‘วิตามิน’ กับ ‘ยา’ ความเหมือนบนความต่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626916

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 15:40 น.'วิตามิน' กับ 'ยา' ความเหมือนบนความต่างเภสัชกรชี้ “วิตามิน” ไม่ใช่ “ยา” ความคล้ายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด พร้อมแนะใช้ให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัย

ร่างกายของคนเรามีสารต่างๆ ประกอบอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน น้ำตาล วิตามิน และแร่ธาตุ การได้รับ “วิตามิน” ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต แตกต่างกับ “ยา” ซึ่งหากใช้ติดต่อกันเป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้ ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิตามินและยา จากทีมเภสัชกรไบโอฟาร์ม แนะนำเรื่องนี้เอาไว้ว่า

ความแตกต่างของ “วิตามิน” กับ “ยา”

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ยา กับ วิตามิน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่าง ๆ ได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

หลักการใช้ยาที่ถูกต้อง

เมื่อเรารับประทานยาจนหายป่วยแล้ว ต้องหยุดใช้ยา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี หากใช้เป็นประจำและเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดอาจเกิดการสะสมในร่างกาย และส่งผลเสียต่อตับและไตได้

“วิตามิน” สิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้

วิตามิน คือสารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ หากขาดวิตามินแล้ว ร่างกายจะแสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นทันที และเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น สามารถตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ และรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

วิตามินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง
  • วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

แม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ ช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก

สำหรับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้วจะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามินเกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สารอนุมูลอิสระ เปรียบเสมือนยาพิษ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือ เจอกับมลภาวะ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งความน่ากลัวของอนุมูลอิสระคือ แม้จะไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้วการเสริมวิตามินและเกลือแร่ จะเป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระชั้นดีให้กับร่างกาย แต่สิ่งที่ควรทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพ ก็จะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง

เช็กอิน Nike Bangkok at Siam Center แฟล็กชิปสโตร์ใหม่ใหญ่ที่สุดในประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626881

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 11:30 น.เช็กอิน Nike Bangkok at Siam Center แฟล็กชิปสโตร์ใหม่ใหญ่ที่สุดในประเทศเปิดแล้ว!! Nike Bangkok at Siam Center แฟล็กชิปสโตร์ใหม่ใหญ่ที่สุดในไทย ตื่นใจกับ Nike By You ให้ Customize ใส่ความเป็นคุณลงบนไอเท็มโปรด

โพสต์ทูเดย์ ชวนสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งเต็มรูปแบบ จุใจในแฟล็กชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ Nike ที่ย่านใจกลางกรุงเทพฯ กับ Nike Bangkok at Siam Center แฟล็กชิปสโตร์ใหม่ที่มาในคอนเซ็ปต์ Innovative Sport จัดใหญ่ด้วยพื้นที่กว้างขวางกว่า 9,000 ตารางฟุต จัดเต็มกับสินค้า Nike พร้อมนวัตกรรมสุดล้ำทุกรูปแบบ หลากหลาย และครบครันมากที่สุดเท่าที่เคยมี

ตั้งแต่รองเท้าสปอร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์ สนีกเกอร์ไลฟ์สไตล์รุ่นฮิต รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น อาทิ รองเท้าวิ่งตระกูล Vaporfly NEXT% รองเท้าบาสเกตบอล Air Jordan และ Nike Icon Clash คอลเลคชั่นล่าสุดปี 2020 ตลอดจนชุดออกกำลังกายของทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ รวมถึงเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์แฟชั่น เสื้อยืด กระเป๋า แอคเซสซอรี่ และไอเท็มคูลๆ อีกเพียบ

ตื่นตาตื่นใจไปกับบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Nike By You ครั้งแรกในประเทศไทยที่ให้ Customize ไอเท็มโปรดคู่กายแบบยูนีคไม่ซ้ำใคร  เรียกได้ว่าใส่สไตล์ความเป็นตัวเราลงในผลิตภัณฑ์ของ Nike ที่อาจมีแค่หนึ่งเดียวในโลก

พิเศษสำหรับช่วงเปิดร้านใหม่ Nike ยังมีคอลเลกชั่น Nike By You x Jirayu Koo ที่ Nike ได้นำเสนอผลงานของอิลลัสเตรเตอร์ไทย “จิรายุ คูอมรพัฒนะ” กับลวดลายกราฟิกสีสันสดใสพร้อมใส่ความสนุกสนานแบบไทยๆ ในชื่อ Bangkok Jam โดดเด่นด้วยฟอนต์ภาษาไทย อาทิ คำว่า “สยาม” “บางกอก” ที่หายากแน่นอนในอนาคต

สำหรับ Nike Bangkok at Siam Center ยังมีบริการพิเศษสำหรับลูกค้าอีกมากมาย เช่น บริการทดลองฟิตติ้งเสื้อผ้าจากไนกี้แบบหัวจรดเท้า รวมไปถึงการทดลองวิ่งหรือออกกำลังกายขณะสวมใส่รองเท้ารุ่นต่างๆ ของไนกี้ ซึ่งบริการเหล่านี้จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ไนกี้ และเพื่อช่วยให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง ผู้มาใช้บริการทุกท่านยังสามารถจองช่วงเวลาสำหรับการรับบริการสไตลิ่งหรือบริการการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าวิ่ง หรือสไตลิสต์ซึ่งประจำอยู่ที่ร้านได้ล่วงหน้าอีกด้วย 

“เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับไนกี้เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจและไม่เหมือนใคร เพื่อยกระดับแนวคิดของการค้าปลีกไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมให้ลูกค้าของเรามีปฎิสัมพันธ์กับไนกี้ในรูปแบบใหม่ๆ” คุณอาชวิน วาลิรัม ผู้อำนวยการบริหารของวาลิรัม กล่าว

ใครไม่อยากเอ้าท์แนะนำให้ไปสัมผัสความล้ำสมัยในคอนเซ็ปต์ Innovative Sport แล้วเลือกช้อปจุใจแบบจัดเต็มกันได้แล้ววันนี้ ที่สยามเซ็นเตอร์ ชั้น G เปิดบริการทุกวัน เวลา 10:00-21:00 น. หรือรับชมข่าวสารจากไนกี้ประเทศไทยได้ทาง LINE OFFICIAL :  @nikethailand

.

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

New Normal : ทำเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.New Normal : ทำเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่ายคนทำงานต้องรู้!! กูรูด้านที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ เผย “ทำเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่าย” หัวใจของงานพีอาร์ยุค New Normal

ในยุคที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ต้องยอมรับว่าผลพวงหนึ่งที่ทุกคนต้องประสบพบเจอและต้องยอมรับ นั่นคือ พฤติกรรมในการใช้ชีวิตของทุกคนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ และการดำเนินชีวิต หรือที่เราพูดถึงสถานการณ์ยามนี้ด้วยคำยอดฮิตติดปากว่า “New Normal” หรือ “ความปกติใหม่” 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานแล้ว คนในทุกๆ สาขาอาชีพล้วนต้องปรับตัวเพื่อให้วิถีทางในการทำงานตอบรับและสอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมถึงอาชีพนักประชาสัมพันธ์ ซึ่ง ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด กูรูด้านที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ภาพรวมของธุรกิจที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์

วงการประชาสัมพันธ์ถือว่าเป็นวงการที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยจาก ช่วงการแพร่ระบาด แต่กระนั้น หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ ยังเดินหน้าในการสื่อสารต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารเรื่อง มาตรการขององค์กรในการให้ความช่วยเหลือ ผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรต่างๆ หรือ การสื่อสารเรื่อง ผลกระทบที่ได้รับก็ตามแต่ การสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับสังคม ยังคงจำเป็นต่อทุกสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะที่มีความเปราะบางสูงอย่างนี้ ดังนั้น ความต้องการคำปรึกษาประชาสัมพันธ์จึง ยังมีความสำคัญ แต่ว่าจะในสเกลที่เล็กลง

นักประชาสัมพันธ์จะต้องปรับตัวอย่างไรในยุค New Normal

สมัยก่อนถ้าเรามองดูพีอาร์ในยุคก่อนก็จะพบว่า มีนักประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน มีผู้รับข่าวสาร พอโลกดิจิตอลมา สื่อดั้งเดิม (Conventional Media) ก็ยังคงอยู่ แต่ขณะเดียวกันจะมีการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ มากมาย สื่อภาคประชาชนก็ดี หรือว่าสื่อดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ที่อพยพจากแพลตฟอร์มเดิมสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงสำคัญตลอดและต่อเนื่องคือการจัดการเนื้อหา ไม่ว่าการสื่อสารจะเป็นช่องทางใด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเนื้อหา ยุคนี้พอคนสามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์มากขึ้น คนมีส่วนร่วมกับการบริโภคข่าวสารมากขึ้นซึ่งต่างจากเดิม อาจจะมีข่าวเรื่องของมาตรการเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เดิมคนอาจสนใจเฉพาะกลุ่ม แต่ตอนนี้มันกระทบกับทุกคนเลยคนบริโภคข่าวสารก็จะมีจำนวนมากขึ้น การบริหารจัดการเนื้อหาให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้รับจึงมีความสำคัญเหมือนเดิม เพียงแต่รูปแบบจะต้องเร้าใจมากขึ้น ดึงดูดคนมากขึ้น เข้าใจง่ายมากขึ้น และเป็นทางการน้อยลงแบบนี้เป็นต้น

เทคนิคพร้อมแนวทางที่จำเป็นสำหรับแนวทางพีอาร์

การสื่อสารในภาวะที่การสื่อสารหลั่งไหลมาจากทุกภาคส่วน  แหล่งข่าว องค์กรต่างๆ รวมถึงการตีความของภาคประชาสังคมจนกระทั่งยากจะแยกแยะ สิ่งใด ถูกต้อง ที่มามาจากแหล่งใด เชื่อถือได้เพียงใด ทำให้ การสื่อสารที่ “ชัดเจน” เปิดช่องให้มีการตีความน้อยที่สุด มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้ จึงสำคัญกว่า ภาวะใดๆ  การสื่อสารแบบ “ทำเรื่องยากให้ง่าย”  “จัดลำดับความสำคัญของเนื้อหา”  สำคัญที่สุด มาก่อนเพื่อน หรือเรียกว่า “เอาใจความบรรทัดที่ 9 มาไว้เป็นบรรทัดแรก” เพราะส่วนใหญ่คนอ่านแค่ 8 บรรทัด แต่ใจความสำคัญมักอยู่บรรทัดที่ 9 และ 10 หรือ นอกจากนี้ การสื่อสารด้วย กราฟฟิก สื่อสารด้วยภาพ แผนภาพ ที่ง่ายต่อความเข้าใจ และ ถูกจริต คนไทยจะถูกนำมาใช้มากขึ้น  รวมถึงการสื่อสาร ผ่าน ระบบออนไลน์ ทีไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปมาจะได้รับการยอมรับมากขึ้น ในฐานะที่เป็น New Normal

ทิศทางของธุรกิจด้านการสื่อสารและงานประชาสัมพันธ์หลังโควิด-19

หลังจากที่สถานการณ์ถูกควบคุมเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง จนทุกคนสามารถจะกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติ กิจกรรมต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นสำหรับภาคเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างมโหฬารและมีจำนวนมากจนงานด้านการตลาด งานด้านสื่อสารการประชาสัมพันธ์จะมีจำนวนมาก  การวางแผนสำหรับอนาคตอันใกล้สำหรับการแย่งพื้นที่ข่าวกันอย่างดุเดือด จะทำให้บริษัทด้านประชาสัมพันธ์ที่ยังคงเหลือรอดและแข็งแรงเพียงพอมีแต้มต่อในการเดินหน้าต่อไป

หากใครเป็นนักประชาสัมพันธ์ ยามนี้คงต้องถามตัวเองว่าพร้อมไหม?? กับการปรับตัว ปรับใจ กับการทำงานในรูปแบบใหม่ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ 20 กรกฎาคม 2563 – 10:47 น.

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ช่วยเกษตรกรชาวสวนสู้ภัยโควิด -19

วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ลำไยในพื้นที่ภาคเหนือ  ณ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด อำเภอเมือง  จังหวัดลำพูน ที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนหัวหน้าส่วนราชการ และ นางสุมิตรา  อภิชัยสหกรณ์จังหวัดลำพูน  พร้อม สมาชิกสหกรณ์ ให้การต้อนรับ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมจุดรับซื้อลำไยสด  และปล่อยคาราวานผลผลิตลำไยคุณภาพของสหกรณ์ลำพูนกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่างๆ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ต่อมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งจองลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด เพื่อส่งผ่านทางไปรษณีย์ไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปล่อยคาราวานรถขนลำไย จำนวน 4 คันรถ  เพื่อเป็นการเริ่มต้นการกระจายผลผลิตลำไยคุณภาพจากสหกรณ์ในลำพูนสู่ตลาดในประเทศ จากนั้นได้มอบตะกร้าบรรจุลำไยให้แก่สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จำกัด จำนวน 16,000 ใบและผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้มอบเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้กับสหกรณ์ใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และกล่าวให้กำลังใจแก่สมาชิกและคณะกรรมการสหกรณ์ที่มาต้อนรับ

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จำหน่ายลำไยคุณภาพผ่านทางไปรษณีย์ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ  เป็นความร่วมมือกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2553 เป็นวิธีการจำหน่ายโดยการสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่ทันกับยุคสมัยปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อผลผลิตลำไยของสมาชิกสหกรณ์ได้โดยสะดวก และจะช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น และทางสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ยังได้รวบรวมลำไยคุณภาพ GAP ส่งให้บริษัทเอกชนส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศจีน โดยขนส่งด้วยรถคอนเทรนเนอร์ใช้เส้นทางผ่านทางจังหวัดนครพนม และวิ่งเข้าทางชายแดนไทยจนไปถึงประเทศจีน ซึ่งได้เริ่มส่งไปแล้วจำนวน 3 ตู้คอนเทรนเนอร์ ซึ่งทางผู้กระจายสินค้าในจีนแจ้งว่าสามารถกระจายลำไยภายในวันเดียว เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนนิยมลำไยจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก.

ฟงหวิน  ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจสายบุญ ทำดีต่อเนื่องสร้างบ้านมอบผู้ยากไร้อีกหลังที่เพชรบูรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจสายบุญ ทำดีต่อเนื่องสร้างบ้านมอบผู้ยากไร้อีกหลังที่เพชรบูรณ์

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจสายบุญ ทำดีต่อเนื่องสร้างบ้านมอบผู้ยากไร้อีกหลังที่เพชรบูรณ์20 กรกฎาคม 2563 – 09:08 น.

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ ใจบุญสร้างบ้านให้ ลุงยุทธ์ นักร้องประกวดยอดกตัญญู ที่ ต.ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรี เป็นบ้านหลังที่ 4 ของ ทิดณัฏฐ์ หลังจากที่ลาสิกขา

วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวว่า ทิดณัฏฐ์ หรือ นายณัฏฐวุฒิ งูตูล อายุ 58 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง บุคคลที่เคยเป็นข่าวโด่งดัง อดีตพระสร้างบ้านให้กับยาย วัย 70 ปี ที่มาคอยใส่บาตรทุกเช้าเป็นประจำไม่เคยขาด ในช่วงที่ตนบวชเป็นพระ อยู่ที่วัดสามัคคีสโมสร (หนองจิก) จ.ปราจีนบุรี และหลังจากที่ตนได้ลาสิกขา จึงได้กลับไปรวบรวมทุนกลับมาสร้างบ้านให้กับคุณยาย ได้เดินทางมาเยี่ยมบ้านของ นายเบญจพน เดชสำเภา อายุ 53 ปี หรือลุงยุทธ์ อยู่บ้านเลขที่ 131 บ้านพระที่นั่ง หมู่ที่ 7 ต.ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เพื่อหาทางช่วยเหลือสร้างบ้านให้คุณลุงยุทธ์ ให้ได้มีบ้านเป็นของตนเองเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ อย่างที่คุณลุงยุทธ์ ได้ฝันไว้

คุณลุงยุทธ์ ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ต้องอาศัยอยู่ที่บ้านของน้องชาย ซึ่งก่อนหน้านั้นน้องชายออกไปทำงานอยู่ต่างอำเภอ แต่ตอนนี้น้องชาย กลับมาอยู่บ้าน โดยน้องชาย มีนิสัยชอบดื่มเหล้า อันธพาล และได้ไล่ครอบครัวลุงยุทธ์รวมทั้งพ่อแม่ ให้ออกไปอยู่ที่อื่น ชาวบ้านแถวนั้นสงสาร จึงให้ลุงยุทธ์ไปทำเพิงเล็กๆ อยู่อาศัยก่อน

ด้านครอบครัวลุงยุทธ์อาศัยอยู่ด้วยกัน 5 คน ประกอบด้วย นายยูร เดชสำเภา(พ่อ) อายุ 82 ปี ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นางสุรินทร์ เดชสำเภา (แม่) อายุ 72 ปี ป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้นประสาท ทำงานหนักไม่ได้ และลูกชายอีก 2 คน คือ เด็กชายปรเมศ เดชาสำเภา อายุ 5 ขวบ ลูกชายคนโต และเด็กชายปรมี เดชาสำเภา อายุ 3 ขวบ ลูกชายคนเล็ก ซึ่งตัวลุงยุทธ์ เป็นเสาหลักของครอบครัว มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ทำทุกอย่างที่มีคนจ้างให้ทำ ได้ค่าแรงวันละ 300 ต่อวัน ถ้าวันไหนมีงานจ้างร้องเพลงก็จะไปร้อง โดยไม่รอช้า เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว วันไหนไม่มีงานจ้าง ลุงยุทธ์ ก็จะออกไปเก็บผัก หาปลา เพื่อนำมาทำอาหารประทังชีวิต ทั้ง 5 ชีวิต

ล่าสุดเมื่อวันที่ (16 ก.ค.63) ที่ผ่านมา นายณัฏฐวุฒิ งูตูล ได้เดินทางกลับมาอีกครั้งที่บ้านคุณลุงยุทธ์ พร้อมกับทีมงานและวัสดุก่อสร้าง หลายคันรถ เพื่อมาสร้างบ้านให้กับ นายเบญจพน เดชสำเภา อายุ 53 ปี หรือลุงยุทธ์ ซึ่งสร้างความตื้นตันใจให้กับคุณลุงยุทธ์ และครอบครัวเป็นอย่างมาก

และนอกจากนี้ด้าน นายณัฏฐวุฒิ ยังได้ฝากมาถึงเพื่อนๆ สายบุญ ที่ต้องการร่วมสร้างบ้านให้กับคุณลุงยุทธ์ ครั้งนี้ สามารถทักเข้าไปคุยส่วนตัวได้ที่เฟสบุ๊คส่วนตัวหรือทางเพจ ณัฏฐวุฒิ เราทำด้วยใจ และทางช่องยูทูป “เราทำด้วยใจ nut”

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

กมธ.บริหารจัดการลุ่มน้ำลงพื้นที่จ.พิจิตร หาแนวทางหนุนสร้างประตูน้ำในแม่น้ำน่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กมธ.บริหารจัดการลุ่มน้ำลงพื้นที่จ.พิจิตร หาแนวทางหนุนสร้างประตูน้ำในแม่น้ำน่าน

20 กรกฎาคม 2563 – 09:08 น.

คณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำ

วันที่ 19 ก.ค. 2563  นายวีระกร คำประกอบ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ของเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร รวมถึงติดตามงานการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ โดยได้ร่วมประชุมกับ นายสุรชาติ ศรีบุศกร “ ส.ส.ไก่” สส.พปชร.พิจิตรเขต 3, นายภูดิท อินสุวรรณ์ สส.พปชร.พิจิตรเขต 2, นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร  รวมถึงตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ ได้ประชุมกันที่ ทต.บางไผ่  เพื่อพิจารณาตามคำร้องขอของราษฎรที่ต้องการอยากให้สร้างประตูน้ำในเขตพื้นที่ตำบลบางไผ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร โดยในที่ประชุมได้รับข้อเสนอและเห็นชอบในการที่จะก่อสร้าง โดยทั้งนี้จะให้กรมชลประทานส่งนักวิชาการลงพื้นที่และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี  จึงจะลงมือดำเนินการก่อสร้างได้

จากนั้นคณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำบ้านวังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง แผนงานก่อสร้างปีงบประมาณ 2559 – 2563 ขยายเป็น 2559 -2565 ที่ขณะนี้ลงมือก่อสร้างแล้ว รวมถึงลงพื้นที่พบปะราษฎรเพื่อทำการชี้แจงโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง แผนงานก่อสร้างปีงบประมาณ 2564-2567 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขปัญหาพื้นที่การเกษตรลุ่มแม่น้ำยมได้ในอนาคตต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการที่ กมธ.ลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานของ นายสุรชาติ ศรีบุศกร “ส.ส.ไก่” สส.พปชร.พิจิตรเขต 3  ที่ต้องการเร่งรัดงบประมาณและการดำเนินการก่อสร้างที่ทุกวันนี้ติดขัดเนื่องจากมีหลายกรม หลายกระทรวง ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่ กมธ.ลงพื้นที่ก็จะช่วยในการประสานงานในการแก้ปัญหากฏและข้อระเบียบต่างๆ ให้สามารถผ่อนปรนเพื่อให้งานก่อสร้างเดินหน้าไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงการที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณมาให้ดำเนินการ

สิทธิพจน์  เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พิจิตร

กรมทหารพรานที่ 36 “วันทหารพราน” เพื่อบำเพ็ญกุศลให้กับกำลังพลที่เสียชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมทหารพรานที่ 36 “วันทหารพราน” เพื่อบำเพ็ญกุศลให้กับกำลังพลที่เสียชีวิต

กรมทหารพรานที่ 36 "วันทหารพราน" เพื่อบำเพ็ญกุศลให้กับกำลังพลที่เสียชีวิต19 กรกฎาคม 2563 – 19:47 น.

กรมทหารพรานที่ 36 “วันทหารพราน” เพื่อบำเพ็ญกุศลให้กับกำลังพลที่เสียชีวิต และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลและครอบครัว พร้อมมอบทุนการศึกษาให้บุตรข้าราชการ และอาสาสมัครทหารพราน

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา พ.อ. สมรรถชัย แปงสาย ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 36 พร้อมกำลังพล ร่วมจัดงานวันทหารพราน เพื่อบำเพ็ญกุศลให้กับกำลังพลที่เสียชีวิต และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลและครอบครัว โดยได้จัดพิธีบวงสรวงศาล 3 มหาราช ศาลเจ้าพ่อเทพสิงห์ และประกอบพิธีทางศาสนา สวดเจริญพระพุทธมนต์ ฟังเทศน์ ตักบาตร พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 36 ได้จัดพิธีประดับยศนายทหารประทวน ส.อ. เป็น จ.ส.ต. จำนวน 2 นาย และพิธีมอบทุนการศึกษาให้บุตรข้าราชการ และอาสาสมัครทหารพราน จำนวน 157 ทุน เป็นเงิน 225,000 บาท

กรมทหารพรานที่ 36 ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2527 ขึ้นตรงกับกองทัพภาคที่ 3 กรมทหารพราน 36 เป็นหนึ่งในกองกำลังเฉพาะกิจของกองทัพภาคที่ 3 กรมทหารพรานที่ 36 ยังมีหน่วยทหารเสนารักษ์ซึ่งให้การช่วยเหลือด้านการส่งกลับสายแพทย์ฯ ปัจจุบันกรมทหารพรานที่ 36 มีอายุครบรอบในการสถาปนา 36 ปี เมื่อ 1 เมษายน 2563 แต่ทางกรมไม่สามารถจัดกิจกรรมฯ ขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 หลังจากสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ ทางกรมทหารพรานจึงได้ร่วมกับกำลังพลจัดกิจกรรม วันทหารพรานขึ้น  โดยมีการคัดกรองผู้เข้าร่วมงาน พร้อมสวมใส่หน้ากาก ทิ้งระยะห่างกันตั้งแต่ 1 เมตร

เกียรติศักดิ์  รักสัตย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหัดแม่ฮ่องสอน

ตร.ทางหลวง-แขวงทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ผนึกกำลังแก้ปัญหาจุดพักรถมอเตอร์เวย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตร.ทางหลวง-แขวงทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ผนึกกำลังแก้ปัญหาจุดพักรถมอเตอร์เวย์

19 กรกฎาคม 2563 – 12:02 น.

ตำรวจทางหลวง ร่วม แขวงทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ผนึกกำลังเร่งแก้ปัญหาการจราจรจุดพักรถมอเตอร์เวย์

วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ที่จุดพักรถมอเตอร์เวย์ (เขาดิน) หมู่ 7 ต.เขาดิน  อ..บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา   พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง, พ.ต.อ.จิรวุฒิ ขวัญคุ้ม ผู้กำกับการกองกำกับการ 8 ร่วมกับ นายพัลลภ จันทร์งามปภากูล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ได้ลงพื้นที่ตรวจการจราจรบริเวณจุดพักรถมอเตอร์เวย์หลังมีปัญหาประชาชนที่เข้าไปใช้บริการจอดรถซ้อนคันและไม่ยอมไปจอดบริเวณที่จัดไว้ให้ ส่งผลทำให้การจราจรติดขัดจนลามออกไปสู่เส้นทางหลักและเกิดอุบัติเหตุใหญ่หลายครั้ง

ด้านนายพัลลภเผยว่าได้รับคำสั่งจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และข้อสั่งการท่านอธิบดีกรมทางหลวง ให้มาดูการจัดการจราจรให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แก้ไขปัญหารถติดในช่วงวันหยุด ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่จัดเส้นทางพิเศษ โดยมีการวางกรวย และบาริเออร์ ในระยะทาง 1 กิโลเมตรก่อนถึงจุดพักรถมอเตอร์เวย์ ซึ่งจะแบ่งเส้นทางซ้ายสุดไว้สำหรับผู้ที่จะเข้าใช้บริเวณจุดพักรถมอเตอร์เวย์ และเปิดช่องทาง 2 กับ 3  เป็นเส้นทางหลักเพื่อมุ่งหน้าเข้าชลบุรี โดยวันนี้มีการทดสอบและดูผลว่าจะเหมาะสมหรือไม่

ด้าน พ.ต.อ.เอกราช  เผยว่า ที่ลงพื้นที่และแก้ปัญหาในวันนี้เพราะจะเตรียมใช้รองรับวันหยุดยาวในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะที่ผ่านมาในช่วงวันหยุดจะมีรถติดบนมอเตอร์เวย์หลายกิโล และมีอุบัติเหตุชนซ้ำซ้อนหลายครั้ง จนส่งผลทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการตั้งบาริเออร์ เปิดเลนพิเศษจะช่วยให้คนที่จะใช้จุดพักรถมอเตอร์เวย์สามารถขับเข้าไปด้านในได้ทันทีและจะช่วยลดการวิ่งตัดเลนรถทางตรง ที่สำคัญการจอดขวางบริเวณปากทางเข้าจุดพักรถมอเตอร์เวย์ก็มีผลทำให้รถที่จะวิ่งทางตรงต้องติดไปด้วย แต่หากวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลก็จะเปลี่ยนเป็นการเปิดเลนพิเศษ โดยจะเปิดช่องทางเลนซ้ายทั้งขาเข้าและขาออกเพื่อระบายรถติดสะสม โดยจะต้องจัดกำลังตำรวจทางหลวง กู้ภัย และเจ้าหน้าที่ขวงการทางพิเศษ ร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหารถติดที่เกิดขึ้น

ภาพ/ข่าว ก้องเกียรติ พุทธิรังสิมาภรณ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ฉะเชิงเทรา

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon18 กรกฎาคม 2563 – 22:35 น.

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon เป็นการนำเงินบริจาคของคนไทยทั้งประเทศ ที่เหลือจากการแจกเงินช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเขตน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ในสาธารณะประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

วันนี้ 18 ก.ค. 2563 บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ ทีมงานมูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมสำรวจพื้นที่ในการจัดงาน มอบรถพยาบาล เรือกู้ภัย ในภาระกิจ #saveubon และ มอบรถโรงเรียน ในภาระกิจ #ฮึบไทยแลนด์ โดยในงานจะมีการส่งมอบรถโรงเรียน 6 คัน, รถพยาบาลสนาม MERT 1 คัน, รถตู้ ambulance ระดับ สูงสุดที่มีในเมืองไทย ขณะนี้เทียบเท่าโรงพยาบาลใหญ่ในตัวอำเภอ 18 คัน, เรือกู้ภัยให้กับมูลนิธิในจังหวัดอุบลราชธานี 4 ลำพร้อมพ่วง

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon

นอกจากนั้นยังรวมถึงอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์, การส่งมอบโรงเรียนที่ก่อสร้างใหม่ ที่ประสบภัยน้ำท่วมในปี 2019, อาคารทางการแพทย์ชุมชน, ห้องทันตกรรมในโครงการ SaveUbon อีกด้วย

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว เป็นการนำเงินบริจาคของคนไทยทั้งประเทศ ที่เหลือจากการแจกเงินช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเขตน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงทั้งหมดในขั้นต้น เพื่อนำไปใช้ในสาธารณะประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนอุบลราชธานี ในด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ส่วนสถานที่จัดงานลานหน้าศาลหลักเมือง ณ ทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุบลราชธานี 

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่อุบลฯ เตรียมจัดงาน saveubon

ขอบคุณ นคร45 มูลนิธิร่วมกตัญญู

จนท.ปักธงแดงแจ้งเตือนระดับน้ำ หลังแม่น้ำป่าสักไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จนท.ปักธงแดงแจ้งเตือนระดับน้ำ หลังแม่น้ำป่าสักไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน

จนท.ปักธงแดงแจ้งเตือนระดับน้ำ หลังแม่น้ำป่าสักไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน18 กรกฎาคม 2563 – 19:25 น.

เพชรบูรณ์ จนท.ปักธงแดงแจ้งเตือนระดับน้ำ หลังแม่น้ำป่าสักไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนในเขตพื้นที่ ชุมชนศรีสะอาด ต.ตาลเดี่ยว อ อำเภอหล่มสักจังหวัดเพชรบูรณ์

วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า น้ำจากแม่น้ำป่าสัก ได้ไหลเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนในเขตพื้นที่ ชุมชนศรีสะอาด ต.ตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่า แม่น้ำป่าสัก กำลังเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนบ้านศรีสะอาดบริเวณจุดบ้านเลขที่ 52 ถ. ผดุงราษฎร์ หมู่ 11 ตำบลตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก ซึ่งเป็นจุดที่ น้ำจากแม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมเกือบทุกปี 

นายสุวิชัย สังข์ทีป อายุ 52 ปี เจ้าของบ้านหลังกล่าวกล่าวว่า ชุมชนบ้านศรีสะอาด จะเป็นพื้นที่ที่น้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลเข้าท่วมทุกปี เนื่องจากอยู่ในที่ต่ำ ประกอบกับฝั่งของเทศบาลเมืองหล่มสัก ได้สร้างผนังกั้นน้ำตลอดแนวทำให้น้ำไม่สามารถไหลเข้าสู่ตัวเมืองหล่มสักได้ น้ำจึงไหลเอ่อออกมาทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ของชุมชนบ้านศรีสะอาด สำหรับมวลน้ำดังกล่าวคาดว่าน่าจะมาตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เนื่องจากเมื่อวานน้ำในแม่น้ำป่าสักเพียงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่มาเช้านี้น้ำไปไหลเอ่อเข้าท่วมบ้านแล้ว และน้ำมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าจะลดลงเลยติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับน้ำจากแม่น้ำป่าสักที่เอ่อล้นในครั้งนี้เป็นผลพวงมาจาก กรณีที่เกิดฝนตกหนักในเขตพื้นที่ตำบลนาซำและตำบลศิลา อำเภอหล่มเก่า เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ประกอบกับบริเวณชุมชนศรีสะอาดตำบลศรีสะอาดนี้เป็นจุดที่น้ำจากแม่น้ำป่าสักได้เอ่อท่วมทุกปี เนื่องจากว่า เป็นพื้นที่ต่ำประกอบกับ ไม่มีพนังกั้นน้ำ ในขณะที่ชาวบ้าน ต่างก็เก็บข้าวของขึ้นบนที่สูงรวมทั้งเตรียมกระสอบทรายเพื่อกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าไปในตัวบ้าน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการปักธงแดงบริเวณสะพานแม่น้ำป่าสัก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าระดับน้ำในแม่น้ำสูง เตือนให้ประชาชนระวังอันตรายน้ำล้นตลิ่ง

นิติพงษ์ ศรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์