โอ๊ยเล่าเรื่อง : ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/445159

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra)

วันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนออกค้นหาสิ่งไกลตัว

เราได้ค้นพบคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวหรือยัง

มองหาแต่สิ่งไกลตัว ที่ไม่มีอยู่จริง

จนลืมมองสิ่งที่มีอยู่จริง ตรงหน้า

ประวัติศาสตร์ จะตัดสินทุกสิ่ง ทุกอย่าง

นักบินอวกาศ รอย แม็คไบรด์ นักบินอวกาศ ออกเดินทางข้ามระบบสุริยจักรวาล เพื่อตามหาพ่อนักวิทยาศาสตร์ฝีมือเยี่ยมที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เพื่อคลี่คลายปริศนาความลับที่กำลังคุกคามชีวิตมนุษย์บนโลก

แบรด พิตต์ กับงานใหม่ ที่ทั้งอำนวยการสร้างและนำแสดงเอง ที่จะพาผู้ชมเดินทางสู่อวกาศ

ประเด็นหนังพูดถึงการเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก นำเสนอในรูปของดราม่า ค่อยๆ เดินทางไปข้างหน้าแบบเรื่อยๆ เนิบๆ ค่อยๆ เขยิบไปข้างหน้า ช้าแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ใจจ่อกับการเดินทางของรอยที่ดูเวิ้งว้าง อ้างว้างมุ่งไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

ท่ามกลางบรรยากาศอันเวิ้งว้างไกลสุดหูสุดตา เงียบๆ ของห้วงอวกาศ ที่มีแค่ดวงดาวกับยานที่เดินทาง หนังนิ่งๆ โปรโมชั่นไม่ใหญ่มากนัก แต่ให้บรรยากาศความเป็นจักรวาล หนังแนววิทยาศาสตร์ มีกลิ่นอายของหนังเขย่าขวัญแทรกอยู่พอๆกับความรู้สึกของหนังไซไฟที่น่าจะมีรอดูฉากแอ๊กชั่นระทึกขวัญ

หนังเริ่มต้นจากการชวนค้นหาตามดูค่อยๆ หาคำตอบเดินทางไปเรื่อย ก่อนจะปิดฉากแบบไม่ยากเกินความเข้าใจชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความมากมาย

ให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

มากกว่าจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้

สิ่งที่ระทึกที่สุดคือการแสดงของ แบรด พิตต์ ที่แบกหนังไว้คนเดียวทั้งเรื่อง ทำได้ดีจริงๆ สุดยอดในการแสดง ที่ไม่ต้องเยอะ หรือโอเวอร์ มากๆ เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่สุดยอด ส่งอารมณ์ตัวละครที่ออกตามหาพ่อ ความเหงา หรือการค้นหา ออกมาได้แบบจัดเต็ม

ยิ่งช่วงไคลแมกซ์ที่ตัวรอย มีต่อพ่อของเขา น้ำตาค่อยๆ ไหลอาบแก้ม!! บอกเลยสุดยอด

ยิ่ง Ad Astra ออกฉาย และได้ดู ไล่ๆ กับ กาลครั้งหนึ่งใน…ฮอลลีวู้ด (once upon a time in hollywood) บอกเลยว่าแบรด พิตต์ สุดยอดจริงๆ เป็นนักแสดงที่เก่งกาจจัดจ้าน ที่หลายคนอาจจะลืมเลือน หรือมองข้ามไปแล้ว น่าจะเป็นปีทอง กับการเข้าชิงรางวัล จากทั้ง 2 เรื่อง และน่าจะเป็นปีที่ทำให้ สาขาดาราชาย สนุก/น่าลุ้น เล่นดีเล่นเก่งกันหลายคน

นอกจากนี้ ตัวหนังยังได้ ทอมมี่ ลี โจนส์, โดนัลด์ซูเธอร์แลนด์, จอห์น ออร์ทิส, เจมี เคนเนดี้, รูธ เนกกา และลิฟ ไทเลอร์ ที่มากันแบบไม่มาก ไม่เยอะ แต่ดูดีต่อใจ ช่วยเพิ่มความเยี่ยมของหนังให้มากขึ้น

ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra) อาจจะงงๆ งวยๆ ไปบ้างเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้ดูยากเกินความเข้าใจ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปในช่วงอวกาศ แบบปล่อยใจสบาย หรือแค่ ไปดู แบรด พิตต์ โชว์ความจัดจ้านในงานแสดงก็คุ้มแล้วครับ

แต่ย้ำทิ้งท้ายอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่หนังแอ๊กชั่น ตูมตาม ระทึก แต่เป็นหนังที่ ดีต่อใจ ดีต่ออารมณ์จริงๆ นะ

ได้ใจไปเต็มๆ โดนๆ 9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/443603

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers)

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากบทความใน “นิตยสารนิวยอร์ก” นำเสนอชีวิตของกลุ่มสาวๆ เปลื้องผ้ารูดเสา ที่รวมตัวกัน ยั่ว หลอก เงินจากหนุ่มๆ ใน วอลสตรีท  ปี 2015

เดททินี สาวจีนสาวรูดเสาในบาร์ที่กำลังตกอับไร้ลูกค้า ต้องดูแลแม่กับลูกสาว ได้มาเจอกับ ราโมนานักรูดเสารุ่นพี่ จึงจับมือกันวางแผนล่อหลอกเงินลูกค้าผู้ชาย จนลืมตาอ้าปาก ชีวิตดีขึ้นๆ จากแก๊งเล็กๆ ขยายใหญ่โตมีลูกทีมเพิ่มขึ้นความวุ่นวาย ปัญหาต่างๆ เริ่มเข้ามาหาสาวๆ

เจนนิเฟอร์ โลเปซ มาแบบจัดเต็มพลังล้นออร่าแจ่มในทุกฉากทุกตอน ดูแล้วเชื่อว่าเป็นนางโชว์รูดเสารุ่นเก๋าเจนเวที ในขณะเดียวกัน ก็ฉายแสงความเป็นพี่ใหญ่หัวหน้าแก๊งที่พร้อมจะดูแลน้องๆ ในทีม เธอดูดีมีออร่าตลอด ไม่ว่าจะตอนรุ่งโรจน์หรือตกต่ำ ยังไงก็ดูดี ราโมนา ในแบบของ โลเปซ ให้ความรู้สึก กับเหยื่อ หรือคนภายนอกดูลึกลับเจ้าเล่ห์ พร้อมตะครุบเหยื่อ แต่กับน้องๆ ในทีมดูอ่อนโยน เหมือนแม่นกปกป้องลูกนก แต่ก็พร้อมที่จะสละลูกๆ เพื่อเอาตัวรอด และอีกความรู้สึกคือ เหมือนบ้านนอกโง่ๆ พอมีเงิน พร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ไม่คิด

เดททินี อาจจะดูไม่สวยเริ่ด ไม่สะดุดตา ออร่าไม่แจ่มแต่ก็มีบางอย่างที่พอดึงดูด ทำให้เหยื่อติดกับ หนังให้ภาพที่ชัดเจน ปกติดูธรรมดาจนไร้ลูกค้า แต่พอแต่งองค์ทรงเครื่องก็ไม่ธรรมดาจริง ตอน สแตนด์ วู ดูเหมาะกับบท เดททินีในแบบที่กำลังพอดี ทำให้ตามดูชีวิตของนางไปได้แบบไม่เบื่อในตอนที่มาคนเดียว ก็เอาเรื่องอยู่ พอเพิ่มตัว ราโมนา เข้ามาทำให้หนังดูสนุก ลัลลา!! ขึ้นมาทันที

หนังดูสนุก เล่าเรื่องราว ในมุมของ เดททินี ผ่านนักข่าวสาว เป็นมุมมองเพียงด้านเดียว มีการแทรกคุยกับคนอื่นๆ บ้างนิดหน่อย โดยเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์ เจอกัน รวมทีม แจ้งเกิด ขยับขยาย ตกต่ำก่อนจะถึงบทสรุปของแต่ละนาง ตามดูชีวิตของ เดททินีเป็นหลัก ทั้งเรื่องราวส่วนตัว ความคิด ไปพร้อมกับ ราโมนาที่เข้ามาช่วยเสริมเติมแต่งเติมชีวิตให้กับ เดททินี ส่วนสาวคนอื่นๆ ชัดเจนในการนำเสนอชีวิตไปในแบบสนุกสนานเฮฮา ไม่ลงลึก มาผิวๆ แต่มากำลังพอดีๆ

ตัวหนังดูสนุกครบรส ทั่งในส่วนของดราม่า ชีวิตของสาวๆ แต่ละนาง ที่นำเสนอแบบพอให้เข้าใจตัวละครไม่ขยี้จนรันทดเกินไป เน้นๆ ไปที่ความสัมพันธ์ของสาวๆที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวในแก๊ง ขำๆ ไปกับการล่อหลอกเหยื่อผู้ชาย การใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ความโก๊ะๆ ของแต่ละนาง จะขาดก็แค่ ไม่มีฉากรักโรแมนติก ฉากบู๊แอ๊กชั่นหรือฉากเลิฟซีน มากสุดแค่ยั่วยวน

ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers) ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆเนื้อเรื่องไปหนักเกิน หรืออ่อนปวกเปียกเกินไป ขำหัวเราะไปได้เป็นระยะแค่โดนสาวๆ ยั่วยวน ก็อยากโดดเข้าไปให้ถูกหลอกในจอ กันเลยทีเดียว หนังเล็กๆ หนังผู้หญิงเน้นๆ ผู้ชายทุกคนเป็นแค่ตัวประกอบ (จริงๆ) สนุกสนานระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘แรมโบ้ 5’นักรบคนสุดท้าย (Rambo : Last Blood)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/441965

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘แรมโบ้ 5’นักรบคนสุดท้าย (Rambo : Last Blood)

วันเสาร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักรบเดนตาย (First Blood) หนังแอ๊กชั่นเล็กๆ ในปี 1982 ที่แจ้งเกิดในกับ จอห์น แรมโบ้ บนจอดัน ซิสเวสเตอร์ สตอลโลนขึ้นเป็นพระเอกนักบู๊ก่อนที่ แรมโบ้ (Rambo : First Blood) 1985 จะกลายเป็นหนังโกยเงินถล่มทลาย จนทำให้เกิดหนังชุดนี้ตามมาอีก 2 ตอน คือ Rambo 3 (1988) กับ Rambo (2008) มาวันนี้ จอห์น  แรมโบ้ กลับมาอีกครั้งพร้อมประกาศปิดตำนาน

จอห์น แรมโบ้ กลับมาใช้ชีวิตแบบสงบๆ อยู่กับเด็กสาวที่เขาเก็บมาเลี้ยงพร้อมกับยายของเธอ ในไร่ในบ้านเกิดของเขาจนวันหนึ่งเด็กสาวรู้ข่าวพ่อแท้ๆ จึงเดินทางไปหาพ่อในเม็กซิโกจนไปพัวพันกับแก๊งค้ายา/ค้าเด็กสาว แรมโบ้จึงต้องหวนกลับมาออกรบด้วยตัวคนเดียวอีกครั้งเพื่อช่วยหลานสาว คนในครอบครัวที่เหลืออยู่

บรรยากาศหนังชวนให้นึกถึงนักรบเดนตายภาคแรก ที่มาพร้อมกับบรรยากาศอันกดดันของตัวละคร ก่อนจะค่อยๆ ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง สิ่งเดียวที่ยังคงความเป็นหนังชุดนี้คือตัว แรมโบ้กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แค่เห็นหน้าท่าทางบนจอรู้สึกชัดๆนี่คือ แรมโบ้ ไม่ใช่ตัวละครตัวอื่นตัวหนังเปิดตัวด้วย ครอบครัวเล็กๆที่มีเพียงย่า หลาน และลุงจอห์น ค่อยๆ สร้างความรู้สึกผูกพันให้คนดูเข้าถึงตัวรู้สึก เน้นดราม่าหนักล้วนๆ ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาลุยแหลกคนดูจะได้สะใจ

ไม่รู้เป็นเพราะความแก่ ความสูงวัยของทั้งตัวละครอย่าง แรมโบ้ หรือนักแสดงอย่าง ซิลเวสเตอร์ หนังจึงเน้นไปในส่วนของดราม่า กว่าจะถึงฉากแอ๊กชั่นลุยแหลก รอจนเกือบลืมไปเลยว่ามาดูหนังแอ๊กชั่น บรรยากาศ/โทนหนังแบบนี้ชวนให้นึกถึงนักรบเดนตายภาคแรกของหนังชุดนี้ ที่ค่อยๆ สร้างความกดดันของตัวละครก่อนจะระเบิดออกมามากกว่าตอนอื่นๆ ที่เน้นขายฉากแอ๊กชั่นแบบเนื้อๆ เน้นๆ

เอาเข้าจริงๆ ฉากแอ๊กชั่นในภาคนี้มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่มาเร็วจบเร็ว แต่ดูรุนแรง โหดเน้นๆ เลือดพุ่งกระจาย ชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงแนวโหดๆ ทั้งหลาย หลายตอนไม่ต้องมากมานิดเดียวแต่ก็เสียวสันหลังจนต้องปิดตา พอมาฉากแอ๊กชั่นโชว์ในช่วงไคลแม็กซ์ ช่วงท้ายเรื่อง งัดเอาการต่อสู้ที่โชว์ความเก่งความเก๋าเกมส์ เป็นสุดยอดนักรบในสงครามออกมาเต็มที่ อาวุธครบทั้งง่ายๆ ของใกล้ตัว มีด ดาบ ธนู เรื่อยไปจนถึงอาวุธหนักๆปืน ระเบิด กับดักนานาชนิด ซึ่งทำให้ภาพเก่าๆ ของหนังชุดนี้ค่อยๆ ฟื้นกลับมา

ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ยังคงความเป็น จอห์น แรมโบ้ได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือริ้วรอยแห่งความชรา ยังคงดูดีทั้งในฉากดราม่า ฉากแอ๊กชั่น กับในส่วนของหลานสาวอาจทำให้คนเศร้าพอบทโหดก็โหดได้ใจ ใครที่ไม่เคยดูหนังชุดนี้มาก่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะดูภาคนี้ไม่รู้เรื่อง สบายใจได้ แต่ถ้าเป็นแฟนหนังชุดนี้ยังมีดนตรีประกอบ เพลงธีมที่คุ้นๆ ท่าแอ๊กชั่นเก๋ๆ ประจำตัว แรมโบ้ มาให้นึกถึงตอนเก่าๆ ที่พิเศษกว่านี้คือในช่วงท้าย มีการประมวลภาพจากภาคแรกมาถึง ภาค 5 ภาคล่าสุดนี้ด้วย

ภาพรวมๆ ของ แรมโบ้ 5 นักรบคนสุดท้าย (Rambo : Last Blood) อาจจะดูเรื่อยๆ เนือยๆ เมื่อเทียบกับหนังในยุคนี้พ.ศ.นี้แต่ก็ยังพอดูได้แบบเพลินๆ โดยส่วนตัวแล้วชอบที่หนังพยายามคงความเป็นแรมโบ้ดั้งเดิมเอาไว้ ไม่จับมาลุยกับอาวุธสมัยใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เหมือนที่หนังยุคนี้นิยมทำกัน ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆแต่เมื่อได้ความโหด ความรุนแรงแบบมาน้อยๆ แต่จัดหนักจัดเต็มเอาไปเลย 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กดีที่ไหน? (Good Boys)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/440498

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กดีที่ไหน? (Good Boys)

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตอนได้ดูตัวอย่างหนังกับชื่อไทยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นแค่หนังตลกร้ายเน้นลามกผ่านตัวขายที่เป็นเด็กและเดาเรื่องได้ไม่ยากแต่พอได้ดูหนังจริง กลับไม่ใช่ อย่างที่คิดหนังขายเด็กที่กำลังจะโต ที่กำลังทำความเข้าใจเรื่องเซ็กซ์และเรื่องที่คิดว่า เดาได้ นั้น ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย

แม็กซ์ เด็กน้อยผู้มุ่งมั่น จะจูบ สาวน้อยในฝันเพื่อนร่วมชั้นเรียน ธอร์ ผู้มีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลง แต่กลับพยายามทำให้สิ่งที่คนอื่นยอมรับ โดยเฉพาะการดื่ม ลูคัส เด็กผิวสีตัวอ้วน ผู้กำลังมีปัญหา พ่อแม่หย่าร้าง แต่พยายามทำตัวเป็นผู้นำ

เรื่องวุ่นวาย เกิดขึ้น เมื่อ แม็กซ์ ต้องไปงานปาร์ตี้จูบครั้งแรก ทั้งสามศึกษาเรื่องการจูบ เลยแอบเอา โดรนของพ่อไปส่องสาวข้างบ้าน แต่พลาดโดรนถูกยึด ปฏิบัติการเอาคืนจึงเริ่มต้นขึ้น ฮาๆ ขำๆ ไปกับ “เซ็กซ์ทอย” โดรนของพ่อสองสาววัยรุ่นกับยา? ตำรวจออกเวร แก๊งเด็กในโรงเรียนกลุ่มเด็กโตขายยา ฯลฯ

สนุกสนานเฮฮา ไปกับความวุ่นวาย ของเด็กที่กำลังโต กำลังเรียนรู้ หนังเน้นไปที่เรื่องเซ็กซ์ เป็นหลักแต่อยู่ภายในขอบเขตที่กำลังพอดี แค่ขำๆ ไม่เล่นเกินกว่าวัย 12 ปี ของตัวละคร เรื่องเซ็กซ์ที่นำมาเล่นนั้น เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดีในชีวิตจริง จนหลายมุขไม่จำเป็นต้องอธิบายแค่เห็นก็หัวเราะเข้าใจสิ่งที่เห็นบนจอตัวหนังเดินเรื่องไวไม่ชักช้า เรื่องราวเกิดขึ้น 2 วันจบ ตามดูเด็กๆ ว่าจะเล่นอะไร เป็นมุขสั้นๆ ต่อมุขกันไป แต่ส่งตัวเชื่อมต่อกันได้แบบลงตัว แม้ตัวหนังจะออกมาขำๆ แต่หนังก็ยังชัดเจนในสาระที่นำเสนอ คือ เรื่องของเด็กที่กำลังก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่วัยมัธยม อาจมีความรู้ความเข้าใจในแบบเด็กๆ ผิดบ้างถูกบ้างบางเรื่อง อาจต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มิตรภาพของเพื่อน และความเข้าใจของครอบครัวตอนจบบทสรุปสุดท้าย คือใช่เลย เด็กๆ โตขึ้น แล้วจริงๆ จบได้แบบสวยงาม อย่างที่ควรจะเป็น

จาค็อบ เทร็มเบลย์, เบรดี้ นูน และ คีธ แอล.วิลเลี่ยม 3 เด็กน้อย ที่เล่นกันได้แบบเข้าขา ผ่านคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้หลายๆ มุข อาจจะธรรมดาๆ ไม่มีอะไรใหม่ กลับออกมาดูดี ตลก เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด มาเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นเด็ก เด็กเล่นได้ดีแม้เรื่องจะ สัปดน  มุขใต้สะดือ แต่ด้วยการนำเสนอที่กำลังพอดี เลยทำให้ ตัวหนังลดความรุนแรง ถ้าเพิ่มวัยให้โตขึ้นอีกนิด ความรู้สึกโทนหนังจะเป็นอีกแบบ คงไม่ขำและรู้สึก มุขซ้ำไม่น่าดูเท่าไหร่ โดยมี ตัวละครตัวอื่นๆ ทั้ง เด็ก/ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยส่ง ช่วยทำให้เกิดความขำกระจาย ได้แบบไม่น่าเบื่อเด็กดีที่ไหน? (Good Boys) หนังสัปดี้สัปดน ในแบบเด็กๆ ที่ดูเพลินๆ ขำกระจาย ฮาก๊ากๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ใหญ่/เด็กโตสนุกสนานแน่นอน แต่ถ้าเด็กน้อย อาจจะต้องมีผู้ใหญ่ชี้แนะสักนิดหนึ่ง สนุกสนานระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิท โผล่จากนรก 2 (It : Chapter Two)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/438641

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิท โผล่จากนรก 2 (It : Chapter Two)

วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

It นิยายสยองขวัญของ สตีเฟ่น คิง ที่เคยถูกสร้างเป็นมินิซีรี่ส์ในปี 1990 (ในชื่อไทย อสูรกายขุมนรก) ที่ได้รับคำชมมากมายIt ถูกนำมาขึ้นจอเงินเป็นครั้งแรก โดยแบ่งเป็น 2 ภาค 2017 วัยเด็กและ 2019 วัยผู้ใหญ่ IT สร้างปีศาจร้าย เพนนี่ ไวส์ ตัวตลกผู้มาพรากชีวิตเด็กๆ จากฝันร้ายของตัวเอง จนเกิดกรณีเด็กหายในเมืองเล็กๆ เดอร์รี่ ก่อนที่จะถูกเด็กๆ กลุ่มเด็กขี้แพ้ ปราบลงสำเร็จและทุกคนสัญญากันว่าจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งถ้ามันกลับมา

27 ปี ผ่านมา เพนนี่ ไวซ์ ปรากฏตัวอีกครั้ง กลุ่มขี้แพ้ กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อจัดการปีศาจร้ายและปมในใจที่ซ่อนลึกในใจถูกปลุกขึ้นมาเพื่อแก้ให้เด็ดขาด สิ่งที่ It ต้องการนำเสนอคือเรื่องของมิตรภาพเพื่อน ความสามัคคีของคนขี้แพ้ ปมในใจที่หลอกหลอนผู้คน โดยมีปีศาจตัวตลกร้าย มาสร้างความสยอง It ภาคสอง ไม่เพียงแต่ตัวละครจะโตขึ้น การนำเสนอเรื่อง สิ่งที่โผล่บนจอก็โตตามไปด้วย ฉากสยองเห็นเลือดเห็นเนื้อสยองมากขึ้นขยี้ตลอดเวลา ภาคแรกมาไม่เยอะ แต่เน้นๆ ภาพปีศาจ/ผีร้ายมาแบบเน้นๆ ขาย ซีจี มาเรื่อยๆ ทำให้บรรยากาศความน่ากลัวเกิดจากซีจี มากกว่าสยองจากตัวผี

ตัวหนังเดินเรื่องกับ 7 เพื่อนรักในวัยผู้ใหญ่ ตัดสลับกับเหตุการณ์ในวัยเด็ก (มีทั้งที่มีในภาคแรก&เพิ่งเห็นพร้อมกัน) ที่ช่วยเสริมทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น กับการเผชิญหน้าในปัจจุบัน ที่สลับไปมาระหว่างตัวเด็กกับตัวโต ทำให้ภาพของการแก้ปมในใจของทุกคนได้ชัดเจนขึ้น ภาคนี้ตัวหนังขยายความแน่นๆ เน้นๆ ไปที่ตัวแก๊งเด็กขี้แพ้ในแบบที่ให้น้ำหนักเท่าๆ กัน เรื่องเลยเยอะ เลยทำให้ความยาวหนังยาวถึง 2.49 ชม. แต่หนังเล่าเรื่องได้แบบสนุกเล่าเรื่องเพื่อนไป ส่งตัวตลกร้ายมาหลอกหลอนเรื่อยๆ แทรกมุขตลกฮาๆ เข้ามาตลอด

นักแสดงเล่นดี เข้ากับบททุกตัว ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เจสซิก้า แชทแทน กับ เจมส์ แม็คอะวอยท์ ดูมีพลัง นำทีมเพื่อนๆ ได้ดีตัวละครเด็กๆ แม้จะเป็นแค่ตัวแทรกเข้ามาแต่ก็ขโมยความเด่นได้ตลอด(รู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนเด็กจะโตขึ้นหน้าตาเปลี่ยนไปจากภาคแรก) และ บิล ชาร์ดการ์ท กลับมารับบท เพนนี่ ไวซ์ อีกครั้งเมื่อเทียบกับฉบับมินิซีรี่ส์ It ภาคแรก เดินเรื่องแบบเดียวกัน เปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง ในขณะที่ภาค 2 นี้ โครงสร้าง/เส้นเรื่องใกล้เคียงกัน แต่มีการเปลี่ยนรายละเอียดไปมากมายแบบชัดเจน ถ้าไม่ได้สร้างจากนิยาย ชวนให้นึกไปว่ามีการตีความใหม่ (จนดูแล้วอยากรู้เลยว่าฉบับไหนเหมือนในนิยายมากกว่า)

การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คือ การเพิ่มเรื่องวัยเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องกับตอนโต วิธีการปราบ เพนนี่ ไวซ์ การโยงตำนานโบราณเข้ามา รวมทั้งบทเฉลยของตัว เพนนี่ ไวซ์ ที่ไม่เฉลยชัดเจนแต่พอจะเดาออก (ตรงนี้ชอบมากกว่าฉบับซีรี่ส์ ที่เป็นจุดเดียวที่ไม่ชอบเวอร์ชั่นนั้น)

หรือแม้แต่บทสรุปของ บิล นักเขียนกับจักรยาน กับคู่ของเบน เด็กอ้วนเด็กใหม่ กับ เบฟ ในซีรี่ส์ ดูดี ประทับใจ ดีกว่าเยอะ ก่อนที่จะดู อิท โผล่จากนรก 2 (It : Chapter Two) ควรที่จะดูภาคแรกก่อนถ้าดูภาคนี้เลยก็ยังพอได้ แม้จะมีการย้อนไปพอควร แต่อาจจะไม่เข้าใจตัวละคร ที่มาที่ไป หรืออินมากนักส่วนตัวแล้วรักฉบับมินิซีรี่ส์มาก (แค่ไม่ชอบบทเฉลย เพนนี่ ไวซ์ตอนจบ) และฉบับนี้แม้จะดีแต่ก็มีบางส่วนที่ดึงอารมณ์ไม่สุด สำหรับเรื่องนี้ให้ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘น้ำเงินแท้ เดอะ มิวสิคัล’ ละครเพลงแนวการเมือง ฉลอง 33 ปีของ‘ดรีมบ๊อกซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/437027

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘น้ำเงินแท้ เดอะ มิวสิคัล’ ละครเพลงแนวการเมือง ฉลอง 33 ปีของ‘ดรีมบ๊อกซ์’

วันเสาร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องราวของ “ต้นแสง” นักเขียนคอลัมน์การเมืองในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ต้องโทษในคดีที่ไม่ได้ทำใน “คดีกบฏบวรเดช” จนกลายเป็นนักโทษการเมือง เพียงเพราะปากกาของเขาเพียงด้ามเดียวที่ดันไปตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ชีวิตของ“ต้นแสง” ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล และยังโยงไปถึง “ประจักษ์” เพื่อนรักนายทหารอนาคตไกล “สุนันท์” สาวคนรักแม่ของ“ต้นสาย” และเพื่อนๆ ที่ต้องโทษด้วยกัน

จากบทประพันธ์ของ “วินทร์ เลียววาริณ” ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นละครเพลงที่น่าจะครบถ้วนในสิ่งที่ตัวนิยายต้องการนำเสนอการนำเอานิยายที่มีเค้าโครงสร้างเรื่องจริงมีตัวตนจริงๆ ย้อนอดีตกลับไปไกล 60-70 ปี แถมเป็นเรื่องการเมืองย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำเสนอให้ดูสนุก แค่เข้าใจเรื่องยังไม่ง่ายเลย

ขณะละครเวทีธรรมดาๆ แนวการเมืองยังยากในการทำให้ดีและดูสนุกแต่นี่ “ดรีมบ๊อกซ์” ยังเพิ่มความยากด้วยการทำเป็นมิวสิคัลในแบบละครเพลงที่ร้องตลอดเรื่องบทสนทนายังร้องเป็นเพลง เรียกได้ว่า “ดรีมบ๊อกซ์” ทำได้ “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ดูสนุก เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ยากต่อการเข้าใจ สรุป/ย่อยเหตุการณ์ต่างๆ ตัวละครที่แค่ชื่อก็จำยาก ออกมาได้ดีทำให้ละครออกมามีครบทุกรส ดราม่า ระทึก สนุก ขำๆ น้ำตา และสาระทางการเมือง ตามที่ผู้ประพันธ์ต้องการนำเสนอ

บทเพลง เนื้อร้อง อันเป็นหัวใจของละครเพลงแนวมิวสิคัลแท้ฟังเพราะลื่นไหล ไม่ฟังแล้วสะดุด มีหลายแนวเพลงตามอารมณ์/บรรยากาศของเหตุการณ์/เรื่องราวของตัวละครในขณะนั้นๆทำให้อินไปกับเรื่อง ตรึงอยู่กับละครได้ตั้งแต่ต้นจนจบ หลายคนที่เคยบ่นว่าละครเพลงแนวนี้ในบ้านเราหลายเรื่อง ฟังแล้วมักจะขัดๆ คำพูดในชีวิตจริง หรือเสียงในการร้องสื่อความหมายอาจจะแปร่งๆ แต่เรื่องนี้บอกเลยว่าไม่ เพลงสมูทสุดๆ

“เก้ง” เขมวัฒน์ เริงธรรม รับบท “ต้นแสง” ได้แบบมีพลัง แรกๆ อาจกลืนไปกับคนอื่น แต่ค่อยๆ เด่นขึ้น จนแบกเรื่องไว้ได้ทั้งหมด โดยที่ไม่ขโมยความเด่น ตัวละครตัวอื่นๆ ฉากแอ๊กชั่น/การแสดง/เสียงร้อง ทำให้เห็นถึงพัฒนาการของต้นแสง และฝีมือการแสดงของ ตัวเก้ง อีก

“แนน” สาธิดา พรหมพิริยะ ดีงามมากๆ กับตัว “สุนันท์”บทนำ บทนางเอกที่มาเสริมเรื่องให้เด่นขึ้น พลังเสียงสุดยอดมากๆ มาไม่เยอะ แต่กำลังดี ดูเธอจะเหมาะกับการเข้ามาช่วยเสริมให้ละครเพลงมีพลังมากขึ้น นักแสดงคนอื่นๆ เล่นได้ดีทุกๆ คน

สุวรรณดี จักราวรวุธ ผู้กำกับ  “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ออกมาลงตัวทั้งในด้านการแสดง บทละคร บทเพลงเนื้อเรื่อง การเล่าเรื่อง ฉากเครื่องแต่งกายที่เข้ากับยุคนั้น

และโดยส่วนตัวที่สนุก อินเป็นพิเศษ กับเรื่อง “กบฏบวรเดช” การเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเมืองในยุคนายกฯคนแรก นรกตะรุเตา เกาะเต่า หรือแม้แต่เรื่องของส.เศรษฐบุตร  ผู้เขียนปทานุกรมไทย-อังกฤษคนแรก “น้ำเงินแท้เดอะ มิวสิคัล” ดูสนุก ดีงาม ไม่จำเป็นต้องชอบเรื่องการเมืองก็ดูสนุกได้ และไม่ต้องกลัวว่าเรื่องจะเครียด หนักจนเกินไปมีช่วงผ่อนคลายได้ใจไปเต็มๆ 10/10 ละครเพลง “ดรีมบ๊อกซ์”ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ปล.ยังเหลือ เสาร์ที่ 31 ส.ค.-อาทิตย์ที่ 1 ก.ย. และ 7-8 ก.ย.รอบ 14.00 น. วันเสาร์เพิ่มรอบ 19.30 น. ณ เอ็มเธียเตอร์ เพชรบุรี

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มือนรกพระเจ้าคลั่ง (The Divine Fury)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/435369

โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มือนรกพระเจ้าคลั่ง (The Divine Fury)

วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้จะไม่ศรัทธาในพระเจ้า ก็ขอให้เชื่อในพระเจ้าแม้จะไม่เชื่อในพระเจ้า แต่ถ้าเกลียดสุดๆ แสดงว่าลึกๆ แล้วรักมากมาย ถ้าไม่รักก็จะไม่เกลียด

พัก ยองฮู สุดยอดนักสู้ MMA ผู้สิ้นศรัทธาในพระเจ้า หลังจากพ่อตายในวัยเด็ก อยู่ดีๆ เกิดบาดแผลขึ้นกลางฝ่ามือ รอยแผลนี้มักจะเกิดกับคนที่พระเจ้าเลือก เป็นตำแหน่งเดียวกับที่พระเยซูโดนตรึงกางเขน ผู้ถูกเลือกจะมีพลังในการรักษาโรค/ไล่ผี

ยองฮู ต้องไปให้ บาทหลวงอัน ช่วยรักษา จนทำให้เขาต้องเข้าไปพัวพันกับการไล่ผี และค่อยๆ เรียนรู้พลังในตัวและค่อยๆ ลบแผลในใจ ขณะเดียวกันนักบวชผู้บูชาซาตานในร่างของอสรพิษศักดิ์สิทธิ์ ก็เริ่มทำร้ายคนมากขึ้น ทุกเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต มักมีเหตุผลเสมอพระเจ้ากำหนดมาแล้ว

หน้าหนังอาจจะดูเป็นหนังแอ๊กชั่นต่อสู้ แต่เส้นเรื่องจริงๆ แล้ว กลับเป็นหนังแนวนักบวชปราบผี บรรยากาศของหมอผีเอ็กซ์ซอซิส The Exorcist มาแบบเต็มๆ ทั้งวิธีการไล่ผีอุปกรณ์สู้ผี ความคิดความเชื่อ

สิ่งที่หนังพูดถึงเน้นๆ คือ ความเชื่อ/ความศรัทธาในพระเจ้า การบูชาซาตานของคริสต์ศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องทางฝั่งตะวันตก ตอนดูเลยขัดๆ นิดหนึ่งในใจคือเป็นหนังเกาหลีแต่พูดเรื่องความเชื่อ/เรื่องผีๆ ทางฝั่งตะวันออกเอเชียๆ นิดเดียว

หนังเดินเรื่องได้ชวนติดตาม สนุกไปกับรอดูพระเอกเรียนรู้ไปกับการใช้พลังมือเพลิงในตัว ลุ้นไปกับการรอดูว่าเจอผีแต่ละครั้งจะเจออะไรบ้าง ฉากต่อสู้ที่เป็นแอ๊กชั่นต่อสู้จริงๆ(ไม่ใช่ไล่ผี) มาไม่เยอะ แต่มากำลังดี ทั้งการต่อสู้บนเวที MMA หรือตอนลุยแหลกกับทัพบิชอปดำ

ฟัค ชอจุน มาพร้อมกับความหล่อ เท่ สาวๆ กรี๊ดสลบบทในเรื่องเด่นมากๆ ดูดีไปหมด ปะทะกับ อู โดฮวานตัวร้ายที่หล่อขั้นเทพไม่แพ้กัน แถมดูดีตั้งแต่ต้นจนจบ(ในหนังที่เหตุผล ทำไม!! ถึงดูดีอยู่คนเดียว) อันชองกิ มารับบทบาทหลวงอัน ที่ดูอบอุ่น ชเวอูชิค มาเสริมทีมในบทนักบวชผู้ช่วย

มือนรกพระเจ้าคลั่ง (The Divine Fury) เป็นหนังผีที่ดูสนุก ครบรส ผสมๆ กันในสัดส่วนที่ลงตัว ทั้งดราม่า ผีหลอก/ปราบผี/ไล่ผี เอฟเฟกท์สุดยอดสมจริง อารมณ์ขันมาเป็นระยะรู้สึกเหมือนดู The Exsocite ที่มีบรรยากาศของหนังวูปเปอร์ฮีโร่ ที่มีปมในใจรอการคลายปมแทรกอยู่ (มีแม้แต่ชุดในการไล่ผีด้วย)

สิ่งที่หนังขาดเพียงอย่างเดียว คือ เรื่องของความรักของหนุ่ม-สาว สนุกดูได้เพลินๆ แต่อย่าเพิ่งรีบลุกมีติ่งท้ายเรื่องเพื่อโยงไปสู่ Green Exorcist ภาคต่ออีกด้วย สำหรับหนังเรื่องนี้ให้ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/432225

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง

วันเสาร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ค่ายทรานส์ฟอร์เมชั่น และ เอ็มพิคเจอร์ ส่งหนังไทยเรื่องใหม่ที่นำเสนอชีวิตช่วงหนึ่งของ โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล ติดตามดูชีวิตของ โม/เม สองพี่น้องนักกอล์ฟระดับโลก ที่ถูกพ่อเคี่ยวเข็ญฝึกหนักตั้งแต่เด็กเข้าสู่วงการเรื่อยมาจนถึงคว้าแชมป์ระดับโลกที่กว่าจะมีวันนี้ต้องผ่านอะไรมากมาย

การจะประสบความสำเร็จต้องอยู่ที่การมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างหนักการเอาจริงเอาจัง และต้องยอมแลกกับบางสิ่งบางอย่าง ธเนศวรากุลนุเคราะห์ เด่นมากๆ ในบท พ่อสมบูรณ์ มาพร้อมพลังแบบล้นเหลือ จัดเต็ม เล่นแรงหนักๆ เกรี้ยวกราด ดูเป็นคนบ้ากบฏ เอาแต่ใจตนเอง ตลอดทั้งเรื่อง ดูแล้วเหนื่อยแทน แทบไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ตัวละครพ่อ สร้างความกดดันให้กับ 2 ตัวละครหลักๆ อย่าง โม/เม ข่ม แม่เปิ้ล หรือแม้แต่ตัวละครตัวอื่นที่ร่วมเฟรมด้วย อารมณ์เครียดแทนตัวละครเกิดขึ้นกับคนแบบเต็ม จนรอดูว่าจะกดดันไปถึงไหน จะเหวี่ยงใส่ใครอย่างไร รอดูว่า โม/เม จะเจออะไร สุดท้ายจะหลุดจากแรงกดดันจากพ่อได้ไหม

ในขณะที่พ่อ สร้างความกดดันแบบสุดๆ ตัวหนังใช้แม่เปิ้ล มาตัวผ่อนคลายกับ โม/เม เป็นตัวละครที่ยอมทุกอย่างง่ายๆ เป็นที่รองรับอารมณ์ของพ่อ คอยดูลูกอยู่ใกล้ๆ ดูเผินๆเหมือนอ่อนแอแต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เข้มแข็ง กว่าทุกๆ คน ซึ่งเปิ้ล-หัทยา วงษ์กระจ่าง เล่นแบบนิ่งๆ แต่ได้เต็มๆ เหมือนไม่มีในฉากแต่กลับมีทุกฉาก พ่อฝึกลูกสาวเพื่อชัยชนะของตัวเอง ในขณะที่แม่นั้นไม่ใช่อ่อนแออะไรก็ได้ แต่ที่ยอมตามใจเพราะเชื่อมั่นในวิธีการของพ่อ

คริสซี่-กฤษณ์สิรี สุขสวัสดิ์ รับบท เม-อารียา ได้แบบใช่เลย อาจจะดูสวยดูดีกว่าตัวจริง แต่ถอดแบบ ลักษณะบุคลิกท่าทางการตีกอล์ฟ ที่ทำให้เชื่อได้เลยว่า เธอเป็น เม ตัวจริงๆ แต่ที่ได้เพิ่มมากขึ้น การแสดงที่เข้ามาเพิ่มทำให้ เม บนจอดูน่าสนใจมีพลังมากขึ้น ที่ชอบมากๆ คือ เวลาที่สองพี่น้อง โม/เม อยู่ด้วยแล้วเม ถูกเรียกว่าอ้วน นี่ใช่เลย เหมือนตัวจริงนอกจอมากๆ

ปริม-อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ในบท โปรโมที่เหมือนไม่มีอะไรมากมาย แต่ทุกฉากก็ขาดเธอไม่ได้ เธอเข้ามาเติมเต็ม มาช่วยขยี้ในส่วนของความเป็นพี่น้อง/ครอบครัว/ความต่างกัน น้องสาวให้เรื่องดูสนุกขึ้น กับ ที่มารับบท โม/เม ตอนเด็ก น่ารักมากๆ เป็นธรรมชาติ หน้าตาน่ารักๆ กับแรงกดดันจากการฝึกหนักจากพ่อทำให้เกิดความรู้สึกเข้าใจ ทั้งสองตัวละครตอนโตมากๆ

และอีกคนที่ ชอบคือ สมเล็ก ศักดิกุล ในบท อานุ นักข่าวกีฬาอาวุโส มากำลังดี ช่วยเบรกความเครียดของหนังได้มากทีเดียว

โปรเม/อัจฉริยะ/ต้องสร้าง ดูสนุก ย่อยง่ายๆ ไม่ได้เน้นไปที่ฉากแข่งกอล์ฟ มีเท่าที่ควรจะมี ไม่จำเป็นต้องดูกอล์ฟเป็นก็สนุกและเข้าใจได้ ตัวหนังจริงๆ เน้นไปที่การฝึกฝนของโม/เมตั้งแต่เด็กเป็นหลัก ก่อนที่พอถึงจุดหักเห จึงมาเน้นไปที่เม เป็นหลัก และให้น้ำหนักไปที่ ครอบครัวเป็นหลัก

คิม-ธนวัฒน์ เอี่ยมจินดา ทำหนังออกมาค่อนข้างลงตัว โดยมี อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร มาช่วยดูแลงานสร้าง งานโปรดักชั่นดูดี งานภาพสวย ดนตรีประกอบโอเค บทหนังลงตัวกระจายน้ำหนักตัวละครและตัวเรื่องได้ดี ตัวหนังครบรส ทั้งดราม่าครอบครัว ความสัมพันธ์พ่อ/แม่/ลูก/พี่น้อง ตามดูการฝึกฝนกอล์ฟมีมุขตลกให้ขำๆ แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ โดยไม่ทำให้เสียเรื่อง และมีการแทรกเรื่องของ กอล์ฟ เผื่อคนที่ไม่เคยดูกีฬาชนิดนี้ได้เข้าใจ แบบง่ายๆ สั้นๆ ในแบบที่เนียนๆ ทำให้ดูหนังได้สนุกขึ้น

ดูจบแล้ว อยากจะไปตามดูกอล์ฟต่อ แน่ที่แน่ๆ รู้จัก โปรโม/เมขึ้นมาภายในเวลา 90 นาที สนุก 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง :‘ The Lion King’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/427445

โอ๊ยเล่าเรื่อง :‘ The Lion King’

โอ๊ยเล่าเรื่อง :‘ The Lion King’

วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

The Lion King เป็นหนึ่งในหนังไลฟ์แอ๊กชั่นของดิสนีย์ ที่ทยอยนำเอาหนังการ์ตูนดังๆ กลับมาขึ้นจอด้วยเทคนิคใหม่ๆ เป็นหนังรีเมคใหม่ ขายของเก่าขายภาพเดิมๆไม่ใช่ขายของใหม่ที่คนไม่คุ้นเคยในเวอร์ชั่นนี้ แทบจะเป็นเรื่องเดียวกับต้นฉบับแบบถอดกันมาเป๊ะทั้งเรื่อง บทสนทนา ตัวละครมากันพร้อมหน้าพร้อมตา เพลง ดนตรีประกอบ แม้กระทั่งภาพหรือการตัดต่อ ต่างกันแบบชัดเจนคือ การนำเอา การ์ตูนมาทำเป็นไลฟ์แอ๊กชั่น

The Lion King เป็นหนังที่ทำออกมา ดีมากๆโปรดักชั่นเนี้ยบโชว์เทคนิคพิเศษ ในงานด้านภาพ สร้างภาพได้สุดยอดทำให้ตัวการ์ตูนออกมาโลดแล่นฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ในแบบที่ใกล้ความเป็นจริง สัมผัสได้ มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ตัวการ์ตูนในจินตนาการ เพียงแต่ว่า…ตัวหนังแม้จะยอดเยี่ยม แต่ก็ขาด…ขาดอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครในฉบับการ์ตูน เราจะรู้ดราม่า/รัก/เศร้า/ผจญภัย ไปกับตัวการ์ตูนที่มีความน่ารัก มีคาแร็กเตอร์ชัดเจน แต่พอมาเป็นตัวละครสมจริงมากๆ ใช้ฉากหลัง เป็นป่าจริงๆ กลับทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนมาดูหนังสารคดี สัตว์โลกสัตว์ป่า ที่มีภาพสวยๆมุมกล้องชวนให้นึกอย่างนี้จริงๆ

พอมาถึงการเดินเรื่อง ผ่านภาพสัตว์ที่เหมือนจริง ให้การพากย์เสียงให้ตรงกับปากสัตว์ ชวนให้นึกถึง หนังหมาๆแมวๆ ที่เราๆ เคยดูกันมา ดูไม่เป็นธรรมชาติ แถม…ไม่รู้ทำไมเสียงพูดของตัวละครกลับดูเรียบๆ เรื่อยๆ เหมือนๆ กันไปหมด ผิดกับตอนเป็นหนังการ์ตูน ด้วยความเป็นสัตว์ ภาพจะทำออกมาให้น่ารักอย่างไรก็ได้ คนคุ้นชินกับการพากย์การ์ตูนมากกว่า การให้ภาพที่สมจริงเหมือนจริง พอพากย์เสียงความรู้สึกความสมจริง สัตว์พูดได้ เลยลดความสนุกลงไปมากทีเดียว

อีกส่วนหนึ่งที่รู้สึกขัดใจ คือเพลงประกอบ เพลงฮิตๆติดหูที่จำได้ดี แม้ในฉบับนี้ จะยังคงใช้ของเดิม เอามาทำใหม่ให้ทันสมัย แต่ฟังประกอบในหนังแล้ว กลับไม่รู้สึกยิ่งใหญ่อลังการ มันดูแบบแผ่วๆ ไพเราะแต่ไปเรื่อยๆ ไม่รู้อลังการงานสร้างติดหูปั๊บในทันทีที่ได้ยินเหมือนต้นฉบับ หรือในเรื่องอื่นๆของดิสนีย์ ที่เป็นเสน่ห์คู่กับหนังการ์ตูนมาตลอด ดนตรีประกอบก็เช่นเดียวกันและในส่วนของเพลง บางช่วงชวนให้นึกถึงเพลง/ดนตรีประกอบของละครเวที (ทำให้นึกอยากดูละครเวทีเรื่องนี้ขึ้นมาในทันที)

The Lion King เป็นหนังที่ดี โปรดักชั่นเยี่ยมเดินตามต้นฉบับแบบเป๊ะๆ ไม่มาตีความใหม่ หรือเปลี่ยนอะไรๆ จนทำให้เกิดความเปรียบเทียบกับต้นฉบับการ์ตูนดูได้เรื่อยๆ จะขาดก็เพียงอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครเท่านั้นและก็เหมือนกับหนังไลฟ์แอ๊กชั่นที่สร้างจากการ์ตูนฮิตที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่มาในทางเดียวกัน ทั้ง Beauty and the Beast/อาละดิน/ดัมโบ้ เพียงแค่ The Lion Kingอาจจะรู้สึกชอบน้อยหน่อย เพราะดันเหมือนจริงเกินจนชวนให้นึกว่าเป็นหนังสารคดี

ต้องคอยดู Mulan เรื่องถัดไป มีนาคม ปี 2020 ว่าจะออกมาเป็นไงบ้าง บางครั้งงานที่ดูสมจริงก็อาจจะสนุกสู้งานการ์ตูนที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความฝันของคนดูไม่ได้ หนังไม่ได้แย่ ดีเริ่ด แค่ขาดอารมณ์ร่วม จนรู้สึกสนุกสู้ของฉบับการ์ตูนไม่ได้ สนุกระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไม่พลิกโผ กระเบนราหู Manta Ray คว้ารางวัล Best ASEAN Film 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/426027

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไม่พลิกโผ กระเบนราหู Manta Ray  คว้ารางวัล Best ASEAN Film 2019

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไม่พลิกโผ กระเบนราหู Manta Ray คว้ารางวัล Best ASEAN Film 2019

วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วีระ โรจน์พจนรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานในพิธีปิดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร 2562 (BANGKOK ASEAN FILM FESTIVAL 2019) ครั้งที่ 5 พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดภาพยนตร์ 3 รางวัล

คือ รางวัล Best ASEAN Film ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง กระเบนราหู ตัวแทน ประเทศไทย ได้รับถ้วยรางวัลและเงินสด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

รางวัล Jury Prize ได้แก่ Balangiga Howling Wilderness จากประเทศ Philippines ได้รับถ้วยรางวัลและเงินสด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

รางวัล Special Mention ได้แก่ “The Third Wife” by Ash Mayfair จากประเทศ Vietnam ได้รับถ้วยรางวัลและเงินสด 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

รวมทั้งได้มอบรางวัลบุคคลเกียรติยศ (Life Time Achievement Award) ให้แก่ นาย Garin Nugroho ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติของประเทศอินโดนีเซีย ณ สกาย ล็อบบี้ ชั้น 8 โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์

โดย “วีระ” กล่าวว่า ตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 ณ เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เห็นชอบให้ปี 2562 เป็นปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Cultural Year 2019) เพื่อส่งเสริมเผยแพร่วัฒนธรรมอาเซียนในฐานะประชาคมหนึ่งเดียวสู่การรับรู้ของสังคมโลกด้วยแนวคิด ASEAN : Oneness to the World

รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงขยายตลาดภาพยนตร์อาเซียนสู่ระดับนานาชาติ และผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทยเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทำ ผลิต เผยแพร่ และจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน (Hub of ASEAN) ตลอดระยะเวลาของการจัดเทศกาลได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากที่มาจองบัตรเพื่อชมภาพยนตร์ และมากขึ้นๆ ในทุกปี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่มีความพร้อมในการจัดเทศกาลในครั้งนี้และพร้อมหนุนกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางด้านภาพยนตร์ของอาเซียนพบกันใหม่ปีหน้า