โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/462949

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การทิ้งสิ่งของนั้นทำง่ายๆ แค่โยนใส่ถุงดำเหมือนเราเอาทุกเรื่องโยนทิ้งไปในหลุมดำ อะไรที่ไม่ใช่ทิ้งไปให้หมด เหลือไว้แต่สิ่งที่ดีที่สุดกับเราเอาไว้ “จีน” สาวหมวยมาดมั่น กำลังวางแผนจะเอาบ้านมาทำออฟฟิศ จึงเตรียมโละทิ้งของเก่าเก็บที่เต็มบ้าน มหกรรมการทิ้งจึงเริ่มต้นขึ้นไปกับการเจอเจอะของเก่าที่มีอดีต การตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างการทิ้ง/เก็บโดยเฉพาะกับ “เอ็ม” แฟนเก่า หรือแม้แต่เรื่องของครอบครัวแม่พ่อจึงเริ่มต้นขึ้น

“ทิ้ง” หรือ “เก็บ” การมูฟออนไปกับชีวิตหรือกลับไปหาที่เก่า ในเรื่องของความรัก ความเกลียด และความทรงจำ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ทำ How to ออกมาเอาใจแฟนๆ โดยเฉพาะเน้นกับคนรุ่นใหม่ บรรยากาศอารมณ์หนัง ตัวละคร วิธีการนำเสนอดูแนวไปหมด มาครบรส ทั้งขำฮาแบบแนวยิ้มๆ หรือดราม่าหนักๆบางเรื่องบางราวบางสิ่งบางอย่างที่อิงกับคนรุ่นนี้ นำเสนอแบบไม่มีการอธิบายขยายความกันเลย เช่น ศัพท์แสงคำพูดจา เรื่องของอินทีเรียการตกแต่ง ฯลฯ ถ้าคนไม่เข้าใจอาจจะงงงวย มันพูดอะไรกันนะ ทำให้ความสนุกลดลงไปมากเหมือนกับต้องการเปรียบเทียบชัดเจนในเรื่องจะทิ้ง/เก็บ สิ่งเก่าๆ ควรก้าวข้ามไปสู่สิ่งใหม่อะไรดีๆ เก็บไว้ เชยๆ เลิกไป ในตัวหนังคือตัวละครกับความรู้สึกภาพรวมหนังก็เช่นเดียวกัน หนังแนวใหม่ๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง แบกเรื่องเอาไว้คนเดียวแต่เอาอยู่และดูดี ลื่นไหลไปกับตัวเรื่อง ตรึงคนดูให้อยู่กับทุกๆ อารมณ์ทุกๆ ซีน ไม่ว่าจะเป็นดราม่าหนัก ขำๆ ยิ้มๆ จนตามดูว่า “จีน”จะคิดอะไรทำอะไรต่อไป ดูไปรักไปเกลียดไป พยายามเข้าใจเห็นใจ หรือไม่เข้าใจกับการตัดสินใจของเธอ “จีน” ชัดเจนในการเป็นตัวละครที่เห็นแก่ตัวสุดๆ เอาใจตัวเองเป็นหลัก แต่ก็เกลียดตัวละครนี้ไม่ลง

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ มาไม่เยอะ แต่ดี นิ่งๆ เรื่อยๆเหมือนไม่มีอะไร เหมือนเอ็มเป็นแค่ตัวแปรในการทิ้งหรือเก็บ แต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายก็ปล่อยหมัดเด็ดที่ได้ใจไปเต็มๆ การตัดสินใจสุดท้าย

ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา ในบทแฟนสาวคนใหม่ของเอ็มที่เหมือนง่ายๆ ไม่มีเรื่องใหม่ๆ แนวๆ แต่สุดท้ายก็ต้องเข้ามาเกี่ยวกับอดีตการทิ้ง/เก็บ

หมี-ถิรวัฒน์ โงสว่าง นิ่งๆ เรื่อยๆ กำลังดี ในบทของ“เจย์” พี่ชาย ที่ยังไงก็ได้อยู่ระหว่างกลางของแม่กับน้องสาวเหมือนเป็นพ่อบ้าน คอยเก็บหรือทิ้ง เท่ๆ ไปกับ แพรว-พัดชาในบท “พิ้งค์” เพื่อนซี้จีน ที่อาจจะดูสมัยๆ สุดๆ แต่เอาจริงๆ ก็มีมุมเก่าๆ คล้ายจะบอกว่าแม้จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามา บางครั้งก็ยังยึดติดกับอารมณ์ข้างในด้วย แม่ ที่รับบทโดย อุ๋ม-อาภาศิริ จันทรัศมีชัดเจนในเรื่องของของเก่าที่ยึดติดกับสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ไม่ยอมทิ้งหรือปลดปล่อยอดีต

นอกจากนักแสดงเด่น การนำเสนอเรื่องในแบบแนวๆ แล้วเต๋อ-นวพล ยังนำเอาดนตรี/เพลงประกอบที่สุดติ่ง งานด้านภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนดูภาพถ่ายเข้ามาขยี้ ช่วยเพิ่มความแนวความน่าดูให้กับเรื่อง จากหน้าหนัง ชวนให้นึกว่าหนังจะเน้นๆ การสนุกไปกับของเก่าๆ ชวนให้โหยหาอดีต แต่เอาจริงๆ กลับมีไม่เยอะหนังชวนเราให้ไปรู้สึกกับการหวนหน้าเรื่องเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ ผ่านของที่เป็นอะไรก็ได้ ที่สุดท้ายแล้ว อยู่ที่เราจะติดสินใจหวนนึกถึงตัวเองไปพร้อมๆ กับตัวละครในเรื่องว่าถึงเวลาแล้วที่จะเลือกทิ้ง เก็บ หรือเอากลับไปคืนที่เดิม

ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ อาจจะดูสนุกสำหรับเด็กรุ่นใหม่ แต่กับคนดูหนังธรรมดาหรือคนรุ่นเก่าๆ ไม่ทันสมัยอาจจะไม่สนุกนัก เรียกว่าทำหนังเพื่อคนรุ่นใหม่ก็คงจะได้ แต่ทุกคนต้องมีอดีต น่าจะสนุกไม่มากก็น้อยอยู่ที่จะไปโดนกับตัวเอง มุมไหนก็เท่านั้นเอง สำหรับเรื่องนี้ให้คะแนนระดับ 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/460000

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่องว่างระหว่างวัยไม่สำคัญเท่าช่องว่างระหว่างใจ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือให้เขาออกมาจากโลกของเขา แต่เราก็สามารถเอาตัวเราเข้าไปสู่โลกของเขาอย่างน้อย ก็ยังดีใจ ที่มีคน ดึงเขาออกมาจากโลกของเขาได้ เราจะยอมเปลี่ยนตัวเองจาก มนุษย์โลก ไปเป็นมนุษย์ดาวอังคาร เพื่อคนอื่นเหรอ..

“ชัย” หนุ่มวัย 40 ผู้ฝังใจกับ “เฟิร์น” แฟนสาวผู้จากไป เดินทางไปเชียงใหม่ “น้ำหวาน” เด็กสาวน่ารักสดใส ลูกสาวเจ้าของรีสอร์ทผู้เป็นโรคหัวใจ “น้ำหวาน” พา “ชัย” ที่เธอเรียกว่า ลุง ไปเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่าง “ลุงชัย” กับ “หลานน้ำหวาน” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอยากฟังเสียงหัวใจของ “ลุง” ว่ามันเต้นอย่างไร

“เคน” ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ มาพร้อมความหล่อทะลุจอ เล่นนิ่งๆเรื่อยๆ สบายๆ แต่ออกมาดี ไม่ต้องเล่นเยอะหรือเว่อร์วังมากมาย ก็ทำให้หนังดูอบอุ่น  ดูแล้วเชื่อว่าเป็น “ลุง” จริงๆ เป็น “ลุง” ที่หล่อ แค่เห็นก็ชอบ ถ้าได้คุย น่าจะ หลงรักไม่ยากในขณะเดียวกัน ก็มีโลกส่วนตัว หรือมีระยะห่างกับ เด็กรุ่นใหม่มากพอที่จะถูกเรียกว่า “ลุง”

“พรอยมน” มนสภรณ์ ชาญเฉลิม มาในแบบน่ารักสบายๆ เล่นดี ดูเป็นธรรมชาติ ให้ความเป็นเด็กรุ่นใหม่ใสๆ น่ารักๆ น้องพรอยมน เล่นเก่งมากๆ ไม่ว่าจะบทกุ๊กกิ๊กน่ารักเฮฮา! หรือบทดราม่า ผิดหวัง การแสดงกำลังพอดีๆ แบกหนังไปได้ทั้งเรื่อง หน้าตาอาจจะไม่สวยสะดุดตา แต่มาสะดุดใจ พอที่จะหลงรักในความน่ารัก ใสๆ ซื่อ ของ “น้องน้ำหวาน” เคยรัก“พรอยมน” จากบทน้องฝึกงานใน ภ. “น้องพี่ที่รัก” ก็มาได้ใจเธอเต็มๆจากบท “น้ำหวาน” ในเรื่องนี้ รักน้อง..จริงๆ

“ลุงเคน” กับ “น้องพรอยมน” คือการจับคู่ของรักต่างวัยที่ดูเคมีตรงกันเข้ากันพอดีเปี๊ยบ “ลุง” ที่เรื่อยๆ อะไรก็ได้ง่ายๆ แต่มีความหลังกับเด็กสาว สดใสร่าเริงแต่ขี้โรคทั้ง “ลุงชัย” กับ “น้ำหวาน” ทำให้ “ฮาร์ทบีทเสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ ตั้งแต่ต้นจนจบ

“ท็อป” Lazyloxy ในบท “เก่งกี้” ก็เล่นได้น่ารัก เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา “ไก่” นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์ มารับบท แม่ ที่มาช่วยขยี้ในส่วนดราม่า ทำให้หนังดูอบอุ่นขึ้น หรือ สองเพื่อนซี้ของ “น้ำหวาน”ก็เล่นได้น่ารัก

“เจตย์” บุณโยประการ  ผู้กำกับ ชัดเจนในการเล่าเรื่องทำ “ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” เป็นหนังรักโรแมนติก ที่ดูสบายๆไม่ต้องคิดอะไรมาก หนังอาจจะทิ้งปมให้ตามในช่วงแรก แต่ก็ไม่ใช่ประเด็น หลายคนคงพอเดาทางได้ไม่ยาก แต่หนังตรงไปในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ของ ตัวละครหลากๆ ในคนอิ่มเอม ไปกับ ความรักใสๆตรงหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังใส่ ความรู้สึกลุ้น หรือเอาใจช่วย ลุงกับหลาน ว่า สุดท้ายจะจบแบบ สุขสันต์หรรษา หรือหักมุม แบบ เสียน้ำตาหรือเปล่า

หนังเล่าเรื่องสบายๆ เน้นไปที่ ลุงกับหลานเป็นหลัก ที่ใส่ตัวเพื่อนกับหนุ่มที่มาแอบชอบ เข้ามาช่วยขยี้ความสนุก เติมดราม่าจากบทของ “คุณแม่น้ำหวาน” กับในส่วนของ “เฟิร์น” แฟนเก่าของ “ชัย” บทสนทนาแบบต่อปากต่อคำ ถูกนำมาใช้สร้างความสุข แม้จะเห็นกันจนเกร่อจากเรื่องอื่นๆ แต่ในเรื่องนี้ มาแบบเก๋ๆ ขำได้แทบจะทุกมุข

หนังนำเสนอผ่านภาพสวยๆ ของเชียงใหม่ ทั่งในเมือง ป่าเขาสวยๆ ในหลายที่ที่ไม่ค่อยคุ้นตานัก รวมทั้ง เหินฟ้า ไปยัง ฮอยอันเวียดนาม ที่ช่วยเพิ่มความโรแมนติกให้กับเรื่อง ขณะเดียวกัน ก็ใส่ เพลงประกอบ ที่คุ้นหูในอดีตมาแบบเดิมๆ ไม่ต้องมาทำใหม่ ให้เสียเวลา แค่นี้ก็ฟิสุดๆ บรรยากาศรวมๆ ของ “ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” ชวนให้นึกถึง หนังรักโรแมนติกกินใจๆ ของ ญี่ปุ่น/เกาหลี อาทิ การใส่เกมเข้ามาในหนัง การท่องเที่ยวในแบบผจญภัย การเล่นโรลเลอร์เบลด คาแร็กเตอร์/ความเป็นการ์ตูน ของกลุ่มเพื่อน ฯลฯ แต่ถึงจะรู้สึกบ้าง แต่หนังก็ให้ความเป็นหนังไทย หนังรักโรแมนติกในรูปแบบใหม่ เจ้ากับยุคนี้

“ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” เป็นหนังรักที่ดูสบายๆ อาจไม่มีอะไรใหม่ หรือตื่นเต้นมากนักบางคนอาจจะอิน ไม่ฟิน ไม่สนุก หนังอาจจะไม่มีอะไรใหม่ แต่ถ้าใช้ ใจดู ปล่อยใจไปกับ ลุง-หลาน รับรองสนุกแน่นอน อย่าไปมองว่ามันสูง แต่ให้มองว่า มันสวย..นะ “ลุง” บางครั้งความรักก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ “ลุงโอ๊ย” ..อยากเล่า อยากบอกว่า สนุก/ชอบหนังเรื่องนี้ ระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : นาจา (Ne Zha)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458569

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : นาจา (Ne Zha)

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“นาจา” คือเทพเจ้าของจีนที่มีตำนานมีเรื่องราวที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยอภินิหาร (“นาจา” ถูกนำมาดัดแปลงเป็น “โกมินทร์กุมาร” นิทานวัดเกาะ ที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ จนโด่งดัง มีเนื้อเรื่องเหมือนกันเป๊ะๆ) “นาจา” เป็นลูกชายคนที่สามของ “หลี่จิ้ง” แม่ทัพเฝ้าด่าน ที่เข้าใจผิดคิดว่าพ่อไม่รัก จนไปก่อเรื่องฆ่าบุตรของเจ้าสมุทรตาย จนต้องฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือนร้อน ก่อนจะถูกชุบตัวขึ้นมาใหม่ไปถล่มบาดาล และกลับไปแก้แค้นบิดา แต่เทพสวรรค์ส่งเจดีย์ทองมาช่วยคุ้มกันศึกระหว่างพ่อลูกจึงเริ่มขึ้น

“นาจา” (Ne Zha) ถูกนำมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งในแบบแอนิเมชั่นน่ารักที่มีการตีความเรื่องราวในตำนานใหม่ดูสนุกชวนติดตาม แม้ว่าจะรู้เรื่องกันมาจนขึ้นใจแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้เกิดอาการเบื่อหน่ายหรือไม่สนุกการดีไซน์ตัว “นาจา” ฉีกไปภาพจำเดิมๆ ที่คุ้นเคยจากภาพเด็กน่ารัก การมาเป็นเด็กผีเด็กปีศาจ ตัวป่วน ตัวทำลายแบบชัดๆ เน้นๆ กันไปเลย แต่ออกมาดูแล้วกลับไม่รู้สึกเกลียด กลับรู้สึกน่ารัก เก๋ไก๋ เป็นเด็กซนๆ เด็กเกเรชอบแกล้งแต่ก็มีความดีอยู่ในตัวอารมณ์ ประมาณตัวหนังของ “ทิม เบอร์ตัน” ที่ดีไซน์ตัวละครในแนวดาร์กๆ ในขณะที่ ตัวละคร ตัวอื่นๆ ยังคงให้ตวามเป็นจีนเป็นคนเป็นเทพในรูปแบบเดิมๆ

“นาจา” เล่าเรื่องในเส้นเรื่องเดิมที่คุ้นกันดีในตำนานเพียงแต่มีความตีความใหม่ บิดความสัมพันธ์ ของตัวละครหลักๆออกไปในตรงกันข้าม ก่อนที่จะวกกลับมาสู่เส้นเรื่องเดิม โดยไม่ทำให้เรื่องเดิมเสีย หรือกลายเป็นคนละเรื่อง ตัวหนังเล่าเรื่องในช่วงกำเนิด “นาจา” มาจนถึงตอนพิชิต เจ้าชายมังกร มาเพียงครึ่งทางเท่านั้น ยังไม่ถึงตอนพิชิตเจ้าสมุทรถล่มบาดาล ตอนชุบตัวขึ้นมาใหม่ สู้รบกับเทพ กลายเป็นเทพบนฟ้า  โดยเพิ่มเรื่องราวในช่วงก่อนเกิด วัยเด็กน้อย มาจนได้อาวุธวิเศษ เก่งกาจ

หอกเพลิง แพรแดง กงล้อไฟ ห่วงทอง ยังคงมีอยู่เพิ่มเติมคือ อาจารย์เทพตัวอ้วน มีพาหนะเป็นหมู หรือเทพตัวร้ายขี้อิจฉา

งานด้านภาพของ “นาจา” ล้ำหน้าไปมากมีมิติที่ดูสวยงามสมจริง งานละเอียด มีความเป็นจีนเอเชีย เหมือนดูภาพวาดสวยๆ บางตอนที่กลายเป็นแบบการ์ตูนมังงะของญี่ปุ่นให้ความรู้สึกเหมือนดู แอนิเมชั่นสามมิติทั้ง จีน ญี่ปุ่น และฮอลลีวู้ด ผสมกันได้อย่างลงตัว แต่ก็ยังมีขาดๆ เกินๆ ล้นๆ ไปบ้าง อาทิ 2 หุ่นเฝ้าประตู ภาพตัวละครชัดเจน แยกส่วนได้อย่างสวยงาม เทพ/นักพรต/นักบวช  ทหาร/ชาวบ้าน ปีศาจร้าย

โปรดักชั่นในส่วนอื่นๆ ทั้งดนตรีประกอบที่ไพเราะในแบบของจีนโบราณ บทหนังที่สนุก การตัดต่อลงตัว ยิ่งช่วยให้หนังลงตัว ออกมาดีสุดๆ และที่น่าปลื้มคือในเครดิตท้ายเรื่องทีมโปรโมชั่นหลักๆ ชื่อคนไทยขึ้นมาเป็นสิบคน

เรียกได้ว่า “นาจา” (Ne Zha)  สุดยอดสวยงาม ดูสนุกทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แม้จะมีฉากต่อสู้ แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความรุนแรงสนุกครบรส ยิ้ม/หัวเราะ/บู๊/แฟนตาซี และเป็นแอนิเมชั่นจีนที่สมบูรณ์ ลงตัว ทำออกมาได้ดีมากๆ จนแทบจะไร้ที่ติ และบอกเลยว่าดู “นาจา” มาหลายเวอร์ชั่น นับตั้งแต่ “นาจาถล่มเจ้าสมุทร” (NaJa the Great) หนังชอว์บราเดอร์ ฉบับปี 1974(2517 ที่นำแสดงโดย ฟู่เซิง) ก็มีเวอร์ชั่นนี้แหละที่โดนใจดีงาม จนน่าจนจำและยิ่งได้ดูในระบบไอแม็กซ์ จอยักษ์สามมิติ ใส่แว่นตา เสียงจีน ยิ่งเพิ่มความสนุกขึ้นไปอีกขณะเดียวกัน เสียงไทยก็ทำได้ดีทีเดียว ท้ายเครดิต ยังมีติ่งทิ้งท้ายหลายตัวทีเดียว รวมไปถึงการทิ้งปริศนาไว้สำหรับภาคต่อได้ใจไปเต็มๆ สำหรับเรื่องนี้ให้ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Cave นางนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/457179

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Cave นางนอน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Cave นางนอน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ทีม 13 หมูป่า 12 เด็กน้อยทีมฟุตบอล” กับ “โค้ช”ที่ติดอยู่ใน “ถ้ำหลวง-ขุนนํ้านางนอน” เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2561ถูกหยิบมาสร้างด้วยฝีมือ ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับที่ทำหนังไทย ที่ดังจากศพไม่เงียบ/เพชฌฆาต ตัวหนังเล่าเรื่องของ “ทีม13 หมูป่า”วันที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวงมาจบลงตอนช่วยโค้ชออกมาได้เป็นคนสุดท้าย โดยไล่เลียงเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ ด้วยโครงของเรื่องสามารถนำเสนอได้หลากหลายประเด็น ทั้งดราม่าระหว่างติดถ้ำหรือตื่นเต้นเร้าใจไปกับทีมนักประดาน้ำที่มาช่วยเหลือ

ทอม วอลเลอร์ เลือกที่จะเล่าเรื่องในทุกๆ เรื่อง ทุกส่วนมีครบเพียงเล่าอย่างเดียวไม่โฟกัสไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเหมือนมานั่งดู คนเล่าข่าวเหตุการณ์สรุปเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น “ทีม 13 หมูป่า” ที่ติดถ้ำมีแค่เท่าที่เห็นจากในภาพข่าว เห็นแค่ตอนเข้ากับตอนแนะนำตัวละคร ตอนพูดให้กำลังใจนิดๆ หน่อย ทั้งนี้น่าจะมาจากเรื่องลิขสิทธิ์เกี่ยวกับตัว “ทีม 13 หมูป่า” ที่ “Netflix” ได้ไปก็เลยนำมาใส่ในหนังไม่ได้ หนังเลยเบี่ยงเรื่องไปหาบรรดาทีมช่วยจากนานาชาติ (อันนี้ไม่มีลิขสิทธิ์) เล่นเอาตัวเป็นๆ ตัวจริงๆ มาเล่น แต่ส่วนนี้ก็ไม่สนุกเหมือนมาดูเปิดตัวว่า มีใครกันบ้างที่มาช่วย และดูจนจบ ก็ไม่รู้สึกว่าเก่งตรงไหน ช่วยกันง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาช่วยก็ได้โดยหนังชูให้ “จิม วอร์นี่” นักประดาน้ำเบลเยียมเป็นตัวเด่น มีการใส่สิ่งที่ ฮีโร่ของหนังแนวนี้ต้องมี คือ “จิม” มีปมเพื่อนเคยตายใต้น้ำไม่มั่นใจมีเมียรักคอยอยู่ แต่ส่วนนี้ดูเกินๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนักและที่ขาดไม่ได้ ต้องใส่คือ “จ่าแซม” ฮีโร่วีรบุรุษนายทหารหนึ่งเดียวของไทยที่เสียชีวิต มาแบบเต็มๆ รวดเดียวจบ

แม้ “The Cave นางนอน” จะไม่สนุกไม่ชวนติดตามในการเล่าเรื่องนัก แต่ก็มีช่วงที่โอเค พอจะเรียกเสียงหัวเราะทำให้หนังพอมีความสนุกอยู่บ้าง และเป็นส่วนที่ดีสนุกที่สุดคืออาทิ ช่วงผู้ใหญ่จากเมืองเพชร เจ้าของท่อพีวีซีที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่พยายามมาช่วย แต่ติดที่ระบบราชการ ถูกกีดกันกว่าจะได้เข้าไปช่วย มีทั้งอารมณ์ขัน หรือทำให้ซึ้ง ตอนที่เจอญาติของทีมหมูป่า หรือมุขที่จิกกัดระบบรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่ “นายกฯตู่”ก็เป็นส่วนที่ทำให้หนังสนุกขึ้น หรือดราม่าไปกับชาวบ้านที่ไม่ยอมรับเงินช่วยที่นาที่น้ำท่วม

ส่วนที่รู้สึกดีๆ อีกอย่างหนึ่งคือคุมโทนนักแสดงสมทบทั้งทหาร ชาวบ้าน ต่างชาติ นักข่าว ทีมที่เข้าช่วยเหลือได้ดีดูเป็นธรรมชาติ ส่วนใหญ่หนังที่มีต่างชาติมาเกี่ยว/มาเล่น มักดูไม่เป็นธรรมชาติมากนัก ถ้าฝรั่งจ๋า คนไทยจะดูแปลกๆ ถ้าคนไทยทำฝรั่งก็จะดูไม่เป็นธรรมชาติ น่าเสียดายที่ตัวละครดีๆ กำลังมาดีๆถูกทิ้งไปซะดื้อๆ เฉยๆ ตัวละครหลักก็ไม่ขยี้อย่างที่ควรจะทำทั้งๆที่เรื่องนี้ เด่นจริงๆ ที่ตัวละครเล่นอะไรได้ตั้งมากมาย ที่คาใจที่สุดคือ นิรุตติ์ ศิริจรรยา ที่ชวนให้นึกว่าเป็นผู้ว่าฯ แต่มาแค่ฉากเดียวหายไปเลย

โปรดักชั่นโดยรวมเหมือนจะดี แต่ก็ท่าดีทีเหลว ภาพธรรมชาติภายนอกดูสวยงาม ชวนค้นหน้า แต่พอย้ายมาในถ้ำไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวหรือบีบคั้นใดๆ เหมือนเข้าง่าย-ออกง่ายภาพใต้น้ำจึงแย่ ฉุดหนังที่ไม่สนุกอยู่ ดูน่าเบื่อมากขึ้นไปอีก การตัดต่อก็ธรรมดา ดนตรีประกอบก็ดูธรรมดา หนังจบลงแบบดื้อๆ แอบใส่ดราม่านิดๆ แล้วจบลงดื้อๆ เฉยๆ ไม่มีสรุป หรือเล่าว่าออกจากถํ้าแล้วเกิดอะไรขึ้น ขนาดภาพยังมีนิดๆ หน่อยๆ มีแค่ที่เราเห็นกันจากภาพข่าวก็เท่านั้น

“The Cave นางนอน” ดีงามหากจะเอาแค่อยากสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดแบบทื่อๆ ดื้อๆ ไร้อารมณ์ เหมือนนั่งอ่านเรื่องย่อแย่มากๆ ในเรื่องของการสร้าง ความสนุกไม่ชวนติดตามคงต้องมารอดูซีรี่ส์ 13 หมูป่า ที่จะออกทางช่อง Netflix ที่น่าจะดูสนุกกว่านี้เยอะ สำหรับเรื่องนี้ให้ 4/10  คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่นาค เดอะมิวสิคัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/455710′

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่นาค เดอะมิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่นาค เดอะมิวสิคัล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นการรีสเตทคืนเวทีอีกครั้งของละครเวทีในตำนานที่มีอายุครบรอบ 10 ปี และเป็น 1 ใน 3 เรื่องที่ “ดรีมบ็อกซ์” นำมาแสดงในวาระครบ 33 ปี ของการก่อตั้งบริษัท “แม่นาค” นำเสนอเรื่องราวที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อน… เรื่องของเธอและเขาจะเป็นอย่างไร“แม่นาค” เป็นใครมาจากไหนทำไมถึงมาอยู่ที่ “พระโขนง” กับ “พ่อมาก”เพราะอะไร “แม่นาค” ถึงได้ขึ้นชื่อว่าดุร้ายเกินผีตายทั้งกลมคนอื่นๆ “แม่นาค” เป็นผู้ถูกกระทำจากคนใกล้ตัว และสังคมรอบข้าง

“แม่นาค เดอะมิวสิคัล” นำเสนอในรูปแบบละครร้องเต็มรูปแบบ ตัวละครทุกตัวโต้ตอบ การเล่าเรื่อง ผ่านทางเสียงร้องบทเพลงหมด ไม่ใช้บทพูด ซึ่งต้องอาศัย ความสามารถทั้งด้านการร้อง/การแสดงของนักแสดง มาผสมกับ บทเพลงที่มีเนื้อร้องที่เล่าเรื่องได้ดี เรื่องที่สนุก และโปรดักชั่นที่สมบูรณ์

ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ ใช้ทุกอย่างของความเป็นละครเวทีออกมาทำให้ “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” เป็นที่สุดของละครแนวมิวสิคัลแท้ ลงตัวทั้งเนื้อหา/การตีความในมุมมองใหม่ๆ แต่ยังคงพื้นฐานตำนาน “แม่นาค” เอาไว้บทเพลงที่ไพเราะ (จากการสร้างสรรค์โดย ดารกา วงศ์ศิริไกวัล กุลวัฒโนทัย,ไก่-สุธี แสงเสรีชน, พลรักษ์ โอชะกะ) ในหลายแนวให้นักแสดงได้โชว์พลังเสียงปล่อยของกันแบบเต็มๆ เสียงโหยหวนในแบบโอเปร่าน้ำเสียงที่ออกมาช่วยเหตุการณ์นั้นๆ ของเรื่องหรือสบายๆ ในแบบประมาณเสียงของตัวละครบนเวทีงานด้านโปรดักชั่นยังคงออกมาเนี้ยบ เครื่องแต่งกาย/บ้าน ที่ให้ความเป็นชาวบ้านพระโขนง เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ง่ายๆ เบสิก แต่ให้ความสมจริง ใช้แสง/สี/แสง เข้ามาช่วยขยี้ความน่ากลัว

น้ำมนต์-ธีรนัยน์ ณ หนองคาย ยังคงโชว์ความสุดยอดในทุกๆ ด้านทั่งการแสดงในแบบละครเวที เสียงร้องอันทรงพลังทำให้ ออร่า/ความเด่นของ แม่นาค แผ่กระจายบนเวที  แม้จะไม่ปรากฏตัวบนเวทีก็ตาม ไต้ฝุ่น-กนกฉัตร มารยาทอ่อน ทำได้ดีกับบท “พี่มาก” เก่งทั้งการแสดงและร้องเพลง ส่งอารมณ์ รับ-ส่งกับนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดี และให้ภาพทิดมาก คนละรูปแบบกับที่ น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์ เคยเล่นบทนี้เอาไว้ ครูอ้วน-มณีนุช
เสมรสุต มาในบทร้าย “แม่ทิดมาก” ที่ทำให้ทุกคนเกลียด เอ๋-นรินทร ณ บางช้าง “หมอตำแย” ที่ผิดไปจากทุกตำนานที่นำเสนอทั้งน่าสงสารและสนุกสนาน คู่กับ เด๋อ ดอกสะเดา สัปเหร่อสามี ปุ้ม-อรวรรณ  เย็นพูนสุข ในบท “แม่ของแม่นาค” ผู้น่าสงสาร ญาณี ตราโมช พ่อที่ตัดขาด ลูกสาว ศรัณย์ ทองปาน “หมอผีที่โชว์” เสียงอันทรงพลัง ในแนวโอเปร่า รวมไปถึง คนใหม่ๆ อย่าง ลูกโป่ง-ภคมน บุณยภูติ ในบท “สายหยุด” ซันนี่-เสกรัก ชัยศรศรายุทธ กับบท “ไอ้เรือง” ที่ชอบ สายหยุด หรือ ดิษย์กรณ์ ดิษยนันท์ ที่รับบท “หลวงพ่อ” ทุกคนก็ทำได้ดี ในแบบของตัวเองคนละแบบของ คนเก่าที่เคยเล่นเอาไว้

การนำเสนอเรื่องราว เหมือนกับมีการแบ่งตัวละครออกเป็นคู่ๆ พี่มากกับแม่นาค แม่เหมือนกับสายหยุด  สายหยุดกับพี่มาก
ทิดมากกับแม่เหมือน สายหยุดกับไอ้เรือง หมอตำแยกับสัปเหร่อแม่นาคกับหมอตำแย พ่อกับแม่ของแม่นาคทุกคู่เน้นไปที่ การเกิด/การตาย การเริ่มต้นไปสู่จุดจบ จุดจบที่เป็นการเริ่มต้นใหม่ ทุกคู่ถูกโยงด้วยความรัก สุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะรักล้วนๆ ทุกสิ่งมี 2 ด้านมีบาลานซ์กันเสมอๆ เป็นสัจธรรม

10 ปีผ่านมาแต่ “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” ก็ยังคงสนุกดูกี่ครั้งก็ยังสนุก แม้จะจำเรื่องบทเพลงต่างๆ จนขึ้นใจและครั้งนี้นักแสดงชุดเดิมดูเข้าขากันมากขึ้น ในขณะที่คนใหม่ก็ทำได้ดีในแบบของตัวเองและชวนให้คิดถึงคนเก่าๆ ที่ไม่ได้ว่า ทั่ง น็อต-วรฤทธิ์, ปุยฝ้าย-ณัฎฐพัชร์วิภัทรเดชตระกูล (สายหยุด), ธานี พูนสุวรรณ (หลวงพ่อ) รัดเกล้าอามาระดิษ (เล่นสลับกับ ปุ้ม-อรวรรณ) ต่อ-ตระกูล จันทิมา (ไอ้เรือง)

“แม่นาค เดอะ มิวสิคัล” ฉลองครบรอบ 10 ปีทิ้งทวนปิดฉากบท “แม่นาค” ของ “น้ำมนต์” ได้อย่างสวยงามและสุดยอด
สมกับเป็นตำนาน สุดยอด ละครเวที ละครมิวสิคัล และละครเวทีของ“ดรีมบ็อกซ์” และคงเป็นละครเวทีเพียงเรื่องเดียว ที่ ดูไปดูไปน้ำตาไหลออกมาเองต้องปาดน้ำตาตลอดเวลา 3 ชม.กว่าๆ เศร้ามาก บีบคั้นอารมณ์ จริงๆ 10/10 สำหรับละครเวทีในดวงใจ ยังมีอีกหลายรอบการแสดง 22 พ.ย. / 19.30 น. 23 พ.ย. / 14.00 น. 24 พ.ย. / 14.00 น. 30 พ.ย. / 14.00 น. / 19.30 น. 1 ธ.ค. / 14.00 น. ณ เอ็มเธียเตอร์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/454207

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทางเดินมีไม่มากมีแค่ 2 ทางอยู่ที่เราจะเลือกเดินทางไหน?“วิม” ต้องก้าวเข้ามาสู่เส้นทางของ “ไสยเวทย์” หลังจากพ่อของเขาถูกคนลึกลับฆ่าตาย ทำให้เขาต้องมาพัวพันกับ “ครูเมย์”นักธุรกิจสาวใหญ่ ผู้ให้กำลังใจคนสู่ความสำเร็จ “การ์ตูน”ตำรวจสาวขาลุย “นาว” ดาราสาวอดีตคนรักเก่า จนมาถึง..“ผู้กองอิทธิ”มือปราบจอมขมังเวทย์ในตำนานผู้ถูกขังลืมในคุกอาคมมานานกว่า 15 ปี

ต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพชร กำกับ “จอมขมังเวทย์ 2020” ออกมาดูสนุกไม่แพ้ภาคแรก ชัดเจนในทางของหนังแอ๊กชั่นแฟนตาซี สู้กันทุกรูปแบบ อาวุธเบาอาวุธหนักหมัดมวย และคาถาอาคมที่มีให้ดูกันแบบเต็มอิ่มตั้งแต่เปิดเรื่องยันฉากสุดท้ายการดีไซน์คาถาอาคมทำได้ดีไม่ต้องพูดมากไม่ต้องอธิบายวิชาให้เสียเวลาซัดกันเห็นๆ จะจะ สัตว์อาคมมาหลายตัวโดยมีซีจีเข้ามาช่วยสร้างภาพที่ดูเนียนโอเค(อาจจะไม่ 100% แต่ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว) ดูดีกว่าในภาคแรก

ตัวเรื่องฉลาดพอที่จะไม่ย้อนไปถึงภาคแรกมากนักอิงไปแค่โยงตัวละครเข้ามาเล่าแบบรวบรัดตัดความ เอาแค่พอรู้ แต่ยังคงบรรยากาศโทนความเป็น “จอมขมังเวทย์” เอาไว้เหมือนเดิม การต่อสู้ของวิชาด้านดี/ด้านเลว มีตำรวจมาเกี่ยวข้องด้วย (เพียงแต่ไม่โฟกัสเท่าภาคแรก) และนำเอาคดีดังๆ การเมือง มานำเสนอด้วยภาพจำในตัว “จอมขมังเวทย์”ของ “นก-ฉัตรชัย” เพียงแค่นี้ก็พอจะทำให้นึกถึงภาคแรก(รวมไปถึงในละคร “เหนือเมฆ 2” มือปราบจอมขมังเวทย์ที่คาแร็กเตอร์รูปลักษณ์เดียวกัน) บทหนังอาจจะดูหลวมไปบ้างตัวละครบางตัวลอยไปลอยมา แต่บทหนังก็เล่าเรื่องได้สนุกไม่สับสนหรืองง!! ดราม่ากำลังดี มีเสียงหัวเราะมาเบรกบ้างบางช่วงแต่ไม่มาแย่งซีนในส่วนของแอ๊กชั่นน่าเสียดายที่อารมณ์ของหนังยังไม่สุด ดูขาดๆ เกินๆ การดึงความสัมพันธ์ของตัวละครกับคนดูมีหลายช่วงที่ยังไม่ดีนัก

หมาก-ปริญ สุภารัตน์ บทส่งมากๆ หล่อ เล่นได้ดีทั้งดราม่า/แอ๊กชั่น ช่วงแรกเหมือนจะเล่นคนเดียว จนพอเข้าเรื่อง พอนก-ฉัตรชัย ออกมา ก็อต-จิรายุ เริ่มมีบท ความเด่นในตัวหมาก อาจจะลดทอน เฉลี่ยๆ ให้คนอื่นบ้าง

นก-ฉัตรชัย เปล่งพานิช มาพร้อมออร่า พลังล้นเหลือทุกฉากที่ปรากฏตัวดูดี ชัดเจน ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย นกหญิง-สินจัย เปล่งพานิช ก็ดูดี กับบท ครูเมย์ นักธุรกิจสาวผู้มีเบื้องหลังด้วยความเป็นรุ่นใหญ่ ทั้งคู่ช่วยเพิ่มพลังให้กับเรื่องมากขึ้นมากมายตัวหนังพูดถึง ความสัมพันธ์ของ อิทธิ กับ ครูเมย์ แบบผิวเผิน น้อยไปนิด เลยทำให้ไม่อินนัก

ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล สุดยอดมากๆ เล่นดีดูเด่นเลวได้ใจ เลวจนเป็นธรรมชาติ ด้วยลีลาท่าทาง แววตา น้ำเสียง แอ๊กติ้งกวนๆ ดูเป็น จอมขมังเวทย์ รุ่นใหม่ที่ยากจะรับมือ เป็นคู่ปรับที่พอฟัดพอเหวี่ยง มีของเก่งพอๆ กับฝ่ายดี

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล อาจจะดู ก๋องแก๋งไปนิด กับบทการ์ตูน ตำรวจหญิงขาลุย ยังดีที่ดูไปๆ ค่อยๆ รู้สึกว่า น่ารักขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้หน้าตาที่แทบจะไม่แต่งดูเป็นธรรมชาติ บอกเลยชอบเธอจากเรื่องนี้ น่าเสียดายที่ แพร-พิชชาภา พันธุมจินดาสวยสมเป็นไอดอลสาวสวย บทน้อยไปนิด ยังไม่เห็นในตัวเธอมากนักนอกจาก..ความสวย

ทางเลือกมี 2 ทาง ปล่อยไปตามกรรมหรือว่าจะก่อกรรมเพิ่มจอมขมังเวทย์ในโลกนี้มีมากเกินไปแล้วจะเคยหรือไม่เคยดู“จอมขมังเวทย์” เมื่อ15 ปี มาก่อนก็สนุกได้พอๆ กัน (แต่ถ้าไม่เคยดูภาคแรก อาจจะงง ใครกันนะที่โผล่มาในติ่งแถมช่วงเครดิตท้ายเรื่อง) ชอบมันส์โดนใจระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จูดี้ การ์แลนด์ (Judy)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/451256

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จูดี้ การ์แลนด์  (Judy)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จูดี้ การ์แลนด์ (Judy)

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โดโรธี จาก พ่อมดแห่งอ๊อซ (The Wizard Of Oz) (1939) งานแจ้งเกิดให้กับ จูดี้ การ์แลนด์ ดาราเด็กน้อยผู้มีน้ำเสียงเป็นพรสวรรค์ จนมีหนังดีๆ งานอมตะ ตามออกมาอีกหลายเรื่อง

Judy  เล่าชีวิตในวงการบันเทิงที่เธอเริ่มตกต่ำ ไม่มีงานไม่มีบ้าน ต้องกระเตงลูกน้อยขึ้นโชว์เล็กๆ ในบาร์เล็กๆ ยามดึกแลกเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้สิทธิเลี้ยงลูกจากสามีเก่า จูดี้ต้องเหินฟ้า มาเปิดโชว์ที่ลอนดอน บนเวที The Talk of the Townโชว์ประสบความสำเร็จ ฮอลลีวู้ด ไม่ต้องการเธอ แต่คนลอนดอนคลั่งเธอในฐานะ ดาวค้างฟ้าที่นี่ อดีตวัยเยาว์ ตามมาหลอกหลอนได้เจอคนหลากหลายเข้ามาในชีวิต พบกับสามีคนที่ 5 กลายเป็นไอดอล คนรักร่วมเพศ เกย์ในยุคนั้นยุคที่สังคมยังไม่ยอมรับ

สุดท้าย อาการติดยา/มาสาย/ เอาแต่ใจตัวเองด่าแฟนเพลง ก็ส่งผลกับชีวิตเธออีกครั้ง วงการบันเทิง ทำลายชีวิตวัยเด็กของเธอ แต่ในบั้นปลาย เธอทำร้ายตัวเอง หรือใครทำลายเธอ?

ตัวหนังดัดแปลงจาก End of Rainbow ละครเวที ที่โด่งดังในออสเตรเลีย ในปี 2005 ก่อนจะเดินสายไปแสดงทั่วโลก นำเสนอชีวิตในบั้นปลายของ จูดี้ ผ่านจินตนาการความคิดของเธอ สลับกับการย้อนไปช่วงวัยเยาว์ โดยใช้ฉากแค่ 2 ที่ คือ ห้องพักของเธอในลอนดอน กับบนเวที The Talk of the Town ที่เธอขึ้นแสดงโชว์ นำเสนอในรูปแบบ ละครพูด มีการร้องเพลง/โชว์ประกอบ

The End of Rainbow ถูกดัดแปลงเป็น Judy ได้อย่างยอดเยี่ยม ความงดงามของละครเวทียังคงมีอยู่ครบถ้วนบนจอในรูปแบบของภาพยนตร์ได้แบบงดงามกลมกล่อม ถ้าไม่บอกว่า เคยเป็นละครเวทีมาก่อน ก็คงไม่รู้ แค่รู้สึกว่ามีกลิ่นหรือมีบางส่วนนำเสนอในแบบละครเวที

เรเน่ เซวีเกอร์ ได้รับบทเด่น และเธอแสดงได้แบบสุดยอด ทำให้เราเชื่อว่า เธอเป็น จูดี้ การ์แลนด์ ในช่วงตกต่ำ ทำให้สัมผัสรับรู้ชีวิตถึงช่วงบั้นปลายของดาราสาว เธอคนเดียวเอาหนังอยู่ แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่อง พลังการแสดงมาแบบจัดเต็มทั้ง การแสดง การร้องเพลง การโชว์ ให้ความรู้สึกเหมือนมาดู จูดี้ การ์แลนด์ มานำเสนอชีวิตตัวเอง ดูแล้วเราจะทั้งหลงรัก หมั่นไส้ เศร้า สงสาร ไปกับชะตากรรมของเธอ ชีวิตทั้งชีวิต 45 ปี ในวงการบันเทิง กับอายุ 47 ปี ตอนเสียชีวิตตลอดชีวิต เธอมีแต่ คำว่า วงการบันเทิง การแสดง แม้จะอยากอยู่กับครอบครัว กับลูกน้อยสุดที่รัก 2 คน ยังทำไม่ได้เรเน่ ถ่ายทอดตรงนี้ได้ดีจริงๆ

ฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ฉากโชว์เพลง Over the Rainbowเล่นเอาต่อมน้ำตาแตกปิดท้าย ขนาดต้องมานั่งปาดน้ำตากันเลยทีเดียว (รอบที่ดู เห็นหลายคนเดินปาดน้ำตากันแบบไม่อาย)

If happy little bluebirds fly Beyond the rainbow Why, oh why can’t I?

เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายยังคงก้องอยู่ในหัวตามออกมาจากโรง ปีนี้ เรเน่ เป็นตัวเก็ง สาขาดารานำหญิง อย่างแน่นอน เชียร์สุดใจ กับนางจริงๆ มารอลุ้นกันว่า ดาราอมตะสาวผู้ล่วงลับจะช่วยเธอได้รางวัล มาเยอะๆ กันนะครับ โดยเฉพาะ ออสการ์ตัวที่ 2 สำหรับเรื่องนี้ให้ 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ซีรี่ส์เรื่องล่าสุด ‘ทรูซีเจ ครีเอชั่น’ ดัดแปลงมาจาก Voice ซีรี่ส์ดังของเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/449634

x

โอ๊ยเล่าเรื่อง : VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ซีรี่ส์เรื่องล่าสุด ‘ทรูซีเจ ครีเอชั่น’ ดัดแปลงมาจาก Voice ซีรี่ส์ดังของเกาหลี

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อารัญ  (แอนดริว เกร้กสัน) นายตำรวจหนุ่มฝีมือเยี่ยม ต้องมาสูญเสียพิมพ์ดาว (จักจั่น-อคัมย์ศิริ) ภรรยารักจากฆาตกรโรคจิต ในขณะที่เขากำลังทำคดีสำคัญและเธอกำลังกลับบ้านพร้อมเค้กวันเกิดของสามี ไอริน (แพนเค้ก-เขมนิจ) ตำรวจหญิง จากหน่วยรับแจ้งเหตุ เป็นคนสุดท้ายที่ได้ยินเสียงฆาตกร จากการโทร.มาขอความช่วยเหลือจาก “พิมพ์ดาว” ก่อนตาย และในคืนเดียวกัน พ่อของไอริน ที่เป็นตำรวจสายตรวจ ก็ถูกฆ่าตายเหมือนกัน

“ไอริน” เชื่อแน่ว่าเป็นฆาตกรคนเดียวกัน ฆาตกรถูกจับแต่ “ไอริน” ให้การกับศาลว่าเขาไม่ใช่ฆาตกร ผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว “อารัญ” แค้น “ไอริน” คิดว่า เธอรับเงินจากฆาตกรสามปีผ่านไป “ไอริน” บินไปเรียนต่อที่อเมริกา ด้านการแยกแยะเสียงจนได้ทำคดีสำคัญให้กับ FBI  ส่วน “อารัญ” กลายเป็นนายตำรวจขี้เมา ปล่อยตัวไปวันๆ กรมตำรวจตั้งหน่วย “โกลเด้นไทม์”ขึ้นมา เพื่อเป็นหน่วยช่วยเหลือเหยื่อแบบเร่งด่วนก่อนจะเกิดเหตุร้าย “ไอริน” ถูกเรียกตัวมาเป็นหัวหน้าหน่วย และเธอก็ดึง “อารัญ” มาร่วมทีมงาน

“แอนดริว” เป็น “อารัญ” ที่ใช่เลย บุคลิกลักษณะของนายตำรวจประเภทดิบๆ เถื่อนๆ นอกกรอบ แต่เก่ง มีฝีมือลูกน้องรัก เจ้านายปกป้อง มาแบบเต็มๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นคนที่จมกับความทุกข์ รอการแก้แค้น เจ้าอารมณ์  แค่เห็นหน้าก็ชัดเจนในตัวละคร

“แพนเค้ก” มาแบบนิ่งๆ กับบท “ไอริน” เน้นการใช้อารมณ์จากข้างใน แสดงออกผ่านสีหน้าแววตาเป็นหลักดูเหมาะกับบทนายตำรวจหญิงที่มีสัมผัสพิเศษ เปิดตัวด้วยภาพของตำรวจที่อาจจะยังใหม่ ก่อนที่กลายมาเป็นนายตำรวจฝีมือเยี่ยม บุคลิกมาดดูดีจริงๆ

จริงๆ แล้ว พล็อตเรื่องเดาไม่ยาก “อารัญ” กับ “ไอริน”ต้องทะเลาะกัน ไม่ถูกชะตากันก่อนในช่วงต้นเรื่อง ก่อนจะต้องมีเหตุให้มาร่วมกันเพื่อค้นหาฆาตกรตัวจริงที่ฆ่าเมียรักกับพ่อ ความสนุกของเรื่องเลยอยู่ที่การตามดูความสัมพันธ์ของทั้งคู่ การสืบสวนคลี่คลายคดีต่างๆ ในแต่ละตอน ที่ย่อมเป็นคดีแปลกๆ ยากๆ ไม่ง่าย และมีนักแสดงฝีมือเยี่ยมมารับเชิญในแต่ละตอน พล็อตที่เก๋ไก๋ ต่างจากเรื่องอื่นๆ คือ การใช้เสียงมาใช้ในการคลี่คลายคดี ไม่ว่าเสียงจะดัง จะเบาแค่ไหนก็ถูกพิชิต

“ปีเตอร์-นพชัย” ทำ “VOICE สัมผัสเสียงมรณะ”ออกมาดูสนุก ชวนติดตามตั้งแต่เปิดเรื่อง เดินเรื่องไว ไม่ยืดยาดแจงรายละเอียดบุคลิก ตัวละครหลักๆ ในแบบสั้นๆ แต่รู้จักตัวละครนั้นๆ ได้แบบง่ายๆ และรวดเร็ว ภายใต้โปรดักชั่นที่พิถิพิถัน ภาพสวยมีความน่าสะพรึงกลัว สยองๆ ไปกับมุมกล้องกับการเคลื่อนกล้อง ใช้ดนตรีประกอบที่เข้ากับบรรยากาศในช่วงนั้นๆ ผสมผสานกับบทที่ชวนติดตาม มีชั้นเชิงหักมุมไปหักมุมมา และปิดท้ายด้วยทีมนักแสดงที่ฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งมารับบทหลัก อาทิ จักจั่น-อคัมย์ศิริ, ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์, ภัทร ฉัตรบริรักษ์,บีม-ศรัณยู, หยก-ภักฐ์สนัน ฯลฯ

แค่ตอนแรก EP1 ของ VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ก็สนุก จนละสายตาจากบนหน้าจอไม่ได้ แต่แทบจะรอดู EP ต่อไปไม่ไหว16 ตอน ของซีรี่ส์น่าจะสุดๆ ในทุกๆ ตอน ขณะเดียวกัน ดูไปๆก็ทำให้อยากหาต้นฉบับเวอร์ชั่นเกาหลีของเรื่องนี้มาดูจริงๆ ติดตามชม VOICE สัมผัสเสียงมรณะ กันได้ทุกวันจันทร์-อังคาร ทางช่อง True4 U เวลา 21.30 น. เริ่มตอนแรก 4 พ.ย.นี้

ทราบคำตอบแล้ว รีบส่งคำตอบมานะคะ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ (Maleficent Mistress of Evil)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/448183

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ  (Maleficent Mistress of Evil)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ (Maleficent Mistress of Evil)

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

กาลครั้งต่อมา ครั้งที่สอง…

หลังจาก “เจ้าหญิงออโรร่า” พ้นจากคำสาป และ “มาเลฟิเซนต์”ได้มาเป็นแม่ทูนหัวก็ตัดสินใจแต่งงานกับ “เจ้าชายฟิลลิป” เตรียมรวมเมืองมนุษย์กับเมืองมัวร์ดินแดนวิเศษเข้าด้วยกัน ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่าง “มาเลฟิเซนต์” กับ “ราชินีอิงกริต” พระมารดา “เจ้าชายฟิลลิป” จนทำให้เกิดสงคราม

หลังจาก “ดิสนีย์” นำเอาเจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beuty) (1959) กลับมาสร้างใหม่ในรูปแบบคนแสดงใน “มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ” (Maleficent) นำเสนอในมุมมองใหม่ๆ ผ่านทางนางฟ้าผู้สร้างคำสาปจากเข็มเครื่องปั่นฝ้าย จนหนังประสบความสำเร็จมากมายทั้งรายได้และคำชม (สิ่งที่ชอบมากๆ คือ รู้จักเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆเพิ่งจะรู้ว่าชื่อ “เจ้าหญิงออโรร่า” (ชื่อเหมือนร้านทองยี่ห้อดัง) “เจ้าชายฟิลลิป” และ “มาเลฟิเซนต์” หลังที่คุ้นชินกับคำชื่อตัวละครเพียงว่าเจ้าหญิงนิทรา, เจ้าชาย และนางฟ้าใจร้าย มาตลอด) จนมาปีนี้ 5 ปีให้หลัง ก็มี มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ (Maleficent Mistress of Evil)ภาคต่อตามออกมา

“แองเจลีน่า โจลี” รับบทเป็น “มาเลฟีเซนต์” ที่ดูดีทรงพลังไม่แพ้ภาคที่แล้วยังคงสวยสง่าสมกับเป็น “ราชินี” ของ “มนุษย์นก”
มีบทหลากหลายที่ทำให้หนังสนุก โดนใจจนคนดูต้องรัก มีครบรส อาทิ บทเปิ่นๆ ตอนเข้าร่วมงานเลี้ยง การผิดหวังเมื่อถูกคนรักหักหลัง
ความโกรธจนกลายเป็นความแค้น หรือแม้แต่การให้อภัยกับศัตรูฯลฯ พลังการแสดงของเธอเหลือล้น เด่นในทุกๆ ฉากที่ปรากฏตัวรอยยิ้มเธอช่างมีเสน่ห์ชวนหลงใหล

“แอล เฟรมมิ่ง” ในบท “เจ้าหญิงออโรร่า” สวยใส น่ารักภาพความเป็นเจ้าหญิงในนิทาน เด่นชัดออกมาแบบเต็มๆ จนอดไม่ได้ที่จะต้องหลงรักเธอตั้งแต่ต้นจนจบ

“มิเชลล์ ไฟเฟอร์” มารับบท “ราชินีอิงกริช” ดูสง่าสมกับเป็นควีนทั้งยังดูเป็นแม่ผัวตัวร้าย จอมวางแผน ทั้งสามสาวทำให้เรื่องดูเข้มข้นดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ความรู้สึกของความเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันน่ากลัวของผู้หญิง เป็นหนังผู้หญิงจริงๆ

ส่วนตัวละครผู้ชายทั้งหลายเลยโดนข่มจนหมด แพ้ทางพลังในตัวของฝ่ายหญิง ทั้งจากในตัวเรื่องคาแร็กเตอร์ตัวละคร และพลังของนักแสดง ไม่ว่าจะเป็น “เจ้าชายฟิลลิป, คิงส์จอห์น พระบิดา” สองผู้นำมนุษย์นก หรือแม้แต่ลูกน้องคนสนิทของ “มาเลฟิเซนต์” (จริงๆ แล้วบรรดาการ์ตูนดีสนีย์แนวๆ เจ้าหญิง เจ้าชาย ตัวละครฝ่ายหญิงจะเด่นมาตลอด)

“ฮาริส ดิกคินสัน” มารับบท “เจ้าชายฟิลลิป” แทน “เบรนตันทเวทส์” ที่แสดงไว้ในภาคแรก หน้าตาดูหล่อสมเป็นเจ้าชายหนุ่มแต่ไม่รู้เป็นไง ไม่รู้สึกถึงออร่าในตัวสักเท่าไหร่ “แซม ไรลี่ย์” กลับมารับบทเดิม “ดีอาวัล” อีกาสมุนคนสนิทผู้ชายตัวเอกที่น่ารักเหมือนเดิม

จากภาคแรกมาภาคนี้ตัวละครเดิมมีแค่ มาเลฟิเซนต์, เจ้าหญิงออโรร่า, เจ้าชายฟิลลิป, ดีอาวัล และบรรดาสามนางฟ้ากับผองสัตว์วิเศษในเมืองมัวร์ (ที่ชวนให้นึกถึงสัตว์ในตระกูลมาร์เวล) ตัวละครใหม่ๆคือบรรดาพระญาติกับทหารของฝั่งเจ้าชายที่เด่นๆ คือ ขุนพลคู่บัลลังก์กับทหารหญิงผู้เก่งกาจเล็กพริกขี้หนูของราชินี และสองผู้นำมนุษย์นกที่คนหนึ่งรักสันติ อีกคนหนึ่งคิดว่าต้องมีสงครามเพื่อความอยู่รอด

บรรยากาศของภาคนี้ดูกันแบบสบายๆ ในแบบแฟนตาซีแนวเจ้าหญิง-เจ้าชาย ชวนให้นึกสมัยเด็กดูการ์ตูนดิสนีย์ เพียงแต่เป็นคนเล่นซีจีเทคนิคพิเศษอลังการงานสร้างดูสมจริง ดูไปยิ้มไป มีผสมดราม่าที่ไม่ถึงกับเสียน้ำตา แอ๊กชั่นดูดี สนุกไปกับสงครามมนุษย์นกกับคน ในขณะที่ตัวเรื่องไม่ซับซ้อน พอเดาเนื้อหาได้ในภาคแรก ชัดเจนถึงการตีความ“เจ้าหญิงนิทรา” ในแบบใหม่ๆ สนุกไปกับมุมมองใหม่ๆ เน้นไปที่ “เจ้าหญิงออโรร่า” แต่ในภาคนี้ขยายเรื่องใหม่ข้ามฟากมาดูญาติๆ ฝั่ง “เจ้าชายฟิลลิป” ถ้าใครไม่ได้ดูภาคแรกหรือเริ่มเลือนรางไม่ต้องตกใจ ยังคงดูภาคนี้ได้อย่างสนุก ดูกันแบบเพลิน ระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ขุนแผนฟ้าฟื้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/446690

x

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ขุนแผนฟ้าฟื้น’

วันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งครั้งของ “ขุนข้างขุนแผน”ที่ถูกนำมาสร้างอีกครั้ง โดยครั้งนี้นำเรื่องราวความรักในช่วงวัยรุ่นของตัวละครหลักอย่าง “แก้ว/ช้าง/พิม”มาร้อยเรียงถึงที่มาที่ไปของความรักความสัมพันธ์เราสองสามคน โดย โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ นำ“ขุนช้างขุนแผน” มานำเสนอในรูปแบบสไตล์ของตัวเอง ฉีกแนวจากที่เคยทำ นำมาตีความใหม่ เพิ่มรายละเอียดตัวละคร เหตุการณ์ ใหม่ภายใต้เส้นเรื่องเดิมเป็น “ขุนช้าง-ขุนแผน” ในฉบับสนุกสนานเฮฮา เพี้ยนหลุดโลก ยังดีที่ตัวละครหลักๆ ขุนแผน,ขุนช้าง, นางพิม, กุมารทอง, ม้าสีหมอก, ดาบฟ้าฟื้นคนคุ้นมีภาพจำ (ถ้าตั้งชื่ออื่นก็สามารถทำให้เป็นอีกเรื่องได้แบบสบายๆ)

“ขุนแผนฟ้าฟื้น” ออกมาในโทนหนังแอ๊กชั่นตลกเฮฮา แจมความรักโรแมนติก โชว์ซีจี เทคนิคพิเศษแบบเน้นๆจัดหนักตลอดเรื่อง อัดแน่นไปด้วยการเสียดสี/ล้อเลียนสิ่งต่างๆ หยิบเอาใช้ ชนิดที่พูดปุ๊บเห็นปั๊บ เข้าใจกันได้ ไม่ต้องตีความอะไรกันมากมาย ซึ่งก็มีทั้ง ขำกระจาย แค่ยิ้มๆบางมุข อาจจะไม่เข้ากับการแปลงเป็นแฟนตาซีพีเรียด ทำให้ไม่ขำเป้กไปบ้าง มีการยำใหญ่ หนังหลายๆ เรื่อง มาขยำๆยำรวมๆ กัน ฉากหลัง ชวนให้นึกถึง เมืองใน “ตี๋เหยินเจี๋ย”เมืองใหญ่ในแบบแฟนตาซี ในส่วนฉากแอ๊กชั่นในแบบ โขม-กัองเกียรติ ที่คุ้นตากันดีอยู่แล้ว งานนี้เจ้าตัวเพิ่มความเพี้ยนต่างๆ ลงไปเพียบ

สำหรับการแสดงต้องขอบอกเลยว่าเรื่องนี้ มาริโอ้เมาเร่อร์ ดูลื่นไหลไปกับบท “แก้ว” ดูสบายขำๆ มีเสน่ห์เด่นทุกฉากทุกตอน ออร่าจับดูเด่นคนเดียว แบกหนังไว้คนเดียว แต่ด้วยบุคลิกตัวละคร ชวนให้นึกไปถึง “พี่มากพระโขนง” จนอดคิดเล่นๆ ไปว่า “แก้ว” คือชาติก่อนที่จะมาเกิดเป็น “พี่มาก” ด้าน ฟิลลิปส์- ณัทธนพล ทินโรจน์มาในบทของ “ช้าง” ที่ถูกดีไซน์ใหม่ ให้หล่อเหลาเก่งบทค่อนข้างเด่น เขาทำได้น่ารักในแบบของตัวเอง งานนี้บทหนังช่วยมากๆ ในการปิดความแข็งในการเป็นมือใหม่ในการแสดง แต่น่าเสียดาย เนื่องจากกลางเรื่องบทของ “หนุ่มฟิลลิปส์” น้อยไปซะดื้อๆ ทำให้ ในช่วงท้าย ดูไม่เด่นเท่าที่ควร อ้อ! ส่วนภาพจำ อ้วน หัวล้าน แม้จะตีความใหม่ ฉีกไปจากเดิม แต่ก็ไม่ได้ทิ้งในส่วนนี้

ส่วน ฟ้า-ยงวรี  งามเกษม เป็น “นางพิม” ที่สวยน่ารักพอกับทั้งสี่หนุ่มจะมา มะรุมมะตุ้มรุมรัก แถมที่แปลกตาไปจาก “นางพิม” ที่ผ่านๆ มาคือลุยๆ มีบู๊กับเขาด้วย หนังเสริมความสนุกด้วย ความน่ารักของ กุมารทองมะนาว น้องรถบัส(ภคพล) อาจารย์เดช ที่รับบทโดย ต๊อก-ศุภกร กิจสุวรรณผู้เรืองอาคม หรือ “แสงตรีเพชรกล้า” ตัวร้ายอาคมเพียบที่ได้ปราโมทย์ แสงสร มาจัดเต็มให้ หรือลูกคู่สองหนุ่มคู่หูของแก้วรวมทั้ง ริท-เรืองฤทธิ์ มาน้อยๆ แต่ฮาน่ารัก

ถือได้ว่า “ภ.ขุนแผนฟ้าฟื้น” ดูสบายๆ ครบรสในแบบหนังไทย แฟนตาซีพีเรียดย้อนยุค แอ๊กชั่นแบบคุ้นตาซีจีตระการตา ฉาก/เครื่องแต่งกาย ตัวละครในแบบการ์ตูนๆขาดก็แต่เพียง อีโรติก ภาพจำของ “ขุนแผน- นางพิม” ดูได้เรื่อยๆจนไม่รู้สึกว่าหนังยาวถึง 138 นาที หรือ 2.18 ชม. แถมยังทิ้งท้ายให้ภาคต่อมีติ่งต่อท้ายเครดิตอีก งานนี้ให้ระดับความสนุก 8/10 คะแนน