดื้อๆ ทื่อๆ ง่ายๆ ให้มีตัวละครในยุคคู่ขนานที่ดูดีๆ ก็พูดภาษายุคเราได้ เพียงเพราะเคยมีคนหลุดมาแล้วมาสอนภาษาให้ เอากันง่ายๆ กำปั้นทุบดินแบบนี้ 

“Monster Hunter” ชัดเจนในการขาย “มิลล่า โจโววิช” กับ “จา-พนม”และผองสัตว์ประหลาด ทำให้นักแสดงคนอื่นๆ ทั้งหน่วยทหารของมิลล่าที่ดูฝรั้งฝรั่งหรือบรรดานักล่าของจาที่ออกแนวเอเชี้ยเอเชียที่ดูไม่เลว ทำท่าเหมือนจะมีอะไรๆ มาโชว์กลับถูกลดความเด่นลงไปโดยปริยาย

“พอล แอนเดอร์สัน” ผู้กำกับทำ Monster Hunter ออกมาดูสนุกสบายๆ เอาใจแฟนคลับหนังแอ๊กชั่นไซไฟแนวนี้ เว่อร์วังอลังการงานสร้าง ไม่ต้องเอาเหตุผลใดมาอ้างอิง สนุกไปกับการสู้ไปหนีไปของตัวละครหลักกับสัตว์ประหลาด ที่ชวนให้นึกถึงพวกเอเลี่ยนที่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ คุ้นกันดีเนื้อเรื่องง่ายๆ เดาเรื่องไม่ยาก แทบไม่ต้องลุ้น ยิ่งสร้างมาจากเกมส์ฮิต คอยดูแค่ตัวละครหลักๆ ว่า ในแต่ละช่วงแต่ละด่านแต่ละตอนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร เรียกได้ว่าเอามันส์อย่างเดียว จะว่าไปแล้ว “Monster Hunter” ยังเป็นงานที่ดูสนุกมากกว่า ผีชีวะ (Resident Evil) ภาคท้ายๆ ที่ออกทะเลไปไหนต่อไหนแบบกู่ไม่กลับ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่วมสร้างกับ “โตโฮ”ของญี่ปุ่นหรือเป็นเพราะผูกพันกับหนังของ “โตโฮ” มาตั้งแต่เด็กๆ พอเห็นบรรดาทัพสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆ ในหนัง อารมณ์ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปดูหนังสัตว์ประหลาดยี่ห้อโตโฮขึ้นมาในทันที

“Monster Hunter” ดูสนุกในแบบของหนังที่พัฒนามาจากเกมฮิตซีจีสัตว์ประหลาดงานภาพของโลกคู่ขนาน ดูอลังการงานสร้างพอๆ กับการแสดงของสองดารานำ ทั้ง มิลล่า โจโววิช และ จา-พนม ดูกันแบบเพลินๆสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากและเป็นหนังอีกเรื่องที่ตัวอย่างหนังเล่าเรื่องในหนังเรียงไปตั้งแต่ต้นจนจบ ชัดๆ ตัวหนังแค่ขยายภาพจาก 2-3 นาที มาเป็นหนังยาว 90 นาทีมันส์ๆ เพลินๆ รับปีใหม่ในระดับ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/541172

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายใหญ่

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายใหญ่

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ “หลวงพี่กับอีปอบ”ทาง “พระนครฟิล์ม” ก็กลับมาลุยหนังไทยอีกครั้ง “คุณชายใหญ่”ผลงานของ “บั้งไฟฟิล์ม” ที่ “เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา” หรือ“หม่ำ จ๊กมก” มากำกับหนังในค่าย “พระนครฟิล์ม” เป็นครั้งแรก

เรื่องราวในบ้าน “วงศ์คำเหลา” ตระกูลใหญ่ ในยุคที่ “คุณชายใหญ่”เป็นผู้ดูแล ท่านพ่อ, หญิงกลาง, หญิงน้อย, ชายเล็ก รวมทั้งมี“ทนายสงกรานต์” ญาติห่างๆ คอยดูแล

คุณชายใหญ่ พยายามจะมีลูกกับ “พิรมล” เมียสาวสุดสวยเพื่อสืบทอดมรดกตระกูล หญิงน้อย กับ อนุรัตน์ สามี พยายามจะยึดบ้านเรื่องวุ่นวายในบ้าน “วงศ์คำเหลา” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

“คุณชายใหญ่” ยังคงเป็นงานที่ “หม่ำ” นำเอาพล็อตหนังไทยมาล้อเลียน เสียดสี จิกกัด เหมือนงานเดิมๆ หลายๆ เรื่องซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียว โดยเรื่องนี้ชัดเจนในการนำ “บ้านทรายทอง”มาเป็นธีมหลักในการยำใหญ่เสียดสี

จุดขายหลักที่เป็นเสน่ห์อยู่ที่ความเก๋ไก๋ในไอเดียการที่“หม่ำ” เล่นเป็นตัวละครทุกตัวในตะกูลวงศ์คำเหลา ที่ชวนให้นึกไปถึงหนังฝรั่งบางเรื่องที่ใช้วิธีนี้มาแล้ว การรับบทเป็นหลายตัวละครทำกันแบบง่ายๆ ไม่มีการใช้ซีจีสร้างภาพ ใช้การแต่งหน้า คุยกับตัวแสดงแทน กล้องรับตัดกันไปมา ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีภาพทุกตัวอยู่ร่วมเฟรมกันแบบชัดๆ จะๆ กันเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวๆ หรือครบทุกคนเลยทำให้ความรู้สึกความสนุก ความสมจริง ลดน้อยลง ทำให้หนังดูหลอกๆ ดูเชย ไปจนถึงไม่มีงบทำซีจี

“หม่ำ” สนุกสนานไปกับการเหมาเล่นเป็นทุกๆ ตัวละครใน“บ้านวงศ์คำเหลา” ที่มีคาแร็กเตอร์ต่างๆ กันออกไป เน้นขายขำเป็นหลักในแบบที่เคยผ่านตากันมาแล้ว 

“เบสท์-รักษ์วนีย์ คำสิงห์” ดูขึ้นกล้อง สวยสบายๆ น่ารักๆ ในบทพิรมล  การแสดงถือว่าสอบผ่านสบายๆ บทส่งบทเด่นมากๆ รับ-ส่งบทกับคนอื่นๆ ได้ดี

“นาย ดิคอมเมเดี้ยน” รับบท อนุรักษ์ ตัวร้าย สามีหญิงน้อยที่เป็นเหมือนตัวตาม มาในแบบตัวช่วยขยี้บท ตัวขโมยซีน เป็นตัวเสริมที่ดี

“หนูเล็ก ก่อนบ่าย” รับบท นิ้ง สาวใช้จากใต้ คนสนิทของพิรมล เป็นคู่ฟัดกับ นางฟ้า-กานติมา นันคำ ในบท เอื้องสาวเหนือคนสนิทหญิงน้อย บทไม่มีอะไรมากๆ ตัวตาม บทคนรับใช้ ที่จำเป็นต้องมี

“สมรักษ์ คำสิงห์” มารับบท คำสิงห์ คนเฝ้าบ้านสวน ชัดเจนในการมาช่วยเป็นจุดขายร่วมกับ เบสท์ ลูกสาวคนสวย เน้นความเป็นตัวเอง สุดๆ เช่นเดียกับ โอบะ เสียงเหน่อ, ยาว นาโยงบรรดาตัวเสริมคนรับใช้ในบ้าน หรือ โซเฟีย ลา ที่มารับบทเป็นตัวเอง

โดยส่วนตัวแล้ว “คุณชายใหญ่” ออกจะเป็นหนังตลกของ “หม่ำ” ที่ดูแล้ว ไม่ค่อยชอบเท่าไร ไม่สนุก ไม่ขำ แม้จะอินเข้าใจกับมุข แต่มันออกมาไม่ขำมันดูเสแสร้ง ไม่เป็นธรรมชาติเหมือนพยายามให้ขำไปกับคาแร็กเตอร์ตัวละคร หรือเพราะความไม่พิถีพิถันของตัวหนังไม่ค่อยสนุกกับคุณชายใหญ่มาก แต่มีทั้งมุขแป้กกับมุขที่โดน เฮฮาระดับ 4/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง (naewna.com)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อ้าย..คนหล่อลวง

วันเสาร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.00 น.

“GDH” นำเสนอผลงานหนังไทยเรื่องแรกเรื่องเดียวของปี 2563 หนังที่มีการอ้างอิงพูดถึงและออกฉายในช่วงโควิด-19 “อ้าย..คนหล่อลวง”หนังตลกเฮฮาแต่แฝงสาระ ที่หยิบเอาเรื่องของแก๊งต้มตุ๋นมาเป็นพล็อตหลักของเรื่อง

“ทาวเวอร์” นักต้มตุ๋นหล่อรูปหล่อความซวยมาเยือน เมื่อมาหลอก“อินา จิตมั่นคง” พนักงานสาวบริษัท ผู้กำลังมีปัญหาทางการเงิน “ทาวเวอร์” จำใจต้องช่วย “อินา” ในการแก้แค้น “เพชร” แฟนหนุ่มรุ่นน้องของ “อินา” ที่หลอกเอาเงินไป ภารกิจต้มตุ๋นครั้งใหญ่จึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเฉพาะกิจชั้นเซียน(เหรอ) มาร่วมทีมด้วย

“อ้าย..คนหล่อลวง” ชัดเจนมากๆ ในการขายความเป็นสนุกเฮฮาในแบบของหนังต้มตุ๋น หลอกลวง หักเหลี่ยมกันไป-มาโดยใช้ตัวหลักๆ ไม่กี่ตัว มากันเป็นทีม ทำกันเป็นทีม เพียงแต่พอหนังใช้เรื่องการโกงเงินเลยอาจจะดูยาก เข้าใจยากไปสักนิด แต่ยังดีที่หนังใส่อย่างอื่นเข้ามาทดแทนเข้ามาเสริมแทรกมุขตลกเบาๆ ง่ายๆ ทำให้หนังออกมาไม่เครียด

“เมษ-ธราธร” ยังคงลายเซ็นการกำกับหนังตลกในแบบของตัวเอง เรื่องราวเกิดในต่างจังหวัด หยิบเอาเรื่องใกล้ๆ ตัวในยุคนี้เข้ามาเป็นพล็อตหลัก เรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของคน เหมือนที่เคยหยิบเอา ATM มาใช้ใน ATM เออรักเออเร่อ หรือเรื่องการสอนภาษาใน“ไอฟาย แต้งกิ้ว เลิฟยู้” ครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นนักต้มตุ๋น

ความสนุกสนาน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ดราม่า ที่มีทั้งซึม เงียบ เศร้า การหักหลัง พลิกไปพลิกมา มีให้ดูครบ เพียงแต่…ไม่รู้เป็นไร ดูไปดูไปรู้สึกว่าหนังขาดเสน่ห์ที่จะทำให้รักหรืออินไปกับตัวหนัง รู้สึกเหมือนมาดูหนังมากกว่าจะดิ่งมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนัง พอจะเดาออกว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ต่อไปต้องมีการหลอกกันไป-มา หลายตอนมันดูง่ายไปสักนิดมุขตลกมีทั้งที่แป้กและสนุก โดยออกในแบบที่คุ้นเคยกันดีในหนังของ GDH น่าเสียดายหนังมีครบเครื่อง ขาดอารมณ์บางอย่างทำให้ขาดเสน่ห์ขาดความประทับใจ เลยทำให้ไม่รู้สึกสุดๆ ไปกับตัวหนัง ทั้งที่ทุกอย่างเอื้อให้ฟิลสุดๆ ได้ไม่ยาก

แต่ที่เด่นมากๆ คือ ทีมนักแสดงที่เด่น เล่นดี เล่นกันเป็นทีมทีมนักแสดงคือส่วนที่ดีที่สุดของ “อ้าย..คนหล่อลวง”

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” จับคู่เข้าขารับส่งบทกับ “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” ได้เป็นอย่างดี เคมีเข้ากั๊นเข้ากัน หนุ่มลื่นไหลนักต้มตุ๋น กับสาวสวยผู้ดูซื่อๆ อารมณ์ดี หนุ่มหล่อ-สาวสวยออร่า พระเอกนางเอกชัดเจน ความเข้าขากัน การแสดงที่สุดยอด คู่ที่ใช่ ดูแล้วตรงกันช่วยทำให้หนังดูสนุกมากขึ้น เพียงแต่…บทหนังให้น้ำหนักในส่วนของการต้มตุ๋นมากไป แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกได้ว่าทั้งคู่มีใจให้กันตอนไหน เห็นใจ/เข้าใจ พอรู้สึกได้ แต่รักกันกลับไม่รู้สึก

แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช ดูดีกับการแสดงหนังจอเงินเป็นเรื่องแรก บุคลิกท่าทาง เล่นเป็น “ครูนงนุช” ที่มีความชัดเจนมากๆ ว่าเป็นคนอย่างไร เล่นได้น่ารัก สวยสง่า สมกับเป็นหนึ่งในทีมนักต้มตุ๋น

แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ รับบท “เพชร” ที่ดูกะล่อน หล่อเหลาในแบบที่เชื่อได้เลยว่าหล่อเตะตาสาวมีอายุได้ ขณะเดียวกันก็มีความเจ้าเล่ห์ทันคน มีความร้ายกาจในตัวเอง

เผือก-พงศธร จงวิลาส ในบท “โจร” พี่ชายร่วมคุก กับ ทาวเวอร์มาน้อยต่อยหนัก ทุกฉากดูขำ เห็นหน้าปุ๊บ รอเลยเตรียมหัวเราะกันได้

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี รับเชิญมารับบท “พี่แซม” ฝ่ายขายโรงแรม ผู้มาพร้อมน้ำหมากกระจาย หาความหล่อแทบไม่เจอ มีแต่ความสกปรก ซกม๊ก ตลกแบบดาร์กๆ ดิบๆ เป็นตัวเสริม ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่เลวทีเดียว

“อ้าย..คนหล่อลวง” มีความเป็นหนังต้มตุ๋นแบบไทยๆ ที่นานๆ จะมีออกมาให้ดูกันสักเรื่องมีน้อยมากๆ ตัวหนังก็มีความสนุกในระดับที่น่าพอใจไม่ถึงกับโดนใจอะไรมากมายนักแค่สนุกไปกับนักแสดง ตัวละคร แต่เรื่องยังไม่โดนเท่าไรนัก หล่อ/ลวง ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age) (naewna.com)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่  (The Croods A New Age)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age)

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เดอะครู้ดส์ มนุษย์ถ้ำผจญภัย” (The Croods) หนังแอนิเมชั่น ประจำปี 2013 ที่มาพร้อมกับตัวละครยุคมนุษย์ถ้ำที่มาพร้อมกับความน่ารักๆ มาเรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ผ่านมากว่า 7 ปี ครอบครัวครู้ดส์ กลับมาอีกครั้งด้วยวัยที่โตขึ้น ความสัมพันธ์ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นใน เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ (The Croods A New Age)

“กาย” กับ “อีฟ” เดินใจออกเดินทางตามหาวันพรุ่งนี้ที่พ่อแม่ของกายเคยสั่งเสียไว้ก่อนตายครอบครัว “ครู้ดส์”เลยต้องออกเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยเหลือทั้งคู่ และเพราะคำว่าครอบครัว จนกระทั่งมาหยุดอยู่เมื่อเจอครอบครัวดีเลิศครอบครัวหลังกำแพงใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ  “เดอะครู้ดส์ตะลุยโลกใบใหม่” (The Croods A New Age) เดินเรื่องต่อจากภาคที่แล้ว ดูแบบสบายๆ ดูง่ายๆ เน้นๆ ขำๆ ไปกับบรรยากาศของโลกสมัยมนุษย์ถ้ำ ที่นำเอาเรื่องต่างๆ มาล้อเลียนดัดแปลงในแบบถ้ำๆ ผสมๆ กับตัวละครหลักที่มีความน่ารักเด่นเฉพาะตัว 

ตัวหนังใช้เวลาไม่นาน พาย้อนเรื่องราวบอกเล่าที่มาที่ไปของตัวละครในแบบย่อๆ น่ารักๆ เผื่อคนที่ไม่เคยดูภาคแรกหรืออาจจะลืมเลือนไปแล้วจะได้ต่อเรื่องติดดูได้อย่างรู้เรื่องและสนุกหรือถ้าตัดความเป็นภาคต่อออกไปก็มีความเป็นหนังเรื่องเดี่ยวๆ  หนังอาจจะดูเป็นหนังเด็กๆแต่จริงๆ หนังน่าจะสนุกกับผู้ใหญ่มากกว่า สิ่งที่หนังพูดถึงสาระที่แฝงอยู่ มุขล้อเลียน รายละเอียดต่างๆ อาจต้องตีความ คิดตามสักนิดถึงจะเก็ตหรือสนุก ขำตาม ในขณะที่เด็กๆ อาจจะงงๆ ไปบ้าง หนังเน้นไปในการตามหาวันพรุ่งนี้ของกาย  พรุ่งนี้ที่ทำให้ชีวิตเขาสมบูรณ์ สิ่งที่หนังสรุปคือ สุดท้ายแล้ว ต้องหันหน้าเข้าหากัน การปรับตัวเข้าหากันสิ่งเก่าๆ กับของใหม่ๆ และจริงๆ วันพรุ่งนี้อาจจะไม่ใช่สถานที่เป็นครอบครัวหรือคนอื่นก็ได้

นอกจากเนื้อเรื่องบรรยากาศหนังที่สนุกสนานแล้วหนังยังมีภาพที่สวยงาม สดใส ในแบบของ 3D ที่มีมิติน่ารักๆ แต่ที่เด่นมากๆ คือ การใส่เพลงเพราะๆ ในหลากหลายรูปแบบ หลายยุคหลายสมัยที่คุ้นหูติดหู แทรกเข้ามาให้ฟังแบบเต็มๆ ตลอดทั้งเรื่อง “เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่” (The Croods A New Age) คือ แอนิเมชั่นน่ารักๆ เรื่องล่าสุด ที่ดูลงตัว สนุกสนานเฮฮาที่แม้พล็อตอาจไม่ใหม่ เดาเรื่องได้ แต่ก็ยังดูสนุก เพลงเพราะ สนุกสนานน่ารักๆ ในระดับ 7/10 คะแนน