โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไอ้เป๊าะ CEO ม.6

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไอ้เป๊าะ CEO ม.6

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไอ้เป๊าะ CEO ม.6

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังไทยที่นำชีวประวัติของ “เป๊าะ-ขจรศักดิ์ ศรีบุญเรือง” CEO บริษัท นีโอ 727 ธุรกิจประกอบกิจการค้าอุปกรณ์ไฟฟ้า, ประปา, สื่อสาร, เครื่องปรับอากาศ การขายส่งสินค้าทั่วไป และ UWORK 999 ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้าง มาสร้างเป็นหนัง 

เห็นใบปิดหนังเรื่องนี้ติดหน้าโรงมานานนับเดือน บอกตรงๆ ไม่ได้มีตรงไหนที่ดึงดูดให้สนใจ อยากจะเข้าไปชม แค่..รู้สึกน่าจะเป็นหนังวัยรุ่นธรรมดาที่ยังค้างๆ คาดว่าจะเน้นเฮฮา ความรัก หรือออกมาในแนวดราม่า ดิบๆ รุนแรง

แม้จะบอกว่าทำจากเรื่องจริง..ก็ไม่บอกว่า ขจรศักดิ์ ศรีบุญเรือง หรือ ไอ้เป๊าะ นั้นคือใคร ยิ่งไม่ทำให้อยากดู ไม่เว้นแม้แต่นักแสดงไม่รู้จัก ไม่มีตัวดึงให้เข้ามาดู

เรื่องราวชีวิตของ ไอ้เป๊าะ เด็กหนุ่มจากศรีสะเกษ ที่เข้ามากรุงเทพฯ ตั้งใจมาเรียนครูตามความตั้งใจของพ่อ แต่โชคชะตาพลิกผัน ไม่ได้เรียน จนก้าวเข้ามาสู่งานช่าง ด้วยวุฒิแค่ ม.6 ก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายจนกลายเป็น CEO บริษัท

ตัวหนังชัดเจนในการตามดูชีวิต เป๊าะ ทุกฉากทุกตอน ตั้งแต่ต้นจบจนมีแต่เป๊าะ โดยหนังแบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัยของ ไอ้เป๊าะ วัยเด็กประถมปูความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิท เน้นไปในทางใสๆ น่ารักๆ แบบเด็กๆ ดราม่าครอบครัวนิดๆ วัยมัธยม ปูเรื่องความรัก กับ หมวย

และ..วัยทำงาน จัดเต็มดราม่า 

นัฐพงศ์ วงษ์กวีไพโรจน์ ผู้กำกับ ทำ ไอ้เป๊าะ CEO ม.6 ออกมาดีในระดับหนึ่ง โปรดักชั่นดีงาม ภาพสวย มีความพิถีพิถันในการผลิตงานคุมโทน คุมเรื่องออกมาได้ดี ไม่ออกนอกเรื่องนอกราว ไม่มีมุขตลกยัดเยียด ไม่มีความรุนแรง หยาบคาย ภาพรวมโอเค แม้ว่าจะมีหลายอย่างที่ยังดูไม่ลงตัวนัก

ซันนี่-วรรณรัตน์ วัฒดาลิมมา เล่นเป็น เป๊าะ ที่ดูสบายๆ ใสๆมาพร้อมกับความหล่อน่ารัก เพียงแต่ลื่นไหลไปกับการเป็น ไอ้เป๊าะเพียงแต่ไม่รู้สึกถึงการเติบโตขึ้นของตัวละคร 

พิม-ลัทธ์กมล ปิ่นโรจน์กีรติ ที่รับบท หมวย คนรักของ เป๊าะก็เล่นได้น่ารักๆ สดใส ดูมีความเปลี่ยนแปลง ชัดเจน จากน่ารักแบบวัยรุ่นมาสวยดูดีแบบสาวทำงาน

บทหนัง การเล่าเรื่องดูบางเบาไปหมด เหมือนเข้ามานั่งดูคนเล่าประวัติตัวเองแบบย่อๆ ตั้งแต่เด็กยันโต เจอะเจอเรื่องราวปัญหาต่างๆ เข้ามาแล้วก็แก้ตรงนี้อย่างง่ายดาย ไม่มีหักมุม ไม่มีเซอร์ไพรส์ เดาเรื่องได้หมดแทบจะไม่มีตรงไหนของหนังที่ทำให้รู้สึกว่า เป๊าะ สู้ชีวิต ชีวิตลำบากหรือเจอะเจอปัญหาอะไรที่จะทำให้ดูแล้วรู้สึกเข้าถึงความเป็นคนสู้ชีวิต

ดูจนจบ..ไม่มีตรงไหนที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้สู้ชีวิต ไม่ได้มีความรู้สึกตรงไหนว่าเป๊าะเก่ง ไม่ว่าจะเป็นตอนเด็ก วัยรุ่น ที่ทำโน่นทำนี่ ในหนังธรรมดามากๆ เด็กๆ วัยนี้ ใครๆ ก็ทำได้ หรือตอนโตที่เป็นช่างก็ไม่เห็นจะเก่งตรงไหน ภาพดูหลอกๆ การใส่คำสอน 7 บทเรียนเข้ามาด้วยคำพูดอย่างเดียว ไม่ทำให้ดูแล้วเห็นความเก่ง 

แม้หนังจะเน้นเรื่องชีวิต เป๊าะ เรื่อง CEO แต่กลับมาลงเอยปิดท้ายเรื่องที่งานทำบุญหลวงพ่อดำ ไม่ได้ไปสู่บทสรุปใดๆ ในส่วนของซีอีโอ 

เครดิตท้ายเรื่องแทนที่จะสรุปที่ไปเกี่ยวกับตัวละครที่นำมาเล่า เหมือนในหนังชีวประวัติทั่วไป แต่หนังกลับไม่มี กลายเป็นภาพงานทำบุญหลวงพ่อดำ ประกอบเพลงลูกทุ่ง ที่ดูจากภาพแล้วก็ไม่รู้ใครเป็นใครแค่พอจะเดาออกว่านำโดยเจ้าของ

หนังอาจจะตอบโจทย์ดูดีสำหรับการเล่าประวัติ นำชีวิตของ เป๊าะ-ขจรศักดิ์ มาขึ้นจอ แต่คงเฉยๆ กับคนดูหนังธรรมดาๆ ไอ้เป๊าะ CEO ม.6ไม่ใช่หนังแย่หรือไม่ใช่หนังไม่ดี เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คอมแพเนียน (Companion) ‘ค้นหาคนที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คอมแพเนียน (Companion)  ‘ค้นหาคนที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คอมแพเนียน (Companion) ‘ค้นหาคนที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ’

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังระทึกขวัญ/รัก/ตลก เรื่องล่าสุดของ นิวไลน์ซีนีม่า ที่เชิญคุณสัมผัสประสบการณ์ความรักรูปแบบใหม่

ก่อนเข้าไปดู..อยากจะแนะนำว่า..ถ้าอยากดูให้สนุกต้องอย่ารู้อะไรเกี่ยวกับหนัง เข้าไปดูบนจอ..มีหวอ ว้าว ว้าย..แน่นอน

ไอริส สาวสวยพบรักกับ จอช แบบปุ๊บปั๊บก่อนที่จะไปเที่ยวในบ้านหรูริมทะเลของ เซอร์เก้ เจ้าพ่อ(?) รัสเซียแฟน แคท เพื่อน จอช เป็นเจ้าของบ้าน และมี คาไล กับ แพทริก คู่รัก LGBT มาร่วมงานด้วยท่ามกลางสนุกสนาน เรื่องระทึกขวัญค่อยๆ เกิดขึ้น โดยมีคอมแพเนียน หุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องดูแลจิตใจของคนมาเกี่ยวข้องด้วย

คอมแพเนียน (Companion) เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ สบายๆ ดูง่ายไม่ซับซ้อน ตัวหนังมาแบบครบ ระทึกขวัญ รักหวานแหววคู่รักชาย-ชาย LGBT คู่รักชาย-หญิง หุ่นยนต์ พิศวาสฆาตกรรม ตลกร้าย

หนังระทึกขวัญฆาตกรรม เลือดสาด ในแบบไม่ทันตั้งตัวในแบบที่ไม่ต้องซ้ำ ไม่ตายยากตายเย็น ชนิดแบบทีเดียวเรียบร้อย ทุกฉากรุนแรงจนสะดุ้ง

สนุกไปกับการหักมุมไป-มา มุขขำๆ ที่มาเป็นระยะ ในแบบที่ขำนิดๆ ยิ้มได้เต็มใบหน้า ทั้งสีหน้าท่าทาง บทสนทนาคำพูดทั้งในเวลาปัจจุบันและในความทรงจำความคิด ที่มีทั้งมุขพื้นๆแต่โดนตลกร้ายรุนแรงที่โดนที่สุดใช้บ่อยๆ ในหนัง คือ เทคโนโลยีในมือถือ ที่เครื่องเดียวสามารถควบคุมบังคับทุกอย่างได้

เป็นหนังหุ่นยนต์ที่เหมือนจะไม่มีอะไร อาจจะรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์เรื่องอื่นๆ ที่เคยผ่านตา แต่หนังก็ทำออกมา ฉีกไปจากเรื่องอื่นๆ(โดยเฉพาะ คอมแพเนียน หุ่นสาว อดนึกถึงสาวตุ๊กตายาง ของเล่นของหนุ่มๆ ที่มีชีวิตจิตใจ เคลื่อนไหวได้)

คอมแพเนียน (Companion) เป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้นักแสดงไม่มาก มีแค่สามคู่รักในบ้าน

โซฟี แทตเชอร์ เป็น ไอริส ที่ดูสวยใสน่ารัก ชวนหลงใหลในทุกๆ ฉาก แจ็ค เควด รับบท จอช แฟน ไอริส หนุ่มที่ดูซื่อๆ สบายๆลูคัส เกจ รับบท แพทริค หนุ่มหล่อคู่รักกับ อิไล ที่แสดงโดย ฮาร์วีย์ กินเลน (หนุ่มอ้วน หน้าตาท่าทางคือ แจ็ค แฟนฉัน ชัดๆ)เมแกน ซูริ รับบท แคท สาวผิวสี คู่รักของ รูเพิร์ต เฟรนด์ รับบท เซอร์เก้ เศรษฐีหนุ่มชาวรัสเซีย

ต้องชม ดรูว์ แฮนค็อก ที่ทั้งเขียนบทและกำกับ ทำ คอมแพเนียน(Companion) ออกมาสนุกชวนติดตาม ผสมผสานทุกๆ อารมณ์หนังออกมาได้ดี บรรยากาศหนังรักแบบกวนๆ ตลกๆ ธรรมดาๆ แต่ไม่ฝืดภาพธรรมชาติที่สวยงาม รวมไปถึงเพลงไพเราะๆ ที่ช่วยทำให้เข้าถึงอินไปกับตัวหนังได้มากขึ้น

และถ้าอยากเพิ่มความสนุก แนะนำให้ไปดูบนจอใหญ่ๆ อย่าง IMAX

“จุดหักเหของชีวิตรักเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเจอกันครั้งแรก กับในวันที่เราฆ่ากัน..”

ดูไปยิ้มไป เพลิดเพลิน เจริญใจ สลับสับเปลี่ยนกับโหดเลือดสาดในระดับ 8/10 คะแนน ดูจบอยากได้ คอมแพเนียน มาไว้ที่บ้าน สัก..(คน)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ คอมแพเนียน (Companion) ‘ค้นหาคนที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ’

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'คอมแพเนียน (Companion) 'ค้นหาคนที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ'

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’คอมแพเนียน (Companion) ‘ค้นหาคนที่สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ’

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.16 น.

หนังระทึกขวัญ/รัก/ตลก เรื่องล่าสุดของ นิวไลน์ซีนีม่า ที่เชิญคุณสัมผัสประสบการณ์ความรักรูปแบบใหม่ …ก่อนเข้าไปดู .. อยากจะแนะนำว่า.. ถ้า อยากดูให้สนุก ต้องอย่ารู้อะไรเกี่ยวกับหนัง เข้าไปดูบนจอ ..มีหวอ ว้าว ว้าย ..แน่นอน

ไอริส สาวสวยพบรักกับ จอช แบบปุ๊บปั๊บก่อนที่จะไป เที่ยวในบ้านหรูริมทะเล ของ เซอร์เก้ เจ้าพ่อ(?) รัสเซียแฟน แคท เพื่อนจอช เป็นเจ้าของบ้าน และมี คาไล กับ แพทริก คู่รักLGBT มาร่วมงานด้วยท่ามกลางสนุกสนาน เรื่องระทึกขวัญ ค่อยๆ เกิดขึ้นโดยมี คอมแพเนียน หุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ เป็นเครื่องดูแลจิตใจของคน มาเกี่ยวข้องด้วยคอมแพเนียน (Companion)  เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ สบายๆ ดูง่าย ไม่ซับซ้อน ตัวหนังมาแบบครบ ระทึกขวัญ รักหวานแหวว คู่รักชายชาย LGBT คู่รักชายหญิง หุ่นยนต์ พิศวาสฆาตกรรม ตลกร้ายหนังระทึกขวัญฆาตกรรม เลือดสาด ในแบบไม่ทันตั้งตัว ในแบบที่ไม่ต้องซ้ำ ไม่ตายยากตายเย็น ชนิดแบบทีเดียวเรียบร้อย ทุกฉากรุนแรงจนสะดุ้งสนุกไปกับ การหักมุม ไปมา มุขขำๆ ที่มาเป็นระยะ ในแบบที่ขำนิดๆ ยิ้มได้เต็มใบหน้า ทั้งสีหน้าท่าทาง บทสนทนาคำพูด ทั้งในเวลาปัจจุบัน และในความทรงจำความคิด ที่มีทั้ง มุขพื้นๆ แต่โดน ตลกร้ายรุนแรงที่โดนที่สุด ใช้บ่อยๆในหนัง คือ เทคโนโลยีในมือถือ ที่เครื่องเดียว สามารถควบคุมบังคับทุกอย่างได้เป็นหนังหุ่นยนต์ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร อาจจะรู้สึกเหมือน หุ่นยนต์เรื่องอื่นๆ ที่เคยผ่านตา แต่หนังก็ทำออกมา ฉีกไปจาก เรื่องอื่นๆ(โดยเฉพาะ คอมแพเนียน หุ่นสาว อดนึกถึง สาวตุ๊กตายาง ของเล่นของหนุ่มๆ ที่มีชีวิตจิตใจ เคลื่อนไหวได้)คอมแพเนียน (Companion) เป็นหนังอีกเรื่อง ที่ใช้ นักแสดงไม่มาก มีแค่ สามคู่รักในบ้าน

โซฟี แทตเชอร์ เป็น ไอริส ที่ดูสวยใสน่ารัก ชวนหลงไหล ในทุกๆ ฉาก

แจ็ค เควด รับบท จอช แฟน ไอริส หนุ่มที่ดูซื่อๆ สบายๆ
ลูคัส เกจ รับบท แพทริค หนุ่มหล่อคู่รักกับ อิไล ที่แสดงโดย ฮาร์วีย์ กินเลน(หนุ่มอ้วน หน้าตาท่าทางคือ แจ็ค แฟนฉัน ชัดๆ)
เมแกน ซูริ รับบท แคท สาวผิวสี คู่รักของ รูเพิร์ต เฟรนด์ รับบท เซอร์เก้ เศรษฐีหนุ่มชาวรัสเซีย

ต้องชม  ดรูว์ แฮนค็อก ที่ทั้งเขียนบท และกำกับ  ทำ คอมแพเนียน (Companion) ออกมาสนุกชวนติดตาม ผสมผสานทุกๆอารมณ์หนังออกมาได้ดี บรรยากาศหนังรักแบบกวนๆ ตลกๆ ธรรมดาๆ แต่ไม่ฝืด ภาพธรรมชาติที่สวยงาม รวมไปถึง เพลงไพเราะๆ ที่ช่วยทำให้เข้าถึงอินไปกับตัวหนังได้มากขึ้น
และถ้าอยาก เพิ่มความสนุก แนะนำ ให้ไปดูบนจอใหญ่ๆ อย่าง IMAX

” จุดหักเหของความชีวิตรัก เกิดขึ้น2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเจอกันครั้งแรก กับ ในวันที่เราฆ่ากัน..“ดูไปยิ้มไป เพลิดเพลิน เจริญใจ สลับสับเปลี่ยนกับ โหดเลือดสาด ในระดับ 8/10 คะแนนดูจบ อยากได้ คอมแพเนียน มาไว้ที่บ้าน สัก..(คน)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘พนอ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘พนอ’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘พนอ’

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พนอ คือหนังภาค 3 ภาคต่อจาก ลองของหนังผีขึ้นหิ้งความน่ากลัว เปิดศักราชหนังผีไทยเลือดนองกระจาย ในปี 2548 จนมี การต่อยอดมาใน ลองของ 2 ในปี 2551 ที่ทิ้งท้าย ด้วยปมที่มาของที่นำไปสู่ความโหดของ ครูพนอ ลองของ 2ย้อนอดีตไปก่อนหน้าลองของ 2 ปี มา พนอ ย้อนก่อนหน้าภาคสอง ในช่วงวัยรุ่นของ ครูพนอ 

ลองของ เรื่องราว เด็กวัยรุ่น 6 คนไปเที่ยวบ้าน ครูพนอ แม่เลี้ยงของหนึ่งในเด็กจนพบว่า ครูพนอ ที่หนุ่มๆ มารุมรัก จนถูกทำของใส่จนเสียสติ จนเธอไปหา หมอแขก ถอนของจนถลำลึกไปด้านมืด เด็กๆ จึงตกเป็นเป้าการแก้แค้น ลองของ 2  พนอ พาพบกับ ครูพนอตั้งแต่เกิดจน มาเข้าสู่วัยรุ่น พนอ สาวรุ่นวัยบริสุทธิ์ เธอเกิดมาในวันที่มีคนในหมู่บ้านทำพิธีปล่อยของ ทุกคนรังเกียจกล่าวหาว่าเธอเป็นตัวเสนียดจัญไร ใครอยู่ใกล้มักจะมีอันเป็นไปจากการถูกคุณไสยเล่นงาน และด้วยความบังเอิญพนอก็ได้รู้ว่าสิ่งที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่กำเนิดนั้น มันคือมนต์ดำที่ใครสักคนทำให้เธอต้องพบเจอเรื่องราวอย่างนี้

ชะตากรรมอันชั่วร้ายที่ติดตัวพนอมาตั้งแต่กำเนิดคืออะไร? และความลับด้านมืดที่พนอต้องเผชิญหน้า…ปฐมบทแห่งเรื่องราวไสยศาสตร์เสียวสยองที่ทุกคนจะต้องจดจำชื่อของเธอไปจนวันตาย!

ตั้ม-พุฒิพงศ์  สายศรีแก้ว หนึ่งใน ผู้กำกับโรนินทีม กลับมาทำเรื่องนี้ ทำ พนอ ออกมาดูสนุก ชวนติดตาม ระทึก โหดได้ใจโดนใจ คอหนังโหดแบบเต็มที่ ทั้งงานด้านโปรดักชั่น การแสดง พนอยังคงเน้น ความโหดสยดสยองในแบบ ลองของ บรรยากาศหนังเลือดสาด ต่างกันออกไป เน้นๆ เรื่องของ ไสยศาสตร์มนต์ดำ การเล่นของ แต่เอาเข้าจริงๆ โทนหนัง ต่างกันชัดเจน ลองของ มาในโทน หนังผีโหดๆ แต่ พนอ แทบจะไม่นึกถึงผีร้าย กลายเป็น หนังต่อสู้กัน ด้วยไสยศาสตร์มนต์ดำ ครูพนอ ใน ลองของคือตัวร้าย สุดๆ พนอ สาวน้อย ใน พนอ กลายเป็นผู้ถูกกระทำ มีปม ที่ทำให้ต้องร้าย

ครูพนอกับเด็กๆ เด่นมากๆ เด่นพอๆ กัน แต่ในเรื่องนี้ พนอเด่นอยู่คนเดียว คนอื่น ก็กลายเป็นตัวประกอบที่เข้า มาทำให้เกิดเรื่องราว ในเรื่องเซ็กซ์ มีเข้ามาเสริม สร้างสีสันให้กับตัวเรื่อง แต่ความดุดัน เข้มข้น ต่างกันโดยสิ้นเชิง ลองของ ดูจริงจังตามยุคสมัย ผิดกับ ในพนอ ที่แค่พูดถึง แต่ไม่มีอะไรโชว์ เลยดูหลอกๆ ทั้ง รุ่นเด็ก หรือรุ่นผู้ใหญ่

เฌอปราง อารีย์กุล ชัดเจนในความเป็น พนอ ที่ถอดแบบมาจาก มะหมี่-นภประภา นาคประสิทธิ์ ได้แบบเต็มๆ เล่นดีทั้งสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง ในทุกๆ ฉากทุกๆ อารมณ์ ทุกๆ ตอน  ยิ่งได้ ทรงผม/เสื้อผ้า/การแต่งหน้า มาช่วย ยิ่งเพิ่มเติมความเป็น ครูพนอในวัยสาว ได้มากขึ้น

เพอซ-นันทวรรณ พงษ์ประเสริฐสิน สาวน้อยใส่แว่น น่ารักมากๆ เล่นดีสุดๆ ไปเลยกับบท แต๋ว เพื่อนคนเดียวของ พนอ ขโมยซีน ทุกฉากทุกตอนที่ออกมา เล่นดีเล่นเก่ง พอๆ กับ เฌอปรางค์ น่าเสียดายที่บรรดานักแสดงรุ่นเด็ก คนอื่นๆ หลายคนเล่นดีดูเป็นธรรมชาติ แต่ด้วยบท ภาพที่ออกมา หรืออาจจะโดย พนอ ข่ม ทำให้..อาจจะยังไม่มีพลังมากพอจนไม่รู้สึกอินตามตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น

แจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย เป็น เปี๊ยก หนุ่มที่โตมาด้วยกัน แต่เกิดเรื่องจนจะมีปมคาใจกับ พนอ แต่ด้วยบท บุคลิก การแสดงออก ดูเป็นคนดีที่รอการคลายปม

มิ้ม-รัตนวดี วงค์ทอง ในบท จิ๊บ สาวสวยขาโจ๋ หัวโจก ในโรงเรียน สีหน้าท่าทางชัดเจน ในความร้ายลึก แบงค์-ณฐวัฒน์ ธนทวีประเสริฐ ป้องสุดหล่อเสน่ห์แรง ในโรงเรียน หนึ่งในตัวแปร ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับ พนอ 

น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ ในบท นวล แม่ของพนอ ที่มาพร้อมกับ ปมต่างๆ ในตัว ดึงให้อยู่กับหนังดูแล้ว รู้สึกถึงความเป็น แม่ลูก กันจริงๆ (หลายๆ มุมคล้าย มะหมี่ จนนึกเล่นๆ ว่า บทนี้ ถ้าได้ มะหมี่มาแสดง น่าจะโอเค กว่านี้) ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะในบท มะสุรี น้าสาวของ พนอ ดูดีมีมาด ในบทผู้มีคาถาอาคมสู้กับผีร้าย

ต๊อบ-สหัสชัย ชุมรุม เป็นลุงตรี เจ้าของร้านถ่ายรูปผู้ใจดี เอ็นดู พนอ บทเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าไม่มีอะไร คงจะไม่เรียกใช้บริการ ทำให้เห็นหน้าปุ๊บเดาได้ปั๊บว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับในเรื่อง

วาม-จิรกิตติ์ สุวรรณภาพ ดูดีกับบท สารวัตรต้อม พ่อแต๋ว ที่ตามคดี ที่ ชวนให้รอดูว่า จะเกี่ยวข้องอะไร มีหักมุม หรือจะโดน อะไรหรือเปล่า  มัช-กฤชยศเลิศประไพ ครูใหญ่ ดูดี เป็นที่เคารพ ของคนในหมู่บ้าน ออกมามีบทในทุกๆ ครั้งที่เรื่องกับนักเรียนหรือโรงเรียน พัชชา-ชนุดม สุขสถิตย์ ดูเยอะและเว่อร์ๆ ไปสักนิดกับ บทเจ๊ปลา ช่างเสริมสวย ที่มีอาชีพรองคือหมอทำคุณไสย์ ที่เล่นดีมากๆ ดีจริงๆ คือ บรรดาฝูงนกผี ที่ทำให้นึกถึง ผีนกเลี้ยงใน เงินปากผีของ ชนะ คราประยูร หรือฝูงนกถล่มเมือง ใน The Birdsของ อัลเฟรด ฮิทค็อกซ์ การโจมตีจิกกัดรุนแรงรวมทั้ง ตุ๊กแก สัตว์ร้ายในเรื่องสยองมาก

บรรยากาศ เสื้อผ้าหน้าผม ของประกอบฉาก สถานที่  บ้านเรือน ย้อนกลับไป 20 ปีก่อนทำออกมาได้ดี ขยี้ด้วยบทเพลงลูกกรุงย้อนยุคไพเราะๆ อย่าง ฝั่งหัวใจ ของ บุษยา รังสี ผสมกับดนตรีประกอบ ภาพสวยๆ กระฉับฉับไว ทำให้ พนอ ดูดี

แม้ พนอ จะเป็นหนังภาคต่อที่พาย้อนมาเจอกับ ครูพนอ จาก ลองของ แต่..ตัวเรื่อง แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวโยงต่อเนื่องกันเป็นเรื่องตั้งแต่เกิด เด็ก มาจนถึงตอนโต ก่อนจะมาเป็นครู 

ถ้า..ไม่เคยดู ลองของ มาก่อน ก็ไม่เป็นไร ดูสนุก/ดูรู้เรื่อง ไม่มีอะไรติดขัด แต่..ถ้าได้ดูลองของ มาก่อน ภาพของ ครูพนอ จะมาซ้อนทับ พนอ ทำให้ เชื่อมสองเรื่องเข้าด้วยกัน

ตอน ลองของ สัมผัสได้ถึง ความน่ากลัวที่มาเน้นๆ ทั้ง ความหลอน ความน่ากลัว ฉากสะดุ้งแช่ ตกใจแบบปุ๊บปั๊บ ฉากโหดๆ เลือดกระฉูดความรุนแรง ที่โรนินทีม ทำออกมาได้ดี เปิดโลก ของ หนังผี แนวนี้ ในยุคนั้น แบบเต็ม หนังไทย ก็โหดได้ไม่แพ้หนังฝรั่ง

พอมาใน พนอ ในยุคที่เทคนิคพิเศษ CG ดูเนียน สมจริงสมจัง มากกว่าในสมัยนั้น และในเรื่องนี้ก็ทำได้แต่ดี  แต่อาจจะเจอ หนังไทยแนวนี้ ดีๆ แบบนี้ มาหลายเรื่อง มาจนช้ำทั้ง พลอต/โทนหนัง/การนำเสนอ ทั้งหนัง/ซีรี่ส์ เลยทำให้พนอ ทำได้แค่ความสนุก แต่จะไม่เข้าไปอยู่ในใจเหมือน ลองของ และไม่รู้สึก พนอ ยังติด ลายเซ็นความเป็นหนังน่ากลัวของไฟว์สตาร์ ที่ไม่มีอะไรฉีกตามเดิมแค่เปลี่ยน เนื้อเรื่อง กับตัวละคร เท่านั้นหนังจบ อย่าเพิ่งลุก มีติ่ง! ปิดท้าย เชื่อมไปสู่ ลองของอีกนิดหน่อย พนอ โหดสยดสยองโดนใจ ได้เลือด ในระดับ 7/10 คะแนน และให้ เฌอปรางค์ เน้นๆ เต็มๆ เอาไปเลย 10 เต็ม10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ใครโกหกยกมือขึ้น (6 Lying University Students)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ใครโกหกยกมือขึ้น (6 Lying University Students)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ใครโกหกยกมือขึ้น (6 Lying University Students)

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใครโกหกยกมือขึ้น คือชื่อไทยที่สะดุดตาดึงดูดชวนให้อยากติดตาม จากชื่อภาษาอังกฤษ 6 Lying University Students ที่ดูเรียบๆ ดัดแปลงจากนิยายของ อากินาริ อาซาคุระที่ดังมากๆ ทั้งในญี่ปุ่นและในบ้านเรา ที่แปลโดย ธนพล ศักดิ์ สมุทรานนท์ 6 นักศึกษาจบใหม่ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการสมัครงานใน “สปิราลิงซ์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีผลตอบแทนสูง ก่อนจะประกาศผล 1 เดือน ทุกคนจับกลุ่ม ทำความรู้จักกัน มิตรภาพเริ่มก่อตัวขึ้น เตรียมตัวทำงานกันเป็นทีมแต่แล้ว…กฎถูกเปลี่ยน ทุกคนต้องเข้าอภิปรายกลุ่ม เพื่อโหวตคนที่เหมาะสมเพียงหนึ่งเดียว ใครเป็นคนโกหกกันแน่…เมื่อจดหมายที่เปิดเปลือยความลับอันดำมืดของทั้ง 6 คน ปรากฏในห้องอภิปรายรอบสุดท้ายในการคัดเลือกผู้เข้าทำงานในบริษัทใคร? เป็นคนทำ และใคร? จะเป็นผู้ได้รับงานนี้

ใครโกหกยกมือขึ้น เล่าเรื่องสนุกชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ เดินเรื่องในแบบหนังสืบสวนสอบสวน หนังฆาตกรรมสืบหาฆาตกร หาคนร้าย เพียงแต่ในเรื่องนี้ไม่ได้มีคดีฆาตกรรมนองเลือด แต่..หาคนที่วางแผนเพื่อให้ตัวเองชนะ ตัวหนังแบ่งออกเป็น 2 องค์ คือ องค์แรกพาไปดูการเชือดเฉือน การเสาะหาลงคะแนนคัดเลือก 1 ใน 6 คน เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับงานนี้กับองค์ที่สองมาพบบทเฉลย บทสรุป คลี่คลายสิ่งที่ค้างคาใจหลังเวลาผ่านไป หลังจากที่ได้เป็นพนักงานบริษัท ทั้งสององค์ เชื่อมต่อด้วยปมปริศนาที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบว่าใครวางแผนสกัดคู่แข่ง อดีตความลับแย่ๆ ของใครจะเลวที่สุดที่ถูกเชื่อมด้วย มิตรภาพ ความรัก

มินามิ ฮามาเบะ เป็น ชิมะ สาวผู้ช่างสังเกต เอย์จิ อาคะโซ เป็น ฮาตาโนะ หนุ่มสร้างสรรค์บุกเบิกแนวทางใหม่ๆซาโนะ ฮายาโตะ เป็น โซตะ หนุ่มผู้นำที่มีความจริงจังมิซุกิ ยามาชิตะ เป็น ยาชิโระ สาวมากความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ยูกิ คุระ เป็น โมริคุโบะ ผู้มีดีกรีเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและ โช นิชิกาคิ เป็น ฮาคามาดะ หนุ่มนักกีฬาอารมณ์ดีช่วยสร้างสีสันให้กลุ่มเสมอ ใครโกหกยกมือขึ้น คือหนังที่ดูสนุก สะกดให้อยู่กับตัวหนังได้ตลอดเรื่อง ทำให้อยากที่จะได้อ่านตัวนิยายที่ต้องดี สนุก ขึ้นมาในทันที

ในระหว่างที่ดูชวนให้นึกถึงความเป็นละครเวที ฉากไม่เยอะ เน้นบทสนทนาในห้องเล็ก ถ้าทำออกมาด้วยตัวเรื่อง ตัวละคร น่าจะเป็นละครเวทีที่สนุกมากๆ อีกเรื่องหนึ่ง เชื่อแน่ว่าถ้าใครเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการแข่งขัน การคัดเลือกในการจะอยู่/ไปได้งาน/ไม่ได้งาน ที่มีการแข่งขันกับคนสนิท/เพื่อนๆ น่าจะอินหรือโดนใจเรื่องนี้แน่นอน สนุกโดนใจ ถ้าลงคะแนนได้เหมือนในหนังเอาไปเลย 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ (All We Imagine as Light)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ  (All We Imagine as Light)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ (All We Imagine as Light)

วันเสาร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังยาวชิ้นแรกของผู้กำกับหญิง ปายาล คาปาเดีย และเป็นหนังที่คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด (ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ของหนังอินเดียกับรางวัลนี้) ได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ หลายคนยกย่องว่านี่คือหนังที่พูดถึง “ความเหงาในเมืองใหญ่”ได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก หนังได้เข้าชิงลูกโลกทองคำ 2 สาขา คือ ผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถูกส่งเป็นตัวแทนหนังอินเดียเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาหนังต่างประเทศ แค่เหตุผลง่ายๆ อินเดียมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังยุโรปไม่ใช่หนังอินเดียแท้ๆ ล่าสุด Laapataa Ladies เรื่องที่ถูกส่ง ตกรอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว

หนังอินเดียที่ฉีกรูปแบบหนังอินเดียที่คุ้นๆ กัน ไม่มีเรื่องราวประโลมโลกตัวละครดูติดดิน ดารานำหน้าตาธรรมดาดูบ้านๆ ไม่สวยไม่หล่อ ไม่มีฉากเต้นรำ เต้นระบำ เพลงดนตรีประกอบ ฉากวิจิตรมโหฬาร เป็นเรื่องราวความรัก ความโหยหา ความโดดเดี่ยว ความเหงาของสามสาวในเมืองมุมไบ พยาบาลสาวชาวมลยาฬัมสองคนกับเพื่อนสาวใหญ่ที่กำลังเผชิญกับความซับซ้อนในชีวิต ความสัมพันธ์และการแก้ปมปัญหาส่วนตัว

หนังเล่าเรื่องแบบเรื่อยๆ ค่อยๆ พาไปรู้จักเบื้องหน้าเบื้องหลัง นิสัยใจคอ ชีวิตประจำวัน ในบรรยากาศสังคมอันวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่ดูอึดอัด ก่อนจะผ่อนคลายเปลี่ยนในช่วงท้ายที่เมืองชายทะเลผ่านสามตัวละครหลัก ตัวหนังสะท้อนภาพชีวิตสังคม สภาพความเป็นอยู่ของคนในมุมไบออกมาได้ดี เน้นๆ ไปที่คนชั้นกลาง การต่อสู้ดิ้นรน ความอยู่รอด เมืองที่ตัวใครตัวมัน โดยนำเสนอในรูปแบบดราม่ากึ่งๆ สารคดี ก่อนที่ครึ่งหลังจะพาไปสู่สังคมชนบท เมืองชายทะเลสู่ธรรมชาติที่ทุกคนเป็นมิตร เติมเต็มอิสรภาพ การปลดปล่อย ทางเลือก ที่มีมากกว่าเดิม 

หนังขยี้ความรู้สึกในหลายๆ รูปแบบผ่านภาพ การจัดแสง ดนตรีเพลงประกอบที่ไพเราะ เสียงพูดถึงมุมไบของหลากหลายผู้คนที่อาศัยอยู่ในมุมไบ เรื่องส่วนใหญ่เกิดขึ้นในยามค่ำคืน สะท้อนความมืดมิดปมปัญหาต่างๆ ที่ถาโหม

นักแสดงหลักๆ เล่นได้ดีดูเป็นธรรมชาติ ดึงให้เข้าไปอยู่กับหนังได้ตลอดเรื่อง

กานิ คุสรัตติ รับบท ปราภา ที่ดูมีปม เก็บทุกอย่างในใจ สีหน้าแววตาเพิกเฉย น่าเบื่อ แต่ใจดีพร้อมที่จะช่วยคนรอบข้าง หาทนายช่วยปาร์วาตีเรียกค่าชดเชยบ้านหรือออกค่าเช่าห้องให้ อนุ ที่รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ดิฟยา พราบา ในบท อนุ สาวรุ่นมุ่งแต่ความรักของตัวเอง ที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หาที่แสดงความรักแฟนหนุ่ม มีโชว์หน้าอกหน้าใจ เนื้อหนังมังสา เลิฟซีนในหลายๆ ที่ ชายา กาดัม รับบท ปาร์วาตี สาวบ้านๆ ที่ยังไงก็ได้ที่กำลังประสบปัญหาในเมืองที่ที่ดินเป็นเงินเป็นทอง 

ฮิรดู ฮารุณ รับบท ชิแอซ คนรักของ อนุ ดูอารมณ์ดีดูไม่มีอะไร แต่ช่วยเติมในส่วนเรื่องรักของหนัง  อาซีส เนดูมันกัด รับบท ดร.มาโนช หมอหนุ่มที่เข้ามาในชีวิต ปราภา แต่เหมือนไม่เริ่มต้นไม่พัฒนา เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่กำลังจะจากไป

ที่ตรงนี้ยังมีหัวใจ (All We Imagine as Light) หนังอินเดียที่ละเมียดละไมในบรรยากาศเหงาๆ ในเมืองใหญ่ ที่น่าจะโดนใจคอหนังที่ชอบสไตล์หนังแนวนี้ นึกไปถึงบางคนที่อยากดูหนังอินเดียที่ฉีกจากแนวเดิมๆ “ความสว่างไสวที่พวกเรานึกฝัน” พาให้ชอบในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายน์ (The Cliche)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายน์ (The Cliche)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : คุณชายน์ (The Cliche)

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น คุณชายน์ โปรโมทในทีวี บอกตรงๆ เลยว่าไม่มีส่วนไหนที่ชวนหรือทำให้อยากดู..นอกจากต้องดู เพราะเป็นหนังไทย แต่พอได้ดู..ผิดคาด ไม่นึกไม่ฝันว่าหนังจะสนุกขนาดนี้ คุณชายน์ ดัดแปลงจาก ปริศนา ละครเวทีของคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ที่ต่อมา โต๊ะกลม นำมาดัดแปลงครั้งแรกเป็น ชายกลาง โศกนาฏกรรมในจังหวะแทงโก้ ทำใหม่ครั้งที่สองในชื่อ ชายกลาง เดอะ มิวสิคัล มาครั้งนี้ถูกนำมาดัดแปลงอีกครั้งในรูปแบบหนังจอเงิน

ต้องชม คุณชายน์ ที่ดัดแปลงละครเวทีได้แบบเคารพต้นฉบับ ไม่ทำเละเทะหรือเสียของ เมื่อ “ชีวิตจริงสุดโศกมาบรรจบกับโลกละครสุดฮา” เรื่องราวของชายหนุ่มตกอับที่ต้องมารับทำละครทีวีแบบที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ทำไปทำมา เขาก็ได้พบว่าชีวิตจริงกับละครมันก็ทับซ้อนกันจนคาดไม่ถึง! คุณชายน์ คือ ชื่อพระเอกในละครน้ำเน่าชื่อภาษาอังกฤษ The Cliche ชัดเจนในสิ่งที่หนังสื่อถึงความน้ำเน่าที่ในชีวิตจริงอาจจะเกินเบอร์ ไม่แพ้ละครน้ำเน่า คุณชายน์ หนังซ้อนหนังละครทีวีในหนัง..ที่ดูสนุกโดนใจมากๆ คุณชายน์ คือหนังไทยที่สนุกสุดๆ ดูเพลิน โดนใจสุดๆ ของปีนี้เลย ยกให้อันดับหนึ่งหนังสนุก หัวเราะจนน้ำตาไหล มุขฮาๆ มาทุกๆ 5 นาทีมาในส่วนดราม่าทำให้อึ้ง จุกเข้าไปถึงข้างใน น้ำตาซึมออกมา

จ๋าย(ไท ทศมิตร)-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี สลัดมาดเข้มๆ ดุดันจากหนังเรื่องก่อนๆ มาเล่นบทน่ารักๆ สบายๆ ทำให้ยิ้มขำได้แบบธรรมชาติตลอดเวลา (จริงๆ แล้ว จ๋าย กลับมารับบทเดิมที่เคยเล่นไว้ใน ชายกลาง เดอะ มิวสิคัล เมื่อปี 2562)

มายด์ 4EVE-อาทิตยา ตรีบุดารักษ์ น่ารักๆ มากๆ เป็นน้ำ ที่ดูแล้วเพลินตา อิ่มใจ สวยใส เล่นดีทั้งในส่วนตลกสนุกสนาน รักโรแมนติก ดราม่าก็ทำให้เสียน้ำตา เป็น นางเอกที่น่าเอ็นดูสุดๆ จ๋าย-มายด์ จับคู่เล่นกันได้แบบเข้าขาสมเป็นคู่รักกันจริงๆ

ชู้ต-ชัชวาล วิศวบำรุงชัย ทำ คุณชายน์ ออกมาได้แบบลงตัว จังหวะหนังออกมาดีในทุกๆ ช่วง มีลูกเล่น หักมุม หลายๆ ตอน งานออกมาดูดี ทั้งรัก ตลก ดราม่า หรือสิ่งที่ หนังนำมาล้อเลียนเสียดสี นำมาใส่ในหนัง ทั้งวงการบันเทิง ละครทีวี หรือธุรกิจงานด้านภาพ โลเกชั่นถ่ายทำ ดูดีไปหมดวิวสวยๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่กองถ่ายยกไปถ่ายทำ คุณชายน์อาจจะไม่ใช่หนังดีที่สุด น้ำเน่าบ้าง เหมือนในเนื้อหนัง ดูแบบปล่อยใจสนุกจริงๆ คุณชายน์ ได้ใจ ไปเต็มๆ 8/10 คะแนน ครับ(จริงๆ อยากจะชอบหมดใจ อยากให้เต็ม 10 แค่ไคลแม็กซ์ ที่ไม่ขำเลย ขอตัด 2 คะแนน)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวนิกะห์

https://www.naewna.com/entertain/848774

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวนิกะห์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ผู้บ่าวนิกะห์

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อสาวมุสลิมต้องแต่งงานกับหนุ่มอีสาน..เมื่อน้ำบูดู ฝั่งใต้มลายู ปะทะ น้ำปลาร้า ฝั่งอีสาน

ผู้บ่าวนิกะห์ คือหนังไทยสนุกสนานที่รอดูตั้งแต่เห็นพล็อตเรื่อง ทั้งทีมนักแสดง “ไทบ้าน” กับทีมงาน “ค่ายมณวิจิตร”ที่ทำหนังอิสลามมาตลอด

โซเฟีย ชาวมุสลิมคนใต้กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน (นิกะห์) กับ บักไข่ รุ่นพี่มหาวิทยาลัย คนอีสาน ชาวพุทธ

ผู้บ่าวนิกะห์ มาพร้อมความสนุกสนานเฮฮา ดูง่ายสบายๆ ไม่ซีเรียสในแบบบ้านๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง ไม่หลุดโลก
บนเส้นเรื่องของคนอีสานกับคนใต้ที่กำลังดี

เกรียงไกร มณวิจิตร ยังคงชัดเจนในการทำหนังที่มีตัวละครหลักเป็นมุสลิม คนใต้ จากเรื่องรักเบาๆ เคล้าการทำอาหารใน “รักนะซุปซุป” หนังผีน่ากลัวๆ ใน “ของแขก” มาสู่เรื่องราวการมีครอบครัวใน “ผู้บ่าวนิกะห์”

ผู้บ่าวนิกะห์ คือ ชื่อหนังที่ตรงกับสิ่งที่จะเข้ามาเจอเมื่อดูหนังผู้บ่าว..ไทบ้าน ที่มาแค่จ่ารอด/ด้งเด้ง กับบักเซียง/ตาต้า ที่ไม่หลุดความเป็นอีสาน มี ฟิฟิล์ม-สิริอมร อ่อนคูณ (หมอปลาวาฬ)มาร่วมแจม ต้นเรื่องพาไปสู่งานแต่งงานของชาวอีสาน ท้ายเรื่อง..พบกับ นิกะห์ อิสลาม

ผู้บ่าวนิกะห์ คือ หนังสูตร แต่ได้พลังการแสดงในแบบธรรมชาติของนักแสดง ทีมดาราจากแดนอีสานมาประชันบทบาทกับตัวท็อปฝั่งมลายูได้อย่างลงตัว

งานโปรดักชั่นใช้ได้ แม้จะมีบางส่วนที่อาจจะดูลอยดูขัดไป-มาอยู่บ้าง ความสนุกสนานหลักๆ ของเรื่องอยู่ที่ บักไข่-บักเจ้ยกับ บังลี-บังดุลย์ สองเพื่อนคู่ซี้ สองบักอีสานกับสองบังคนใต้สนุกไปกับการพยายามขัดขวางงานแต่งของน้องสาว ในส่วนดราม่าเรื่องของความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ความแตกต่างของการใช้ชีวิตร่วมกันทางศาสนา การปรับตัวเข้าหากัน ทำออกมาได้ดี
ไม่หนักจนเกินไป

เจ้าบ่าว ด้งเด้ง-ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร เป็น บักไข่ในบุคลิกลักษณะที่คุ้นๆ กันดี หน้าตาซื่อๆ บ้านๆ อยู่ใกล้แล้วมีความสุข แสดงเหมือนไม่ได้แสดง 

เจ้าสาว โซเฟีย ที่รับบทโดย เเทมมี่-กมลพร แสงวัชรสุนทรสวยเรียบร้อยในแบบสาวอิสลาม เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่สีหน้าแววตาสื่อความในใจได้ดี 

ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี เป็น บักเจ้ย เพื่อนสนิทเพื่อนคนเดียวของเจ้าบ่าว แค่เห็นหน้าก็ยิ้มออกมาได้แล้ว ยังคงจับคู่กับ ด้งเด้งได้ดี รับ-ส่งบทต่างๆ กับนักแสดงคนอื่นๆ ก็โอเค ชงมุขให้ฮาได้ตลอด

ชาลี อาหมัดกูเชียรี ดอเล๊าะ ในบท บังลี พี่ชายของเจ้าสาวดูอบอุ่นรักน้องสาว เล่นเก่งทั้งบทเฮฮา บทดราม่า แม้บางช่วงจะดูงี่เง่าๆ ดูร้าย แต่ก็เกลียดไม่ลง

ชอบๆ น้องบีม ข้าวเหนียวหลาม ณัฏฐณิชา เชื้อสง่า ที่มาในบท ไลล่า สวยใสในแบบเด็กๆ รอยยิ้มดูมีเสน่ห์ น่ารักโดนใจเหมือนไม่มีอะไร แต่พอขยับตัว มุขกระจาย ดูไปยิ้มไปขำกระจาย ดูแล้วอดรัก ไลล่า ไม่ได้ 

บังดุลย์ เพื่อนสนิทของ บังลี ที่นำแสดงโดย อดุลย์ บอสูขโมยซีนเรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกฉาก มาพร้อมกับความสนุกสนานด้วยบุคลิกเฮฮาอารมณ์ดี

แทน-ฐิติ พุ่มอ่อน ในบท พ่อเจ้าบ่าว เล่นเรื่อยๆ ดูอบอุ่นดูเป็นผู้ใหญ่ที่รักครอบครัวรักเด็กๆ 

ฮากีม ดลภาวิจิต เป็น บังมัด กำนันหมัด ตัวร้ายที่ร้ายได้ใจร้ายในแบบหนังตลกสนุกสนาน

ข้าวฟ่าง-ญาสุมินทร์ พัสวีพงศกร มิสแกรนด์ตรัง 2020 น้องมิล ดูสวยเซ็กซี่ ไม่เน้นเนื้อหนังมังสามากมายจนเกินงาม มาในบทสาวอีสาน ที่มาขัดดอกในบ้านบังหมัด ที่บังมัดหึงสุดตัวเป็นตัวละครที่มาพร้อมกับความเข้าใจผิดตลอดเรื่อง

ฮันนี่-ภัสสร บุณยเกียรติ มาในบท แม่ ออกคู่กับ ฟิฟิล์ม-สิริอมร อ่อนคูณ ในบท จิน น้องสาวของเจ้าบ่าว ที่อยู่ขอนแก่น สวยๆ ตามวัยทั้งแม่ลูก เข้ามาช่วยเติมในส่วนดราม่า ครอบครัว

สินชัย เอื้ออัครวงษ์ มาในบท เสี่ยหวัง เสี่ยใหญ่ผู้เป็นที่พึ่งพิงของ บังหมัด

ผู้บ่าวนิกะห์ หนังตลกสนุกสนาน ดูเพลินๆ สบายๆ ขำๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไรเดอร์ (Rider)

https://www.naewna.com/entertain/847317

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไรเดอร์ (Rider)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ไรเดอร์ (Rider)

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ไรเดอร์ คือหนังที่ต่อยอดมาจาก เทอมสองสยองขวัญ ตอน ตึกวิทย์เก่า (2565) ที่ดึงเอาไรเดอร์ส่งอาหาร ที่เรียกเสียงหัวเราะท่ามกลางความน่ากลัวออกมาขยายจากตัวละครเสริม ถูกดึงมาเป็นตัวละครหลัก ที่คราวนี้ขยับจากเรียกความขำในความน่ากลัวมาเป็นความหัวเราะที่มีความน่ากลัวเข้ามาเสริม (ตัวละครใน เทอมสองคือ กอล์ฟ ไรเดอร์ส่งอาหารที่ไม่เกี่ยวในเรื่องนี้แต่แค่เป็นเชื้อให้ ปักหมุดที่ผีสิงในไรเดอร์)

สามหนุ่มไรเดอร์ ตั้งแก๊งรวมตัวกันหลังเสร็จงานออกล่าท้าผีในสถานที่ต่างๆ ที่มีออเดอร์ประหลาด เพื่อปักหมุดเตือนไรเดอร์ให้ระวังการเจอผียามค่ำคืน ไรเดอร์ อาจจะไม่ตอบโจทย์ คนที่อยากมาดูหนังผีน่ากลัว หนังตลกขำกลิ้ง หนังรักโรแมนติกจิกหมอนอาจจะไม่ใช่หนังดีสุดขั้ว แต่ถ้าดูเอาเพลิน ดูแบบปล่อยวาง ไม่คิดอะไรมาก ก็สนุกไปกับหนังได้ไม่ยาก หนังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเป็นไรเดอร์ แค่เกริ่นเอามาใส่มุขเล็กๆ พอขำไอเดีย ช่วงเปิดเรื่องที่ให้ ไรเดอร์ทั้งสามคนเข้าไปตามสถานที่ผีดุในยามค่ำคืน

บรรยากาศในสถานที่ผีสิง ทั้งในบ้านร้าง โรงพยาบาลร้างในวัดโบสถ์ ป่าช้า ออกมาดี วังเวง สิ่งของต่างๆ บรรดาผี การแต่งหน้าที่ดูน่ากลัว ซีจี ทำให้นึกว่าเข้าบ้านผีสิงจริงๆ แต่ด้วยหนังมาในโทนผีตลก เลยทำให้ไม่รู้สึกกลัวหรือหลอน แค่มีสะดุ้งตกใจบ้างในบางฉาก

มาริโอ้ กับ ฟรีน ควงคู่กันมาทำให้ในส่วนของความรักโรแมนติก แม้มาน้อยนิด มาเร็วไปเร็ว เคลมเร็ว แต่ก็ทำให้อินในส่วนของเรื่องรัก มาริโอ้ เมาเร่อ สบายๆ เล่นแบบสบาย ทะเล้น น่ารักไม่ต้องเล่นอะไรมากมาย ชวนให้ขำได้ในหลายฉากรักก็ดูโอเค

ฟรีน-สโรชา จันทร์กิมฮะ น่ารักสวยสุดๆ มีเสน่ห์จนอดหลงรักไม่ได้ ตั้งแต่ฉากแรกที่ออกมา ไม่ต้องเล่นอะไรมากมายก็ดูดี ฉากโรแมนติกกับ มาริโอ้ ทำให้ดูไปยิ้มไป

โน่-ภูวเนตร สีชมภู (เซียนหรั่ง) ชัดเจนในความเป็นตัวขโมยซีน ไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากแย่งซีน ขายมุขไป-มาแค่ขยับปาก สีหน้าท่าทางก็ขำแล้ว เน้นไปในโทนที่โดนผีกระทำ

ดีเจอาร์ต-มารุต ชื่นชมบูรณ์ ในบท น้าไก่ ที่เล่นได้ขำดูแล้วยิ้มได้ ขำๆ ในส่วนของการเป็นสายมู ของขลังเพียบออกแนวหมอผีกลายๆ ลืมภาพเก่าๆ ของ อาร์ต ไปเลย

อัญชลี สายสุนทร ในบท แม่ของ มาย ดูจะเป็นเพียงคนเดียวที่บทหนักที่สุด ได้บทที่หนัก แสดงอารมณ์ ปล่อยอารมณ์ได้มากที่สุดในเรื่อง ใส่อารมณ์เต็มที่ ดูแล้วเหนื่อยแทน

ทั้งหน้าหนังและตัวหนัง ไรเดอร์ ชวนให้นึกว่าเป็นหนัง คู่แฝดกับ 404 สุขีนิรันดร์ ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ผีในสถานที่ ตัวเอกมาเป็นกลุ่มเจอผี เน้นขายความกลัวผสมน่ากลัว แต่ถ้าเทียบกันแล้วไรเดอร์ ดูผ่อนคลาย สนุกกว่า กังฟู-นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริทำ ไรเดอร์ ออกมาดูเพลินๆ เรื่องอาจจะบางเบาในทุกๆ ส่วน เดินตามสูตรสำเร็จ เล่าเรื่องง่ายตรง ตัวละครไม่เยอะ แต่ทุกส่วนก็ออกมาดูสบาย โปรดักชั่นดีงามไม่เละเทะ ไม่มีมุขตลกหยาบคายสองแง่สามง่าม ไม่มีมุขตลกคาเฟ่ ไม่มีฉากล่อแหลม ฉากรุนแรงไรเดอร์ มาในโทนหนังผีแบบไทยๆ ที่อาจจะดูไม่ใหม่สำหรับคอหนังรุ่นใหม่ แต่ก็โดนใจกับคอหนังไทยทั่วไป ปล่อยใจดูแบบสบายๆไม่จับผิด ไม่ตั้งความหวัง สนุกตลอด 105 นาที แน่นอน 7/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’

https://www.naewna.com/entertain/845915

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.54 น.

“ทิ้งมัน เอาไว้ในวัยหนุ่ม“

” อย่าเข้ามา มันอันตราย“ 

หนังไทย เรื่องล่าสุดของ ค่ายเนรมิตรหนังฟิล์ม และ ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ร่วมด้วย กำ-กับ-หนัง ผีมือการกำกับของ พุฒิพงษ์ นาคทอง ที่เคยฝากความประทับใจไว้ใน 4Kings ทั้ง 2 ภาค

เผือก เด็กหนุ่มที่ยิงกุ๊ยปากซอยที่ย้ำว่าแม่ตนขายยาตาย  จนต้องมารับโทษในคุก ที่แบ่งเป็น2ฝ่าย 2บ้านที่ปกครองกันอย่างสุดขั้ว และไม่มีใครยอมใครเบียร์ ขาใหญ่ คุมบ้านคลองเตย มี บอยกับ กร เป็นสมุนบังกัส ดูบ้านฝั่งธนที่มี กอล์ฟเป็นคนสนิทเผือก และ ฟลุ้ค เพื่อนLGBT ที่เข้ามาพร้อมกัน ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของสองบ้าน

วัยหนุ่ม 2544 มีความรู้สึก เหมือน เข้ามาดู 4Kings แค่เปลี่ยนจาก ข้างนอกข้างในโรงเรียนตามท้องถนน ย้ายเข้ามาอยู่ในคุกแทน หนังออกตัวตั้งแต่ต้นว่าเป็นเรื่องสมมุติ ทำให้มองข้ามความจริงต่างๆ เรื่องของกฏหมาย คำตัดสิน สภาพต่างๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในคุก คดีในวัยหนุ่มพออายุครบก็ต้องย้ายไปคุกผู้ใหญ่ คงไม่มีใครติดนาน 10 ปี 

วัยหนุ่ม 2544 สะท้อนสังคมในมุมมืด ชีวิตด้านมืด ตลอดเรื่องเต็มไปด้วย ความชั่วร้าย ความเลว ความอำมหิตของตัวละคร มีแต่มุมด้านมืด ไม่มีด้านสว่าง เต็มไปด้วยรุนแรง ความรันทด หดหู่ตลอดเรื่อง

ณัฏฐ์ กิจจริต ในบท เผือก-สุภาพ ศรีเผือก บทเด่นเป็นตัวแบกหนังทั้งเรื่อง เล่นดีมากๆ ปรับลุกปรับภาพมาเป็น นักโทษชาย ที่ถูกกระทำได้ดี ทุ่มสุดตัวดูโทรมๆ แทบไม่มีภาพดีในตัว ยังดีที่ ชัดเจน ในความเป็น พระเอก ที่ดึงให้คนดูอยู่กับตัวหนัง ตามดูรอลุ้นว่า เผือกจะเจออะไร จะโดน อะไร จุดจบจะลงเอยอย่างไรชอบๆ ที่ เผือก ดูแกร่งอดทน ทุกอย่าง จุดอ่อนเดียวคือ แม่ และเจ็บปวด เพราะถูกแฟนที่อยู่นอกกำแพงทิ้ง

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ ในบท เบียร์ หัวโจกบ้านคลองเตย มาในแบบร้าย/โหด/เหี้ยมสุดๆ ตัวละครที่ต้องมี ในหนังติดคุก ทุกๆ เรื่อง ต้องชมว่า เป้ เล่นได้แรงจริงๆ ทั้งสีหน้าท่าทางน้ำเสียงกวนสุดๆ แอ็คชั่นใช้ได้ ดูแล้วเชื่อว่าเป็น หัวโจก จริงๆตั้งแต่ดู เป้ มา รู้สึกว่า เรื่องนี้เล่นดีที่สุด

จ๋าย ไททศมิตร-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี ในบท บังกัส ผู้ดูแลบ้านฝั่งธนที่เป็นคู่ปรับเบียร์ มานิ่งๆ เรื่อยๆ มีความเป็นโจกที่ดูดีมีความใจดีแฝงอยู่ข้างในหนังเพิ่มส่วน ดราม่า ปมเรื่องพ่อใส่เข้ามา

เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ ได้รับบทแรงๆ บทส่งมากๆ ในบท ฟลุ๊ค ชายใจหญิง ที่เข้าคุกมาพร้อมกับเผือก เป็นตัวละครที่ดูรันทดมากๆ ตั้งแต่ ต้องโทษ ด้วยความผิดที่ไม่ได้ทำ โดนเรื่องร้ายๆ ในคุก หรือแม้แต่ บทสรุปสุดท้าย ที่ ทำให้คนดู อดสงสาร มากกว่าตัวละครคนอื่นๆ 

ท๊อบ-ทศพล หมายสุข  ในบท บอย มือขวาของ เบียร์ ที่กวนๆ ร้ายๆ ในทุกๆ ฉาก สร้างสีสัน ความสนุกความแรง ให้กับตัวหนังเบนจามิน โจเซฟ วาร์นี มาในบท กอล์ฟ หรือ ฝรั่ง คนสนิท บังกัส ที่เข้ามาเป็นตัวเสริม ในฝั่งของ บ้านฝั่งธน 

ต้น-อรุณพงค์ นราพันธ์  รับบท กร หนึ่งสามขาใหญ่ ตัวเล็ก แต่เก๋า บ้านคลองเตย

ต๊อบ-สหัสชัย ชุมรุม ในบท เรืองเดช ผู้คุมจอมเหี้ยม รังสีความเฮี้ยบ ออกมาแบบเต็มๆ สีหน้าท่าทางใช่มากๆเอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย มารับบท พ่อของ บังกัส มาน้อยแต่ได้เยอะ 

ผู้คุมนักโทษ กับ พ่อที่พยายามช่วยลูกออกจากคุก เป็นสองตัวละคร ที่เปล่งพลังของความเป็นพ่อออกมาได้ดีมากๆ 

ในเรื่องแมนๆ แบบนี้ มีตัวละครหญิง แม่กับแฟน แค่สองคน เข้ามาเสริมเพิ่มปม เน้นๆ ไปที่ เผือก จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง ในบท ป้าบัว แม่ของเผือก สวยสมวัย เป็นบทที่ใส่เข้ามาเพิ่มเสริมปมในใจของ เผือก 

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร มาเป็น ภา แฟนของเด็กช่างอย่างเผือก ในแบบสาวติสๆ บทน้อยแต่มาแบบจริงจัง ขยี้อารมณ์ของคนดู ฉากมาเยี่ยมเผือก ในคุก ได้ใจมากๆ 

แม้ นักแสดงทุกคนจะเล่นดี แต่น่าเสียดาย ที่ ซีนหนักๆ ซีนแรงๆ กลับใส่อารมณ์แรงๆ กันแบบเต็มที่ จนทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าพูดอะไร เลยงง! กับสิ่งที่ต้องการจะบอก 

ต้องชม พุฒิพงษ์ นาคทอง ทำ วัยหนุ่ม2544 ออกมาดูลงตัว ทั้ง การเล่าเรื่อง โปรดักชั่น ภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ อุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ความรุนแรงในหนัง หรือนักแสดงทุกๆ คน  ที่ออกมาดูดีลงตัวกว่า 4Kings ทั้ง2 ภาคแต่ยังคงติดๆ บ้าง เหมือนสองเรื่องก่อน หนังพยายามขยี้ ขยี้ ขยี้ ในส่วนของดราม่า มากจนเกินงาม เกินความพอดี จนรู้สึกอัดอัด ไม่สนุกหรือ ภาพ บรรดาคนคุก ทั้ง บ้านคลองเตยและบ้านฝั่งธน เรียงแถว อยู่หลังลูกพี่ มันดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนนั่งเพื่อให้ภาพออกมาสวย เป็นตัวประกอบไท้ประดับในฉากไม่ชอบมากนัก..แต่ก็รู้สึกถึง ความเป็นหนังไทย ที่ตั่งใจงานออกมาอยู่ในระดับดี โอเคเลย 8/10 คะแนน