บุกเซ็นทรัลฯ อุดร พาชิม-ช้อปสินค้าจากเวียดนาม ในงาน “Vietnamese Goods Week – Udon Thani 2021” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/656137

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 12:20 น.

บุกเซ็นทรัลฯ อุดร พาชิม-ช้อปสินค้าจากเวียดนาม ในงาน “Vietnamese Goods Week - Udon Thani 2021”พาชิม-ช้อปสินค้าจากเวียดนาม ภายใต้ธีม A Flavour of Vietnam ในงานแสดงสินค้าจากประเทศเวียดนาม “Vietnamese Goods Week in Thailand – Udon Thani 2021”

จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้วสำหรับงาน “Vietnamese Goods Week in Thailand – Udon Thani 2021” (เวียดนามีส กูดส์ วีค อิน ไทยแลนด์ – อุดรธานี 2021) งานแสดงสินค้าจากประเทศเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมือหว่าง กลุ่มเซ็นทรัล บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ปีนี้จัดภายใต้ธีม “A Flavour of Vietnam” (อะ เฟลเวอร์ ออฟ เวียดนาม) ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G เซ็นทรัล อุดรธานี ระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2564

จากความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศในโอกาสฉลองครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามทั้งที ครั้งนี้เลยยกขบวนไปจัดงานกันที่ “จังหวัดอุดรธานี” ซึ่งเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในงานมีสินค้าไฮไลท์มากมาย เริ่มกันที่หมวดของสด งานนี้จะได้เห็นของดีที่เวียดนามส่งตรงมาให้ชาวไทยได้ลองชิมกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น

ลิ้นจี่เวียดนาม : สายพันธุ์ Vai Thieu (ว๊ายะเถี่ยว) ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในเวียดนาม เนื้อฉ่ำ หวาน อร่อย เมล็ดเล็ก ส่งตรงจากจังหวัด Luc Ngan Bac Giang (ลุ้กง้าน บั๊คยาง)

แก้วมังกร 3 สี : ได้แก่ เนื้อสีชมพูเข้ม เนื้อสีขาว และพิเศษ “แก้วมังกรสีเหลือง” จากเมือง Long An Binh Thuan (ลองอาน บิ่นห์ถวน) ที่นำเข้ามาเป็นปีแรก รสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ เปลือกบาง ผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ นำไปแช่เย็นฉ่ำๆให้ความสดชื่น

มันหวาน : มีให้เลือกถึง 2 สี คือ เนื้อสีเหลือง และเนื้อสีม่วง รสชาติหวานทั้งคู่ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ นำไปนึ่งหรือเผาให้พอดีมีแทรกกลิ่นคาราเมลในเนื้อนิดๆ รับรองว่าอร่อยล้ำ!

เนื้อปลาแพนกาเซียดอลลี่ : สินค้าขึ้นชื่อของเวียดนามอีกอย่างหนึ่ง ปลาแพนกาเซียดอลลี่ในเวียดนามถูกเลี้ยงในระบบที่ได้คุณภาพ จึงทำให้เนื้อสัมผัส และรสชาติแตกต่างจากปลาดอลลี่ที่อื่น ปลาแพนกาเซียดอลลี่นั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน โอเมก้า-3 และวิตามิน B2 ซึ่งล้วนแต่ดีต่อร่างกาย

นอกจากของสดแล้ว ภายในงานยังมีอาหารพร้อมทานให้เลือกชิมกันอีกด้วย อาทิ

ร้านอิ่มปาเต ร้านชื่อดังประจำจังหวัดอุดรธานี อร่อยกับเมนูขึ้นชื่อ Bahn Mi หรือบาเก็ตเวียดนาม ขนมปังที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้านนี้มีความกรอบนอก นุ่มใน และมีไส้ให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไส้ดั่งเดิมอย่างหมูยอ ไส้ทูน่า หรือเบคอน เป็นต้น

คาเฟ่อเมซอนเวียดนาม : เวียดนามขึ้นชื่อเรื่องกาแฟเช่นกัน งานนี้ได้ Café Amazon เวียดนามมาช่วยครีเอท 4 เมนูพิเศษให้คอกาแฟได้ลองชิมกัน ได้แก่ Cà Phê S?a (ก่าเฟเชื้อะ) เมนูกาแฟสไตล์เวียดนาม ที่ผ่านการคัดสรรจากเมล็ดกาแฟท้องถิ่นเวียดนามระดับคุณภาพ ปกติมีจำหน่ายที่เวียดนามเท่านั้น นอกจากนั้นยังมี Ca Phe Sua หรือ Café Sua เย็น ชงสด ที่ใช้เมล็ดสายพันธุ์ Aramour และเมนูชา Tra Sua Thai Do หรือ Thai Milk Tea นั่นเอง

ส่วนใครอยากจะซื้อเมล็ดกาแฟสำเร็จรูป ชาหอมๆ เครื่องปรุงต่าง ๆ เฝอสำเร็จรูปไปทำทานเองที่บ้าน ตลอดจนดอกไม้สดนานาพันธุ์บานสะพรั่งส่งตรงจากเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบ คาร์เนชั่น ลิลลี่ อัลสโตรมีเรีย และอีกมากมาย สามารถเลือกซื้อไปปักแจกันเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ระหว่างวันได้เลย

ย้ำอีกครั้งว่างาน “Vietnamese Goods Week – Udon Thani 2021” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายนนี้เท่านั้น 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว แล้วพบกันที่เซ็นทรัล อุดรธานี มาชิม-ช้อป-ชมสินค้าและอาหารเวียดนามคุณภาพดีไปด้วยกัน จบงานนี้หากยังช้อปไม่จุใจก็แนะนำไปเลือกซื้อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเวียดนามกันต่อได้ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tops.co.th หรือ เฟซบุ๊ก TopsThailand หรือ แอปพลิเคชั่นไลน์ @TopsThailand

‘มะเร็งตับ’ ดับชีวิตคนไทยรายวันดันยอดพุ่งสูงกว่าโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656545

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

'มะเร็งตับ' ดับชีวิตคนไทยรายวันดันยอดพุ่งสูงกว่าโควิด-19ปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 “มะเร็งตับ” ดับชีวิตคนไทย 73 รายต่อวัน พุ่งสูงกว่าโควิด 26 เท่า/ปี แพทย์วอนทุกภาคส่วนปลดล็อกมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤตสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงชาวไทยตื่นกลัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทว่าอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศมานานอย่างต่อเนื่อง คือ โรคมะเร็งตับ ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 อีกทั้ง ประเทศไทยยังติดอันดับ 5 ของโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุด โดยมีอัตราของการพบผู้ป่วยมะเร็งตับอยู่ที่ 21 รายต่อประชากร 100,000 คน

จากความร้ายแรงของวิกฤตสุขภาพทั้งสองโรค เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน 2563 – 1 มิถุนายน 2564) ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 156,370 ราย และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 1,012 ราย ในขณะที่ปี 2563 เพียงปีเดียว พบว่าตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่อยู่ที่ 27,394 ราย แต่ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับกลับอยู่ที่ 26,704 คน หรือคิดเป็น 73 คนต่อวัน โดยเฉลี่ย ซึ่งนับได้ว่าสูงกว่าโควิด-19 ถึง 26 เท่าตัว

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ ได้แก่

  • ผู้ที่ดื่มสุรา (30%)
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับจากการบริโภคอาหารไขมันสูงและผู้ที่เป็นโรคอ้วน (30%)
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารแอลฟาท็อกซินที่ปนเปื้อนเชื้อรา (30%)
  • ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10%) เป็นต้น

สถิติพบว่า ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วงวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โรคมะเร็งตับคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสโควิด-19 แม้แต่น้อย

ในด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา แม้มะเร็งตับส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างน่าตกใจ แต่ กลับยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ มีการส่งตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับการจัดสรรวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน มะเร็งตับเป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการในระยะแรกของโรค ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาสำรวจและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุยาที่ใช้ในรักษามะเร็งตับชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น

ศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับว่า “โรคมะเร็งตับบางเคสอาจรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้ ทำให้แพทย์ต้องรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสมผสานที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในเนื้อตับยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ ดังนั้น ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาการเบิกจ่ายยาจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับได้ในที่สุด”

คุณพงศ์พสิน นวลละออ อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ ในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งการเฉลิมฉลองให้กับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งทั่วโลก (Cancer Survivors Month) เกี่ยวกับโรคนี้ว่า “ความรู้สึกแรกเมื่อตรวจเจอมะเร็งตับ คือสภาพจิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดหวัง จากที่เคยใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติก็กลับเบื่ออาหาร ถ่ายเป็นสียางมะตอยสัปดาห์ละครั้ง ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 2553 แต่แค่เพียงปีกว่าๆ มะเร็งกลับลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย”

ถึงแม้ว่ามะเร็งตับจะเป็นโรคที่คุกคามร่างกายของคนเราอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการ แต่การหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองและสำรวจประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว ว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับหรือ มีอาการอื่นๆ ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งตับ อาทิ โรคดีซ่าน ตรวจพบก้อนบริเวณท้อง ปวดท้องแบบโรคกระเพาะอย่างต่อเนื่อง และภาวะไขมันพอกตับหรือตับเริ่มแข็ง เป็นต้น หากสำรวจตัวเองแล้วพบความเสี่ยงก็ควรรีบพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ศ.พญ.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับทุกคนอดทนรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการไปพบแพทย์ตามนัด สุดท้ายนี้ดิฉันอยากให้กำลังใจว่า ถ้าเราตรวจเจอมะเร็งตับในระยะที่ 1 โอกาสที่สามารถรักษาให้หายขาดมีได้สูง” 

โรคมะเร็งตับสามารถป้องกันได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ “การปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อถนอมตับที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ให้ทำงานได้อย่างดีที่สุด ผมอยากฝากถึงผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคอยู่ว่าการเป็นมะเร็งไม่ได้แปลว่าต้องเสียชีวิตเสมอไป เราต้องมีความหวังและเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางการแพทย์” คุณพงศ์พสินกล่าวปิดท้าย

สำหรับวันนี้ที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน จึงอยากให้พิจารณาสิทธิบัตรทอง 30 บาท สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ ซึ่งเป็นวิกฤติสุขภาพที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประชาชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่กลับเป็นโรคที่ไม่ได้รับความใส่ใจด้านการตรวจคัดกรองและการรักษาเท่าที่ควร ทำให้กว่าผู้ป่วยจะมาถึงมือแพทย์ก็มักอยู่ในระยะท้ายๆ ของโรค และเสียชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ฉะนั้น สิทธิในการเข้าถึงยาจะช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสมและยืดระยะเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656542

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:30 น.

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลยดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ชวนไขคำตอบความเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสของคุณแม่ ที่มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด พร้อมคำแนะนำดีๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ตามปกติแล้วผู้หญิงช่วงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทางร่างกายมากมาย หลายคนอาจเผชิญสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป และยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน Work From Home หรือไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกที่ตนชอบได้เหมือนเดิม ก็อาจทำให้มีความสุขน้อยลงกว่าแต่ก่อน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหาร Vital Glow Skin & Aesthetic และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 เครือโรงพยาบาลนวมินทร์และนวมินทร์สหคลินิก ผู้บริหารคนสวยเก่ง และกำลังสวมบทบาทคุณแม่มือใหม่ เผยว่า โดยส่วนตัวเป็นคนใส่ใจในสุขภาพอยู่แล้ว นอกจากหาความรู้ด้วยการเรียนอย่างจริงจัง เพื่อใช้กับงานแล้ว เวลามีปัญญาด้านสุขภาพเรื่องไหนก็ชอบที่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับครอบครัวทำธุรกิจโรงพยาบาล นอกจากหาความรู้ด้วยตัวเองยังไม่พอ พิมพ์ก็ได้มีการเช็กเพื่อความถูกต้องกับหมอเฉพาะทางอีกครั้ง สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการอะไร พิมพ์ได้ไปหาคำตอบมาให้แล้ว

ทีมสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 กล่าวว่า สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสอาจจะเรียกได้ว่า มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โลน ฮอร์โมนฮิวแมนพลาเซนต้าแลกโตรเจน ฮอร์โมนโปรแลกติน และ ฮอร์โมนออกซิโตซิน เป็นต้น เรียกได้ว่าช่วงนี้ของคุณแม่เป็น Hormonal Storm เลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อคลอดลูกก็จะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับอารมณ์ได้ง่าย ทำให้รู้สึกอารมณ์ไม่คงที่ เช่น การนอนไม่เป็นเวลาที่ต้องดูแลลูก การพักผ่อนไม่เพียงพอ การที่เห็นร่างกายเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงไปของกิจวัตรประจำวัน ความกังวลในภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการเลี้ยงลูก หรือทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ทำงานมากกว่าเหตุผล รวมไปถึงสภาพแวดล้อม ยิ่งมีสถานการณ์การเผยแพร่ของโควิด-19 การใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมได้เปลี่ยนไป ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอก หรือความกังวลเรื่องการนำเชื้อโรคมาสู่ลูกน้อยมากจนเกินไป ก็อาจเป็นการสะสมความเครียดในรูปแบบหนึ่ง รวมถึงฮอร์โมนดังกล่าวยังส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้อ้วนง่าย เป็นเบาหวานง่ายอีกด้วย ซึ่งก็ล้วนส่งผลถึงสุขภาพจิตของคุณแม่

เมื่อร่างกายมีความเครียดมักจะมีหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ฮอร์โมนคอร์ติซอล 2. อะดรีนาลีน ทำให้ร่างกายของคุณแม่แสดงอาการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความดันสูง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนรู้สึกเบื่ออาหาร เป็นต้น แต่เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณแม่แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือสามารถส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้อีกด้วย เช่น การเติบโตช้า เพราะคุณแม่เครียดรับประทานอาหารได้น้อยทำให้สารอาหารไปถึงลูกไม่เพียงพอ พัฒนาการด้านอารมณ์เมื่อคลอดออกมาลูกจะมีอาการที่งอแง ขี้โมโห และผลกระทบอันตรายที่สุดคือการแท้งลูก นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องอยู่บ้านนาน ๆ เราจะพบว่า

· พฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมีผลกับอารมณ์ของคุณแม่ แนะนำว่าคุณแม่ควรทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบเป็นหลัก สามารถทำได้ที่บ้าน เป็นการทำกิจกรรมโดยมีลูกน้อยของเราเป็นแรงบันดาลใจ เช่น การทำอาหารสำหรับเด็ก ศึกษาคุณค่าอาหารโภชนาการที่เหมาะกับลูก ถักชุดไหมพรมให้ลูก ทำของเล่นให้ลูก อ่านหนังสือหรือนิทานให้ลูกฟัง เล่นดนตรีกล่อมลูกน้อยของเรา ออกกำลังกายเบา ๆ พอให้ร่างกายได้รู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ เมื่อฮอร์โมนความรักหลั่งออกมา แม่ก็จะมีความสุข แล้วลูกก็จะรับรู้ถึงความสุขจากแม่ได้

· ให้คุณแม่มองโลกในแง่บวกไว้มาก ๆ ใช้ความคิดเชิงเหตุผลมากกว่าอารมณ์ การมี Mindset เชิงบวกช่วยคุณแม่ได้มาก ให้มองว่าการมีลูกในช่วงนี้มีข้อดี เพราะเราจะได้อยู่บ้านดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ มีเวลาเล่นกับลูก แถมสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ก็มีเวลาช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยของเราที่บ้านด้วย

· เมื่อคุณแม่รู้สึกซึมเศร้าบ่อยมากขึ้น รู้สึกไม่อยากให้นมลูก ไม่อยากได้ยินเสียงร้องของลูก นอนไม่หลับ รู้สึกหมดพลัง แม้จะทำกิจกรรมที่ชอบแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบจิตแพทย์ได้เลย หากรู้สึกเครียด ให้เน้นพูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อน และคนในครอบครัว ก็เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้

ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าสภาพจิตใจเราแข็งแรง เราสตรองเพียงพอทุกอย่างก็จะออกมาดี เพราะฉะนั้นเราต้องคิดบวกเข้าไว้เพราะในทุกสถานการณ์มันต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และถ้าเรามองข้อดีให้มากกว่าข้อเสีย การมีลูกในช่วงนี้ก็จะเป็นไปได้ดี แม่เองก็มีความสุขและมีน้ำนมเลี้ยงลูกน้อยต่อไปด้วย ขอให้คุณแม่ลูกอ่อนหรือแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านสู้ต่อไป พยายามคิดบวกในสิ่งที่เราเป็นเข้าไว้ พิมพ์ขอเป็นกำลังใจให้ ดร.พิมพ์ขวัญกล่าวสรุป

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงนี้แล้วกำลังรู้สึกเครียด อาจต้องหาเวลาทบทวนจุดดีหรือจุดแข็งของตัวเรา อาชีพที่เราทำอยู่ ความสามารถที่เรามี โฟกัสสิ่งดี ๆ มากกว่าสิ่งที่จะมาบั่นทอนกำลังใจ การทำกิจกรรมดี ๆ ที่บ้าน และปรับความคิดช่วยให้สภาพจิตคุณแม่แฮปปี้ขึ้นได้ เชื่อว่ารอบตัวเรานี้มีคนที่เข้าใจ พร้อมมอบพลังบวกให้คุณแม่ทุกท่านได้เสมอ คุณแม่ที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีความสนใจเรื่องแม่และเด็ก สามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ หรือฝากคำถามไว้ได้ที่ Facebook Fanpage: Dr.Pimkhwan แม่พิมพ์ แม่มือใหม่ YouTube Channel: dr.PIMKHWAN และ Instagram: dr.pimkhwan

มาตรวจเบาหวานกันเถิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656322

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

มาตรวจเบาหวานกันเถิดใครควรตรวจเบาหวาน? แพทย์ชวนตรวจไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานและโรคแทรกซ้อน

โรคเบาหวาน หมายถึงโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้ คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็คเบาหวาน

ใครควรตรวจเบาหวาน

จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่

• ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป

• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

– มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง

– มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

– เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่

– ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL 250 มก/ดล. หรือรับประทานยารักษา

– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

– กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง

– ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe

obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)

– เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อัฟริกันอเมริกัน ละติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น

– ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย

บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน “ทุกอายุ”

• ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน)

– HbA1c = 5.7-6.4%,

– ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง)

ควรได้รับการตรวจเบาหวาน “ทุกปี”

• ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)

• ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV)

ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ 

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2

• ไม่มีใครทราบ “จุดเริ่มต้น” (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่

• ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน

• ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้

• ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ 

“มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน และป้องกันเบาหวานไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

กล้ามาก “พ่อบ้านเก่ง” สุดรักภรรยา อวดใบสมรสบนร่างให้โลกรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472223

กล้ามาก”พ่อบ้านเก่ง”สุดรักภรรยา อวดใบสมรสบนร่างให้โลกรู้

29 มิถุนายน 2564 – 18:30 น.

พูดถึงรอยสัก กว่าจะสักกันได้แต่ละรูปต้องใช้เวลานาน สำหรับพ่อบ้านท่านนี้ก็เช่นกัน ที่ใช้เวลาร่วม 6 ชั่วโมง กว่าจะคัดลองทะเบียนสมรส มาอยู่บนร่างของตัวเองได้ เรียกว่าใจกล้า อดทน เป็นสามีตัวอย่างจริง ๆ แบบนี้ไม่ใช่เพราะความก็ทำได้ยากนะจ๊ะ

แม้ใครจะบอกว่าสมัยนี้ “ใบสำคัญสมรส หรือ ทะเบียนสมรส“ไม่ใช่เครื่องการันตีความรัก แต่ก็คงใช้ไม่ได้กับพ่อบ้านท่านนี้ที่ชื่อว่า “เก่ง นันธวัช”เพราะจากภาพที่ออกมาแล้ว เป็นเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจอย่างมาก ที่ได้แสดงออกต่อภรรยาของเขาเอง ด้วยการนำใบทะเบียนสมรสออกมาประกาศให้คนได้เห็นกัน แถมต้องใช้ความอดทนอย่างมากกว่าใบทะเบียนสมรสใบนี้ที่เลียนแบบของจริงขึ้นมาอยู่บนเรือนร่าง เพราะกว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลานาน ร่วม 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

กล้ามาก"พ่อบ้านเก่ง"สุดรักภรรยา อวดใบสมรสบนร่างให้โลกรู้

สำหรับเรื่องราวพ่อบ้านใจกล้า ที่ต้องของยกนิ้วให้นั้นเกิดขึ้นจาก ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า  Om-Aim Daraployphan ได้ออกมาโพสต์ภาพของสามี หนุ่มพร้อมรอยสักที่ดูคุ้น ๆ พอสังเกตดี ๆ คือ รูปแบบของใบทะเบียนสมรสนั้นเอง เธอบรรยายข้อความประกอบภาพว่า  “หน้าที่ของความรัก คือการเดินไปมอบความรัก และยืนเฉยๆเพื่อรับมัน ไม่ใช่การดิ้นรนเพื่อให้ได้มา นี่ชอบคนธรรมดา

ไม่ต้องหล่อ แม่เหนื่อยมาเยอะแล้ว ชีวิตไม่เอาแล้วแฟนตาซีเยอะๆ กระอักเลือด555 ขอบคุณพี่เก่งที่ดูแลหนูมาตลอด ขยัน ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวจนที่บ้านยอมรับ ขอบคุณอีกอย่างที่ไม่เจ้าชู้ คบคนเจ้าชู้ก็เหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา เสียว สนุก ตื่นเต้นเร้าใจ แต่แค่แป๊บเดียว ก็ต้องจอด เพราะคงไม่มีใครจะนั่งรถไฟเหาะตีลังกาได้ตลอดชีวิต เพราะหาความมั่นคงและปลอดภัยไม่ได้เลยชีวิตมีความเสี่ยงสูง..ที่จะตกรถไฟกลางอากาศ คบคนเจ้าชู้ สนุก แต่เหนื่อย และคนฉลาดมักไม่คบกับคนเจ้าชู้

จับมือกันเดินต่อไปนะคะ ช่วยๆ กันสร้าง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รักพี่นะคะ ผัวดีเด่น ผัวแบบอย่างคะกราบใจผัว ขอบคุณพี่จักร Jakpan Chimmod อาจารย์ใหญ่ที่ปรึกษาเรื่องสักเลยนะเนี่ย ขอบคุณช่างสักคนสวย ฝีมือดี สวยตาดี FaYeah Jiraratที่มาเติมเต็มโมเม้นหมึกติดหนังไปตลอดชีวิตแต่ใบหย่าช่างบอกไม่รับสักแล้ว 555″

กล้ามาก"พ่อบ้านเก่ง"สุดรักภรรยา อวดใบสมรสบนร่างให้โลกรู้

แน่นอนว่าเมื่อภาพโมเมนต์น่ารักของคู่สามีภรรยาคู่นี้ได้ถูกตีแผ่ไป ก็มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจ้าของลายสักคือ “นันธวัช เอื่อมเวช หรือ เก่ง สามีวัย 33 ปี และภรรยา ฎารพลอยพรรณ จันทร์คงเดชา หรือคุณอุ๋มอิ๋ม วัย 31 ปี” ทั้งคู่นั้นจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 และทั้งคู่กำลังจะมีทายาทตัวน้อยด้วย

คุณเก่ง เป็นคนชอบรอยสักอยู่แล้ว วันหนึ่งเกิดความคิดว่าภรรยาควรอยู่ข้างกาย จึงขอภรรยาไปสักลายทะเบียนสมรส เผื่อว่าวันไหนทะเลาะกัน เมื่อเห็นใบทะเบียนสมรสจะได้หวนคิดไปถึงวันแรกๆ ที่รักกัน ส่วนคุณอุ๋มอิ๋ม ก็เผยว่าตอนคบกันใหม่ๆ สามีก็ไปสักชื่นตนไว้ที่หน้าอก พอสามีอยากสักทะเบียนสมรสก็ไม่ได้ขัดใจอะไร และเมื่อสักออกมาเสร็จก็ชอบมากที่ออกมาสวยงามเหมือนของจริงอีกทั้งยังพูดติดตลกว่าหากสามีไปแต่งงานใหม่ ทุกคนจะได้รู้ว่าจดทะเบียนซ้อน

กล้ามาก"พ่อบ้านเก่ง"สุดรักภรรยา อวดใบสมรสบนร่างให้โลกรู้

ส่วนรอยสักดังกล่าวนั้นผ่านการรังสรรค์จาก ร้าน JAK HUA HIN Tattoo ในซอยหัวหิน 94 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่างสักคือ นางสาวจิระรัตน์ แก้ววิลาศ ช่างสักสาววัย 27 ที่มีประสบการณ์มากว่า 5 ปี ที่ถนัดด้านงานสักภาพเหมือน ใช้เวลาสักร่วม 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ ในช่วงเวลาราว 1 ทุ่ม ก่อนจะสักเสร็จตอนตี 1 ของวันที่ 26 มิถุนายน 2564 

กล้ามาก"พ่อบ้านเก่ง"สุดรักภรรยา อวดใบสมรสบนร่างให้โลกรู้

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความรักของคู่รักที่แสดงออกมาให้ อมยิ้มกัน ซึ่งพ่อบ้านท่านไหนที่อยากจะเอาใจภรรยา ก็ลองเอาไอเดียนี้ไปใช้ก็ได้เพราะมีคนดังหลายคน ที่ยอมเจ็บตัวเพื่อคนที่ตัวเองรัก อย่างคนดังในวงการบันเทิงก็อาทิ หนุ่มแทค ภรัณยู ที่สักชื่อลูก, ป๊อป ภัสสรกรณ์ ที่สักรูปแม่อาภัสรา เป็นต้น

ขอบคุณภาพประกอบ :FB Om-Aim Daraployphan 

เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ “รองเท้ารูปเท้าคน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472284

เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ “รองเท้ารูปเท้าคน”

เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"29 มิถุนายน 2564 – 18:09 น.

ในเมื่อรองเท้า ก็คือเท้า แล้วทำไมเราจะไม่ใส่รองเท้าที่ออกแบบให้ดูคล้ายกับ”รูปเท้าคน”จริงๆ ไปเลยล่ะ กับ “รองเท้ารูปเท้าคน” ที่คนรักแฟชั่นต้องลอง

ล่าสุด กับ “รองเท้ารูปเท้าคน” จากการออกแบบของ อิมรัน มูสวี (Imran Moosvi) หรือที่รู้จักกันในชื่อ อิมรัน โปเตโต้ (Imran Potato) แบรนด์สายสตรีตแฟชั่นชื่อดังของฝั่งอเมริกา

เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"

โดยงานของ อิมรัน โปเตโต้ มีลักษณะเฉพาะตัวคือ การออกแบบสไตล์ ‘Bootleg’ ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์ของแบรนด์ดังต่างๆ มาปรับเปลี่ยน แล้วออกแบบใหม่ตามความชอบของตัวเอง ซึ่งอาจมีความกำกึ่งกับการผิดลิขสิทธิ์หรือไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ด้วยไอเดียสร้างสรรค์ที่ อิมรัน โปเตโต้ มี ทำให้คนดังต่างๆ เลือกสวมใส่ชุดของเขาออกงานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น บิลลี่ ไอลิช (Billie Eilish) หรือ แบด บันนี่ (Bad Bunny) และสำหรับผลงานล่าสุดของ  อิมรัน โปเตโต้ ก็คือ “รองเท้ารูปเท้าคน”

บิลลี่ ไอลิช (Billie Eilish)

เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"

ที่ อิมรัน โปเตโต้ ออกแบบโดยเลียนแบบทรงเท้าของคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสีผิว เส้นเลือด รวมถึงรอยความเหี่ยวย่นของเท้า นอกจากนี้ ตัวพื้นรองเท้ายังถูกแกะเป็นคำว่า “Potato” ซึ่งเป็นสมญานามของผู้ออกแบบ ทำให้เรานึกถึงรองเท้ารูปเท้าคนที่ จิม แคร์รีย์ (Jim Carrey) เคยสวมใส่ ตอนงานประกาศผลรางวัลออสการ์ 2013 

โดย “รองเท้ารูปเท้าคน” คู่นี้ ผลิตจากซิลิโคน ไวนิล หรือยาง ที่คงต้องอาศัยความกล้าของผู้สวมใส่ เพราะต้องโดนคนทักทั้งวันแน่นอน 

เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"
เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"
เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"
เท่สุดและไม่เหมือนใคร กับเทรนด์ใหม่ "รองเท้ารูปเท้าคน"

เผย 10 อันดับสุดยอด “ผลไม้” ช่วยให้คุณห่างไกลความ “อ้วน” แถมยังได้ผิวสวย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472258

เผย 10 อันดับสุดยอด “ผลไม้” ช่วยให้คุณห่างไกลความ “อ้วน” แถมยังได้ผิวสวย

29 มิถุนายน 2564 – 15:10 น.

10 อันดับสุดยอด “ผลไม้” ช่วยให้คุณห่างไกลความ “อ้วน” แถมยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส

ผลไม้” นอกจากจะมีรสชาติหวานอร่อยแล้ว ยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ แลยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน แต่ว่าไปแล้วผลไม้ที่มีความหวานมากมักจะส่งผลให้อ้วนได้ วันนี้แอดเลยจะมาแนะนำ 10 อันดับผลไม้ที่ทานแล้วไม่อ้วนแถมยังได้ประโยชน์อีกด้วย

1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ เชอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ฯลฯ บำรุงระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสายตา

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

2. มะเขือเทศ ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายสะดวก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

3. อะโวคาโด ช่วยลดน้ำหนักตัวและลดระดับไขมันชนิดเลว (LDL) ลงได้อย่างชัดเจน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

4. ผลไม้ตระกูลส้ม ทั้ง ส้มโอ, ส้มเขียวหวาน ฯลฯ ช่วยในการขับถ่ายเพราะมีกากใยสูง อักทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากมายช่วยในการชะลอวัย ช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ด้วยแคลเซียมและวิตามินดีจากส้ม

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

5. สับปะรด สับปะรด มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง ช่วยต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีมากขึ้น

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

6. ผลไม้ตระกูลแตง อาทิ แตงโม แตงไทย ฯลฯ จะช่วยล้างพิษให้กับร่างกาย

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

7. แครนเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซีสูง และยังประกอบไปด้วยสารพฤกษ​เคมีที่ออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ป้องกันนิ่วในไต แถมช่วยต้านเชื้อไวรัส

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

8. มะละกอ มีเอนไซม์ที่เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงประสาทและสมอง และช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ แถมยังเป็นยาระบายอ่อนๆแก้อาการท้องผูก

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

9. แอปเปิล มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการชะลอวัย ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด หากรับประทานเป็นประจำวันละ 2-3 ผล ทั้งยังเหมาะกับการเป็นอาหารที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดความอยากอาหารลง แม้แอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลแต่ร่างกายก็สามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 10 นาที

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

10. กีวี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทำให้หัวใจแข็งแรง กีวีอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ ซี อี เค บี 1 บี 2 บี 3 บี 6 บี 9 แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น จัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูงมาก เพราะการรับประทานกีวีเพียง 1 ลูก (100 กรัม) จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากถึงร้อยละ 155 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

เผย 10 อันดับสุดยอด "ผลไม้" ช่วยให้คุณห่างไกลความ "อ้วน" แถมยังได้ผิวสวย

ทั้งนี้แล้วการรับทานผลไม้อย่างเดียวคงไม่สามารถช่วยลดความอ้วนได้ ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย

ที่มา สสส. / ภาพ allwinfoodthailand / beautiful-diet

“มาเซราติ” ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472212

“มาเซราติ” ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ

29 มิถุนายน 2564 – 14:55 น.

Fragment x Maserati “มาเซราติ” ฉีกกฎเกณฑ์ดั้งเดิมด้วยการเพิ่มการออกแบบดีไซน์ในสไตล์สตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่น โดย “ฮิโรชิ ฟูจิวาระ” ผู้นำแฟชั่นแบบสตรีทชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Fragment Design

การร่วมเป็นพันธมิตรระหว่าง มาเซราติ และ ฮิโรชิ ฟูจิวาระ นำไปสู่การสร้างและออกแบบ รถ มาเซราติ กิบลี่ ไฮบริด (Ghibi Hybrid) แบบลิมิเต็ดเอดิชัน ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกไปแล้ว วันที่ 24 มิถุนายน 2564 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  ‘Fragment x Maserati’ มิได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน แต่เป็นการผสานวัฒนธรรมและหลอมรวมแบรนด์ระดับไอคอนของ 2 วงการ โดยผ่านมุมมองของวัฒนธรรมแบบสตรีท ซึ่งเป็นศิลปะแขนงใหม่ ที่โดดเด่นและน่าสนใจมาก

"มาเซราติ" ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ

การออกแบบที่แตกต่างของการร่วมมือกับ ฮิโรชิ ฟูจิวาระ จึงเป็นการพิสูจน์ถึงความเปลี่ยนแปลงอีกระดับ และสะท้อนศักยภาพในการรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง โดยเส้นทางแห่งความสร้างสรรค์ ระหว่างศิลปินชาวญี่ปุ่นและ มาเซราติ เริ่มต้นด้วยการไปเยือนสถานที่ต่างๆ ของ มาเซราติ ในเมืองโมเดนา และ Centro Stile Maserati ที่ใช้สำหรับการออกแบบ รถยนต์หลากรุ่นในปัจจุบันและอนาคต ช่วยให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของแบรนด์อย่างถ่องแท้ อีกทั้งเป็นแหล่งค้นหาแรงบันดาลใจ จากการออกแบบชั้นเลิศ การวิจัยเกี่ยวกับสีและวัสดุในเชิงลึก ตลอดจนรายละเอียดทางศิลปะ เกิดเป็นประสบการณ์น่าประทับใจ นำไปสู่นวัตกรรมด้านวิศวกรรมอันล้ำสมัย

"มาเซราติ" ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ

โดย “ฮิโรชิ ฟูจิวาระ” ได้จำแนกองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างประวัติศาสตร์ของ มาเซราติ เพื่อรังสรรค์ ‘Fragment x Maserati’ ให้เป็นรถสปอร์ตที่สะท้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ ผสานแนวคิดทางศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น และแสดงถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของค่ายตรีศูลนั่นเอง

"มาเซราติ" ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ
"มาเซราติ" ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ
"มาเซราติ" ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ
"มาเซราติ" ฉีกกฎการออกแบบผสานแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่นโดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ

“เตียงพลิกตะแคง” ป้องกัน “แผลกดทับ” ฝีมือนักวิจัยไทยเทียบชั้นระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472244

“เตียงพลิกตะแคง” ป้องกัน “แผลกดทับ” ฝีมือนักวิจัยไทยเทียบชั้นระดับโลก

29 มิถุนายน 2564 – 14:27 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หนุน “เตียงพลิกตะแคง” ป้องกัน “แผลกดทับ” นวัตกรรมทางการแพทย์ จากฝีมือนักวิจัยไทย เทียบชั้น นวัตกรรมการแพทย์ระดับโลก

ประเทศไทยมีผู้ป่วยอัมพาตเพิ่มขึ้นปีละราว 1 แสนคน ในแต่ละปีต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขจำนวนมาก การดูแลผู้ป่วยอัมพาตจำเป็นต้องพลิกตัวเป็นประจำทุก 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิด “แผลกดทับ” ซึ่งการดูแลผู้ป่วยในเรื่องนี้ต้องเสียเวลาและแรงงานของพยาบาล หรือญาติผู้ป่วยไม่น้อย เพราะหากไม่ทำแรงดันกดทับและความชื้นสะสมจากการที่อยู่ในตำแหน่งเดิม ทำให้เกิดแผลกดทับได้ และยิ่งผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วยแล้วหากเกิดแผลกดทับ แผลนั้นจะลุกลามได้รวดเร็วและรักษายากมากยิ่งขึ้น

ด้วยตระหนักถึงความทรมานของผู้ป่วยที่เป็นแผลกดทับ และภาระของผู้ดูแลทั้งญาติและพยาบาล ผศ.พญ.นลินี  โกวิทวนาวงษ์ แพทย์จากภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการวิจัย เตียงพลิกตะแคง “เตียงพลิกตัวและวัสดุรองรับสำหรับผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้”

ผศ.พญ.นลินี กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีอุปกรณ์ช่วยในการพยุงตัวผู้ป่วยและลดปัญหาแผลกดทับจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่พบรูปแบบเตียง (เตียงพลิกตะแคง) ที่มีประสิทธิภาพ ที่สามารถดูแลผู้ป่วยติดเตียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดให้กับผู้ป่วยพบว่าปัญหาแผลกดทับในห้องผ่าตัดเกิดขึ้นได้ถึง 12% คนไข้มีแผลผ่าตัดแล้วไม่ควรมีแผลที่อื่นอีก จึงพยายามคิดค้นวัสดุที่จะช่วยกระจายแรง ประกอบกับอยู่ในพื้นที่ที่มีการปลูกยางพาราเยอะจึงลองดูว่าการนำยางพารามาปรับโมเลกุลเพื่อให้มีคุณสมบัติการกระจายแรง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับน่าจะทำได้ จึงเกิดเป็น ผลิตภัณฑ์ “Doctor N Medigel” เจลยางพาราเพื่อป้องกันแผลกดทับ และใช้จัดท่าผู้ป่วยในห้องผ่าตัด จากนั้นจึงได้ทำวิจัยต่อเนื่องร่วมกับ อาจารย์ สมคิด สมนักพงษ์ จากวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร ร่วมพัฒนาคิดค้นและออกแบบเตียงสำหรับผู้ป่วยอัมพาตและป้องกันแผลกดทับ หลอมรวมความเป็น dynamic support surface ของเตียงในการพลิกเปลี่ยนจุดกด กับ static support surface ของเบาะเจลยางพารา ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแผลกดทับมีสูงขึ้น และที่สำคัญสามารถผ่อนแรงของผู้ดูแลในการยกตัวเพื่อพลิกตะแคงซึ่งปกติต้องใช้คน 2 – 3 คน แต่หากใช้เตียงนี้จะใช้คนเพียงคนเดียวสามารถพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยได้อย่างสบาย

จากนั้น ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยต่อยอดเพื่อติดตั้ง software smart bed ทำให้สามารถตั้งเวลาควบคุมเตียงได้แบบออร์โตเมติก และยังมีระบบ central control สามารถควบคุมเตียงหลายๆ เตียงผ่านทางหน้าจอเดียว เพื่อลดภาระของพยาบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วยหลายเตียงในเวลาเดียวกันในช่วงการระบาด โควิด-19 ในเวลานี้ทางผู้วิจัยคาดว่าเตียงพลิกตะแคงพร้อม software smart bed จะสามารถช่วยพยาบาลในการพลิกคว่ำผู้ป่วย โควิด-19 เพื่อช่วยหายใจได้ง่ายขึ้นทำให้สามารถลดจำนวนพยาบาลที่ต้องเสี่ยงเข้าไปดูแลผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้ทางทีมงานได้พัฒนาคอนโทรลเลอร์และ software เพื่อให้ได้มาตรฐานเครื่องมือแพทย์และ software ทางการแพทย์ในระดับสากล เพื่อให้สามารถใช้ในหอผู้ป่วยวิกฤติ หรือ โรงพยาบาลระดับ จตุตถภูมิ (ระดับ รพ.ศูนย์ หรือ โรงเรียนแพทย์) ได้ และในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เราจะสามารถติดตั้งที่โรงเรียนแพทย์ 2 แห่ง โดยทาง วช. ได้ให้ทุนวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า และในอนาคตจะสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย

ผศ.พญ.นลินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำนวัตกรรมต้องไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ การจะฝ่าฟันให้พ้นหุบเหวนวัตกรรม การนำงานวิจัยลงจากหิ้งมาสู่การใช้จริงมิใช่เรื่องง่าย แต่โชคดีที่รัฐบาลมีหน่วยงานอย่าง วช. มาเสริมทำให้นักวิจัยสามารถหลุดพ้นจากหุบเหวนวัตกรรมได้

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ ถือว่าเป็นงานวิจัยประดิษฐ์คิดค้นที่เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยซึ่งเป็นแพทย์กับอาชีวศึกษา ที่ร่วมกันวิจัยพัฒนาสิ่งประดิษฐ์คิดค้นที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกและช่วยลดภาระของพยาบาลหรือญาติผู้ป่วยทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย และจะมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งความสำเร็จของผลงานวิจัยนี้ ยังบ่งบอกว่า ความร่วมมือของนักวิจัยไทย สามารถทำให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์เทียบชั้นเครื่องมือทางการแพทย์ระดับโลกได้

อ่านข่าว – แพทย์ไทยฯ ปูดยกเลิกผล “โควิด-19” วัดดวงส่งกลับ ตจว. ระบาดเงียบรอระเบิด

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

เตียงพลิกตะแคง, แผลกดทับ, โควิด-19

CR : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

“มังคุด” ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472216

“มังคุด” ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ

29 มิถุนายน 2564 – 11:25 น.

“มังคุด” ราชินีแห่งผลไม้ ประโยชน์ไม่ได้อยู่แค่เนื้อที่เรานิยมรับประทานกันเท่านั้น แต่เปลือกมังคุดก็มีประโยชน์มากมายในการรักษาโรคเช่นกัน

“มังคุด” ผลไม้ที่หลายคนชื่นชอบด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ทานแล้วจะรู้สึกชื่นใจ ทำให้ได้รับความนิยมจากทั้งในและต่างประเทศ มีการส่งออกไปทั่วโลก จนถูกยกให้เป็น”ราชินีแห่งผลไม้”  อาจเป็นเพราะลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎราชินี เนื้อในมีสีขาวสะอาด  ประโยชน์ของมังคุดไม่ได้อยู่แค่เนื้อที่เรานิยมรับประทานกันเท่านั้น แต่เปลือกมังคุดก็มีประโยชน์มากมายในการรักษาโรคเช่นกัน “มังคุด” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Garcinia mangostana Linn เป็นพืชเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดบริเวณคาบสมุทรมลายู ที่เชื่อกันว่ามีที่มาจากประเทศอินโดนีเซีย ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย รวมถึงในทวีปแอฟริกาบางแห่ง สำหรับประเทศไทยมีการเพาะปลูกกันมากในแถบภาคใต้และภาคตะวันออก 

"มังคุด" ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ

ผล มังคุด สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งอาหารคาวและหวาน แต่ส่วนใหญ่จะนิยมทานมังคุดสุกเป็นผลไม้ ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย และยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย  เนื้อมังคุดมีคุณค่าทางอาหารสูงโดยเฉพาะโพแทสเซียม โปรตีน สารเยื่อใย วิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียมและแมกนีเซียม

"มังคุด" ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ

เปลือกของมังคุดมีสารให้รสฝาด คือแทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน) แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว แมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี ในทางยาสมุนไพร ใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ ฝนกับน้ำปูนใส แก้ท้องเสีย เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย เปลือกมังคุด มีสารป้องกันเชื้อราเหมาะแก่การหมักปุ๋ย 

"มังคุด" ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ

ยางมังคุด มีประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากยางมังคุดใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดสารกลุ่มแซนโทน ซึ่งแต่ละชนิดที่มีฤทธิ์ทางยาที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมพลาสติก นอกจากนั้นยางมังคุดยังเข้ามามีบทบาทในการใช้เป็นสารเจือปนในอาหาร เพราะมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ Staphylococcus Aureus ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้

"มังคุด" ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ

ประโยชน์ของเปลือกมังคุด มีส่วนช่วยป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ) , ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง, ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า  มังคุดรักษาสิว เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และยังออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ มังคุด ยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า ,ลดความเครียด, ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท ,สารสกัดจากมังคุดช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 1 และทีเอช 17 มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้,ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่าง ๆ อย่าง เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร ,ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ, ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหัวใจ ,ช่วยลดความดันโลหิต,ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ, ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายและลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด ,มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย

"มังคุด" ราชินีแห่งผลไม้ ของโปรด ประโยชน์เยอะ

มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาล ,ช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้, มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการของโรคหอบหืด ,มีส่วนช่วยบำรุงและรักษาสายตา, ช่วยบำรุงสุขภาพช่องปากและเหงือกให้แข็งแรง, ช่วยรักษาและสมานแผลในช่องปากหรือปากแตกให้หายเร็วยิ่งขึ้น

ไฟเบอร์จากมังคุดช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก, ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ นำมาฝนกับน้ำปูนใส ,ช่วยแก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง อาการถ่ายเป็นมูกเลือด ด้วยการใช้เปลือกสดหรือแห้งฝนกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้เปลือกแห้งนำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ผลเหมือนกัน, ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะอยู่ในสภาวะปกติ , ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต ,มีส่วนช่วยป้องกันอาการตับเสื่อม ไตวาย, ช่วยรักษาอาการข้อเข่าอักเสบ ,เปลือกของมังคุดมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว, ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง (เปลือก), ช่วยยับยั้งการเกิดและใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ อย่าง กลากเกลื้อน ผดผื่นคันต่าง ๆ ด้วยการใช้เปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมาทาบริเวณที่เป็น, ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย ด้วยการใช้เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส

ที่มา  http://otop.dss.go.th/