ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636570

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึกอาการปวดหัวเรื้อรัง ภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานรวมทั้งความเครียด

โรคปวดศีรษะ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและพบมากที่สุด โดยเกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานหรือความเครียดด้วย ข้อมูลโดย พญ.พิมลพรรณ วิเสสสาระกูล แพทย์ชำนาญพิเศษอายุรศาสตร์ เฉพาะทางอายุรแพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ระบุว่า

“ปวดหัวเรื้อรัง” เกิดจากสาเหตุอะไร

การปวดหัวเรื้อรัง คือลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งอาจเป็นการปวดหัวธรรมดาที่เกิดจากความเครียด ไมเกรน หรือมีความผิดปกติด้านอื่นๆ ในร่างกาย ทำให้มีอาการปวดต่อเนื่องจนกลายเป็นอาการปวดหัวแบบเรื้อรัง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอาการปวดหัวที่นำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ได้เช่นกัน  

ไมเกรน จัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหดและขยายตัวของเส้นเลือด จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวาในแต่ละรอบ และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้ามากเกินไป เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนมากเกินไปอาการจะแย่ลง 

“ปวดหัวเรื้อรัง” อันตรายหรือไม่?

อาการปวดหัวที่เกิดจาก การปวดหัวไมเกรน ปวดหัวจากความเครียด การใช้ความคิด เกิดความตึงของกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ได้เป็นอันตราย

แต่ถ้ามีอาการปวดหัวแบบรุนแรงมากหรือรุนแรงที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมักมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน การได้ยินลดลง หรือชักเกร็ง กระตุก เดินเซ หรือคอแข็ง หรือมีอาการปวดหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน นั่นอาจเป็นอาการของโรคอื่นที่แอบแฝง เช่น เนื้องอกในสมอง มะเร็งสมอง เส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ปวดหัวแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์

ปวดหัวรุนแรงขึ้นแบบทันทีทันใดปวดหัวพร้อมกับมีไข้และคอแข็งร่วมด้วยปวดหัวร่วมกับอาการทางระบบประสาทผิดปกติเช่นแขนขาอ่อนแรงเดินเซปากเบี้ยวเป็นต้นอาการปวดหัวในผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIVปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆและไม่ตอบสนองต่อการรักษา 

ทั้งนี้อาการปวดหัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ที่สำคัญควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายอันตรายถึงชีวิต

ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636527

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 08:45 น.ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็กแพทย์หลายสำนักเตือนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV ระบาดบ่อยช่วงปลายฝนต้นหนาว เผยอาการคล้ายหวัด ยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสี่ยง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน

หลายวันมานี้มีข่าวเด็กๆ ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลหลายราย ซึ่งสาเหตุมาจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมหาวิธีป้องกันไปพน้อมๆ กัน 

ข้อมูลโดย อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมากๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่างๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ 

วิธีรักษา เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

ข้อมูลโดย นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ จากศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ฤดูกาลที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และหนึ่งในโรคสำคัญที่มีโอกาสติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการป่วยง่าย ๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้มองเผินๆ อาจเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว

การติดต่อของ RSV สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้นส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมากๆ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

ทั้งนี้ จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่งที่มีลูกยังเล็กอายุเพียง 5 เดือน แต่ติดเชื้อไวรัส RSV ทำให้เกิดปอดอักเสบ โดยคาดว่าติดเชื้อจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่มาจับหรือหอมแก้มลูกของตนนั้น การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่ป่วยหรือเป็นพาหะได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กเล็ก อยากเข้าไปสัมผัสจับมือ หอมแก้ม โดยไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัส เมื่อไปจับต้องโดนตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนปากหรือจมูก ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง อย่าเผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

การรักษา RSV ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

การป้องกัน RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อโรคนี้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ แต่ผู้ใหญ่มีโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้เด็กเล็กติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าเรียนในเนิร์สเซอร์รีหรือโรงเรียนอนุบาลแล้ว หากมีอาการป่วยควรให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนทางด้าน นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ต้นฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรค Respiratory Syncytial Virus (RSV) ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี อาการของโรค คือ มีไข้สูง ไอมากและมีเสมหะมาก ซึมลง หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ตัวเขียว จากการขาดออกซิเจน สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ที่ปนปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของล่น ฯลฯ และผ่านการหายใจเอาละอองจากการไอ จาม ของผู้ป่วยเข้าไปในร่างกาย โดยเชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง แต่ใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะมาก ต้องเคาะปอดและดูดเสมหะออกเพื่อลดความรุนแรงของอาการไอและหายใจหอบเหนื่อยได้ ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์หากไม่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การป้องกันโรคทำได้ ดังนี้

  1. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
  2. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือสัมผัสผู้ป่วย
  3. ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ
  4. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ทารกที่ได้รับควันบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV
  5. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำมากๆ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ 

.ที่มา โรงพยาบาลรามาฯ , โรงพยาบาลกรุงเทพ , สำนักอนามัย

“สทน.” พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448819

“สทน.” พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

"สทน." พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

12 พฤศจิกายน 2563 – 15:27 น.

“สทน.” พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำ พิธีเปิดอาคารและเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอน ณ ศูนย์ฉายรังสี เทคโนธานี  จังหวัดปทุมธานี โดยมี รศ.นพ. สรนิต  ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมผู้บริหารจาก สทน. ประกอบด้วย ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ประธานกรรมการบริหาร สทน. และ รศ.ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

"สทน." พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเทศไทยเองได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารฉายรังสีมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งไทยได้เริ่มมีการเดินเครื่องฉายรังสีแกมมา และมีการจำหน่ายอาหารฉายรังสีแก่ผู้บริโภคตั้งแต่ปี 2528 ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ศูนย์ฉายรังสี ได้สร้างมาตรฐานของการฉายรังสีให้เป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการในประเทศ และองค์กรต่างประเทศให้การ ยอมรับว่ามีมาตรฐานที่จะสามารถฉายรังสีให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อส่งออกไปยังประเทศปลายทางโดยไม่เกิด ปัญหาใด ๆ โดยในปี 2550 โรงงานฉายรังสีของ สทน. แห่งนี้ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐ ให้เป็นโรงงานที่สามารถฉายรังสีผลไม้ไทย 6 ชนิด เพื่อส่งออกไปสหรัฐอเมริกาได้ ถือเป็นการช่วยเปิดตลาดผลไม้ไทยให้ส่งออกได้มากขึ้น และเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียก็ให้การรับรองศูนย์รังสีของ สทน. ให้สามารถฉายรังสีส่งออกไปจำหน่ายที่ออสเตรเลียได้ ทำให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลไม้ไทยไปทั้ง 2 ประเทศได้อีกมากกว่า 100 ตันต่อปี ประเทศไทยได้เล็งเห็นประโยชน์จากการฉายรังสีของ สทน. จึงได้อนุมัติงบประมาณให้ สทน. เพื่อสร้างอาคารและเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนเพิ่มเติม เพื่อสามารถให้บริการแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการฉายรังสีที่นับวันจะมีมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายด้าน BCG คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร อีกทั้งเทคโนโลยีฉายรังสีด้วยอิเล็กตรอนและรังสีเอ็กซ์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้การฉายรังสีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

"สทน." พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

รศ.ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผย ว่า ปัจจุบัน สทน. มีเครื่องฉายรังสีที่ให้บริการฉายรังสีแกมมาในเชิงพาณิชย์แก่ผลผลิตทางการเกษตร และ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป โดยใช้โคบอลต์-60 เป็นต้นกำเนิดรังสี  ซึ่งมีความจำเป็นต้องสั่งซื้อเพิ่มเติมทุก ๆ 5 ปี เพื่อ รักษาประสิทธิภาพการให้บริการฉายรังสี แต่ต้นกำเนิดรังสีโคบอลต์-60 จะมีราคาสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งเครื่องฉายรังสีที่ใช้อยู่เป็นเครื่องเก่าที่มีอายุการใช้งานมากว่า 30 ปี  จึงทำให้มีต้นทุนการให้บริการฉายรังสีที่สูงขึ้น และที่สำคัญ ประสิทธิภาพในการให้บริการฉายรังสีผลไม้ สามารถฉายรังสีได้เต็มที่วันละ 60 ตัน ในขณะที่ความต้องการฉายรังสี ผลไม้ของไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดในสหรัฐอเมริกามีความต้องการฉายรังสีเฉลี่ยวันละ 90 ตัน  

ดังนั้น ศูนย์ฉาย รังสี สทน. จำเป็นต้องจัดหาเครื่องฉายรังสีเพิ่มเติม เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต จึงได้ริเริ่ม “โครงการเพิ่ม ศักยภาพการฉายรังสีผลิตผลการเกษตรเพื่อการส่งออกด้วยเครื่องเร่งอนุภาค” โดย สทน. ได้รับงบประมาณ 605,300,000 บาท สำหรับจัดหาเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนพร้อมอาคาร ขนาดของโรงงานฉายรังสีอิเล็กตรอนมี พื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นโรงงานฉายรังสีที่ผลิตรังสีจากพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้ทั้งลำอิเล็กตรอน (Electron beam) และรังสีเอ็กซ์ (x-ray) ซึ่งจะให้พลังงานอิเล็กตรอนไม่เกิน 10 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ ให้รังสี เอ็กซ์พลังงาน 5 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการฉายรังสีสินค้าทางการเกษตร ให้ได้เพียงพอต่อความ ต้องการของตลาดต่างประเทศและในประเทศ และได้มาตรฐานเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการนำเข้าผลิตผลการเกษตรฉายรังสี สำหรับประสิทธิภาพของเครื่องฉายรังสี สามารถให้บริการฉายรังสีได้ทั้งเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลไม้สด ได้ในปริมาณที่มากขึ้นในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

"สทน." พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

สำหรับผลที่ได้จากโครงการ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการฉายรังสีสินค้าเกษตรเพื่อการ ส่งออกแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการสั่งซื้อต้นกำเนิดรังสีโคบอลต์-60 ในโรงฉายรังสีแกมมาซึ่งมีราคาสูงขึ้นทุกปี ทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยที่ดำเนินกิจการค้าขายอาหารและผลิตภัณฑ์ฉายรังสี  รวมทั้ง สมุนไพรรักษาโรคพื้นบ้าน ผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ฉายรังสี โรงงานฉายรังสีแห่งใหม่นี้จะเป็นโรงงานต้นแบบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนทั้งในระดับอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย ขณะนี้อยู่ในช่วงทดลอง การเดินเครื่อง คาดว่าจะเริ่มให้บริการฉายรังสีในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2564 นี้ เมื่อเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอน อย่างเต็มกำลังแล้ว จะสามารถฉายรังสีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในระดับพลังงานต่ำสุดได้สูงสุด 230 ตัน/ชั่วโมง และศูนย์ ฉายรังสีของ สทน. จะสามารถฉายรังสีได้ครบทุกประเภทรังสีที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย และคาดว่าจะสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศปีละมากกว่า 5,000 ล้านบาท 

“ธัญ” (THANN) แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448779

“ธัญ” (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

12 พฤศจิกายน 2563 – 09:36 น.

“ธัญ” (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

สภาพอากาศที่หนาวเย็นนั้นทำร้ายผิวและเส้นผมมากกว่าที่คุณคิด เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้มีอากาศหนาวจัดก็ตาม อากาศที่เย็นตัวลงมาพร้อมกับระดับความชื้นในอากาศที่ต่ำ หรือเรียกกันว่า “อากาศแห้ง” ผิวและเส้นผมจึงสูญเสียความชุ่มชื้นไปอย่างง่ายดาย ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย เส้นผมและหนังศีรษะแห้ง ผมชี้ฟูจากไฟฟ้าสถิต และขาดความเงางาม แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม พญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ จัดกิจกรรมแนะนำ ‘วิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้มีสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี’ กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม อาทิ Aromatherapy Shampoo, Aromatherapy Hair Conditioner, Hair Mask, Advance Protective Hair Serum, Body Butter และ Bath & Massage Oil โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมกิจกรรม อาทิ หฤทัย ไชยยันต์ ณ อยุธยา, มธุนาฏ ซอโซตถิกุล และณชา จึงกานต์กุล ที่ KBank Private Banking ชั้น 42 อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท  เอ็มควอเทียร์

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

พญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปีว่า ‘อากาศเย็นในช่วงหน้าหนาวมาพร้อมกับความชื้นในอากาศที่ลดลง ซึ่งอากาศที่แห้งนั้นทำให้หลายคนมักพบกับปัญหาผิวและเส้นผม อาทิ ผิวและผมแห้ง แตกลาย อาการคันบริเวณผิวและหนังศีรษะ รวมถึงอาการระคายเคืองต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน หรือโรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) ก็มีโอกาสที่อาการกำเริบได้ในช่วงที่มีอากาศแห้ง บริเวณที่พบบ่อย คือ ใบหน้า บริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก หลังใบหู หรือหนังศีรษะ ในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะพบที่บริเวณหน้าอกหรือแผ่นหลังด้วย อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังช่วงหน้าหนาว คือ ฝุ่นละออง PM 2.5 หรือ Particulate Matters 2.5 เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นมากขึ้นในช่วงหน้าหนาว  นอกจากจะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรงแล้ว ฝุ่นละออง PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าที่เสมือนเกราะปกป้องผิว ทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย ความหมองคล้ำ อักทั้งยังเป็นตัวการร้ายที่ทำให้เส้นผมเราหลุดร่วงได้ง่าย มลภาวะฝุ่นละอองเหล่านี้สามารถเกาะติดเส้นผมได้ง่าย ก่อให้เกิดปัญหาผมแห้ง ขาดความเงางาม หากปล่อยไว้นานฝุ่นละอองเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าเส้นผมและทำลายโครงสร้างโปรตีนของเส้นผม ทำให้ผมแห้ง หลุดร่วงมากยิ่งขึ้น

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

การดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะในช่วงฤดูหนาวนี้ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะสูตรอ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสารจำพวกซัลเฟต (SLS) เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และควรเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทฟื้นบำรุงสภาพเส้นผมและหนังศีรษะอย่างแฮร์คอนดิชั่นเนอร์ แฮร์มาส์ก และแฮร์เซรั่ม ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้เส้นผมแห้งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตซึ่งเป็นสาเหตุของผมชี้ฟู ส่วนการการดูแลสุขภาพผิวช่วงหน้าหนาว แนะนำว่าไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนจัดจนเกินไป เพราะน้ำร้อนจะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวไปปริมาณมาก และไม่ควรสครับผิวในขณะที่ผิวแห้ง ไม่ควรขัดผิวแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคือง และยังทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายด้วย ดังนั้นควรทาครีมบำรุงผิวทันทีหลังอาบน้ำ เพื่อเพิ่มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร’

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

‘ธัญ’ (THANN) ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ผสานคุณค่าแห่งพืชพรรณจากแหล่งธรรมชาติชั้นดีทั่วโลกและเทคโนโลยีอันทันสมัย ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ‘ธัญ’ (THANN) มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ธรรมชาติผสานเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม โดยปัจจุบันมีกว่า 90 สาขา รวมถึงสปาอีก 15 แห่งใน 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย อเมริกา และยุโรป โดยผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ในครั้งนี้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงและดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผมอย่าง Aromatherapy Shampoo – Extra Formula (ขนาด 250 มล. ราคา 550 บาท) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผม ช่วยคงความชุ่มชื้นและคืนความเงางามให้กับเส้นผมด้วยคุณประโยชน์จากน้ำมันสกัดจากธรรมชาติที่อุดมด้วยวิตามิน อี

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

อาทิ น้ำมันมะกอกออแกนิค (Organic olive oil), น้ำมันงาออแกนิค (Organic sesame oil) และ น้ำมันรำข้าว (Rice bran oil) พร้อมกลิ่นหอมสดชื่นของน้ำมันหอมธรรมชาติ มีให้เลือก 2 สูตร คือ Aromatic wood – Extra shine formula สูตรเพิ่มความเงางามให้กับเส้นผม และ Oriental essence – Extra nourishing formula สูตรเพิ่มคุณค่าการบำรุงให้เส้นผมมีน้ำหนักไม่ชี้ฟู ต่อมาที่ Aromatherapy Hair Conditioner (ขนาด 200 มล. ราคา 550 บาท) ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ อาทิ    น้ำมันโจโจบาออแกนิค (Organic jojoba oil), ไหมข้าวโพดออแกนิคสกัด (Organic corn silk) และ โปรตีนข้าวสาลี (Wheat protein), และวิตามินบี 5 (Panthenol acid) ช่วยฟื้นฟูสภาพเส้นผมให้นุ่มสลวยเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมปรับสภาพหนังศีรษะให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น โดยมีให้เลือก 2 กลิ่น คือ Aromatic Wood และ Oriental Essence ถัดมาที่ Hair Mask (ขนาด 100 มล. ราคา 800 บาท) ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ โดดเด่นด้วยส่วนผสมจากสารสกัดนาโนชิโซะ (Nano shiso extract) ชุบชีวิตและเสริมความแข็งแรงกับเส้นผมที่แห้งเสีย รวมถึงทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ พร้อมคุณค่าของสารสกัดเข้มข้นจากเซราไมด์และโปรตีนจากข้าวสาลี (Ceramide and Wheat protein) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกันกับเส้นผม ตรงเข้าบำรุงผมที่แห้งเสีย พร้อมน้ำมันโจโจบาช่วยปรับสภาพเส้นผมให้เงางาม

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

ผลิตภัณฑ์ถัดมา Advance Protective Hair Serum (ขนาด 100 มล. ราคา 675 บาท) เซรั่มเพื่อการปกป้องและฟื้นฟูเส้นผมจากความร้อน สารเคมีจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม สูตรบางเบา ซึมซาบเข้าบำรุงเกล็ดผมทันทีที่ใช้ เหมาะกับทุกสภาพเส้นผม อุดมด้วยคุณค่าสารสกัดธรรมชาตินานาชนิด อาทิ น้ำมันอาร์แกนออแกนิค (Organic argan oil), น้ำมันมะกอกออแกนิค(Organic olive oil), สารสกัดนาโนชิโซะ (Nono shiso extract), น้ำมันรำข้าว (Rice bran oil) และรากมาค่าสกัด (Maca root extract)

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายอย่าง Body Butter (ขนาด 350 มล. ราคา 1,550 บาท) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายสูตรเสริมประสิทธิภาพที่ให้มากกว่าความชุ่มชื้น คืนความเรียบเนียนสู่ผิว ผิวเรียบเนียนขึ้น 19%*, ความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มขึ้น 22.9%** แม้เวลาผ่านไป 6 ชั่วโมง รวมถึง 90% ของผู้ทดสอบผิวมีความกระจ่างใสขึ้น*** ด้วยส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาตินานาชนิด อาทิสารสกัดนาโนชิโซะ (Nono shiso extract), สารสกัดจากข้าวบาร์เลย์  (Barley  extract), เชีย บัตเตอร์ออแกนิค (Organic  shea  butter), น้ำมันโจโจบาออแกนิค (Organic jojoba oil), สารสกัดมิลค์ ทิสเซิล (Milk thistle extract), สารสกัดหญ้าหางม้า (Horsetail extract) โดยแนะนำให้ใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายจะช่วยให้ผิวกระชับและเรียบเนียนน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น * ทดสอบโดยสถาบันผิวหนัง Dermscan Asia กับผู้หญิงเอเชีย อายุ 37 – 58 ปี จำนวน 21 คน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ 4 สัปดาห์ ** ทดสอบด้วยวิธี Corneometry โดย Spincontrol Asia Co., Ltd (France) กับผู้หญิงเอเชีย 22 คน โดยใช้ผลิตภัณฑ์เป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง *** ทดสอบด้วยวิธี Chromametry โดย Spincontrol Asia Co., Ltd (France) กับผู้หญิงเอเชีย 22 คน โดยใช้ผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ปิดท้ายที่ผลิตภัณฑ์ Bath & Massage Oil (ขนาด 295 มล. ราคา 990 บาท) เติมเต็มความชุ่มชื้น คืนชีวิตชีวาสู่ผิว ด้วยคุณค่าการบำรุงของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ อาทิ น้ำมันรำข้าว (Rice bran oil), น้ำมันอะโวคาโดออแกนิค(Organic avocado oil), น้ำมันถั่วดาวอินคาออแกนิค (Organic inca inchi oil) ช่วยมอบความชุ่มชื้นสู่ผิวได้ยาวนาน พร้อมมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทรงประสิทธิภาพ สูตรบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน พร้อมกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ มีให้เลือก 6 กลิ่น

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

•Aromatic Wood เติมเต็มความเบิกบาน มีชีวิตชีวาด้วยส่วนผสมของส้ม, จันทน์เทศ และไม้จันทน์ 
•Oriental Essence สดชื่นเบาสบายด้วยกลิ่นอายแห่งโลกตะวันออกด้วยส่วนผสมของตระไคร้และมะกรูด
•Eden Breeze สงบสมดุล แฝงความอบอุ่นอ่อนหวานด้วยส่วนผสมของดอกมะลิและดอกกุหลาบ
•Eastern Orchard สดชื่น รื่นรมย์ด้วยกลิ่นที่ผสมผสานทั้งส้มยูซุ, มะนาว และดอกมะลิ
•Spring Forest สะอาด เปี่ยมชีวิตชีวาด้วยส่วนผสมของหญ้าแฝก, เมล็ดถั่วทองกา และ เจอเรเนียม
•Lavender & Rosemary มอบความผ่อนคลายด้วยส่วนผสมของลาเวนเดอร์และโรสแมรี่     

บรรยากาศในการเวิร์คช็อปเต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวสวยต่างให้เกียรติมาร่วมเผยเทคนิคการดูแลตัวเองในช่วงฤดูหนาว เริ่มจากสาวยิ้มสวย หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เผยว่า ‘พอเข้าสู่หน้าหนาวจะรู้สึกได้เลยว่าผิวและเส้นผมเราจะค่อนข้างแห้ง เพราะเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผิวกายจะแห้งมาก ดังนั้นจึงจะเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับสภาพผิวและเส้นผมของเรา เพื่อให้ได้คุณค่าการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายเราเลือกใช้ Body butter มาช่วยเพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้นให้กับผิว ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเราจะเลือกใช้แชมพูและครีมนวดผมที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ สูตรที่เน้นคุณค่าการบำรุง นอกจากนี้เราจะทำแฮร์ทรีทเม้นท์ทุกเดือน ควบคู่กับการใช้แฮร์มาส์กเพื่อบำรุงให้เส้นผมเงางาม ไม่ชี้ฟู และดูมีน้ำหนัก นอกจากนี้ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน ทานอาหารที่มีวิตามิน เอ บี และ ซี สูง เพราะการดูแลผิวและเส้นผมภายนอกต้องควบคู่ไปกับการดูแลจากภายในด้วย’ 

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

ถัดมาที่สาวอารมณ์ดี มธุนาฏ ซอโสตถิกุล กล่าวว่า ‘เราเองเป็นคนให้ความสำคัญกับการดูแลและทำความสะอาดเส้นผมอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นขั้นตอนง่ายๆ อย่างการใช้แชมพูและครีมนวดแต่ก็ให้ความพิถีพิถันในรายละเอียด อย่างก่อนสระก็จะล้างเส้นผมด้วยน้ำเปล่าก่อน เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดตามเส้นผมในขั้นตอนแรก ส่วนเวลาใช้ครีมนวดผมก็จะไล่ลงตั้งแต่บริเวณกลางผมลงไปสู่ปลายผม ไม่เน้นบริเวณโคนผมหรือหนังศีรษะ เพราะจะทำให้ผมและหนังศีรษะมันเกินไป ค่อยๆ นวดและหมักผมทิ้งไว้ 5 นาที เพื่อให้ครีมนวดผมได้ซึมซาบเข้าสู่เส้นผม โดยจะสระผมแบบวันเว้นวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดหนังศีรษะแห้งหรือมันมากจนเกินไป นอกจากนี้ก็จะใช้ผลิตภัณฑ์หมักบำรุงผมสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพเส้นผมให้กลับมามีน้ำหนักและมีชีวิตชีวา ส่วนตัวนั้นคิดว่าการดูแลทำความสะอาดเส้นผมเป็นประจำจะช่วยรักษาสภาพเส้นผมให้มีสุขภาพดีมากกว่าที่นานๆ จะทำทรีทเม้นท์หรือเข้าสปาผม ส่วนการดูแลผิวกายนั้น ส่วนตัวเป็นคนผิวแห้งจึงชอบใช้ออยล์ทาผิวหลังการอาบน้ำ เพราะออยล์จะช่วยบำรุงผิวกายได้ล้ำลึกมากกว่าครีมหรือโลชั่นทั่วไป และในระหว่างสัปดาห์ก็จะสครับผิวเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าที่แห้งกร้าน ให้ผิวกลับมาเนียนนุ่มอยู่เสมอ’  

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

ปิดท้ายที่สาวเก่ง ณชา จึงกานต์กุล เผยว่า ‘ปกติแล้วส่วนตัวเราเป็นคนที่ผมและผิวแห้งมาก ยิ่งเข้าสู่หน้าหนาวจะสัมผัสได้เลยว่าผิวแห้งแตก เกิดผดผื่น อาการคันและระคายเคืองได้ง่าย ทำให้พอเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวจึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมเป็นพิเศษ โดยเราจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรมชาติที่เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะของเรา เพื่อป้องกันไม่ให้หนังศีรษะมันหรือแห้งจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นแชมพูหรือครีมนวดและเราจะใช้มาส์กผมสัปดาห์ละครั้ง เพื่อฟื้นฟูสภาพเส้นผม ที่สำคัญหลังสระผมเสร็จควรเป่าผมให้แห้งทันที ไม่ควรปล่อยให้ผมชื้นหรือทิ้งให้แห้งเอง เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราที่หนังศีรษะได้ ก่อนการเป่าผมเราจะใช้เซรั่มบำรุงผม เพื่อเป็นการปกป้องและฟื้นฟูเส้นผมจากความร้อนด้วยทุกครั้ง ส่วนการดูแลผิวกายเราแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงกลางวันจะใช้โลชั่นที่เนื้อครีมบางเบา และช่วงกลางคืนจะใช้ครีมที่มีความเข้มข้น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ สำหรับบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นตลอดคืน หากมีเวลาก็จะไปสปาเพื่อสครับดูแลผิว พร้อมนวดผ่อนคลายความเครียดด้วย’

"ธัญ" (THANN)  แนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

อวดผิวสวย ผมสวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปีกับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์สโตร์  www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 15 สาขาทั่วประเทศ อาทิ สาขาสุขุมวิท 47, ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษร, ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม, ชั้น 1 และชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์, ชั้น 4 ไอคอน สยาม, ร้านวูว์ ถนนเจริญราษฎร์ และสาขาถนนพระปกเกล้า (ตรงข้ามวัดเจดีย์หลวง) จังหวัดเชียงใหม่, สาขาป่าตอง (หน้าโรงแรม La Flora ป่าตอง)

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448672

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย

11 พฤศจิกายน 2563 – 09:03 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนคนไทยร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ชั้นนำในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย” ระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ สยามพารากอน

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ประจำปี 2563” ขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน 2563 ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจากหน่วยฝึกอาชีพ ของมูลนิธิสายไทยฯ กว่า 2,000 ชิ้น เพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิสายใจไทยฯ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จแทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2653 เวลา 14.00 น.

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย
สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย

สำหรับในพิธีเปิดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย” ในปีนี้ได้นำเสนอการแสดงจากศิลปินสาวเสียงดี  ผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ ที่จะมาร่วมขับร้องบทเพลงความฝันอันสูงสุดและเทพธิดาดอย พร้อมการแสดงชุดพิเศษในธีม “สู่วิถีชีวิตใหม่ สายใจไทย 2563” โดยเหล่าผู้แสดงแบบกิติมศักดิ์ 25 ท่าน ร่วมด้วยนักแสดงสาว วุ้นเส้น-วิริฒิภา ภักดีประสงค์ ที่อยู่ในชุดสวยงามที่ตัดเย็บโดยผ้าไหมพิมพ์ลายดอกไม้คอลเลคชั่นใหม่ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของมูลนิธิฯ  ไฮไลท์ของผลิตภัณฑ์ในปีนี้ ประกอบด้วยผลงานของแผนกงานพู่กันระบายสี ได้แก่ ภาพวาดพระที่นั่งวิมานเมฆ พร้อมด้วยลวดลายทองคำแท้บนขอบจาน, ชุดอาหาร 20 ชิ้น ฯลฯ แผนกเครื่องหนัง ได้แก่ กระเป๋าทรงแปลกใหม่ หลากหลายลวดลายและขนาดให้เลือกมากมาย จากแผนกผลิตภัณฑ์ผ้า มีผ้าไหมพิมพ์ลายสีสันสดใส ทันสมัย แต่ไม่ทิ้งลวดลายดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของสายใจไทย ออกใหม่เพิ่มอีก 6 ลาย รวมถึงกระเป๋าผ้า และผ้าเช็ดมือรูปปีนักษัตรฉลู เป็นต้น พร้อมกันนี้ภายในงาน ยังมีผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ ผักดองวังสระปทุม เมนูเลิศรสปรุงสำเร็จทั้งอาหารคาวและอาหารหวานจาก “ครัวสายใจไทย” ที่เหล่าอาสาสมัครสมาชิกและครอบครัวตั้งใจปรุงมาจำหน่ายด้วย 

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย
สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย

นอกจากสินค้าหัตถกรรมคุณภาพดีที่นำมาจำหน่ายแล้ว ปัจจุบันมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้มีการเปิดร้านจำหน่ายต้นไม้ ภายใต้ชื่อ “สวนสายใจไทย” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามมูลนิธิฯ ถ.สรรพาวุธ ครั้งนี้จึงได้นำต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และพันธุ์ไม้ฟอกอากาศ อาทิ เฟิร์นเท้ากระต่าย ไทรใบสัก ยางอินเดีย เฟิร์นข้าหลวง ลิ้นมังกร ฯลฯ ซึ่งงานสวนได้เพาะพันธุ์ขึ้นมา อีกทั้งได้รับบริจาคจากคณะกรรมการ สมาชิก ฯลฯ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาจำหน่ายในราคาพิเศษภายในงาน นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสิริวัฒนาเชสเชียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยคุณหญิงตรึงใจ อิฐรัตน์ ประธานมูลนิธิฯ เชิญนักโหราศาสตร์มากประสบการณ์ในศาสตร์ต่างๆ  มาร่วมตรวจดวงชะตา ชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ตลอดระยะเวลาการจัดงาน  

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย
สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย

ปัจจุบันงานหัตถกรรมของมูลนิธิสายใจไทยฯ ยังคงเดินหน้าต่อยอดผลงานต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิสายใจไทยฯ  อันเป็นการให้กำลังใจแก่สมาชิกผู้ทุพพลภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้สินค้าไทย 
ช่วยเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักสู่สากล และเป็นการทำกุศลอีกทางหนึ่งด้วย
     

สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย
สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญชวนร่วมงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ประจำปี 2563 ” ตั้งแต่วันนี้ถึง 16 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ  ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยรายได้จากการจำหน่ายสินค้าจะนำเข้าสมทบทุนมูลนิธิสายใจไทยฯ เพื่อสงเคราะห์สมาชิกสายใจไทยผู้ทุพพลภาพจากการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ความมั่นคงของประเทศชาติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โทรศัพท์ 02-183-5115 เฟซบุ๊ก : Saijaithai Market ร้านสายใจไทย หรือ Line : @saijaithai 

เทศกาลอาหาร “เอ็มไลฟ์” สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448639

เทศกาลอาหาร “เอ็มไลฟ์” สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง

เทศกาลอาหาร "เอ็มไลฟ์" สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง

10 พฤศจิกายน 2563 – 20:13 น.

เทศกาลอาหาร “เอ็มไลฟ์” สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง โดยรวบรวมเชฟจากโรงแรมแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลในกรุงเทพฯ 18 แห่ง 12 แบรนด์เด่น เพื่อนำเสนออาหารอร่อยนานาชนิดเกือบ 40 อย่างจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมทั้งอาหารจานเด่นจากทุกสารทิศของโลก ด้วยราคาสุดพิเศษ

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลอาหารเอ็มไลฟ์ ครั้งที่ 5 เทศกาลอาหาร 3 วันที่จะนำเสนออาหารชั้นดีที่สุดในเมืองหลวงของประเทศไทย ที่โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เวลา 17.00-22.00 น. ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2563 โดยรวบรวมเชฟจากโรงแรมแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลในกรุงเทพฯ 18 แห่ง 12 แบรนด์เด่น เพื่อนำเสนออาหารอร่อยนานาชนิดเกือบ 40 อย่างจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมทั้งอาหารจานเด่นจากทุกสารทิศของโลก ด้วยราคาสุดพิเศษ ตั้งแต่ 40-220 บาท และไม่มีค่าบัตรผ่านประตู

เทศกาลอาหาร "เอ็มไลฟ์" สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง

นี่คืองานที่น่าตื่นเต้นและแสนเพลิดเพลินสำหรับการชิมอาหาร
งานจัดขึ้นที่ริมสระน้ำ ชั้น 9 ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ในงานจะมีซุ้มอาหารจากโรงแรมแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลในกรุงเทพฯ 18 แห่ง 12 แบรนด์เด่น สถานที่นั่งรับประทานก็ง่ายๆ สบายๆ ทั้งหมดจัดอยู่กลางแจ้ง สร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น และเอ็มไลฟ์ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ มากมาย ทั้งการเพ้นสีหน้า และลูกโป่งแฟนซี ตลอดจนการแสดงดนตรีสดจากบรรดาศิลปินชื่อดัง และศิลปินดาวรุ่ง         

“จากความสำเร็จของการจัดงาน 4 ครั้งก่อนของเทศกาลอาหารเอ็มไลฟ์ ซึ่งมีผู้ร่วมงานมากกว่า 3,000 คน เราจึงมีความยินดีที่จะประกาศการจัดงานที่มีผู้ให้ความสนใจอย่างสูงเป็นครั้งที่ 5 ในฐานะหนึ่งในผู้ประกอบการโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ต้องการสร้างจุดสนใจให้กับชุมชน สถานที่ที่ซึ่งคนกรุงเทพ คนต่างเมืองที่เข้ามาทำงาน แขกของโรงแรม และสมาชิกแมริออท บอนวอย ของเราสามารถมารวมตัวกัน ได้พบปะสังสรรค์ และค้นพบอาหารรสเลิศท่ามกลางบรรยากาศอันแสนผ่อนคลาย เป็นกันเอง เทศกาลที่ไม่เก็บค่าบัตรผ่านประตูนี้ คือโอกาสอันดีที่จะนำเสนอเชฟของเรา ร้านอาหาร โรงแรม และแบรนด์ต่างๆ ของเรา อีกทั้งยังเป็นการ “ขอบคุณ” ลูกค้าที่สนับสนุนเรามาตลอด รวมถึงชุมชนด้วย” เจค็อบ เฮลเกน รองประธานภาคพื้น แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา กล่าว          

เทศกาลอาหาร "เอ็มไลฟ์" สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง

สำหรับไฮไลท์ที่ผู้มาร่วมงานเทศกาลอาหารเอ็มไลฟ์ในครั้งนี่จะได้ชิมคืออาหารยอดนิยมดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งส้มตำรสจัด จากห้องสยามทีรูม ห้องอาหารไทยต้นตำรับของแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ ปาร์ค สะเต๊ะซัลมอนจากห้องริเวอร์ไซด์ กริลล์ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทลแอนด์ทาวเวอร์ส กุ้งห่มสะไบ จากโมโม คาเฟ่ ของคอร์ทยาร์ดบายแมริออท แบงค็อก ไก่ป๊อปคอร์นสไตล์อีสานจากบิสโทร เอ็ม ของเมย์แฟร์ กรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ และอาหารนานาชนิดทั่วทั้งเอเชีย เช่นซูชินิกิริ และมากิโรลส์จากคิสโซ ห้องอาหารญี่ปุ่นของโรงแรมเวสติน แกรนด์ สุขุมวิท บะหมี่สดจากเย่า ห้องอาหารจีนชั้นบนสุดของแบงค็อก แมริออท โฮเทล เดอะ สุรวงศ์ เกี๊ยวสไตล์เสฉวนจากแมนโฮ แห่งเจ ดับบลิว แมริออท โฮเทล แบงค็อก และโอโคโนมิยากิมังสวิรัติ (แพนเค้กญี่ปุ่น) จากบิสโทรเอ็ม สุขุมวิทพาร์ค แบงค็อก แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์          

ผู้มาร่วมงานที่สนใจในอาหารตะวันตกจานที่คุ้นเคย จะได้พบกับพิซซ่านาโปลิตัน จากห้องเลทเทสต์ เรซิปี ของเลอ เมอริเดียน แบงค็อก แบงเกอร์แอนด์แมช จากดิ ไอริช ผับ แบงค็อก ของโฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน แบงค็อก สุขุมวิท 15 เบอร์เกอร์ “ไมตี้ โม” จากห้องเดอะ ดิสทริกต์ กริลล์ รูม แอนด์ บาร์ แห่งแบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท และแซนด์วิชสเต็กจากโมโม คาเฟ่ แห่งสาทร วิสต้า แบงค็อก แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ ท้ายที่สุดพบกับของหวานอย่างเช่นทิรามิสุ และนิวยอร์กชีสเค้ก        

เทศกาลอาหาร "เอ็มไลฟ์" สีสันความอร่อยและวัฒนธรรมใจกลางกรุง

ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของอาหารที่เราเตรียมไว้นำเสนอ ยังมีอาหารน่าลิ้มลองอื่นๆอีกมาก ผู้สนใจเข้าร่วมงานที่ลงทะเบียนออนไลน์จะมีสิทธิ์ลุ้นจับสลากรางวัล ซึ่งเป็นเวาเชอร์ราคา 250 บาท 200 รางวัล เพื่อใช้จ่ายในงานเทศกาลอาหารเอ็มไลฟ์จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น. ในวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2563 ริมสระว่ายน้ำ ที่ชั้น 9 ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู ผู้สนใจร่วมงานกรุณาลงทะเบียนออนไลน์ที่ http://www.MLiveFoodMarket.com

เชิญชมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติในหลวง “Movie Themes by John Williams” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448637

เชิญชมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติในหลวง”Movie Themes by John Williams”    

เชิญชมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติในหลวง"Movie Themes by John Williams"    

10 พฤศจิกายน 2563 – 20:03 น.

เชิญชมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติในหลวง”Movie Themes by John Williams”    

มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยความสนับสนุนของบี.กริม, บมจ.กรุงเทพ ดุสิตเวชการ (BDMS), เมืองไทยประกันภัย และมูลนิธิเอสซีจี ขอเชิญชมคอนเสิร์ต รายการ “Movie Themes by John Williams”  ผ่านบทเพลงประกอบภาพยนตร์ดังของฮอลลีวู้ด บรรเลงโดยวง Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ศิลปินศิลปาธรและผู้อำนวยเพลงประจำวง RBSO

เชิญชมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติในหลวง"Movie Themes by John Williams"    

คอนเสิร์ตรายการ “Movie Themes by John Williams” บรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง Star Wars  Suite, Superman Main Theme, Adventure of Earth (from E.T.), Raider March from Indiana Jones, The Tale of Viktor Navorski from the Terminal และ Schindler’s List  ผลงานชิ้นสำคัญของ จอห์น วิลเลียมส์ นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีผลงานกว่าร้อยชิ้นมาเป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษ            

บทเพลงที่นำมาบรรเลงครั้งนี้ได้รับรางวัลออสการ์ รางวัลแกรมมี  รางวัลอคาเดมีอวอร์ด รางวัลสถาบันศิลปะแห่งภาพยนตร์และโทรทัศน์ (สหราชอาณาจักร) เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักประพันธ์เพลงผู้มีความสามารถเป็นเลิศในการดึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครและเหตุการณ์ในภาพยนตร์ออกมาได้อย่างโดดเด่น ชัดเจน        

เชิญชมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติในหลวง"Movie Themes by John Williams"    

เพลงสุดท้าย คือ Cinema Paradiso ดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซจากภาพยนตร์ชื่อเรื่องเดียวกัน ผลงานของ เอนนิโอ โมริโคเน นักประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียนผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน
ของวงการฮอลลีวู้ด ดนตรีของเขามีลักษณะเป็นดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่แสดงความรู้สึก อารมณ์ตามเรื่องราว และบุคลิกตัวละครได้อย่างเป็นเลิศ  การนำเสนอบทเพลงนี้จัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการไว้อาลัย ให้กับ เอนนิโอโมริโคเน ผู้จากไปเมื่อไม่นานมานี้ ขณะมีอายุ 90 ปีเศษ ผลงานของเขาล้วนเป็นอมตะ จะอยู่ในใจของผู้ฟังไปชั่วกาลนาน       

คอนเสิร์ตมีกำหนดแสดงในวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยบัตรราคา  300, 700, 900, 1200, 1500 บาท ส่วนลดสำหรับบัตรทุกราคา –ลด 50% สำหรับนักเรียนนักศึกษา – ลด 50% สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำหน่ายบัตรที่ Thaiticketmajor โทร. 02-262-3456 สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานมูลนิธิ RBSO  โทร. 02-255 6617-8; 02 255 9191-2
www.rbsothailand.com / Email: rbso@bangkoksymphony.org 

สุดฟิน กิน ดื่ม พัก All In One กับมุมถ่ายรูป Panorama Private ที่ดอยสะโง้ เชียงแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448577

สุดฟิน กิน ดื่ม พัก All In One กับมุมถ่ายรูป Panorama Private ที่ดอยสะโง้ เชียงแสน

สุดฟิน กิน ดื่ม พัก All In One  กับมุมถ่ายรูป Panorama Private  ที่ดอยสะโง้ เชียงแสน

10 พฤศจิกายน 2563 – 13:59 น.

สุดฟิน กิน ดื่ม พัก All In One กับมุมถ่ายรูป Panorama Private ที่ดอยสะโง้ เชียงแสน พิเศษ จองภายในเดือนนี้ (30 พ.ย. 2563) เข้าพักไม่เกิน ( 31 ม.ค.2564 ) รับฟรี เครื่องดื่มหมักอย่างดี 1 ขวด

สตาร์ดอย คอฟฟี่ เป็นที่พักรถบ้านสุดหรูท่ามกลางธรรมชาติในอ้อมกอดทะเลหมอกเพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวควันออกปากที่คนไทยไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก ชิลๆ ดริปกาแฟร้อนๆ ในยามเช้าชมทะเลหมอกชมพระอาทิตย์ขึ้น แม้! ไม่ให้เรามีโรแมนติกตอนนี้จะไปโรแมนติกตอนไหนล่ะจ๊ะ รอคุณมาสัมผัส สตาร์ดอย คอฟฟี่ Stardoi Coffee มีโปรโมชั่นสุดๆ จนถึงเดือนมกราคม 2564

✅พักได้ 2 ท่าน

✅รวมอาหารเช้า+ชุดกาแฟดริ๊ป

✅รวมอาหารว่าง+เครื่องดื่ม

พิเศษ จองภายในเดือนนี้ (30 พ.ย. 2563) เข้าพักไม่เกิน ( 31 ม.ค.2564 ) รับฟรี เครื่องดื่มหมักอย่างดี 1 ขวดทุกคันเพื่อคลายหนาวเพราะช่วงนี้ของทุกปีอุณหภูมิลดเหลือ 11 องศา

โดยจะเริ่มเปิดให้เข้าพักวันแรก 1 ธ.ค. 2563 นี้ หากนักท่องเที่ยวสนใจจองที่พักโดยอินบ๊อกเข้าไปที่เพจ สตาร์ดอย คอฟฟี่ได้เลยครับหรือติดต่อสอบถามรายละเอียด โทร.086-3871971 สถานที่ตั้งอยู่ที่บ้านดอยสะโง้ หมู่ 7 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

บัณฑิตย์  พันธ์พลากร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย

ผลิตภัณฑ์จากเศษไม้อันทรงคุณค่า บ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448468

ผลิตภัณฑ์จากเศษไม้อันทรงคุณค่า บ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์

ผลิตภัณฑ์จากเศษไม้อันทรงคุณค่า บ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์

9 พฤศจิกายน 2563 – 09:32 น.

ผลิตภัณฑ์จากเศษไม้อันทรงคุณค่า บ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ ปัจจุบันเศษไม้อันทรงคุณค่า ที่ตนเองนำมาประดิษฐ์ทำเป็นหลายอย่าง

นายณัฐวัฒน์ ราชประสิทธิ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคอุตรดิตถ์ ร่วมกับ นางสาวสุภาภรณ์  เกษประสิทธิ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชน นายสุชาครีย์ ใจการณ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชน นายสมพงษ์ จันทร์โท ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนตำบลท่าเสา ได้ลงพื้นที่ไปยังสถานที่ผลิตภัณฑ์เศษไม้อันทรงคุณค่า ที่หมู่ 7 บ้านดงตะขบ ต.ท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นบ้านของ นายนรินทร์  ด้วงเจริญ อายุ 55 ปี และนางโสภา ด้วงเจริญ อายุ 50 ปี เป็นผู้พิการแขนขาดข้างซ้าย  โดยนายนรินทร์ เล่าให้ฟังว่าเริ่มจับงานผลิตภัณฑ์เศษไม้อันทรงคุณค่า มาตั้งแต่ปี 2561 นำไปแสดงและจำหน่าย หลายแห่ง เช่น วัดดอยท่าเสา งานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาดประจำปี 2562 ศูนย์เรียนรู้ผู้สูงอายุตำบลท่าเสา  เคยไปออกรายการทีวี ช่อง 25 ไทยพีบีเอส ช่อง 7 ช่อง 9 รวมไปถึงการจัดแสดงและจำหน่าย ที่เมืองทองธานี ปัจจุบันอยู่กัน 4 คน มีตนเอง ภรรยา แม่ยายและหลาน ปัจจุบันเศษไม้อันทรงคุณค่า ที่ตนเองนำมาประดิษฐ์ทำเป็นหลายอย่าง

เช่น เกวียนทางภาคเหนือ ในขณะนี้จำหน่ายได้มากที่สุด รถยนต์คอกหมู วีฝัดข้าว เรือสำเภา รถหัวด็อด รถตุ๊กตุ๊ก รถจักรไอน้ำ รถคอกหมูเล็ก รถสามล้อ เรือนไทย บ้านตอไม้ รถอีหอบ ซึ่งลูกค้าที่สนใจสั่ง ตนเองสามารถที่จะทำให้ตลอด แต่ชิ้นงาน 1 ชิ้น ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 4 – 5 วัน เป็นอย่างน้อย ถ้าสั่ง 2 ชิ้นขึ้นไปก็ต้องใช้ระยะเวลา 8 – 10 วัน ลูกค้าที่สั่งทำจะโอนเงินมัดจำมาส่วนหนึ่งก่อน ในขณะนี้ ผลิตภัณฑ์เศษไม้อันทรงคุณค่า เรือนไทยใหญ่ จำหน่าย ราคา 1,600 บาท รถสามล้อ 1,600 บาท รถคอกหมูใหญ่ 1,600 – 1800 บาทต่อ 1 ชิ้นงาน รถหัวด็อด 2,000 บาท เกวียน 1,600 บาท รถอีหอบ 1,000 บาท วีฝัดข้าว 1,600 บาท เรือสำเภา 1,600 บาท หัวรถจักร 2,200 บาท รถโฟลค์สวาเก้น ราคา 350 บาท ชิ้นงานแต่ละชิ้นเป็นราคาที่ทำจำหน่ายยังไม่ได้บวกค่าจัดส่งถ้าลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด

สำหรับเศษไม้ตนได้ไปนำมาจากสถานที่ที่โรงเลื่อย นำเศษไม้ไปทิ้งและตนเองไปคัดมาเพื่อนำมาประดิษฐ์เป็นชิ้นงาน และอีกอย่างตนเคยเป็นช่างไม้มาก่อน การออกแบบตามจินตนาการรวมไปถึงการเรียนรู้จากช่องยูทูป และมีช่องทางการติดต่อ ทางเฟสบุ๊ค ใช้ชื่อว่า Narin Duangcharoen ทางไลน์ 0810386620 โทรศัพท์ หมายเลข 081-0386620 จากการจัดเก็บข้อมูล จปฐ.ปี 2561 ของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ครัวเรือนของ นายนรินทร์ ดวงเจริญ เป็นครัวเรือนที่ตกเกณฑ์รายได้ โดยนางสาวสุภาภรณ์  เกษประสิทธิ์ ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ร่วมกับนายสมพงษ์ จันทร์โท ผู้นำ อช.ตำบลท่าเสา ได้ร่วมติดตามและสนับสนุนทักษะด้านอาชีพ โดยครัวเรือนที่สนับสนุนมีอาชีพเก็บของเก่าขาย และมีความสามารถในการแปรรูปไม้ จึงแนะนำให้พัฒนาเศษไม้ที่มีอยู่มาทำเป็นผลิตภัณฑ์โมเดลรถไม้ โมเดลเรือ เป็นต้น และแนะนำให้ลงทะเบียน OTOP พร้อมสนับสนุนการจัดจำหน่ายสินค้า เช่นการจัดแสดงสินค้างานพระยาพิชัยฯ งานลางสาดฯ หรือนิทรรศการต่างๆ เป็นต้น

ณัฐวัฒน์  ราชประสิทธิ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์

สมัชชาสภาเด็กและเยาวชน จัดเสวนาแลกเปลี่ยนการทำงานฯ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/448353

สมัชชาสภาเด็กและเยาวชน จัดเสวนาแลกเปลี่ยนการทำงานฯ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

สมัชชาสภาเด็กและเยาวชน จัดเสวนาแลกเปลี่ยนการทำงานฯ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

7 พฤศจิกายน 2563 – 12:52 น.

สมัชชาสภาเด็กและเยาวชน จัดเสวนาแลกเปลี่ยนการทำงานด้านเด็กและเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2563 นายนันทวัฒน์ นันคำ ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็กและเยาวชน 18 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จัดโครงการ สมัชชาสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงรายประจําปี 2563 ที่โรงแรมวังคำ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย โดยมี นางพัชรีย์ สีหะวงษ์ นักพัฒนาสังคมชำนาญการ รักษาราชการแทนหัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฯ ภายใต้หัวข้อ “16 ปีแห่งความภาคภูมิใจสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย” เพื่อให้สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายเด็กและเยาวชนได้มีเวทีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนการทำงานด้านเด็กและเยาวชน  พร้อมกับการนำเสนอประเด็น สถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ควบคู่กับการจัดทำแผนการดำเนินงานของสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย ระยะ 3 ปี ระหว่างปี พ. ศ. 2564 – พ. ศ. 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด กว่า 100 คน

โดยการดำเนินงานประกอบด้วย การนำเด็กสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงรายและภาคีเครือข่ายที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม แสดงทัศนะที่สะท้อนปัญหาเด็กและเยาวชน และร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน

สำหรับการประชุมสมัชชาสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงรายในวันนี้ ได้จัดให้มีการเสวนาภายใต้หัวข้อ “16 ปีแห่งความภาคภูมิใจสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย การร่วมสะท้อนการดำเนินงานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย การจัดทำแผนการดำเนินงานของสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย เวทีแลกเปลี่ยนการทำงานสภาเด็กและเยาวชนทั้ง 18 อำเภอ และการถอดบทเรียนคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านต่าง ๆ ของโครงการไปพร้อมกันอีกด้วย

บัณฑิตย์  พันธ์พลากร  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย