ช่องส่องผี เตรียมขอขมาย่าโม-ย่าบุญเหลือ ตร.กำลัง 150 นายคุมหวั่นเกิดความวุ่นวาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่องส่องผี เตรียมขอขมาย่าโม-ย่าบุญเหลือ ตร.กำลัง 150 นายคุมหวั่นเกิดความวุ่นวาย

ช่องส่องผี เตรียมขอขมาย่าโม-ย่าบุญเหลือ ตร.กำลัง 150 นายคุมหวั่นเกิดความวุ่นวาย18 กรกฎาคม 2563 – 18:16 น.

ผู้ว่าโคราชตรวจสถานที่กรณีช่องส่องผีเตรียมขอขมาย่าโมและย่าบุญเหลือด้านผู้การโคราชเตรียมกำลังตำรวจ 150 นายหวั่นเกิดความวุ่นวาย

วันนี้ 18 กรกฏาคม 2533 เวลา 14.00 น. นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาพร้อมด้วยพลตำรวจตรีสุจินต์ นิจพาณิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้เดินตรวจตาความเรียบร้อยในการจัดพิธีขอขมาท้าวสุรนารีและคุณย่าบุญเหลือที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและที่วัดศาลาลอย ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยทีมงานช่องส่องผีจะดำเนินพิธีตั้งแต่เวลา 14.00 น. ในวันที่ 19 กรกฏคม 2563 เป็นต้นไป ส่วนทางจังหวัดนครราชสีมาก็ช่วยอำนวยความสะดวกและเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองนครราชสีมาจำนวน 150 นายดูแลความเรียบร้อยในพิธีของวันพรุ่งนี้ด้วย

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โดยการตรวจความเรียบร้อยในวันนี้ทางทีมงานช่องส่องผีเองจะมีการทำพิธีขอขมา ในส่วนของทางจังหวัดนครราชสีมาเองก็มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและยังในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลความปลอดภัยให้กับทีมงานช่องส่องผีในครั้งนี้ โดยบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีจะมีการกางเต็นท์เพื่อให้ทางประชาชนที่อยากรับชมพิธีอยู่บริเวณรอบนอกลาน ในส่วนของศาลาก็จะเป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนี้ทางช่องส่องผีขอขมาลาโทษแล้วก็อยากให้จบลงด้วยดีและอยากให้ชาวจังหวัดนครราชสีมาให้อภัยในสิ่งทางทีมงานช่องส่องผีที่กระทำลงไปด้วยติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ด้านพลตำรวจตรีสุจินต์ นิจพาณิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในการนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 150 นายนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิด สำหรับในเรื่องนี้ประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมาให้ความสนใจเป็นอย่างมากก็อยากให้ประชาชนรับชมอย่างเรียบร้อยหรือดูอยู่ทางบ้านก็ได้ ในส่วนการรป้องกันโรคไวรัสโควิด 19 ด้วยในงานพิธีพรุ่งนี้ก็จะมีจัดคัดกรอง ตรวจวัดไข้ เจลแฮลกอฮอล์และให้ประชาชนหรือผู้อยู่ในพิธีสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกคนในงานวันพรุ่งนี้

ภาพ/ข่าว ณัฐพงศ์ อรชร ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา

ไข้เลือดออกระบาดหนัก อบต.รวมกับชาวบ้านเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุ่งลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไข้เลือดออกระบาดหนัก อบต.รวมกับชาวบ้านเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุ่งลาย

ไข้เลือดออกระบาดหนัก อบต.รวมกับชาวบ้านเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุ่งลาย18 กรกฎาคม 2563 – 15:12 น.

องค์การบริหารส่วนตำบลดอนยาวใหญ่นำชาวบ้านนักเรียน 100 คนระดมคว่ำพาชนะใส่ทรายอะเบทพ่นหมอกควันกันโรคไข้เลือดออกระบาดในตำบล

วันที่ 18 กรกฏาคม 2563 นายสมจิตร พิศนอก รองนายกอบต.ดอนยาวใหญ่พร้อมด้วยรพ.สต.ดอนยาวใหญ่ ครู นักเรียน ผู้ชุมชน จำนวนกว่า 100 คน ได้ลงพื้นที่เพื่อคว่ำพาชนะและตรวจสอบน้ำกักขังในส่วนของหมู่บ้าน ใส่ทรายอะเบทและพ่นหมอกควันเพื่อป้องกันปัญหาไข้เลือดออกระบาดในพื้นที่หมู่ 8 บ้านป่าตะแบง ตำบลดอนยาวใหญ่ อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจากสถานการณ์ภัยจากโรคไข้เลือดออกทั้งจังหวัดนครราชสีมา 2,900 คนเศษ เสียชีวิตแล้ว 4 คน อำเภอโนนแดง 22 คน ยังไม่พบผู้เสียชีวิต และตำบลดอนยาวใหญ่ พบผู้ต้องสงสัยจะติดเชื้อไข้เลือดออกมาจากท้องที่อื่น เป็นชาย อายุ 22 ปี ประกอบอาชีพส่งของในหลายตำบล หลายอำเภอ ภูมิลำเนาบ้านป่าตะแบง ตำบลดอนยาวใหญ่

โดยนายสมจิตร พิศนอก รองนายกอบต.ดอนยาวใหญ่ เปิดเผยว่า สำหรับในพื้นที่ตำบลดอนยาวใหญ่ทางอบต.เอง ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อช่วยกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุ่งลายไปแล้ว เบื้องต้นในวันแรกนี้ได้ลงพื้นที่มาที่บ้านป่าตะแบงเป็นเขตติดกับโรงเรียน มีประชากรเยอะ จึงได้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ครูและนักเรียนเดินเก็บขยะภายในหมู่บ้านเป็นขยะที่มีน้ำขังเพื่อตัดวงจรชีวิตยุงลายและได้นำทีมพ่นหมอกควันของอบต.ดอนยาวใหญ่ ลงพื้นที่ฉีดพ่นหมอกควันภายในหมู่บ้านและได้มอบยาฉีดยุงให้กับผู้นำชุมชนและอสม.ฉีดพ่นบริเวณบ้านที่มียุงลาย ทั้งนี้ภายในตำบลเองก็อยากปลอดภัยจากโรคต่างๆไม่ว่าจะเป็นไข้เลือดออกหรือโรคที่กำลังระบาดหนักอย่างโควิด-19 เอง ทางอบต.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและยังลงพื้นที่สำรวจช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเสมอติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ภาพ/ข่าว ณัฐพงศ์ อรชร ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา

ชลประทานที่12 เผย 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา เหลือน้ำใช้ไม่ถึงเดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชลประทานที่12 เผย 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา เหลือน้ำใช้ไม่ถึงเดือน

ชลประทานที่12 เผย 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา เหลือน้ำใช้ไม่ถึงเดือน18 กรกฎาคม 2563 – 15:11 น.

ชลประทานที่12 เผยน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีเหลือใช้ 20 กว่าวัน เพียงพอแค่ใช้อุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์ ไม่มีให้เพาะปลูก แนะเกษตรกรใช้น้ำฝนเพาะปลูกเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูแล้ง ต่อเนื่องมายังฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ยังคงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และหลายพื้นที่ยังคงประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำทำนา ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว นายพงษ์ศักดิ์ อัครมณี ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 12 จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การ เหลือรวมกันอยู่ปริมาณ 750 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยระบายน้ำวันละประมาณ 23 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากสถานการณ์น้ำดังกล่าว จะทำให้น้ำใช้การ มีเหลือใช้ได้อีกประมาณ 20 กว่าวัน ดังนั้น กรมชลประทาน จึงยังต้องส่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ เท่านั้น เหมือนกับในช่วงฤดูแล้ง เพราะปริมาณน้ำในเขื่อน ยังมีไม่เพียงพอ จึงยังไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้

ส่วนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ซึ่งขณะนี้มีระดับน้ำเก็บกักเหนือเขื่อนอยู่ที่ระดับ 13.95 เมตร (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนในปริมาณ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีการส่งน้ำเข้าแม่น้ำและคลองสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำน้อย ในฝั่งตะวันตก และคลองชัยนาท-ปาสัก, คลองชัยนาท-อยุธยา ในฝั่งตะวันออก เพื่อนำไปผลิตน้ำประปา สำหรับอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น ยังไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้ ต้องรอให้ระดับน้ำเก็บกักเหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ +15.50 เมตร (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) จึงจะสามารถบริหารจัดการน้ำ ส่งเข้าระบบชลประทาน และส่งไปตามคลองส่งน้ำและคลองซอยต่างๆ เพื่อไปช่วยสนับสนุนการเพาะปลูกของเกษตรกร เสริมจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ ดังนั้นจึงขอให้เกษตรกรใช้น้ำฝนในการเพาะปลูกเป็นหลัก และลงมือปลูกในช่วงที่ฝนตกสม่ำเสมอ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ จะเกิดฝนตกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากฝนตกเหนือเขื่อน ก็จะเป็นผลดี เพราะจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเก็บสำรองไว้ใช้งานได้ แต่หากฝนตกท้ายเขื่อน น้ำจะไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งกรมชลประทาน ก็จะใช้เขื่อนเจ้าพระยา ในการบริหารจัดการน้ำท่า ให้อย่างเต็มประสิทธิภาพ       

ข่าว/ภาพ  ชฎารัฐ จันทร์พาหิรกิจ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชัยนาท

เชียงใหม่ เตรียมรับนายกรัฐมนตรี ขึ้นเหนือปลูกป่า 24 กรกฎาคม นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เชียงใหม่ เตรียมรับนายกรัฐมนตรี ขึ้นเหนือปลูกป่า 24 กรกฎาคม นี้

เชียงใหม่ เตรียมรับนายกรัฐมนตรี ขึ้นเหนือปลูกป่า 24 กรกฎาคม นี้18 กรกฎาคม 2563 – 10:55 น.

เชียงใหม่ จัดประชุมเตรียมความพร้อมรับนายกรัฐมนตรีและคณะมาเปิดโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า 24 กรกฎาคม นี้

วันที่ 18 ก.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมในการเปิดโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ที่จะจัดขึ้น ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 นี้ ซึ่งโครงการดังกล่าว ทางศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดขึ้น โดยให้ครอบคลุมถึงป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ป่าพรุ และที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร

โดยกำหนดการในเบื้องต้น เวลา 08.45 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี จะเดินทางถึงบริเวณงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการ “โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า” ชมวิดีทัศน์สรุปแนวทางการฟื้นฟูป่า รักษาต้นน้ำ และควบคุมไฟป่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน ประธานในพิธี ขึ้นบนเวทีหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ เปิดกรวยถวายราชสักการะ ประธานในพิธีและผู้ร่วมงาน ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชา จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดพิธี และมอบนโยบายการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า และร่วมปลูกต้นไม้ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บริหารระดับสูง และผู้ร่วมนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จะลงพื้นที่เพื่อตรวจความคืบหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ ในวันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม นี้ และประชุมสรุปการเตรียมความพร้อมอีกครั้งในวันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2563 อย่างไรก็ตามได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ และกำชับให้ทางสาธารณสุขจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ บุคลากร ในการคัดกรองผู้เข้าร่วมงานในทุกทางเข้างานอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19.ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

.

ส่วนเส้นทางไปวนอุทยานน้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสี ตั้งอยู่ถนนสายเชียงใหม่-พร้าว หลักกิโลเมตรที่ 48-49 ในท้องที่หมู่ที่ 8 ต.แม่หอพระ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีทางแยกขวามือเข้าไปวนอุทยานน้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสี อีกประมาณ 2.6 กิโลเมตร เมื่อไปถึงจะมีที่ทำการของเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ มีสนามหญ้ารายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย บริเวณใกล้ๆนั้นมีน้ำตกบัวตอง หลายชั้นลดหลั่นกันไปมีน้ำแร่ธรรมชาติไหลผ่านโขดหินปูนที่ขาวโพลน มีลักษณะแต่ละก้อนสวยงามมาก น้ำตกบัวตอง จึงมีนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นิยมมาเล่นน้ำตกกันเป็นจำนวนมาก เพราะน้ำตกบัวตองความสูงไม่มากนัก น้ำแร่ที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตไหลผ่านไปเกาะเคลือบโขดหิน จึงเป็นโขดหินปูนเป็นธารหินปูนแข็งไม่มีความลื่น สามารถเดิน หรือปีนป่าย เล่นน้ำแล้วไม่เกิดอันตราย ส่วนต้นน้ำของน้ำตกบัวตองไหลมาจากน้ำพุเย็น ที่อยู่เหนือขึ้นไปห่างกันประมาณ 100 เมตร ที่พุ่งออกจากใต้ดินตลอดทั้งปี เป็นแอ่งน้ำใสเกิดประกายสีรุ้ง เมื่อกระทบแสงอาทิตย์ จึงเรียกกันว่า”น้ำพุเจ็ดสี” เป็นแหล่งพักผ่อนที่แท้จริงและยังอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่เท่าใดนัก

ฟงหวิน ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่ 

สูตรโบราณ มีทานที่เดียว “ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน” พิกัดตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สูตรโบราณ มีทานที่เดียว “ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน” พิกัดตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย

สูตรโบราณ มีทานที่เดียว "ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน" พิกัดตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย18 กรกฎาคม 2563 – 10:11 น.

สูตรโบราณ มีทานที่เดียว “ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน” พิกัดตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย ลูกค้ามายืนรอซื้อ เพราะเขาติดใจในรสชาติ และจะทำเฉพาะขายในวันตลาดบ้านเก่าเฮาตำแยนี้เท่านั้น หากอยากจะทานก็มาเดินตลาด แต่ต้องมาจองไว้ก่อนก็จะดี

กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังสถานการโควิด19 ตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ และวันนี้มีเมนูแนะนำ “ทอดมันหมูมะพร้าวโบราณ” ขายที่ตลาดนี้เท่านั้น สัปดาห์ละครั้ง

เย็นของวันที่ 17 กีกฎาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไปถึง เวลา 21.00 น. กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย ณ ชุมชนบ้านตำแย ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีชาวบ้าน นำอาหาร สินค้า มากมาย หลากชนิดมาวางจำหน่ายกันช่วงเย็น ในทุกวันศุกร์ บางสัปดาห์ก็จะมีชุมรมผู้สูงอายุมาเปิดการแสดง ทั้งเพื่อการออกกำลังกาย เพื่อการสนทนา เพื่อผ่อนคลายของชมรมผู้สูงอายุเอง และเพื่อสร้างสีสันให้กับพ่อค้า – แม่ค้า รวมทั้งนักท่องเที่ยว นักช้อป ที่มาเดินตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย โดยเฉพาะอาหารเย็นวันศุกร์ หลายคนก็จะมาพึ่งที่ตลาดแห่งนี้ เพราะมีอาหารแบบสมัยเก่า สมัยคุณแม่ คุณตาคุณยายยังสาว มาทำจำหน่ายกันสดๆ อย่างเช่น เมนูแนะนำวันนี้ ก็เห็นจะเป็น “ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน” แบบโบราณ สมัยคุณย่ายังเป็นสาว ส่งต่อมายังรุ่นลูก และกำลังจะส่งต่อไปยังรุ่นหลาน เหลน ทั้งขั้นตอนการผลิต การทอด การปั้น ส่วนผสมให้พอดีพอเหมาะสมคงความอร่อยไว้แบบดั่งเดิม จนทำให้ผู้ที่มาซื้อทาน ติดอกติดใจ เรียกได้ว่า พอวันศุกร์ ก็จะมายืนรอให้เจ้าของร้าน ได้ทอดมาวางแทบไม่ทัน ขายก็ไม่แพง 7 ชิ้น เพียง 20 บาท มีเฉพาะวันศุกร์ และมีเฉพาะที่ตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย แห่งนี้แห่งเดียว ทำขายเพียงศุกร์ ละ 700 ชิ้นเท่านั้น หมดแล้วหมดเลยติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นางกฤษณา จันทเสน อายุ 46 ปี ที่อยู่ บ้านตำแย หมู่ที่ 7 ตำบลกำแพง เจ้าของ “ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน”  สูตรโบราณ เปิดเผยว่า เดิมทีคุณย่า หรือ แม่ของสามี เป็นคนทำ ไปขายที่ตลาด แต่ต่อมาคุณย่า เสียตนที่เคยทำช่วยคุณย่ามาตลอด ก็ไม่ได้ทำ จนเมื่อปีที่แล้ว เทศบาลตำบลกำแพง ได้มาประชุม และริเริ่มในการทำตลาดวันศุกร์ ชื่อ ตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย โดยลักษณะตลาด คล้ายๆ กับที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี คือ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่มีหน้าบ้านตนเอง อยู่ข้างถนนกลางหมู่บ้าน มาเปิดขายของ ขายอะไรก็ได้ โดยเฉพาะอาหารโบราณ ตนจึงได้ริเริ่มทบทวนทำ ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อนแบบโบราณ ที่คุณย่า สอนไว้ ตอนแรกก็ไม่กล้าทำเยอะ ใช้หมูเพียง 2 กิโลกรัม เพราะกลัวขายไม่หมด แต่พอทำมาจริงๆ วางขายหน้าบ้านในตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย วันศุกร์ ขายไม่ทัน ต่อมาก็เลยทำครั้งละ 5 กิโลหมู ซึ่งจะได้ทอดมัน ราวๆ 700 ชิ้น ขาย 7 ชิ้น 20.-บาท ขายดีมาโดยตลอด แต่ตนก็ไม่ได้ทำเพิ่ม เพราะจะต้องอาศัยแรงงานลูกสาว 2 คน คนหนึ่งขายอยู่ที่หน้าบ้าน อีกคนมาช่วยปั้นหมู ส่วนตนเป็นคนทอด ก็พอขายได้ มีลูกค้ามายืนรอซื้อ จองทุกศุกร์ เพราะเขาติดใจในรสชาติ และตนก็จะทำเฉพาะขายในวันตลาดบ้านเก่าเฮาตำแยนี้เท่านั้น หากอยากจะทานก็มาเดินตลาด แต่ต้องมาจองไว้ก่อนก็จะดี ป้องกันความผิดหวัง ซึ่งก่อนหน้านี้ ตลาดปิดไป เพราะสถานการณ์โควิด19 ตอนนี้ก็กลับมาเปิดได้อีกครั้ง ภายใต้การเฝ้าระวัง เว้นระยะห่าง ล้างมือ สวมหน้ากาก วัดไข้ ก็เข้าตลาดได้แล้ว

สูตรโบราณ มีทานที่เดียว "ทอดมันหมูมะพร้าวอ่อน" พิกัดตลาดบ้านเก่าเฮาตำแย

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ / ศรีสะเกษ

ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี

ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี18 กรกฎาคม 2563 – 00:00 น.

ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สำนักวัฒนธรรม กีฬา การท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร และสมาคมเรือไทย จัดโครงการท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ ภายใต้ มาตรฐาน SHA เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ถึงความพร้อมการรองรับนักท่องเที่ยวในแบบวิถีใหม่ ของแหล่งท่องเที่ยว และส่งเสริมให้คนไทยได้เที่ยวอย่างปลอดภัยถูกสุขอนามัย  

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า หลังจากที่คนไทยทุกคนได้ร่วมมือร่วมใจกันผ่านพ้นวิกฤตที่ผ่านมา คาดว่ามีนักท่องเที่ยวหลายคนคิด วางแผนอยากออกไปเที่ยว อยากออกไปสัมผัสให้หายคิดถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศไทย แต่ยังขาดความมั่นใจในความปลอดภัย และสุขอนามัยที่ถูกต้อง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย SHA  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวว่าเมืองไทยใครๆ ก็เที่ยวได้ ชุดแรกที่เดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรีทางน้ำ โดยทุกท่านต้องปฏิบัติตามระเบียบ ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด การท่องเที่ยววิถีใหม่แบบ New Normal เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่จะเข้าเที่ยวประเทศไทยในอนาคต เป็นตัวอย่างที่ดี

โดยนำเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสะอาด จากสำนักงานเขตต่างๆ ของกทม. จำนวน 50 เขต เขตละ 10 คน รวม 500 คน แบ่งการเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 100 คนทั้งนี้ จัดกิจกรรมในวันเสาร์ที่ 11, 18 ,25 กรกฎาคม และวันเสาร์ที่ 1, 8 สิงหาคม 2563 เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ทำคุณประโยชน์ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย และเป็นขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้ามาอย่างเหน็ดเหนื่อย การท่องเที่ยวล่องเรือวิถีใหม่ ภายใต้มาตรฐาน SHA พร้อมเยี่ยมชมเกาะเกร็ดสัมผัสวิถีชาวมอญ และไหว้พระขอพรที่วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดปรมัยยิกาวาส วัดเสาธงทอง วัดสำคัญของจังหวัดนนทบุรี


ขอบพระคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง ที่จัดโครงการดีๆแบบนี้ให้เจ้าหน้าที่ได้คลายเครียด
 

ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี
ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี
ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี
ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี
ททท.ชวนท่องเที่ยวทางน้ำวิถีใหม่ New Normal กระตุ้นท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี

ช่วยเหลือด่วน เด็กป.6 ยอดกตัญญู พาแม่ตาบอดซ้อนท้ายจยย. ไปโรงเรียนด้วย (ชมคลิป) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วยเหลือด่วน เด็กป.6 ยอดกตัญญู พาแม่ตาบอดซ้อนท้ายจยย. ไปโรงเรียนด้วย (ชมคลิป)

17 กรกฎาคม 2563 – 20:53 น.

ช่วยเหลือด่วน เด็กป.6 ยอดกตัญญู พาแม่ตาบอดซ้อนท้ายจยย. ไปโรงเรียนด้วย เนื่องจากไม่มีคนดูแลแม่ ไม่อยากให้แม่อยู่บ้านตามลำพัง เมื่อไปถึงโรงเรียน ก็ให้แม่นั่งรอที่บ้านของชาวบ้านใกล้โรงเรียนพอเลิกเรียนก็พาแม่กลับบ้าน

ชีวิตรันทดเด็กหญิงวัย 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 ยอดกตัญญูพา แม่พิการตาบอดนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ไปโรงเรียนด้วย ขี่รถจากบ้านลงเขาไปเรียนหนังสือระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร เนื่องจากไม่มีคนดูแลแม่ ไม่อยากให้แม่อยู่บ้านตามลำพัง ล่าสุดที่ผ่านมาเด็กได้มาขอลาออกจากโรงเรียน เพื่อจะไปทำงานหาเงินเลี้ยงดูแม่ โชคดีได้ผู้อำนวยการโรงเรียนใจดีนำเรื่องราวของเด็กไปลงโซเชียล จึงได้ผู้ใจบุญจากเพื่อนๆชาวโซเชียลช่วยกันบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กได้เรียนจบชั้น ป.6

ที่ จ.สุพรรณบุรี นายธาดา ธิกุลวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งมะกอก ต.องค์พระ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยถึงเรื่องราวของ ด.ญ.สุดารัตน์ สมหวัง น้องเตย อายุ 12 ปี นักเรียนหญิงชั้น ป.6 เป็นนักเรียนที่เรียนดีแต่ฐานะยากจน แล้วยังมีภาระต้องแลแม่ที่พิการตาบอด วันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมาน้องเตยได้มาขอลาออกจากโรงเรียน จึงได้ถามเด็กว่าทำไมถึงมาขอลาออกทั้งที่ผลการการก็ดี เด็กบอกว่าจะไปหางานทำ เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวและรักษาแม่ เนื่องจากฐานนะทางบ้านยากจน ประกอบกับพ่อได้แยกทางกับแม่ และแม่ก็ยังพิการตาบอด ตนจึงนำเรื่องราวของเด็กไปลงโซเชียล ได้มีผู้ใจบุญจากเพื่อนๆ ชาวโซเชียลช่วยกันบริจาคเงินมารวม 25,000 บาท เพื่อต้องการช่วยเหลือเด็กให้ได้เรียนจบชั้น ป.6 ไปก่อนจากนั้นค่อยหาทางช่วยเหลือต่อไป ขณะนี้ได้ปิดรับบริจาคแล้ว เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหากได้รับเงินบริจาคมาเป็นจำนวนมาก หลังได้รับเงินบริจาคมาเด็กจึงยอมเรียนต่อ ทางโรงเรียนจึงได้ให้เด็กพาแม่มาโรงเรียนด้วย เนื่องจากเด็กเป็นห่วงแม่พิการตาบอดต้องอยู่บ้านตามลำพัง เพราะว่าแม่เด็กจะได้มีอาหารที่โรงอาหารของโรงเรียนรับประทานด้วย

จากนั้นทางครูได้พาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของเด็กเป็นถนนลูกรัง ประมาณ 5 กิโลเมตร ส่วนช่วงทางเข้าบ้านเด็กเป็นหุบเขา ระยะทางเกือบ 1 กม. และเป็นทางเปลี่ยวไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ถ้าช่วงหน้าฝนถนนก็จะเละเด็กจะขี่รถจักรยานยนต์ไปโรงเรียน กลับเข้าบ้านลำบาก ส่วนสภาพบ้านเด็กก็เป็นบ้านกระต๊อบ หลังคาสังกะสีเก่ามีรูรั่วจำนวนมาก ส่วนพื้นบ้านและฝาบ้านทำจากไม้ไผ่ ซึ่งเด็กอาศัยอยู่กับแม่พิการตาบอด

ช่วยเหลือด่วน เด็กป.6 ยอดกตัญญู พาแม่ตาบอดซ้อนท้ายจยย. ไปโรงเรียนด้วย (ชมคลิป)

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ด้านนางวรรณา สมหวัง อายุ 42 ปี แม่ของน้องเตย กล่าวด้วยน้ำตาว่าตนมีลูกสาว 2 คน คนโตอายุ 19 ปี มีครอบครัวแยกออกไปทำงาน ส่วนสามีก็หนีไปหลังจากที่ตนป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง เข้ารับการผ่าตัด จากนั้นตาข้างขวาก็มองไม่เห็น ส่วนตาซ้ายก็เห็นแบบลางๆ ตอนกลางวันที่มีแสงแดดส่วนกลางคืนก็จะมองไม่เห็นตอนนี้ตนอยู่บ้านกับน้องเตย ลูกสาวคนเล็ก ครอบครัวมีความเป็นอยู่ลำบากมากสงสารลูกไปโรงเรียนก็สงสาร เพราะไม่มีเงินให้ลูกไปกินโรงเรียนบางครั้งคิดอยากตาย แต่ก็คิดถึงลูกถ้าแม่ตายแล้วลูกจะอยู่กับใคร บางวันลูกไม่ได้ไปเรียนหนังสือต้องไปรับจ้างได้ค่าแรงวันละ 200 บาท เมื่อได้เงินมาตนให้เงินไปโรงเรียนวันละ 20 บาท แต่ลูกก็เหลือเงินกลับบ้านเท่าเดิมลูกบอกว่าหนูหิว แต่ก็ยอม อดเพื่อเก็บเงินไว้พาแม่ไปหาหมอ แต่ก็โชคดีที่ทาง ผอ.โรงเรียน และครู ท่านใจดี ห่ออาหารให้ลูกนำกลับมาทานที่บ้าน ส่วนลูกสาวคนโตก็ช่วยเหลือบ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายเหมือนกันถ้าเป็นไปได้อยากวิงวอนท่านผู้ใจบุญช่วยบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกได้เรียนสูงๆ ถ้าเหลือก็จะนำไปรักษาตัวเองให้หายจะได้ทำงานหาเลี้ยงลูกจะได้ไม่เป็นภาระของลูก

ด้านน้องเตย กล่าวว่า ทุกวันนี้หนูจะตื่นประมาณตีห้าครึ่ง เพื่อหุงข้าวล้างจานทำงานบ้านจัดตารางเรียน ก่อนหาข้าวให้แม่ทานแล้วเตรียมตัวไปเรียน โดยขี่รถจักรยานยนต์พาแม่นั่งซ้อนท้ายไปโรงเรียนด้วย ไม่กล้าปล่อยให้แม่อยู่บ้านคนเดียวเนื่องแม่ตามองไม่เห็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำอะไรไม่ไหวแล้วบางครั้งแม่ยังมีอาการชักเกร็งด้วย  จึงต้องจำเป็นพาแม่ไปด้วย ซึ่งเส้นทางที่ไปโรงเรียนนั้นเป็นทางขรุขระทางลงเขา เดินทางลำบากแต่ก็ต้องพาแม่ไปด้วย เมื่อไปถึงโรงเรียน ก็ให้แม่นั่งรอที่บ้านของชาวบ้านใกล้โรงเรียนพอเลิกเรียนก็พาแม่กลับบ้าน หนูสงสารแม่ จึงขอลาออกจากโรงเรียน เพื่อจะได้มีเวลาไปรับจ้างหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวและพาแม่ไปหาหมอ

ช่วยเหลือด่วน เด็กป.6 ยอดกตัญญู พาแม่ตาบอดซ้อนท้ายจยย. ไปโรงเรียนด้วย (ชมคลิป)

เนื่องจากแม่ต้องไปหาหมอที่ตัวจังหวัดสุพรรณบุรี อาทิตย์ละ 2 ครั้ง บางครั้งต้องไปนอนค้างที่โรงพยาบาลกับแม่ ทำให้เรียนได้ไม่เต็มที่ แต่ทาง ผอ.ไม่ยอมให้ลาออกจากโรงเรียน ทาง ผอ.และครูได้หาทางช่วยเหลือหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้และให้หนูได้เรียนต่อจนจบ ป.6 ตอนนี้หนูคิดถึงพ่อ อยากให้พ่อกลับมาอยู่กับแม่อยู่กับครอบครัวดูแลแม่ หนูขอขอบคุณท่าน ผอ.คุณครูทุกท่าน และผู้ใจบุญทุกคนที่ช่วยบริจาคเงิน มากช่วยหนูให้ได้เรียนต่อ หนูอยากวิงวอนท่านผู้ใจบุญช่วยพาแม่ไปรักษาอาการตามองไม่เห็น ซึ่งหนูอยากเรียนสูงๆอยากเป็นหมอจะได้มารักษาแม่รักษาพ่อ และคนอื่นๆด้วย

นายธาดา ธิกุลวงษ์ ผอ.โรงเรียน เปิดเผยต่อว่าสำหรับการเปิดบัญชีรับบริจาค เพื่อนำรายได้ไปรักษาแม่ของน้องเค้า ตนคิดว่าในส่วนนี้คงต้องให้แม่ของน้องเค้าไปดำเนินการต่อ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือที่ทางโรงเรียนจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ หรือต้องให้ทางกำนันผู้ใหญ่บ้านมาช่วยดำเนินการต่อไป ส่วนถ้าน้องมีความประสงค์จะเรียนต่อระดับมัธยมหรือปริญญาตรี ทางเราก็มีแนวทางมีทุน กสส.ทุนเสมอภาค ซึ่งก็พอช่วยเหลือได้ อย่างไรก็ตามโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนพื้นที่สูงเราจะเน้นเรื่องการฝึกอาชีพอย่างน้อยหลังจากน้องเค้าเรียนจบจบ ม.3 น้องเตยจะต้องมีอาชีพทำงานหาเลี้ยงแม่และตัวเองได้

ภาพ/ข่าว  ภัทรพล  พรมพัก  มงคล  สว่างศรี  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุพรรณบุรี 

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/437391/38899/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/437391/38900/news

32องค์กรจับมือสภาผู้บริโภค จ.พะเยา เสวนาสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

32องค์กรจับมือสภาผู้บริโภค จ.พะเยา เสวนาสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน

17 กรกฎาคม 2563 – 15:19 น.

32องค์กรจับมือสภาผู้บริโภค จ.พะเยา เสวนาสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ร่วมกับคณะกรรมการสภาผู้บริโภคฯและเครือข่ายจัดเสวนาความก้าวหน้าสภาผู้บริโภค รักษาสิทธิของประชาชน

วันนี้ (17กรกฎาคม 2563) ที่ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด อ.เมือง จ.พะเยา มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ร่วมกับคณะกรรมการสภาผู้บริโภคฯ และองค์กรเครือข่าย จัดเวทีการขับเคลื่อนสภาผู้บริโภคจังหวัดพะเยาเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคฯ โดยนายต่วนกฤษ  จันทะนะ ประธานสภาผู้บริโภคและคณะกรรมการสภาผู้บริโภค จ.พะเยา เป็นผู้กล่าวรายงานความคืบและกรณีประเด็นปัญหาต่างๆของการตจัดตั้งสภาผู้บริโภคในมิติต่างๆ

นายต่วนกฤษ  เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภค จ.พะเยา ตั้งมาแล้วเกือบ 4 ปี มีสมาชิกจากภาคส่วนต่างๆถึง 32 องค์กร มีการร้องเรียนไปที่ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคฯ เป็นจำนวนมากโดยมีปัญหาเรื่อง อาหาร ยาและเครื่องสำอางอยู่ในอันดับต้นๆ เช่น อาหารหมดอายุแล้วยังนำมาจำหน่ายต่อ  วันที่ผลิต วันหมดอายุ ไม่ชัดเจน ฉลากกำกับไม่เป็นภาษาไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเสมือนยารักษาโรค โดยที่ไม่มีการควบคุม หรือกำกับดูแลอย่างทั่วถึง เช่น ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก เร่งผิวขาว หน้าเด้ง หน้าใส หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่เสริมสมรรถภาพทางเพศ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภค แล้วยังมีปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมในรูปแบบต่างๆ และสุดท้ายเป็นเรื่องการบริการขนส่งสาธารณะ ที่แพงเกินจริง ขับประมาทหวาดเสียวและการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ในขณะที่นางสุภาพร  ถิ่นวัฒนากูล มูลนิธิเพื่อการพัฒนาพะเยา เปิดเผยว่า การจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ 1ปีผ่านไป… สภาองค์กรของผู้บริโภค…ความท้าทายกับการจัดตั้งสภาผู้บริโภคจังหวัดพะเยา “ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทางคณะทำงานพยายามจะผลักดันให้เกิดสภาผู้บริโภคจังหวัดพะเยา เพื่อรักษาสิทธิในด้านต่างๆของคนพะเยาไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจาการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การซื้อสินค้าหรือการใช้บริการต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานานและไม่ค่อยได้รับการแก้ไข ผู้บริโภคไม่รู้ตัวว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น จึงต้องมีการประชุมเสวนาเพื่อวางแผน หรือหาแนวทางในการขับเคลื่อนสภาผู้บริโภคให้เป็นที่พึ่งของประชาชนชาวพะเยาได้อย่างแท้จริง

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

การค้าชายแดนคึกคักหลังปลดล๊อค เปิดจุดผ่อนปรนถาวรและชั่วคราวชายแดนทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การค้าชายแดนคึกคักหลังปลดล๊อค เปิดจุดผ่อนปรนถาวรและชั่วคราวชายแดนทั่วประเทศ

17 กรกฎาคม 2563 – 15:19 น.

การค้าชายแดนคึกคักหลังปลดล๊อค เปิดจุดผ่อนปรนถาวรและชั่วคราวชายแดนทั่วประเทศ โดยทั้ง 3 จุดทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เปิดให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคและสินค้าพืชผลทางการเกษตรเท่านั้นส่วนตัวบุคคลห้ามเข้าและออกประเทศโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการ

ตามที่ได้มีกลุ่มชมรมผู้ค้าชายแดนระหว่างประเทศ อำเภอแม่แจ๊ะ  รัฐคะยา ประเทศเมียมาร์ ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึง นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อขอนำเข้าสินค้าประเภทพืชผลทางการเกษตร (ข้าวโพด) พริกแห้ง จากชายแดนไทย – เมียมาร์ เข้ามายังประเทศไทย ผ่านทางจุดผ่อนปรนชั่วคราว ช่องทางห้วยต้นนุ่น BP 13 ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากได้รับความเดือดร้อน แต่ก็ไม่เป็นผลเนื่องจากอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID – 19)ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ปิดเส้นทางเข้า – ออก ระหว่างประเทศ ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการค้าชายแดนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สินค้าพืชผลทางการเกษตรตกค้างเป็นแรมเดือนแล้วนั้น

ต่อมาทางรัฐบาลก็ได้มีคำสั่งปลดล๊อคเปิดจุดผ่อนปรนถาวรและชั่วคราวชายแดนทั่วประเทศซึ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็ได้รับอานิสงค์ให้เปิดจุดผ่อนปรนจำนวน 3 จุด ได้แก่จุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้ง ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จุดผ่อนปรนชั่วคราวช่องทางห้วยต้นนุ่น (BP13) ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม และจุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย โดยทั้ง 3 จุดทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เปิดให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคและสินค้าพืชผลทางการเกษตรเท่านั้นส่วนตัวบุคคลห้ามเข้าและออกประเทศโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการแพร่ระบากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจให้หันหลังกลับเข้าประเทศต่อไปโดยจะเปิดบริการเฉพาะวันจันทร์ถึงวันพุธเท่านั้นจะมีเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรจังหวัดมาอำนวยความสะดวกติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ส่วนสินค้าที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ประเภทสัตว์ อย่างเช่นวัวฯ ที่ยังตกค้างและส่งผลกระทบต่อพ่อค้าจนได้รับความเดือดร้อนประสงค์จะนำเข้าให้ติดต่อประสานกับศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา มีคาราวานรถสิบแปดล้อพ่วงจำนวนกว่า 13 คันหลายบริษัทได้เคลื่อนขบวนเข้าพื้นที่จอดเรียงรายบริเวณสนามบินเก่าเพื่อรอสินค้าประเภทพืชผลทางการเกษตรจากฝั่งเมียรมา รัฐคะยา ใช้เวลานานกว่าหลายวันเนื่องจากเกิดฝนตกหนัก พอฟ้าเปิดคาราวานรถก็ได้เคลื่อนเข้าสู่ชายแดนไทยเมียรมาเข้าไปบรรทุกสินค้าที่ทางชมรมผู้ประการค้าฝั่งเมียรมา รัฐคะยา นำเข้ามาจากฝั่งประเทศเมียรมารัฐคะยาได้แก่เมล็ดข้าวโพดจำนวนกว่า 8.000 กก. ในขณะเดียวกันบรรดาพ่อจากฝั่งไทยก็ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคเช่นผงชูรส นำมันพืช เบียร์กระป๋อง และปุ๋ยอินทรีย์นำออกอย่างคึกคัก ปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบ รับทราบจากฝั่งพ่อค้าฝ่ายไทยเราได้แก่ดินฟ้าอากาศเนื่องจากย่างเข้าสู่ฤดูฝนและไม่สามารถข้ามไปฝั่งประเทศเมียรมาได้แลกเปลี่ยนสินค้าแบบหันหลังชนกันขายส่งสินค้าได้แต่ตัวคนห้ามเข้า.

เกียรติศักดิ์  รักสัตย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดแม่ฮ่องสอน          

รมต.ยุติธรรมขึ้นเหนือ ติดตามผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามในพื้นที่ชายแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมต.ยุติธรรมขึ้นเหนือ ติดตามผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามในพื้นที่ชายแดน

รมต.ยุติธรรมขึ้นเหนือ ติดตามผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามในพื้นที่ชายแดน17 กรกฎาคม 2563 – 13:43 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขึ้นเหนือ เพิ่มประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน และติดตามผลการดำเนินงานด้านการปราบปราม ยึดทรัพย์และตัดวงจรการค้ายาเสพติด พร้อมรับมอบนโยบายการขยายผลยึดทรัพย์สิน จากนายกรัฐมนตรี ผ่านระบบ Video Conference

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ณ โรงแรม ฮอไรซัน วิลเลจ แอนด์ รีสอร์ท อำเภภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน หลักสูตร “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.” โดยมี นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ดร.วีริศ อัมระปาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมด้านวิชาการ นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. นายดุลยพิชัย    มหาวีระ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด พลโท เศรษฐพล เกตุเต็ม รองผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการบริหารการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ (ศอ.บส.ชน.) นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด  พลตรี บุญยืน อินกว่าง รองแม่ทัพน้อย 3/ รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการบริหารการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ,พ.อ.ยงยุทธ เหล่าเขตร์การ  ที่ปรึกษา กองกำลังผาเมือง และ พ.ต.อ.ทรงกริช ออนตะไคร้ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วม ประชุมติดตามคดีตรวจสอบทรัพย์สินโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการขยายผลการยึดทรัพย์สิน ผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)  ณ ห้องประชุม ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เครือข่ายยาเสพติดใช้สถาบันการเงินเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมการเงิน ผ่านทางสถาบันการเงินตามแนวชายแดน การปราบปรามยาเสพติดชายแดนจึงสำคัญ ในการที่จะทำลายขบวนการเครือข่ายยาเสพติด จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ให้มีขีดความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะทักษะการสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานเอาผิด เพื่อดำเนินการต่อทรัพย์สินคดียาเสพติด และนำไปสู่การขยายผลจับกุม  นักค้ายาเสพติดที่เป็นนายทุน ตัวการอยู่เบื้องหลัง จึงเป็นที่มาของโครงการอบรมนี้ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ปฏิบัติงาน ในพื้นที่เป้าหมาย ตามแผนปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และพะเยา จำนวน 100 นาย โดยการอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากทีมวิทยากร ที่มีความรู้และประสบการณ์จากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่  สำนักงานประธานศาลฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสำนักงาน ป.ป.ส.  มาถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เข้ารับการอบรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ดังกล่าวจะดำเนินการพัฒนาบุคลากรในเขตพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศใน ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบริเวณภาคเหนือตอนล่างที่จังหวัดขอนแก่น และที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมีบุคลากรที่ผ่านการพัฒนาไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 295 ราย และตั้งเป้าว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะมีเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในพื้นที่ชายแดน ที่ผ่านการฝึกอบรมรวมจำนวน 1,000 ราย  
จากนั้นในเวลา 13.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการขยายผลยึดทรัพย์ ผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference) ให้แก่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและคณะผู้บริหาร ป.ป.ส. ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ขยายผลเพื่อจับกุมนายทุนและผู้อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติด รวมถึงจัดตั้งกลไกการบูรณาการการปราบปรามยาเสพติดเพื่อสืบสวนขยายผลและยึดทรัพย์สินกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ กล่าวหลังจากนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า  ได้มอบหมายให้ สำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ “ศูนย์ปฏิบัติการยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด” ซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ หรือ ศอ.ปส. ที่ 5/2563  ประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองทัพบกหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานยึดทรัพย์จากเครือข่ายยาเสพติด ในปี 2564 จะต้องทำได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้าน โดยที่ผ่านมาพบว่าบางเครือข่ายมีเงินหมุนเวียนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มูลค่าถึงกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งต้องหาหลักฐาน และขยายผล โดยนำพระราชบัญญัติปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กฎหมายภาษีอากร และอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการดำเนินการกับกลุ่มนายทุนผู้ค้ายาเสพติดต่อไป
นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวทิ้งท้ายว่าตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีภายใต้ข้อสั่งการของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายการขยายผลจับกุม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในปัจจุบัน ซึ่งหากจะเอาชนะยาเสพติด หรือ ทำลายวงจรการค้ายาเสพติดให้ได้ผลเป็นรูปธรรม ต้องทำการยึดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด หรือ ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ให้ได้มากที่สุด โดยความร่วมมือและเบาะแสจากภาคประชาชนมีส่วนในการช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งนี้ หากพบเห็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

นิวัตร ธาตุอินจันทร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่