โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปักษาพยาบาท (The Nightingale) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/573060

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปักษาพยาบาท (The Nightingale)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ปักษาพยาบาท (The Nightingale)

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ก้องเพลงร้องเกี่ยวก้อยสองนกบาดเจ็บไว้ด้วยกันตราบดวงตะวันเปิดฟ้าใหม่”

สะดุดตาตั้งแต่เห็นคัทเอ้าท์ใหญ่บนทางขึ้นโรงหนัง จนเกิดความอยากดู คอยมานานแต่พอถึงเวลาหนังเข้าฉาย กลับจำกัดโรงฉาย ปักษาพยาบาท (The Nightingale) เป็นเรื่องราวในยุคอังกฤษล่าอาณานิคม ในปี 1825 ในออสเตรเลีย ชาวไอริสถูกกดขี่ เป็นเพียงทาสผู้รับใช้ ผู้หญิงไร้สิทธิคนดำอะบอริจิน ชาวพื้นเมืองเจ้าบ้าน ถูกไล่ล่า ต้องไปอยู่ตามป่าเขา

“แคลร์” สาวชาวไอรีส เจ้าของสมญา นกไนติงเกล พยายามทุกทางในการขอใบผ่านแดนเพื่อพาครอบครัวไปใช้ชีวิตในเมืองที่ดีขึ้น “ฮอว์คิ้นส์” นายทหารหนุ่มซาดิสม์ จอมโหดเหี้ยมก้าวเข้ามาทำให้ครอบครัวของ “แคลร์” พังพินาศ พังทลาย ก่อนที่จะย้ายไปเมืองอื่น

“แคลร์” ตัดสินใจบุกป่าที่เต็มไปด้วยอันตราย ไปพร้อมม้าคู่ใจ ปืนเก่าของผัวรัก ออกตามไล่ล่า บิลลี่ หนุ่มผิวดำ จับพลัดจับผลูให้กลายเป็นพรานป่านำทางหนึ่ง “สาวไอริส” ด้อยค่า คนนำทางผิวดำพื้นเมืองที่มีเพียงม้ากับปืน เดินทางเอาคืนแก้แค้นนายทหารชั่วช้า

ปักษาพยาบาท (The Nightingale) เป็นหนังออสเตรเลียออกฉายในปี 2018 แต่ในบ้านเราเพิ่งมีคนนำมาเข้าโรงให้ดูกันบนจอใหญ่ๆ ในปี 2021 ในปีนี้ เป็นผลงานของ เจนนิเฟอร์ เคนท์
ผู้กำกับหญิงที่เคยสร้างความหลอนมาแล้วจากหนังผี The Bababook

หนังรันทด หดหู่ ให้ความรู้สึกรุนแรง เอาใจช่วยผู้ถูกกระทำโดนกดขี่ ข่มเหง และรอดูผลกรรมของผู้กระทำ หนังไม่บันยะบันยังหรือผ่อนปนกับคนดูหนัง สร้างความกดดันด้วยความรุนแรงที่มีให้เห็นแบบจะจะ เต็มๆ มาแบบเรื่อยๆ หรือจะมากับบรรยากาศรอบๆ ข้าง ที่ชวนให้อ้างว้าง หดหู่ ทั้งในหมู่บ้าน ในป่า ที่แทบจะหาความปลอดภัยไม่เจอ อะไรก็เกิดขึ้นได้แม้แต่ภายในบ้านของเราเองตัวหนังชัดเจนในการสะท้อนภาพเรื่องเพศ พูดถึงการกดขี่ สิทธิสตรีผู้ชายมีสิทธิเหนือกว่าทุกอย่าง ตบตี กดขี่ห่มเหง มาแบบครบชุดมาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะทำต่อผู้หญิง คนแก่ เด็ก หรือแม้คนพื้นเมืองที่ไม่มีทางสู้ ทั้งตั้งใจและสนุกสนาน ผ่านทางการไล่ล่า ฆ่า ทรมานขมขื่นยิงทิ้งตบตี ทารุณ ข่มขืน ทารุณกรรม การทรมาน การฆ่าในทุกๆ รูปแบบ มาแบบเรื่อยๆ เป็นระยะๆ มาแบบไม่ทันตั้งตัว เลือดกระฉูด

แม้จะดูเครียด กดดัน หดหู่ เดียวดาย ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่แต่ตัวหนังก็มีความสนุก ชวนติดตาม จนทำให้ดูเพลินๆ ดูไปเรื่อยๆ 150 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลืมเวลา จนคิดว่าหนังไม่ยาวมากนักแป๊บเดียวจบ แล้วปกติจะไม่ค่อยสนุก ไม่นิยม ไม่ชื่นชอบ หนังกดขี่ทางเพศ หนังเหยียดผิว หนังคนดำ คนพื้นเมือง ผิดกับเรื่องนี้กลับสนุก ดูได้แบบไม่เบื่อ

ไอส์ลิง ฟรานซิโอซี รับบท “แคลร์” แบบลื่นไหล เข้มแข็ง แข็งแรง เป็นผู้หญิงแกร่ง อึดถึกลุย พร้อมที่จะสู้กับ ความรุนแรงทุกสิ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรู้สึกถึงความบอบบางของ ผู้หญิง เป็นตัวที่ทรงพลัง 

แซม คราฟิน เหี้ยม/โหด/เลว ได้ใจ ทั้งภายนอกภายใน ออร่าความร้ายกาจออกมาเต็มที่ ดิบเถื่อนแบบจัดเต็ม เล่นได้แบบลื่นไหลมีพลัง

เบคาลิ กานัมแบร์ ดูมีมากๆ ในบท “บิลลี่” คนนำทางผู้มีอดีตเป็นตัวที่เข้ามาเสริม มาช่วยขยี้ ในการแสดงในเรื่องเด่นขึ้นชัดเจนในความมีปม จนค่อยๆ เกิดความสงสาร 

นอกจากเนื้อหาอันรุนแรง หนักหน่วง นักแสดงเล่นดี โปรดักขั่นของ ปักษาพยาบาท (The Nightingale) ดูดี ลงตัวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพป่าเขาลำเนาไพร การตัดต่อ และดนตรีประกอบ ปักษาพยาบาท (The Nightingale) ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบชื่อภาษาไทยมากๆ สั้นๆ เรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์สะดุด ชวนให้อยากเข้าไปดูรันทด แต่งดงาม

หดหู่แต่ชวนดูบินไปหาอิสรภาพ ร่วมกันหนังดีที่ไม่น่าพลาด…9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Father #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/571346

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Father

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Father

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หนังครอบครัวเล็กๆ ที่มากับบรรยากาศของชายผู้เข้าสู่วัยชรา กับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อันเกิดสังขารและโรคร้ายใกล้ตัวความทรงจำฝังใจ ที่มีกับคนรอบข้างหนังเล็กๆที่รับประกันการันตี ในด้านการแสดง

แอนโธนี่ วิศวกรชรา ผู้เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ อยู่กับแอนน์ ลูกสาวคนโต ในอพาร์ตเม้นต์หรู ชายชรา อารมณ์แปรปรวนมีปัญหากับคนรอบข้าง ลาล่า เด็กสาวผู้ดูแลคนเก่า แคทเทอรีนผู้ดูแลคนใหม่ที่เริ่มเข้ามา ลูซี่ ลูกสาวคนเล็กที่เลือกจะเดินจากพ่อเพื่อไปเป็นศิลปิน พอล สามีเก่าของแอนน์ที่เลิกรากันไปนานแล้ว บิล สามีใหม่ของ แอนน์ ที่อยากใช้ชีวิตครอบครัวตามลำพังกับแอนน์ แค่ 2 คน และ แอนน์ ลูกสาวคนใกล้ชิดคนเดียวที่กำลังจากย้ายจากลอนดอนไปอยู่ปารีส

The Father เป็นผลงานกำกับหนังยาวครั้งแรกของ ฟลอเรียน เซลเลอร์ นักเขียนบทหนุ่มวัย 41 ปีชาวฝรั่งเศส ผู้เคยมีผลงานการกำกับละครเวที และหนังสั้นมาก่อน โดยใน The Father ดัดแปลงมาจากบทละครภาษาฝรั่งเศสเรื่อง Le Père ของตัว ฟลอเรียน เอง ซึ่งแปลง บทมาเป็นภาษาอังกฤษ (ทั้งฉบับที่แสดงในเวสต์เอนด์ และฉบับภาพยนตร์) โดย คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน เป็นขยายจากบนภาพเวทีมาขึ้นจอใหญ่ ภาพบรรยากาศของหนังที่สร้างมาจากบทละครเวทีเลยมาแบบจัดเต็ม แถมยังทำออกมาได้ดีดูสนุก

แอนโธนี่ ฮอปกิ้น สบายๆ ไปกับบทที่ต้องเล่นกับอารมณ์ บทหนัก ในแบบที่ต้องแบกเรื่องเอาไว้ทั้งเรื่อง เขาทำได้ดีรับส่งพลังทั่งข้างนอกข้างใน ดูเป็นชายชราที่เหงาๆ เปล่าเปลี่ยวต้องการความรัก แต่ก็มีความสับสนทางอารมณ์ ชัดเจนในความป่วยทางจิต สังขารตัวเอง เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ ไม่เยอะ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป รางวัลออสการ์ดารานำชายปีนี้โอเคเลย

โอลิเวีย โคลแมน ในบท แอนน์ ลูกสาว เล่นดีมากๆ รับ-ส่ง ช่วยเสริม ทำให้บทของคุณพ่อผู้หลงลืม ออกมาดูเด่นชัดเจนแข็งแรงมากขึ้น โดยที่ไม่มาแย่งซีนกรือเด่นกว่าทำให้ทุกตอนที่มีสองพ่อลูกอยู่ด้วยกัน พลังออร่าล้นจนทะลุออกมานอกจอ การเข้าชิงรงวัลนักแสดงสมทบหญิงออสการ์นี้ก็เหมาะสมแล้วน่าเสียดายที่พลาดรางวัลไป

โอลีเวียร์ วิลเลี่ยม ในบท แคทเทอรีน สาวผู้มาดูแลคนใหม่ อีเมอร์เจ้น พุทส์ ในบท ลอล่า สาวผู้ดูแลคนเก่าที่เพิ่งออกไป มาร์ค เกรติส ในบท พอล ลูกเขยคนเก่ารูฟัส ซีเวลล์ ในบท บิล ลูกเขยคนใหม่ และ เอวี เรย์ ในบทลูซี่ ลูกสาวคนเล็กที่จากไป คือ นักแสดงสมทบ ตัวเสริมที่ทำให้เข้มข้นในด้านการแสดงๆ มาแบบแว่บๆ วับๆ โผล่นิดโผล่หน่อยขโมยซีนบ้างบางฉาก ทำให้ The Father เป็นหนังสกินการแสดงเด่นมากๆ The Father ได้ใจไปเต็มๆ8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/569683

โอ๊ยเล่าเรื่อง'ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง’ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok)’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หนึ่งคนจะปกป้อง หนึ่งโคลนจะถูกทำลาย”

หนังไซไฟแอ็คชั่นจากฝั่งเกาหลี ที่โดนพิษโควิด19 เลื่อนแล้วแลื่อนอีก จาก โปรแกรมส่งท้่ยปลายปี63 มาจบลงช่วงสงกรานต์64มอนกีฮอน อดีตหน่วยสืบราชการลับ ที่ป่วยเป็นโรคร้ายในสมอง รับงานคุ้มกัน ซอบก มนุษย์โคลนนิ่งไปยังสถานที่ปลอดภัย เขาตัดสินใจ รับงานนี้ เพื่อแลกกับการได้รักษาตัวเองแต่งานนี้มี เยื้องหน้าเบื้องหลัง ทั้งคู่ถูกกลุ่มคนหลายกลุ่มตามล่า การหลบหนี การเอาชีวิตรอด การเรียนรู้ซึ่งกันและกันมิตรภาพจึงเริ่มต้นขึ้น

กงยู จับคู่กับ พัคโบกอม มารับบทสองหนุ่มสายลับมือดีกับโคลนนิ่ง ที่ต้องออกผจญภัยภัยไปด้วยกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตัวหนังให้ความเด่นเฉลี่ยๆ ทั้ง ความสามารถ เสน่ห์ ความหล่อ และบทบาทที่เท่าๆ กัน พอฟัดพอเหวี่ยง สูสีกันดี ไม่มีให้ มากหรือน้อยกว่ากันทั้งสองหนุ่ม ก็ทำหน้าที่ได้ดี เล่นดี จนเหมือน ตลอดทั้งเรื่อง มีเขาเล่นกันอยู่ แค่ สองคน หนังทำมาเพื่อขายทั้งคู่โดยเฉพาะ กงยู มาในบท หนุ่มมีปม รอวันตาย ดิบๆ เถื่อนๆ ลุยๆ ดูเก่งประสบการณ์ความเก๋า ส่วน พัคโบกอม ใสๆ ดูเป็นเด็กที่รอการเรียนรู้ เก่งเกินมนุษย์ มีพลังจิต มีความสามารถในการต่อสู้ ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บได้ เคลื่อนย้ายของได้

บทหนัง ยังคงเล่าเรื่อง แบบเดิมๆ เนื้อเรื่องโครงเรื่อง ไม่ได้มีอะไรใหม่ แนวโคลนนิ่งมนุษย์ทดลอง ผู้มีความสามารถพิเศษ เป็นความหวังเดียวของมนุษย์ ที่เกิดความผิดพลาด มีเหตุให้ต้องหลบหนี โดยมีตัวเอกอีกคนที่มีปม พาหลบหนีบทเดิมๆ แนวทางๆ เดิมๆ พอเดาเรื่องได้ เลยทำให้ หนังออกมา ดูสนุกสนุกเท่าที่ควรและที่น่าเสียดายๆ คือ บรรดา นักแสดงสมทบคนอื่น ดูอ่อนเปี้ยเพลียแรง ตัวร้ายก็ไร้ออร่าความเก่ง ความร้าย แค่แต่งตัวดีๆ เพื่อบอกว่าเป็นหัวหน้า หรือฝ่ายดี ก็ทำได้แค่ ตัวประกอบๆ ธรรมดาๆ เท่านั้น

หนังทำได้ดีเนียน ในส่วนที่เป็นสเปเชี่ยลเอฟเฟค ดูลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เป็นที่ดี โชว์ และทำให้หนังดูสนุก ไม่น่าเบื่อยิ่งเป็นหนังที่มีวิทยาศาสตร์ พลังเหนือธรรมชาติ ด้วยแล้ว ยิ่งเอื้อให้โชว์อะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำได้ดีเพียงแต่..รู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรมากไปกว่านี้ รอจนลืม พอมาก็แทบจะไม่มีอะไรใหม่ พอเดาทาง พอนึกภาพ ออกว่าเดี๋ยวจะ โชว์อะไร จะได้เห็นอะไร ตัวหนังน่าจะใช้ ประโยชน์ จาก CG ได้ดีกว่านี้

เช่นเดียวกับ ฉากแอ็ตชั่น ที่มาเป็นระยะๆ มาแบบกระปริกระปอย มาแบบแปร้ยบๆ แล้วก็จากไป ผสมๆ ผสานกับ ตัวร้าย หรือคู่ต่อสู้ กลับไปคนธรรมดาๆ พอ ตัวเอก เก่งเกินคนปกติ เลยดูไม่สูสี ลดทอนความสนุกลดความตื่นเต้นไปมากมายทีเดียวฉากถล่มทะลาย ในช่วง ท้ายไคลแมกซ์เรื่อง ทำได้ อบังการงายทำลายล้าง จริงๆ และน่าจะเป็น เพียง ฉากเดียว ที่คุ้มค่า กับการรอคอย มาตลอดเรื่องและยิ่งดูไปๆ ยิ่งรู้ว่าว่า ซอบก ก็คือ หนูน้อยพลังเพลิง (Firestarter) ของ สตีเฟ่น คิง ที่พลังอัดแน่นอยู่ในตัว โดนแรงกระตุ้น กระทุ้ง กดดัน จนปลดปล่อยหลัง ทำลายล้าง แบบรุนแรง ในตอนท้าย

โดยรวมๆ แล้ว รู้สึกว่า ซอบก มนุษย์อมตะ (Seobok) น่าจะออกมาสนุก ตื่นเต้น ครบรส ทั้ง ดราม่า มิตรภาพของสองหนุ่ม การเดินทาง ฉากแอ็คชั่น CG ต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวหนังกลับดูเนือยๆ ไม่สมราคา ไม่กลมกล่อม ไม่ชวนติดตาม  รู้สึกว่า ได้เห็นทุกอย่าง ไปหมดแล้ว ในตัวอย่างหนัง หนังน่าจะมีอะไรๆ ที่สนุกได้มากกว่า ที่ทำออกมาให้ดูแม้ หนังจะไม่ยาวมากมาย แต่ทำไม!! กลับรู้สึกว่า หนังยาวก็ไม่รู้5/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/569682

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah)’

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.55 น.

จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah) หนังดีหนังเต็ง ที่กวาดรางวัลในปีนี้มาแล้ว5รางวัลBAFTA, GOLDEN GLOBES, SAG AWARDS และ CRITICS CHOICE AWARDS และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ทั้งหมด6 สาขา ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แดเนียล คาลูยาในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม บทดั้งเดิม เพลงประกอบ กำกับภาพ โดยการประกาศผลรางวัลจะจัดขึ้นในวันที่ 25 เมษายนนี้

ในคริสต์ศาสนา จูดาส คือ อัครทูตของพระเยซู ผู้ทรยศโดยการชี้ตัวพระเยซูจนพระองค์ถูกจับกุมตัวไป  เพื่อแลกอิสรภาพ วิลเลียม โอ’นีล หัวขโมยกระจอกๆ ถูก รอย มิตเชลล์ ส่งเข้าไปเป็นไส้ศึกแทรกซึม กลุ่มปฏิวัติอิลลินอยส์ แบล็ค แพนเตอร์ ปาร์ตี้ หรือที่เรียกกันว่า พรรคเสือดำและมีหน้าที่คอยจับตาดูผู้นำอย่างเฟรด แฮมป์ตัน วิลเลียม ใช้ความสามารถส่วนใหญ่ แทรกซึมเข้าไป จนใกล้ชิด เฟรด เริ่มมีอำนาจมากขึ้น ทางการเริ่มเร่งรัด ปราบปรามขั้นเด็ดขาด เขาจะเลือกอยู่ข้างไหน อุดมการณ์หรือเอาตัวเองรอด

หนังเล่าเรื่องสนุก เล่นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ค่อยๆ ให้คนดูรู้จักทำความคุ้นเคย กับตัวละคร ทั้งที่มาที่ไป ความรู้สึกนึกคิด นิสัยใจคอ ทำให้เราเกิดความผูกพัน และรอดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ได้เห็นทั้งตัวละครที่มีความเปลี่ยนแปลงทั่งความคิดและการกระทำ หรือยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตัวหนังสะท้อนในเห็นภาพ การต่อสู้ของคนดำ คนชั้นกลาง คนผิวสี ในช่วงปี1968-1971 ที่เริ่มออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ออกมาได้ คนดำมี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง กับ มัลตอลX เป็นไอดอล มีลัทธิคอมมิวนิสต์ ในทาง เหมาเจ๋อตุง เป็นแม่แบบ

ในแง่ของหนังที่สร้างจากชีวิตจริง มีตัวตนจริงๆ ออกมาได้แบบไม่น่าเบื่อ ดูสนุก จนบางทีก็ยังนึกไปว่า เป็น เรื่องที่แต่งขึ้นมา

ในความเป็นหนังดราม่า มาในจังหวะที่กำลังดี ไม่ขยี้จนเกินงาม  แต่ส่งผลต่อจิตใจคนดู เมื่อถึงบทสรุปของแต่ละตัวละคร ฉากแอ็คชั่นรุนแรง ก็เล่นแรงอัดกันเต็มที่ และยังมีความชัดเจนในความเป็นหนังการเมืองแม้ สมาชิกแก๊งค์เสือดำ จะดูห้าวๆ หัวรุนแรงแต่ตัวร้ายจริงๆ ชัดเจนคือ พวกตำรวจ เอฟบีไอ ทางการ

นอกจากนี้ยังได้โดมินิก ฟิชแบ็ค มารับบท เดโบราห์ จอห์นสัน สาวนักแต่งบทกวี ที่กลายเป็นคู่ชีวิตของ เฟรด แอชตันแซนเดอร์ส และ มาร์ติน ชีน รับบท เจ.เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ชาก้า คิง ผู้กำกับทำ จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์ (Judas and the Black Messiah) ออกมาดูดี ยอดเยี่ยม สนุกครบทุกรส ดราม่า/ชีวิต/การเมือง ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ8/10 คะแนน

ปล. หนังเล่าเรื่องจาก วิลเลี่ยม ตัวจริง ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในปี 1988 ก่อนที่จะมีการผลิตสารคดีที่ออกอากาศในวันมาร์ติน ลูเธอร์คิง ในปี 1990 ออกอากาศเสร็จ เขาก็ปลิดชีวิตตัวเอง ปล.คดีของ เฟรด ถูกญาติพี่น้องฟ้องแพ่งกับ เอฟบีไอ ตำรวจ และอัยการ เรียกค่าเสียหาย 47 ล้าน ใช้เวลานานถึง 12 ปี นานที่สุดของสหรัฐ ชนะแต่ได้แค่ ล้านแปด

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/566409

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody)'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody)’

วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.45 น.

ในตอนแรกที่เห็นตัวอย่าง ใบปิดหนัง บอกตรงๆ เฉยๆ ไม่ได้มีความรู้สึกอยากดูมากนัก แค่คู้สึกเป็น หนังแอ็คชั่นซ้ำๆตามสูตร เดาเรื่องได้และมีจุดขายหลักคือ ดีเร็ค โคลสตาดที่เป็นคนเขียนบท จอห์น วิค มาเขียนบท และร่วมอำนวยการสร้างเรื่องนี้ด้วยเลยยิ่งตอกย้ำความรู้เฉยๆ มากขึ้น หนังน่าจะออกมาตามรอยความสำเร็จของ จอห์น วิค แถมดารา ในเรื่องก็ดูธรรมดา ไม่ดึงดูดนัก

แต่พอได้ดูตัวหนัง บอกเลยว่า คิดผิดทั้งหมด คนธรรมดานรกเรียกพี่ (Nobody) คือ หนังที่ดูเอามันส์ สนุกมากๆ ดูเพลินมากๆ ในช่วงวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ปีนี้

ฮัทซ์ แมนเชลล์ มีชีวิตในแต่ละวันที่ซ้ำซากกับงานน่าเบื่อหน่ายในโรงงานของพ่อตา เลิกงานกลับบ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่น เมีย ลูกสาว ลูกชายวันหนึ่ง โจรกระจอก มาปล้นบ้าน สร้อยข้อมือน้องแมวของ ลูกสาวหายไป ฮัทซ์ กลายร่าง บุกไปจัดการทวงของคืน จนเข้ามาอยู่ใน เหตุการณ์ร้ายบนรถเมล์ที่พัวพันกับ แก๊งค์มาเฟียรัสเซียที่มาในจังหวะที่ ฮัทซ์ ต้องหาที่ระบายอารมณ์พอดีจากเริ่มบังเอิญ  ลุกลามใหญ่โต ด้านมือของ ฮัทซ์ ถูกปลุกขึ้นมา เพื่อปกป้องครอบครัว และรับมือกับ มาเฟียรัสเซีย จอสโหดยุ่งกับตัวเอง ไม่เป็นไร แต่ถ้าแตะ เมียรัก ลูกน้อย และพ่อชรา เป็นต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง

Nobody มาพร้อมบรรยากาศหนังแอ็คชั่น บู๊กระจาย ตัวเอกเก่งกาจแบบดิบๆ เถื่อน สุดยอดคน มีกลิ่นไอความเป็นการ์ตูน ที่เดินตามรอยของ จอห์น วิค เพียงแต่ลดสโคปให้เล็กลง ไม่ลุยกันเป็นกองทัพมากมาย มากคนเท่า เปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง เปลี่ยนตัวละครพล็อตหนังแทบจะไม่มีอะไรใหม่ ตัวเอกเก่ง ถอนตัวซ่อนเร้น ล้างมือจากวงการ แต่ต้องจับพลัดจับพรู คืนวงการ อีกครั้งเพื่อปกป้องครอบครัว คนร้ายที่แม้จะเก่ง แต่ดันมาซวย อยู่ผิดที่ผิดทาง เจอ มือพระกาฬ

Nobody สุดๆ ในความสนุก ฉากแอ็คชั่นมาเป็นระยะๆ ในแบบที่เน้นๆ ความรุนแรงที่ถูกเบรคโดยอารมณ์ขัน ไปกับตัวละคร ในสถานการณ์นั้นๆ จนตรึงให้สนุกไปกับตัวหนัง จนลืมรายละเอียดหรือสนใจต่อที่มาที่ไหน รอดูแค่ว่า เดี๋ยวพระเอกจะเจออะไร ตัวร้ายจะมาแบบไหน มาแล้วจะโดนอะไรกลับไปในขณะเดียวกัน ก็อยากรู้อยากเห็น รอบทเฉลยที่มาที่ไปของพระเอกว่าเป็นใครมาจากไหน

ฉากไคลแมกซ์ ยาวๆ ท้ายเรื่อง ชวนให้นึกถึง หนังตระกูลโหดของ จอห์น วู ที่มาพร้อมกับ คิวบู๊ สวยๆ ท่ายิงปืนเท่ห์การร่วมมือสลับกันไปมาของตัวเอกจำนวนน้อย  มิตรภาพของเพื่อนฝูง มิตรสหาย ที่ต้องรับมือกับ ขบวนผู้ร้ายนับสิบอาวุธครบมือ

ในขณะเดียวกัน หนังก็ทำได้ดี ในส่วนดราม่าของครอบครัว ทั้ง เมีย/ลูก พ่อชราปลดระวาง หรือแม้แต่มิตรภาพเพื่อนฝูง

บ๊อบ โอเดนเคิร์ก ดูเหมาะมากๆ กับบท ฮัทซ์ แมนเซลล์ พลังล้นเหลือ ทั้งในยามปกติ ที่ดูเบื่อหน่ายในชีวิต ดูดีเมื่ออยู่กับครอบครัว บุคลิกโทรมๆ ธรรมดาๆ พอถึงคราวลุย ออร่า ความเก่งความโหดแผ่กระจาย แต่ก็ยังมีความใจดี อยู่ในใจ ขณะเดียวกัน ก็ยังรู้สึกได้ว่า มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในใจเป็นตัวละครที่ดูมีสองบุคลิกอยู่ในตัวเอง ด้านดีดูมีเมตตา ยามด้านมืดจะหาที่ระบาย รอบตัวจะแหลกกระจุย ชัดเจนในความดิบเถื่อน ออกจะดาร์คๆ ผิดกับ จอห์น วิค ที่ดูจะเท่ห์เนี้ยบๆ ในทุกๆ ตอน

บ๊อบ โอเดนเคิร์ก เด่นมากๆ แบกหนังไว้คนเดียวทั่งเรื่องและเอาอยู่ ในขณะเดียวกัน ก็ส่งบทให้ กับ ตัวละครตัวอื่นเข้าขากันดี จนทำให้เรื่องดูสนุกแต่ที่มาขโมยซีนแบบเห็นๆ ค่อ คริสโตเฟอร์ ลอยส์ ในบท คุณพ่อจอมเก๋า มาน้อยต่อยหนัก แต่ดูดีเชียว

นอกจากคิวบู๊สวยๆ เท่ห์ๆ การต่อสู้เถื่อนๆ ดิบๆ ครบเครื่องทั้งมือเปล่า ของรอบตัว มีด ปืนนานาชนิด ระเบิด ขับรถไล่ล่า ระเบิดภูเขาเผาบ้าน มุขขำๆ ที่มาเป็นระยะๆ ดราม่านิดๆ ผสมๆ ผสานกับ การแสดงที่ดีและลวตัวแล้ว

ใน Nobody ยังใส่เพลงประกอบที่คุ้นหูกันดี มีความไพเราะ แทรกมาหลายเพลง ในแบบที่ลงตัวเข้ากันได้ดีกับตัวเรื่องช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ ความประทับใจ เบรคความรุนแรง กระตุ้นความสนุกได้มากทีเดียว

และไม่รู้เป็นยังไงๆ ดูไปดูไป อดนึกไม่ได้ว่า Nobody น่าจะเป็นตอนแยกของ จอห์น วิค ที่น่าจะเขื่อมต่อเป็นจักรวาลเดียวกัน ต้องมาป๊ะ กันสักวันจอห์น วิค อยู่ในองค์กรนักฆ่า แต่ Nobody คือ ผู้ตรวจสอบ ของรัฐที่ไม่มีตัวตน เป็น คนธรรมดา เท่านั้นอ้อ.. หนังจบอย่าเพิ่งลุก ท้ายเครดิต มีติ่ง มาให้ยิ้มขำๆ นิดๆ ทิ้งท้ายสนุก มันกระจายครบรส ดูเพลินจนลืมเวลา ระดับ 8/10 คะแนน ครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/563520

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2  (Stand By Me 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me 2)

วันเสาร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งสำหรับเพื่อนเก่าในวัยเด็ก ที่ปีนี้มีอายุครบ 50 ปี โดราเอม่อน เพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me2)  ได้หยิบเอาเนื้อหาจากฉบับมังงะในตอน ความทรงจำของคุณย่า กับในหนังสั้น Doraemon :A Grandmother’s Recollections (2000) และ The Day When I Was Born (2002) มาดัดแปลงใหม่

“โนบิตะ” บังเอิญเจอตุ๊กตาหมีตัวเก่า ทำให้คิดถึงคุณย่าผู้แสนใจดีในวัยเด็ก เขาจึงชวนโดราเอม่อนย้อนเวลากลับไปหาคุณย่าอีกครั้ง คุณย่ามีความหวัง อยากจะพบเจ้าสาวของโนบิตะสักครั้ง เพื่อทำความต้องการของคุณย่าให้เป็นจริง โนบิตะและโดราเอม่อนจึงมุ่งหน้าสู่โลกอนาคตเพื่อตามหาชิซูกะ ผู้เป็นเจ้าสาวของโนบิตะ ก่อนจะพบว่าโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ได้หนีหายออกจากงานแต่งงานของเขากับชิซูกะไป โดราเอม่อนและผองเพื่อนจึงต้องร่วมมือกันออกตามหาโนบิตะที่หายตัวไป เนื้อหาเรียบๆ ง่ายๆ แต่ซาบซึ้งกินใจในเรื่องราวความรัก มิตรภาพที่ดีระหว่างเพื่อนๆครอบครัว ที่มีครบทุกรส รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา 

“โนบิตะ” กับ “โดราเอม่อน” คือ ตัวหลักๆ ในตอนนี้เดินเรื่องคู่ไปกับ “โนบิตะ” กับ “ชิซูกะ” ตอนโต ในขณะที่ผองเพื่อนมากันครบทีม ไจแอ้นท์, ซูเนโอะ, ไจโกะ มาทั้งตอนเป็นเด็กน้อยที่คุ้นตา และตอนโตเป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งพ่อแม่ของสองครอบครัวเจ้าบ่าว-เจ้าสาว คุณครู และคุณย่า ที่ได้คะแนนความรักจากคนดูไปแบบเต็มๆ

โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ควงคู่หวานใจ ไบรท์-พิชญทัฬห์ มาให้เสียงภาษาไทยของ “โนบิตะ” กับ “ชิซูกะ” ที่ฟังแล้วกลมกลืนใช่เลย ดูลื่นไหล รวมถึงเหล่าบรรดานักพากย์เสียงไทยออริจินัลกลับมารวมตัวกันอีกครั้งแบบพร้อมหน้าพร้อมตา นำทีมโดยน้าต๋อย เซมเบ้-นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ (ไจแอนท์), ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ (โนบิตะ), ศรีอาภา เรือนนาค(ชิซุกะ), ฉันทนา ธาราจันทร์ (โดราเอม่อน) เสียงที่คุ้นเคยกับภาพที่ชินตาทำให้เวอร์ชั่นภาษาไทยออกมาสมบูรณ์ดูสนุกแบบสุดๆ อิ่มเอมมากๆ ปิดท้ายด้วย เพลงสายรุ้ง ของสุดะ อาซากิ ที่มีความไพเราะ เนื้อหากินใจ “โดราเอม่อนเพื่อนกันตลอดไป 2 (Stand By Me 2)” ไม่ใช่เป็นแค่การ์ตูนสำหรับครอบครัว แต่เป็นแอนิเมชั่นที่มีความเป็นหนังดราม่า รักโรแมนติกที่ดีมากๆ เยี่ยมมากๆ สุดยอดอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว รัก ชอบ เสียน้ำตา สนุก ยิ้ม มาครบแบบจัดเต็มในอารมณ์กับความรู้สึกที่ต่างไปจากในการ์ตูนที่รักมาตั้งแต่เด็กๆ หรือถ้าเฉพาะ โดราเอม่อน ในยุค 3D ไม่แบนๆ หรือสมัยก่อน ภาคนี้ซาบซึ้งกินใจไม่แพ้ในภาคแรก10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง (Godzilla vs. Kong) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/562024

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง (Godzilla vs. Kong)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง (Godzilla vs. Kong)

วันเสาร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สิ้นสุดการรอคอยหลังจากที่ถูกนำมารีโนเวทให้เข้ากับยุคสมัย จนมีหนังเป็นของตัวเอง ทั้งก็อตซิลล่าที่มีทั้งฝั่งฝรั่งและญี่ปุ่น หรือ “คอง” ที่หลายคนนำมาทำใหม่ไม่ขาดช่วงและตามที่เชื่อไว้ว่ามาเจอกันแน่ ก็มาเจอกันซะทีทั้ง“ก็อตซิลล่า” และ “คอง”

ตัวหนังชัดเจนมุ่งประเด็นขายตัว “ก็อตซิลล่า”กับ “คอง” เป็นหลัก เน้นโชว์ฉากต่อสู้ของสองราชากันแบบจะจะเต็มๆ ใหญ่โตมโหฬาร ชนิดไม่มีใครยอมใคร ทั้งในทะเลบนบก หรือแม้แต่ในฮ่องกง และไม่เพียงแค่หนังสัตว์ยักษ์ถล่มเมืองเท่านั้น ยังมีในส่วนของยานสำรวจ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ จนเกือบหลงทางนึกว่ามาดูทีม Avengers ออกตามหาพลังงาน

บทหนังดูรกไปหมด ง่ายๆ ไม่มีเหตุผล ทุกอย่างดูลอยๆ 

“คอง” ดูบทจะเด่นกว่ามากๆ มีส่วนดราม่าควบคู่ไปกับตัวเด็กสาวตัวน้อย เรื่องบ้าน การพลัดพราก/การหาทางกลับบ้านทำให้ดูมีสีสัน คนดูรัก คนดูชอบ และเอาใจช่วย 

“คอง” ฉบับนี้ยังคงดูเป็นยักษ์ใหญ่ราชาลิงที่ดูทะมึนสมจริง แต่ก็มีความอ่อนโยน ดูไม่น่ากลัวเท่าไรนัก แค่ร่างใหญ่ไปหน่อยก็แค่นั้นเอง มีภาพกุ๊กกิ๊กน่ารัก ใส่เพลงเบาๆสบายๆ พอให้เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา

“ก็อตซิลล่า” มาในมาดเต็มแบบเดิมๆ ที่มีเสน่ห์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีอะไรที่ฉีกออกไป เดินหน้าลุย เดินดุ่มๆไปข้างหน้า รัศมีทำลายล้าง มาแบบจัดเต็ม ที่เพิ่มเติมคือรอดูเฉลยว่าทำไม! ต้องบุกเมือง ตามราวีลิงยักษ์ เพราะตำนานราชาอสุรกายมีเพียงหนึ่ง หรือว่าเหตุผลอื่นๆ กันแน่

ตัว “ก็อตซิลล่า” บทอาจจะด้อยกว่า “คอง” แบบชัดเจนเพราะมีมิติเดียว ลุยๆ ไม่เน้นดราม่า ซึ่งด้วยความเป็น “ก็อตซิลล่า”มันต้องออกมาในรูปแบบนี้อยู่แล้ว แต่บังเอิญ “คอง” ดันมีความเป็นสัตว์ เลยทำให้รู้สึกว่า “ก็อตซิลล่า” ดูด้อยกว่าไปโดยปริยาย

ในส่วนของมนุษย์ดูหมอง ไม่มีออร่าอะไรมากมาย ดูจิ๋วตัวนิดเดียวไปเลย ทั้งบท การแสดง ตัวละครหลักๆมีทั้งจิตใจดีอยากช่วย แฟนคลับทั้งคอง/ก็อตซิลล่า อยากหาสาเหตุของการบุกเมือง คนที่หาพลังงานเพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ล่าในเรื่อง น่าจะมีแค่เด็กน้อยคนเดียวที่พอจะ ทำให้รู้สึกน่ารักๆกับเรื่อง ดูไม่เลอะ มีอะไรๆ มากกว่าคนอื่น

“ก็อตซิลล่า” ปะทะ “คอง” (Godzilla vs. Kong)ชอบมากในทุกส่วนของทั้งสองสัตว์ยักษ์ สนุกและเพลิดเพลินจำเริญใจ แต่รำคาญและเบื่อมากๆ จนเผลอหาวไปหลายตอนในหลายๆ ช่วงที่เป็นคน อาจจะไม่ใช่หนังที่เลิศเลอ เฟอร์เฟกท์แต่แค่จับสองยักษ์มาปะทะกันแบบมันส์ๆ ได้ใจไปเต็มๆ แบบไม่ต้องติดอะไรมากมาย สำหรับเรื่องนี้ให้ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/560329

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์  (The Legend of Hei)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei)

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แค่เห็นภาพ “แมวดำตาโต” ก็เกิดความอยากดูรอดู และเชื่อแน่ว่าหนังเรื่องนี้จะต้องโดนใจได้อย่างแน่นอน และพอได้เข้าไปดูก็ไม่ผิดหวัง เพียงแต่ภาพของหนังอาจจะไม่ใสๆ เป็นการ์ตูนแบ๋วๆ อย่างที่คิด “เฮย ภูตน้อยในร่างแมวดำ”ที่เร่ร่อนไร้บ้าน หลบหนีการไล่ล่าจากมนุษย์ ได้รับความช่วยเหลือจาก “เฟิงซี” ภูตหนุ่มรูปหล่อ พาเข้ากลุ่มภูต “อู๋เสี้ยน” มนุษย์หนุ่มในสำนักคุ้มกันภัย 

“เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei)” มาในรูปแบบแอนิเมชั่นการ์ตูนภาพ 3D ลายเส้นสวยงามน่ารักๆที่ดูสบาย ให้ความรู้สึกของงานวาดสวยๆ มากกว่าจะเน้นความสมจริง จากการสร้างงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลายเส้นคมภาพสวยชวนให้นึกถึงภาพวาดลายเส้นของจีนโบราณ ชัดเจนในความเป็นแอนิเมชั่นจากจีน หนังเดินเรื่องแบบสบายๆ เล่าเรื่องง่ายๆ ชัดเจน แม้ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว เนื้อเรื่องอาจจะดูหนักสะท้อนสาระ ปัญหาเรื่องการอยู่ร่วมกันของยุคเก่ายุคใหม่ทุกตัวละครไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด อยู่ที่จะหาทางออก หาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีใดเท่านั้น แต่หนังก็ใช้ความน่ารัก ความใสๆ ของตัวละครมาช่วยลดความเครียดให้กับตัวหนัง

“ภูต” ในอดีต “มนุษย์” เคยกราบไหว้บูชา แต่มาปัจจุบันกลับถูกมนุษย์รุกราน ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายที่อยู่อาศัย จนต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ “อู๋เสี้ยน” มนุษย์ที่เข้ามาช่วย “ภูต” ในสำนักคุ้มกันภัย เพื่อให้ภูตกับมนุษย์อยู่ร่วมกันได้แบบสันติ

ส่วน “ภูตเฟิงซี” พยายามทุกวิธีทางที่จะสร้างพลัง ในการขับไล่มนุษย์ออกไปจากเมืองเพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ในขณะเดียวกัน “เสี่ยวเฮย ภูตแมวดำ” ตัวน้อย เร่ร่อน อะไรก็ได้ แต่อยากหาบ้านให้ตัวเอง

“แมวเฮย” มาสร้างรอยยิ้มจากความน่ารักทั้งในร่างแมวดำตาโต ตอนกลายร่างเป็นแมวยักษ์ และตอนกลายร่างเป็นเด็กน้อยอิ้งค์-วรัญธร เปานิล นำเสียงใสๆ มาให้เสียงภาษาไทย เพิ่มความน่ารักให้กับ “เจ้าแมวเฮย” ได้มากขึ้นทีเดียว ในขณะเดียวกันตัว “อู๋เสี้ยน” กับ “เฟิงซี” ก็ดูหล่อเหลา เท่ๆ ในแบบจอมยุทธ์

ตัวหนังแบ่งเป็นช่วงๆ ที่ให้ความสนุกต่างกัน ช่วงของการผจญภัย การออกเดินทางไปสู่เมืองคุ้มกันภัย อู๋เสี้ยนกับเสี่ยวเฮยสนุกสนานไปกับการพยายามหลบหนี การฝึกฝนตัวเอง

1 มนุษย์ กับ1 ภูตแมว มาในมุมที่สบายๆ การเรียนรู้การฝึกฝนตัวเอง เน้นเฮฮา สร้างความผูกพันของตัวละเอียด

มาในช่วงหลัง หนังเปลี่ยนโทนมาเป็นแอ๊กชั่น การสู้กันระหว่างภูตรักสันติ หรือภูตเทพ กับภูตที่ต้องการทำลายล้างหรือภูตมาร อารมณ์หนังแนวเทพปะทะมาร ขาวปะทะดำ มาแบบจัดเต็ม

ก่อนที่จะปิดฉาก สรุปสุดท้ายของตัวละครหลักแต่ละตัว “เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์ (The Legend of Hei)” เป็นหนังที่ดูไปยิ้มไป มีความสุข สีสันสดใส สบายตา ดูแล้วมีความสุข ปล.ท้ายเครดิตหนังยังแถม MV เพลง “หยุดที่เธอ” เสียงร้องของ “อิ้งค์-วรัญธร เปานิล” แบบเต็มเพลงอีกด้วย อย่าเพิ่งลุกนะครับสำหรับเรื่องนี้ให้ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น (Promising Young Woman) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/558717

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น  (Promising Young Woman)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น (Promising Young Woman)

วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในตอนกลางวัน “แคสซี่” เป็นพนักงานร้านกาแฟตกค่ำคืนกลายร่างเป็นสาวสวยในร้านเหล้าที่รอให้ผู้ชายหิ้วเก็บแต้มก่อนเอา “สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น” (PromisingYoung Woman) ชัดเจนในการเป็นหนังผู้หญิง ที่ผู้หญิงโดนกระทำ ถูกรังแก โดนบูลลี่ การกลับมาแก้แค้น หนังเปิดเรื่องได้น่าสนใจชวนติดตาม มีกลิ่นอายของความเป็นหนังฆาตกรรม ถึงเลือดถึงเนื้อ เลือดสาด แต่เอาจริงๆ หนังกลับไม่ได้ให้ภาพความรุนแรงที่รุนแรงชัดเจน สนุกสนานไปกับวิธีการหลบเลี่ยงไปในทางของหนังตลกร้ายที่ยังคงบรรยากาศความรู้สึกถึงความรุนแรงได้ครบถ้วน

“แครี่ มัลลิแกน” แบกหนังไว้คนเดียว ดูดีเล่นดีมีคาแร็กเตอร์ออกไปในแบบแนวๆ ติสท์ซ่าส์ ดิบเถื่อน จิตๆประสาทๆ ออกไปแนวเฮฮา ตลกร้าย ดราม่าก็ได้ เซ็กซี่ดูดีสวยแบบแปลกๆ ขณะเดียวกันออร่าความโหดเต็มที่ทั้งข้างนอกข้างใน เธอทำให้คนดูผูกพันไปกับ แคสซี่ ได้แบบเต็มที่ในทุกรูปแบบ ทั้งสนุก ขำๆ หัวเราะๆ ยิ้มๆ ดุดัน เหี้ยมๆ หรือในส่วนของดราม่า

เอเมอรัลด์ เฟนเนลล์ ผู้กำกับหญิงหน้าใหม่สนุกสนานไปกับการนำเสนอเรื่องของตัวละครผู้หญิงสะท้อนปัญหาการถูกกระทำจากผู้ชาย ทั้งในสังคม การงานเพศ ผู้ชายที่มีหน้าตาชื่อเสียงโปรไฟล์ดี ไม่ว่าจะวัยไหนยุคไหน ตั้งแต่วัยเด็กวัยรุ่น คนทำงาน หรือผู้ใหญ่ ผู้ชายทุกคนในเรื่องชัดเจนในด้านลบ เลวมากเลวน้อย ไม่ดีมากไม่ดีน้อยมีครบ เบาๆ สุดก็คือ อ่อนแอ แย่ๆ เป็นผู้ตาม ส่วนผู้หญิงมีครบหลายมุม อ่อนแอ น่าสงสาร เก่ง สตรอง แข็งแรง

โทนหนังออกมาในแนวหนังตลก เขย่าขวัญ แบบร้ายๆดาร์กๆ ที่ไม่มืดมิด ไม่หม่นหมอง ไม่สลดหดหู่ ออกไปในทางสดใส สีสันจัดจ้าน เซอร์ๆ ในแนวทางของหนังคัลท์หนังอินดี้ หนังนอกกระแส หนังทดลอง บทหนังค่อยๆ เล่าเรื่องค่อยๆ พาย้อนกลับหาคำตอบจากที่มาที่ไปของการแก้แค้นในอดีต  เล่าได้แบบมีลูกเล่น ชวนติดตาม มีการหักมุมหลอกให้เขวหรือหลงทางไปบ้าง เพลงประกอบคือสิ่งที่ดีใส่มาแบบได้เข้าจังหวะ เข้ากับเรื่องในช่วงนั้น สถานการณ์นั้นๆเสียดสี เพิ่มอารมณ์ขัน รอยยิ้มให้กับตัวหนังได้มาก

เรียกได้ว่าเป็นหนังแนวดูสนุกเพลินๆ เรื่องแรงๆ ชวนให้ติดตามหาคำตอบสะท้อนสังคม นักแสดงมันส์ เดินเรื่องไวมีหักมุม มีเซอร์ไพรส์ หลายๆ ตอน ในแบบสดใสๆ ไม่หดหู่ผสมเพลงไพเราะ แนวๆ สนุกครับ น่าเสียดายแค่หนังออกจากแนวๆ ไปสักนิดเลยดูไม่สุดสักทาง ทั้งภาพความรุนแรง เลือด เซ็กซ์ เลยลดความตื่นเต้นลงไปเยอะทีเดียวงานนี้ได้คะแนนไประดับ 6/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จดหมายฉบับสุดท้าย… แด่เธอผู้เป็นที่รัก (Violet Evergarden: The Movie) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/557150

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จดหมายฉบับสุดท้าย... แด่เธอผู้เป็นที่รัก (Violet Evergarden: The Movie)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จดหมายฉบับสุดท้าย… แด่เธอผู้เป็นที่รัก (Violet Evergarden: The Movie)

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉันเป็นดอล ให้ฉันช่วยเธอเขียนจดหมายไหม?“ดอล” ตุ๊กตาบันทึกคำหรือร่างจดหมาย “ดอล” คือ คนรับเขียนจดหมาย ช่วยเขียนคำสวยๆ ส่งให้คนรับ “ไวโอเล็ตเอเวอร์กรีน” คือ “ดอล” ผู้โด่งดัง เก่งที่สุด เนื้อหอมที่สุดเธอเขียนความรู้สึกมากมาย สร้างความสุข/ความหวังให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ

“ไวโอเล็ต” เด็กกำพร้าที่ถูก “กิลเบิร์ต” นายทหารหนุ่มครอบครัวทหารใหญ่ รับไปดูแลและเลี้ยงดู สั่งสอนทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการอ่าน/เขียนหนังสือ เมื่อสงครามเกิดขึ้น เธอติดตามนายน้อยออกสู่สมรภูมิรบด้วย เด็กสาว รอดจากสมรภูมิ มาพร้อมๆ กับ บาดแผลทั้งทางกาย และทางใจ จากการสูญเสีย“กิลเบิร์ต” โดยที่เธอยังไม่ได้บอกรัก “ไวโอเล็ต” กลายมาเป็น “ดอล” ที่เก่งกาจ เพื่อช่วยคนให้มีความสุข ภายใต้ ปมในใจ บาดแผลจากสงคราม

จดหมาย ภาษาสวยๆ ถูกนำมาใส่ในหนังได้อย่างมีพลังสวยงาม กินใจ ชวนให้ย้อนนึกกลับไปในสมัยการเขียนจดหมายกำลังฮิตแม้จดหมายจะค่อยๆ ถูกเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโทรศัพท์เข้ามาแทนที่ แต่ก็ยังมีคนที่ต้องการไออุ่นการสื่อความรู้สึกจาก ถ้อยคำในจดหมาย ภาษาสวยๆที่ถ่ายทอดออกมาจากจิตใจ “ดอล” ยังคงรับหน้าที่ส่งความรู้สึกผ่านจดหมาย ตามที่ลูกค้าเรียกใช้บริการ แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปีแล้วก็ตาม

“ไวโอเล็ต เอเวอร์กรีน” สวยงาม น่ารัก ดูมีอะไรๆอยู่ในตัว ความเป็นผู้หญิงเก่ง สตรอง ช่วยทำให้คนที่กำลังมีความทุกข์สามารถคลายทุกข์ ทำชีวิตได้อย่างมีความสุข เดินต่อไปในข้างหน้าได้ เพียงแต่ข้อความในจดหมายที่เธอทำหน้าที่เป็น ดอล ในอีกมุมหนึ่ง เธอดูโดดเดี่ยวเดียวดายมีโลกส่วนตัว อันเนื่องมาจากเธอมีบาดแผลการสูญเสียอันเกิดจากตอนที่เธอไปรบ

“จดหมายฉบับสุดท้าย…แด่เธอผู้เป็นที่รัก (VioletEvergarden : The Movie)” สวยงามสะกดสายตาด้วย ลายเส้นที่สวยงาม สดใส ดูมีมิติมีพลัง ชวนให้นึกถึงในยุค การ์ตูนกุหลาบแวร์ซาย เพียงแต่ดูบ้านๆ กว่า ผสมๆ กับหนูน้อยแคนดี้ที่มีเสน่ห์น่ารัก มีแต่คนรัก เป็นเด็กกำพร้าสู้ชีวิต ต่างกันแค่ “ไวโอเล็ต”ดูจริงจัง เหงาๆ เศร้าๆ มากกว่าดัดแปลงจาก Kana Akatsuki(light novel series) เป็นซีีรี่ส์ความยาว 14 ep ในปี 2018ภาพตัวละคร แบล็กกราวนด์ที่เห็นบนจอ สวยงาม โดนใจผสมกับดนตรีประกอบไพเราะๆ เนื้อเรื่องโดนใจ ทำให้เรื่องออกมาโดนใจสุดทุกๆ สิ่งที่พูดถึงในหนังไม่ว่าจะเป็น จดหมาย โทรเลข แสตมป์ กระดาษจดหมาย ตราครั่ง ข้อความในจดหมาย โดนใจ/ชอบมากๆ ให้อารมณ์แบบสุดๆ ในทุกๆ ด้านดูไปยิ้มไปอย่างมีความสุข หัวเราะเล็กๆ หรือแม้กระทั่งเสียน้ำตามากมาย ร้องไห้ออกมาแบบไม่รู้ตัว สวยงาม/งดงาม/กินใจ ในระดับ 9/10 คะแนน